บ้านเกิดและบรรพบุรุษ
ถาม อาจารย์ครับ ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยเล่าประวัติความเป็นมาตั้งแต่ แรกเกิด ชีวิตในครอบครัวตลอดจนบรรพบุรุษด้วยครับ
✦ (ฮึ ๆ หัวเราะดุ ๆ) ผมเกิดที่พุมเรียง (ปัจจุบันเป็นตำบลหนึ่งของ อำเภอไชยา) ปี ๒๔๔๙ บ้านก็เป็นแบบชาวตลาดที่ค้าขายทั่ว ๆ ไป ของสมัยนั้น เป็นเรือนไม้ หลังคามุงจาก สมัยนั้นสังกะสียังมีน้อย โยมหญิง (มารดา) ชื่อเคลื่อน โยมชาย (บิดา) ชื่อเซี้ยง น้องชายของ แก คืออาผม คนหนึ่งชื่อเสี้ยง อีกคนชื่อ อั้น บรรพบุรุษทางฝ่ายโยมชายมาจากเมืองจีน แต่ก๋งเกิดเมืองจีน หรือเมืองไทย ผมไม่ได้ถาม อาจจะเกิดที่นี่ ผมไม่ทันเห็น เล็กเกิน ไป แต่เท่าที่ฟังเล่าน่าจะมาจากเมืองจีน เป็นศิลปิน ช่างเขียนภาพ เอา กระจกเฉย ๆ มาเขียนด้วยสี เป็นรูปสำเร็จ เป็นจีนจากมณฑลฮกเกี้ยน แต่เดิมแซ่โข่วหรือข่อ ออกเสียงแต้จิ๋วเป็นแซ่โค้ว ต่อมามีพระราช บัญญัตินามสกุลในรัชกาลที่ ๖ พวกข้าราชการเขาเปลี่ยนให้เป็น นามสกุล "พานิช" เพราะทำการค้าขาย ดูเหมือนนายอำเภอเขาจะ มาตั้งให้ เพราะตอนนั้นบ้านที่ค้าขายมีแต่บ้านโยม น.34ส่วนทางโยมหญิงเป็นไทย เป็นชาวท่าฉาง แม่เกิดที่นั่น ยาย หรือทวดก็เกิดที่นั่น เตี่ยเกิดพุมเรียง ก๋งและทวดก็มาอยู่พุมเรียงนาน แล้ว เป็นชาวพุมเรียงไป ที่บ้านก็เป็นร้านค้าขาย ถ้าเรียกอย่างสมัยนี้ก็เรียกว่าขาย ของชำ ไม่ใหญ่โตนัก ผมมีพี่น้องด้วยกัน ๓ คน คนสุดท้องเป็น ผู้หญิง เดิมผมชื่อเงื่อม รองลงไปชื่อยี่เกย คือนายธรรมทาส น้อง หญิงชื่อกิมซ้อย แต่งงานออกไปอยู่ทางบ้านดอน ใช้นามสกุลสามีว่า เหมกุล พี่น้องอายุห่างกันสามปีทั้งสองช่วง ฐานะทางบ้านก็ไม่ใช่จะดี หรือจะร่ำรวย ไม่ใช่ว่าจะเหนือคนอื่นเขา พออยู่ได้ พวกเจ้าเมือง พวกคนจีนที่มีเงินทองมีอะไรมากกว่าเราก็มี สังคมสมัยนั้นสังเกตดูก็ไม่ยกย่องคนรวยเท่าไร เขานับถือคน ตระกูลผู้ดีเก่า มักจะเรียกคนพวกนี้โดยมีคำว่าพ่อหรือแม่นำหน้า ตลอดไป แม้จะจนลงมา เขาก็ยังเรียกพ่อนั่นแม่นี่ ลูกออกมาก็ยังพ่อนั้น แม่นี้ เป็นการเรียกให้เกียรติกัน มักจะเป็นพวกที่สืบสายมาจากเจ้าเมือง พวกขุนนาง เขาจะเรียกอย่างนั้นกันมาแม้จะเป็นลูกหลานชั้นปลายแถว อย่างครอบครัวพระยาอรรถกรมมนุตตี บ้านตรงข้ามคนละฟากถนน กับบ้านของผม ก็เป็นผู้ดีเก่าสืบเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองไชยา พระยา ไชยา พระยาชุมพรโน่น เหมือนเจ้าทางเชียงใหม่ ขอให้พ่อเป็นเจ้า ลูกหลานออกมาก็เป็นเจ้าตามไปหมด พุมเรียงก็มีเชื้อสายเจ้าทาง เชียงใหม่ มามีครอบครัวที่นี่ แต่มันขาดตอนไป จึงไม่มีใครถือเป็น เจ้า ไม่มีใครเรียกแล้ว
อิทธิพลฝ่ายมารดา
ถาม อาจารย์ครับ ทางฝ่ายโยมมารดามีอิทธิพลต่ออาจารย์ทางด้านไหนบ้าง
✦ ผมคิดว่าเรื่องประหยัด ถ้าจะให้บอกว่ามีอะไรมาจากโยมหญิง บ้าง เห็นจะเป็นเรื่องประหยัด เรื่องละเอียดลออในการใช้จ่าย เพราะ ว่าถูกสอนให้ประหยัดแม้แต่น้ำที่จะล้างเท้า ห้ามใช้มาก แม้แต่น้ำกิน จะตักมากินนิดหนึ่งแล้วสาดทิ้งไม่ได้ แม้แต่ใช้ฟืนก็ต้องใช้พอดี ไม่ให้ สิ้นเปลือง ถ้ายังติดไม่หมดต้องดับ เก็บเอาไว้ใช้อีก ทุกอย่างที่มัน ประหยัดได้ต้องประหยัด มันมากเหมือนกัน ประหยัดไปได้ทุกวิธี มันก็เลยติดนิสัย มันมองเห็นอยู่เสมอ ไอ้ทางที่จะประหยัดเพื่อประโยชน์ มองเห็นอยู่ว่าต้องทำอย่างไร โยมชายหรือเตี่ยซึ่งเป็นคนจีนกลับไม่ค่อยประหยัด เรื่อย ๆ ปล่อยไปตามธรรมดา โยมหญิงละก็ประหยัดจนถี่ยิบไปหมด ประหยัด แม้กระทั่งเวลา ขึ้นชื่อว่าเวลาต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ เมื่อจะพักผ่อน ก็ไม่ต้องเสียไปเปล่า ๆ ต้องมีอะไรทำไปด้วย ตัวอย่างการประหยัด เช่น อย่างคั้นกะทินี่ ธรรมดาเขาคั้นกัน ๒ ครั้ง เราต้องทำถึง ๓ ครั้ง เพราะว่าต้องเอาไอ้ที่เสร็จจากครั้งที่ ๒ มาตำให้ละเอียดแล้วคั้นอีกที น.36น้ำกะทิยังได้อีกแยะเหลือเกิน โดยมากคนเขาขี้เกียจ เขาทิ้งกัน คั้น ๒ ครั้งจะทิ้ง เราเอามาตำ ๆๆ ๆ แล้วคั้นอีกที น้ำยังขาวจัด แล้ว คั้นอีกทีเป็นครั้งที่ ๔ ประหยัดกันถึงขนาดนี้ ที่บ้านอื่นเขาไม่ประหยัด กันถึงขนาดนี้ ผมติดนิสัยประหยัดเพื่อให้มันใช้น้อย แต่มันก็มีนิสัยประหยัด เพื่ออวดด้วย เพื่ออวดการประหยัดก็มี คือแสดงว่ามีความรู้ในการ ที่จะประหยัด กลายเป็นเรื่องรู้ให้ดีที่สุด แม้ไม่จำเป็นต้องประหยัด ก็จะประหยัดเพื่อให้เห็นว่าทำได้ แต่เดี๋ยวนี้ชักขี้เกียจประหยัด ตอนหลัง ๆ นี่เราไม่ค่อยระวัง เรื่องประหยัด แต่ก่อนพอดีพอร้ายมักทำอะไรเอง ไม่อยากจ้าง ไม่ อยากจ่ายเงิน ใช้สิ่งของเครื่องมือเครื่องไม้ก็ต้องประหยัด เสียก็ซ่อม ไม่ทิ้งทันที บางอย่างเขาทิ้งเราไม่ได้ทิ้ง อย่างตะปูเก่า ๆ นี่ เขามักทิ้ง กัน เราเอามาดัดปรับปรุงไว้ใช้ได้อีก โยมชายนั้นไม่ค่อยได้อยู่บ้าน โยมหญิงอยู่ตลอดเวลา ผมก็สนิท กับโยมหญิงมากกว่า ผมสนิทกับโยมหญิงมากกว่าเพราะต้องเข้า ไปช่วยในครัวด้วย ผมจึงทำครัวเป็นทุกอย่างตามที่โยมหญิงทำเป็น และโยมชายก็ทำเป็นจนเรียกว่าเก่งกว่าผู้หญิงทั่ว ๆ ไป เพราะว่าย่า ทำเป็น เคยทำขาย ทำขนมขายหลาย ๆ อย่าง โยมผู้ชายเลยทำเป็น ทุกอย่าง เมื่อไปอยู่วัด ผมก็ยังไปเป็นผู้นำในการทำครัว เด็กวัดด้วย กันเขาไม่เชื่อว่าเราทำได้ พระเณรเขาก็ไม่เชื่อ เคยพนันกัน โยมผม ทำห่อหมกเป็น เด็กวัดทั้งหลายไม่เชื่อว่าผมทำห่อหมกเป็น เลยพนันกัน ก็เลยแสดงฝีมือให้ดู ไม่มีอะไรที่ทำไม่เป็น ตั้งแต่ที่ง่าย ๆ จนถึงไอ้ที่ ยาก ๆ อย่างห่อหมก หรือแกงเนื้อควายอย่างที่เป็นมาตรฐานของแม่ น.37ครัวชั้นดี เขาทำกันอย่างไรเราก็ทำได้ ก็เลยเปิดสอนให้ทำกับข้าวกันเสียในวัด โดยมากเขาทำไม่ค่อยเป็นกัน การทำอาหารให้อร่อยนั้น มันมีความหมายแห่งศิลปะ โยมชายผมทำเป็นเหมือนผู้หญิง เพราะถูกย่าบังคับ ถูกสถานการณ์บังคับ ผมทำเป็นเพราะโยมหญิงให้ช่วยทำงานในครัวมาตั้งแต่เด็ก ให้ตำเครื่องแกง ให้ขูดมะพร้าว แต่ไอ้ขูดมะพร้าวนี่ โยมไม่ค่อยชอบที่ผมขูด ถ้านายธรรมทาสขูดละก็โยมชอบ เพราะของเขาปั้นนิ่มมือ น้ำกะทิออกมาก เราขูดมันจะหยาบ (หัวเราะในคอ) ไม่ค่อยได้น้ำกะทิ มันได้กากเสียมาก นายธรรมทาสเขาขูดเหมือนคนไม่มีแรง แล้วมันละเอียด น้ำกะทิก็ออกมาง่าย แทบไม่ต้องออกแรงบีบเลย เวลาทำอะไร โยมมักจะตักเตือนให้ทำให้ดีที่สุด ถ้าทำอะไรหยาบๆ มักจะถูกทักท้วง อย่างเรื่องทำอาหารให้อร่อยที่ว่าเป็นศิลปะนี่ ต่อมาผมจับหลักได้ว่ามันจะต้องประกอบด้วย ๓ ส่วนเสมอ คือต้องมีเนื้อหรือผักซึ่งเป็นสิ่งถูกแกง แล้วก็ต้องมีเครื่องแกง ที่จะทำให้สิ่งที่ถูกแกงนั้นมีรสอร่อย แล้วก็ต้องมีน้ำมันคือน้ำกะทิ ที่ทำหน้าที่ละลายเครื่องแกงออกมา แล้วผสานเข้าไปในเนื้อหรือผักที่ถูกแกงนั้น บ้านเรา ส่วนที่เป็นน้ำมันนั้นก็ใช้มะพร้าว ถ้าเป็นหมู่ชนที่เขาไม่รังเกียจเนื้อสัตว์ เขาก็ใช้น้ำมันสัตว์ ไปดูเอาเถอะ ไม่ว่าแกงอะไร จะประกอบด้วย ๓ ส่วนนี้เสมอ แม้แต่ทอดมันซึ่งเป็นของแห้ง มันก็ต้องประกอบด้วยเนื้อ เครื่องแกง แล้วก็น้ำมัน ซึ่งส่วนมากก็เป็นมะพร้าวที่รวมอยู่ในนั้น หรือน้ำมันที่ใช้ทอด ถ้าจะมาเป็นห่อหมก มันก็ยังประกอบด้วย ๓ อย่างนั่นแหละ คือ เนื้อปลา เครื่องแกง แล้วก็น้ำกะทิ เอามาคนกันเข้ากับสิ่งเหล่านั้นแล้วจึงมานึ่ง เป็นเนื้อเละๆ น้ำกะทิจึงจะทำหน้าที่ให้เครื่องแกงกับสิ่งที่ถูกแกงสัมพันธ์กันที่สุด เครื่องแกงจะ น.38ละลายอยู่ในน้ำกะทิ น้ำกะทิมันจะรวมอยู่กับเนื้อ ในบางกรณีที่ทำเป็นของแห้งเลย เช่นที่เขาเอามาพอกไม้แล้วก็ปิ้งจนกลายเป็นของแห้ง บ้านนี้เขาเรียกจันลอน พอปิ้งสุกดีแล้วก็ผ่าเลาะออกมา ถ้าจะให้อร่อยขึ้นไปอีก ก็เอาที่ปิ้งเสร็จแล้วไปหั่นคั่วกับน้ำกะทิข้นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นของเหลว เป็นของเละๆ หรือว่าเป็นของแห้ง มันไม่พ้นไปจากเรื่องของ "๓ ส่วน" นอกจากที่ไม่สมบูรณ์แบบอย่างแกงส้ม แต่บางคราว สำหรับบางคน ก็ยังนิยมใส่กะทิอยู่นั่นเอง สมัยต่อมาเมื่อผมบวชแล้ว บางทีก็ต้องสอนเณร สอนเด็กวัดให้ทำกิน เพราะทำกันไม่เป็น เวลาผมควบคุมให้ทำ บางครั้งโยมชาวบ้านเดินผ่านวัดได้กลิ่นแกง ทนไม่ไหวต้องเข้ามาขอชิมก็มี (หัวเราะลงคอ) แม้แต่ของหวานมันก็ต้องเป็นเรื่องของ ๓ ส่วนเหมือนกัน คือแป้ง น้ำตาล และน้ำมัน แป้งคือสิ่งที่จะถูกกระทำ แล้วก็น้ำตาลปรุงรสให้หวาน แล้วก็น้ำมันคือน้ำกะทิ เป็นเครื่องช่วยให้มัน ขนมส่วนใหญ่ก็ต้องประกอบด้วย ๓ ส่วนนี้ เช่นขนมเปียกอย่างเปียกปูนมันก็ไม่มีอะไรนอกจากแป้ง น้ำตาลและกะทิ เคล้ากัน นี่เป็นหลักใหญ่มาแต่เดิม แล้วจะเติมอะไรลงไปเป็นส่วนแต่งรสนั้นได้อีกที ถ้าเป็นหมู่ประชาชนที่ไม่รังเกียจน้ำมันสัตว์ จะใช้น้ำมันหมูก็ได้ แทนน้ำกะทิ หรืออย่างอินเดียซึ่งเป็นต้นตำรับของเรา เขาก็ใช้นมวัว เดี๋ยวนี้เขาก็ยังมีอยู่ ไอ้ขนมที่ประกอบด้วย ๓ อย่างเป็นหลักแม่บท คือไอ้ที่เราเรียกว่ากะละแม บ้านนี้เขาจะเรียกพญาขนม ผมเข้าใจว่านี่เราถ่ายทอดต้นฉบับมาจากอินเดีย ผมไปพบที่อินเดีย ถามเจ้าของร้านว่ามีมาแต่ครั้งไหน เขาก็ไม่รู้ แต่ว่ามันต้องดึกดำบรรพ์ที่สุด เขาไม่เรียกกะละแม เขาเรียกฮูละวา มีนม แป้ง น้ำตาล กวนเข้ากัน แล้วของเขามันเหนียวกว่าของเรา ใสกว่าด้วย จะตักจะอะไรยุ่งยาก แล้วก็แพง น.39มากด้วย มันคล้ายกับเป็นเนื้อเข้มข้นของสิ่งทั้งปวง ใช้นมเคี่ยวจนข้นแทนกะทิของเรา คำหนึ่งหลายสตางค์ ถ้าคิดเป็นเงินไทย ผมคิดว่านี่เป็นต้นกำเนิดของขนมอาเซียเรา ถ้าเป็นยุโรป เป็นฝรั่ง จะเป็นอีกพวกหนึ่ง มันจะมีไข่เข้ามาเพิ่มในส่วนที่เป็นแป้ง เนยทำหน้าที่แทนน้ำมัน น้ำตาลก็เหมือนกัน เขามีความรู้ที่จะทำไข่ให้เป็นเรื่องเป็นราว มันก็ไม่พ้นเรื่องของ "๓ ส่วน" นี่คุณดูเถอะว่าเลข ๓ มันมีความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร สำหรับอาหารที่จะกินเข้าไป ทั้งของคาวของหวาน ทีนี้เมื่อโปรตุเกสเข้ามาครั้งแรก เขาก็คงรู้จักแต่เค้ก ทีนี้คนไทยคงเอาส่วนผสมของขนมเค้กนี้ มาทำให้เป็นทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ฝรั่งมีบ้าง แต่มันไม่ถึงขั้นนี้ ไม่มากอย่างและไม่อร่อยวิจิตรอย่างนี้ อย่างทองหยิบทองหยอดนี่มันเลยครูอาจารย์ฝรั่งที่มาสอนให้ไปไกล มาถึงตรงนี้ทำให้เรานึกขึ้นมาได้อีกเรื่องหนึ่ง คือเรารู้สึกว่าคนไทยแต่ก่อนนั้น เขาทำอะไรต้องเก่งกว่าครูเสมอ นี่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยที่คนไม่ค่อยรู้สึก อย่างเรื่องแต่งตัว เดิมเราก็รับมาจากอินเดีย ไอ้โจงกระเบนอะไรนี่ เราก็มาทำจนสวยเลอเลิศเป็นแบบไทยเราเอง แกงนี่ก็เหมือนกัน เราก็เอามาจากแขก แต่แกงของแขกน่ะเรากินไม่ค่อยลงหรอก แต่เราก็เอามาทำเสียเป็นแกงเขียวหวาน แกงอะไรต่ออะไร จนแขกก็ต้องหลงไปแหละ (หัวเราะหึๆ) เรื่องอาหารของคาวของหวานนี่เราต่างทำดีกว่าครูทั้งนั้น อย่างแกงเลียงอะไรนี่เรารับมาจากจีน เราก็ทำดีกว่าครู เรื่องกาพย์กลอนนี่ก็ไม่มีชาติไหนจะเท่าเทียมไทยหรอก คือสัมผัสใน แต่เดิมเราคงรับมาจากอินเดีย ก็มีแต่สัมผัสนอก แล้วก็น้อยมาก หรือไม่มีเลย อย่างคาถาปัฐยาวัตร สามัญคาถา หรือฉันท์ต่างๆ สัมผัสของเขามีน้อยมากหรือไม่มีเลย มีแต่การกำหนดจำนวนพยางค์ น.40และเสียงหนักเสียงเบา พอมาถึงเมืองไทย เราปรุงกันเสียวิเศษ มีทั้งสัมผัสใน สัมผัสนอก โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนนี่เป็นเรื่องที่กินใจมากที่สุด รับมาจากจีนก็ดี จากอินเดียก็ดี เราเคยทำดีกว่าครูเสมอ อย่างโคลงกลอนของฝรั่ง เมื่อเทียบกันแล้ว มันสู้กันไม่ได้ ดนตรีก็เหมือนกัน พอมาถึงมือคนไทยมันดีกว่าเก่าแน่ๆ จะเข้มันดีกว่าขิมเยอะแยะ (หัวเราะหึๆ) การร้องเพลงก็เหมือนกัน เพลงของไทยนี่ไม่มีชาติไหนจะกินได้ เรื่องนี้ต้องเคยศึกษาเรื่องเพลงถึงจะรู้ความจริงข้อนี้ ผมหลงใหลเรื่องเพลงมาแต่ไหนแต่ไร แต่ไม่มีโอกาสทางนี้ แต่ก็พอรู้เรื่องบ้าง อย่างความเป็นดนตรีของเพลงไทยนั้น มันขยายซับซ้อนเป็นเพลง ๒ ชั้น ๓ ชั้น ละเอียดอ่อนมาก ไม่มีของชาติไหนทำเหมือนหรอก ทีนี้มาดูพวกรำ พวกละคร มันก็มาจากพวกเต้นกลองยาวของอินเดีย ของแขก เรารับมาแล้วปรับปรุงเรื่อยๆ ขึ้นมา จนแปรสภาพจากเต้นกระโดดพรวดพราดแบบเดิมมาเป็นรำอย่างอ่อนช้อยแช่มช้า อย่างมีลีลาของเราเองอย่างนิ่มนวล จนมาเป็นละครในละครนอก เป็นโขนเป็นอะไรมากมาย ทุกอย่างเราไม่เคยทำอะไรไม่ดีเกินครู ดีเกินครูทุกอย่างแหละ นี่เป็นอัจฉริยภาพของบรรพชนของเรา พวกที่นิยมเอกลักษณ์ไทยควรจะนึกถึงข้อนี้ แต่พวกที่กรุงเทพฯ เขาอาจไม่ยอมรับก็ได้ เพราะเขาไม่รู้จักวิธีที่จะมอง แต่ผมว่าเอกลักษณ์ไทยต้องใส่ลงไปด้วยว่า เราทำอะไรดีกว่าครูเสมอ
อิทธิพลฝ่ายบิดา
ถาม อาจารย์ครับ แล้วโยมบิดามีอิทธิพลหรือถ่ายทอดลักษณะนิสัยบุคลิก- ภาพด้านใดมาถึงอาจารย์บ้าง
✦ มันพูดยาก โยมชายก็มีหัวช่างไม้ ซึ่งผมก็ชอบ ถ้าได้รับการอบรม คงจะดีมาก คือว่าชอบทำมาก หลาย ๆ อย่างที่สวนโมกข์นี่เราทำกัน เอง ทำด้วยมือเอง โยมชายเป็นช่างไม้ เรียกได้ว่าเป็นอาชีพสมัครเล่น คือช่างไม้ต่อเรือ อาชีพหลักคือค้าขาย ซึ่งไม่ใหญ่โตอะไรนัก อาชีพ สมัครเล่นคือช่างไม้ต่อเรือ ต่อเรือลำสุดท้ายผมยังจำได้ว่าไม่ได้ขาย ยังไม่เสร็จ ค้างเติ่งอยู่บนคานที่ต่อ จนผุพังไป ที่ติดมาอีกอย่างคือ โยมชอบแต่งกลอน แต่งโคลง ชอบกวี มีวิญญานกวี ทำให้เราชอบ มีหัวทางนี้ ผมเคยเห็นโยมเขียนแต่งไว้ที่ศาลาป่าช้าที่แกสร้าง ส้วมวัด ที่แกสร้างถวายก็เขียนเป็นโคลงไว้ และชอบแต่งโคลงหยูกยา เราเห็น ในสมุด เราเลยชอบโคลงเหมือนกัน แกแต่งได้ถูกต้องตามแบบฉบับ แต่ไม่ค่อยมีเวลาแต่งนัก เพราะอาชีพมันรัดตัว เรือลำสุดท้ายที่ไม่ เสร็จก็เพราะเหตุนี้ ครั้งสุดท้ายนี่อยากจะมีสวนมะพร้าว แล้วก็ทำ สวนมะพร้าวไม่สำเร็จ ป่วยลงเสียก่อน แล้วป่วยกระเสาะกระแสะมา น.42จนกระทั่งตาย อาก็เหมือนกัน ที่ชื่อเสี้ยง มีหัวแต่งโคลงแต่งกาพย์ ชอบแต่งล้อไสยศาสตร์ คุณไปเปิดดูเถอะในหนังสือพิมพ์พุทธศาสนา เล่มแรก ๆ มันมีนามปากกาว่า "ท่านางสังข์" แต่งล้อไสยศาสตร์ละก็ คนนี้แหละ เป็นกาพย์ยานีเสียโดยมาก แต่อาไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ไปบวชอยู่กรุงเทพฯ บวชไม่นานนัก ได้เป็นใบฎีกาของเจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา บวชไม่กี่ปีแล้วก็สึก มา เป็นผู้จัดการเดินเรือที่เขาเรียกหลงจู๊ เป็นเรือกลไฟของพระยาวจีสัตยา- รักษ์ ต้นตระกูลศรียาภัย ท่านผู้นี้มีเรือกลไฟเดินระหว่างกรุงเทพฯถึง สิงคโปร์ อาเป็นผู้จัดการฝ่ายสินค้าฝ่ายระวาง เรียกหลงจู๊ ต่อมาเจ้าของ บริษัทซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพล เขาก็ขอลูกสาวคนที่มีทรัพย์สมบัติ มีเกียรติ มีอะไรที่ชุมพรให้เป็นภรรยา เลยติดอยู่ชุมพร เลยมีญาติกลุ่มหนึ่งอยู่ ที่ชุมพรจนเดี๋ยวนี้ เป็นรุ่นลูกของอา มีลูกหลานหลายคน ลูกชายไม่ต่ำ กว่า ๕ คน อีกกลุ่มยังคงอยู่ที่พุมเรียงต่อมา ส่วนอาอีกคนอยู่แถวพุมเรียงเหมือนกัน ไม่มีลูกชาย มีลูกหญิง คนเดียว อาคนนี้ตายตั้งแต่ยังค่อนข้างหนุ่มมาก เดินเรือซื้อของที่ กรุงเทพฯมาขาย มีอยู่เที่ยวหนึ่งเป็นไทฟอยด์ตาย แต่เขาว่ากันว่า เป็นอหิวาต์ ตายระหว่างที่อยู่ในเรือแถวอำเภอสวี (ชุมพร) นายท้าย เรือเขาบอกว่าเอาขึ้นฝังไว้ตรงนั้น ทีนี้อาคนที่อยู่ชุมพรไปขุดศพเผา ที่นั่น แล้วเอากระดูกมาทำบุญที่นี่ แกอายุสั้น ยังไม่มีบทบาทอะไร แต่ตามที่เขาเล่า เขาว่าแกเป็นศิลปินเหมือนกัน ชอบร้องเพลง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ไปอบรมศึกษา ก็ร้องเพลงไทยเดิมโบราณได้โดยง่าย ที่เขา เรียกกันว่าสวดพระมาลัยหน้าศพก็ร้องได้ สมัยนั้นอาจารย์ใช้สรรพนามเรียกโยมว่าอย่างไร ๑๐ เด็ก ๆ ก็เรียกพ่อว่าเตี่ย เรียกแม่ว่าแม่ เด็กที่มีเชื้อจีนอยู่บ้าง ล้วนถูก น.43ปลูกฝังให้เรียกพ่อว่าเตี่ยกันทั้งนั้น ชั้นลูกจีนก็เรียกพ่อว่าเตี่ย ชั้นหลาน จีนก็ยังเรียกเตี่ย ชั้นเหลนจีนก็ยังเรียกเตี่ย บิดาของพระยาอรรถกรมฯ บ้านตรงข้ามเราก็ถูกสอนให้เรียกว่าเตี่ย พระยาอรรถกรมฯเองก็เรียก บิดาว่าเตี่ย เพราะว่ามีเชื้อจีน สมัยนั้นเด็ก ๆ เขาไม่อายที่มีเชื้อจีน ไม่รู้สึกว่าเป็นปมด้อยอะไร ที่บ้าน สมัยพ่อยังอยู่ เตี่ยยังอยู่ก็ทำพิธีตรุษจีน สารทจีน เมื่อ เตี่ยไม่มีแล้ว โยมผู้หญิงแกก็เฉยเสีย แต่ก็ยังทำเป็นที่ระลึก พอถึง เทศกาลก็ยังทำขนมอย่างที่เคยทำตอนตรุษสารท ใส่บาตรบ้าง แจก เพื่อนบ้านบ้าง กินเองบ้าง โดยเฉพาะที่เรียกว่าขนมเทียนไส้หมู ผม รู้สึกว่าไม่มีใครทำดีกว่าโยม และผมรู้ด้วยว่าทำไมมันถึงดีที่สุด เพราะ โยมทำไม่เหมือนคนอื่น ต้องไปเอาใบที่เขาเรียกว่าต้นป่าน ผมก็เคย ถูกใช้ให้ไปขอเก็บจากข้างบ้าน เอามาตำ ๆๆๆ แล้วคั้นเอาน้ำเขียว ๆ เอาไปเคล้ากับแป้งที่เขาเอามาทำขนมเทียนไส้หมู ฉะนั้นเมื่อนึ่งสุกแล้ว กลิ่นก็แปลก รสก็แปลกเป็นพิเศษ เพราะมันมีกลิ่นรสของใบป่าน นั้น ไม่ค่อยพบว่ามีใครเคยทำ ในหลาย ๆ สิบบ้านก็จะมีสักบ้านสองบ้าน โดยมากเขาทำแต่แป้งเฉย ๆ ถ้าใส่น้ำใบป่านคั้น สีจะออกคล้ำ ๆ เขียว ๆ ดำ ๆ เราจึงจำได้ติดใจสนิทใจ ว่าไม่เคยกินไอ้ขนมแบบนี้ของใครอร่อย เท่าของโยม แกก็ทำตามแบบฉบับที่คนรุ่นก่อน ๆ เขาทำกันต่อ ๆ กันมา แต่คนอื่นเขาคงขี้เกียจ เพราะมันยุ่งยาก ไม่อยากทำกัน
ถาม อาจารย์ครับ อย่างโยมชายพูดจีนไหมครับ เวลาอยู่บ้าน แล้วแกไป เรียนหนังสือที่ไหนจึงแต่งโคลงกลอนได้
✦ โยมชายพูดจีนได้น้อย บางคำเท่านั้น อาพูดได้มากกว่า เพราะมี เรื่องให้ต้องติดต่อกับจีน เดินเรือไปมาค้าขายกรุงเทพฯสิงคโปร์ ส่วน ภาษาไทยนั้นก็เรียนสมัยเป็นเด็กวัด เรียนที่วัด แต่งโคลงกลอนก็ดู น.44ตัวอย่างเอา ไม่ได้เข้าโรงเรียน ไม่ได้เรียนในโรงเรียน บางทีอาจจะ เป็นอา คือน้องชายของแกได้เล่าได้เรียน รู้เรื่องอย่างนี้บ้าง เลยแลก เปลี่ยนความรู้กัน พบปะกัน ติดต่อกันทางจดหมายก็เสมอ ๆ ถ้ามีอะไร ที่แปลกใหม่ทันสมัย อาที่อยู่กรุงเทพฯก็จะเขียนจดหมายมาเล่าให้โยม ทางนี้รู้เรื่อง เป็นการศึกษาไปในตัว เรื่องนั้น เรื่องนี้ เรื่องโน้น เรื่อง หยูกเรื่องยาด้วย ทีนี้มีปู่คนหนึ่งเป็นพี่ชายของย่า บวชอยู่ที่วัดใหม่พุมเรียง เป็น สมภารจนตาย ปู่คนนี้เขาสนใจเรื่องหยูกเรื่องยาแผนโบราณ เลยถ่าย ทอดมาที่โยมผู้ชาย โยมชอบทำยาแผนโบราณ ใครเขาพิมพ์หนังสือ เป็นเล่ม ๆ ออกมาเกี่ยวกับยาแผนโบราณ แกก็สนใจซื้อมาศึกษา ประกอบความรู้ที่มีอยู่สมัยเคยเป็นเด็กวัด จึงสามารถทำยาขายได้ ทำยาเม็ดแบบโบราณตามตำรา เป็นครั้งแรกที่มีการทำยาเป็นเม็ด ๆ ขาย สั่งพิมพ์กระดาษฉลากจากกรุงเทพฯ สมัยนั้นยามันถูกมาก ๓ สตางค์ ๕ สตางค์ ๑๐ สตางค์เท่านั้น ที่เป็นน้ำใส่ขวดไม่ค่อยมี มี น้อยมาก มีขนานหนึ่งที่มีชื่อเสียง ที่เด็กกินแล้วสบาย เรียกภาษา บ้านนี้ว่าตานขโมย เด็กผอมแห้ง พุงโร ก้นปอด ยาขนานนี้ต้องละลาย กับเหล้า เด็กกินเข้าไปแล้วก็รู้สึกมึน หูแดง ยานี่ปรากฏว่ามีผลแพร่ หลาย คนรู้จักกันมากแถบนี้ ผมก็เคยกิน ถูกบังคับให้กิน แต่ไม่ชอบ กินกลิ่นแบบนั้น สูตรมันซับซ้อน ใช้ตัวยาหลาย ๑๐ อย่าง ไอ้ส่วนผสมพิเศษมันอยู่ ที่พาดไฉน แรงเหมือนโล่ติ๊น หรืออาจจะเป็นอันเดียวกับโล่ติ๊นก็ไม่ ทราบ มันคล้ายกันมาก เป็นของร้อน ร้อนมาก ร้อนอย่างยิ่ง แต่ว่า ไม่ได้กินอันนั้นเข้าไปตรง ๆ มันผสมกับของอื่นมาก แล้วทำเป็นเม็ด ละลายเหล้ากิน ไอ้รากพาดไฉนนี่มันมีพิษ เอามาตำ ๆ ๆ ๆ แช่น้ำ เอา น.45น้ำราดในคลอง ปลาตายเป็นแถวเลย ประหลาดมาก ถ้าเป็นหนองยิ่งง่าย เอารากพาดไฉนนิดหน่อยเท่านั้นไปตำให้แหลก แช่น้ำ เอาน้ำนั้นสาดลงไป ปลาตายหมดทั้งหนองเลย คนรู้จักกันคนหนึ่งเขาคั้นน้ำเอาไปเบื่อปลา เล็บกับมือไม่ได้ล้าง ไปฉีกหอยฉีกปูให้เป็ดกิน เป็ดตายหมดเลย พาดไฉนเป็นเถาวัลย์ ใบเล็กมาก มีเยื่อหนาๆ หุ้มรากมีแกนเล็กๆ อยู่ข้างใน ยาขนานนี้ชื่อว่ายาไฟอาวุธ ผมยังจำได้ว่ามีคนซื้อยาขนานนี้มากที่สุด แก้อะไรได้สารพัดอย่าง แต่ว่าที่ได้ผลมากนี่เป็นโรคเด็กพุงโรผอมแห้ง อาที่อยู่ชุมพรก็มีความรู้เรื่องนี้บ้างเหมือนกัน เพราะว่าเคยอยู่วัดเดียวกับปู่ที่ทำยาตามแผนโบราณ น.46บรรยากาศในครอบครัวบางแง่บางมุม
ถาม อาจารย์ครับ บรรยากาศในบ้านของอาจารย์มีเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์หรือเปล่าครับ เช่นเคล็ดเชื่อโชคลางเกี่ยวกับการค้าขาย
✦ สังเกตเห็นได้ว่ามีบ้าง ไม่มากนัก ตามธรรมเนียมตามประเพณีมากกว่า แต่ไม่ค่อยเห็นทำจริงๆ จัง ๆ เช่นวันสงกรานต์มีบูชาท้าวสงกรานต์ ตามธรรมเนียมที่เขาทำกันทุกบ้าน โดยจุดธูปเทียนขึ้นไว้บนหลังประตู แล้วโยมก็เรียกเด็กๆ มานั่งดูนั่งไหว้ ต้อนรับท้าวสงกรานต์ นี้มันเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล เป็นเรื่องทำตามประเพณี โยมผู้หญิงก็เป็นคนที่ไม่อยากจะคิดอะไรมาก ประเพณีที่ทำกันอยู่ก็ทำ แต่โดยจิตใจไม่ได้เชื่อมั่น คงจะคิดว่าทำดีกว่าไม่ทำ แม้ว่าโยมจะชื่อว่านับถือพุทธศาสนา แต่ว่ามันมีความเชื่ออย่างนี้ติดมาแต่ก่อน โยมพ่อไม่สนใจเรื่องอย่างนี้ คงจะไม่เชื่อด้วย เรื่องโชคลางเกี่ยวกับการค้าขาย เช่น นางกวัก กุมารทอง อะไรนี่ไม่มีเลย ศาลพระภูมิก็ไม่มี เพราะไม่มีที่ตั้ง เมื่อกล้วยมันบังเอิญเจาะทะลุมาออกปลีกลางต้น สีขาวเหมือนดอกบัว โยมก็ยังทำตามประเพณี เพื่อไม่ให้เป็นเรื่องโชคร้าย โดยเอาธูปเทียนดอกไม้ไปวางไว้ที่ตรงนั้น แล้วจะว่าอย่างไร ผมก็ไม่ทราบ
บรรยากาศในครอบครัวบางแง่บางมุม
ถาม อาจารย์ครับ บรรยากาศการถือผีในสังคมสมัยนั้นเป็นอย่างไรครับ ชาวบ้านเขายังเชื่อกันอย่างนั้นหรือเปล่า
✦ ก็ยังเชื่อกันอยู่ส่วนมาก ในหมู่บ้านพุมเรียงนั้นมีคนเข้าทรง แต่ไม่ใช่ทรงเจ้าอย่างเดี๋ยวนี้ เป็นเรื่องทรงแม่ศรี ทรงร้องเพลง ร้องรำกัน สรุปความว่ามีความเชื่อในทางไสยศาสตร์อยู่ส่วนหนึ่ง ตามธรรมเนียมที่เขาเป็นๆ กันโดยมาก
ถาม อาจารย์ครับ ตอนเด็กๆ อาจารย์เชื่อไหมครับว่าวันตายายนี่ ผีปู่ย่าตายายจะมาเยี่ยมจริงๆ
✦ ไม่เคยคิด แต่ว่าต้องพูดไปตามเขา คนโดยมากเกือบทั้งหมดคงไม่ได้เชื่อ แต่ว่าทำไปตามประเพณี ผมว่าส่วนน้อยที่จะเชื่อจริงๆ จังๆ แต่ว่ามันเป็นความกลัวตามธรรมเนียมประเพณี ที่ว่าถ้าไม่ทำจะโชคร้าย ความเสียหายจะตามมา
ถาม โยมทั้งสองไปวัดในวันพระและวันสำคัญทางศาสนาหรือเปล่าครับ
✦ โยมผู้หญิงไปบ้าง โดยเฉพาะตอนเป็นผู้เฒ่าแล้วไปประจำ โยมผู้ชายไม่ได้ไปเลย วันสำคัญทางศาสนาตอนผมยังเล็กๆ ก็ยังไม่มีอะไรมาก เป็นเรื่องสนุกของเด็กๆ ถ้ามี ก็งานแห่พระพุทธรูปตอนออกพรรษานั่นแหละใหญ่โตอึกทึกกันมากหน่อย
ถาม โยมผู้ชายของอาจารย์บวชนานเท่าไรครับ
✦ ผมไม่ทราบ แต่ประมาณว่าราวพรรษาเดียว
ถาม เวลาเด็กๆ อาจารย์เชื่อผีหรือเปล่า มีใครขู่ไหมครับว่าผีจะหลอก
✦ เหมือนเด็กๆ ทั่วไป เชื่อกันตามประสาเด็กๆ ไม่มีผู้ใหญ่มาขู่ มีแต่เด็กๆ หลอกกันเอง ผมเป็นคนทะลึ่งไม่กลัวผี เราแสดงตัวเป็นผู้ไม่กลัวผี ไม่เชื่อผี ตั้งแต่เป็นเด็กวัยรุ่น แถบบ้านเมืองนี้ ทางสุราษฎร์ น.48ไชยานี่ เรื่องผีมีน้อยไม่เหมือนทางภาคอีสาน แถวนี้คนเชื่อเรื่องผีน้อยมาก
ถาม การต่อต้านไสยศาสตร์นี่อาจารย์ได้อิทธิพลจากอาโดยตรงหรือเปล่า
✦ ไม่ได้ต่อต้านอะไร เพียงแต่ล้อเล่นเท่านั้น อาเป็นคนนำ เป็นผู้นำ
ถาม โยมผู้ชายดื่มเหล้าสูบบุหรี่ไหมครับ
✦ ไม่มีเลย ตอนตรุษจีนก็มีการเลี้ยงเหล้าเพื่อนฝูง เลี้ยงเหล้าชาวบ้าน แต่โยมไม่เคย แม้แต่จิบ เล่นการพนันก็ไม่มี มีแต่การเล่นหมากรุกบ้าง
ถาม อาจารย์ครับ อย่างหน้าที่อบรมสั่งสอนเป็นเรื่องของพ่อหรือแม่ครับ
✦ โอ้ ถามอย่างนี้มันไม่ถูก มันเป็นเรื่องช่วยกัน แม่กวดขันไปทาง พ่อกวดขันไปทาง โยมผู้หญิงจะว่าไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีทั่วๆ ไป โยมผู้ชายไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยเอ่ยปาก เรื่องรู้บุญคุณคน โยมผู้หญิงคอยเตือนอยู่บ่อย เป็นธรรมเนียมประเพณีที่ต้องดูแลเด็กๆ ให้เป็นอย่างนั้น ตามแบบที่เขาทำกันอยู่ นึกไม่ออกว่ามีคุณธรรมข้อไหนถูกเน้นเป็นพิเศษ
ถาม การสั่งสอนนี่ โยมใช้เทศนาโวหารอธิบายหรือเปล่าครับ อย่างอาจารย์เคยถูกตีบ้างไหม
✦ (หัวเราะ) โอ้ย ถูกตีบ่อยตามธรรมเนียม โยมผู้หญิงตีมาก โยมผู้ชายเกือบจะไม่ได้ตีเลย ตีด้วยก้านมะยม ไม้เป็นลำเป็นหวายไม่เคยโดน ถ้าทะเลาะกับน้องตีทั้ง ๒ ฝ่าย ต้องรับผิดชอบทั้ง ๒ ฝ่าย แม้จะถามทีหลังก็ไม่ค่อยสำคัญนัก
ถาม ถึงขั้นร้องไห้ไหมครับ
✦ มันก็เป็นธรรมดา เพราะว่าถ้าไม่ร้องไห้เขาตีไม่หยุด (ฮีๆๆๆ) น.49ถ้าร้องไห้ก็ต้องหยุด โยมผู้หญิงก็ไม่ได้เป็นคนโทสะจริต ไม่ได้ตีด้วยโทสะ เรื่องที่ถูกตีบ่อยที่สุดก็เรื่องเอะอะๆ ทะเลาะกันพี่ๆ น้องๆ การลงโทษการตีรู้สึกเหมือนกับการทำตามธรรมเนียม ให้เป็นระเบียบ รักษาระเบียบ การสั่งสอนก็ไม่ได้เทศนาอธิบายอะไร บอกว่ามันผิด แล้วก็มาตีๆๆ (ฮะ ฮะ) ไม่ได้สอนอย่างเทศน์ อย่างเหตุผลแบบพระเทศน์
ถาม ตอนเด็กๆ อาจารย์แข็งแรงหรือว่าเป็นคนขี้โรคครับ
✦ ค่อนข้างจะอ่อนแอไม่แข็งแรงนัก ไม่ได้แข็งแรง ไม่ได้ล่ำสัน แต่ก็ไม่ได้ผอมก๋องนะ ตอนบวชแล้วค่อยแข็งแรงขึ้น
ถาม การอบรมสั่งสอนที่โรงเรียนมีอะไรมาประทับใจมากหรือไม่ครับ
✦ นึกไม่ออก รู้แต่ว่าทำไปตามระเบียบ ทำไปตามธรรมเนียม
ถาม อาจารย์ถูกตีบ่อย แสดงว่าเด็กๆ คงซนเหมือนกัน
✦ มันก็ไม่เกี่ยวกับซนอะไร เพียงแต่ว่ามีเรื่องจุกจิกกันระหว่างพี่น้องดูจะมากกว่าอย่างอื่น เล่นกันแล้วก็กลายเป็นทะเลาะกัน ดูจะมากกว่าเรื่องอื่น มีคำว่าแหย่น้องๆๆ ถูกตีมากเรื่องนี้ เมื่อน้องไปฟ้องหรือน้องร้อง รวมความแล้วไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอกเรื่องตอนเด็กๆ
ถาม แต่สมัยใหม่เขาถือว่าวัยเด็กมีอิทธิพลมหาศาลต่อชีวิตตอนต่อมา
✦ ก็อาจจะเป็นได้ แต่ผมไม่ได้สนใจ แล้วก็ลืมเสียมาก น.50ชีวิตเด็กวัด ชีวิตเด็กวัดเป็นอย่างไรบ้างครับ พูดได้ว่าเด็กวัดทุกคนมีความรู้เรื่องยา เช่นถ้าบอกว่ายากระทุ้ง แล้วทุกคนรู้จัก เพราะถูกใช้ไปเก็บอยู่เสมอ วัดนั้นผมเป็นเด็กก็เคยอยู่ ผมจำได้ว่ายากระทุ้งที่อาจารย์สั่งใช้ให้ไปเก็บเพื่อต้มให้เขาไปมีอะไร บ้าง รากหมาก รากมะพร้าว รากมะปราง รากวัลย์ยอ บางทีก็มี แปลกอะไรบ้าง เช่นรากสะเดา อาจารย์ผมที่สอน ก ข ก กา ให้ ท่านทำยาอย่างนี้ เป็นพระใครมาขอก็ได้ ยาที่ทำไว้ก็มี จัดให้ใหม่ก็มี จดให้ไปก็ มี อันดับแรกสุดนี้ ต้องกินยากระทุ้ง แรก ๆ เป็นไข้กินยากระทุ้ง เป็นยาเย็นคล้าย ๆ กระทุ้งให้ไข้มันถึงที่สุดเร็ว ๆ ทีนี้พวกเราเด็กวัด ก็ช่วยกันทำ ช่วยกันบด ช่วยกันขยี้ อีกอย่างเรียกว่ายาเขียว ยาเขียว สารพัด ยาเขียวครอบจักรวาล น่าหัว ถ้าเด็กคนไหนทำผิด บางทีก็ถูก ใช้ให้ไปเก็บใบไม้เขียว ๆ มา อย่าเอาที่คัน อย่าเอาที่มีพิษ นอกนั้น เก็บหมดแหละ ถ้าเป็นใบไม้สีเขียว เอามาตากไว้เต็มนอกชาน พอแห้ง มันกรอบ เราก็บดยัดใส่ขวด ใครเป็นไข้ก็กินเข้าไป มันก็ถูกหลัก
ชีวิตเด็กวัด
น.51เพราะยาเขียวมันมีความเย็นของสารสีเขียว มันก็ระงับความร้อน เดี๋ยวนี้ผมเชื่อ ใบไม้สีเขียวกินเข้าไปเถอะ มันระงับความร้อนได้ ระงับการเกิดแก๊สในกระเพาะ ถ้าจะให้ดีก็เอามาละลายน้ำและพ่นหรือ ทาตัวด้วย จนตัวเขียวตัวเลอะ ยาเขียวนี้มีขมน้อย ๆ เพราะว่าใบไม้มันมี หลายชนิด บางชนิดก็ขมบ้าง เด็กเล็กกินได้ ละลายน้ำกินเข้าไป หรือ ละลายน้ำพ่นก็ได้ ส่วนยาที่มันยาก มันมีเทคนิคของมัน มันมีนั่นมีนี่เท่านั้นเท่านี้ ต้องชั่งตวงเอาก็มี อย่างน้อยมีสี่ห้าขนานที่ชาวบ้านมาขอ แล้วให้ไป ได้ทันทีเมื่อมีคนไข้ไปหา อาจารย์สมภารวัดสามสี่วัดในพุมเรียง เขา ต้องมีวิชาพวกนี้อยู่ ดึกดื่นแค่ไหนก็ตาม ถ้ามีคนมาตามว่าคนนั้น คนนี้เป็นนั่นเป็นนี่ อาจารย์ก็ต้องไป แม้ดึกดื่น อาจารย์สมัยนั้นเป็น อย่างนั้น ดึก ๆ ก็ไปช่วยแก้ไขกันตามเรื่อง จนกว่าจะไว้ใจได้ ทุเลา แล้วจึงกลับมาวัด บางทีกว่าจะกลับมันก็สว่าง มันก็เพาะนิสัยเห็นแก่ ผู้อื่น อดทนอดกลั้นได้ ไม่รังเกียจ ไม่เห็นแก่หลับแก่นอน คนก็ผูกพัน รักใคร่นับถือ ถ้าวัดมีธุระอะไร ก็ช่วยกันเต็มวัด อย่างยากระทุ้งนี่ เด็กวัดไปหามาให้อาจารย์ต้ม แล้วเอาไปให้ ถึงบ้านทายก เด็ก ๆ ป่วย ได้เพียงยาหม้อแรกก็หาย ถ้ากินยานี้แล้ววัน หนึ่งยังไม่หาย อาจารย์ถึงจะไปพิจารณา ต้มยาหม้ออื่นอย่างอื่นที่มี อะไรแปลกออกไป แล้วมันก็ค่อยๆ หาย ไม่หายมันก็ตาย แบบโบราณ มันก็อย่างนี้ มันไม่วิเศษนัก ถ้าผิดพลาด มันเกินกำลังของยามันก็ตาย แต่ส่วนมากมันหาย หมออื่นนอกจากพระก็มีบ้าง เป็นหมอจรมา หมอจีน หมอญวน หมอแขก พวกนี้ส่วนมากมารักษาโรคเรื้อรัง มาช่วยกันรักษาหาย บ้างตายบ้าง ตามแบบโบราณ พี่ผมก็ตาย โยมบอกว่าเป็นผู้ชายตายแต่ น.52เล็ก น้องสุดท้ายก็ตาย คนนี้ผมยังได้ทันเห็น คงจะคลอดไม่ครบ กำหนด แต่เป็นตัวคนแล้วออกมาไม่กี่ชั่วโมงก็ตาย เป็นการแพทย์ที่ดี ที่สุดตามที่เขาทำกันตามธรรมเนียม เรื่องที่สะอาดไม่พอ และข้อ ผิดพลาดอื่น ๆ คงมีบ้างที่ทำให้เด็ก ๆ ต้องตายไป คนจึงไม่มาก ไม่ต้อง คุมกำเนิด ความรู้เรื่องสมุนไพร เรื่องยาโบราณนี่ ผมได้มาจากทั้งทาง บ้านและทางวัด อย่างเด็กวัดทุกคนจะรู้ ถ้าไปถูกบุ้งที่คลานอยู่ตาม ใบไม้ ขนยาวสีเหลือง พอถูกไม่ต้องถาม ควักขี้มูกมาถู ๆๆๆ มันก็ หาย ดีกว่ายาหม่องยาอะไรที่ใช้กันสมัยนี้ นี่มันทำให้เราคิด โอ้ นี่ พระเจ้าหรือธรรมชาติเขาให้มาคู่กัน แล้วเราไม่รู้เอง เขาให้มาครบ แต่เรารู้ไม่ถึง ๑๐เปอร์เซนต์ ไม่น่าเชื่อ ฟังดูแล้วตลก ควักขี้มูกขี้หูก็ คงได้ ควักออกมาแล้ว ก็ถูไปตรงที่ถูกบุ้งร่าน มันน่าหัว(หัวเราะหึ ๆ) ถ้าคิดแบบฝรั่งเขาคงกลัว เขาคงจะต้องไปหายาหรือไปโรงพยาบาลก็ ไม่แน่ พวกฤๅษีมุนีแต่ก่อนเขารู้เรื่องอย่างนี้มาก เขาก็บอก ๆ กันต่อมา มันต้องช่วยตัวเองเมื่ออยู่ป่า เดี๋ยวนี้คนเราเลิกสนใจความรู้พวกนี้ ก็ ทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่รู้จักธรรมชาติ บางอย่างเด็ก ๆควรรู้ เช่น บุก คล้าย ๆ บอนที่คนแก่ชอบกิน ถ้าเด็กไม่เคยไปกินมันจะกัดปาก มันยางมาก แล้วทำไง ผมยังจำได้ มันต้องกินน้ำตาลหม้อ(น้ำตาลปี๊บ) หายเป็นปลิดทิ้ง ผมก็เคยกินพวก บอนหรืออะไรที่กินแล้วคัน ใช้น้ำตาลหม้อ มันหายทันควัน หรืออย่าง ต่อต่อยนี่ มันคล้ายกับผึ้งต่อยแต่มันร้ายกว่ามาก คล้าย ๆ กับถูกตี ด้วยกระบองจนล้มคว่ำไป พอเอายางมะละกอป้าย มันก็หายเป็น ปลิดทิ้ง มันมีเหตุผล เพราะยางมะละกอมันมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่จะ แก้พิษได้ หรืออย่างที่พรีมีตีฟที่สุด เขาเอาหยากไย่กับควันไฟเหนือ น.53เตาไฟมาพันแผล มันก็หาย มันแอนตี้เซ้ปติด มันป้องกันเชื้อโรคได้ เดี๋ยวนี้ดีกว่านั้นอีก คือใช้ยอดมะร้าง(เสือหมอบ) บิดเอาน้ำจากยอดและ ใบใส่ไปในแผล ดีกว่ายาแดงเสียอีก หรือเป็นแผลน้ำร้อนลวก กรีด เอายางเหลืองออกมาจากต้นทะวา เอายางทาแผลน้ำร้อนลวก แผล ไฟไหม้ก็หายได้ เด็กเป็นหอบหืด เขาใช้ตะขาบมาปิ้งจนกรอบเหลือง บดกับเหล้ากินก็หาย หายกันเป็นส่วนมาก เด็ก ๆ ผอมแห้งพุงโร นัยน์ตาเป็นเกล็ดกระดี่ที่เขาเรียกตาต้อ เขาก็เอาเนื้อตะกวดทาขมิ้น ใส่เกลือย่างไฟให้หอม กินตะกวดตัวหนึ่งก็หาย ผมก็เคยกิน นาย ธรรมทาสเขากินไม่ลง ต้องอาเจียนทุกที แต่ผมกินได้เรื่อย ๆ น่าหัว (หึ ๆ) เขามันเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เกลียดตะกวดกินไม่ได้ ทำให้คล้าย เนื้อไก่ เขาก็ยังรู้ กลิ่นมันบอก กระดูกปลากระเบนเขาก็กินไม่ได้ เราบอกว่าอร่อย เขากินไม่ได้ ไม่รู้สึกอร่อย ความจริงมันก็ไม่ถึง กับอร่อยแต่เรากินได้ แปลก ๆ ประหยัด ทางบ้านเขาเกิดเรามา เขา ก็ไม่มียาอย่างปัจจุบัน เขาก็รอดชีวิตเกิดเรามาได้ เหล่านี้เป็นความรู้ ที่ได้มาจากการอยู่บ้านอยู่วัดในสมัยนั้น วัดมันก็เป็นเหมือนมหา- วิทยาลัยของชาวบ้านนั่นแหละ ผมออกจากบ้านไปอยู่วัดเมื่ออายุ ๘-๙-๑๐ เรียนหนังสือ ก ข ก กา กระทั่ง มูลบทบรรพกิจกันที่วัด อายุ ๑๑ ปีได้เวลาไปโรงเรียน แล้วถึงกลับมาอยู่บ้าน สมัยก่อนมันเป็นธรรมเนียมเด็กชายต้องอยู่วัด กันทั้งนั้น แต่ละวัดมีเด็กเป็นฝูง จะไปอยู่วัดก็มีดอกไม้ธูปเทียนไปฝากตัว เป็นศิษย์พระ ทางวัดเขาก็จะมอบหน้าที่ให้อาจารย์องค์หนึ่งหรือสององค์ ให้คอยดูแลเรื่องอาหารการกิน คอยควบคุมให้เด็กมันได้กินกันเป็น ระเบียบเรียบร้อย แล้วให้มันได้เรียนหนังสือ ได้รับการอบรมอะไร บ้าง ในเรื่องไหว้พระสวดมนต์ เรื่องอุปัฏฐากพระ เป็นเวรผลัด น.54กันตักน้ำ ขาดไม่ได้ ทำสวนครัวริมสระ ยกร่องปลูกมัน ทำกันทั้งนั้น อาหารนั้นข้าวก็ได้จากบิณฑบาต ส่วนแกงนี่ทางบ้านเขาจะส่ง เป็นหม้อเขียว ๆ ของบ้านใครเด็กคนนั้นก็ไปเอามา หม้อแกงจึงมี มาก ข้าวก็พอฉัน แกงก็พอ บ้านพุมเรียง ข้าวปลามันอุดมสมบูรณ์ พระสมัยนั้น นักธรรมก็ยังไม่มีเรียนกัน ส่วนใหญ่ก็นิยมเรียน สวดมนต์ สมาธิก็ได้จากตอนสวดมนต์นั่นแหละ ตอนอื่นไม่เคยเห็นทำ นอกนั้นก็ทำไม้กันมาก เป็นช่างไม้ สร้างกุฏิ กระต๊อบ กระท่อม บ้าน เล็กบ้านน้อย ถ้าวัดไหนไม่มีโบสถ์ก็ช่วยกันสร้าง เด็กวัดมีพิเศษอย่างหนึ่งคือหัดมวย ผมก็ถูกจับตัวหัดทั้ง ๆ ที่ ไม่ชอบ มันคล้ายกับว่าเป็นธรรมเนียม เพื่อนมันก็ยัดเยียดให้หัด บางทีอาจารย์เองก็อยากให้เราได้หัด แนะวิธีให้ เด็ก ๆ ก็สอนกันเอง พุมเรียงนี่มันเมืองนักมวยโบราณ พอจะมีชื่อเสียงอยู่ มวยวัดก็เป็นมวย ชั้นดีอยู่ในกติกา ไม่ทำร้ายกันถึงเลือดตกยางออก พอถึงฤดูแห่พระ ออกพรรษา ก็มีชกมวย ใครอยากชกมวยก็เข้าไปจับคู่ ให้กรรมการจัดให้ ตกลงแล้วก็ชกกัน ชกกันหลายคู่กว่าจะแห่เรือกลับวัด เขาจะหยุด เลี้ยงเพลกันที่ศาลา ๙ ห้อง ทางจากสวนโมกข์เก่าไปบ้านลำไยนั่น แหละ ตรงนั้นมีหนองยาว พอถึงบ่าย ๒ โมง ก็จะเริ่มชกมวยกัน ก่อนนี้ เจ้าเมืองเป็นประธาน ศาลา ๙ ห้องนั้นเจ้าเมืองไชยาเป็นคนสร้าง เราบวชตอนแรกศาลาก็ยังอยู่ การเทศน์ของพระสมัยนั้น ก็มีเทศน์มหาชาติเป็นหลัก แล้วก็ เทศน์อานิสงส์ เรื่องสร้างอะไรได้บุญอย่างไร สร้างโบสถ์ สร้าง ระฆัง สร้างปราสาท สร้างศาลาอย่างนั้น ๆ ได้บุญเท่านั้นเท่านี้ เทศน์สอนธรรมกันอย่างเดี๋ยวนี้ไม่มี เทศน์อีกทีก็เทศน์มหาชาติเลย ชอบกันมาก เพราะว่าได้เงินด้วย สนุกด้วย น.55เรื่องศีลเรื่องธรรมชาวบ้านเขาก็ถือกันพอใช้ แต่ดีกว่าสมัยนี้ พวกไม่ถือก็มี แต่ส่วนมากถ้าเป็นบ้านเป็นเรือนเป็นหลักฐานถือกัน เพราะมันละอายแก่ใจ แต่ที่ไม่ถือก็มีมากเหมือนกัน โดยเฉพาะไอ้สัตว์ ที่เป็นอาหาร อย่างปูปลานี่ อย่างที่บ้านเรา โยมถือเด็ดขาดไม่ฆ่าปูปลา เป็น ๆ มันก็ตกเป็นหน้าที่ของเราต้องเอาปูใส่หม้อต้ม ก็ถือเป็นเรื่อง ของเด็ก ๆ ไป สรุปแล้วความรู้สึกกลัวบาปมีมากกว่าเดี๋ยวนี้มาก คนที่จะทำบาปหรือลักขโมย หรือกินเหล้ายา ไม่ค่อยมี ถึงมีเขาก็ กินกันนิด ๆ ก๋งของผมเป็นช่างต้มเหล้าของนายอากร ที่ผูกการ ต้มเหล้าสำหรับเมืองไชยา ก๋งทำหน้าที่ควบคุมการต้มเรียกว่าไซหู่ มันมีอีกธรรมเนียมหนึ่งที่มีกันทุกวัดทุกวา เป็นการฝึกเด็ก วัดให้เป็นคนเฉลียวฉลาด หรือถ้าพูดอย่างภาษาทางนี้ จะเรียกว่าฝึกให้ เป็นคนหัวหมอก็ได้ เล่นกันในหมู่เด็กวัด รวมทั้งเณรด้วย โดยไม่ต้องให้ มีใครจัดให้ มันจัดกันเอง เฮ่อ ๆๆ(เบา ๆ) มันน่าหัว คือพอมา นั่งรวมกลุ่มกัน ไอ้เด็กคนที่เป็นหัวโจกหน่อย มันก็จะตั้งประเด็นขึ้น เช่น เอ้าวันนี้ เรามาพูดกันเรื่องหุงข้าว ใครจะเล่าก่อน ส่วนมากพวก ที่อาสาก่อนมันก็จะเป็นพวกที่ฉลาดน้อยกว่าคนอื่น มันก็ต้องเล่าวิธี ที่หุงข้าวว่าทำอย่างไร เด็กทั้งหลายก็คอยฟัง ถ้าคนเริ่มต้นมันเป็น คนโง่ ๆ หน่อย มันอาจจะเริ่มต้นว่า "กูก็เอาข้าวสารใส่หม้อ ตั้งบนไฟ” เด็กนอกนั้นมันก็จะชวนกันค้านว่า "มึงยังไม่ได้เข้าไปในครัวสักที จะทำได้ยังไงล่ะ" อย่างนี้เป็นต้น หรืออาจจะมีทางสอดว่า "มึงยังไม่ได้ ก่อไฟสักที" ถ้ามีช่องให้ซักค้านได้มาก ๆ มันก็ต้องให้คนอื่นเป็น คนเล่า เวลาถูกค้านได้ที่ก็จะเฮกันที มันอาจจะละเอียดถึงขั้นว่า ยังไม่ได้เปิดประตูแล้วจะเข้าไปในครัวได้อย่างไร หรือยังไม่ได้หยิบ ขันมันจะตักน้ำได้อย่างไร อย่างนี้เป็นต้น ในที่สุดมันจะต้องได้เล่าถึงขั้น น.56ตอนทุกขั้นตอน จนไม่มีอะไรบกพร่อง เหมือนกับการบรรยายของ นักประพันธ์ละเอียดถี่ยิบไปหมด เพราะคนด้านมันมีมาก มันก็ค้าน ได้มาก มันเป็นการฝึกความละเอียดลออถี่ถ้วน ฝึกการใช้ลอจิก คน ฉลาดมันมักจะเป็นคนเล่าคนหลัง ๆ ที่สามารถเล่าได้ละเอียดโดยไม่มี ใครค้านได้ เรื่องที่เอามาตั้งเป็นหัวข้อมันมีหลายแบบ เรื่องวัฒนธรรม เรื่อง ประเพณี เรื่องชวนหัว เรื่องโกหก ใครเล่าได้ดีก็ถือว่าเก่ง มันไม่เป็น เรื่องหนังสือโดยตรง แต่ว่ามันเป็นเรื่องสร้างความเฉลียวฉลาดแยะ ทีเดียว ถ้าเป็นเด็กที่มันอยู่กับทุ่งนา เรื่องที่จะเอามาเล่า ก็ต้องเป็นเรื่อง เกี่ยวกับการไถนา การร่ำควาย หรือจะไปจำเรื่องมาก็ได้ ไม่ใช่เรื่อง ของตัวเอง แต่ตัวต้องรับผิดชอบในการที่จะเล่าให้มันค้านไม่ได้ เพราะ ฉะนั้นเด็ก ๆ จะเป็นเจ้านิทานกันทั้งนั้น ที่วัดมันมีโอกาส ที่บ้านมัน ไม่มี ก่อนนอนจะเป็นโอกาสพักหนึ่ง แล้วบางทีอาจารย์ก็ช่วยดำเนิน งานให้ด้วยเป็นบางครั้ง แต่ไม่บ่อยนัก เพราะอย่างอาจารย์วัดที่ผมอยู่ แกไม่ค่อยมีเวลา มีงานมาก นิทานเรื่องตาเถนกับยายชีมีไม่รู้กี่สิบต่อกี่สิบเรื่อง บางเรื่องก็เป็น เรื่องสกปรก บางเรื่องก็เป็นเรื่องชวนหัว บางเรื่องก็แสดงเชาว์ มัน เป็นโรงเรียนที่ทำให้คนฉลาด โดยไม่รู้สึกตัว เรื่องผู้หญิงเกือบจะไม่มี กิเลสที่มาล่อเด็กในทางกามารมณ์ไม่ค่อยมี มีแต่เรื่องดีเรื่องเด่นเรื่องดัง ทั้งนั้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วนะ เพราะมันไม่มีเด็กนอนวัดกัน มันขาดตอน เสียแล้ว สมัยนั้นมันอาจจะเหมือนพับลิกสกูล เด็กจะต้องไม่บิดพริ้ว ทำการทำงานตามหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ วิธีบางอย่างที่บ้านมีไม่ได้แต่ ที่วัดมีได้ เช่น นอนสายไม่ได้ ถ้านอนสายถูกเอาน้ำสาด เพื่อนมีสิทธิที่ น.57จะเอาน้ำมาสาดลดลงไปให้เปียกหมด ทีนี้อย่างไรเรียกว่านอนสาย มันก็ต้องบัญญัติขึ้นมาว่า เมื่อไก่ลงจากคอนแล้ว ลงมาอยู่กลางดินแล้ว ยังนอนหลับอยู่ อย่างนี้เรียกว่านอนสาย เอาน้ำสาดได้ ทีนี้ถ้าจะเล่นแกล้งกัน ทำอย่างไร ก็ไล่ไก่ให้ลงก่อน ๒-๓ ตัว แล้วก็เอาน้ำสาดเพื่อน มันเป็นเรื่องฝึกฝนกันหลายด้าน ทั้งความเฉลียว ฉลาด การงาน ความสนุกสนาน สมัยก่อนมีโรงเรียน ถ้าพ่อแม่เขาไม่ได้หวังเอาตัวไปใช้งาน ก็อยู่วัดจนได้บวชเณร บวชพระ แล้วก็อยู่กัน ๓-๔ พรรษา จึงสึก ออกมาครองเรือน แล้วมันยังมีเรื่องพิเศษที่ทำให้พ่อแม่พอใจที่จะให้ ลูกอยู่วัด เพราะมันทำนั่นทำนี่เป็นขึ้นมาหลายอย่าง เช่นทำจักสาน เป็นต้น การข่มเหงรังแกกันมันก็มีน้อยมากเพราะกลัวอาจารย์ น.58เรียนหนังสือกับผจญภัยวัยหนุ่ม
ถาม อาจารย์ครับ อยากให้อาจารย์เล่าเกี่ยวกับชีวิตสมัยเป็นนักเรียนบ้าง
✦ ตอนจะเข้าโรงเรียนก็ออกจากวัดมาอยู่บ้าน เรียนที่วัดเหนือ (โพธาราม) เป็นโรงเรียนแบบใหม่ ที่ปรับปรุงกันในสมัยรัชกาลที่ ๕ โรงเรียนประถมนี่มีกันถึงประถม ๕ ตอนแรกเรียนกันที่หลังกลาง มีกุฏิล้อมรอบ เดี๋ยวนี้ผุพังรื้อทิ้งไปแล้ว แล้วทางวัดเข้ามาสร้างใหม่ ทางหัววัด หลังนี้ยังอยู่ ผมยังได้เรียนที่นั่นบ้าง (เดี๋ยวนี้เป็นที่ทำการ สุขาภิบาลตำบล) แต่เรียนยังไม่จบป.๕ เขาเปลี่ยนเสียก่อน พอจบ ป.๓ ก็มาเรียนม.๑ แต่ย้ายโรงเรียนมาเรียนที่ไชยา จนจบม.๓ ที่นี่ ชื่อโรงเรียนสารภีอุทิศ สมัยนั้นเป็นยุคเริ่มต้นที่เปลี่ยนจากเรียนหนังสือวัดมาเป็นโรงเรียน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่านรับอาสา งานจากในหลวงรัชกาลที่ ๕ ให้พระทั้งหลายทัวประเทศจัดโรงเรียน โดยให้พระองค์หนึ่งสององค์ไปเรียนครูที่วัดบวรนิเวศ กรุงเทพฯ แล้วออกมาเป็นครู ที่พุมเรียงมีคนหนึ่ง ไปอบรมที่กรุงเทพฯกี่วัน กี่เดือนไม่ทราบ แล้วกลับมาเป็นครู ชื่อครูวัลย์ ขณะนี้ตายไปแล้ว
เรียนหนังสือและผจญภัยวัยหนุ่ม
น.59อาจารย์สืบต่อมาคืออาจารย์ทับ สุวรรณ นักเรียนชั้นหนึ่งมี ๒๐-๓๐ คน อาจารย์ครูท่านนี้เป็นคนมีฝีมือ เป็นศิลปินในหลาย ๆ ทาง ทั้ง ๆ เป็นพระนะ ร้องเพลงก็ได้ เขียนภาพลายไทยก็ได้ ภาพรามเกียรติ์ ไอ้ตอนตัวที่เขียนยาก ๆ เช่นทศกัณฐ์หรือพาลี แกก็เอามาสอนให้ นักเรียนเขียน ตัวอย่างเขียนเสียสวย ระบายด้วยสีชอล์กสีต่าง ๆ ผมยังมีภาพติดตาอยู่จนทุกวันนี้ ตอนหลังมาเห็นที่เขาว่าเขียนดีตาม แบบฉบับนั้น ก็ไม่ดีไปกว่าสมัยที่เราเห็นของอาจารย์ครูทับ สุวรรณ นัก ยังรู้สึกว่าแกเขียนดีที่สุด ถูกต้องที่สุด สวยงามที่สุด ไม่แพ้ที่ไหน แต่นักเรียนไม่กี่คนหรอกที่เขียนได้ ต่อมานักเรียนที่ทำได้อย่างนั้น ก็กลายมาเป็นช่างหมด ช่างเขียน ช่างแกะสลัก ช่างทำหน้าจั่วโบสถ์ ผมยังจำได้ชื่อนายแห้งคนหนึ่ง นายชมคนหนึ่ง เป็นช่างรับเหมาสร้าง โบสถ์ ก็ไม่ได้เรียนมาจากไหน มันเรียนกันแบบนั้น ทำช่อฟ้า ใบ ระกา อะไรก็ได้ ตอนนี้พวกนี้ตายหมดแล้ว ส่วนโรงเรียนสารภีอุทิศนี่เป็นโรงเรียนชั้นอำเภอ สูงกว่าชั้น เดิมที่พุมเรียง ตอนนั้นมีครู ป.ป. หรือ ป.ม.มาจากกรุงเทพฯด้วย เป็นครูใหญ่ และครูป.เดียวอีกหลายคน มีพระองค์หนึ่งด้วย เครื่อง แบบสมัยนั้นก็เสื้อขาวกางเกงดำ เรียกว่ากางเกงลูกเสือ ต้องมีกระเป๋า มีทับหน้า มีที่ร้อยเข็มขัด ส่วนเสื้อเป็นเสื้อขาวธรรมดา การเรียนหนังสือนั้น ผมไม่รู้สึกว่าเรียนเก่ง แต่สอบได้ไม่เคย ตก แต่เรียนไม่ค่อยสนุก แรก ๆ ไปคิดถึงบ้าน ยังไม่ทันหยุดตอน เที่ยงก็คิดถึงบ้าน เศร้า คิดถึงบ้านเหมือนอย่างกับเราไปเสียไกล จากพ่อแม่ เรียนมันไม่สนุก สอบซ้อมสอบไล่พอทำได้ ตอนเรียนที่โรงเรียนสารภีนี่พักกับเตี่ยที่ไชยา เพราะโยมผู้ชาย มาเปิดร้านอีกแห่งหนึ่งที่ตลาดไชยา คือขายข้าวเปลือก โยมผู้หญิงอยู่ น.60อาคารโรงเรียนสอนนักธรรมที่วัดเหนือ (โพธาราม) หลังที่ท่านอาจารย์เอ่ยไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่าสร้างขึ้นใหม่ หลังจากที่หลังเดิมซึ่งท่านเคยเรียนถูกรื้อไปแล้ว ปัจจุบันเป็นที่ทำการสุขาภิบาลตำบลพุมเรียง สภาพปัจจุบันของหมู่บ้านริมคลองตะกรบ ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยไปเที่ยวผจญภัยน้อยๆ เมื่อวัยแตกหนุ่ม น.61บ้านเดิมของท่านอาจารย์พุทธทาส ได้ขายต่อไปนานแล้ว แต่สภาพชั้นบนและหลังคายังเหมือนเดิม เปลี่ยนแปลงไปเฉพาะชั้นล่างเท่านั้น ปัจจุบันเป็นร้านค้า (ภาพถ่ายเมื่อ พ.ค. ๒๕๒๘) น.62ร้านทางพุมเรียง บางทีก็ต้องซื้ออะไรส่งไปขายทางพุมเรียง ขาย ๒ ร้านต้องมีเกวียน ผมต้องขับเกวียนบ้าง ต้องเลี้ยงวัวบ้าง แต่เขาก็มีผู้ใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่เลี้ยงวัวขับเกวียนนะ แต่บางทีผมแทรกแซง นี่สนุกไปเลี้ยงวัวแถบทางรถไฟนี่สนุก รื้อก้อนหินทางรถไฟ หาจิ้งหรีดอยู่ใต้นั้น มันชุม ให้วัวกินหญ้าไปพลางอยู่ที่ทางรถไฟตรงที่เอียงๆ ลงมา ความจริงเขาห้าม ผิดระเบียบ เราก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ เพราะหญ้ามันมีวัวมันชอบกินหญ้าแถวนั้น บางทีมันก็ขึ้นไปกินข้างบนๆ ต้องไล่ลง เจ้าหน้าที่เขาจะดุ ถ้าเลี่ยงลงมาข้างๆ เขาไม่ดุ ถ้าผู้ใหญ่ที่เป็นคนเลี้ยงโดยตรงไม่ไป เราก็ดูให้จนเย็น หมดเวลาเขาจึงมารับเอากลับไป ขับเกวียนสมัยนั้นบ้านผมใช้วัว ๒ ตัว ไปเอาแบบที่ประจวบมา คนอื่นเขาใช้วัวตัวเดียว ใช้ ๒ ตัวอย่างนี้วิ่งดี มันช่วยแรงกัน วิ่งจากไชยาไปถึงพุมเรียง เป็นวัวแบบไม่อุ้ยอ้าย เป็นวัวท้องเปรียว วัวท้องเหิน ไม่ใช่พุงยาน มันวิ่งเก่ง เอาไม้ไผ่เล็กๆ แตะก้น ที่จริงมันไม่ใช่หน้าที่ของผม แต่ชอบเพราะมันแปลกก็แปลก สนุกก็สนุก ตอนอยู่โรงเรียนสารภีนี่ไม่ได้กลับมากินข้าวกลางวันที่บ้าน หากินที่โรงเรียน แต่เด็กสมัยนั้นไม่ค่อยได้กินกลางวันกันหรอก บางวันเขาก็ไม่สนใจ ส่วนมากก็ลืมๆ กันไป ส่วนมากไม่ค่อยได้กิน ของก็ไม่ค่อยมีขาย พอผมจบ ม.๓ ก็ออก เพราะโยมผู้ชายตาย ก็ต้องช่วยรับภาระให้นายธรรมทาสไปเรียน ถ้าเรียนหมดก็ไม่มีใครช่วยโยมที่บ้าน มื่อโยมผู้ชายตาย ก็เลิกร้านทางไชยา กลับมาอยู่กับโยมผู้หญิงที่พุมเรียง ผมก็รับหน้าที่เป็นเหมือนผู้จัดการดูแลกิจการทั้งหมด เพราะโยมชราแล้วและป่วยด้วย ตั้งเกือบปีมั้ง เป็นโรคปวดเข่า แต่ต่อมาก็หาย กินยาดองส้มพื้นบ้านหาย น.63
ถาม อาจารย์ครับ ตอนโยมผู้ชายเสียนี่ อาจารย์เสียใจมากไหมครับ
✦ ไม่รู้สึก ยังไม่มีความรู้สึก มันยุ่งเรื่องงานศพอะไร ยุ่งไปหมด
ถาม อาจารย์ครับ แสดงว่าไม่ได้ใกล้ชิดกันเท่าไรใช่ไหมครับ ถ้าใกล้ชิดกัน คงสะเทือนใจมาก
✦ มันใกล้ชิดกันอยู่เหมือนกัน เพราะว่าอยู่ด้วยกัน ๒ พ่อลูกที่ตลาด ไชยา ส่วนโยมผู้หญิงอยู่กับน้อง ๆ ที่พุมเรียง ผมอยู่กับโยมผู้ชาย ๒ คน มาสันนิษฐานทีหลังได้ว่าเส้นโลหิตแตกตาย เพราะมันปวด ศีรษะพักเดียว ที่เขาเรียกกันว่าเป็นลม พอไปตามหมอนวดก็ไม่ทัน เสียแล้ว ไม่กี่นาที คงเป็นโลหิตเส้นใหญ่แตกในสมอง โยมผู้ชายผมก็ ไม่ใช่คนเครียด อยู่ตามสบาย แต่ก็มีความคิดจะขยับขยายงานให้ก้าว หน้าอยู่เรื่อย แต่ไม่ได้ทำอะไรอย่างเครียด
ถาม อาจารย์ครับ อย่างในครอบครัวอาจารย์นี่ พ่อแม่รักใครมากกว่าใคร หรือเปล่าครับ
✦ ไม่มี ไม่เคยมีความรู้สึก สำหรับผม เท่าที่เคยสังเกตไม่มีเลย ความน้อยเนื้อต่ำใจอะไรไม่มีเลย เด็ก ๆ ทุกคนต้องการทำให้พ่อแม่ สุขใจ พอได้รับคำชมเชยสักครั้งหนึ่งก็ยินดีอย่างยิ่ง โยมผู้ชายเป็นคน ออกปากชมเชย ถ้าทำอะไรถูกใจ แต่โยมผู้หญิงไม่มีเลย คล้าย ๆ กับว่าไม่มีอะไรที่ถูกใจ
ถาม อาจารย์ครับ อยากให้อาจารย์เล่าชีวิตในวัยหนุ่มให้ฟัง เมื่อก่อนที่จะ บวช อาจารย์เคยเกเรบ้างไหม เคยเป็นนักเลงเจ้าชู้บ้างหรือเปล่า อาจารย์ ใช้ชีวิตอย่างไรตอนวัยรุ่นสู่วัยหนุ่มนี่
✦ เกเรอะไรกัน (เสียงดุ) เกเรขนาดไหนดีล่ะ ไม่ค่อยมีที่จะไปลัก ขโมย ไปตีรันฟันแทง ไม่มี มันไม่รู้จะไปทำได้อย่างไร ไอ้ดอกกุหลาบ น.64ข้างรั้วของเขา ไม่ทันสว่างไปขโมยเก็บละ ก็มีบ้าง (หัวเราะหึ ๆ) มัน ไม่ทันสว่าง เขาปลูกไว้ริมรั้วบ้าน ถึงเขาเห็นเขาจะไม่ว่าอะไร แต่เขาก็ ไม่เต็มใจให้ มันก็ต้องเรียกว่าขโมยล่ะ นี่เกเรอย่างนี้มีบ้าง โดยมากผมก็อยู่กับโยมช่วยค้าขาย มีญาติของโยมผู้หญิงอยู่ ทางอำเภอท่าฉาง นาน ๆ ก็ไปเยี่ยมกันทีหนึ่ง บางทีญาติทางนั้นก็มา เยี่ยมเรา ปีหนึ่งไปมากันสองสามหน ไปทางเรือกัน ผ่านทะเล อ่าว จากปากน้ำพุมเรียงไปถึงปากน้ำท่าฉาง ซึ่งเป็นอำเภออยู่ติดฝั่งทะเล ใต้ลงไป นาน ๆ ลุงป้าน้ารวมถึงยายและยายชวดเจอกันที ก็เป็นที่ พอใจกัน สนุกสนานเบิกบานกันที่เห็นเราเด็ก ๆ นี่เป็นทางหนึ่งที่เรา ได้ออกทะเลกัน ออกไปจับปูจับปลานี่ นาน ๆ ทีก็มี เหมือนการออกไปผจญภัย เพราะในครอบครัวเขาไม่ให้ทำอย่างนั้น หลุดออกไปทีก็เหมือนหลุด ออกไปอยู่คนละโลก ได้ศึกษาทุกอย่างที่เราไม่เคยเห็น ตอนเด็ก ๆ ครูพาออกไปบ้าง ออกไปเที่ยวกันเองบ้าง ออกไป เพียงแค่แหลมที่เขาเรียกว่าพลับพลา ไม่ต้องข้ามฝั่งไป ก็ได้ปูได้ปลา จับปูม้า แมงดาทะเล ที่มันขึ้นมากินหญ้าผักเบี้ยตอนน้ำขึ้นอ่อน ๆ หอย ก็มี เด็ก ๆ ทำแค่นั้น มันก็ได้ติดมือกลับมา แต่ออกไปหาโดยเจตนา นั้นไม่มี เพราะโยมห้ามเด็ดขาด ถ้ารู้ว่าไปเที่ยวแบบนี้กลับมาก็ถูกดุ เมื่อโตขึ้นหน่อย ผมแกล้งหาเรื่องไปเยี่ยมใครบ้างที่ตำบลตะกรบ ก็ แอบไปจับปูแสมกัน สนุกมาก พอน้ำขึ้นอ่อน ๆ ปูแสมมันต้องขึ้นมา จากรู น้ำมันท่วมรู มันอยู่ตามปากรู เราไม่เคย เพื่อนที่เคย เขาก็จับ กันได้ง่าย ๆ คือทำไม่รู้ไม่ชี้เอามือคว้าปั๊บใส่ไหเลย ถ้ามัวไปทำช้า ๆ มันก็กัดเอา เร็ว ๆ มันกัดไม่ทัน อย่างนี้รู้สึกสนุก เดี๋ยวเดียวมันก็เต็มไห หิ้วไหมือหนึ่ง คว้ามือหนึ่ง บางทีถูกกัดบ้างก็ไม่เป็นไร ไปอย่างนั้น น.65แหละ สำหรับผมเหมือนกับไปศึกษา ศึกษาทุกอย่างที่เราไม่เคยเห็น จะดองปูอย่างไร จะล้างปูอย่างไร ไม่เคยเห็น เหมือนกับไปเข้าโรงเรียน ศึกษาอาชีพ เขาจะใช้เข่งใบใหญ่ ๆ ปูกี่ไห ๆ ก็เทลงไปในเข่ง แล้ว เขย่าในคลอง พวกเราไปพักกันอยู่ที่โรงโป๊ะ ซึ่งเจ้าของเขาทำโป๊ะ คนที่เขาพาไปดูเขาเป็นเพื่อนกับเจ้าของ หลาย ๆ คน หลาย ๆ พวก เขาชวนกันไปดู ได้มากันหลายไห ใส่เข่งตั้งครึ่งเข่ง เขย่าปูทั้งเป็น ๆ แล้วเอากลับใส่ไหอีก แล้วเอาน้ำเกลือใส่ เอาไม้ขัดปากเป็นปูแสมดอง ผมไม่ได้เอาในส่วนของผม ให้คนที่เขาพาไป ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ เขา เป็นคนจัดเรือให้ เราขอไปสนุก พอใจที่ได้เห็นคลองเล็ก ๆ จาก พุมเรียงไปหมู่บ้านตะกรบไปหมู่บ้านกิ่ว คลองเล็กพอจุเรือได้ ที่ ชอบมากก็ไอ้ป่านกเขาชวา แถวนั้นถ้าขึ้นไปบนดอน ไปถ่ายหนักถ่าย เบา จะพบนกเขาชวาส่งเสียงขรมไปหมด ผมถามดูได้ความว่าเดี๋ยว นี้ไม่เหลือสักตัว สมัยนั้นเต็มไปหมด ปลากระดี่เหมือนกับกองทัพ ปลากระดี่ในคลองนะ พอน้ำมันลด น้ำมันก็น้อย ก็เอาไอ้ที่เขาเรียกว่า นาง คือบุ้งกี๋แบบละเอียด ช้อนปลากระดี่ได้ทีหนึ่งก็กินไม่หมด เอาไม้ เสียบเป็นตับ ตัดหัวออกก่อน เอาผึ่งแดดแล้วทอดน้ำมันให้กรอบ ทอด น้ำมันกินกับน้ำพริกมะขามเปียกและยอดสะเดา เท่านั้นแหละกินข้าว กันได้จนพุงกาง เพราะมันเหนื่อย มันหิว มันเย็น เพราะมันสนุก อย่าง นี้นาน ๆ ไปที่ บางเวลาขอยืมอวนที่โรงโป๊ะนั่นเอง เพื่อลากปลาตรงโรงโป๊ะ ลากขึ้นมาบนหาดทรายครั้งเดียวกินไม่ไหว มีครบ ปูม้าก็มี ปลาหมึก ก็มี ปลาอะไรก็มี มีหลายอย่าง ปลาหมึกแบบกระดองแข็ง ที่เขาเอา มาทำยาสีฟันผงหมึกก็มี ชนิดกระดองแข็งนะ เอามาต้มทั้งเป็น ๆ มัน กรอบไม่น่าเชื่อเลย กรอบเกือบเท่าลูกสาลี่กรอบ กรอบกร้วมเลย น.66กินโดยไม่ต้องมีน้ำจิ้มก็อร่อย กินปลาหมึกกับกาแฟก็ยังได้ ต้มน้ำชง กาแฟพร้อมกับที่ต้มปลาหมึก บางคนไม่เชื่อคิดว่ามันจะคาว กินเข้าไป ได้อย่างไร กรอบอย่างไม่น่าเชื่อแล้วก็หวานที่สุดด้วย คนไม่เคยกิน จะไม่เชื่อ ถ้าปล่อยให้ตายแล้วนี่ผิดกันลิบลับ จนตรงกันข้ามเพราะ เหนียวและเหม็นคาวด้วย ทุกคนประหลาดใจ ติดใจปลาหมึกกรอบ เหมือนกัน เดี๋ยวนี้มันไม่มีโอกาสเหมือนเก่าอีก ไอ้ต้มกินเป็น ๆ กับ กาแฟนะ ผมตอนไม่ได้บวชยังชอบกิน อีกอย่างคือรังผึ้ง ตัวผึ้งอ่อน ในรังของมัน ก็ยังอยากกินอยู่จนกระทั่งบวชยังอยากกินอยู่ ก็ไม่มี โอกาสกิน ไม่มีทางออกปากให้เขาเอาผึ้งดิบ ๆ มาให้กิน มันผิดวินัย หลายอย่าง ก็มีคนเขารู้ เขาเอาที่มันคั่วแล้ว ใส่เกลือนิดหน่อย ท่าน พระครูโสภณอีกองค์หนึ่ง ตอนอยู่วัดพระบรมธาตุฯชอบเหมือนกัน แล้วก็ไม่มีโอกาสกิน แล้วลูกศิษย์คนหนึ่งมันรู้ใจอยู่บ้างก็อุตส่าห์ทำมา ให้ถ้ามีโอกาสพบ เขาเอารวงผึ้งที่ว่านี้ห่อใบตอง แล้วลงกระทะคล้าย ๆ อบสุกดีไม่สุกดี สุกบ้างไม่สุกบ้าง แต่มันตายหมดแล้วนะ ชอบ เป็น พระก็ยังติดนิสัยชอบกินของดิบ ผึ้งตัวยิ่งเล็กยิ่งดี ผมก็กินพิสดาร ตอนก่อนบวช ก็มันยังมีชีวิตอยู่ ยังเป็น ๆ อยู่เป็นหนอนอยู่ในรู ของที่ สดที่มีชีวิตแบบนี้ รสมันผิดกันอย่างตรงกันข้ามกับอย่างที่สุกแล้ว อีกอย่างหนึ่งผมชอบเลี้ยงปลากัด เป็นนิสัยมาตั้งแต่ยังเล็ก ชอบ เลี้ยง ชอบเล่นแต่ไม่ได้กัด เลี้ยงไว้ผสมพันธุ์มากกว่า ชอบจับปลามา ใส่ขวดดู ดูแล้วรู้สึกแปลก รู้สึกประทับใจ ติดตาติดใจ เวลาไปส้วมที่ ริมคลองต้องผ่านต้นโพธิ์ที่ทุกคนกลัวผี ผมก็หลับตาเห็นปลากัด ไม่ต้อง กลัวผีทั้งขาไปและขามา เรามีอ่างดินใหญ่ ใส่ผักบุ้งรอบ ๆ ไว้ เว้นว่างที่ตรงกลาง แล้ว เอาเหยื่อ เช่น กุ้งดิบ ผูกเชือกหย่อนลงไป ปลากัดมันวิ่งโฉบจากรอบ ด้าน เป็นภาพที่สวยที่สุด หาดูยาก ไม่มีทางที่จะเอาไปกัด เพราะมันถูก น.67ห้ามไม่ให้ไปที่บ่อนกัด โยมห้าม ถ้าเลี้ยงเล่น เลี้ยงอยู่บ้านได้ ผมมี วิธีชนิดที่ทำให้ปลากัดเก่งไม่มีใครสู้ได้ ตัวไหนเลือกดูให้ดี ดูมันแข็งแรง อ้วนท้วนดี เอาใส่ลงในบ่อกลม ๆ แล้วเอาตัวเมียใส่ขวดแก้วผูกเชือก แล้วหย่อนลงไป พอไอ้ตัวผู้เห็น มันวิ่งเลย วิ่งรอบบ่อ มันยิ่งกว่าออก กำลัง ทำไป ๓-๔ วันเท่านั้นตัวก็ล่ำ ตาเขียว ครีบหนา กัดมือเอาเลยถ้า ไปจับ อย่างนี้ถ้าเอาไปกัดชนะแน่ มีนักเลงปลากัดมาลักเอาของเรา ไป ผมมาเห็นเอ๊ะ ปลาตัวนี้หายไป ตัวอื่นมาแทน ผมถามว่าใครมาที่นี่ โยมบอกชื่อว่าคนนั้น ๆ ซึ่งเป็นนักกัดปลาอาชีพ เขามาขโมยเปลี่ยน ของเราไป เอาไปกัดแล้วชนะจริง ๆ แต่มันทำได้ตัวเดียวเท่านั้นพอ หลอกให้วิ่งรอบบ่อ ผมทำอย่างนี้ชอบ สนุก ผสมพันธุ์บ้าง ผลสุดท้าย ก็มีคนเอาไปบ้าง ให้เขาไปบ้าง โยมผู้ชายของผมก็ชอบเลี้ยงแบบนี้ เลี้ยง ไว้ดูเล่นไม่เคยไปกัด วางไว้บนชั้นที่ขายของ บางโหลก็เป็นปลากัด ตอนเราเด็ก ๆ มีหน้าที่ตบยุงให้ปลากัด ชอบที่สุดเลย ปลากัดกับยุงนี่ ปลากัดเหล่านี้คึกคะนอง ขนาดยื่นหน้าไปมองมันยังจะกัด อีกอย่างที่ผมชอบเป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่มีโอกาสฝึกก็คือดนตรี มันชอบเอง นายธรรมทาสเขาไม่ชอบเลย รู้สึกจะเกลียดเสียด้วยซ้ำ แต่ผมนี้ชอบดนตรี ชอบเพลง อย่างเรียกว่าสุดเหวี่ยงเลย แต่โยมห้าม ไม่ให้เอาเครื่องดนตรีขึ้นไปบนเรือน ผมจึงไม่ค่อยได้หัด มีบ้านที่ เขาหัด เราก็ลองไปดูไปหัด ผมชอบง่าย ๆ ชอบขลุ่ย ชอบออแกน ที่โยกด้วยมือ มันง่าย มันเป็นนิ้วเป็นโน้ต ถ้าเราร้องเพลงอะไรได้ เราก็ ทำเสียงอย่างนั้นได้ แต่ฝึกไม่ได้ เพราะมันอยู่ที่โยม ต้องเอาไปคืน เจ้าของ ผมเคยหัดร้องเพลง และสะสมเพลงไว้เยอะ ๆ สมัยเมื่อมีเทป แล้ว (บวชแล้ว) ก็เอามาศึกษาว่า เพลง ๑ ชั้น ๒ ชั้น ๓ ชั้นนั้น น.68โมง มันเป็นอย่างไร มันทำให้งอกข้างใน ยาวออกไป เท่าตัวบ้าง ๒ เท่าตัว บ้าง ๓ เท่าตัวบ้างอย่างไร สมัยก่อนบวชผมต้องหนีไปหัดที่บ้านที่ เขามีการเล่นร้องเพลงกัน ที่บ้านเราทำไม่ได้ แต่ก่อนมันมีคนหนึ่งชื่อ นายโพ มันบ้าเพลง หัดจนร้องได้ กลายเป็นนักร้องตัวเอก ไม่ว่าวงไหน ก็ต้องเอาไอ้โพนี่ไปเป็นนักร้อง พวกวงดนตรีทั้งหลายต้องมาเอาตัวมัน ไป ในที่สุดมันก็เป็นโรคบุรุษ เป็นหนองในตาย พุมเรียงมีหลายคน ที่มีความสามารถทางเพลงทางดนตรี อีกคนชื่อนุช เป็นคนที่ต่อเพลง มาเก่งที่สุด ดูเหมือนจะมาจากกรุงเทพฯ เป่าขลุ่ยเก่ง โยมผมถือว่าดนตรีเป็นของไม่ดี เป็นของเสื่อม เป็นของทำให้เกิด ความเสื่อมเสีย เหมือนไปกัดปลา ชนไก่ ดนตรีก็อยู่ในพวกนั้น แม้แต่ หมากรุกก็ไม่ได้ จะเอาขึ้นมาบนบ้านก็ไม่ได้ หมากรุกนี่ผมเห็นว่า ควรจัดไว้ในหลักสูตร ให้เด็ก ๆ เล่นอยู่ในการศึกษา มันทำให้คิด เกิด ไหวพริบ ที่คิดเก่ง หมากรุกไทยนะหมากรุกฝรั่งนี่ไม่รู้ เล่นหมากรุก นั้นทำให้ฉลาดและเฉลียวด้วย ฝึกสติสัมปชัญญะด้วย รอบคอบด้วย หัวเสนาธิการด้วย มีหลักว่าต้องไล่ไปจนมุมตรงนั้นแหละ ต้องทำให้ ไปติดตรงนั้นแล้วจน เมื่อบวชแล้ว ผมเคยเล่นที่วัดปทุมคงคาสมัยนั้น มีเล่นกันเกือบทุกกุฏิเลย (หัวเราะเบาๆ) ที่พุมเรียงสมัยผมรุ่นหนุ่มนั้นไม่มีมหรสพอะไรมาก มีภาพยนตร์ ครั้งหนึ่งนานแล้ว เป็นหนังญี่ปุ่น แล้วก็ไม่มีอีก มีก็หนังตะลุง นาน ๆ มีมโนราห์ นาน ๆ มีลิเก มาเล่นที่วัด เป็นลิเกแถว ๆ นั้นแหละ ไม่ใช่ ลิเกคลาสสิคอย่างกรุงเทพฯ เรื่องเจ้าชู้นี่ไม่รู้เรื่อง ไม่มีเวลาที่จะไปเจ้าชู้ มันมีงานทำอยู่ ตลอดเวลา ไม่เคยจีบผู้หญิง กลางคืนไม่เคยไปเที่ยว ไม่เคยติดต่อ กับผู้หญิงที่ไหน นึกชอบเขามันก็มีบ้างเหมือนกัน แต่มันไม่มีโอกาส น.69มันก็ได้แต่นึกอยู่ในใจ ไม่มีโอกาสติดต่อกับใคร หรือไปเที่ยวกับใคร แล้วมันกำลังสนุกกับอย่างอื่น ตอนที่ยังไม่ได้บวชมันก็สนุกเรื่องการ งาน ช่วยโยมค้าขายแล้วก็เรื่องคุย เป็นนักเลงคุยธรรมะ ผมไม่เพียงแต่ขายของ เป็นกรรมกรด้วย แบกของไปส่งตามบ้าน เขา อย่างบ้านข้าราชการนี่เขาซื้อน้ำมันก๊าดปี๊ปหนึ่งนี่ เราก็ต้อง แบกไปส่งให้ ไม่มีลูกจ้าง ไม่มีรถรา (หัวเราะหึ ๆ) มันก็ยุ่ง ทำงานหนัก ด้วย กระทั่งต้องผ่าฟืนทั้งหมดที่ใช้ในบ้าน อย่างโยมเขาซื้อไม้โกงกาง มาทั้งลำเรือ เราต้องเลื่อยให้มันเป็นท่อน แล้วผ่าจนหมด จนเก็บไว้ ใต้ถุนบ้านเสร็จ ผ่าไม้โกงกางนี่ก็สนุก มันกรอบ เอาขวานแตะมัน กระเด็นออกไป หรือบางทีเอาขวานวางหงาย เอาไม้ซัดลงไปมันก็แตก มันก็สนุก เรื่องคุยธรรมะนี่ ผมทำตัวเป็นอาจารย์ธรรมะกลาย ๆ ตอนเช้า ก็มีคนมาคุยธรรมะ เราต้องโต้ต้องสู้ ข้าราชการคนหนึ่งเข้าอยู่ทางฝ่าย นี้ เขาก็ต้องเดินผ่านที่ร้าน เราไปทำงานยังที่ทำการ แล้วก็ยังมีคน อื่นอีก แถว ๆ นั้นที่เป็นญาติ ๆ กัน ถ้าเห็นตาคนนี้มาเขาจะมาดักเย้า ธรรมะกัน กว่าแกจะหลุดไปทำงานก็เป็นชั่วโมง แล้วก็มาที่บ้านเราด้วย ผมต้องซื้อหนังสือนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก อภิธรรมอะไร นี่มาอ่าน ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กกว่าเขาเพื่อน ส่วนใหญ่เขาคนแก่ทั้งนั้น แต่เรามักพูดได้ถูกกว่า เพราะเรามีหนังสืออ่าน เขามันพูดตามข้อ สันนิษฐาน มันก็สนุกกับการได้พูดให้คนอื่นฟัง ถ้าว่ากันถึงการเรียน ธรรมะ นี่มันเรียนมาก่อนบวช เมื่อบวชก็เกือบจะไม่ต้องเรียนอีกแล้ว ขนาดนักธรรมตรี เกือบจะไม่ต้องเรียนเพราะเคยอ่านมาโต้กันก่อน ตอนนั้นเรียกว่าตื่น เขาเปิดนักธรรมขึ้นใหม่ ๆ เป็นยุคแรก ของบ้านนั้น ใคร ๆ ก็ชอบพูด ข้าราชการคนนี้เขาไปคบค้ากับอาจารย์ น.70สอนนักธรรมที่วัด แล้วจะมาเล่นงานคนอื่น เราก็ไม่มีอะไร พูดสนุก ขัดเขา แกล้งขัดเขา แกล้งล้อ คนมีสติปัญญาบางคนถึงเขาไม่รู้อะไร เขาก็อาจเป็นผู้สนับสนุน บางคนก็ขี้โมโห คนแก่บางคนก็ถือหางข้าง เรา (หัวเราะ ลงคอ) ตอนนั้นที่พุมเรียงสนุกอย่างนี้ คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่เขาก็ใช้ชีวิตตามอัตภาพของชีวิตครอบครัว ของเขา คนที่มีร้านค้าขายแบบนี้ ซึ่งมีไม่กี่ร้าน ก็มักเป็นเพื่อนเล่น กัน เป็นเพื่อนเล่นรถจักรยาน เพื่อนหนุ่ม ๆ ร้านค้า คนละคัน สนุกเรื่อย ไปตามประสาบ้านนอกสมัยนั้น ทุกคนไม่ได้เล่าเรียนอะไร ไอ้ประเพณี แอ่วสาวแบบทางเหนือ ทางนี้มันมีไม่ได้ มันขัดความรู้สึก คงจะไม่มี ตลอดภาคใต้แหละ มันฝืนความรู้สึก ส่วนใหญ่สมัยผมเป็นหนุ่ม คู่ครองพ่อแม่ผู้ใหญ่เป็นคนดูให้เลือกให้ และเขาก็ยอมตามพ่อแม่กัน ผู้ใหญ่ก็ถามความสมัครใจของเด็กด้วย ผู้ใหญ่ของผมเขาก็ดูกันไว้ ให้เหมือนกัน เรียกว่าเป็นคู่หมายคงจะได้ ไม่ใช่คู่หมั้น สมัยนั้นหน้าตา ยังไม่เคยเห็นเลย ตอนแรกชื่อก็ยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ เป็นคนอยู่ในจังหวัดนี้ เหมือนกัน แต่ไม่ใช่คนอยู่ในพุมเรียง
ถาม อาจารย์ครับ นอกจากหนังสือนักธรรมนี่ อาจารย์อ่านอะไรอีกบ้าง หรือเปล่า ช่วงก่อนจะบวชนี้
✦ ก็อ่านบ้าง เพราะที่บ้านเป็นร้านขายหนังสือด้วย ตามแบบสมัย นั้น ที่มีขายมากที่สุด ก็เรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ แล้วก็เบ็ดเตล็ด ประเภท เล่มละสลึงพึงรู้ท่านผู้ซื้อ มีมากที่สุด แล้วหนังสืออ่านสมัยใหม่ที่เป็น เรื่องแปลจากฝรั่งมันก็เริ่มมีแล้ว โรงพิมพ์ไท ที่กรุงเทพฯ เขาพิมพ์ หนังสือสมัยใหม่ แล้วคงขายไม่ค่อยออก ส่งคนเที่ยวเดินตลาดขายตาม ต่างจังหวัดด้วย ร้านเรามันเหมือนถูกยัดเยียดให้รับไว้ ราคาถูก เล่ม ละสตางค์อย่างนี้ เหมือนซื้อกระดาษก็มี คนมาซื้ออ่านมันมีน้อย บางที น.71ซื้อจากกรุงเทพฯก็มี งานแปลสมัยนั้นที่มีมาถึงก็อย่างโซไรดา แล้วก็ พันหนึ่งทิวา เข้าใจว่าเป็นหนังสือขายไม่ออก อ่านแล้วมันก็ไม่ติดใจ อะไร มันแปลก ๆ เท่านั้นเอง อย่างงานของเทียนวรรณ ของก.ศ.ร.กุหลาบก็อ่านสมัยนั้น ดูเหมือนโยมจะรับเป็นประจำปีละบาท โยมอาที่บวชอยู่ทางกรุงเทพฯ เขาเห็นมีอะไรแปลก ๆ ก็รับส่งมา เขายังเคยไปคุยกับนายเทียนวรรณ นายกุหลาบด้วย นายกุหลาบนี่ใส่สร้อยเส้นโต ๆ ฟันไม่แปรง อา เขายังมาเล่า (เหอะ ๆ) เขาเป็นคนสนใจ เป็นนักอ่านคนหนึ่ง อยากรู้นั่น รู้นี่มาบอกพี่น้องบ้านนอก ในเรื่องที่มันจะเป็นประโยชน์ นายกุหลาบ นี้ฟังดูเหมือนหนังสือฝ่ายค้านของสมัยนั้น แต่ดูจะอวดมากกว่า จะ อวดกับในหลวง จะได้ชื่อเสียงเร็ว ๆ ไม่มีหลักฐานก็ว่ามีหลักฐาน อาผมบวชอยู่ที่วัดปทุมคงคาแล้วก็สึก ต่อมาเลยเป็นเชื้อให้พระจาก พุมเรียง จากไชยาไปเรียนกันที่นั่นเรื่อยมา อาเป็นคนคล่องแคล่ว ขวนขวาย และมีโอกาสมากกว่าโยมพ่อ โยมผู้ชายผมไม่เคยไปกรุงเทพฯ เลย อาเขาอ่านใบลานได้คล่องเขียนใบลานก็ได้ น.72สิ่งแวดล้อมทางสังคม
ถาม อาจารย์ครับ อยากให้อาจารย์เล่าถึงสภาพทั่วไปทางสังคมวัฒนธรรม ของหมู่บ้านที่อาจารย์อยู่ในสมัยนั้น
✦ มันต้องเล็งกันถึงวัฒนธรรมทางจิตอย่างลึกซึ้ง เช่นคนเป็นอันตราย ลง มีแต่ช่วยกันให้หาย เป็นห่วงกันไปหมด ไม่ใช่อย่างเดี๋ยวนี้ เช่น เมื่อไม่นานมีรถมาคว่ำแถวนี้ มันมาปอกเสื้อ ปอกกางเกงไปหมด ลอกคราบเอาไปกระทั่งคนกำลังจะตาย สมัยโน้นมันเป็นไปไม่ได้ มีแต่คนจะมารุมล้อมช่วยกันประคบประหงม ให้กินให้ใช้ ถ้าพลัดถิ่นมา แม้ไม่ใช่ญาติ ไม่ต้องกลัว ถ้าไปเป็นอันตรายที่ไหน จริงอยู่สมัยนั้น เราไม่มีรถใช้ แต่ถ้าจะต้องไปเป็นอย่างนั้นที่ตรงไหน ก็หวังได้ว่าจะมี เพื่อนมนุษย์ช่วยเหลือ ให้ชีวิตรอดปลอดภัย คนจรมาเจ็บไข้ตายตาม ศาลาท่าน้ำ กลับมีคนช่วยเหลือมาก เพราะมันมีลัทธิว่าได้บุญมาก เดี๋ยวนี้จะไม่มีใครเอา มีแต่จะให้ปอเต็กตึ๊งกัน อันนี้อธิบายยาก อิทธิพล ของธรรมะของศาสนามันลึกซึ้ง สมัยผมเป็นเด็ก วัดมาก พระมาก พุมเรียงมี ๔-๕ วัดติด ๆ กัน แต่ละวัดมีพระอยู่ในอัตรา ๒๐-๓๐ รูป บวชกัน ๓-๔ พรรษาถึงสึก
สิ่งแวดล้อมทางสังคม
น.73ชาวบ้านส่วนใหญ่เขามีอาชีพประมงมาแต่โบราณ แต่เขาไม่ ได้ทำอย่างเดี๋ยวนี้ เขาทำขายกินกันเองในหมู่บ้านนั้น และบ้านใกล้ เคียงกัน ผู้หาก็พอกินพอใช้ มีกุ้ง มีหอย มีปู มีปลา เดี๋ยวนี้ทำส่ง ขายไกล ๆ เลยไม่ค่อยพอ หายากกัน ราคาเดี๋ยวนี้แพงกว่าแต่ก่อน ร้อยเท่า ๒ ร้อยเท่า ปูม้า ๒ ตัว ๑ สตางค์ เดี๋ยวนี้ตัวเดียวบาท ฐานะของชาวบ้านทั่ว ๆ ไปก็ไม่ร่ำรวย พอดิ้นรน มีกินมีใช้ไป วัน ๆ เดือน ๆ มันไม่มีอะไรจะทำให้รวย แล้วคนรวยก็ไม่ค่อยมีอะไร มากนัก มีเงินพันบาทก็รวยแล้ว คนมีรายได้เดือนละ ๔-๕ ร้อยก็ถือว่า ฐานะดีแล้ว คนรวยสมัยนั้นก็มักมีที่นาให้เขาเช่า พอถึงปีก็มีคนเอา ค่านามาส่ง ใครได้ค่าเช่านามากกว่าเพื่อนก็เป็นคนรวย นาสมัยก่อน เขาก็จับจองเอา จ้างคนขุดหรือมิฉะนั้นก็ซื้อเอาราคาถูก ๆ คนจำเป็น ต้องขายก็ขายราคาถูก ๆ มีเงินก็ซื้อเอาไว้ ก็มีนามากให้เขาเช่า ปันกัน คนละครึ่งซึ่งได้เปรียบมาก เจ้าของได้ครึ่ง เท่ากับคนทำ บางครั้งก็แล้ว แต่ตกลงกัน ไม่ถึงครึ่งต่อครึ่งก็มี เช่นแปลงนี้เอา ๓๐ ถัง ถ้าปีไหน ทำนาไม่ได้ผล เขาก็ไม่เอาค่าเช่ากันก็มี พวกเจ้าเมือง พวกสกุลเจ้าเมือง นี่มีนามาก ไปข่มเหงเบียดเบียนเขามาก็มี เนื่องจากพุมเรียงเป็นที่ตั้งของเมืองไชยา มีพวกข้าราชการมาตั้ง บ้านเรือนอยู่กัน จึงมีการรับวัฒนธรรมจากกรุงเทพฯเร็วกว่าอำเภอ รอบ ๆ อย่างน้ำพริกพุมเรียงนี่ จะไม่เหมือนที่อื่นในแถบนี้ ถ้าไปกิน น้ำพริกหมู่บ้านอื่นรสเดียวกัน แสดงว่าคนทำต้องมาจากพุมเรียง ถามแล้วมักไม่ผิด ความรู้สึกของประชาชนต่อเจ้านายสมัยนั้นก็กลัว เกรงกลัว มันมีอำนาจมาก คล้าย ๆ รัฐบาล พวกที่เป็นข้าราชการก็จะเป็นคน อีกชั้นหนึ่ง แต่ก็พึ่งพาอาศัยกัน ไม่ถึงกับเป็นปฏิปักษ์กัน ก็มีเหมือน น.74กันที่มันไม่ยุติธรรม แล้วมันหนัก ๆ เข้า จนข้างในเขาส่งคนใหญ่โตมา สอบสวน พิจารณาจับทำโทษ เป็นอย่างนี้ก็เคยมีแต่น้อยเต็มที แต่จะ ให้ชาวบ้านคัดค้านเองนี่ไม่เคยมี เพราะเขากลัวกัน ไม่อุทธรณ์คัดค้าน มันก็ดีไปอย่าง คือคนเขาไม่อยากทำผิด เขาระวังไม่อยากให้เกิด เรื่อง พวกชอบเป็นความเป็นคดีไม่ค่อยมี ไม่ค่อยสนุก นักเลงอันธพาล ไม่ค่อยมี มันคงกลัวมั้ง กลัวเจ้าเมือง ถ้าเป็นอันธพาลนักเลงโตมันจะ ยิ่งไม่มีพวก มันมีไม่ได้ หัวเมืองบ้านนอกนี่มันไม่ใช่กรุงเทพฯ ถ้ามี มันต้องไปอยู่ในป่าบางถิ่น ในตลาดอย่างพุมเรียงมีไม่ได้ ชาวบ้านเขาจะเรียกพวกข้าราชการว่าเจ้าคุณก็มี คุณพระก็มี ตามบรรดาศักดิ์ ถ้าเจ้าเมืองไชยาก็จะเรียกเจ้าคุณไชยา พวกบ่าวไพร่ จึงเรียกนาย หรือถ้าเราตระกูลต่ำมาก ตระกูลนั้นมันใหญ่โต คนใน ตระกูลต่ำก็เรียกคนในตระกูลสูงว่านาย พ่อนายแม่นาย เด็กเล็ก ๆ ก็ถูกเรียกว่าพ่อนาย แม่นายเหมือนกัน แล้วอยู่กันอย่างมีสูงมีต่ำโดย สมัครใจ ไม่เดือดร้อน ไม่เป็นเหตุให้ต้อง (หัวเราะหึ ๆ) ปฏิวัติ มัน ช่วยเหลือกันไปตามเรื่อง หนังตะลุงนี่ จะสอนให้ชาวบ้านพูดอย่างภาษากรุงเทพฯ คนพื้น บ้านเขาไม่เคยไปกรุงเทพฯ ก็ยากที่จะได้ยินคนกรุงเทพฯพูด ตัวพระ ตัวนางในหนังตะลุงจะพูดกรุงเทพฯ มันเป็นไปตามแบบฉบับเดิมแท้ ที่มาจากอินเดีย แล้วมาขึ้นที่พัทลุงก่อน แล้วลงไปทางใต้ทางชวาพวก หนึ่ง ขึ้นมาทางบนทางนี้พวกหนึ่ง จึงเรียกหนังตะลุง คือหนังจาก พัทลุง ในอินเดียนั้นเขาเรียกว่าฉายานาฏิกา คือการเล่นละครด้วย เงา นี่เขามีมาก่อน เป็นของพื้นบ้านเป็นของทั่วไปอยู่แล้ว แล้วใน อินเดียนี้เอง ถ้าเป็นการเล่นละครแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ตัวละครที่มีการศึกษาและเป็นผู้ชายจะต้องพูดภาษาสันสกฤต ถ้า น.75หากเป็นชาวบ้านธรรมดาคนใช้หรือผู้หญิง จะต้องพูดภาษาปรากฤต คือภาษาพื้นบ้านนั่นเอง ระเบียบนี้มันก็ติดมาเรื่อยจนถึงหนังตะลุงของเรา ถ้าเป็นตัวพระ เป็นนักบวช เป็นตัวพระเอก เป็นตัวเจ้านาย จะต้องพูดภาษาสูงสุดคือภาษากรุงเทพฯ แต่ถ้าดูละครเก่าๆ ละครเงาของอินเดียแล้ว แม้ตัวนางเองก็พูดภาษาปรากฤต แสดงว่าลัทธิวรรณะมันยังเข้มข้นอยู่มาก ส่วนหนังตะลุงพูดอยู่ ๒ ภาษา ภาษากรุงเทพฯ กับภาษาพื้นบ้าน ชาวบ้านเขาก็เรียนพูดภาษากรุงเทพฯ จากหนังตะลุงนี่ ก็พูดเหน่อๆ ไปตามเรื่อง เขาเรียกกันว่า "พูดข้าหลวง" ถ้าพูดไม่ชัดเขาก็เรียกว่า "ข้าหลวงขี้เน่า" การแต่งเนื้อแต่งตัว ผู้ชายส่วนมากนุ่งกางเกงจีนกันมากแล้ว ที่นุ่งโจงกระเบนก็มีบ้าง ผู้หญิงยังนุ่งโจงกระเบนกันสมัยนั้น ใครนุ่งผ้าถุง เขาจะเห็นแปลก ถ้าอยู่บ้าน ผู้หญิงเขาก็ใส่เสื้อคอกระเช้ากัน ถ้าออกนอกบ้านหรือจะให้มีเกียรติเขาก็ใส่แขนยาวกัน ตามแบบเจ้านายที่มาจากกรุงเทพฯ แต่คนธรรมดาเขาไม่ใส่เสื้ออย่างนั้น มันเปลือง ผู้ชายไม่ต้องใส่เสื้อ เพราะเขาจะไปที่ว่าการ ที่เจ้านายโดยไม่ต้องใส่เสื้อก็ได้ เอาผ้าขาวม้าคาดพุงไปบ้าง คาดสไบเฉียงไปบ้าง ไปวัดก็ไม่ต้องใส่เสื้อ ผ้าขาวม้าพาดบ่า เห็นพระก็เอาลงมาคาดพุงเสีย การทำบุญสุนทรทานเขาก็ทำกันเข้มแข็งพอสมควร ถ้ามีอันจะกินก็ต้องใส่บาตรกันเป็นประจำทุกวัน ถ้าบ้านนี้ถูกเรียกพ่อนั่นแม่นี่ละก็ ต้องใส่บาตรละ ไม่ใส่อายเขาตาย มีม้าตักบาตรติดประจำอยู่หน้าบ้าน เป็นเสา ๒ เสา มีกระดานพาดข้างบนแล้วตีตะปู ทีแรกคงเป็นม้าที่เคลื่อนที่ได้ ทีนี้พอยกเข้ายกออกทุกวัน เลยลงเสาติดไว้ ใช้นั่งเล่นก็ได้ ทุกบ้านที่พอมีอันจะกิน จะต้องมีม้าตักบาตร แล้วค่อยๆ หมดไป เหลือบ้างก็น้อยเต็มทีที่พุมเรียง บ้านที่ไม่ตักบาตร เขาใส่เป็น น.76ครั้งคราว ก็แยะเหมือนกัน เป็นขันเล็กๆ ที่มีม้าตักบาตรมักเป็นขันใหญ่ เป็นผู้มีนาให้เขาเช่า บ้านศรียาภัยที่อยู่สุดถนนไปทางทะเล เดี๋ยวนี้มีอนุสาวรีย์อยู่ บ้านนั้นเขาจะใส่ตลอดเวลาเช้าเลย และก็ซ้อนใหญ่กว่าใคร เป็นช้อนที่หาซื้อในตลาดไม่ได้ ถ้าเป็นคนธรรมดาช้อนเดียวก็กินพอ เขาสั่งลูกหลานให้ใส่ สมัยเราบวชคำสั่งนั้นยังอยู่ เราก็ไปรับบาตรเสมอ ต่อมาเมื่อผมไปอยู่กรุงเทพฯ แล้ว ลูกหลานชั้นหลังย้ายไปแล้ว เขายังขอร้องคนที่มาอยู่ที่นั่นให้ใส่บาตรด้วย เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วเพราะไม่มีคนรับช่วง สกุลศรียาภัยนี้เชื้อสายเดิมเขาก็เป็นคนถิ่นนั่นเอง เริ่มรับราชการจนตอนหลังได้เป็นเจ้าเมืองกันก็มี ว่าโดยสรุปแล้ว บ้านเรือนสมัยนั้น เขาอยู่กันสงบสุขพอสมควร ทรัพยากรธรรมชาติก็อุดมสมบูรณ์ด้วย ข้าวปลาอาหารก็มีกินมีใช้กันไม่เดือดร้อน มีวัดวาศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
Buddhadasa