ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ สองปีก่อนมรณภาพ พุทธทาสภิกขุต้อนรับคณะของท่านสุเมโธที่สวนโมกขพลาราม ท่านออกตัวตั้งแต่ต้นว่าการพบกันครั้งนี้ไม่อาจเป็นปาฐกถา — "เพราะว่าไม่มีแรง … ไม่มีลมพอที่จะพูดได้" — ขอให้ถือเป็นเพียงการสนทนาธรรม พูดกันอย่างตรงไปตรงมา "ภายในขอบเขตของมิตรสหาย" กระนั้นสิ่งที่ท่านเลือกหยิบมาคุยในเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ กลับเป็นเรื่องที่ท่านเห็นว่าสำคัญที่สุด คือ สาระชั้นหัวใจของพระพุทธศาสนา
ท่านเปิดประเด็นด้วยข้อสังเกตที่แรงพอจะสะดุดหู: พุทธบริษัททั้งหมดทุกวันนี้ยังเข้าไม่ถึง หัวใจของพระพุทธศาสนา เพราะคำว่า "พุทธศาสนา" เองได้เปลี่ยนความหมายไป กลายเป็น Buddhism เป็นลัทธิ (-ism) อย่างหนึ่งท่ามกลางลัทธิทั้งหลาย ซึ่งเป็นเพียง "สติปัญญาความรู้ของมนุษย์ที่ศึกษาและสรุปความเอาเอง"
🎧 ฟังช่วงนี้ · นาที ๘:๐๗ ยิ่งศึกษาพุทธศาสนาก็ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา … อย่าศึกษาพุทธศาสนาเลย แต่ศึกษาความจริงของธรรมชาติที่มีประโยชน์แก่มนุษย์โดยตรงเถิด
🎧 ฟังช่วงนี้ · นาที ๙:๓๐ ธรรมะที่ศึกษากันอยู่ ท่านชี้ว่ามักเป็น "ธรรมะสำหรับพูด ธรรมะสำหรับจำ ธรรมะสำหรับสอบไล่ ธรรมะสำหรับถกเถียง" กระทั่งกลายเป็นปรัชญา — แต่ไม่เป็นธรรมะที่ดับทุกข์โดยตรง หลักฐานก็คือตัวผู้ศึกษาเอง: เรียนมาหลายสิบปี ความทุกข์ยังอยู่เท่าเดิม ความยึดมั่นถือมั่นกลับมากกว่าเดิม · 🎧 ฟังช่วงนี้ · นาที ๑๗:๐๔ ตำราพุทธศาสนาที่พิมพ์กันมา ตั้งแต่พระบาลี อรรถกถา ฎีกา จนถึงงานร้อยกรองรุ่นหลัง ท่านประมาณว่า "เป็นกระดาษเป็นร้อยตัน เป็นพันตัน" แล้วตั้งคำถามว่า — ทำไมจึงยังดับทุกข์ให้โลกไม่ได้ หัวใจแท้ ๆ นิดเดียวมันอยู่ตรงไหน
ขอยืนยันว่าหัวใจของพระพุทธศาสนามีอยู่ที่คำพูดเพียงคำเดียวว่า อิทัปปัจจยตา … ขอให้จดจำคำนี้ให้ได้ก่อน คำนี้เป็นคำที่ต้องเข้าใจ เข้าใจแล้วปฏิบัติให้ได้
อิทัปปัจจยตา กับ ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องเดียวกัน (ในพระบาลีเรียกรวมว่า "อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท") ใจความมีเพียงว่า สิ่งทั้งปวงมีเหตุมีปัจจัย แล้วก็เป็นไปตามอำนาจของเหตุของปัจจัย — ท่านย่อยหลักทั้งหมดลงเป็นความจริง ๔ ประโยค ที่ขอให้ผู้ฟัง "ตั้งใจฟังให้ดี ให้เข้าใจ และจำไว้ให้แม่นยำ" 🎧 ฟังช่วงนี้ · นาที ๒๒:๔๗
ข้อที่หนึ่ง "สิ่งทั้งปวง" หมายถึงทุกสิ่งโดยไม่ยกเว้น — มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต วัตถุหรือจิตใจ การกระทำหรือผลของการกระทำ "ทุก ๆ ปรมาณูในจักรวาลเกิดจากอิทัปปัจจยตา เป็นไปตามกฎ อิทัปปัจจยตา" แม้แต่ความคิดเรื่องพระเป็นเจ้า ก็เกิดขึ้นในจิตใจมนุษย์ตามกฎนี้ · 🎧 ฟังช่วงนี้ · นาที ๓๓:๐๗ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ตรัสรู้เรื่องอิทัปปัจจยตานี้เอง เมื่อนำมาสอนโดยเจาะจงเฉพาะสิ่งมีชีวิต ที่รู้สุขรู้ทุกข์ได้ จึงเรียกให้แคบเข้ามาว่า "ปฏิจจสมุปบาท" — คืนตรัสรู้ทั้งคืนคือการทบทวน ปฏิจจสมุปบาท และหลังตรัสรู้ยังประทับทบทวนอยู่พระองค์เดียวอีก ๗ วัน ๗ คืน
ข้อที่สองและสาม 🎧 ฟังช่วงนี้ · นาที ๔๓:๐๑ ชี้จุดปฏิบัติที่ผัสสะ: เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง แล้ว "เผลอ ไม่มีสติ" นั่นคือการปฏิบัติผิดต่อกฎ กระแสปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์ก็ไหลไปตลอดสาย · ตรงกันข้าม หากมีสติเพียงพอ นำมาซึ่งปัญญาเป็นสัมปชัญญะ การปรุงแต่งที่ผิดก็ไม่เกิด กิเลสไม่เกิด ทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ — การถือศีล ให้ทาน ทำสมาธิ ตลอดจนการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย ศีลธรรม ประเพณี ท่านรวมไว้ในคำว่า "ปฏิบัติถูกต้องต่อกฎปฏิจจสมุปบาท" ทั้งสิ้น
ข้อที่สี่ 🎧 ฟังช่วงนี้ · นาที ๔๙:๕๑ คือขั้นชนะกฎ: มีสติสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลาจนกระแสปรุงแต่งฝ่ายผิดเกิดขึ้นไม่ได้เลย "ชีวิตก็ว่าง ว่างจากการปรุงแต่ง … ก็เป็นพระนิพพาน คือความที่ดับทุกข์เด็ดขาดสิ้นเชิง"
ท่านย้ำว่านี่เป็นกฎของธรรมชาติที่ universal และ absolute เต็มที่ — ครอบคลุมชีวิตทุกชนิด เทวดา มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน ต้นไม้ และมนุษย์ทุกชาติพันธุ์ โดยไม่ต้องถามว่าถือศาสนาอะไรมาก่อน (หากทำกฎนี้ให้เป็นบุคคล ก็คือพระเจ้านั่นเอง) ท่านยกอุปมาที่เด็ก ๆ ก็ฟังได้: มนุษย์ทุกชาติพันธุ์มีสิทธิเป็นโรคเดียวกัน และใช้ยาขนานเดียวกันแก้ได้ — ธรรมะก็เช่นกัน โรคคือความทุกข์เป็นโรคร่วมของทุกชีวิต และยาแก้ก็เป็นขนานเดียวกันคือการปฏิบัติถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา
บทสรุปของการสนทนาคือคำแนะนำเชิงปฏิบัติ: ไม่ต้องอ่านหนังสือเป็นตู้ ๆ เป็นตัน ๆ ไม่ต้องเดินทางไปศึกษาที่อินเดีย ทิเบต หรือที่ใด — "จะศึกษาพระไตรปิฎกทั้งหมดก็ยังไม่รู้ธรรมะ ต้องไปศึกษาชีวิตโดยตรง" โดยเฉพาะขณะที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กำลังทำหน้าที่ นั่นคือเวลาที่ดีที่สุด และเครื่องมือสำคัญคือ สติ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นฉัน ฉะนั้นขอให้เห็นปฏิจจสมุปบาทใน ๔ ความหมายดังกล่าว แล้วจะเห็นพระพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าอยู่กับตน
แล้วท่านก็จบการสนทนาอย่างที่เริ่ม — ตรงไปตรงมาตามอัตภาพ: "เอ้า, ผมหมดแรงจะพูดแล้ว … ไม่มีลมจะพูดแล้ว"