Buddhadasa.org
ประวัติ › สร้างสวนโมกข์ที่มองเห็นได้

บทที่ ๔ สร้างสวนโมกข์ที่มองเห็นได้

เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา — อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส (สัมภาษณ์โดย พระประชา ปสนฺนธมฺโม)

ในบทนี้:
ก่อนจะมาเป็นสวนโมกข์และธารน้ำไหล อีกช่วงหนึ่งของงานบุกเบิก โรงหนัง โรงปั้นและโพธิสัตว์ โบสถ์ เทศน์ประจำปีและหินโค้ง เบื้องหลังสิ่งก่อสร้างหลากหลายของสวนโมกข์ หลักการบางอย่างและฝันอย่างนักเลง

ก่อนจะมาเป็นสวนโมกข์และธารน้ำไหล

ถาม อาจารย์ครับ บริเวณที่เป็นสวนโมกข์อยู่เดี๋ยวนี้ ในสมัยแรก ๆ ที่อาจารย์ มาพบ มีสภาพอย่างไรครับ

แรกสุด บริเวณแถวนี้ เขาเรียก ด่านน้ำไหล มันเป็นช่องแคบ สำหรับ ดักจับผู้ร้าย ถ้าผู้ร้ายจากทางเหนือจะไปใต้ ทางใต้จะไปเหนือ ก็ต้อง ผ่านช่องนี้ ช้าง ม้า วัว ควาย จะไปทางใต้ก็ต้องผ่านช่องนี้ การเดินทาง ทางบกต้องผ่านช่องนี้ สมัยโบราณจึงใช้เป็นที่ดักจับผู้ร้าย ด้านหนึ่ง เป็นเขานางเอ ด้านหนึ่งเป็นพรุลึก ลงไปไม่ได้ พรุคือที่ดินที่เป็นโคลนลึก เป็นโคลนปนหญ้า ปนใบไม้เน่า ลึกท่วม ตัวก็ได้ เรียกว่าพรุ เมื่อก่อนโบราณ มันเป็นละหานทะเล แล้วตื้นเขิน ขึ้นมา กลายเป็นโคลนเป็นพรุ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผักหญ้า ภาษาทาง ภาคกลาง ก็ดูเหมือนจะมีคำว่าพรุ ปัจจุบันก็อยู่ฝั่งโน้นของถนนใหญ่ มันก็แคบเข้าเรื่อย ๆ พอตื้นก็ทำนาได้ พอทำนาก็ตื้นขึ้นโดยเร็ว ดิน มันลงไปถม เลยกลายเป็นท้องนามากเข้า ๆ ถ้ามันรกไปด้วยหญ้า ดินลง ไปถมไม่ได้ กล้วยไม้แวนด้า ฮุกกะเรียน่าที่ผมเคยเรียกเป็นต้นไม้ประจำ เมืองไชยานั้นก็เกิดบริเวณนี้แหละมากที่สุด ขึ้นอยู่บนต้นกง สำหรับ ในเขตวัดนี้ แรก ๆ นอกจากที่มีต้นไม้แล้ว ก็มีแต่หญ้าคา ธารน้ำยังใหญ่ น.264กว่านี้มาก ลงไปอาบได้สบาย น้ำมาก เพิ่งตื้นเขิน เมื่อตอนบนเขาทำไร่ กันเสียแล้ว สัตว์ป่ายังเหลืออยู่ตามสมควร ในบริเวณนี้เคยมีกวางป่ามากิน ลูกมะกอกตรงหอไตร ผมขึ้นไปเจอะ กำลังกินอยู่พอดี กวางมีเขา ตัว เกือบเท่าม้า เสือดาวสีออกดำก็มีตัวหนึ่ง อยู่มาตั้งแต่แรก อยู่ด้วยกันหลายปี ไม่รู้มันนอนตรงไหน พอค่ำก็ออกมากินหมา ตัวหนึ่งกินได้ ๒-๓ วัน นับได้ว่ามันเอาไปกิน ๒๓ ตัว น่าใจหาย (หัวเราะ) หลายปี เป็นเวลา หลายปี บางคืนได้ยินเสียงมันร้องอยู่บนเขาพุทธทอง ตอนนั้นเขาพุทธทอง ยังไม่ได้สร้างอะไรเลย เราอยู่กันแต่ข้างล่าง มันไม่เคยปรากฏว่าทำร้าย ใคร เห็นคนก็หนี บางคืนเด็ก ๆ มันร้อนนอนเล่นกันอยู่ที่โรงฉันเก่า หลับไป หมามันนอนอยู่ใกล้ ๆ เจ้าเสือดำตัวนี้มันกระโจนมาคาบเอาหมา ไปกิน ไม่เคยเอาเด็ก ๆ เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้ง เด็ก ๆ ก็กลัว เข้าไปนอน ในกุฏิ นานเข้า นานเข้า ก็ออกมานอนอีก มันเป็นเสือดาว ถ้านอนอยู่ กลางแดดจะเห็นเป็นวง ๆ แบบเสือดาว ตัวนี้มันคุ้นกับคนมาก บางเวลา มันไปนั่งอยู่บนเรือน เจ้าของบ้านมาจากป่า พอเปิดประตูเข้าไป เจอเสือ นั่งอยู่ (หัวเราะ) หัวเราะกันใหญ่ เสือจริงก็มีเหมือนกัน เสือโคร่ง แต่มันอยู่ข้างนอก มันมาจาก ทางทิศใต้ เดินผ่านทางสาธารณะหน้าวัด เดือนยี่ เดือนมกราคม มัน เป็นฤดูที่สัตว์ตระกูลแมวสืบพันธุ์ จะเป็นแมวก็ดี เสือก็ดี มันจะเที่ยวหาคู่ บางทีร้องตลอดคืน ร้องอยู่บนเขานางเอ อืม ๆๆ คล้ายกับเสียงวัวผู้ เมื่อจะเข้าขวิดกัน ตอนเช้าก็มักจะพบรอยเสือ ตามทางหน้าวัด เรื่อยไปจน ถึงทางเข้าหมู่บ้านเขาน้ำผุด แล้วก็กลับเข้าป่าไป ผมบิณฑบาต ก็เดิน ตามรอยเสือ น.265

ถาม อาจารย์ไม่กลัวหรือครับ

กลัวอะไรได้ มันได้ยินอยู่ มันได้ยิน เสือถอยไปเรื่อย ออกไปจาก วัดหน่อยหนึ่ง ก็เจอะเด็กตัวเล็ก ๆ เด็กหญิงทูนของมาขาย เด็ก ๆ ยัง ไม่กลัว เราจะกลัวเสือได้อย่างไร (หัวเราะ) ขายหน้าตาย ชาวบ้านเขา ไม่กลัวกัน แล้วมันก็ไม่ได้ทำอะไรด้วย ตอนนั้นมีบ้านติดอยู่ตรงมุมวัดนี้ บ้านพี่แช่ม ลูกหลานแกมีตั้งฝูง พอเสือร้องอืม เด็กก็ร้องอืมกันไปหมด ร้องรับเสือเป็นลูกคู่ ตอนเย็น ตอนจะพลบ เสือมันร้อง เด็กก็ร้องรับเสือ เลย เราก็อายเด็กถ้าคิดกลัวเสือ เณรชุดที่ว่าจะอบรมพิเศษ ติดมาที่นี่คน หนึ่ง พอเสือร้องอืมตัวสั่นเลย (หัวเราะหึ ๆ) ต้องช่วยจับตัวให้หายกลัว เพราะมันไม่เคยรู้เรื่องเสือเลย มันเป็นคนท่าชนะ อยู่ไปทางทะเล ตะวันออก ความกลัวมันหลอนตัวเอง เสือมันไม่มีเจตนาฝืนธรรมชาติที่จะกัดคนเลย รู้สึกว่ามันจะ เกรงขาม เพราะคนเดิน ๒ ขาสูงโด่ขึ้นมา ไอ้เสือมันเดินต่ำเตี้ย สัตว์ ทั้งหลาย ๔ เท้ามันต่ำเตี้ย คนสูงโด่ มันก็เกรงขาม ถึงมันจะไม่กัดมันก็ เกรง เกรงก็พยายามหลีก ชาวไร่ชาวป่าอย่างนี้เขาคุ้นเคยกับเสือ พอเสือ มาขโมยหมู ขโมยเป็ด ขโมยไก่ เขาก็ชวนกันไล่ตี มีอยู่คราวหนึ่ง มันมา แถวนี้ มาขโมยหมู ทุกบ้านช่วยกันเอาไม้ไล่ตามไล่ตี ตามจนเสือทิ้งหมู วิ่งหนีไปก่อนออกจากด่าน พาหมูไปไม่ไหว ตอนหลังมันคงไปอยู่อเมริกากันหมด ไอ้ตัวที่อยู่กับเราตั้งหลายปี ไอ้เสือดำตัวนั้น มันถูกดักขาย ขายที่นี่ ๘๐๐ บาท ที่กรุงเทพฯขายได้ ๘,๐๐๐ บาท อเมริกาเขาซื้อต่อหลายหมื่น เขาต้องการเสือแบบนี้ เสือดาว สีดำซึ่งหายาก ตรงที่ตั้งโรงหนังเดี๋ยวนี้ มีหมูป่าฝูงหนึ่ง ราว ๓๐ ตัว ตรงตึกโรง หนังนั่นเคยเป็นปลักหมูป่า น.266อีเก้งร้องเปิ๊บป๊าบ ๆๆ ตอนค่ำ มันเดินมาในวัดนี้ แล้วมันก็ลดลงไป เรื่อย ๆ จนเงียบหายไปเลย เดี๋ยวนี้ไม่มีสักตัว ตะกวดมียั้วเยี้ย หมากัดตายหมด แล้วนกกระเต็นตามกวางนี้ สวย เที่ยวเดินตามดิน จิกไส้เดือนกิน สวย เดี๋ยวนี้ไม่เหลือสักตัว หายหมด ตอนแรก ๆ มาอยู่ ยุงไม่มี ไม่มีเอาเสียเลย (หัวเราะหึ ๆๆ) แล้ว มันก็เริ่มมีบ้าง มากขึ้น ๆ จนเดี๋ยวนี้ชุมมาก ตอนแรก ๆ มาอยู่กันน้อย ๆ คน ๒ คน มันไม่ได้เพาะยุง คนมาก ก็เพาะยุงมากขึ้น โดยเฉพาะชาวบ้าน โอ่ง ไห กระบอก กระป๋อง เพาะ ยุงได้มาก ที่ได้เร็วที่สุดก็ไหที่ใส่กะปิ ควักกะปิออกแล้วแช่น้ำให้สะอาด ตั้งไว้อย่างนี้แหละ เพาะยุงที่สุดเลย ยุงตัวโต ๆ ทั้งนั้นด้วย

ถาม สภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านเป็นอย่างไรครับ ใกล้ชิดกับวัดแค่ไหน

ก็ที่บอกแล้ว ชาวบ้านแถวนี้เขาต้องการพระ ต้องการวัด ตอนแรก เขาไม่ได้อยู่กันแบบนี้ ที่อยู่ใกล้วัดมีหลังเดียว บ้านพี่แช่ม ตรงมุมวัด แล้วก็ตามมาเรื่อย ๆ (หัวเราะหึ ๆ) จนเป็นหมู่บ้าน เดิมเขาอยู่ทางเขา น้ำผุดกัน เดินธรรมดา มันก็ราวครึ่งชั่วโมง ถ้าเดินบิณฑบาต จะช้ากว่า นั้น ผมเดินบิณฑบาต ไปกลับหมู่บ้านนี้ แต่ว่าเดินเลยไปอีกหน่อยถึงที่ เรียกว่าปลวกสูง ทั้งไปทั้งกลับ ๒ ชั่วโมงพอดี เดินอย่างบิณฑบาต เดิน ชมนกชมไม้ไปบ้าง เราสัมพันธ์ชาวบ้านที่นี่ค่อนข้างใกล้ชิด เพราะต้อง การยกระดับชาวบ้านด้วย คนแถบนี้ล้าหลังที่สุดของไชยา ตรงปากด่าน นี้ สารพัดจะล้าหลัง ในตอนนั้น การพนันมีทุกบ้าน อะไร ๆ ก็ง่าย ๆ บ้าน เรือนแทบหาดีไม่ได้ ท่านพระครูสุธนฯ ท่านขวนขวายมาก อุตส่าห์ ไปชี้แจง อ้อนวอน ขอร้องให้เปลี่ยนแปลง กระทั่งว่าสอนให้ตำน้ำพริก แกงให้ละเอียด น.267มันเป็นหมู่ชนที่ไกลออกมาจากเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ไม่รู้ไม่ชี้ อยู่กันอย่างง่ายที่สุด การแต่งเนื้อแต่งตัวอะไรก็ตามแต่ แม้แต่ ดินบนบ้าน ก็ไม่กวาด บนเรือนคล้าย ๆ เต็มไปด้วยโคลน มันไม่ได้รับการอบรม ปลาทั้งตัวใส่หม้อแกง ตำพริก ๒-๓ ชิ้นใส่ไปก็กินได้ ปลาทั้งตัวไม่เคยตัด ครีบ ไม่เคยขอดเกล็ด ท่านพระครูสุธนฯท่านขวนขวายจนเปลี่ยนแปลง จนเหมือนกับที่อื่น ผมเองไม่ค่อยมีเวลา การไปเยี่ยมเยียน โดยเฉพาะเวลาเจ็บไข้ พระครูสุธนฯทั้งนั้น ท่านเป็นหมออยู่หน่อย ๆ เหมือนกัน หมอแผนโบราณ ท่านไม่ค่อยอยู่พักที่นี่ มาตอนมีงาน กลางคืนดึก ๆ ท่านก็เดินกลับไปพัก วัดชยาราม ท่านก็ใช้วิธีล้อ แหมวันนี้กินแกงปลาทรงเครื่องอีกแล้ว หมายความว่าปลาไม่ได้ตกแต่งอะไรเลยทั้งหัว ทั้งหาง ทั้งครีบ ทั้งเกล็ด (หัวเราะเฮ่อะ ๆ) หรือไม่ก็ล้อว่า นี่นี่ไปกวาดฝุ่นทำตุ๊กตาสักตัวสิ ฝุ่น ที่บนเรือน ไม่ใช่ฝุ่นข้างล่าง เด็กผู้หญิง เด็กสาวมันก็เริ่มอาย ความเปลี่ยน แปลงมันก็เกิดขึ้น ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าไม่ค่อยประสีประสา แต่เด็กผู้หญิง มัน รุ่นสาว รุ่นสวย ขึ้นมา มันก็อาย มันก็เปลี่ยนแปลง ตำน้ำพริกแกงให้ ละเอียดขึ้น แกงปลาก็ต้องตกแต่งกันบ้าง นี่งานพัฒนาแท้ ๆ เราทำมาก่อน เริ่มจากชนิดล้าหลังที่สุด แต่เราไม่ได้อวดโก้ สมัยนี้พัฒนากันหน่อย อวดโก้กันนัก

ถาม อาจารย์ครับ ถ้าเช่นนั้นอาจารย์ก็ต้องสนองความต้องการด้านพิธีกรรม ชาวบ้านด้วยใช่ไหมครับ

มันก็ต้องมี เริ่มไปสวดมนต์ตามบ้าน สวดผี สวดศพ เวลาเจ็บไข้ ไปสวดมนต์ เขาดีใจที่สุด ผมไม่ค่อยได้ไป พระที่อยู่ด้วยกันไป ท่าน พระครูสุธนฯไป น.268น้ำมนต์โดยตรงไม่เคยทำ แต่มันทำเป็นพิเศษอยู่บ้างแล้วก็กลายเป็น น้ำมนต์ คือ เวลาเข้าพรรษา สวดมนต์ ๓ คืน ก็ตั้งบาตรน้ำมนต์ไว้ เขาก็มา เอาน้ำนั้น ไปใช้ในลักษณะที่เป็นน้ำมนต์ เอาไปใช้เกี่ยวกับการทำนาทำไร่ เอาไปรดนา รดข้าวกล้าอะไร หรือเอาไปเติมในบ่อ เป็นน้ำมนต์ไป ทั้งบ่อเลย สวด ๓ คืน บ้าง ๗ คืนบ้าง แล้วแต่ สวดทุก ๆ คืน พอครบ ชาวบ้าน ก็ เอาขวดมา คนละใบ ๒ ใบ แบ่งน้ำในบาตรเอาไปใช้อย่างน้ำมนต์ เอาไปเก็บไว้ก็ได้ เก็บไว้บนหิ้งก็มี

ถาม อาจารย์ครับ แล้วการอบรมสั่งสอนชาวบ้านในทางธรรมะ มีอะไรบ้าง ครับ

ก็อบรมกันในวันพระ มีเทศน์ มีสนทนาธรรมะกัน เราก็ขอร้อง ให้หยุดงานวันพระกัน ให้วันพระเป็นวันสงบ ก่อนนี้ชาวบ้านแถบนี้มัน ล้าหลัง เต็มไปด้วยอบายมุข ดื่มน้ำเมา เล่นการพนัน ก่อนนี้ มันก็ไป ตกปลา ไปทำนา อะไรต่ออะไร แม้แต่วันพระ พอมีวัดเข้ามา วันพระ ก็มาวัด ไม่ต้องไปทำอย่างนั้นในวันพระ ก็เรียกว่าดีขึ้น แต่ชาวบ้าน ก็มากันไม่มากนัก ๕ คน ๑๐ คน ๒๐ คน มารับศีล แล้วกลับบ้าน ไม่ได้ นอนวัด มีอยู่บางสมัย มาสวดมนต์ ตอนเย็นกันบ้าง ต่อมาหลายปี ก็เริ่มฝึก ให้เด็กผู้หญิงที่เริ่มโต สวดมนต์แปล การสวดมนต์ทำวัตร อยู่ในแผนการ พัฒนาเหมือนกัน คิดทำแบบแปลให้สวด ทำกับมหาสำเริง การพัฒนา อื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ก็เป็นเบ็ดเตล็ด เรื่องการไหว้พระสวดมนต์ เป็นเรื่องขึ้นหน้า เพราะจัดให้มีการประกวดกันระหว่างหมู่บ้าน ระหว่าง คณะ พอมีงานวิสาขะ ที่วัดพระธาตุฯ ก็ไปประกวดกัน คณะบ้านทุ่ง คณะโมถ่าย คณะวัดธารน้ำไหล ฯลฯ ก็ประกวดกันว่าใครจะสวดได้ดีกว่า ได้เพราะกว่า ต่างคณะต่างก็ซ้อมกันในหมู่ของตน ที่โมถ่ายก็มีครู น.269ปัตติ์เป็นผู้นำ ผู้ใหญ่พิศก็เป็นผู้นำสายบ้านทุ่ง แถวนี้ก็มีพี่หอ ตายเสียแล้ว ทางเสวียดก็มีบ่อนหนึ่ง ทางวัดชยารามก็พวกบ้านโคกหม้อ อย่างที่บ้านโมถ่าย ครูปัตติ์ชักชวนให้เด็กหญิงเด็กชาย ที่จบ ประถมแล้ว ทำงานอยู่ที่บ้าน ชักชวนให้มาเรียนท่องสวดมนต์ ที่บ้าน ของแก แล้วแกก็ลงทุนของกิน (หัวเราะเฮ่อะ ๆ) หาหัวเผือกหัวมัน ให้ กินเล่นกัน แล้วก็สวดมนต์กัน เมื่อได้ข่าวว่าจะต้องไปประกวดที่วัด พระธาตุฯ ก็ซ้อมกันใหญ่ ซ้อมกันทุกคืน มีคนมาเล่า (หัวเราะ) น่าขำ ที่เสวียด ก็เร่งมือกันใหญ่ เดินไป ไร่ไปนาก็ท่องสวดมนต์แปลกัน คนหนึ่งหนักข้อ ตักข้าวเลี้ยงหมูก็ท่อง มนต์แปลไปพลาง ตอนนั้นบ้านเมืองสงบ ทิ้งบ้านทิ้งเรือนไปวัดได้ ไม่ต้องเป็นห่วง กลางคืนก็ทิ้งมาซ้อมกันที่วัดได้ กุญแจพอรับประกันได้ เดี๋ยวนี้กุญแจ ไม่มีความหมาย ในที่สุดก็สวดกันได้มาก สวดกันได้ดี ถึงคราวประกวดใหญ่ ก็ ประกวดกันที่วัดพระธาตุฯ วันวิสาขะ ให้รางวัลเป็นการใหญ่ เด็ก ผู้ชายก็ให้หัดพูดหัดบรรยายธรรมะ เด็กผู้หญิงเสียงดีก็ให้หัดสวดมนต์ ใช้รางวัลล่อ บ่อนติดอยู่หลายปี แล้วก็ค่อยๆ เสื่อม เพราะมันเหนื่อยมาก ผมก็เบื่อง่าย หนังสือสวดมนต์แปลนี้ เคยใช้เป็นแบบหัดอ่านหนังสือสำหรับผู้ใหญ่ ด้วย คือผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือ ก็สวดมนต์แปลได้ตามเด็ก ๆ ทีนี้ก็เอาตัว หนังสือมาดู เช่น นะโมตัสสะ ภะคะวะโต เขาก็เริ่มหัดแยกเป็น นะ เป็น โม เป็น ต เป็นไม้หันอากาศ ไม่เท่าไร ไม่กี่เดือนก็อ่านหนังสือได้ น้าเส้ สมภารทางโรงครัวคนแรกของสวนโมกข์ก็หัดอ่านหนังสือจากสวดมนต์ แปล แต่ก่อนไม่รู้หนังสือ น.270อีกช่วงหนึ่งของงานบุกเบิก

ถาม อาจารย์ครับ ระยะแรกสุด อาจารย์ตั้งชื่อวัดนี้ว่า วัดด่านน้ำไหล หรือครับ

ไม่ได้ตั้งชื่อ ชาวบ้านเขาเรียกกันเอง เขาเรียก วัดเขาพุทธทอง ตามชื่อ ภูเขากลางวัด บางคนเรียกตามสะดวกว่า เขาทอง ก็มี วัดเขาก็มี เขาพุทธทอง มันรุ่มร่ามเรียกยาก เราเรียก สวนโมกข์ พอจดทะเบียนเป็นวัดใช้ชื่อ ธารน้ำไหล เหมาะที่สุด เพราะมันมีธารน้ำไหล ฟังดูมันเข้ารูปกับธรรมชาติ ประชาชนทั่วไปแถวนี้ก็เรียก วัดธารน้ำไหล รู้จักอย่างเป็นทางการว่า สวนโมกข์ ระยะแรกตั้งใจจะให้แยกกัน ต้องการให้สวนโมกข์เป็นองค์กรอิสระ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ก็สะดวก ไม่ต้องไปทำตามระเบียบของวัด จะทำ อะไรก็ทำไปได้เลย ไม่ต้องอยู่ในความควบคุม เป็นเอกเทศ เอกชนไป ด้านหน้าจะใช้เป็นวัด ข้างหลังเป็นสวนโมกข์ แยกกันในทางกฎหมาย ในตอนแรก แล้วตอนหลัง ก็ยกให้เป็นวัดธารน้ำไหลหมดแล้ว เพราะ มันไม่มีปัญหาอะไร

ถาม การปลูกสร้างที่นี่ดำเนินมาอย่างไรตั้งแต่ต้นครับ

แรกสุดก็กุฏิมหาเฉวียงเป็นหลังที่ ๑ อยู่หัวมุมสุดด้านโรงไฟฟ้า ถ่าย

อีกช่วงหนึ่งของงานบุกเบิก

น.271รูปไว้ก็มี ไม่รู้อยู่ไหน ตัวเป็นกระดาน หลังคาแหลม มุงจาก ชั้นเดียว ใต้ถุนสูง ลุงกลิ่นเป็นคนสร้างให้ พอผมมาอยู่ (๒๔๘๗) ก็ทำหลังที่ติดกับโรงฉัน ที่นายสินอยู่เดี๋ยว นี้เป็นหลังที่ ๒ ทำเป็น ๒ ชั้น หลังคามุงจากก่อน ทำปรุงมาเสร็จจากวัด ชยาราม พื้นทำด้วยไม้กระดาน ทำเสา ทำรอด ทำชื่อ ทำแป ทำอะไร เสร็จครบหมดแล้ว ขอแรงชาวบ้านแถวนี้ ๓๐ กว่าคน ไปทูนกันมา แรงผู้ หญิง มาซื้อไม้ฝาเพิ่มที่นี่ พอส่วนที่ทูนกันมา แบกกันมาจากวัดชยารามมา ถึง ก็ทำกันปุงปัง ๆ เดี๋ยวเดียวก็อยู่ได้ ในวันเดียวนั่นแหละ ก็อยู่กุฏินั้นเรื่อย มา จนกว่าเขาจะสร้างกุฏิหลังที่ ๓ ที่คุณนุ้ย (พระนุ้ย สมฺปณฺโณ) อยู่ เดี๋ยวนี้ ตอนแรกหลังคามุงด้วยจาก ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นสังกะสี ตอนแรก ๆ ผมก็อยู่หลังที่ ๒ หลังที่ ๓ ก็เป็นที่รับแขก เจ้าคุณลัด พลีฯ มาก็พักหลังนี้ ใช้รับแขกไปพลาง สร้างเป็นทรงง่าย ๆ ใช้งานสะดวก ทุกคนทำเป็น ใคร ๆ ก็รู้จัก ทำ เรียกว่าแบบทรงไทย (หัวเราะหึ ๆ) หลังที่ ๔ สุดไปทางเหนือ สร้าง สำหรับฝ่ายโรงครัว ทรงเดียวกัน แต่อาคารมุงด้วยไม้กระดาน เอากระ- ดานมุง อยู่ได้หลายปีเหมือนกัน ลองมุงกระดานดู (หัวเราะหึ ๆ) แต่มันมี ปัญหาตรงตาปู ตรงที่ตีตาปูเริ่มผุ น้ำมันซึม ตำปูที่ตอก ตอกได้ชั้นเดียว จะตอกทีเดียวทั้ง ๒ ชั้นไม่ได้ ไม้ยืดหดไม่ได้ มันจะแตกออก ต่อมา มันมีปัญหายุ่งมากขึ้น เมื่อนานเข้า เลยเปลี่ยนเป็นสังกะสี โรงธรรมเป็นหลังที่ ๕ หลังที่ ๖ ก็ตึกหลังที่ผมเคยใช้เป็นที่พักและที่ ทำงานนานที่สุด โรงธรรมนั้น สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาแขกไปใครมา และก็ใช้เป็นที่เลี้ยงพระ สวดมนต์ ทำวัตร ฟังเทศน์ไปด้วยในระยะแรก

ถาม การสร้างศาลาโรงธรรม ทำกันอย่างไรครับ น.272

เสาเป็นไม้ตะเคียน ตัวไม้เครื่องอื่น ๆ เป็นไม้เคี่ยม ก็ไม่ได้ซื้ออีก ช่วยกันตัดมา ชาวบ้านแถวนี้เขาไปหามาเอง เป็นหนี้บุญคุณชาว บ้านอย่างมหาศาลทีเดียว แล้วก็ไม่รู้จะตอบแทนอะไร วิชาความรู้เขาก็ไม่ ต้องการ เงินทองก็ไม่มีให้ ถึงกับลงทุนขุดภูเขาสร้างโรงธรรม ขุดกันเป็น เดือน กลางคืนก็ขุดกันครึ่งคืน คนแถวนี้ทั้งนั้น ขุดเอาหินออก หินก้อน ใหญ่ ๆ กลางคืนมันไม่ร้อน มันมีแรง กลางวันเขาต้องทำงานของเขาเอง กลางคืนมาช่วยงานวัด การเลื่อยไม้ตอนแรก ๆ ก็วานกัน มาช่วยเลื่อยกัน เป็นส่วนมาก มาช่วยแล้วยังหาอาหารมากินกันเองอีก วัดไม่มีอะไรจะเลี้ยง นี่มันเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งก็เคยมีขึ้นในโลก และเดี๋ยวนี้มันก็หายไป ไม้เสาและตัวโครงทั้งหมด เป็นไม้ในป่าแถบนี้ ก็ต้องใช้วิธีเดียวกับ ที่สร้างสโมสรธรรมทาน ไม่มีวิธีอื่น แต่มันใกล้ป่า ใช้ช้างลากมาก็ถึงไม่ ต้องใช้คนลาก เหมือนครั้งแรก ก็เข้าไปอยู่ในป่าทีเดียวหาไม้จนพอ เป็น หน้าที่ของท่านธนฯ ไปช่วยดูแลให้กำลังใจ ทำไปเรื่อย ๆ ผมเดินไปเดินมา ทุกวัน เพราะทำงานหนังสือหนังหาไปพลาง แต่คราวนี้ ไม้มันมาก เราก็ ไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่เขาจัดการ ต้องเป็นเรื่องถึงป่าไม้จังหวัด ผู้กำกับตำรวจ จังหวัด เกิดศรัทธา ใจบุญขึ้นมา ชักชวนมิตรสหาย ช่วยกันบริจาคเงินค่า ภาคหลวงให้ (หัวเราะหึ ๆ) ดังที่เคยเล่าแล้ว

ถาม อาจารย์ครับ ไม้เคี่ยมกับไม้ตะเคียน อย่างไหนจะดีกว่ากันครับ

ถ้าอยู่ในที่ไม่อับ ไม้เคี่ยมดีกว่า ถ้าในที่อับไม้ตะเคียนดีกว่า มอด ปลวกไม่กินทั้ง ๒ อย่าง ถ้าเป็นชานที่ถูกฝนถูกแดดเรื่อย ไม้เคี่ยมสู้ไม่ได้ ไม้ตะเคียนดีกว่า แต่ถ้าอยู่อย่างพื้นโรงฉันเก่า ไม้เคี่ยมดีกว่า ไม่ถูกแดดถูก ฝน จะแข็งเป็นหินไปเลย กุฏิหลังที่ ๓ นั้น ไม่ใช่ไม้เคี่ยม ไม่ใช่ไม้ตะ- เคียน เป็นไม้เบญจพรรณชั้นดี มีหลังคามุงแบบนี้ ไม้กะบากก็พอใช้ได้ น.273ทนมาถึงทุกวันนี้ได้

ถาม อาจารย์ครับ โรงธรรมนี่สร้างด้วยเงินทุนของใครครับ

ของเจ้าชื่น ให้ ๘,๐๐๐ บาท นอกจากนั้นก็ช่วยกันคนละเล็กละ- น้อย ข้าวของหลายอย่างหามาได้โดยไม่ต้องซื้อ ที่ต้องซื้อก็มี กระเบื้อง และกระดานฝา ซื้อไม้ยางจากบ้านดอน แรงงานจ้างก็มี ระดมพระเณร ช่วยกันทำก็มาก สร้างอยู่ราว ๆ สักปี ก็ใช้งานได้มานาน แต่ก็เพิ่งจะมา เสร็จสมบูรณ์คราวหลังสุด(๒๕๒๘) นี่เอง คือมาเพิ่มกั้นเป็นห้องพักชั้น ล่าง ค่าไม้คราวนี้ ๘๕,๐๐๐ บาท หายเข้าไปในโรงธรรมเลย ซื้อไม้ซุงมา จากเกาะสมุย มาเลื่อยที่นี่ ได้ความรู้ว่าทำแบบนี้เป็นความผิดพลาด แพงกว่าซื้อไม้จากโรงเลื่อย เพราะว่าจ้างเขาเลื่อยแบบนี้ เขาใช้เครื่องสาย- พาน มันกินเนื้อไม้มาก ตั้งครึ่งนิ้วก้อย ตอนแรก ๆ เลื่อยมือ ไม่สู้จะเสียเนื้อ ไม้เท่าไร คราวนี้เป็นการลองดู คาดคะเนไม่ถูก

ถาม อาจารย์ครับ ใครมาอยู่ที่นี่กับอาจารย์เป็นองค์ที่ ๓ ครับ

จำไม่ได้ จะเป็นมหาสำเริงมากกว่า ลูกชาวบ้านเขาก็เริ่มเข้า มาบวชกัน ต่อมาผมได้เป็นอุปัชฌาช์ด้วย(๒๔๙๐) เขาก็มาบวชที่นี่ แต่ก่อนนี้เขาบวชที่วัดชยาราม ตอนสร้างโรงธรรม ชาวบ้านเริ่ม ๆ อพยพตามมาอยู่ใกล้ ๆ วัดแล้ว เมื่อไม่มีวัดเขาไม่กล้ามาอยู่ พอมีวัดก็ตามกันมา มาจากบ้านเวียง บ้าน เนียนสูง ข้าง ๆ ในโน้นก็มี ตอนหลังพอสร้างโรงเรียนขึ้น (๒๔๙๘) ก็ยิ่งสะดวก โรงเรียน เป็นงบทางการครึ่งหนึ่ง ของนายแคล้ว ช่วยยิ้มครึ่งหนึ่ง ผมไม่ได้ออก เงินออกแรงอะไรเลย แต่เขาก็ยังให้เกียรติ มีคำว่านันท์อยู่ในชื่อของโรง- เรียน ตอนนั้นเป็น อริยนันทมุนี เขาก็ตั้งชื่อของโรงเรียนเป็น แคล้วประชา- น.274นันท์ ตอนยังไม่มีโรงเรียน เด็ก ๆ แถวนี้ก็มาอยู่วัด มาเรียนหนังสือกัน พระชิดพระเฉลิมเป็นคนสอน อยู่กัน ๑๐ กว่าคน

ถาม อาจารย์ครับการสร้างตึกหลังที่อาจารย์เคยอยู่นี้ มันมีความเป็นมาอย่างไร ครับ ไม่ขัดกับหลักการอยู่อย่างเรียบง่ายหรือครับ

โยมโป้ห้วย แม่ยายของหมอบุญส่ง เลขกุล เป็นแม่ของคุณสุภาพ แกสร้างให้ สมัยนั้นจ้างเหมาเขาทำ ๖,๐๐๐ บาท รวมค่าวัสดุด้วยก็ราว ๑๘,๐๐๐ บาท ผมก็ยอมให้สร้างเพราะอยากมีที่เก็บหนังสือที่ถาวร ที่ปลอดภัย หนังสือเริ่มมีมากขึ้น ๆ ผมก็นอนตรงไม้กระดานริมหน้า- ต่าง เอามือยื่นออกมาสัมผัสต้นไม้ใบหญ้าได้ ไม่ห่างธรรมชาติ (หัวเราะ)

ถาม อาจารย์ครับ แล้วกุฏิเล็ก ๆ เริ่มสร้างเมื่อไรครับ

สร้างมาเรื่อย ๆ พอสร้างเสร็จโรงธรรม ก็สร้างกุฏิเล็กหลังเชิงเขา ตรงกับศาลาธรรมโฆษณ์นี่แหละ เป็นหลังแรก (๒๔๙๕) ๗๕๐ บาท ทำ ได้หลังเดียว ต่อจากนั้นราคาเดิมทำไม่ได้ ของแพงเป็น ๑,๕๐๐ บาท จึงจะ ทำได้ ๒-๓ ปีต่อมาทำไม่ได้อีก ขึ้นเป็น ๓,๒๐๐ จึงทำได้ กุฏิเล็ก ๆ นี้ซื้อของและจ้างเขาทำเป็นส่วนมาก ทำกันเองดูเหมือนจะ ๒-๓ หลังเท่านั้น นอกนั้นจ้างเหมาเอา นายเหลียวเป็นช่างไม้ประจำวัดมาจนทุกวันนี้ ทำจน ครบ ๗๐ หลัง ตอนแรกกะจะมี ๒๕ หลัง แล้วมันไม่พอ ต้องเพิ่มเป็น ๗๐ หลัง ก็เต็มพื้นที่พอดี แล้วมันก็เต็มความสามารถพอดีด้วย ในเรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องเจ็บไข้อะไรต่าง ๆ ก็ยุติ หยุดพัก กว่าจะเสร็จหมดก็หลายปี ไม่ใช่ปีเดียวเสร็จ ระหว่างที่กุฏิเล็ก ๆ ยังไม่เต็ม ก็เริ่มสร้างโรงหนัง (มหรสพทางวิญญาณ) สร้างเรือ สร้างอะไรไปพร้อม ๆ กันด้วย บ้านพัก อุบาสิกา ดูจะเป็นรุ่นสุดท้าย ในสมัยที่ผมยังออกไปคุมงานเอง ดูแลเอง ทางด้านมุมวัดติดกับค่ายลูกเสือนั้น ยังได้สร้างบ้านพัก สำหรับคนที่จะมา น.275พักเป็นครอบครัวเป็นพิเศษ แต่แล้วก็ไม่สำเร็จประโยชน์ มาอยู่ป่าแบบนี้ หญิงชายพักแยกกันดีกว่า สะดวกกว่า

ถาม อาจารย์ครับ ที่วัดนี้ตอนแรก ๙๐ ไร่ แล้วขยายเป็น ๓๑๐ ไร่ได้อย่างไร ครับ

ขยายทีเดียวเลย ซื้อ ๙๐ ไร่ แล้วก็ขอบ้าง เขาบริจาคบ้าง เอาที่เขาบริ- จาคไกลออกไป มาแลกกับที่อยู่ติดกับวัดบ้าง บุกเบิกออกไปบ้าง โดย นายอำเภอ จาด อุรัสยนันท์ อุตส่าห์ช่วยเหลือ เจรจา และช่วยอำนวยความ สะดวกในด้านกฎหมาย ในที่สุดก็ได้ทำเป็น นส.๓ ผืนเดียวกันหมดทั้งวัด ๓๑๐ ไร่เศษ เขาพุทธทองเท่ากับได้เปล่า เพราะยึดพื้นที่โดยรอบหมด ไม่ต้องซื้อหาอะไร (หัวเราะ)

ถาม อาจารย์ครับตอนมาสร้างสวนโมกข์ใหม่นี้ อาจารย์ได้สรุปบทเรียนอะไร จากสวนโมกข์เก่าหรือเปล่าครับ

ก็ไม่ได้วางแผนอะไร ดูไปพลาง ให้มันเข้ากับพื้นที่ พื้นที่มันไม่เหมือน กับสวนโมกข์เก่า มันเป็นภูเขา ที่มันลาดเอียง ไปทางไหน พื้นที่มันก็ลาด เอียงไปหมด ก็ต้องตัดให้มันตรง ต้องคิดว่าจะทำทางเดินอย่างไร ทำอะไรที่ ไหน มันก็นึกไปพลางทำไปพลาง สานต่อไป ต่อออกไป มันก็ไม่พ้นหลัก ที่จะต้องทำอย่างนี้ ไม่มีปัญญาที่จะคิดให้มันดีไปกว่านี้แล้ว ไม่มีความรู้ที่จะ วางแผนอะไรล่วงหน้าออกมาทั้งวัด น.276โรงหนัง โรงปั้นและโพธิสัตว์

ถาม อาจารย์ครับ โรงหนังกับโรงปั้นนี่อันไหนเกิดขึ้นก่อน และมีวัตถุประสงค์ อย่างไรครับ

มันก็เกิดไล่ ๆ กัน พร้อม ๆ กัน พอสร้างโรงหนังขึ้นมา ข้างในจะใช้ เขียนรูปสอนธรรมะ ข้างนอกนึกอยู่ว่าจะทำอะไรดี ก็พอดีนึกได้ถึงภาพ หินสลักที่อินเดีย ก็ต้องมีโรงปั้น มาปั้นภาพหินสลักติดข้างนอก โรงปั้นแต่ ก่อน มันไม่ใช่สำหรับปั้นตุ๊กตาอย่างเดี๋ยวนี้ แรกสุดโรงปั้นเป็นที่ทำงานปั้น ภาพนูนต่ำ ชุดพุทธประวัติโดยจะจำลองจากภาพหินสลักเดิม ต่อมาก็ มีปั้นตุ๊กตาสอนธรรมะ แล้วก็เป็นที่ทิ้งอบายมุข เป็นที่เลิกสิ่งเสพติดต่าง ๆ ด้วย การก่อสร้างในสวนโมกข์ ก็สร้างกันมาเรื่อย ๆ ตึกที่อยู่ติดกับกุฏิ ที่ผมอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็เป็นโกดังเก็บหนังสือ ทั้งชั้นบนชั้นล่าง จะเก็บหนัง- สื่อธรรมโฆษณ์ให้ครบ ๑๐๐ ชุด พอพิมพ์ครบแล้ว จะได้มีสัก ๑๐๐ ชุด ไว้ให้ไปตามสถาบันต่าง ๆ ที่ควรจะมี เพื่อใช้ศึกษาค้นคว้ากัน เดี๋ยวนี้มัน พิมพ์ ได้ถึงห้าหกสิบแล้ว สัก ๑๐๐ เล่มก็เห็นจะพอ ๑๐๐ เล่ม ๑๐๐ ชุด แต่อาจจะตายก่อนก็ได้ คนข้างหลังเขาก็คงจัดการกันต่อไป รวม ๆ กัน เป็นชุด ๆ ให้ตามสถาบันที่สมควรจะให้ กระทั่งในต่างประเทศก็อาจจะ จำเป็น

โรงหนัง โรงปั้นและโพธิสัตว์

น.277ที่สร้างโรงหนัง ก็ต้องการเขียนภาพสอนธรรมะเป็นเรื่องแรก มันเริ่มคิดตั้งแต่ไปเห็นภาพที่ถ้ำอชันตาในอินเดีย แล้วเราก็อยากมีบ้าง ข้างในก็ใช้เป็นห้องประชุมได้ด้วย เพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ หวังว่าจะสอน กรรมฐานวิปัสสนาก็จะสอนได้ ใช้เป็นที่ฟังธรรม ฉายสไลด์ ฉายภาพยนตร์ อะไรด้วย เรือ ๒ ลำก็เป็นที่เก็บน้ำฝน ลำเล็กหน้าโรงหนังก็เก็บน้ำฝนจาก หลังคาโรงหนัง แล้วเราก็อยากจะมีสวนหิน เลยออกแบบให้หลังเรือน เป็นดาษฟ้าเกลี้ยง จัดสวนหินอยู่พักหนึ่ง สวนหินแบบเซน แต่มันยุ่งนัก ที่จริงทำให้สวยกว่านั้นก็ได้ แต่มันเรื่องมาก แล้วก็ทำอยู่คนเดียว ทั้งไม่รู้จะ จัดให้ใครดู คนที่มาโดยมากก็ตาไม่ถึงดูไม่รู้เรื่อง มันก็เลยล้มความตั้ง ใจ แต่ไม่แน่นะ นึกสนุก ๆ อีกที อาจจะทำ แต่หินมันหายากเสียแล้ว หิน สวย ๆ ต้องไปหาที่เกาะ ที่ทะเล จึงจะได้ก้อนแปลก ๆ มา แล้วที่เก็บน้ำฝนมันไม่พอ ก็มาสร้างเรือลำใหญ่อีกลำหนึ่ง ข้างบนก็ ใช้เป็นที่ประชุม เป็นที่ฟังเทศน์ เวลาฝนตก ชั้นสองก็เป็นที่พักพระที่จรมา ฆราวาสผู้ชายบ้าง ที่จรมาพักกันชั่วคราว

ถาม อาจารย์ครับ การสร้างเรือ สร้างโรงหนังนี่ ได้ใครช่วยครับ

ใครรู้ ใครก็ช่วย เรือลำเล็กนั่นคุณทองดี อิสรกุล ออกคนเดียว ๒ แสนบาท โรงหนังนั้น พันเอกสาลี่ ปาลกุล ขวนขวายให้มากกว่าเพื่อน เอาคนของกรมทหารสื่อสารมาช่วย เอาหัวหน้าช่างมาเป็นหัวหน้าที่นี่ เราก็จ้างลูกจ้างให้บ้าง ระดมแรงจากชาวบ้านบ้าง คณะครูช่วยมาก พานักเรียนมา ช่วยเทปูน ครั้งละ ๑ วัน ๑ คืน หรือ ๑ วัน ๒ คืน หรือ ๒ วัน ๑ คืนบ่อย ๆ ถ้าคิดเป็นเงินก็มากมาย แล้วก็ชาวบ้านด้วย แถวนี้ทั้ง ครู ทั้งนักเรียน ทั้งชาวบ้าน ดูเหมือนจะเกือบทั้งอำเภอ เวียนกันมา น.278แล้วคุณสาลี่ยังช่วยประชาสัมพันธ์ทางวิทยุ กรมทหารสื่อสาร ที่แก ทำงานอยู่ คนก็ส่งเงินกันมาเรื่อย ๆ ทางกรุงเทพฯ คุณชำนาญ คุณวิโรจน์ ก็ช่วยรวบรวมเงินด้วย ผมออก สาส์นส่วนตัว เรื่องการสร้างโรงหนังแบบ สวนโมกข์(๑ ก.ย. ๒๕๐๘)ด้วย รวม ๆ กันแล้วก็คงใช้เงินประมาณล้าน บาท แต่ทางผมไม่ได้จดไว้แน่นอน ทางนายธรรมทาสเขามีตัวเลขเงินที่ ผ่านทางคณะธรรมทาน (๘๒๔,๕๙๗.๗๐ บาท ๒๕๐๙) ใช้เงินล้านกว่า แต่ว่าสร้างของที่มีราคา ๒ ล้านกว่าบาท เพราะไม่ต้องซื้อของในราคา ตลาด ของบางอย่างพันเอกสาลี่ติดต่อมาให้ ราคาถูกมาก แล้วคนก็มาช่วย แรงกันมาก ชาวบ้านก็มาก หมู่บ้านนั้น หมู่บ้านนี้ พาคณะกันมา เป็น ๑๐ เป็น ๑๐๐ ทำกลางคืนกันก็มี มาแบบนี้เราก็ต้องทำอาหารเลี้ยงเขา ก็ต้องใช้จ่ายบ้าง ทางบ้านทุ่งก็มีผู้ใหญ่พิศนำมา ทางโมถ่ายก็มีครูปัตติ์เป็น ตัวหลักอยู่ ทางวัดวชิรารามก็มีท่านพระครูถาวรฯ

ถาม อาจารย์ครับ มีการออกแบบแปลนหรือเปล่า

มี เขาทำให้ ทางคุณสาลี่นั่นแหละ แต่แปลนเดิมเขาไม่มีมุขยื่นออกมา กลับเป็นที่หวำเข้าไป ผมแก้ให้เป็นมุขออกมา ไม่งั้นข้างในจะแคบ มาก ในแปลนตอนแรก ดูเหมือนจะใช้หินมาประดับภายนอก หินก้อนบาง ๆ มาประดับภายนอกทั้งหลัง เราเห็นมันแพงนัก เลยเปลี่ยนเป็นเอาภาพพุทธ ประวัติมาติด ไม่แพงด้วย ได้ประโยชน์ด้วย เราก็เปลี่ยนตรงโน้น ตรงนี้ โดยไม่ต้องแก้แปลน นายสุรเดช นายช่างจากทหารสื่อสาร เขาก็ทำ ไปตามความประสงค์ของเรา ทำตามแปลนเดิมทุกอย่างไม่ได้ มันไม่เหมาะ กับสภาพที่นี่ มันเป็นแบบที่เขาใช้ ๆ กันในกรุงเทพฯ ที่นี่ฝนสาดตายเลย ทำอยู่ราว ๆ ๕ ปี (๒๕๐๕-๒๕๑๐) จึงเป็นรูปเป็นร่างแต่ยังไม่สมบูรณ์ ดูเหมือนพอทำไปได้สัก ๓ ปี ก็เอาภาพหินสลักมาติดได้ จึงทำข้างนอก ไปพลาง ๆ ภาพข้างใน ดูเหมือนจะสัก ๑๐ ปีจึงเริ่มเขียนภาพได้ น.279

ถาม อาจารย์ครับ อยากให้อาจารย์เล่าความเป็นมาของโรงปั้นและภาพปั้นชุดนั้น

ภาพปั้นชุดนี้มันหมายตาเอาไว้ก่อนไปอินเดียแล้ว ตั้งแต่อ่านเจอใน หนังสือ มันพิเศษตรงที่เป็นพุทธประวัติที่เขายังไม่มีรูปเคารพของพระ- พุทธเจ้า พอไปอินเดียก็ไปถ่ายมาเพิ่มเติม ตอนหลังติดต่อไปทาง British Museum ที่อังกฤษ เขาก็ดีเหลือเกิน ถ่ายรูปมาให้ เราจึงคุยได้ว่า ภาพพุทธ ประวัติชุดนี้ของเรานี้สมบูรณ์ที่สุดในโลก มันแสดงถึงความเจริญทางวิท- ยาการสมัยนั้น ที่เขาไม่บูชารูปเคารพกัน เขาใช้เป็นสัญลักษณ์ ไม่ใช่ รูปสำหรับบูชา ตอนเริ่มทำนั้นได้คุณไสว (พระไสว สิวญาโณ) เป็นช่างเขียน น.280เล่าไว้เมื่อวัยดินรยา พระหลายรูปเป็นช่างปั้น ตอนนั้นมีคุณโกวิท (อดีตพระโกวิท เขมานันทะ) อยู่ด้วย พระนาคเสนจากอินเดียพอทำได้บ้าง แกมาช่วยให้หน้ารูปปั้น เหมือนอินเดีย แรก ๆ หน้ามันออกมาเป็นคนไทยไปหมด บริเวณโรงปั้นแต่ก่อนก็เป็นป่ารก พอคุณไสวไปอยู่ก็ค่อย ๆ กลาย เป็นโรงปั้น ตอนแรกก็เป็นโรงสังกะสี ค่อย ๆ ทำต่อ ๆ มาจนเป็นโรง คอนกรีตถาวรในปัจจุบัน ขั้นตอนในการทำก็ต้องเริ่มจากเขียนภาพขยายจากภาพเล็ก ๆ ให้โต ได้ขนาดที่ต้องการ ลงในกระดาษที่เนื้อเหนียว ๆ พอได้ภาพที่พอใจแล้วก็ เอาไปประกบที่ดินเหนียว ซึ่งทำได้ที่แล้ว ละเอียด เนื้อดี แล้วก็ตัดรอย

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.281 — ภาพลงไปในดินเหนียว แล้วจึงเริ่มแกะดินเหนียว โดยดูภาพนั้นอยู่เรื่อย ๆ ไป เอาภาพถ่ายมาดู จนเป็นที่พอใจ แล้วก็หล่อด้วยปูนปลาสเตอร์เป็นเน้ก- ตีฟ ต่อจากนั้นก็หล่อออก…

น.282เรื่อง ความคิดความนึกมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วก็ไปได้บุคคล ได้ปัจจัย อื่น ๆ มาได้อย่างไร มันประหลาด บุคคลอย่างคุณสาลี่มาช่วยมันก็ไม่ได้รู้ จักมักจี่กันมาก่อน เคยแต่มาเที่ยว พอปรารภขึ้นก็สนใจเลยเป็นตัวตั้งตัวตี โรงหนังนี่เป็นเรื่องของคุณสาลี่ พันเอกสาลี่ ปาลกุล วิทยุสื่อสารทุก แห่ง วปถ. ทุกแห่งช่วยโฆษณาเรื่องนี้ และมีคนให้เงินช่วยเหลือ แก ก็รวบรวมส่งมาที่นี่ ส่งมาที่นี่โดยตรงก็มี พระช่างปั้นช่างเขียนมันก็เป็น เรื่องฟลุค ไม่น่าจะมีได้ ถ้าเราเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ก็ต้องบอกว่ามีพระเจ้า หรือเทวดาบันดาล ไม่งั้นมันก็ต้องเป็นเรื่องฟลุค จนกระทั่งบัดนี้ คนนั้นทำ นั่น คนนี้ทำนี่ ที่อยู่มานาน ๆ เคยช่วยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาแล้วทั้ง นั้น อย่างท่านโพธิ์ (พระโพธิ์ จนฺทสโร) มาจัดสอนฝรั่ง ตอนนี้มันก็เป็น เรื่องฟลุค (หัวเราะ)

ถาม อาจารย์ครับ แล้วภาพในโรงหนังละครับ มีความเป็นมาอย่างไร อาจารย์ วางแผนไว้ก่อนหรือเปล่า ว่าจะเอาภาพอะไรลงตรงไหนก่อนหลัง

ทำตามมาเรื่อย ๆ คิดมาพลาง ทำมาพลาง เพราะแรก ๆ ยังไม่รู้ว่าจะ ได้ภาพไหนมา พอดีภาพชุดเชอร์แมนมาก่อน ก็เอาชุดนี้เป็นหลัก เขียนเป็น ภาพชุดใหญ่สุด นอกนั้นก็เป็นชุดเบ็ดเตล็ด ภาพคำพังเพยไทยอยู่ตามเสา ๑๐๐ กว่าภาพ เป็นฝีมือคุณโกวิททั้งนั้น ประดิษฐ์คิดเขียนขึ้นตามที่มีอยู่ ไม่ได้มีตัวอย่างที่ไหน เขามีมาก่อนบ้างแต่ เราไม่ชอบ ใช้ไม่ได้ ไม่เข้ากับความคิดของเรา คุณโกวิทเป็นผู้ร่างแบบ เป็นผู้ควบคุมการเขียนภาพทั้งหมดในโรงหนังด้วย เรียกได้ว่าคุณโกวิทเป็น คนริเริ่ม แล้วแกก็ชวนเพื่อนของแกมา อีก ๒ คนที่มาช่วยมากก็นายสัมพันธ์ ก้องสมุทร และสุเทพ เมืองคล้าย สุเทพนี่เขาเด็กวัดชยารามมาก่อน สัมพันธ์ เขาคนเกาะสมุย ท่านโพธิ์พามา รู้จักมาทางท่านโพธิ์ พระเณรองค์ไหน ที่มีเชื้ออยู่บ้างก็มาฝึก คุณสุชาติ (พระสุชาติ ปญฺญาทีโป) ที่ช่วยวาดเสริม น.283อยู่ทุกวันนี้ (๒๕๒๘) ก็ฝึกมาแต่สมัยนั้น คุณดำรงอีกคนหนึ่งที่สึกไป แล้ว มีเมียไปแล้ว ไปอยู่ทางสงขลา มีอาชีพเป็นช่างเขียนไป จะวางภาพตรงไหนอย่างไร คุณโกวิทเขาปรึกษาผมในแง่ที่ไม่ใช่ ศิลปะ แต่เป็นความเหมาะสมอย่างอื่น ผมเป็นคนขี้ขลาด เรื่องของศิลปะ เป็นหน้าที่ของคุณโกวิทเต็มที่ เรียกว่าคุณโกวิททำงานมากที่สุด รูปปั้น ขยายอวโลกิเตศวรนั้นคุณโกวิทก็ทำคนเดียว เป็นศิลปินถึงขนาดทีเดียว ถ้าแกจะไปทางนี้ แต่ไม่รู้เพราะอะไร แกไม่เอาเป็นอาชีพ เขามาอยู่กับผม หลายปี

ถาม ภาพชุดของเชอร์แมนได้มาอย่างไรครับ ทำไมจึงทำเป็นชุดที่ใหญ่ที่สุด

มันไม่มีรูปอื่น ตอนนั้น มันฟลุคที่สุดเหมือนกัน ดูเหมือนคุณชำนาญ ลือประเสริฐจะเอาภาพฝีมือของเชอร์แมนที่เขาแจกกันที่กรุงเทพฯ ส่งมาให้ ดู ภาพ พ้นแล้วโว้ย นั่นแหละ เราเห็นว่าเข้าทีดี ก็ถามว่าเชอร์แมนอยู่ไหน เริ่มรู้ข่าวคราวทีละนิด จึงรูว่าแกตั้งใจจะมาที่นี่ แต่คงไปพบอาจารย์ประ- เดิมก่อน เลยไปอยู่เกาะพงัน จนไปเป็นไข้ตายที่นั่น ความคิดหัวแหลม ดี ภาพทุกภาพมีความหมาย เขียนไว้ให้คิด เมื่อได้ข่าวว่าเขาตาย ผมก็ขอ ร้องไปว่ามีสมบัติอะไรในทางนี้ให้ส่งมาที่นี่ เขาก็ส่งลังกระดาษมีรูปภาพ เหล่านี้มาให้ โชคดีที่สุด ไม่งั้นสูญหายไปหมดแล้ว มีแมลงสาบเต็มลัง แล้ว เขาแกะไม้เป็นแบบพิมพ์ เรียกภาพพิมพ์ไม้

ถาม อาจารย์ครับ ภาพชั้นบนที่แสดงโลภะ โทสะ โมหะนั้น เป็นความคิดของอา- จารย์หรือครับ

อ๋อ นั่นเลียนแบบภาพอินเดีย สมุดภาพอินเดียเล่มหนึ่งทำนองนั้น แต่เราดัดแปลงให้เข้ากับคนไทย มีอยู่หลายภาพที่ได้จากสมุดภาพเล่มนี้ ด้านล่าง ตั้งแต่ภาพธรรมจักร เกิดขึ้นมาทำลายสิ่งไม่ถูกต้องต่าง ๆ ใน น.284โลก ภาพพระเยซูกลับมาดูโลก ภาพเจรจาสันติภาพ ได้จากเล่มนี้ทั้ง นั้น มันฟลุคไม่รู้ว่าใครเขาส่งมาให้ ความคิดมันเฉียบแหลม

ถาม แล้วภาพชุดปริศนาธรรมไทยละครับ

ไปค้นที่พิพิธภัณฑ์ ที่กองสมุดข่อย ที่เขาไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ไม่รู้จะ ใช้อย่างไร ขอค้น เห็นภาพปริศนาธรรมไทย ถ่ายมาทั้งหมด คุณระบิล (บุนนาค) ไปช่วยถ่าย มาศึกษา มาลำดับภาพเอง เวลานี้ที่พิพิธภัณฑ์ก็ไม่มี ใครรู้จัก ไม่มีใครรู้เรื่อง ของเราเองมีอยู่เล่มหนึ่ง ชุดกายนครนั่นแหละ ท่านพระครูสุธนฯ พบที่วัดสโมสร หยิบดูไม่รู้ว่าอะไร ก็เอามาดูเล่น กัน ดูไปมันเหมือนรูปหนังตะลุง ผมก็เอามาศึกษา ได้ชุดนี้มาเมื่อเขียนภาพ ใหญ่ ๆ ในโรงหนังไปแล้ว ก็เลยไม่มีที่เขียน เลยเขียนไว้มุมใต้บันได ถ้าได้ มาก่อนอาจจะเขียนแทนชุดเชอร์แมนก็ได้

ถาม อาจารย์ครับ แล้วพวกเครื่องโสตทัศนศึกษาในโรงหนังได้มาอย่างไร ได้ใช้ กันเต็มที่ไหม ผมไม่ค่อยเห็นใช้กัน

ระยะแรกใช้กันมาก ใช้กันเต็มที่นั่นแหละ ฉายหนังบ้าง ฉายสไลด์ บ้าง บันทึกเสียงบ้างจนทรุดโทรมไป แล้วก็ขี้เกียจจะซ่อม ใช้กันจนถึงวาระ- สุดท้าย เครื่องเสียงยังใช้อยู่จนทุกวันนี้ มีคนเอาเครื่องใหม่ ๆ มาให้ใช้เสมอ ๆ ครั้งแรกกระทรวงศึกษาให้มา เป็นเงินจำนวน ๒ แสนบาท แต่เขา ไม่ได้ให้เป็นเงิน ให้มาเป็นของจำนวนเท่านั้น จะใช้อะไรต้องการอะไรบ้าง ก็เขียนบอกไป เจ้าหน้าที่ไปซื้อไม่ตรงเป็นส่วนมาก เขามีระเบียบอย่าง นั้น มีธรรมเนียมอย่างนั้น ตอนนั้น ม.ล.ปิ่น(มาลากุล) เป็นรัฐมนตรีศึกษาธิ- การ คุณอรุณวตีกับพวก เป็นผู้ขวนขวายขอความช่วยเหลือ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในสวนโมกข์ ถ้าไม่นับการสร้างหนังสือแล้ว โรงหนังดูจะเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์มากที่สุดแก่ประชาชน คนมาใช้เป็นที่ ศึกษาธรรมะกันมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ น.285ด้านซ้ายคือ อวโลกิเตศวร รูปใหญ่ ที่ปั้นขยายโดยอดีต พระโกวิท เขมานันทะ (ภาพจากนายเที่ยง-นางวันเพ็ญ ไพบูลย์) อาจารย์ครับ ขอกรุณาเล่าความเป็นมาที่สร้างรูปปั้นอวโลกิเตศวรไว้ ในสวนโมกข์ด้วยครับ น.286●● มันเนื่องมาจากเราพอใจเรื่องของอวโลกิเตศวรมานานแล้ว ตั้งแต่แรก ศึกษาโบราณคดีสมัยศรีวิชัย โดยเฉพาะนายธรรมทาสเขาสนใจยิ่ง นัก เป็นที่เชื่อได้ว่า ประชาชนสมัยศรีวิชัยใช้รูปนี้เป็นที่บูชาทั้งในวัดและ ในบ้าน พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัยหายาก แต่รูปอวโลกิเตศวรกลับมีมาก ขนาดเล็กไว้ตามบ้านเรือน ขนาดใหญ่สำหรับวัดสำหรับปูชนียสถาน ทำให้เรามีเรื่องพูดเกี่ยวกับอวโลกิเตศวรได้มาก และเรื่องกวนอิมที่เมืองจีน ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องเดียวกับอวโลกิเตศวรนั่นเอง เราเอามารวมกันเข้า ให้ประชาชนได้รู้เรื่องนี้ เมื่อเราโฆษณาเรื่องนี้มาก มีการเขียนเรื่องอวโลกิ- เตศวรด้วย นายธรรมทาสเขียนมากกว่าผม จึงควรมีรูปภาพ รูปปั้นเผย แพร่ด้วย แล้วทีนี้ตอนท้าย ๆ ปั้นอย่างอื่นเสร็จแล้ว ก็ขอแรงให้คุณโกวิท ช่วยปั้นอวโลกิเตศวร ได้ปั้นไว้ถึง ๒ ขนาด ขนาดเล็กเอาไปไว้ตามบ้าน เรือนได้ ขนาดกลางไม่ต้องปั้น จำลองก๊อปปี้จากของเดิม ขนาดใหญ่มาก คือองค์ที่อยู่บนเสาสูงกลางสนามหญ้าใกล้โรงฉันนี่ แจกไม่ได้ ติดตายตัว อยู่ที่นี่ ขนาดกลางแจกไปบ้าง สวยดี ขนาดเล็กบางคนชอบเพราะเล็ก จนเบื่อทำ จนหมด ก็ไม่มีแจก วิธีการใช้ประโยชน์ก็คือตั้งไว้ในที่เห็นโดยง่าย พอคุณเป็นทุกข์อะ- ไรขึ้นมา โกรธอะไรขึ้นมา มองหน้าอวโลกิเตศวรจะหาย เอาไปใช้แบบนี้ ดูหน้าแล้วสบายใจ องค์ใหญ่ที่คุณโกวิททำนี่ อารมณ์ในใบหน้าไม่ถึงขนาด ๑๐๐ เปอร์- เซนต์ของของเดิม ได้สัก ๘๐-๙๐ ขนาดเท่าของเดิมนี้ ขอจำลองจากพิพิธภัณฑ์ที่ไชยาอีกทีหนึ่ง เขา จำลองมาจากของจริงที่กรุงเทพฯ ซึ่งกรมพระยาดำรงท่านมาพบที่วัดพระ ธาตุไชยา แล้วนำขึ้นไปไว้ที่กรุงเทพฯ น.287ใบหน้าของรูปปฏิมานี้ จะแสดงอารมณ์ สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ จะดูให้เป็นคนสุทธิคือบริสุทธิ์ทางจิตใจก็ได้ จะมองให้เป็นคนยอดทางปัญ- ญาก็ได้ จะมองในทางเมตตาก็ได้ มีความอดทนก็ได้ ถ้ามีได้ครบ ๔ อย่าง นี้ก็พอจะเรียกได้ว่าชั้นเยี่ยม ชั้นเลิศ ในไชยานี้ ฝีมือก็มีหลายชั้น ชั้นเลวทำ หน้าเหมือนผู้หญิงขายปลาก็มี ศิลปินชั้นเลิศก็ต้องแบบองค์ที่สมเด็จพระยา- ดำรงพบ ศิลปินจะต้องเป็นคนมีจิตใจดีมาก จิตใจสงบมาก ปกติมาก มีความ รู้ทางธรรมสูง และเป็นศิลปินในทางปั้นด้วย จึงจะทำหน้าอย่างนั้นออกมาได้ มีความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์อย่างไรครับ ●● ทำจากคติมหายาน พบทั่วไปในอินเดีย ในประเทศไทยดูเหมือนจะ ขุดพบหลายจังหวัด ในธิเบตก็มาก ในเมืองจีนก็เป็นกวนอิม ที่อินเดียโดยมากเป็นรูปสลักหิน เขาไม่หล่อสัมฤทธิ์ เพราะดีบุก ทองแดงของเขาหายาก ภาพนี้นักโบราณคดีในไทยถือกันว่าเป็นภาพยุคปาละ แต่เมื่อผม เอารูปถ่ายไปให้พวกนักโบราณคดีอินเดียดู เขาร้องออกมาว่า คุปตะ ๆ และเป็นแบบชั้นยอดเสียด้วย สายตาผมเห็นพ้องกับที่ว่าเป็นยุคคุปตะ เพราะ เหมือนกับคุปตะทั้งหลายในอินเดีย โดยเฉพาะคุปตะที่ถ้ำอีลิแฟนต้าของฝ่าย ฮินดู ที่นั่นเขาสวยมากเหมือนกัน ไม่ว่าฝ่ายฮินดูหรือฝ่ายพุทธ เขาก็คงใช้ ช่างแบบเดียวกัน มือเดียวกัน โดยเฉพาะเค้าหน้านิยมแบบนั้น ที่ถ้ำอชันตา นี้มีรูปอวโลกิเตศวรแยะ หน้าสวยเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าไม่สวยเท่าองค์ที่พบ ในบ้านเรา

ถาม มีความเป็นมาในทางทฤษฎีฝ่ายมหายานอย่างไรครับ น.288

เขาเขียนว่าเป็นโพธิสัตว์ประจำพระพุทธเจ้าอมิตาภะ ซึ่งเป็นเหตุให้ เกิดพระพุทธเจ้าสมณโคดมของเราอีกที โดยรูปศัพท์อวโลกิเตศวรแปลว่า ผู้ยิ่งใหญ่ หรือพระผู้เป็นเจ้า ผู้คอยสอดส่องดูแลโลก พูดได้ว่าพวกผู้มีปัญญาแห่งนิกายมหายานของ สมัยนั้น ได้ประดิษฐ์คิดขึ้นเพื่อให้นิกายของตนมีสิ่งที่ไม่แพ้เปรียบพระ- อิศวรของฮินดูขึ้นมาบ้าง ถ้าจะให้มีมาเฉย ๆ คนก็ไม่เชื่อ ก็ต้องแต่ง เรื่องให้มาเหนือเมฆขึ้นบ้าง ว่าแรกทีเดียวมีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่า นั้น เรียกว่า อาทิพุทธะ พระอาทิพุทธะนี่แหละให้กำเนิดพระพุทธเจ้า โดยฌาน ของพระองค์อีกชุดหนึ่งเรียกว่า ธยานีพุทธะ พระธยานีพุทธะ ทั้งหลายก็มีพระพุทธเจ้าที่เป็นชั้นมานุสสีพุทธคือเป็นมนุษย์มาอีกชั้น หนึ่ง เป็น ๓ ชั้น พระอมิตตาภะก็เป็นพระธยานีพุทธเจ้าองค์หนึ่งใน ๔-๕ องค์ มีอวโลกิเตศวรเป็นโพธิสัตว์ผู้ชายประจำพระองค์ มีตาราเป็นสักติของท่าน ถือกันว่าอวโลกิเตศวรเป็นโพธิสัตว์ชาย สักติของท่านเป็นโพธิสัตว์หญิง คล้าย ๆ สำหรับให้ประชาชนไหว้และบวงสรวงขอร้อง ทำนองเดียวกับ พระศิวะและพระอุมาของฮินดู พระธยานีพุทธะแต่ละองค์ ก็บัญญัติอย่าง นั้นอย่างนี้เลยครบถ้วนไปหมด พระพุทธเจ้าในทางหมอทางอะไรก็มี ทางอื่นก็มีครบที่มนุษย์จะเรียกร้องเอาเป็นที่พึ่ง เป็นการต่อสู้กันเพื่อป้อง- กันตัว หรือสร้างความมั่นคงให้แก่ลัทธิของตน เพื่อให้สู้กับลัทธิของฮินดู ได้ ในทางปฏิมากรรมก็มีรูปเคารพอวโลกิเตศวรขึ้นมา ในเมืองจีนตำนาน ของจีน อวโลกิเตศวรมีตั้ง ๓๐ กว่าปาง เกินครู สำเร็จเกินครูหลาย เท่า รวมทั้งปางกวนอิมที่เป็นผู้หญิงด้วย แล้วบางปางเป็นยักษ์ดุร้ายก็ มี ถ้าบุคคลจิตใจยังเป็นธรรมดาสามัญอยู่ สิ่งเหล่านี้ก็มีประโยชน์ แต่ถ้ามี จิตใจเหนือขึ้นมาแล้วก็ดูจะไม่ค่อยจำเป็น

ถาม แล้วที่ยืนท่าทางแบบนักเลงหมายความว่าอย่างไรครับ น.289

ก็ให้สมท่าทางพระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ แบบนี้ฝ่ายพุทธก็ทำ ฝ่ายฮินดู ก็ทำ ปฏิมาไหนจะให้ดูเป็นผู้ยิ่งใหญ่ก็ยืนแบบสามคด ตรีพังคะ คด ๓ ที คอทีหนึ่ง เอวทีหนึ่ง ขาทีหนึ่ง ขา เอว คอ ผึ่งผายนี้ แสดงความเป็นผู้ยิ่ง ใหญ่ ไม่ใช่แต่ฝ่ายพุทธ ตอนหลัง ๆ ปั้นพระพุทธรูป ๓ คดอย่างนี้ก็มี พบที่นี่องค์หนึ่ง เป็นยุคศรีวิชัย ที่พิพิธภัณฑ์ก็มีตัวอย่าง หลวงวิชิตภักดี (นายอำเภอไชยาสมัยหนึ่ง) ผู้พบ เรียกว่าพระองค์คด ค้นพบแล้วก็ส่งไป ถวายสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ

ถาม อาจารย์ครับ เรื่องเกี่ยวกับการปั้น คำถามสุดท้ายนะครับ ที่โรงปั้นทำไมถึง มีรูปปั้นของอาจารย์ด้วยครับ

อ้อ เขาอยากจะทำ ท่านทองสุข ท่านไสวเขาอยากจะทำ แล้วก็ ถ่ายรูปทุกด้านเอาไปเป็นแบบ คุณทองสุขเป็นคนทำขึ้นมาได้อย่างนั้น ต่อมาอีก ๔-๕ ปี คุณปุ่น (จงประเสริฐ) มาเห็นเขาก็เลยอยากก๊อปปี้ให้เป็น โลหะ ให้เป็นบรอนซ์ เขาก็ไปหาเงินหาทองมาทำ แล้วเจ้าชื่นรู้เข้าก็ต้อง การขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง ก็เลยหล่อขึ้นมา ๒ ตัว ดูเหมือนจะเอาช่างมาที่นี่ มาประกบแบบที่นี่ แล้วเอาไปไว้ที่เชียงใหม่ตัวหนึ่ง เอาไว้ที่นี่ตัวหนึ่ง เก็บ อยู่ในลังไม้ในโรงหนัง ยังไม่ได้ติดตั้ง ไม่รู้จะติดตั้งเพื่ออะไร พอตายแล้ว ค่อยติด เพื่อจะได้รู้ว่ารูปร่างมันอย่างนี้ มันอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่มาดูตัวดีกว่า (หัวเราะ)

ถาม แล้วอาจารย์ไม่กลัวกลายเป็นรูปเคารพไปหรือครับ

ก็ตามใจมันสิ ก็อย่างเดียวกันกับพระพุทธรูป มันเป็นธรรมดาของ ชาวบ้าน เคยปิดทองปิดอะไรกันเลอะเทอะไปหมด ผมไม่ได้รู้สึกชนิดที่ต้อง การให้ใครหล่อรูปให้มีเกียรติมีอะไรทำนองนั้น อนุญาตหล่อไว้ดูเมื่อตาย แล้ว คงมีประโยชน์บ้างเมื่อตายแล้ว น.290ผมได้ยินว่านายปุ่นถึงกับเคยทำขายหรือครับ ๏๏ ไม่จำเป็นต้องทำขาย รูปเล็กครึ่งท่อน แบน ๆ ทำขึ้นไม่กี่ตัว คงจะ มีคนให้เงินบ้าง ผมบอกไม่ควรทำอย่างนั้น ไม่ต้องการอย่างนั้น เขาก็ เลิก ก็หยุด พลเรือตรีคนหนึ่งตอนผมอยู่โรงพยาบาล เคยเอามาให้ผมทำพิ- ธีมอบให้ตามธรรมเนียม คงได้มาจากคุณปุ่น ผมไม่มอบให้ แกเสียใจ ละ- อาย เก้อเขิน เรื่องก็เงียบไป

โบสถ์ เทศน์ประจำปีและหินโค้ง

น.291อาจารย์ครับ โบสถ์แบบสวนโมกข์นี่ มีความเป็นมาอย่างไรครับ อาจารย์ มีจุดมุ่งหมายอย่างไรที่ทำแบบนี้ ๏๏ เพื่อให้ง่ายและประหยัด คล้ายครั้งพุทธกาลมากที่สุด ในสมัยพุทธกาล ไม่มีอาคารโบสถ์แบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน ท่านกำหนดใช้ที่กลางดิน หรือว่า ใช้ในวิหารที่พัก กำหนดว่าอยู่ในวิสุงคามสีมาก็ใช้ได้ วิสุงคามสีมา คือเขตที่แยกจากหมู่บ้าน ในระยะแรก ๆ ที่มาอยู่ที่นี่ ก็ไปลงอุโบสถที่วัดชยาราม บวชนาค ก็ทำที่นั่น ต่อมาเมื่อเป็นวัดแล้วก็ขอวิสุงคามสีมาได้ ก็ใช้ยอดเขาพุทธนั้น แหละเป็นโบสถ์ แรกทีเดียวตรงนั้นใช้เป็นที่จัดงานเทศน์ประจำปีของสวนโมขก์อยู่ หลายปี เดิมมันเป็นโคกสูง ก็ตั้งธรรมาสน์ ๓ ธรรมาสน์บนโคกนั้น คนฟังก็นั่งอยู่โดยรอบกระทั่งชั้นล่าง ต่อมาก็เกลี่ยโคกนั้นให้แบนลง เพื่อใช้เป็นที่นั่งทำสังฆกรรม ลงอุ- โบสถ บวชนาค เพิ่งมาเกลี่ยลงอีก ครั้งสุดท้าย เมื่อไม่นานมานี้เอง ตรงที่ใช้ เป็นโบสถ์นั้นมันเป็นฐานพระเจดีย์เก่าถึงสมัยศรีวิชัย เพราะมีอิฐแบบศรีวิ- น.292-- รูป -- โบสถ์แบบสวนโมกข์ ในภาพบนกำลังประกอบพิธีกรรมในวันสำคัญทางศาสนา เมื่อราว ๑๐ กว่าปีมาแล้ว (ภาพจากนายเที่ยง-นางวันเพ็ญ ไพบูลย์) -- รูป -- อีกบรรยากาศหนึ่งของโบสถ์แบบสวนโมกข์ ถ่ายหลังจากมีพระพุทธรูปและตกแต่ง ครั้งสุดท้าย (๒๕๒๘) ฝีมือถ่ายของมนัส จิระวงศ์ เมื่อ ๑ ม.ค. ๒๕๒๙ น.293ชัยอยู่เกลื่อนไป เมื่อเราไปพบมันมีหลุมลึกลงไปใต้ฐานเจดีย์ท่วมหัว คน เป็นเรื่องที่ขโมยมันขุดลงไปเพื่อค้นหาทรัพย์สมบัติ เราไปพบก็เลยช่วย กันเกลี่ยอิฐดินถมให้หลุมมันเต็ม ข้างบนทำให้เสมอพอนั่งได้ ใช้เป็นที่เทศน์ มาเรื่อยๆ จนกระทั่งใช้เป็นโบสถ์ ก่อนได้วิสุงคามสีมาก็เคยใช้เป็น อรัญสีมาครั้งสองครั้ง เพราะมันห่างบ้านพอ จนขอวิสุงคามสีมาได้แล้ว ก็ปักเขตคร่อมฐานเจดีย์นั้น คร่อมตอนสูง ของเนินนั้นทั้งหมด เป็นเขตวิสุงคามสีมา ได้รับอนุญาตแล้ว เจ้าหน้าที่มาปัก เขต เป็นวิสุงคามสีมาโดยสมบูรณ์ แต่เรายังไม่ได้ผูกพัทธสีมา มันไม่จำ- เป็น ที่เขาเรียกฝังลูกนิมิตนั่นแหละ ทำกันเพื่อจะหาเงินมากกว่า เรายังไม่ คิดจะทำ มันทำสังฆกรรมได้แล้ว อาจารย์ครับ เมื่อครู่อาจารย์พูดถึงงานเทศน์ประจำปีของสวนโมกข์ นั่น มีความเป็นมาอย่างไรครับ ๏๏ ก็มีความประสงค์จะเลือกเรื่องแปลก ๆ มาสู่สังคมผู้ฟังเทศน์ ให้ได้ยิน เรื่องที่ไม่เคยได้ยิน แม้แต่เทศน์เวสสันดรชาดกก็เคยทำ แต่เราทำไม่ เหมือนเขา เรามีแบบของเรา เลือกเอาคนที่ร้องเทศน์เวสสันดรทำนองเก่ง ๆ มา พระบ้างฆราวาสบ้าง มีบรรยายสลับอธิบายความ ที่เขาเทศน์ไว้เป็น ทำนองไพเราะ ผู้ร้องก็มีอย่างนายสอนบ้าง พระครูสมบูรณ์บ้าง ตอนที่สำ- คัญ ๆ เขาร้องสัก ๑๕ นาที แล้วผมก็อธิบายเป็นวรรคเป็นเวร ตั้งแต่เริ่ม กัณฑ์แรก รวบรัดจนจบ ๑๓ กัณฑ์ ได้เรื่องได้ราวดี มีร้องเป็นทำนองสลับ เป็นตอน ๆ คนฟังก็พอใจ ไม่มีใครทำมาก่อน ที่ทำ ๆ กันมักนั่งฟังหลังขด หลังแข็งหลาย ๆ ชั่วโมง แต่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เราอธิบายเป็นธรรมะหมด คนก็เข้าใจง่าย งานของเราราว ๆ ๓ ชั่วโมง เลิกเย็นเกินไปไม่ได้ ชาว บ้านเขามากันไกล ๆ ต้องกลับบ้าน มีอยู่ปีหนึ่งพิเศษเทศน์ ๓ ธรรมาสน์ ท่านปัญญาฯ ท่านบุญชวน แล้วก็ผม ธรรมดาก็มีผมกับมหาสำเริงเป็น น.294พื้น โดยมากผมก็เป็นคนวิสัชนา ไม่ได้เตรียมกันแบบตายตัว ครึ่งเตรียม ครึ่งขึ้นไปนึกเอาบนธรรมาสน์ แล้วแต่ผู้ถามจะซักเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ รู้ๆ กันแล้ว เช่น ถ้าเทศน์เรื่องอนัตตลักขณะสูตร ก็จะถามในแง่มุมต่างๆ ให้ เกิดความเข้าใจเรื่องอนัตตาเป็นต้น มิลินทปัญหา ก็เคยเอามาเทศน์ เริ่มจัดเมื่อมาอยู่ได้ปี ๒ ปี อาจจะเป็นปี ๒๔๘๘ จัดอยู่ ๔-๕ ปีก็เลิก เพราะคนเลี้ยงอาหาร คนหาอาหารทำไม่ไหว มันเหนื่อย คนมันมากันมาก เคยลองประมาณดูปีหนึ่งตั้ง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน เราจัดในวันสงกรานต์ คนเขามาเที่ยวสงกรานต์ด้วย มาฟังเทศน์ด้วย เป็นธรรมเนียมแต่โบราณ ชาวบ้านแถบนี้เขาจะมาเที่ยวสงกรานต์ที่เขา นางเอกัน ทางท่าฉาง ท่าชนะ เขาจะมาเที่ยวสงกรานต์กันที่นี่ มาไหว้พระ บาทในถ้ำ ถ้ำนั้นเป็นถ้ำลักษณะสกัดหิน สกัดหินมาทำพระพุทธรูป เอา เข้าไปในเมือง แล้วสกัดข้างล่างเป็นรอยพระพุทธบาทเอาไว้ มีสกัดลวด ลายตามปากถ้ำบ้าง คงจะราว ๆ สมัยกรุงศรีอยุธยา เขาทำพระพุทธรูปก็ เต็มไปทั้งบ้านทั้งเมือง พระพุทธรูปเป็นแบบอยุธยา คงเป็นสมัยพระบรม ไตรโลกนาถ สันนิษฐานว่าอย่างนั้น บ้านเมืองตอนนั้นคงสงบสุขในทาง ศาสนา งานเทศน์ประจำปีของเราเป็นการรวบรวมปัจจัยด้วย เพื่อสร้างนั่น สร้างนี่ในวัด ตำบลหนึ่งเขาก็จะแห่พุ่มต้นไม้ธนบัตรมากลุ่มหนึ่ง ตำบล นั้น ตำบลนี้ แห่กันมาพุ่มสองพุ่มแล้วแต่ งานจึงเต็มไปด้วยพุ่มธนบัตร มีการบอกข่าวออกไปตามสาย สายโมถ่าย สายตะกรบ สายป่าเวก็ส่งข่าว ไปตามคนคุ้นเคย มีแจกใบปลิวกันเล็ก ๆ น้อย ๆ มันเป็นธรรมเนียมอย่าง นี้ ง่ายมาก ไม่กี่ครั้งก็บ่อนติดจนต่อมาหลายปี เจ้าของบ้านสู้ไม่ไหว ต้อง บอกเลิก น.295เขามากันไกล ๆ เดินมาก็ตั้ง ๓-๔ ชั่วโมง มาถึงก็หิวก็เหนื่อย ก็ต้อง ทำอาหารเลี้ยง จะซื้อจะหาแบบเดี๋ยวนี้มันก็ไม่มี จะเปลืองมันก็ไม่เปลืองเท่า ไร แต่คนทำเหนื่อยมาก ทำอาหารเลี้ยงคน ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน ไม่ใช่เรื่อง เล่น ๆ พี่หอแกเป็นหัวหน้าแม่ครัว อยู่ที่บ้านปากด่าน ทำจนไม่มีเสียง พูดออกมาไม่ได้ยิน แม่ครัวส่วนใหญ่ก็คนแถวนี้ หมู่บ้านปากด่าน แล้วก็ แถววัดแก้วอะไรก็มี ต้องมาค้างคืนที่วัด ทำขนมจีนกัน หรือรับไปทำที่บ้านก็มี ทำมา จากบ้านก็มี ที่วัดก็ตั้งครัวกันตรงริมธารน้ำไหล ตรงมีต้นยางใหญ่ ๆ อยู่เดี๋ยวนี้ ตรงนั้นมีจอมปลวกใหญ่อยู่ลูกหนึ่ง ก็ขุดหลุมกันรอบ ๆ จอม- ปลวกนั้น ตัดดินออกตั้งกระทะรอบ ๆ ได้ แล้วต้องปลูกโรงยาวหลังหนึ่งไว้ วางของ มันเหน็ดเหนื่อยกันไปทั้งนั้น แม้คนกินก็เหนื่อยเพราะเดินมา กว่าจะได้ไปฟังเทศน์ บางคนก็ต้องไปนอนฟังอยู่ชั้นล่าง แล้วฟังเสร็จก็ต้อง รีบกลับ บ้านไกล ไม่ค่อยได้ตั้งใจฟังนัก คนอยู่ใกล้ก็ได้ประโยชน์ดี อยู่ไกล มันไม่ค่อยมีประโยชน์ ในที่สุดสู้ไม่ไหว เลยของด จัดอยู่ ๔-๕ ปีเห็น จะได้ อาจารย์ครับ แล้วหินโค้งมีความเป็นมาอย่างไรครับ ๏๏ ตอนแรกฉันกันที่ศาลาโรงธรรม ต่อมาเกิดความคิดที่จะนั่งฉันกลางดิน ก็นั่งฉันกันกลางดิน ยังไม่เป็นหินโค้ง นี่หมายถึงเวลามีงานพิเศษซึ่งต่อมา เรียกฉันสาธิต ตามปกติก็ฉันที่โรงฉัน แล้วความคิดเรื่องหินโค้งก็ค่อย ๆ เข้ามา จำไม่ได้แล้วว่าความคิดฟักตัวขึ้นมาอย่างไร แต่เราชอบโค้ง พระ- จันทร์ครึ่งซีก มันสวยกว่าเป็นศิลปะกว่าทื่อ ๆ และก็สะดวก ประธานสงฆ์ นั่งตรงกลางสามารถเห็นองค์อื่น ๆ หมด ตอนแรกอยู่ตรงด้านหน้าออกมา ไม่ได้ลึกเข้าไปใกล้เชิงเขาอย่างปัจจุบัน แต่นั่งกลางดินมันไม่สะดวก น.296รักษาความสะอาดยาก ปีหนึ่งมีคนจากกรุงเทพฯมานั่งฟังเทศน์ตรง นั้น คันไปทั้งตัว เชื้อคันคงเป็นเรื่องของสุนัข หมัดสุนัข ความคิดที่จะยกพื้น ขึ้นมาสูงเป็นหินโค้งก็ตามมา ใช้เลี้ยงพระ เวลาปกติใช้ฟังเทศน์ ฟังธรรม ด้วย ถ้าฝนตกก็ใช้โรงธรรมในตอนแรก ต่อมาเมื่อมีโรงหนังมีเรือ ฝนตกก็ ใช้โรงฉันตามปกติ ฟังเทศน์ก็ใช้ที่เรือลำใหญ่ มันก็เคลื่อนของมันมา เปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ อาจารย์ครับ การฉันสาธิตนี่จัดไว้เพื่ออะไรครับ ๏๏ คำว่าสาธิตนี้มันเป็นคำที่มีใช้อยู่ทั่วไป คือแสดงการกระทำให้ดู ทำให้ดูแทนที่จะพูดเฉย ๆ ฉันสาธิตคือทำให้ดูว่าสมัยพุทธกาลเลี้ยงพระกัน อย่างไร สมัยโน้นก็จะให้พระนั่งเป็นระเบียบ แล้วก็มอบบาตรให้เจ้าภาพ ตัก เจ้าภาพก็เอาบาตรไปจัดอาหารใส่ แล้วก็เอามาถวายพระที่นั่งอยู่ ฉันเสร็จแล้วก็อนุโมทนา ระยะแรก ๆ ที่นี่ก็ทำแบบนี้ ตอนแรกที่นี่ก็ทำแบบ นี้ คือเอาบาตรวางไว้ตรงแท่นหินใหญ่หน้าหินโค้งลงมาด้านล่าง ให้ทายก ทายิกาจัด แล้วจึงนำไปถวายพระที่นั่งอยู่ที่หินโค้ง ทีนี้ต่อมาไม่มีคน ขน ต้องการคนขนมากก็เลยเปลี่ยนเป็นเอาบาตรวางไว้ตรงหน้าที่พระ นั่ง อาหารต่าง ๆ ก็ใส่รวมลงไปในบาตร ของหวานวางในฝาบาตร เรียก เป็นการภายในว่าตักบาตรจานแมว เคยทำแบบนี้ตั้งแต่ใช้โรงธรรมอยู่ การเอาบาตรไปจัดมันไม่สะดวก เวลายกกลับมาบาตรของใครของใครมักสลับกัน ควบคุมลำบากก็เลยมา จัดตรงหน้าแทน เลี้ยงพระจำนวนร้อย ๆ ก็ได้ แล้วระหว่างพระฉันก็มีการ เติม คอยเติมจนบอกปฏิเสธ เวลาฉันก็ฉันด้วยมือ ผมขอร้องให้ทุกองค์ฉัน ด้วยมือ เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษวันหนึ่ง น.297การฉันแบบนี้ก็ทำเฉพาะโอกาสพิเศษ แรก ๆ ก็ทำทุกวันพระ และโอกาสที่มีคนมาเลี้ยงพิเศษ ต่อมาทำทุกวันเสาร์แทนวันพระ เพราะเรา มีเทศน์วันเสาร์ แต่เดี๋ยวนี้ชักเลิก ๆ ไป แต่ถ้ามีคนเลี้ยงพิเศษ ก็เอื้อเฟื้อเขา มันยุ่งมากพอสมควร ทั้งคนเลี้ยงทั้งพระที่มาฉัน เสียเวลามาก เพื่อความสะดวก โดยมากก็ฉันกันที่โรงฉัน นอกจากพระที่ทำงานพิเศษก็ตักไปฉันที่กุฏิได้ ฉันโรงฉันที่นี่เคยเรียกฉันแบบรถไฟ คือเข็นอาหารใส่รถเข็น พระนั่ง ๒ ข้างหันเข้าหากันแล้วก็ตักใส่บาตรเท่าที่ต้องการ แล้วก็เข็นต่อไป ตั้งแต่ไม่สบายผมก็ไม่ได้ไปฉันรวม ขอตัวเป็นพิเศษ ขอผ่อนผันไม่ ต้องไปนั่งอย่างนั้น กว่าจะเสร็จมันขัดข้องต่อร่างกาย ถ้าผู้มีเกียรติมา คนพิเศษ มีบุญมีคุณมา ผมก็ไปช่วยพูดให้ไปต้อนรับ

ถาม อาจารย์ครับ แล้วตอนสร้างหินโค้ง ขนหินกันมาจากไหนอย่างไรครับ

ขุดมาจากตรงช่องแหว่งที่เขาพุทธทอง บางเวลาพระก็ช่วยกันทำ ท่านบัญญัติ ท่านพงศักดิ์ เหล่านี้ทำกันมาก ลงแรงกันมาก บางเวลาก็จ้าง เขาขุด วาละ ๘๐๐ บาท มันเป็นเขาหินปนดิน ขุดออกมาแล้วก็เอาไปใช้ ทั่ววัด ทำโรงเรียนหินก็เอาไปจากตรงนี้ ช่องนั้นเคยเรียกว่าถ้ำ เพราะตั้ง ใจจะทำถ้ำ กะจะขุดตัดภูเขาไปทะลุทางด้านโน้น แล้วหล่อคอนกรีตปิด ข้างบนให้กลายเป็นถ้ำยาว สวนโมกข์ยังขาดถ้ำ เกิดความคิดจะทำถ้ำ แต่ก็ยังคาราคาซังมา ไม่อยากให้คนปลุกปล้ำกันมาก คงไม่มีใครทำต่อ ได้ มันเหนื่อยกันมาก ถ้าทำ มันจะคล้ายประสาทหินที่เขมร เข้าทางฝ่ายนี้ แล้วเดินมุดถ้ำ ไปเรื่อย ๆ กว่าจะทะลุตั้งกิโลฯ เป็นถ้ำจำลอง

ถาม โรงเรียนหินใช้ทำอะไรครับ

ใช้อบรมธรรมะ สมัยผมยังเดินเหินคล่องแคล่ว ใช้ที่นั่นบ่อย พวกนัก น.298ศึกษา พวกผู้พิพากษา พวกซิสเตอร์ ใช้ที่นั่นทั้งนั้น คำบรรยายชุด บรมธรรม ก็บรรยายที่นั่น แต่ก่อนนี้มันเป็นที่สวยมุมหนึ่งของสวนโมกข์ ดูวิวก็สวย เดี๋ยวนี้ไม่ได้ใช้ก็รกไป ถ้าชำระสะสางกันใหม่ มันก็สวย ใช้ทรายขาวเป็นพื้น

ถาม อาจารย์ครับ การจัดหินโค้ง จัดโรงเรียนหินอะไรพวกนี้ มีใครมาวางแบบ ให้หรือเปล่าครับ

ไม่มี คนแถวนี้จะไปหาศิลปินแบบนี้ที่ไหน เราก็ไม่ได้ออกแบบอะไร ใช้ความคิดนึกชั่วขณะที่มองเห็น อะไรเป็นปัญหาเกิดขึ้นชั่วขณะก็แก้ เอา เราชอบธรรมชาติอันรื่นรมย์เกลี้ยงเกลา เมื่อเที่ยวทะเล เคยเห็น ภาพวิวต่าง ๆ เห็นอะไรที่มีอยู่ก็อาศัยสิ่งนั้น เลยมาจัดให้มันกลมกลืน เกลี้ยง เกลา สภาพหินโค้งแบบสวนโมกข์ เมื่อยามปราศจากผู้คน ถ่ายเมื่อ ๑ ม.ค. ๒๕๒๙ โดย มนัส จิระวงศ์ น.299

ถาม อาจารย์ครับ แล้วส้วมสวนโมกข์ที่สร้างยุคแรกทำไมทรงแปลกละครับ

(หัวเราะ) มันง่ายและต้องการให้มันแปลก หน้าต่างโล่ง ๆ มันจะไม่ได้ อับ อยู่ในป่าแบบนี้ ไม่มีใครมองมาจากทางทิศไหน คนเข้าใจว่าเป็นป้อม ตำรวจก็มี เราเคย (หัวเราะ) เรียกส้วมว่าเป็นกุฏิวิปัสสนา ล้อเลียน เพื่อน ก็ใช้พิจารณาอสุภะได้จริง ๆ ด้วย แต่ก่อนตรงมุมนี้ เคยมีส้วมเล็ก ๆ หลังหนึ่ง ใช้เฉพาะของเรา เคยแขวนป้าย กุฏิวิปัสสนาชั้นหนึ่ง น.300เบื้องหลังสิ่งก่อสร้างหลากหลายของสวนโมกข์

ถาม อาจารย์ครับ สระนาฬิเกนี่ใครช่วยอาจารย์ทำครับและมีความเป็นมาอย่างไร

มันมาจากบทกล่อมลูกของคนปักษ์ใต้ โดยเฉพาะที่ไชยา ที่มีความ หมายลึกในทางโลกุตรธรรม เราให้สร้างสระนี้ เพื่อเป็นที่ระลึกถึง ความเอาจริงเอาจังในทางธรรม ของ ปู่ ย่า ตา ยาย สมัยนั้น ในบทกล่อม ลูกประมาณ ๕-๖ ร้อยบทนี้ มีบทธรรมะสูงสุดในทำนองโลกุตระอยู่ ๓-๔ บท เราเลือกเอาบทนี้ มันมีความหมายว่า นิพพานนั้นอยู่กลางวัฏสงสาร เราสอนกันมาตามโรงเรียนนักธรรม เราสอนว่าโลกิยะกับโลกุตระ ต้อง แยกกันอยู่คนละทิศคนละทาง เหมือนฟ้ากับดิน ทั้งนี้เพราะเราพากัน ลืมเสีย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีทุกข์ที่ไหน ต้องดับทุกข์ที่นั่น นิพพานคือดับทุกข์ที่สุด มันก็ต้องอยู่ตรงกลางที่มีความทุกข์ที่สุดนั่นแหละ ในสวนโมกข์นี้ เราต้องการจะสร้างอะไรชนิดที่ช่วยให้สะดุดตา สะดุดใจ เพื่อเป็นชนวนสำหรับพิจารณารู้สึกนึกถึงธรรมะขึ้นมาได้หลาย ๆ อย่าง รวมทั้งสระนาฬิเกนี้ด้วย เรียกว่าอุปกรณ์ของมหรสพทางวิญญาณ สระนี้ นายสุจิต พันธุมนาวิน ทำ นายสุจิต ขุดคนเดียว ไปยืม แทรกเตอร์เขามา เขาทำงานด้วยแทรกเตอร์ สามารถทำคนเดียวได้ ไม่น่าเชื่อ (หัวเราะ) เป็นวิศนุกรรม เป็นวิศวกร ไม่น่าเชื่อ

เบื้องหลังสิ่งก่อสร้างหลากหลายของสวนโมกข์

ถาม อาจารย์ครับ แล้วคุณสุจิตมาช่วยอาจารย์ได้อย่างไรครับ

แกก็มาเอง รู้เรื่องสวนโมกข์ แกอยากละชีวิตในเมือง คงจะเห็นประ- โยชน์ในทางชีวิตป่า ก็เลยมาจะขอบวช ผมก็ขอผลัดว่าอย่าเพ่อบวช ทำ ประโยชน์ได้มากกว่าบวช ก็เลยบวชแบบไม่ต้องห่มเหลือง อยู่อย่างกะ บวช ช่วยงานมากมายหลายอย่าง ที่ทำมากก็โรงไฟฟ้า ไฟฟ้าก่อนนี้มันไม่ สะดวก ใช้ไฟปั่นเอง หมอไพบูลย์ส่งเครื่องมาให้ คุณสุจิตเขามีความ รู้ แล้วเขาก็ช่วยงานทุกอย่างเกี่ยวกับช่าง ทุกอย่างทางไฟฟ้า ซ่อมรถยนต์ ทำถนน เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ ซื้อหามา อย่างการขนหินมาใช้ตามที่ ต่าง ๆ นายสุจิตเขาก็เป็นคนขับรถยนต์กระบะขนให้ เขาพักอยู่บนเขานางเอ ทำกุฏิเอง สร้างด้วยโครงเหล็ก ทำไว้ ๒ หลัง ตอนหลังคุณเทียน อายุมากหน่อย ทำตัวคล้าย ๆ เป็นครึ่ง ๆ อาจารย์ ก็เลยแยกไปอยู่ที่นั่นด้วย สร้างด้วยไม้อีกหลังหนึ่ง ผมทำเองหลังหนึ่ง ศาลาเล็ก ๆ นั่งดูวิว มุงหลังคาสังกะสี ใต้ถุน เก็บของได้ ตอนนั้นชอบไปดูดวงอาทิตย์ที่นั่น ไม่ได้นอนที่นั่น ตอนตี ๕ ขึ้นไป ไปดูดวงอาทิตย์ ไปถ่ายรูป ตอนเย็นไปนั่งดูวิว ตอนนั้นต้นไม้ ยังไม่บัง บางทีก็ตัดแต่งกิ่งก้านไม้เล็ก ๆ ที่บังวิวบ้าง

ถาม อาจารย์ครับ บวชแบบคุณสุจิตนี่ได้ผลไหมครับ

ก็ได้ผลสิ มันก็ศึกษาไปด้วย ทำงานไปด้วย พร้อมกันไป นอกจาก คุณสุจิตแล้ว ก็ยังมีอีก ๒ คน นายซ้างกับนายพินิจ แล้วก็มหาเอี้ยน อีกคน อยู่ในประเภทเดียวกัน ขอผลัดไปก่อน อยู่ช่วยกันทำงาน นายซ้าง เขาช่วยนายสุจิตอีกที ช่วยทาสี ทาน้ำมันวานิช การผสมปูนเป็นหน้าที่ ของนายสุจิต ผสมกันมากมาย ยาวนาน นายพินิจช่วยด้านสร้างบ้านพัก ในเขตอุบาสิกามาก ช่วยทำหลายหลัง น.302ต่อมานายสุจิต เขาต้องกลับไปดูแลแม่ที่เป็นอัมพาต หาเงิน จุนเจือแม่ ก็ต้องไปทำงาน ใจแข็ง สมัยมาอยู่ที่นี่ ภรรยาเขามานั่งอ้อนวอน เท่าไร ๆ ก็ไม่ยอมกลับไปอยู่ด้วยกัน เดี๋ยวนี้ดูเหมือนไปจัดทำสถานที่ ที่นครสวรรค์ คล้าย ๆ แบบจะไปอยู่ตอนแก่เฒ่า เอาคำกลอนต่าง ๆ ของเราไปหล่อเป็นป้ายเต็มไปหมด คนที่เคยไปมาเขาบอกว่าลมดีน้ำดี เป็นรูปเนินอะไรสวยงาม นายช้างตอนหลังรบเร้าขอบวช ผมก็บวชให้อยู่ ๓-๔ ปีเท่านั้น ก็สึกออกไป เห็นได้ลูกได้เมียแล้ว กลับไปทำงานโรงกลึงกับพี่ชาย นายพินิจยังอยู่มาแบบนั้นจนทุกวันนี้ ไม่ค่อยสบาย สงสาร เคยเหนื่อย มามากมาย ช่วยงานช่วยการมา ทุกวันนี้ก็ให้แกพักผ่อน รักษาตัว สระน้ำคุณชำนาญที่เลยหัวเรือไปมีป่ากั้นอยู่หน่อยหนึ่งนั่น ก็ นายสุจิตสร้าง คนอื่นช่วย อยู่ตรงกับหัวเรือ เลยป่าละเมาะหย่อมนั้นไป คุณชำนาญเขาอยากสร้างอะไรเป็นที่ระลึกแก่มารดาของเขา เลยสร้าง สระแบบนั้นให้ รอบ ๆ สระก่อนนั้นเป็นก้อนหินสะอาด ใช้เป็นที่นั่ง สนทนาธรรม พักผ่อนเวลากลางวัน แขกมาก็นัดไปสนทนาธรรมกัน ที่นั่น นั่งล้อมรอบ ๆ สระ ความเงียบช่วยให้คุยกันได้ยิน ไม่ต้องตะเบ็ง เลี้ยงปลาเล่นไปด้วยกันได้ เวลาหน้าฝนน้ำเต็มสระ เคยมีนกหงส์ป่า ลงมาว่ายเล่นด้วย ตัวสีดำ ปากแดง มีคนเคยไปแอบดู ขอบสระบุด้วย ก้อนหินทั้งก้อน มันคงก้อนใหญ่เกินไป มีอะไรผิดพลาดบ้าง น้ำเลยขึ้นลง ตามระดับน้ำใต้ดิน หน้าฝนน้ำก็เต็มเปี่ยม เย็นสบายดีเหมือนกัน

ถาม อาจารย์ครับ เรือน ๒ ชั้น บนเขาพุทธทอง ที่เรียกหอไตรนั้นทำตั้งแต่ เมื่อไร ตั้งใจจะใช้เป็นอะไร

ตั้งใจจะเป็นที่เก็บพระไตรปิฎก คิดพร้อม ๆ กับการเริ่มมีสวน น.303โมกข์ที่นี่ ต้องการให้เป็นที่เก็บรวบรวมพระไตรปิฎกอย่างสมบูรณ์ มีพระบาลี มีอรรถกถา มีฎีกา อนุฎีกาอย่างหอไตรที่สมบูรณ์แบบใน กรุงเทพฯ แต่มันก็โลเลเหลวไหล ผัดเพี้ยนมาไม่ได้ทำให้สมบูรณ์ เลยใช้ เป็นที่พักที่อยู่ไปพลาง โดยเฉพาะเวลามีงาน มีพระมากันมาก ๆ ตอนหลัง ๆ เมื่อปีที่แล้วนี่เอง เริ่มทำหอสมุดที่หัวเรือ คุณสมยศ (พระสมยศ ยสฺธมฺโม) เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงลงมือทำจนมาเปิดได้ปีนี้ (๒๕๒๘) พระไตรปิฎกชุดต่าง ๆ จึงรวมเข้าไว้ในห้องสมุดนั้น พอดี คุณรัญจวนมาอยู่ก็ได้กำลังจากคณะบรรณารักษ์มหาวิทยาลัยราม- คำแหง มาช่วยจัดอยู่หลายครั้ง จนเรียบร้อย แต่ก่อนนั้นมีเพียงที่อ่าน หนังสือ ห้องสมุดเล็ก ๆ น้อย ๆ คือตั้งโต๊ะแล้วเอาเก้าอี้ล้อม ทำบนโรง- ธรรมชั้นล่าง แล้วรื้อมาอยู่ใต้หัวเรือในที่สุด หนังสือในห้องสมุดก็คนนั้นคนนี้ให้มา หลาย ๆ ปีมันก็มากเข้า พระไตรปิฎกก็มีคนให้หลายชุด เอ็นไซโคลปีเดีย เจ้าชื่นซื้อให้ พระ- ไตรปิฎกจีน ก็พวกจีนคนหนึ่งซื้อให้ โดยการแนะนำของหมอตันหม่อเซี้ยง ลืมชื่อไปแล้ว พระไตรปิฎกพม่านั้นเขาส่งตามมาให้เมื่อคราวไปปาฐกถา ในงานฉัฏฐะสังคายนาที่ประเทศพม่า นอกจากนั้นก็เป็นหนังสือทั่ว ๆ ไป ที่มีคนส่งมาให้ ตั้งแต่อยู่สวนโมกข์ที่พุมเรียง ก็เริ่มมีคนส่งมา ต่อมา เป็นที่รู้จักมากขึ้นก็มีคนส่งมามากขึ้น เมื่อพระดุลยพากษ์สุวมัณฑ์ เสียชีวิตแล้ว ลูกหลานก็ส่งหนังสือของแกมาให้จำนวนหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด คงส่งเล่มที่มีซ้ำมา เพราะเห็นว่าที่บ้านจะเปิดเป็นห้องสมุดให้พระดุลย์

ถาม อาจารย์ครับ แล้วหนังสือในศาลาธรรมโฆษณ์ละครับ

นี่มันเป็นที่รวบรวมงานหนังสือของเราเอง เป็นที่รวบรวมผลงาน ทั้งหมดที่มีอยู่ รวมทั้งเทปบันทึกเสียงด้วย แล้วก็ไว้เป็นที่บรรจุศพด้วย น.304พอเราตายแล้วเอาไว้ในนั้น ใต้ฐานพระพุทธรูป แล้วก็เอาปูนเทลงไป อีกหน่อย มันจะเป็นฟอสซิล (หัวเราะ) หลายพันปี คนเปิดออกดู สมบัติ ๓๐๐๐ ปี มันก็ยังมีประโยชน์แก่การศึกษาเกี่ยวกับคนเกี่ยวกับกระดูก อะไรก็ตามที่เป็นความรู้ (หัวเราะ) อีกอย่างหนึ่ง คนแต่งหนังสือกับหนังสือมันก็ควรจะอยู่ด้วยกัน แล้วอยากให้เป็นที่นัดสนทนาธรรมกันที่นั่น เขียนกลอนสำหรับจะจารึก ไว้แล้ว มีคนเอาไปท่องแล้ว ก็ไม่ได้จริงจังอะไร อะไรก็ได้ มันแล้วแต่คนข้างหลัง ถ้าคนข้างหลัง ไม่ทำมันก็เป็นไปไม่ได้ แต่คิดไปในทางที่จะให้เป็นประโยชน์แก่คน ข้างหลัง ง่ายสะดวก ทุกวันพระไปสนทนาธรรมกันที่นั่น ทำได้อย่างนั้น ก็ดี มันมีความก้าวหน้าทางธรรมะเหมือนอย่างกะว่าเราไม่ตาย ยังอยู่ รับใช้พระศาสนาตลอดกาล ศาลาธรรมโฆษณ์เป็นที่รวบรวมผลงานไว้เป็นหลักฐาน ว่าได้ ทำงานไว้ในโลกนี้กี่มากน้อย

ถาม อาจารย์ครับ ธรรมาสน์ที่วางอยู่ในศาลาธรรมโฆษณ์และยกออกมาใช้ ตอนมีงานนั้น ผมเห็นแปลกจากที่อื่น อาจารย์มีเหตุผลอะไรหรือเปล่าครับ ที่ทำแบบนั้น

เพราะความจน (หัวเราะ) ความจน คิดว่าเท่านั้นก็พอ ทำเป็น กะบะ ๒ ตัว มีพนักพอพิงได้ เผื่อบางทีเทศน์ปุจฉาวิสัชนาใช้ ๒ ที่ ถ้า ไม่มีธรรมาสน์ ใช้อะไรก็ได้ นั่งตรงไหนก็ได้ เก้าอี้ตรงไหนก็ได้ ก้อนหิน ก็ได้ ทำได้ทุกอย่าง เราไม่ชอบแบบเปิดด้านหน้าที่เขาทำกันทั่วไป จึงเปิดด้านข้าง ขึ้นด้านข้าง เคยโดนมาแล้ว มันรำคาญ ๆ ไปที่ไหนก็ขึ้นธรรมาสน์เปิด น.305ด้านหน้าทั้งนั้น กว่าจะนั่งเรียบร้อย กว่าจะพับขาเรียบร้อย ยุ่ง ต้อง ระวังผ้าไม่ให้เวิบวาบ คนฟังเทศน์ก็ดูเป็นตาเดียวกันอยู่ เลยคิดมาทำ อย่างนี้ดีกว่า แต่ถ้าเป็นธรรมาสน์สูง ๆ แบบโบราณแท้ ๆ ธรรมาสน์สูง ท่วมหัวที่เป็นมณฑป บันไดขึ้นก็อยู่ด้านข้างเรียบร้อยสบาย เราเคยเห็นธรรมาสน์พิเศษอยู่ชนิดหนึ่ง คิดจะเอาอย่างแต่ไม่ได้ทำ คือหุ้มหมดทุกด้าน ปรุเป็นลายฉลุทุกด้าน โปร่งไปหมดทั้งหลัง เว้นแต่ ด้านประตูขึ้นลง ข้างบนมียอด เข้าไปนั่งข้างในไม่มีใครเห็น มีแต่เสียง ออกมา โปร่งทุกด้าน ไม่เห็นหน้าคนเทศน์ จะนั่ง จะนอน จะออกท่า อย่างไรก็ได้ (หัวเราะ) สบายดี ไปเห็นที่เชียงใหม่ ครั้งแรกไม่รู้ว่าอะไร จนต้องถามเขาบอกว่าธรรมาสน์ สะดวกแก่พระเทศน์ สันนิษฐานเอาเอง ว่าคงเป็นแบบเทศน์มหาชาติ จะโยกจะโคลง จะสั่น จะคลอน ตามชอบใจ ไม่น่าเกลียด พยักคาง พยักคอ โยกตัวได้ตามสบาย แต่เดี๋ยวนี้ไม่คิด ทำแล้ว มันเกินไป

ถาม อาจารย์ครับ แล้วตึกเล็ก ๆ สูง ๆ ที่เรียกกุฏิอาจารย์ชา มีความเป็นมา อย่างไรครับ

อ๋อ กุฏิที่อยู่หัวเรือ สร้างสำหรับแขกพิเศษ พระผู้ใหญ่เป็นต้น ปรารภเรื่องอาจารย์ชา อาจารย์ชาเคยตั้งใจจะมาเยี่ยมที่นี่ ก็ทำกุฏิไว้ ให้ท่านพัก แต่ท่านล้มป่วยเสียก่อน จนเดี๋ยวนี้ ก็คงหมดหวังแล้วว่าจะ มาได้ ก็เลยเรียกกุฏิอาจารย์ชา มาตั้งแต่นั้น เพื่อเป็นที่ระลึก ไว้ใช้เป็น ที่พักของแขกพิเศษต่อไป

ถาม เสา ๕ เสาที่อยู่ข้างบนมีความหมายว่าอย่างไรครับ ผมเห็นสิ่งก่อสร้าง ของสวนโมกข์มีแบบนี้หลายหลัง

๕ เสานี้ ความชอบ ความรู้สึกนึกคิด ความดลใจที่แท้จริงมาจาก น.306อมราวดี วิหารอมราวดีทุกแห่ง แม้ที่บูชาพระพุทธรูปจะมีขีด ๕ ขีด อยู่ข้างหลัง ผมก็ชอบคำว่า ๕ ก็เลยเอามาเป็นเสา ๕ เสา เป็นสัญลักษณ์ อย่างหนึ่ง แทนได้หลายอย่าง ละเสีย ๕ คือนิวรณ์ ๕ ประพฤติ ๕ คือ พละ ๕ อินทรีย์ ๕ ได้ผล ๕ คือมรรคผล ๔ นิพพาน ๑ เป็น ๕ ยังมี ๕ อื่น ๆ อีกแยะ เป็นเรื่องความพอใจส่วนตัว เก็บอยู่ในใจ คนอื่นจะตีความ อย่างไรก็ตามใจเขา เรานึก ๆ อยู่ในใจของเราว่า อินทรีย์ ๕ พละ ๕ จะตรงที่สุด ที่อมราวดีในอินเดียสมัยโน้น เขาอาจจะหมายถึงพระพุทธเจ้า ๕ องค์ก็ได้

ถาม อาจารย์ครับ แล้วที่พักเล็ก ๆ ของอาจารย์ที่อยู่ปัจจุบันนี้ เป็นมาอย่างไร ครับ

อ้อ ที่มันเกิดจากไม่สบาย มาจากโรงพยาบาล เกือบเดินไม่ได้ ห้องนี้มันมีเตียงคนเจ็บอยู่แล้ว กลับจากโรงพยาบาลครั้งหลัง (๒๕๑๘) ก็มาพักห้องนี้ มานอนพักฟื้น มันเป็นห้องน้ำห้องส้วมอยู่ในตัว จึงสะดวก ตอนนั้นค่ำคืนถ่ายปัสสาวะไม่เป็นเวลา

ถาม อาจารย์ครับ แล้วเขตอุบาสิกาเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ทราบมาว่าตอนแรก อาจารย์ไม่ยอมให้มี

ไม่มีชี ความคิดเดิมว่าจะไม่มีชี แล้วมันเกิดขึ้นเพราะมันต้องมี โรงครัว ตอนที่ยังไม่มีครัว พระหรือเณรก็ช่วยแก้ปัญหา อะไรกันบ้าง ที่คุณเฉลิมเรียกว่าพระแม่บ้านนั่นแหละ ทำเพิงหุงต้มเล็ก ๆ ด้านหลัง ของโรงฉัน ขึ้นมาทางเขาพุทธทอง ต่อมามันไม่พอ พระเณรมากเข้า ก็มีคนที่เขาอาสาทำ ตอนแรกก็น้าเส้ แม่ของเนียม เขามาอยู่คนเดียว ปลูกเป็นกระต๊อบมุงจากอยู่ แล้วก็เริ่มมีแขกไปใครมามากขึ้น แรก ๆ ก็พักอยู่กับน้าเส้ ต่อมาก็เลยปลูกถาวรขึ้น เป็นโรงครัวถาวร แล้วก็มี น.307คนมาช่วยทำครัวมากขึ้น ดูเหมือนพี่ศีลจะเป็นคนที่ ๒ ก็มาปลูกกระ- ท่อมจนกระทั่งปลูกเป็นบ้านพออยู่ได้ น้าย่อมเป็นคนที่ ๓ ก็เลยมีที่ ๔ ที่ ๕ คุณอรุณวตี คุณเฉิน (หงส์นันท์) เมื่อมีแล้วก็ขยายปรับปรุงเป็น นิคมคนแก่ ทางตะกั่วป่า มาขอปลูกบ้านพัก ญาติทางฝ่ายน้าเขยมา ขอปลูกบ้านหัวมุม คุณนายทวีมาปลูกบ้านหลังใหญ่ หลาย ๆ คนเข้า เลยเต็มพื้นที่ที่จัดไว้เป็นเขตอุบาสิกา ผมเห็นที่ตรงนั้นมันว่างอยู่มาก ถ้าไม่ทำอะไรมันขึ้นรก ก็เลยตัดถนนขึ้นมาสายหนึ่งให้เป็นเขตอุบาสิกา ไปมุมหนึ่งเลย แต่ไม่เปิดเป็นสำนักชี ไม่รับบวชชี บวชกันมาแต่อื่น บ้านเหล่านี้ บางเจ้าของเขาก็ออกทุน มีพินิจคอยช่วยปลูกสร้างให้ บางหลัง เสียแต่ค่าวัสดุอุปกรณ์ นายพินิจเขาออกแรง เสียสละมาก บางหลังเขาก็จ้างเหมาคนมาทำเอง ผมก็เพียงแต่แนะนำให้ทำแบบประหยัดที่สุด ให้ง่ายที่สุด ควบคุม ให้ระยะห่างพอดี ๆ

ถาม อาจารย์ครับ ก่อนมีโรงครัวนี่ พระเณรทำอาหารกันแบบไหนครับ

โดยมากก็เรื่องอุ่นปิ่นโตที่ได้มาให้ร้อน เอาปิ่นโตลงไปนึ่งในปี๊ป นึ่งทั้งปิ่นโต ตอนนั้นเดินปิ่นโต เด็กหิ้วปิ่นโตตามหลังพระ ถ้าอาหารเหลือก็เอารวมกันเป็นหม้อเดียว ต้มเรื่อยไป เรียกว่า แกงรวม ฟังดูแล้วน่าขยะแขยง (หัวเราะ) แต่มันก็กลายเป็นของกินได้ บางเวลามันเหมาะสมอย่างไรไม่รู้ มันอร่อยเสียอีก ไม่ว่าอะไรใส่ลง ไปหมด ต้มเดือดทุกวัน เหมือนกะขี้ควาย เรียกว่าแกงรวม อยู่อย่างนี้ กันหลายปี จนเหลือกำลังเลยมีโรงครัว ผักหญ้าอะไรชาวบ้านเขาก็ เอามาให้ไว้บ้าง ซื้อบ้าง ตอนโรงครัวยังไม่สมบูรณ์ ในพรรษาก็มี แกงเวร คือชาวบ้าน น.308เวียนกันแกงมาวัด วันละ ๔-๕ หม้อ ก็พอดีกับพระเณร ๙ องค์ ๑๐ องค์ เมื่อโรงครัวสมบูรณ์แล้ว ก็ไม่ต้องรบกวนชาวบ้าน ระยะแรกก็ ช่วยเดือนละ ๕๐-๖๐ บาท ขึ้นมาเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้เดือนละ ๖,๐๐๐ บาท วันละ ๒๐๐ บาท พระราว ๗๐ รูป เฉลี่ยหัวละ ๓ บาท นอกพรรษา พระน้อย เหลือก็สมทบเข้าไป บางทีพระมาก มีงานพิเศษมีอบรม มีอะไร ก็ทดกันไป

ถาม ทำไมตอนแรกอาจารย์จึงไม่อยากให้มีซีครับ

เขาถือกันเป็นหลักทั่ว ๆ ไป ว่า ผู้หญิงหรือแม่ชีมาคลุกคลีกันนัก มักมีเรื่อง แบบโบราณ คำพูดของคนโบราณ

ถาม พอมีเข้าจริง ๆ แล้วมีเรื่องยุ่ง ๆ หรือเปล่าครับ

เรียกได้ว่าไม่เคยมี การทำวัตรสวดมนต์อะไรก็ให้ทำแยกกันมา ตั้งแต่ต้น มันไม่เหมาะที่จะให้พระเณรกับชีว่าพร้อมกัน

ถาม อาจารย์ครับ มีระเบียบในการรับ ในการอยู่อย่างไร

ไม่มีหลักอะไร ดูคนที่น่าไว้ใจว่าจะไม่ทำให้น่ารำคาญ ก็ยอมให้ อาศัย ระเบียบการอยู่นั้น รู้กันในตัว หรือตามธรรมเนียม

ถาม แล้วน้าเส้มาช่วยอาจารย์ได้อย่างไรครับ

แกเป็นสมภารวัดทางโรงครัวอยู่ ๑๐ กว่าปี เดิมแกค่อนข้างจะอยู่ ว่าง ผัวแกตาย ก็อยู่กับบ้าน มีลูกคนเดียวคือเนียมแล้วมีเวลาว่างมาก มาช่วยถางป่าก่อนจะเข้าไปช่วยโรงครัว จนกระทั่งพักอยู่วัดเลย หลาย ๆ คนยุ เพราะมันไม่มีคน ผมเองไม่ได้ขอร้อง ไม่ได้ยุโดยตรง คนอื่นยุว่า มาช่วยวัดเถอะ ในที่สุดแกก็มา ต่อมาเจ้าชื่นมาที่นี่บ่อย ๆ ก็มาเกลี้ยกล่อม ลูกสาวไปช่วยทางเชียงใหม่ เมื่อน้าเส้แกอายุมากเข้า ก็ขึ้นไปอยู่กับ ลูกสาวทางเชียงใหม่ ทางนั้นเขาเอาอกเอาใจ แกก็ได้ไปเที่ยวไปอะไร น.309ด้วย ก่อนไปนั้นมีชีประเทืองมาอยู่แล้ว โยมวาสน์เอามาจากเพชรบุรี น้าเส้แกเหน็ดเหนื่อยมานานแล้ว อายุมากเข้าก็ไปเสียชีวิตที่โน่น

ถาม อาจารย์ครับ คนที่เป็นกำลังของอาจารย์ในการทำงานก่อสร้างต่าง ๆ มีใครบ้างครับ

ระยะแรกสุด เป็นเวลานานก็ลุงกลิ่น พระครูสุธนฯ ทำจนทำไม่ไหว จนแก่เฒ่า จนตายไป ท่านธนฯ ก็งอมมากแล้ว ยุคต่อมาก็ยุคนายสุจิต นายพินิจ นายซ้างที่เล่าแล้ว ตอนหลังนี่ก็มีนายผิน เป็นคนคอยควบคุม การก่อสร้าง มีตาหลวงแช่ม มีท่านโพธิ์ช่วยกัน เราจ้างคนทำงานให้ นายผินเป็นคนควบคุม หลังใหญ่ ๆ ๒-๓ หลังที่สร้างระยะหลังสุดนี่ ตาผินควบคุม ถ้ารับเหมาไม่มีใครรับ คนบ้านนี้ไม่กล้ารับ โรงฉันและ ตึกแดง ๒ หลัง ทำด้วยวิธีนี้ จ้างคนให้นายผินคุม เดี๋ยวนี้ก็ยังทำด้วยวิธีนี้ จ้างคนเหมาเป็นตอน ๆ หรือว่าทำเป็นรายการรายการไป ตารางเมตร หรือยาว 1 เมตรจะเอาเท่าไร วิเศษอยู่หลังหนึ่งคือหลังศาลาธรรมโฆษณ์ พระเณรช่วยกันทำ ไม่ได้จ้างใครเลย นายผิน ตาหลวงแช่ม ท่านโพธิ์ ท่านสมยศ เป็นแรงสำคัญ เราออกแบบง่าย ๆ ง่ายแสนจะง่าย

ถาม นายผินมาช่วยอาจารย์ได้อย่างไรครับ

ก็แปลกดีเหมือนกัน คุณแช่มชวนมา นายผินนั้นเป็นผู้มีอันจะกิน เสร็จภาระทางบ้านเรือนแล้ว อยากจะมอบชีวิตขั้นสุดท้ายรับใช้พระ ศาสนาตามประเพณีโบราณ จึงมาช่วยงานวัดเท่าที่จะช่วยได้ มีความรู้ ทางก่อสร้างอยู่บ้าง จึงมอบหมายให้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างทั้งหมด อยู่ประจำที่วัด ทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ นอกจากกุศล หรือ การจุนเจือเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสมควรแก่เหตุการณ์เท่านั้น ช่วยผ่อนเบา ภาระผมไปมาก น.310หลักการบางอย่างและฝันอย่างนักเลง

ถาม อาจารย์ครับ ระยะแรกของการตั้งสวนโมกข์ ดูเหมือนอาจารย์จะเน้น ที่การไม่สร้างถาวรวัตถุ แต่ทำไมระยะหลังจึงยอมให้มีการสร้างวัตถุ มากขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่ใช่ยอม (เสียงดุ) เราสร้างเองแหละ ความจำเป็นบังคับนี่ คนมา จะนอนกันที่ไหน คิดดู แขกมามันไม่มีที่พัก นักเรียน นักศึกษามากันที เป็นร้อย ๆ ได้สร้างอาคารเพิ่มขึ้น เพราะแขกไม่มีที่พัก อย่างตึกแดง ๒ หลังใหญ่ ๆ วันนี้คนยังพักเต็มอยู่เลย (๑๔ ตุลา ๒๘) ชายหลัง หญิง หลังหนึ่ง ๒ หลังยังไม่พอ ยังต้องสร้างบ้านพักชุมพรขึ้นมาอีก ในนาม ของชาวชุมพร ยังมีเงินสะสมให้สร้างในนามของชาวชุมพรอีกหลังหนึ่ง แต่ว่าเมื่อไรก็ยังไม่รู้ มันยุ่งผมก็ไม่ชอบ แต่มันจำเป็น เดี๋ยวนี้ยังนึก รำคาญ ที่คุณวิโรจน์ หมอเชาว์จะจัดงานครบ ๘๐ ปี ปีหน้า ถ้าคนมา มาก ๆ จะเอาที่ไหนให้เขาพักคิดดู โฆษณาพระมา ฆราวาสมา ที่ที่ไหน ให้เขาพัก ได้ยินว่าพระจะพักในกรดที่อุทยานป่าไม้ ชาวบ้านจะพัก ที่ไหนก็ยังเป็นปัญหาอยู่ สมัยก่อน คราวหนึ่งท่านปัญญาพามา โดยไม่ต้องมีปี่มีขลุ่ยอะไร นอนกันอย่างนี้ นอนกันกลางดิน คือนอนจนเต็มโรงธรรม แล้วต้องลง มานอนกันกลางดิน ผู้หญิงด้วย

หลักการบางอย่างและฝันอย่างนักเลง

น.311เรื่องสร้างโบสถ์สร้างวิหารสวยงามนั้นไม่เคยคิด เพราะไม่ต้องทำ เพราะยังไม่จำเป็น อย่างอื่นจำเป็นกว่า เช่นศาลาโรงมหรสพทางวิญญาณ ที่เรียกกันทั่วไปว่าโรงหนัง ก็เป็นผลดีมากในการเผยแผ่ประจำวัน เรือก็เป็นที่รองน้ำ เก็บน้ำฝนเพื่อสำรองไว้ใช้ แล้วข้างบนก็ใช้เป็นศาลา การเปรียญ เป็นที่ประชุมและที่ประกอบพิธีในยามฝนตก ตึกแดงก็เป็น บ้านพัก ดังที่ว่ามาแล้ว เป็นต้น

ถาม อาจารย์ครับ ลักษณะการสร้างเพิ่มเช่นนี้ มันไม่ทำลายบรรยากาศความ สงบของที่อยู่อาศัย หรือผู้มาแสวงหาหรือครับ

มันเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างต้องเสียสละผลประโยชน์คนละครึ่ง เรา ก็ได้รับประโยชน์ ผู้ที่มาก็ได้รับประโยชน์ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของ กรมทาง เขาเคยมาถามผมถึงเรื่องตัดถนนผ่าน ว่ามันจะต้องมีเสียงเกิด ขึ้นมา ท่านจะว่าอย่างไร ให้ทำอย่างไรให้อ้อมไปทางไหน ผมก็ตอบว่า ไม่เป็นไร มันต่างฝ่ายต่างต้องยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนคนละครึ่ง เพื่อมนุษย์จะได้รับประโยชน์และความสะดวก เราก็ยอมให้หนวกหูบ้าง หลักของผมไม่ใช่ว่าให้เงียบกริบ ไม่ได้ต้องการให้เงียบกริบตลอดกาล ต้องการให้ดังตามธรรมชาติธรรมดานั่นแหละ แต่เราต้องรู้จักทำจิตใจ ไม่ฟัง อย่างนี้มีประโยชน์กว่าไม่มีอะไรเลย ให้มันมีตามธรรมชาติ แล้ว เรามีจิตใจที่ไม่หวั่นไหวไปตามเสียงนั้น นี่คือสิ่งที่เราต้องการ ถ้าไป ยึดมั่นถือมั่นว่าจะให้มันไม่มีเสียงก็ยุ่งตาย มันจะห้ามได้หรือในโลกนี้ ได้ยินเสียงรถบ้าง เสียงเครื่องบินบ้าง เราก็ไม่ฟัง ไม่หวั่นไหวไปตาม เสียงนั้น จิตไม่หวั่นไหวไปตามเสียงนั้น มันก็คือสงัด

ถาม อาจารย์ครับ แล้วที่อาจารย์สร้างอะไรต่าง ๆ ในสวนโมกข์ เช่นโรงหนัง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะเตรียมรับถนนที่จะต้องผ่านหรือเปล่า

เปล่า ไม่ได้เตรียมรับ ที่มาสร้างวัดนี้ไม่ได้เตรียมรับถนน แรกสุด น.312มันมีทางเดินอยู่ตามธรรมชาติ เราก็พอใจอยู่แล้ว ถนนมันมาเอง ครั้ง แรกสุดนั้น ก็ชาวบ้านแถวนี้กับนายอำเภอจาด เขาเห็นว่ามันมีวัดนี้แล้ว เขาก็เลยทำหัวคันนาให้กลายเป็นถนนขึ้นมา แต่ก่อนนี้ขึ้นหัวคันนาทีหนึ่ง ลงหัวคันนาทีหนึ่ง เดินในคลองอีกทีหนึ่ง กว่าจะถึงก็เปียกปอน เขาก็ ช่วยกันสร้างเป็นรูปถนนขึ้นมา มันทำมาหลายนายอำเภอ ค่อย ๆ ทำ นายอำเภอจาดทำมากกว่าเพื่อน บอกกล่าวชาวบ้าน มาด้วยศรัทธา ไม่ได้กะเกณฑ์อะไร นาย อำเภอเขาขอความช่วยเหลือทางราชการให้ออกค่าน้ำมันเครื่องจักร ทำด้วยแรงคนก็มี ทำด้วยรถก็มี ตอนแรก ๆ ผมไปดูอยู่ด้วย ผมไปทำอยู่ด้วยเลย พระที่ไปได้ ก็ ไปทุกองค์ ไปช่วยหิ้วปุ้งกี้กันเป็นแถว เอาดินไปเทที่ตัวถนน ขุดมาจาก ที่ไกล จูงกันมาเป็นย่าน ทำกันถึงอย่างนี้ มักจะไปทำกลางวันด้วย พวก ชาวบ้านอีกพวกหนึ่งมักเอาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยง ส่วนมากเป็นขนมจีน เลี้ยงพระด้วย อันนี้เป็นลูกไม้ ถ้าบอกว่าเลี้ยงพระจะมากันมาก มามาก กว่าที่บอกว่าเลี้ยงคน เป็นธรรมเนียม คนที่มาช่วยกันทำ ก็ได้กินอิ่ม จนเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนแปลงไปมาก แล้วมันเสื่อมลงไปแล้ว เพราะความ เจริญแบบใหม่ นี่ถนนเส้นเดิมเป็นมาอย่างนี้ ส่วนถนนสายเอเซียนี่มา ทีหลัง (เสร็จ ๒๕๒๑) ไม่ได้รู้ล่วงหน้าอะไรมากมาย จึงไม่มีเรื่องวาง แผนการรับถนนแต่ประการใด การพาชาวบ้านทำงานแบบนี้ มีครั้งอื่นอีกหรือเปล่าครับ ๏๏ มีอีกครั้งก็ตอนแต่งคลอง คลองที่เคยเล่าว่าขนย้ายของจากสวน โมกข์เก่ามานั่นแหละ ชาวบ้านเรียกคลองไชยา ตอนนั้นผมยังไป ๆ มา ๆ ระหว่างที่นี่กับวัดชยารามอยู่ ท่านธนฯ คุ้นเคยกับคนแถวนั้น ชักชวน คนแถวนั้นให้เข้ามาช่วยแต่งคลอง ที่รกรุงรังให้โล่งโปร่งเรียบร้อย น.313เอาการแห่พระทางเรือมาเป็นเครื่องให้กำลังใจ ชาวบ้านมีแรงศรัทธา ที่จะแห่พระ จึงมาช่วยกันแต่งคลอง เพื่อจะได้บุญ และได้ประโยชน์ด้วย การแต่งคลองเพื่อแห่พระด้วย ทำให้มีกำลังใจมากกว่าแต่งคลองเฉย ๆ ตอนนั้นถนนยังไม่ได้ทำ กลางวันไม่มีเวลา เพราะเขาทำมาหากินกัน เขามากันกลางคืน ตบแต่งคลอง ตัดต้นไม้ ตัดรากไม้ที่มันรก ขุดรอกบ้าง ทำกลางคืนถึงสองยาม มันเป็นธรรมเนียม ถ้าจะแห่พระจากวัดนี้ไป ปากน้ำ คนก็เต็มใจมาช่วยแต่งคลอง คลองไหนคลองไหนก็ตาม แต่ก่อน ถนนก็เหมือนกัน พอจะถึงฤดูแห่พระ ก็ถากถนนกันจนเตียน ตรงไหน รกหน่อยก็ช่วยกันระดมเข้าไป ที่พุมเรียงถากกันตั้งแต่ถนนเส้นนอก จนถึงถนนเส้นใน ที่จะไปศาลาเก้าห้อง เพื่อจะแห่พระ คลองที่แต่งเดี๋ยวนี้ก็รกหมดแล้ว เพราะไม่ได้ใช้กัน มีถนน มีรถ สะดวก คลองก็ไม่ได้ใช้กัน อาจารย์ครับ กุฏิคอนกรีตเล็ก ๆ ๒ หลังมีอะไรพิเศษหรือครับ นอกนั้น เห็นสร้างเป็นไม้หมด ๏๏ ตรงนั้นมันพิเศษ เรียกว่าดอนสำเริง เพราะแรก ๆ มหาสำเริงเขา ไปอยู่คนเดียว มันยังไม่มีอะไรเลย แรกอยู่กันแต่ข้างนอกแถวนี้ ไปอยู่ ตรงนั้นองค์เดียวก็นับว่ากล้าหาญ คนขี้ขลาดไปอยู่ไม่ได้ มหาสำเริง เขาเป็นคนธุดงค์ เป็นคนแรกที่ไปอยู่สมัยหนึ่ง ก่อนนี้ปรับปรุงเป็นที่ที่สวยงามแห่งแรกสำหรับธรรมชาติตามป่า มันมีต้นไม้แปลก ๆ ไม้แนะ คล้าย ๆ กับต้นโกงกาง มีรากเป็นสาย ระยาง ปรับปรุงแล้วมันสวย ใช้เป็นที่สนทนาธรรม แขกเหรื่อไปสนทนา ธรรมกันที่นั่น ต่อมามันเล็ก มันไกล เดินลำบาก ทีนี้กุฏิไม้ทั้งหลาย สร้างอ้อมค้อมตีวงออกไปไกล ดอนสำเริงก็กลายเป็นเข้ามาอยู่ข้างใน วงล้อม เลยสร้างกุฏิตึกพิเศษไว้ ๒ หลัง ให้เหมาะสมแก่ลักษณะของ น.314เนินลูกนั้น อาจารย์ฮะ ถ้าไม่ควบคุมการก่อสร้างให้มีขีดจำกัด อาจารย์ไม่กลัวจะ น่าเกลียดหรือครับอยู่ในป่าแต่เต็มไปด้วยตึก เห็นอาจารย์ว่าจะมีสร้างอีก ๏๏ อย่างนี้ก็ทำเท่าที่ทำได้ มันก็ต้องดูไม่ให้เสียไป ไม่ให้เสียวิว ผมมี ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักธรรมชาติอยู่เหมือนกัน นิยมธรรมชาติ มี ศิลปะอย่างธรรมชาติ ทำอะไรกลมกลืนกับธรรมชาติ คิดแล้วคิดอีก ถ้ามันไม่กลมกลืน ก็ดัดแปลงให้มันกลมกลืน อาจารย์ครับ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในสวนโมกข์นี่ อาจารย์ต้องดิ้นรนขวน ขวายมากไหมครับ ๏๏ ไม่เคย มาเองทีละเล็กละน้อย คนรู้จักมากขึ้น คนละเล็กละน้อย มันก็มากขึ้น ไม่เคยออกประกาศเรี่ยไร จะเคยก็ตอนทำโรงหนัง มี สาส์นส่วนตัวออกไปชี้แจงหลักการครั้งเดียว แล้วก็ตอนเทศน์ประจำปี ๔-๕ ปีนั้น ได้ปีละ ๒-๓ พันบาท สมัยนั้นก็เรียกว่าเยอะแล้ว และสร้าง อะไรในนี้เรามีธรรมเนียมไม่จารึกชื่อ มียกเว้นบ้างในกรณีพิเศษ เช่น กุฏิเล็ก ๆ เพื่อสะดวกแก่การเรียกชื่อ ตึกแดงใหญ่สำหรับที่พักชายหญิงทั้ง ๒ หลังนั้นก็สร้างด้วยเงิน ของญาติและมิตรสหาย รวมทั้งบุคคลอื่น ๆ ที่เห็นด้วยกับหลักการนี้ อาจารย์มีหลักในการใช้เงินที่เขาบริจาคอย่างไรครับ ๏๏ ก็ไม่มีหลักอะไร จะทำอะไรก็ทำ ให้มีเหตุผลที่สุด ทำให้ประหยัด ที่สุด คุ้มค่าที่สุด อะไรที่ทำเองได้ก็ทำ ที่จำเป็นต้องจ้างจึงจ้าง ที่จำเป็น ต้องซื้อจึงซื้อ ทำในนามของสวนโมกข์ หรือส่วนตัว เสร็จแล้วก็ยกให้ เป็นของวัด อาจารย์ครับ ทำเองนี่หมายความว่า พระเณรช่วยกันทำหรือครับ น.315๏๏ ยุคแรก ๆ พระสวนโมกข์ออกแรงทำงานกันมาก ใครมาอยู่ก็มักจะ มีงานอย่างใดอย่างหนึ่งทำเสมอ ต่อมาเพื่อความสะดวกก็จัดเป็นวัน กรรมกร ให้วัน ๗ ค่ำและวันโกน เป็นวันอาบเหงื่อล้างตัวกู เป็นงาน เสียสละเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว เป็นการปฏิบัติธรรมชั้นลึกอยู่ในตัว ไม่มีใครขอบใจ ก่อนหน้านี้วันกรรมกรก็อด ๆ อยาก ๆ วันนั้นต้องฉัน เพลกันอีกมื้อหนึ่งตามมีตามได้ เดี๋ยวนี้มันดูค่อยยังชั่วขึ้น โดยมีคนเห็นใจ สมัครเลี้ยงอาหารกันเพิ่มขึ้น คือทำงานโดยไม่ได้รับผลตอบแทนอะไร แม้แต่คำว่าขอบใจ ทั้งนี้เพื่อการลดลงแห่งความเห็นแก่ตัว อาจารย์ไปลงงานกรรมกรด้วยหรือเปล่าครับ ๏๏ แรก ๆ ก็ไปยืนดู ไปร่วมทำบ้าง ทำมาจนเดี๋ยวนี้ทำไม่ไหว แต่ก่อน ก็ไม่ได้ไปลงมือด้วยแรงอย่างเต็มเครียด ไปยืนดู ไปบงการ ไปชี้แนะ เพราะมีงานหนังสือต้องทำด้วย ที่ทำขนาดขนทรายเอง ผสมปูนเอง อะไรเอง ทำที่วัดชยารามมากกว่า หลังเล็กที่ผมเล่าแล้ว ทำกับเด็ก ๒-๓ คน ตั้งแบบเอง หล่อเอง แกะเอง ที่นี่ไม่ค่อยได้ทำ อ้อมันมีอันหนึ่ง ก็พื้นห้องโกดังเก็บหนังสือ และพื้นหน้าตึกทำงานหนังสือ ผมลงมือเอง เพราะคนอื่นเขาทำไม่ถูกใจ พื้นสีแดงเข้มผมขัดด้วยมือผมเอง คนอื่น มันไม่ตั้งใจทำจริง ต้องไปทำเอง ต้องไปบังคับให้ทำ มันทำลวก ๆ ไม่ได้ ถ้าผนังมีรูนิดเดียว แม้แต่เท่าเม็ดข้าวสารก็ไม่ได้ ปลวกมันจะขึ้นมาได้ จึงต้องไปดูแลหลายอย่าง ผมเคยมีเครื่องมือช่างไม้ประจำตัวชุดหนึ่ง เดี๋ยวนี้สูญหายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้ คือแยกจากเครื่องมือของส่วนรวม เวลาค่ำคืนใช้ได้สะดวก ผมเห็นข้อเขียนของอาจารย์เตือนศิษย์หาว่า ทำงานอย่าทุ่มเรื่องเงิน อาจารย์มีประสบการณ์อะไรอยู่เบื้องหลังหรือครับ ๏๏ ก็มันจะเดือดร้อน การดำเนินงานอะไร อย่าทุ่มเทเรื่องเงิน จนหลับหู น.316หลับตา จนเกินกำลังของคนทำงาน ถ้าเกินกำลังจะเดือดร้อน จะล้มเหลว มันต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะใช้เงิน เขาให้มา เขาทำบุญมา ใช้ผิด ๆ ถูก ๆ ไม่ได้ เราประหยัดในการที่จะใช้ คิดแล้วคิดอีก ทบทวนแล้ว ทบทวนอีก และทำชนิดที่ค่อยๆ ขยายขึ้นทีละเล็กละน้อย อย่าไปวางแผน การใหญ่ แล้วไปกู้เงินเขามาทำ มันจะล้มเหลว มันจะพินาศ เพราะไม่มี ปัญญาที่จะควบคุมในการใช้ เราไม่เคยทำอะไรถึงกับเป็นหนี้เป็นสินใคร ทำไปตามมีตามได้ ให้เติบโตเรื่อย ๆ ขึ้นไป ขยายออกไปเองตามกำลัง ความสามารถดีกว่า ปลอดภัยกว่า อย่างที่เรามีรถยนต์ตั้ง ๓ คัน มันก็ เป็นรถที่เขาทิ้ง คุณชำนาญคันหนึ่ง หม่อมเจ้าปิยรังสิตคันหนึ่ง แล้วคุณ สาลี่ซื้อเมื่อใช้ในการขนส่งเกี่ยวกับสร้างโรงหนังนี้คันหนึ่ง รถกะบะ คันนั้นแหละ ทั้งหมดเป็นรถที่เขาไม่ใช้แล้ว หยุดใช้แล้ว หม่อมเจ้าปิย- รังสิตท่านพูดอย่างนั้น เอารถมาทิ้งไว้คันหนึ่ง คันโฟล๊คนั่นแหละ แต่ก่อน เคยมาพักที่นี่ ทั้งสามีและภรรยา (ม.จ.วิภาวดีรังสิต) พักที่บ้านคุณนายทวี หลังใหญ่ในเขตอุบาสิกา เป็นแขกพิเศษ เลยให้พักได้ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ชาย อาจารย์มีหลักอย่างไรครับ ที่ให้พักเป็นพิเศษได้ ๏๏ ก็ท่านเป็นแขกพิเศษนี่ มีอะไรบ้างที่จะไม่พิเศษ (เสียงดุ) คือมัน ไม่มีที่ทำอย่างอื่น จะให้ไปพักที่ไหนก็ไม่ได้ อย่างนี้หลักของวินัยก็มีนะ ที่ผ่อนผันเป็นพิเศษก็มี เป็นหลักพุทธศาสนาด้วย อาจารย์ทำไมไม่ให้พักแบบชาวบ้านทั่วไปครับ ๏๏ มันไม่สะดวกบางอย่าง หม่อมเจ้าประเสริฐศรี ชยางกูรมา ก็ให้ พักที่นั่นทั้งครอบครัว ไปพักที่อื่นมันยุ่งตายเลย อาจารย์ครับ ภาพฝันเกี่ยวกับสวนโมกข์เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว กับสภาพ ความเป็นจริงของสวนโมกข์ทุกวันนี้ มันสอดคล้องใกล้เคียง หรือผิดแผก แตกต่างกันแค่ไหนครับ น.317๏๏ ไม่เคยฝัน ไม่เคยคิด ไม่เคยกะแผนการอะไรมากมาย ทำมา อย่างนี้ ทำมาตามสบาย ทำตามความคิดนึกชั่วขณะ มันเริ่มนิดเดียว เท่านั้น ต้องการหาที่ปฏิบัติธรรมเหมาะ ๆ อยู่เรียบ ๆ ง่าย ๆ เพื่อการ ปฏิบัติธรรม เรียกชื่อว่าสวนโมกข์ เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นสถานที่กว้าง ขวางขึ้น ตอนแรกมันหวังอยู่กระต๊อบเล็ก ๆ มันไม่มีภาพตึกอะไรแบบนี้ แต่เหตุการณ์มันบังคับให้ต้องทำ ปรารภประโยชน์ของประชาชน เริ่ม จากสวนโมกข์พุมเรียง แล้วย้ายมาที่นี่ ก็กว้างขวางขึ้น เดินผ่านบ่อย ๆ ดังที่เล่าแล้ว คุยกันไปคุยกันมา ก็เอาแหละ ซื้อ ตรงนี้ไว้ ทั้งที่ยังวุ่นอยู่ที่วัดชยาราม ยังติดพันอยู่ทางนั้น คิดว่าไปตาย เอาดาบหน้า ซื้อไว้ก่อน มันก็ซื้อ คิดซื้อจนได้ ตอนแรกก็ไม่ต้องการ ให้เป็นวัด กลัวจะไม่สะดวก ต้องเกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ ต้องมีบัญชี มีอะไร มันจะอยู่เป็นสำนักเถื่อนก็ไม่ได้ ตอนแรกก็มี ๒ อย่างควบคู่ กันแบบที่เคยเล่าแล้ว เห็นไม่มีใครทำอะไร มันรู้สึกขึ้นเรื่อย ๆ ว่ามีวัด สะดวกกว่า ทางเจ้าคณะจังหวัดก็บอกว่าไม่ได้แล้ว อยู่กัน ๒๐-๓๐ องค์ เป็นวัดเสียดีกว่า เขาก็อะลุ้มอล่วย ให้เป็นวัดได้ง่าย ขอวิสุงคามสีมาก็ ง่าย มันก็ฟลุค ทำงานอะไร ๆ ได้เรื่อยมา เดี๋ยวนี้มีรายจ่ายคิดเดือนละเกือบหมื่นบาท มันก็ฟลุคที่มันทำอยู่ได้ เมื่อแรกจ่ายเดือนละ ๕๐-๖๐ บาท เดี๋ยวนี้ค่ากับข้าวเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ค่าไฟฟ้าขึ้นเป็น ๒-๓ พันบาท เริ่มแรกใช้ไฟหลวงเดือนหนึ่งไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ผมเคยขอร้อง อย่าใช้เลย เตาไฟฟ้า เตารีด หม้อหุงข้าว คงมีคนแอบใช้บ้าง ค่าข้าวสาร ค่าน้ำตาลต่างหาก ค่าก่อสร้างไม่ได้ คิดรวมในนี้ มันก็ฟลุคที่มันมีจ่ายเดือนละเกือบหมื่นบาท มาจากไหนครับ ๏๏ คนนั้นคนนี้ให้ ส่วนมากเป็นคนที่คุ้นเคย เขาให้กันทุกคน ประจำก็มี น.318ไม่ประจำก็มี ตามสบายใจก็มี แล้วคนที่มาทำบุญวัดนี้ทั่ว ๆ ไปก็มี รวม ๆ กันมันก็อยู่ได้ อาจารย์ครับ ที่อาจารย์ใช้เงินชาวบ้านไปแล้วรู้สึกว่าไม่คุ้มค่ามีไหมครับ ๏๏ นึกไม่ออก ที่ใช้เงินอะไรแล้วไม่คุ้ม อ้อ แต่มีอยู่อันหนึ่งที่อาจจะ เรียกได้ว่าใช้ยังไม่คุ้ม หอไตรที่อยู่ใกล้โบสถ์นั่นแหละ กลายเป็นที่อยู่ เล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งใจจะใช้เป็นหอไตรไม่ได้ทำ คล้ายถ้าจะพิสูจน์ให้คุ้มค่า ก็ไม่คุ้ม จะต้องปรับปรุงให้มันคุ้มต่อไป อาจารย์ครับ แล้วที่อาจารย์ฝัน ๆ ไว้แล้ว ไม่สำเร็จก็มีเหมือนกันใช่ไหม ครับ ๏๏ โอ๊ะ เยอะแยะ ลืมหมดแล้ว เคยคิดว่ารูปภาพในโรงหนังควรจะมี ปุ่มกดและมีเสียงพูดออกมาได้ทุกภาพ คือต้องมีเครื่องบันทึกเสียงเล็ก ๆ อยู่ที่ภาพนั้น ๆ ติดประจำรูป พอกดแล้วก็อธิบายออกมา พอสมควรก็หยุด ถ้าคิดจะทำมันก็ทำได้ แต่กลัวจะไม่คุ้ม ใช้เงินไม่คุ้มค่า เคยโฆษณา กันขนาดนั้น พูดให้คุณสาลี่ฟัง แกก็เอาไปโฆษณา แล้วที่จะสร้างอินเดียจำลองก็ไม่สำเร็จใช่ไหมครับ ๏๏ นั่นเป็นอีกอย่างที่ยังคาอยู่ ความคิดยังเหลืออยู่ พื้นที่ด้านนั้นแหละ ทั้งหมด ๖ ไร่ ทำเป็นสวนอินเดียย่อ สร้างสวนอินเดียจำลองเล็ก ๆ แสดง สังเวชนียสถานเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ดูจากข้างบน มองจากด้านที่สูงกว่า มองเห็นได้ว่า อยู่กันอย่างไร ทำเจดีย์ย่อม ๆ ๔-๕ องค์ ขนาดพอเหมาะ เพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ เป็นที่ทำกรรมฐาน ทำวิปัสสนาอะไรก็ได้ แล้วก็ จะทำส่วนที่ต่ำให้เป็นน้ำ เป็นมหาสมุทร เดินดูภาพพุทธประวัติได้ มี ภาพพุทธประวัติติดอยู่รอบ ๆ แนวสวนอินเดีย เดี๋ยวนี้ยังคิดอยู่ ถ้าว่า สะดวกสบายเมื่อไร อาจจะทำต่อก็ได้ ความคิดนี้ไปได้มาจากพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่อินเดีย โบราณวัตถุ น.319เป็นหินทั้งนั้นเลย เขาแสดงไว้กว้างขวาง เป็นสนาม ไม่มีหลังคา มีรั้ว รอบขอบชิด จัดให้ได้เป็นทางเดินแผนก ๆ เป็นยุค ๆ ความคิดเกิดขึ้น เมื่อไปเห็นอันนั้น แต่เราทำไม่ได้แน่ ทำสังเวชนียสถานอย่างเดียวก็ เยอะแยะแล้ว เวลาอาจารย์จะสร้างอะไร ถ้าอาจารย์ดำริ แล้วพอมีคนมารับ จึงได้ทำ ใช่ไหมครับ ๏๏ ต้องพูดขึ้น แล้วก็มีคนมาขอรับช่วย ส่วนที่เหลือเป็นป่าถัดอินเดีย ขึ้นไป จะทำเป็นเขตวิปัสสนา ล้อมกำแพงรอบ แล้วบางทีจะคิดเป็นฝ่าย มหายาน ให้เป็นเขตมหายาน พวกมหายานเขาอยากมาอยู่ ความคิดนี้ รู้ไปถึงท่านดาไลลามะ เมื่อตอนท่านมาเยี่ยมสวนโมกข์ ท่านให้พระ ของท่านมาถามว่า ถ้าท่านจะทำ โดยยกกรรมสิทธิ์ให้ท่านได้หรือไม่ เราตอบว่าไม่ได้ กฎหมายเมืองไทย ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น ถ้าเป็น เขตวิปัสสนา ก็ทำกุฏิเล็ก ๆ กำแพงล้อมรอบเลย บางยุค บางสมัย อาจ จะไม่ต้องออกมาบิณฑบาต เรื่องถ้ำเคยเล่าให้ฟังแล้วไม่ใช่หรือ กำลังจะลงมือทำอีกเรื่อง ก็สวนโมกข์สำหรับฝรั่ง ยังไม่รู้จะเรียกอะไรดี ท่านปัญญาเรียกสวน โมกข์นานาชาติ ผมอยากจะเรียกอาศรมนานาชาติ แต่ยังไม่เป็นที่ตกลง ปรารภเหตุที่สวนโมกข์ปัจจุบันนี้ หมาทุกตัวไม่ยอมให้ฝรั่งอยู่ ไม่รู้ เพราะอะไร ไม่ถูกกัน คงเป็นกลิ่นเนย กลิ่นอะไร หมามันได้กลิ่นแต่ไกล จึงไปซื้อสวนมะพร้าวไว้ ฝั่งข้างโน้นของถนน จะทำเป็นสวนวิปัสสนา มีที่พักพอสมควร และที่ปักกลด จะแนะนำให้ฝรั่งใช้กลด แต่ละคนมีกลด จิตใจโปร่งเบาสบายโดยอัตโนมัติ แต่ตอนนี้ฤดูฝน ทำยาก ทำเล่น ๆ ไปก่อน พอถึงฤดูแล้งจะระดมเป็นการใหญ่ ปลูกบ้านเพียงพออาศัย อยู่ได้ ถ้าปลูกบ้านพักมากมันหมดธรรมชาติ ตอนนี้มันก็ร่มรื่น คน น.320หลายคนชอบร่มมะพร้าว ต้องมีฝรั่งด้วยกัน เป็นตัวยืนโรง มีความรู้พอ ส่วนหลักวิชาลึก ๆ เราจะช่วย

ถาม งานทั้งหมดนี้อาจารย์จะทำก่อนที่อาจารย์จะดับหรือครับ

ไม่ได้คิดโว้ย (หัวเราะ) เรื่องนี้ไม่ได้คิด ถ้ามันสนุกเมื่อไรก็ทำ เมื่อนั้น คิดไปเล่น ๆ นึกสนุกขึ้นมาเมื่อไรก็ทำ ถ้าตายแล้วก็ให้ผู้อยู่ข้าง หลังทำต่อไป ถ้าเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ ก็ไม่ทำ ไม่ต้องทำเลยก็ได้ ผมสลัดทิ้ง ได้เหมือนถ่มน้ำลาย ถ้าเป็นคราวที่ไม่ต้องทำ หรือทำไม่ได้ ไม่มีความ ทุกข์แม้แต่นิดเดียว ไม่รู้สึกละอายว่าล้มเหลว ทำไปได้ก็ทำไป เลิกเดี๋ยวนี้ ก็ได้ แล้วแต่อิทัปปัจจยตา สวนโมกข์ที่มีอยู่ก็เลิกได้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็เลิกได้ ถ้ามันต้องเลิก ไม่เดือดร้อน ไม่ทุกข์ใจ ไม่เสียดาย

ถาม ตอนหนุ่ม ๆ อาจารย์คิดจะเลิกสวนโมกข์มาครั้งหนึ่งแล้วใช่ไหมครับ

มันก็ไม่จริงจัง ยังไม่มีเหตุปัจจัยแสดงให้ชัดที่จะต้องเลิก เป็นความ คิดที่จะไปอยู่เป็นฤาษีมุนีโดดเดี่ยว มันสบายกว่านี้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้อง เลิกสวนโมกข์ หรือให้คนอื่นทำ แต่ประโยชน์มันน้อยไป ประโยชน์กับ ประชาชนชาวโลกมันน้อยกว่าอยู่กับหมู่คณะแบบนี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · หนังสือ "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย พระประชา ปสนฺนธมฺโม · เผยแพร่เพื่อการศึกษา