|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน
| บทความ | แฟ้มภาพ
| |
๑ จิตตภาวนา แปลว่า การทำจิตให้เจริญ นี้ก็อย่างหนึ่ง, หรือจะเรียกว่า สมาธิภาวนา นี้แปลว่า การทำให้เกิดคุณค่าด้วยอำนาจของสมาธิ คือใช้สมาธิทำให้เกิดคุณค่าต่าง ๆ, จะเรียกว่าจิตตภาวนาก็ได้ เพราะว่ามันต้องทำด้วยจิตที่เจริญ, เรียกว่าทำด้วยสมาธิก็ได้ เพราะทุกอย่างนั้นต้องทำด้วยจิตที่เป็นสมาธิ. ถ้าว่าแยกออกไปอีกมันก็กลายเป็นเรื่องสมถะ คือทำในส่วนจิต, และเป็นเรื่องวิปัสสนา ทำในส่วนที่เป็นปัญญา. (น.๑)
๒ เรื่องบำเพ็ญทางจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นก็ดี หรือเรื่องพระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้นอันมหาศาลนั้นก็ดี ที่แท้มันพูดได้ด้วยคำเพียง ๒ คำ ; ฟังดูให้ดีว่า พูดได้ด้วยคำเพียง ๒ คำ : ก็คือ ความทุกข์ คำหนึ่ง กับ ดับสนิทแห่งทุกข์ อีกคำหนึ่ง. (น.๓)
๓ จิตจะหายโง่ได้โดยการกระทำอย่างไร นั่นแหละ คือการกระทำที่เรียกว่าสมถะและวิปัสสนา หรือจะเรียกให้สั้นว่า สมาธิภาวนา, เรียกให้สั้นเข้าไปอีกก็จะเรียกว่า จิตตภาวนา เพราะคำพูดเหล่านี้ฟังกันไม่ค่อยถูก จึงเกิดความสับสนขึ้นในหมู่คนที่ฟังไม่ถูก. ถ้าฟังถูก มันก็จะลงกันสนิท ไม่สับสน ไม่ขัดแย้งกัน ไม่อะไรกัน เราจะเรียกด้วยคำสั้น ๆ ที่สุดว่า จิตตภาวนา, การปฏิบัติทั้งหมดนี้จะเรียกสั้นที่สุดว่า จิตตภาวนา คือ การทำจิตให้เจริญ; จิตมันยังไม่เจริญ เหมือนกับเมล็ดพืช ที่ยังไม่ได้เพาะ ไม่ได้ปลูก ไม่ได้รดน้ำพรวนดิน จิตมันยังไม่เจริญ. เดี๋ยวนี้ก็เอามาเพาะให้งอก รดน้ำพรวนดิน บำรุงจนมันเจริญ จนออกดอกออกผล, ทำจิตอย่างนี้ เราเรียกว่า จิตตภาวนา. (น.๗)
๔ สมถะทำจิตให้พร้อม พร้อมที่จะใช้งาน, วิปัสสนาใช้จิตที่พร้อมแล้วนั่นแหละ ให้ทำงาน. (น.๘)
สมถะมีการเพ่งลงไปที่อารมณ์สำหรับรวมกำลังจิต, วิปัสสนามีการเพ่งลงไปที่ความจริงของสิ่งที่ยึดถือ, นี่มันต่างกันมาก. ในขั้นสมถะ หรือที่เรียกว่า สมถะ นั้น จิตเพ่งลงไปที่สิ่งที่เป็นอารมณ์ สำหรับรวมกำลังจิตให้เป็นอันเดียว อารมณ์เดียว สิ่งเดียว ยอดเดียว, พอถึงวิปัสสนามันเพ่งไปที่สัจจะ หรือความจริงของสิ่งนั้น ๆ ที่ไปหลงยึดถือว่าตัวตน ; มันเพ่งคนละที่ อาการก็คนละอย่าง ; แม้จะเรียกว่า เพ่ง เพ่ง เหมือนกันนี้, แต่มันเพ่งกันคนละที่, เพ่งกันคนละวิธี. เรื่อง สมถะ เพ่งแล้วมันก็ได้สมาธิ คือ จิตที่รวมกำลัง, วิปัสสนา เพ่งแล้วมันก็ได้ ความรู้ หรือ ได้ความจริง ได้ปัญญาที่รู้ความจริง. (น.๙)
๖ ความเป็นสมาธิของจิตนั้น ธรรมชาติให้มาแต่เมล็ดพืช คือเท่าที่จะเอามาเพาะได้ ไม่ได้เพาะมาให้เสร็จ แต่มันให้มาสำหรับเอามาเพาะได้, เช่น เมล็ดถั่ว เมล็ดข้าว เมล็ดอะไร ได้มาแต่เมล็ดพืช แล้วก็เพาะออกมาเป็นต้นไม้, ธรรมชาติไม่ได้ให้มามากกว่านั้น. แต่มันก็ดีที่สุดแล้วที่ว่า ทุกคนมีเมล็ดพืชสำหรับความรอด, พืชพันธุ์เมล็ดพืชสำหรับความรอดนี้ ธรรมชาติให้มาครบถ้วนแก่ทุกคน. บางคนก็โง่ไม่รู้ ก็ไม่ได้เพาะไม่ได้ปลูก คือ ไม่ได้พัฒนา, บางคนโชคดี มันเผอิญได้รู้เรื่องนี้ แล้วมันก็ได้เพาะ ได้ปลูก ได้พัฒนา คนนั้นก็เลย ได้รับประโยชน์ทางจิตใจสูงกว่าคนธรรมดา ถึงขนาดที่เรียกว่า บรรลุมรรค ผล นิพพาน. (น.๒๑-๒๒)
๗ ขอให้รู้ถึงที่สุดว่า มันเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องมีและต้องทำ ไม่ยกเว้นที่บ้านที่เรือนหรือที่วัดที่ในป่า, ไม่ยกเว้นว่าเด็กผู้ใหญ่หรือหญิงชาย. ธรรมชาติต้องการให้มีวิปัสสนา คือ รู้แจ้งตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร นั้นแหละวิปัสสนา. ขอให้รู้ชัดว่าอะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไรในทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นแหละคือวิปัสสนาที่ถูกต้องและสมบูรณ์ ; ไม่ใช่เพียงแต่มานั่งกำหนดลมหายใจอยู่ที่นี่หรือที่ไหน ; แต่เป็นเรื่องที่ต้องมีความรู้ความเข้าใจ ต่อทุกสิ่งที่แวดล้อมรอบ ๆ เราอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ว่าอะไร นี้อะไร นี้เป็นอะไร, ไปเกี่ยวข้องเข้าแล้วมันจะทำอะไร มันจะให้อะไร มันจะกัดเอาหรือไม่, นั้นแหละคือวิปัสสนา. (น. ๒๔)
๘ ทำไมจึงต้องมีจิตตภาวนา? เรามีจิตตภาวนา เพื่อสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ จิตนั้นมันจะแสดงผลออกมาถึงที่สุดสูงสุด สมบูรณ์ที่สุด สำหรับจะได้เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด คือมนุษย์เย็น. มนุษย์เลวที่สุด คือ มนุษย์ร้อนระอุอยู่ด้วยกิเลสทั้งวันทั้งคืน, เป็นมนุษย์ร้อนนั้นเลวที่สุด เลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน ; เพราะเดรัจฉานมันยังไม่ร้อนเท่านั้น. (น.๒๘)
๙ สมาธิภาวนาแปลว่า การเจริญสมาธิก็ได้ นี่ฟังดูให้ดีว่า สมาธิภาวนาแปลว่าการเจริญสมาธิก็ได้. แต่ที่แท้นั้นแปลว่า การเจริญสิ่งที่ควรเจริญ โดยใช้สมาธิเป็นเครื่องมือ ; อย่างนี้เรียกว่าสมาธิภาวนา. (น.๓๑)
ฌาน แปลว่า ความเพ่ง หมายถึง กิริยาที่เพ่งก็ได้ หมายถึง ผลแห่งการเพ่งนั้นก็ได้ ; กิริยาแห่งการเพ่งนั้นก็มี ๒ อย่าง คือ เพ่งลงไปที่อารมณ์ ก็ได้สิ่งที่เรียกว่าสมาธิ, ถ้าเพ่งที่ลักษณะแห่งธรรมนั้น ๆ ก็ได้ปัญญาหรือวิปัสสนา. ความเพ่งก็เรียกว่าฌาน กิริยาที่เพ่งก็เรียกว่าฌาน ผลของการเพ่งก็ยังเรียกว่าฌาน ; แล้วยังหมายความอย่างอื่นได้อีก อย่างน้อยก็ ๓ ความหมาย : กิริยาที่เพ่ง ก็เรียกว่าฌาน, ความเพ่งภาวะแห่งความเพ่งก็เรียกว่าฌาน เป็นกิริยานาม, ถ้าเป็นผล ก็เรียกว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เป็นต้น ก็ยังเรียกว่าฌานอยู่นั่นเอง. (น.๓๒)
๑๑ สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ก็คือวัฒนธรรมอันหนึ่งด้วย เป็นวัฒนธรรมทางจิต, ในตอนหลัง ๆ สูงขึ้นมา ให้เรารู้ข้อเท็จจริงอันนี้ว่า แม้แต่จิตตภาวนานี้ก็เป็นวัฒนธรรมอันหนึ่งของมนุษย์, และเจริญขึ้นมาตามลำดับ จนสูงสุดอยู่ในระบบที่เรียกว่าศาสนา, โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ไม่มีเหลือไว้สำหรับเป็นปัญหาอีกต่อไป เลยเรียกว่าเป็นยอดสุดของวัฒนธรรมในทางจิต. (น.๓๖)
๑๒ ทางวัตถุมันก้าวหน้าเพื่อความสะดวกสบายก็จริง, แต่พร้อมกันนั้น ก็แฝงเอาความยุ่งยาก ความวินาศ ไว้ในนั้นด้วย ถ้าไม่รู้จักแยกออกจากกัน, มนุษยชาติคือมนุษย์ทั้งหมดนี้ จะต้องวินาศด้วยความก้าวหน้าทางวัตถุของตนเอง. สิ่งที่จะคุ้มครองมนุษย์ ให้ยังอยู่ต่อไป ก็คือเรื่องทางจิตใจ ; รู้จักทำจิตใจให้ถูกต้องเพื่อความสงบสุข, และรู้จักทำจิตใจให้ถูกต้อง เพื่อควบคุมความก้าวหน้าทางวัตถุ ให้มันเป็นไปแต่ในทางถูกต้อง, อย่าให้เป็นไปเพื่อความวินาศของมนุษยชาติเสียเลย. (น.๓๙)
๑๓ จิตตภาวนาคืออะไร? ในชั้นแรกนี้ก็คือวัฒนธรรมทางจิต, เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ จนรู้จักควบคุมจิต แม้ว่าจะไม่มีความก้าวหน้าทางวัตถุ ก็ยังทำให้เป็นสุขได้. นี้ออกจะเป็นการท้าทายมากอยู่สักหน่อยว่า แม้จะไม่มีความก้าวหน้าทางวัตถุ พวกที่มีวัฒนธรรมทางจิตก็ยังอยู่เป็นสุขได้ ; แต่ถ้ามีความก้าวหน้าทางวัตถุ แล้วเอามาใช้ให้ถูกต้องให้พอดี มันก็จะเป็นความสะดวกสบายมากขึ้นไป ; แต่ระวัง ๆ มันจะหลงพลัดไปสู่ความหลงเกินไป, เป็นการบูชาสิ่งเหล่านี้ แล้วจะมีแต่ผลร้าย. (น.๔๐)
๑๔ ชีวิตนี้มันจะเกิดความคิดนึกรู้สึกว่ามีตัวตน มีตัวกู ของกูขึ้นมาได้เอง สัญชาตญาณนี้เป็นแม่บทแห่งสัญชาตญาณทั้งหลาย ; เพราะมีตัวตน มันจึงต้องมีการกินอาหาร มีการอยู่ มีการต่อสู้ มีการสืบพันธุ์ มีอะไรครบไปหมดเลย, เพราะมันตั้งอยู่บนรากฐานแห่งสัญชาตญาณของการมีตัวตน. นี่ขอให้พิจารณาดูให้ดีว่า อันนี้แหละเป็นปัญหาที่ยากที่สุด เพราะว่าการเห็นแก่ตัวตนนั้น มันเป็นสัญชาตญาณที่ละไม่ได้; ยังละไม่ได้ก็ขอให้ควบคุมสิ, ให้เห็นแก่ตนในทางที่ถูกต้องหน่อยสิ คือ อย่าไปทำอันตรายผู้อื่น, เห็นแก่ตนชนิดที่เห็นแก่ผู้อื่นด้วยสิ. (น.๔๓)
พุทธศาสนานี่ควบคุมสัญชาตญาณ ปรับปรุงสัญชาตญาณ กระทั่งว่าเปลี่ยนกระแสแห่งสัญชาตญาณ เลิกล้างอะไรบางอย่างเสีย, มันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เกินไปที่นึกว่าไม่น่าจะทำได้ ในการที่จะทำลายสัญชาตญาณเสีย หรือทำให้มันตรงกันข้าม. พวกอื่นเขาทำไม่ได้ เขาก็ยึดตัวตนเป็นหลัก ; เรามันยังหวังว่าจะทำลายตัวตนเสียให้เป็นสุญญตา คือ ว่างจากตัวตน จิตก็ไม่เห็นแก่ตัวตนได้. ใครจะดีกว่าใครก็ให้สังเกตดูก็แล้วกัน. (น.๔๔)
๑๖ จิตตภาวนาเป็นเครื่องมือ จิตตภาวนาคือเครื่องมือ วิธีการที่จะพัฒนาจิตให้สูงขึ้น แล้วให้มีกำลังมาก ; แล้วใช้มันทำหน้าที่ได้ดีที่สุด. การทำสมาธินี่คือเครื่องมือสำหรับพัฒนาจิต ฝึกฝนจิต อบรมจิต จนกระทั่งว่าจิตมันสามารถทำหน้าที่ตามธรรมชาติที่จิตควรจะทำได้ดีที่สุด ; ฉะนั้น เราจะมีความจำดี มีความคิดดี มีการสังเกตดี สุขุมรอบคอบดี ดีกว่าคนธรรมดามากมาย ก็เพราะว่าเราสามารถพัฒนาจิตโดยใช้เครื่องมือ คือสมาธิภาวนา จะคิดลึกถึงสิ่งที่ไม่เคยคิดได้. (น.๔๗)
๑๗ สำหรับพุทธบริษัทเรา เรามีความคิดเห็น, มีความเห็นแจ้งโดยประจักษ์แล้ว ว่าสิ่งทั้งปวงมีความสำคัญรวมอยู่ที่สิ่ง ๆ เดียวคือจิต, ไม่ว่าอะไรทุกสิ่งในสากลจักรวาล มันขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวคือจิต. จงไปจัดการกับจิตให้เป็นไปตามที่เราต้องการ ชีวิตร่างกายความสุขความทุกข์ทั้งหมดเลย มันขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียว คือ จิตที่รู้สึกต่อสิ่งเหล่านั้น ; ถ้าไม่มีจิต ก็ไม่มีอะไรจะรู้สึกต่อสิ่งเหล่านั้น, สิ่งเหล่านั้นก็เท่ากับไม่มี เหมือนกับว่าโลกจักรวาลนี้มันไม่มี ถ้าไม่มีสิ่ง ๆ เดียวคือจิต. (น.๕๑)
๑๘ ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น มีนิวรณ์ห้ารบกวนอยู่เสมอ. เดี๋ยวความคิดเรื่องกามารมณ์มา, เดี๋ยวความคิดเรื่องพยาบาทขัดแค้นในใจมา, เดี๋ยวเรื่องจิตหดหู่ห่อเหี่ยวมา, เดี๋ยวจิตมันฟุ้งซ่านมา เดี๋ยวความไม่แน่ใจลังเลมา. ที่เรียกว่านิวรณ์ห้า มนุษย์ทุกชนิดทุกชาติทุกภาษา จะถูกรบกวนด้วยนิวรณ์ทั้งห้าเป็นประจำวัน. พอนิวรณ์ทั้งห้าอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามเกิดขึ้น จิตก็สูญเสียสมรรถภาพทันที คืออ่อนกำลังลงทันที แล้วก็ไม่มีความสุขด้วย ; พอกวาดนิวรณ์ห้าออกไปจากจิต จิตก็เข้มแข็งสดชื่น แจ่มใส มั่นคง บึกบึนขึ้นมาทันที ทำอะไรได้ดี. มนุษย์จึงควรจะมีวิธีใช้ในชีวิตประจำวันที่จะกวาดนิวรณ์ทั้งห้าแต่ละอย่าง ๆ นี้ออกไปเสีย ทุกคราวที่มันมารบกวน. (น.๕๓-๕๔)
๑๙ ความทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นในชีวิตของเรา รบกวนอยู่ตลอดเวลานั้น เพราะว่าเรามันโง่เมื่อมีผัสสะ, คือมีการกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เป็นประจำวัน. ในขณะแห่งผัสสะเช่นนั้น เรามันโง่เหมือนกับไม่รู้อะไร, ไม่มีสติรู้สึกอะไร ไม่มีปัญญาที่จะรู้แจ้งอะไร จิตใจมันก็ปรุงกันไป ในลักษณะที่ต้องเป็นทุกข์ อย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้. (น.๖๓)
ทำสมถวิปัสสนานี้ เพื่อให้มีสติเร็วและเพียงพอ และเพื่อให้มีการบังคับจิตได้ ; สองอย่างเท่านี้ก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว, หรือว่าจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า ปัญหาทุกอย่างมันมารวมอยู่ที่ปัญหาสองอย่างนี้ ; ถ้าเรามีสติ และบังคับจิตได้ ปัญหาทั้งหลายจะมารวมอยู่ที่นี่ แก้ได้โดยการกระทำอย่างนี้. ที่จะบรรลุมรรคผล นิพพาน เป็นพระอรหันต์ ก็เพราะว่าบังคับจิตได้ อย่างนี้เป็นต้น ; เราจึงมุ่งไปยังปัญหาหลักว่า จะต้องมีสติให้เร็วให้พอ และจะบังคับจิตให้ได้, เอาเป็นว่ามันมีเรื่อง มีสติและบังคับจิตได้. (น.๖๕)
๒๑ ถ้าเห็นอนัตตาอยู่จริง ๆ มันจะสลดสังเวชขึ้นมาเอง, เบื่อหน่ายคลายกำหนัดต่อสิ่งที่เคยรักนั่น รักนี่ หวงนั่นหวงนี่ เคยยึดถือนั่นยึดถือนี่. โดยเฉพาะยึดถือในเรื่องสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อย หรือในชีวิต มันจะเริ่มรู้สึกคลายความหมายมั่นยึดมั่นในชีวิตออก, เรียกว่าลดความยึดถือลง, เรียกว่า วิราคะ-วิราคานุปัสสี. เดี๋ยวนี้จิตของเราเริ่มคลาย จากสิ่งที่เราเคยหลงบ้า หลงรัก หลงยึดถือ เรียกว่า คลายหนอ คลายหนอ มันคลายแล้วหนอ มันคลายแล้วหนอ, คลายแล้วหนอ. (น.๘๔)
๒๒ เมื่อเห็นอนิจจังเต็มที่ ส่องลงไปอย่างแรง, อย่างแรงเหมือนกับว่าสมาธิอย่างแรง เหมือนกับรวมแสงไฟอย่างแรงจี้ลงไป มันก็ร่วงผลอย ๆ ผลอย ๆ เหมือนกับใบไม้ร่วง ; ไม่ว่าเป็นความยึดถืออยู่ในอะไร สิ่งนั้นก็ร่วงไป ๆ ร่วงไป. ท่านเรียกสั้น ๆ ว่า หลุดพ้น คำเดียวก็ได้ ; แต่ในคำว่าหลุดพ้นเพียงคำเดียว มันมีเห็นไม่เที่ยง เห็นอนัตตา เห็นจางคลาย เบื่อหน่าย เห็นดับ เห็นหลุดพ้น เห็นสลัดคืน. นี่เห็นหมด. (น.๘๕-๘๖)
๒๓ เอาว่า ลัดสั้นนี้ คือว่าเราจะไม่ทำสมาธิจนถึงกับเป็นฌานเป็นอะไร, มีสมาธิพอสมควรแล้ว จิตกำหนดสิ่งต่าง ๆ ที่จะต้องกำหนด : กำหนดลม, กำหนดลักษณะของลม, กำหนดเกิด-ดับของลม, ไม่เที่ยงของลม, อนัตตาของลม, กำหนดเบญจขันธ์ที่หาพบได้อันเนื่องอยู่กับลม แล้วเบญจขันธ์ที่สำคัญที่สุด คือ เวทนาขันธ์ ; ถ้าเห็นความไม่เที่ยงของเวทนาขันธ์แล้วก็รอดตัว ; เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ มันไปรวมอยู่ที่เวทนาขันธ์ : ให้หลงรักก็รักเป็นบ้าเลย ให้หลงเกลียดหลงโกรธ ก็โกรธเกลียดเป็นบ้าไปเลย, ถ้าพบความไม่เที่ยงของเวทนาขันธ์ อนัตตาของเวทนาขันธ์ แล้วเรื่องมันก็จบได้, หลุดพ้นและปล่อยวางได้ ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้ก็ได้. เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าลัดสั้น ๆ . ระบบลัดสั้น มีเพียง ๒-๓ ขั้น ทำจิตเป็นสมาธิพอสมควร แล้วกำหนดลมหายใจ จนเห็นความไม่เที่ยง ; ต่อจากนั้นมันจัดการของมันเอง. นี่เรียกว่าลัดสั้น. (น.๙๕-๙๖)
๒๔ จิตมีสมบัติอยู่ ๒ ชนิด คือ กิเลสกับโพธิ ; เมื่อใดกิเลสครองจิต ก็พาไปเป็นกิเลส, เมื่อใดโพธิครองจิต ก็ดึงจิตมาสู่ฝ่ายนี้ ฝ่ายที่อยู่เหนือกิเลส. ทีนี้การฝึกหัดอย่างที่ว่านี้ เป็นการฝึกหัดให้จิตมาอยู่ฝ่ายโพธิ, อยู่กับโพธิ มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา. มันน่าหัวที่ว่า ไม่มีตัวตนบุคคลอะไรที่ไหน, มีแต่จิตกับสมบัติของจิต มันก็ยังทำกันได้. ให้รู้ความจริงข้อนี้ เป็น ก ข ก กา ของเรื่องสมาธิที่ต้องรู้กันก่อน มิฉะนั้นก็จะโง่ลึกเข้าไปอีก ยิ่งกว่าไม่ทำเสียอีก. (น.๙๗)
เมื่อจิตว่างจากความยึดถือว่าตัวตน ไม่จับฉวยอะไร นั่นคือจิตว่าง ; จิตตอนนี้ยิ่งฉลาด ยิ่งคิดเก่ง นึกเก่ง อะไรเก่ง เก่ง ๆ ไปหมด เพราะมันไม่มีความหมายแห่งตัวตนเข้ามาแทรกแซงให้ยุ่งยาก ให้หม่นหมอง ให้รุงรังไปหมดด้วยความยึดถือนั่นนี่เป็นตัวตน. (น.๑๙๘)
๒๖ การเห็นธรรมะหรือของจริงนี้ แล้วบรรลุมรรคผลนั้น มันมีได้ในระยะไหนก็ได้ ไม่ใช่ว่าต้องทั้งหมดแม้ระยะตอนต้น ๆ นี้ก็ได้, มันแล้วแต่ความประจวบเหมาะ ความประจวบเหมาะของจิต และอารมณ์ที่จิตกำหนด และการเจริญภาวนา. ถ้ามีความประจวบเหมาะของจิต ของอารมณ์ และการเจริญภาวนาแห่งกรณีนั้น ๆ แล้ว ย่อมจะเกิดยถาภูตสัมมัปปัญญาได้ทั้งนั้น. ดังนั้น เราจึงได้ยินได้ฟังเรื่องราวว่า เขาไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพูดกันสองสามคำ บรรลุพระอรหันต์ก็มี. หรือว่าพูดกะใครเพียงไม่กี่คำบรรลุพระอรหันต์ก็มี, เพราะมันเป็นความประจวบเหมาะของจิต ของอารมณ์ที่จิตกำหนด และการเป็นไปในจิต หรือพฤติของจิตนั้นมันประจวบเหมาะ มันก็โพลงขึ้นด้วยปัญญา เหมือนไฟลุกโพลงขึ้นมา เรียกว่ายถาภูตสัมมัปปัญญา - ปัญญาถูกต้องตามที่เป็นจริง เกิดขึ้นมาเมื่อไร มันก็มีผลสำเร็จเมื่อนั้น. ฉะนั้น เราก็มีหน้าที่แต่ว่าเห็นความว่าง พิจารณาความว่าง ศึกษาความว่าง เห็นความว่าง กำหนดความว่างของสิ่งทั้งปวงที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่ ภายในภายนอกอยู่ตลอดไปก็แล้วกัน. (น.๑๙๙)
๒๗ ไม่เหลือวิสัยในการเข้าถึงความว่างอันแท้จริง คือ สุญญตาในพระพุทธศาสนา ; มันเหลือวิสัยสำหรับคนที่ไม่เอาใจใส่ และเขาต้องการจะเอาไปใช้เป็นประโยชน์อย่างอันธพาล เขาก็ไม่สนใจที่จะประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง. (น.๒๐๑)
๒๘ โลกนี้คือสิ่งที่มันรู้จักได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนะ : ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัสทางผิวหนัง, มันจะมีกี่อย่าง กี่สิบอย่าง กี่ร้อยอย่างในสิ่งเหล่านั้น, ดูให้เห็นความว่างจากตัวตน ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. (น.๒๐๖)
๒๙ ความหลุดพ้นมันมีได้เพราะปัญญา ที่เห็นอนัตตาหรือสุญญตา ช่วยเข้าใจกันไว้ดี ๆ เถอะ บริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพราะปัญญา. ทีนี้ปัญญาอะไร? ก็ต้องปัญญาที่เห็นอนัตตาหรือสุญญตา, ปัญญาอื่นยังไม่เพียงพอ ที่จะให้บริสุทธิ์และหลุดพ้นได้. (น.๒๐๗)
ตถตา ตัวหนังสือแปลว่าความเป็นเช่นนั้น, ตถา แปลว่า เช่นนั้น, ตถาตาก็แปลว่า ความเป็นเช่นนั้น, อวิตถตา-ความไม่แปลกไปจากความเป็นอย่างนั้น อนัญญถตา-ความไม่เป็นโดยประการอื่นจากความเป็นอย่างนั้น, ธัมมัฏฐิตตา-เป็นการตั้งอยู่ตามธรรมดา ธัมมนิยามตา-เป็นกฎตายตัวของธรรมดา; เพียงเท่านี้ก็จะมองเห็นความหมายได้บ้างแล้วไม่มากก็น้อย, คือว่าอะไร ๆ มันก็เน้นอยู่ตรงที่คำว่า เช่นนั้น เช่นนั้น, คือไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น, แล้วเป็นของตั้งอยู่อย่างเป็นกฎตายตัวของธรรมดา, เป็นการตั้งอยู่ตามธรรมชาติ แม้จะพูดว่าตั้งอยู่ตามธรรมชาติ มันก็คือ ตั้งอยู่อย่างนั้นแหละ มันไม่ตั้งอยู่อย่างอื่น. (น.๒๑๓)
๓๑ ตถตาก่อให้เกิดความรู้สึกว่า ไม่มีอะไรน่ายินดียินร้าย ; เพราะมันเท่ากันจริง ๆ เป็นอย่างเดียวกันจริง ๆ ในความเป็นเช่นนั้น จึงไม่มีอะไรที่จะแยกออกมาสำหรับจะยินดีแล้วก็แยกออกไปสำหรับจะยินร้าย. ความยินดียินร้ายเป็นความรู้สึกของคนโง่ โดยที่เขาไม่รู้ว่า ถ้ามันตรงกับความต้องการของเขา เขาก็ยินดี, ถ้ามันไม่ตรงกับความต้องการของเขา เขาก็ยินร้าย. มันเป็นเรื่องของธรรมดา ที่ไม่ต้องการให้ตรงกับความประสงค์ของใคร, มันเป็นไปได้ตามกฎอิทัปปัจจยตาของมันเอง คือ เป็นเช่นนั้น เช่นนั้น ๆ ๆ. (น.๒๑๔)
๓๒ ถ้าเห็นตถาตา -ความเป็นอย่างนั้นแล้ว จะทำให้ไม่มีอะไรแปลก ไม่มีอะไรที่น่าอัศจรรย์ ไม่มีอะไรขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ไปกว่าธรรมดา จนโง่งมงาย. (น.๒๑๕-๒๑๖)
๓๓ ถ้าเห็นตถาตาแล้วก็จะไม่มีอะไรขลังหรือศักดิ์สิทธิ์. พุทธศาสนามีแต่สิ่งที่เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา ; ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา. (น.๒๑๖)
๓๔ อานิสงส์ของการเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ก็คือว่า จะไม่เกิดอุปาทานในสิ่งใด ๆ ; ความทุกข์ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้จากสิ่งใด ๆ เพราะว่าเขาไม่มีอุปาทานในสิ่งใด ๆ ในโลก ถ้าเขาไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใด เขาก็ไม่เกี่ยวข้องด้วยอุปาทาน แต่ว่าเกี่ยวข้องด้วยสมาทาน. (น.๒๒๐) อุปาทาน (ถือเอาด้วยความยึดมั่นถือมั่น), สมาทาน (ถือเอาอย่างดี, เข้าไปจับฉวยเอาอย่างดี) - กองบรรณาธิการ
ไม่กินเนื้อกินแต่ผัก ถ้ามันยึดมั่นถือมั่นหลักอันนั้นว่า มันเป็นวิธีเดียวเท่านั้นสำหรับบรรลุถึงนิพพาน อย่างนี้แล้วก็เรียกว่า ถือวัตรปฏิบัตินั้นด้วยอุปาทาน, มันก็จะติดแจอยู่ที่นั่นไปไม่ได้ เพราะมันถือเอาด้วยอุปาทาน. แต่ถ้ามองเห็นว่า การทำอย่างนั้นมีผลดีอย่างนั้น, เพื่อให้เกิดความเบาสบายอย่างนั้น, เป็นการส่งเสริมการเป็นอยู่หรือการปฏิบัติต่อไป มันก็ดี, มันก็ได้. (น.๒๒๑)
๓๖ ความรู้เรื่องตถตา -เช่นนั้นเอง ๆ ช่วยได้ถึงอย่างนี้ คือ ช่วยให้ไม่หลงใหลไปในอารมณ์ใด ๆ ไม่ว่าทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางจิตใจเอง. นี่เรียกว่ามันเกิดสติปัญญาสมบูรณ์เสียแล้วเมื่อผัสสะ, ถ้าไม่อร่อยมันก็เช่นนั้นเอง มันไม่ต้องเป็นบ้างุ่นง่านให้ละอายแมว. (น.๒๒๓)
๓๗ คำว่าตถาคตไม่ได้หมายถึงแต่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียว, แล้วก็ไม่ได้หมายถึงว่าสัตว์ทั่วไป ; แต่หมายถึงผู้ถึงแล้วซึ่งตถา คือความเป็นเช่นนั้นเอง, เป็นยอดสุดของมนุษย์ เป็นผู้เรียนจบ. ถึงที่สุดของการศึกษา ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นเช่นนั้นเอง. ฟังแล้วก็น่าหัวเราะ เมื่อเรียนจบ เรียนจบหมดแล้วก็ได้ความรู้ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นเช่นนั้นเอง, ฟังแล้วก็น่าหัวเราะ. แต่ลองไปหัวเราะเข้าเถอะจะโง่เอง, จะโง่ดักดานเองแหละ. การที่รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นเช่นนั้นเอง มันคือยอดสุดของความรู้. (น.๒๒๕)
๓๘ เราจะปฏิบัติเกี่ยวกับตถตานี้ในชีวิตประจำวันกันอย่างไร? สรุปสั้น ๆ ก็ว่า มีสติทันเวลา, มีสติทันเวลา ในทุกสิ่งว่า มันเช่นนั้นเอง. (น.๒๒๙)
๓๙ ตถตานี้มันเป็นเครื่องเช็ดน้ำตาของคนโง่ หรือคนใจอ่อน หรือว่าลูกเด็ก ๆ เล็ก ๆ นี่มันมีน้ำตาออกง่าย ; ความรู้เรื่องตถตานี่จะเป็นเครื่องเช็ดน้ำตาทุกชนิด ; ดังนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะลืม, ควรจะมีสัญญลักษณ์ ให้เห็นอยู่ในที่ทั่วไป, เขียนว่าตถตาไว้ที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง ตรงที่ควรเขียน ในปกสมุดโน้ตก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ที่มันควรจะเขียน เขียนไว้ว่า ตถตา -เช่นนั้นเอง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบแต่งตัวให้สวยที่หน้ากระจกเงา เขียนไว้ที่กระจกเงา พอมันจะมาแต่งตัวให้สวยที่กระจกเงา มันก็จะเห็นตถตา ๆ แล้วมันก็คงจะทำให้ถูกต้องพอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป. (น.๒๓๗)
สมถะนั้นคือการรวมกำลังของจิต, วิปัสสนานั้นคือการใช้กำลังจิตที่รวมแล้วนั้น เพื่อประโยชน์อะไรสักอย่างหนึ่ง, ในที่นี้ก็เพื่อความเห็นแจ้ง เราจึงได้เรียกว่าวิปัสสนา; มันต่างกันอยู่อย่างมากนะ : อันหนึ่งเป็นการรวมกำลังให้เกิดขึ้น รวมกำลังจิตให้เกิดขึ้น เรียกว่าสมถะ, อันที่สองใช้กำลังที่รวบรวมแล้วนั้นดู ดูให้เห็นตามที่เป็นจริง จึงเรียกว่าวิปัสสนา. (น.๒๔๐)
๔๑ สมถะนั้นเปรียบเหมือนน้ำหนัก, วิปัสสนานั้นเปรียบเหมือนกับความคม ; เมื่อเราฟันอะไรลงไปด้วยอาวุธมีคม. สองอย่างมันทำงานพร้อมกัน คือ น้ำหนักที่ฟันลงไปนี้เป็นสมถะ, ความคมของอาวุธนั้นเป็นวิปัสสนา. เอาละ, มีดอันนี้คมเฉียบแต่ไม่มีน้ำหนักที่จะฟันลงไป แล้วมันก็ไม่ตัด, หรือว่ามีดอันนั้นมีน้ำหนักที่จะฟันลงไป แต่ไม่มีความคม มันเหมือนกะเอาสันมีดฟัน อย่างนี้มันก็ไม่มีผลอะไร. ฉะนั้น จงดูให้ดีในข้อที่ว่า น้ำหนักกับความคมนั้น ต้องรวมเป็นอันเดียวกัน, แล้วทำงานคราวเดียวกัน ทำงานพร้อมกัน การตัดนั้นก็จะมีผลสมบูรณ์. นี่การตัดกิเลสเป็นอย่างนี้ : ใช้สมถะเป็นน้ำหนัก ใช้วิปัสสนาเป็นความคม, ทำงานร่วมกันลงไป แล้วก็ตัดกิเลสได้. (น.๒๔๐-๒๔๑)
๔๒ พุทธบริษัทอย่าได้โง่ อย่าได้แตกตื่น, อย่าได้ตื่นตูม. จงรู้จักพุทธศาสนาของตนเอง ว่ามันไม่มีทางที่จะผิดได้ ; เพราะกล่าวไปตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติ เป็นเรื่องของธรรมชาติ, ไม่มี theology, ไม่เกี่ยวกับ theology คือไม่เกี่ยวกับเทวดาหรือพระเจ้าหรืออะไรหมด, อยู่กับสิ่งที่เรียกว่าธาตุตามกฎของธรรมชาติ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ, เป็นเรื่องของธรรมชาติก็แล้วกัน ถ้าไม่ชอบพูดว่าเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ก็พูดว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ ; ที่จริงความรู้เรื่องธรรมชาตินั้นแหละคือวิทยาศาสตร์. ฉะนั้น พุทธศาสนาจึงไม่มีอะไรแบ่งให้ไปกับ theology คือ เทวศาสตร์ ที่เขาใช้คำเรียกกัน เทวศาสตร์. (น.๒๔๖-๒๔๗)
๔๓ พุทธศาสนาไม่ต้องการผูกขาด ด้วยคำพูดอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งศาสนาอื่นเขามีเรียกว่า บทบัญญัติเฉียบขาดตายตัว, ดูเหมือนเขาเรียกกันว่า ด๊อกม่า (dogma) dogmatic system คำพูดที่ผูกขาดเปลี่ยนไม่ได้ แล้วก็ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ด้วย. เช่น พวกที่ถือพระเจ้าก็ว่าพระเจ้าสร้างโลก, ข้อนี้ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็มีอีกหลายข้อ ; ทั้งหมดนี้เรียกว่าด๊อกม่า เป็นภาษาอังกฤษ. ภาษาไทยไม่รู้จะว่าอะไร เพราะไม่มีใครเคยแปล, ก็ต้องเรียกบทบัญญัติตายตัว, บทบัญญัติที่ตายตัว ไม่ยอมให้วิพากษ์วิจารณ์, ให้เอาศรัทธาเป็นพื้นฐานรองรับ ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ ; อย่างนี้ในพุทธศาสนาไม่มี. (น.๒๔๗)
๔๔ ไม่ต้องถามว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นจริงหรือไม่จริง. เดี๋ยวนี้ไม่ต้องถามแล้ว เพราะปรากฏชัดเสียแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้ว่าอย่างไร, พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไม่ให้ยึดถือโดยความเป็นตัวตน ให้เห็นโดยความเป็นของว่าง เป็นเช่นนั้นเอง เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ; ท่านได้สอนไว้อย่างนี้แล้ว ไม่ต้องย้อนกลับไปหาว่า ท่านได้พูดจริงหรือได้เกิดขึ้นจริง นั้นไม่ต้อง. ก็มาพิจารณาดูที่สอนนี้ดับทุกข์หรือไม่? เอาคำสอนที่ท่านสอนไว้อย่างไร ที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกอย่างไร มาดูว่า ถ้าทำตามนี้แล้วมันดับทุกข์ได้หรือไม่? ถ้าเห็นว่ามันมีทางที่จะดับทุกข์ได้ ก็ปฏิบัติ ก็ดับทุกข์ได้ แล้วก็เชื่อเสีย, แล้วก็ปฏิบัติยิ่งขึ้นไป ปฏิบัติยิ่งขึ้นไป มันก็ดับทุกข์ได้. (น.๒๔๙)
วิทยาศาสตร์นี้ตัวเรียนรู้เรื่องธาตุ แต่มันธาตุฝ่ายวัตถุธรรม, แล้วเรียนรู้เรื่องธาตุเพื่อจะทำอาวุธฆ่าคนที่เดียวตั้งล้าน เช่น ระเบิดปรมาณูอะไรพวกนี้ มันจะสามารถฆ่าคนทีเดียวเป็นล้าน ๆ เขาเรียนเรื่องธาตุเพื่อรู้วิธีใช้อาวุธอย่างนี้. เขาเรียนเรื่องธาตุเพื่อจะไปโลกอื่น : ไปโลกพระจันทร์ ไปโลกพระอังคาร, ไปโลกอะไรที่เขากำลังจะไปกันอยู่. เขาเรียนเรื่องธาตุอย่างนั้น เขายิ่งหลงรักธาตุ เพราะว่าธาตุเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เขาได้สิ่งที่เขาต้องการ, ธาตุนั้นมันก็เป็นเครื่องให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นเสีย แล้วมันไม่ดับทุกข์, แล้วมันต้องฆ่าผู้อื่นด้วย จึงจะได้ครองโลกคนเดียว. การเรียนรู้เรื่องธาตุตามธรรมชาติสมัยนี้ มันรู้เพื่ออย่างนี้. ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น ถ้ารู้เรื่องธาตุตามธรรมชาติแล้ว มันก็เพื่อจะดับทุกข์ในหัวใจ, ไม่เอาอะไรมายึดถือไว้โดยความเป็นตัวกู-ของกู, ให้มันเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ. (น.๒๕๓-๒๕๔)
๔๖ เมื่อเจริญสมถวิปัสสนากำหนดอะไรอยู่ ก็ให้รู้ความหมายแท้จริงว่า ทุกอย่างนั้นเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ : กำหนดลมหายใจอะไรอยู่, แม้แต่นิมิตที่เกิดขึ้น ผลที่เกิดขึ้น, แม้ฌานสมาธิสมาบัติเกิดขึ้น ก็เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ, เกิดญาณ เกิดยถาภูตทัสสนะ หรือว่าเกิดยถาภูตสัมมัปปัญญาก็สักว่าธาตุตามธรรมชาติ เป็นญาณธาตุ ธาตุตามธรรมชาติ, ก็ไม่หลงไปว่าตัวกู ตัวกูตรัสรู้ ตัวกูได้เกิดญาณ ตัวกูได้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็ไม่มี, มันเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ทั้งตัวสิ่งที่รู้และตัวสิ่งที่ถูกรู้ และกิริยาอาการของมัน และผลที่เกิดมาจากสิ่งนั้น ๆ มันก็กลายเป็นธาตุตามธรรมชาติไปหมดสิ้น. (น.๒๕๗)
๔๗ "...ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ยกเว้นอะไร เรียกว่าธาตุ ธาตุตามธรรมชาติ, แต่สำหรับคนโง่มันก็สำหรับยึดถือ, ทุกสิ่ง ๆ เรียกว่าธาตุ แม้พระนิพพานก็เป็นธาตุ แต่สำหรับคนโง่แล้วมันก็สำหรับจะยึดถือ ; แต่สำหรับคนมีปัญญาแล้วสำหรับจะไม่ยึดถือ สำหรับจะปล่อยวาง. ธาตุนี้เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือของคนไม่รู้, และก็เป็นที่ตั้งแห่งความปล่อยวางของคนรู้. เราจะไปโทษธาตุนั้นไม่ได้ มันอยู่ที่ความโง่หรือความไม่โง่, มีวิชชาหรืออวิชชา ของคนที่ไปเกี่ยวข้องกับธาตุ." (น.๒๕๙)
๔๘ ที่เราหลงไปในสิ่งนั้นสิ่งนี้ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ว่าสวยงามสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ก็เพราะไม่เห็นเรื่องธาตุนี้ ; ในบาลีเขามีคำ ๆ เดียวรวมเรียกว่าอัสสาทะ, อัสสาทะ ความเป็นเสน่ห์ยั่วยวนที่สุด, น่ารักน่าพอใจอะไรที่สุด เขาเรียกอัสสาทะ. อัสสาทะมันครอบงำใจคนโง่ ที่ไม่รู้ว่าทุกอย่างเป็นสักว่าธาตุ. พอเห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นธาตุแล้ว จะไม่มีอัสสาทะในสิ่งใด, ในบรรดาสิ่งที่เคยหลงรักหลงพอใจมาแต่กาลก่อนก็ดี, แม้แต่สิ่งสูงสุดคือพระนิพพาน มันก็ไม่มีอัสสาทะในนิพพาน ว่าตัวตนของตน. ฟังดูแล้วมันจะเหี่ยวแห้งเกินไปก็ได้; แม้แต่สิ่งสูงสุดพ้นแล้ว มันก็เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ อย่าเอาตัวตนเข้าไปใส่ให้; พอเอาตัวตนเข้าไปใส่ให้มันก็ไม่เป็นทันที เพราะว่าถ้ามันมีความรู้สึกว่าตัวตนเหลืออยู่ มันก็นิพพานไม่ได้ดอก. ฉะนั้น นิพพานจึงเป็นสิ่งที่ยึดถือว่าตัวตนไม่ได้ เพราะความยึดถือตัวตนมีไม่ได้ในภาวะของนิพพาน; ฉะนั้นผู้ที่ถึงนิพพาน ก็คือไม่ยึดถืออะไรโดยความเป็นตัวตนของตน (น.๒๖๐-๒๖๑)
๔๙ ทุกข์ทั้งปวงมันเกิดมาจากอวิชชาสัมผัส เรียกว่าสัมผัสด้วยอวิชชา, สัมผัสด้วยความโง่ ในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, สัมผัสลงไปด้วยความโง่ก็เกิดกิเลสเป็นทุกข์. ถ้าสัมผัสสิ่งทั้งปวงที่เข้ามาถูกต้องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ด้วยวิชชาด้วยปัญญา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งว่า มันเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น มันจะไม่เกิดความทุกข์ขึ้นมา. (น.๒๖๑)
อะไรเป็นสิ่งที่ควรทำสติ? ก็คือ สิ่งที่ทำสติในสิ่งนั้นแล้ว จะละลายเสียซึ่งความมีตัวตนหรือของตน ที่เรียกกันอย่างภาษาธรรมดาว่า ตัวกู-ของกู. เราทำสติในสิ่งใดแล้ว เป็นการละลายตัวกู-ของกู นั่นแหละความมุ่งหมายของการทำสติ หรือเรียกว่าสมถวิปัสสนาแห่งยุคปรมาณู. (น.๒๖๖-๒๖๗)
๕๑ เขาพูดเรื่องสวรรค์บนฟ้ากันมาก่อนพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก, นรกอยู่ใต้ดินโน่น ; พอพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก ท่านก็ไม่ไปแตะต้อง, เขาจะเชื่อกันอย่างนั้นก็ตามใจ ไม่ไปยอมรับและไม่ไปคัดค้าน ; นี่ปฏิปทาของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้. ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าทุกคน ช่วยจำไว้ด้วยนะ ถ้าอะไร ๆ มันตรงกันข้าม จากความรู้ความเชื่อ ความต้องการของเรา ก็อย่าไปคัดค้านและอย่าไปยอมรับ, ตัวเองมีอะไรก็พูดไปสิ. นี้พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า นรกอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, สวรรค์อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, นี่ฉันเห็นแล้ว ฉันเห็นแล้ว มยา ทิฏฺา - ฉันเห็นแล้ว. ท่านพูดจริงกว่า ถ้าทำถูกต้องที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เป็นสวรรค์ขึ้นมา, ถ้าทำผิดพลาดที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เป็นนรกขึ้นมา. (น.๒๗๕)
๕๒ ในโลกนี้เดี๋ยวนี้แยกได้เป็นสองพวก : พวกหนึ่งถือว่ามีพระเจ้าบุคคลสร้างสิ่งทั้งปวง, พวกหนึ่งว่าเป็นไปตามกฎวิวัฒนาการ คือ กฎอิทัปปัจจยตา, เขาเรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า creationism กับ evolutionism. พวกใดถือว่าพระเจ้าอย่างบุคคลสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมา คนนั้นจัดเป็นพวก creationism. พวกใดถือว่าไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคลเช่นนั้น มีกฎวิวัฒนาการทำให้สิ่งต่าง ๆ วิวัฒนาการแล้วมีอะไรขึ้นมา พวกนี้เรียกว่า evolutionism พวกพุทธบริษัทอยู่ในพวกหลังพวก evolutionism คือไม่ใช่พวกพระเจ้าสร้าง ; แต่ว่ากฎอิทัปปัจจยตาบังคับให้วิวัฒนาการ. นี่รู้จักพระเจ้าของตัวเองเสียบ้างทั้งที่มีอยู่จริง, แล้วสร้างมาจริง ๆ ด้วย คือกฎแห่งวิวัฒนาการ. (น.๒๘๙)
๕๓ เราอยู่ในโลกนี้ด้วยโง่เขลา อยู่อย่างคนโง่เขลา อยู่อย่างปุถุชน แล้วมันก็จะต้องถูกตบหน้าซ้ายทีขวาที, ซ้ายทีขวาทีอยู่ตลอดเวลา, หรืออาจจะเรียกว่า ทุกลมหายใจเข้าออกก็ได้, เพราะมันยินดีทียินร้ายที, ยินดีที ยินร้ายที. เดี๋ยวถูกตบหน้าเพราะเหตุนั้นเพราะเหตุนี้ : เดี๋ยวเรื่องลูก เดี๋ยวด้วยเรื่องสามี, เดี๋ยวด้วยเรื่องภรรยา, เดี๋ยวด้วยเรื่องทรัพย์สมบัติ, เดี๋ยวด้วยเรื่องเกียรติยศชื่อเสียง, ล้วนแต่มันพร้อมที่จะตบหน้า. ได้มามันก็ตบอย่างหนึ่ง, เสียไปมันก็ตบอีกอย่างหนึ่ง, ถ้าได้มามันทำให้รัก รักแล้วก็โง่จมลึกลงไปด้วยความยึดถือ, เสียไปมันก็ร้องไห้คร่ำครวญ นี่เรียกว่าทั้งที่ยินดีและที่ยินร้าย. (น.๓๑๗-๓๑๘)
๕๔ อะไร ๆ ที่ว่าเป็นความฉลาดในยุควิทยาศาสตร์นี้, เครื่องมือวิเศษต่าง ๆ นี้ มองในแง่โง่ ๆ ก็ว่ามันเป็นเรื่องความฉลาดของมนุษย์. แต่ถ้ามองในแง่ที่ลึกซึ้งกว่ามันเป็นความโง่ของมนุษย์ ที่จะทำให้ตัวเองให้มันเนิ่นช้าที่นี่, ให้มันหลงใหลอยู่ที่นี่, ให้มันติดพันอยู่ที่นี่, ให้มันออกไปได้ยากที่สุด. (น.๓๒๐)
วาทะพุทธทาส > บันทึกธรรม > ในกระแสกาล
|
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org