|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน
| บทความ | แฟ้มภาพ
| |
|
ปมเขื่อง
ความเรียงรุ่นเก่าที่หาอ่านได้ยากของท่านพุทธทาสภิกขุ
มื่อได้วินิจฉัยกันถึงลักษณะของสิ่งที่เรียกกันว่า ปมเขื่องมามากพอที่จะเข้าใจหรือรู้จักสิ่ง ๆ นี้แล้ว เราจะได้พิจารณาพุ่งไปยังตัวสิ่งที่เรียกว่า อาชญากรรม หรืออกุศลกรรมโดยตรง คำว่า อาชญากรรม ในที่นี้ ข้าพเจ้าหมายถึงความผิดทุกอย่างที่สมควรจะได้รับโทษ เนื่องจากการทำผิดต่อสังคม และอกุศลกรรม นั้น หมายถึงการประพฤติผิดต่อตัวเองเป็นใหญ่แต่เพื่อจะให้เร็วเข้า จะรวมกล่าวไปเสียด้วยกันควบคู่กันไป ในการผิดศีลห้าประการนั้น เราอาจแยกดูได้ดังต่อไปนี้ การฆ่าสัตว์ ที่เป็น การฆ่าเพื่อความสนุกมือ ก็คือความต้องการจะเขื่องของปมเขื่อง หรืออัสมิมานะที่จะรู้สึกว่า "ฉันเป็นฉัน" "แกไม่มีค่าอะไร" ทำนองเดียวกับลิงจับแมลงได้ก็บี้เล่นฉีกเล่น การฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ก็เพื่อเลี้ยงปมเขื่องของตนไว้ด้วยการกินผู้อื่นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ความเพ่งเล็งแต่ปมเขื่องของตนอย่างเดียว ได้ทำให้ไม่สำนึกถึงความมีตัวตนหรือมีปมเขื่องของผู้อื่น แม้ความอยากหรือความหิว ก็คือปมเขื่องที่กำลังเดือด ในกรณีที่เป็น การฆ่าฟันกันเพื่อชัยชนะในการรบพุ่งหรือต่อสู้นั้นย่อมแสดงชัดอยู่แล้ว ว่าเป็นความต้องการเขื่องของปมเขื่องโดยตรงโดยไม่มีสิ่งใดปน การฆ่าเพื่อป้องกันตัว คือการป้องกันปมเขื่องของตนดังที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งทางวัตถุ และทางนามธรรมคือป้องกันเกียรติ การฆ่าเพื่อป้องกันตัวจึงยังคงมีมูลมาจากปมเขื่องอยู่นั่นเอง แม้ที่สุดแต่การฆ่าเพราะถูกบังคับใช้ให้ทำ ก็มีมูลมาจากการป้องกันตัว หรือทำไปเพราะเห็นแก่ตัว การฆ่าเพื่อคนรัก ก็เพื่อให้คนรักคงหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนไว้ดังที่กล่าวแล้วในเรื่องกามารมณ์เราจึงเห็นได้ว่า อาชญากรรมคือการฆ่านั้นมาจากความต้องการของปมเขื่องโดยตรง การลักขโมย ที่เป็น การลักเพื่อการแก้แค้น นั้น เป็นการต่อสู้ชนิดหนึ่ง เพื่อยกหรือป้องกันปมเขื่องของตนเช่นเดียวกับการฆ่าเพื่อต่อสู้หรือป้องกัน การลักเพื่ออาชีพ หรือเป็นอาหารนั้น เพราะความต้องการของปมเขื่องเช่นเดียวกับการฆ่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร การลักเพราะนิสัยสนุก ก็ทำนองเดียวกับการบำเรอปมเขื่องชองตน โดยไม่ต้องนึกถึงใครอื่น การลักเพราะขี้เกียจทำงาน จนกระทั่งความจนบังคับให้ลักนั้น ก็เพื่อเห็นแก่ปมเขื่อง เพราะที่จริงแล้ว ความขี้เกียจนั้นคือการสงวนปมเขื่องของคนเราโดยวิธีอันผิดทาง การลักเพราะถูกบังคับ ก็เพื่อให้สิ่งที่บังคับตน ช่วยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนเช่นเดียวกับการฆ่าที่ทำไปเพื่อคนใดคนหนึ่งเหมือนกับการลักขโมยทุกประการ จึงมีมูลรากอันแท้จริงมาจากความต้องการของปมเขื่อง การทุจริตต่อหน้าที่หรืออื่น ๆ ที่เป็นการเบียดบังเอาประโยชน์มาหาตัวโดยไม่ชอบธรรม สงเคราะห์รวมเข้าในการลักทั้งสิ้น การประพฤติผิดในกาม แทบทั้งหมด เป็นเพราะความต้องการของปมเขื่อง ในอันที่จะให้ตนได้รับการบำเรอจากสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีขอบเขตจำกัด การประพฤติผิดในกามนี้มิได้หมายเฉพาะเรื่องเพศของผู้ใหญ่อย่างเดียว แม้เด็กเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีความรู้สึกเรื่องเพศ ก็ต้องจัดให้มีเท่ากันคือ การล่วงเกินของรักของคนอื่น ด้วยการจับฉวยลูบคลำ เป็นต้น เช่น เด็กคนหนึ่งรักตุ๊กตา หรืออะไรของเขาก็ตามแม้ที่สุดแต่ดินสอ อย่างสุดใจ เด็กอีกคนหนึ่งต้องไม่ล่วงเกินด้วยการจับฉวย เป็นต้นซึ่งทำให้เด็กที่เป็นเจ้าของรู้สึกเช่นเดียวกับที่คนรู้สึกกันในเมื่อมีใครมาทำชู้ด้วยภรรยาของตน ฉะนั้นในการให้เด็กสมาทานศีลข้อที่สามนี้ แม้จะเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็ต้องอธิบายความหมายแก่เขาเช่นนี้ คือ "ไม่ล่วงเกินในของรักของผู้อื่นทุกชนิด" การล่วงล้ำเข้าไปในเขตของรักของผู้อื่น ก็คือความต้องการของปมเขื่องที่ไหลไปเกินขอบเขต หรือไม่มีขอบเขต ในการที่จะแสดงความเขื่องของตน ด้วยการให้ตนได้รับการบำเรอโดยทุกทางส่วน การล่วงเกินเพราะการแก้แค้น หรืออะไรทำนองนั้น ย่อมเป็นเช่นเดียวกับการฆ่าเพื่อความแก้แค้น เป็นต้นดังกล่าวแล้ว นิสัยสันดานเจ้าชู้แต่กำเนิด ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเมาปมเขื่อง ด้วยความสำคัญผิดขนาดเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง ความหน้ามืดในทางกามารมณ์ ที่เป็นอันตรายของสังคมอยู่บ่อย ๆ ก็คือความเดือดคลั่งของปมเขื่องในทางที่ต้องการให้ตัวมันเองได้รับการบำเรอ ตามธรรมชาติของปมเขื่องที่ต้องการให้ตัวมันเองได้รับการบำเรอ ตามธรรมชาติของปมเขื่องหากแต่ว่าในกรณีเช่นนี้ สูงถึงขนาดปราศจากความสำนึก การพูดเท็จ นั้นคือการขโมยทางอ้อมด้วยวาจา หรือสิ่งที่ใช้แทนวาจา เช่นหนังสือ หรือท่าทาง เพื่อให้ประโยชน์นั้นตกมาเป็นของตนหรือพวกของตน ผิดจากนี้ไม่เป็นการพูดเท็จแม้ว่าจะพูดไม่เป็นจริง แม้ในกรณีที่พูดเท็จเพื่อล้างผลาญคู่ต่อสู้นั่นก็เพื่อให้ความฉิบหายของคู่ต่อสู้นั้น เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนคือตนได้ชัยชนะโดยง่ายหรือโดยเร็วและตนหมดศัตรู ซึ่งนับว่าตนได้รับประโยชน์มากมาย ฉะนั้นการพูดเท็จจึงคือความต้องการของปมเขื่องโดยตรง ในการที่จะได้เขื่องเพราะเอาของผู้อื่นมาเพิ่มให้แก่ตน ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม การเล่านิทานโกหกก็เพื่อให้ตนได้เขื่องในทางนั้น จนใคร ๆ สู้ไม่ได้ อาชญากรรมคือการพูดเท็จ จึงมีมูลมาจากปมเขื่อง หรืออัสมิมานะโดยตรงอีกเหมือนกัน การพูดคำหยาบ คือการแทงหรือยิงด้วยปาก ทุกกรณีมีมูลมาจากโทสะ การกล่าวคำหยาบหรือคำด่านั้นคือ "พิษ" ที่ปมเขื่องพ่นออกมา มันพ่นออกมาเพราะอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่ยอมหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนนั่นเอง ในบางกรณีก็ใช้ท่าทางแทนปาก แต่มูลเหตุก็เป็นอย่างเดียวกัน ในกรณีที่เป็นการรับใช้หรือรับจ้างด่า ก็เพราะจะเอาค่าจ้างมาเลี้ยงปมเขื่องของตัวหรือเห็นเป็นเกียรติ การพูดส่อเสียด หรือการยุให้คนแตกสามัคคีกัน ย่อมหวังผลเช่นเดียวกับการพูดเท็จ แม้เป็นเพราะนิสัยสนุกก็ไม่พ้นจากการที่จะมีมูลมาจากการที่รู้สึกว่า คนอื่นพากันทรุดด้วยลงเท่าใด ตนก็จะเด่นขึ้นเพียงนั้น ทั้งหมดนั้นคือความเขื่องของตน การพูดเพ้อเจ้อ จนเขาพากันรำคาญ หรือแม้ที่สุดแต่คนเขาชอบฟัง นี้ก็เพื่ออวดเก่งอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเป็นความเขื่องที่ล้นไหลออกมาภายนอก โดยไร้เครื่องควบคุมด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง และเราเรียกกันว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง การดื่มน้ำเมา เป็นการกระตุ้นความเขื่องโดยใช้วัตถุเป็นเครื่องช่วยดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อผลคือ ความรู้สึกว่าตัว "เขื่อง" อย่างเดียว จนกระทั่งเสพติด คือติดในความรู้สึก "เขื่อง" นั่นเอง หรือมิฉะนั้นก็เป็นการยกปมด้อยของบุคคลที่หมดความสามารถจะยกขึ้นโดยทางอื่น ความเมาคือความรู้สึกว่า "เขื่อง" เมื่อ "เขื่อง" แล้วก็อยากจะทำอะไรตามใจตัวเองต่าง ๆ จนเป็นอาชญากรรมสองซ้อน การเที่ยวกลางคืน คือความดิ้นรน หรือความเคยตัว ในการที่จะทำอะไรตามใจตัวของปมเขื่อง ในด้านกามารมณ์ เป็นทางมาแห่งความผิดสองซ้อน เนื่องจากกลางคืนเป็นเวลาว่า ที่ผู้มีความต้องการตรงกันจะออกแสวงหาโอกาสให้ความเขื่องของตนได้รับการบำเรอ ตลาดนัดพบก็ติดขึ้นเองโดยปราศจากการจัด ปมเขื่องมีอำนาจบันดาลความเป็นไปทางกามารมณ์ การเที่ยวกลางคืนเป็นเพียงอุปกรณ์ของกามารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงเป็นไปเพื่อปมเขื่อง หรือความเห็นแก่ตนเช่นเดียวกับการแสวงอย่างอื่น ๆ การดูมหรสพ เป็นการทำให้ปมเขื่องได้รับ "รส" แห่งการกระตุ้นชนิดหนึ่ง ทำนองเดียวกับของมึนเมาเสพติดแม้ว่าจะเป็นมหรสพชวนโศก ก็ทำให้เกิด "การไหว" ทางใจ แก่ใจ เช่นเดียวกับเรื่องยั่วยวน ปมเขื่องต้องการให้มีอะไรไปทำให้ "ไหว" อยู่เสมอในทำนองเป็นการบำเรอขับกล่อม เรื่องของมหรสพ จึงเป็นเรื่องของปมเขื่องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นมหรสพชนิดไหน มหรสพที่เป็นการศึกษานั้นแม้จะอยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการยกเว้น ก็ไม่วายที่จะเป็นการ "ขับกล่อม" บางชนิด ให้แก่ปมเขื่องอีกส่วนหนึ่ง ผู้ที่ไม่อยากเป็นทาสของผีที่มองไม่เห็นตัวควรจะได้รับการอบรมให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ตามควร การเล่นการพนัน เป็นของที่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นสิ่งเร้า "ความไหว" หรืออาเวคของจิต ยิ่งกว่าที่สิ่งอื่นใดจะทำให้ได้ในเวลาหรือการลงทุนที่เท่ากัน เมื่อการพนันกำลังดำเนินอยู่ในขั้นที่ยังไม่รู้ว่าแพ้หรือชนะ ได้หรือเสีย ย่อมกระตุ้นความไหวของจิตถึงขีดสุด ทำนองเดียวกับกามารมณ์ แต่ว่ายืดยาวไม่รู้สร่างยิ่งกว่ากามารมณ์ และอาจทำซ้ำ ๆ ได้ถี่และเร็วกว่ากามารมณ์ เพราะไม่ต้องเนื่องด้วยอวัยวะซึ่งมีสมรรถภาพจำกัด ผู้ที่มีสลากกินแบ่งรัฐบาลไว้ในครอบครอง ก่อนถึงวันออก ย่อมได้รับ "รส" ของการเร้าใจให้ไหวอย่างยิ่งเรื่อย ๆ ไปทั้งกลางวันและกลางคืน จนกว่าจะถึงวันออกฉลาก บางคนก็ไม่สนใจที่จะตรวจสอบจริงจังด้วยซ้ำไป เพราะได้รับรสของการเร้านั้นเพียงพอเสียแล้ว แต่แล้วก็ยินดีเพื่อจะซื้อใหม่อีก ครั้นถึงระยะที่การพนันนั้นแพ้ชนะเด็ดขาดกันไปแล้ว ในทันใดนั้นเอง ถ้าโอกาสอำนวย ก็จะเริ่มการพนันรอบต่อไปอีกด้วยความรู้สึกที่ร้อนแรงกว่า ดูคล้ายกับว่าเพื่อผลเป็นเงินเป็นทองที่ตนจะชนะและได้มา แต่ที่แท้นั้นเป็นด้วยอำนาจบันดาลของความต้องการของปมเขื่อง ที่จะต้องได้รับการกระตุ้นหรือการเร้าที่สูงกว่า มิฉะนั้นมันจะตกวูบลงไปถึงขนาดที่ทนไม่ได้ ซึ่งบันดาลอยู่ภายใต้ คนจึงถูกสิงด้วยผีการพนันซึ่งที่แท้คือผีของปมเขื่องโดยตรง เมื่อปมเขื่องได้รับการขับกล่อมด้วยการไหวกรืออาเวคที่สูงถึงขนาดนี้เสียแล้ว ต่อไปก็เป็นการยากที่จะเป็นปรกติหรือจะทนอยู่ได้ด้วยการขับกล่อมที่ต่ำกว่านั้น คือไม่ทำให้เกิดการไหวได้เท่านั้น คนจึงตกหลุมแห่งการพนัน คือความที่ปมเขื่องมีความเสพติดด้วยการขับกล่อมที่มีความโอชาถึงขนาดนั้นนั่นเอง ผีการพนันที่แท้ จึงมิใช่เพื่อผล คือเงินทองที่จะชนะและได้มาโดยตรง แต่เพื่อผลคือปมเขื่องได้รับ "การขับกล่อม" หรือกระตุ้นอย่างรุนแรง ดังที่กล่าวมาแล้ว ถ้าไม่มีเสน่ห์อันเร้นลับอันนี้ ผีการพนันก็จะต้องตายหมดไปจากโลกคือคนเกิดรู้สึกว่าการร่ำรวยด้วยการพนันนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และพากันควบคุมตัวเองได้ เพราะไม่ถูกมนต์ของผีแห่งการพนันกล่าวคือ "การขับกล่อม" ชนิดที่มีเสน่ห์ร้อนแรงไม่แพ้กามารมณ์นั่นเลย เราต้องนึกซ้ำ ๆ กันลืมอีกครั้งหนึ่งว่า กามารมณ์กับการพนันนั้นทำอาเวคอย่างรุนแรงให้แก่จิตใจได้ไม่แพ้กัน และการพนันยังแถมเก่งกว่า ตรงที่ทำให้ได้ติดต่อกันไปยืดยาวซ้ำซาก เพราะไม่ต้องพึ่งพาอวัยวะบางอย่างที่มีสมรรถภาพจำกัดดังที่กล่าวแล้ว การพนันจึงมีอยู่ในโลกได้ เพราะสามารถหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคนอย่างรุนแรงดังกล่าวแล้วนั่นเอง การคบคนชั่วเป็นมิตร นั้น ดูคล้ายกับว่าไม่เป็นความชั่วร้ายแรงจนถึงกับเป็นอาชญากรรมอันใด แต่ทางศาสนาถือว่าเป็นอบายมุขด้วย เพราะเหตุว่ามีผลร้ายทางจิตใจไม่แพ้ความชั่วอย่างอื่น ๆ และเป็นทางมาแห่งความชั่วอย่างอื่นทุกประการ คำว่า คนชั่ว ย่อมหมายถึงผู้ที่มีความประพฤติอันอาจสรุปได้ว่า "ผู้ที่เอาแต่การหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนเป็นสรณะ" โดยไม่มีการคำนึงถึงสิ่งใดว่าจะเป็นอย่างไร เอาแต่ให้ได้รสของการที่ปมเขื่องของตนได้รับการบำเรอทันใจ ก็ประเสริฐแล้ว การเข้าไปในดงของคนชั่วก็คือการเข้าไปในดงของสิ่ง หรือการหล่อเลี้ยงปมเขื่องโดยไม่ต้องสำนึกถึงสิ่งใด ผู้เข้าไปจึงตกหลุมได้ง่าย เนื่องจากมีทั้งคนและสิ่งที่จะคอยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนอย่างไม่มีขีดคั่นนั่นเอง คนดีที่จะพลัดลงไปได้ ก็เนื่องจากทางนี้หาสิ่งที่หล่อเลี้ยงปมเขื่องของตน อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ไม่ทันอกทันใจ หรือเผลอสติเพราะกลุ้มใจ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนแต่ปราศจากความอดทน และพวกคนชั่วทั้งหลายก็ล้วนแต่เตรียมที่จะหน่วงเอาคนดีลงไปเป็นพรรคพวก หรือเป็นกำลังของตน และคอยเอาอกเอาใจอยู่เสมอทุกโอกาส คนจึงติดแหล่งของคนชั่วได้ เพราะที่นั่นเตรียมพร้อมที่จะหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคนอยู่ทุกขณะอย่างไม่มีขอบขีด คนชั่วมีเสน่ห์คือการหล่อเลี้ยงปมเขื่อง ซึ่งตรงกับความต้องการของสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ซึ่งทุก ๆ คนมีและยากที่จะควบคุม ความเป็นพาลเกเรจึงมีอยู่ในโลกเนื่องจากเสน่ห์ของปีศาจแห่งปมเขื่องข้อนี้ การเกียจคร้านทำการงาน คือการที่เอาแต่จะให้ปมเขื่องได้รับการหล่อเลี้ยง โดยไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยยากเป็นการแลกเปลี่ยนรสชาติอันนี้ยิ่งกว่ายาฝิ่น เมื่อใครเสพติดแล้วอาจเข้มแข็งพอที่จะอดทนต่อความขาดแคลนทุกประการ เอาแต่ให้ "ความเขื่อง" ของตนถูกหล่อเลี้ยงไว้ด้วย "การไม่ต้องทำอะไรที่เหน็ดเหนื่อย" สิ่งที่ไม่เคยทนได้จะกลายเป็นทนได้ความสยบอยู่ในรสของความที่ "เขื่องอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอะไร" จะรุนแรงขนาดทนตากฝนได้ เพราะหลังคาโปร่งหมด หรืออะไรทำนองนั้น มีข้อที่จะต้องสังเกตในเรื่องนี้ก็คือว่า คนขี้เกียจเหล่านั้นมิได้เป็นพระอรหันต์ผู้หมดปมเขื่องหรือหมดความถือตัวหรือความเห็นแก่ตัวอะไรเลยก็หามิได้ แต่ปมเขื่องนั้น ไปเขื่องอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ตามความเข้าใจของมันเอง คือไม่ยอมเสียอิสรภาพในการที่ต้องไปทนทำอะไรเพื่อแลกเอาความเขื่องชนิดที่บริสุทธิ์ยุติธรรมมา คนขี้เกียจจึงมีความเขื่องหรือกำลังใจพอที่จะประกอบอาชญากรรมทุกชนิด และทุกเมื่อ ตามแบบของความเขื่องชนิดนี้ และความขี้เกียจซึ่งเป็นปมเขื่องที่ไป "เบ่งตัวพองอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง" นั้นเอง ก็เป็นอาชญากรรมอยู่ในตัวเอง เพราะเป็นพืชแห่งการทำลาย ดุจเชื้อโรคที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ เช่น วัณโรค เป็นต้น ชนิดหนึ่ง และอาจเป็นอาชญากรรมสองซ้อน คือเป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรมอื่นได้ทั่วไป เพราะ "ความติดฝิ่น" อันนั้น การตีรันฟันแทง ในที่สุดนี้เราก็ข้ามมาถึงการตีรันฟันแทง ซึ่งเป็นที่สรุปของอาการแห่งอาชญากรรมทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวเรื่องราวบางอย่าง แทรกลงในตอนนี้สักเล็กน้อย เนื่องจากข้าพเจ้าได้พิจารณาเห็นอย่างชัดเจนจนพอใจที่จะกล่าวว่า ปมเขื่องอีกนั่นเองเป็นมูลเหตันแท้จริงของการตีรันฟันแทง ในเมื่อข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวดูงานชุมนุมชน อันถือว่าเป็นที่ ๆ จะต้องมีการประกอบอาชญากรรมตีรันฟันแทงเป็นประจำแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าคิดว่า ควรจะได้นำเรื่องที่ไปเห็นนั้น มาเล่าไว้ในที่นี้สักเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจได้ชัดเจนและโดยง่ายแก่ท่านผู้อื่น และทั้งเรื่องที่เห็นมานี้ ยังแสดงเกี่ยวไปถึงความสำคัญของขนบธรรมเนียมประเพณีที่วางไว้เหมาะสม ว่าสามารถเป็นเครื่องป้องกันภัย อันเกิดจากสัญชาตญาณแห่งการรักษาปมเขื่อง ของชุมนุมชนตามชนบท ที่ยังจัดการศึกษาไม่ทั่วถึงนี้ได้อย่างดีเลิศเพียงใดด้วย ในสมัยที่เด็กหนุ่ม ๆ ยังเชื่อฟังคนเฒ่าคนแก่ (คือสมัยที่ล่วงมาแล้ว) นั้น อำนาจการปราบปมเขื่องของคนหนุ่ม ที่เราได้จากขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าอำนาจการปราบของกฎหมาย อย่างที่จะนำมาเปรียบกันไม่ได้เลย แต่ถึงแม้ในสมัยที่การดื่มสุราเป็นโรคระบาด เพราะรัฐบาลเป็นผู้ต้องการเร่งปริมาณการผลิตเสียเองนี้ อำนาจของขนบธรรมเนียมประเพณีที่กล่าวนี้ ก็ยังเป็นเครื่องกำราบพิษสงของการแสดงออกซึ่งปมเขื่อง อันมีสุราเป็นเครื่องหนุนส่งของคนหนุ่ม ทั้งที่ไร้การศึกษาไม่เพียงพอได้ไม่น้อยอยู่นั่นเอง ชุมนุมชนที่ถือกันว่า จะต้องมีการประกอบอาชญากรรมแห่งการตีรันฟันแทงเป็นธรรมดาที่ว่านี้ก็คือ รอบอ่าวบ้านดอนในฤดูออกพรรษา ตามแม่น้ำลำคลองในขณะที่มีการแห่พระทางน้ำ และโดยเฉพาะที่ข้าพเจ้าไปดูมาด้วยตนเองนี้ ก็ที่บริเวณก้นอ่าวในเขตของไชยา ตอนที่ห่างไกลการศึกษากว่าตอนอื่นอยู่ตอนหนึ่ง ในปีนี้เองข้าพเจ้าเคยได้ยินได้ฟังมานานแล้วว่า ทุกคราวและทุกแห่งที่มีการสนุกสนานทางน้ำเช่นนี้ จะต้องมีการทะเลาะวิวาทชกต่อยตีรันฟันแทง จนกลายเป็นของธรรมดาไป ถึงกับเกิดเป็นคำพังเพยประจำถิ่นนั้น ๆ ในคราวเช่นนั้นว่า "ไม่ตีกันก็กร่อย ไม่สนุก" เมื่อยังไม่มีโอกาสไปเห็นด้วยตนเอง ก็ได้แต่นึกประหลาดใจอยู่ว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ทั้งที่งานเช่นนั้นเป็นงานของพวกพุทธบริษัท และเกี่ยวกับศาสนาโดยตรง ครั้นได้ไปดูด้วยตนเองเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีอะไรหลายอย่างที่สะดุดตาสะดุดใจเป็นเรื่องที่น่าศึกษาและแปลกดี ประชาชนในถิ่นรอบ ๆ อ่าวบ้านดอน โดยเฉพาะที่ไชยา แม้จะเป็นเลือดนักมวยมาแต่โบราณกาล ก็ยังรักประเพณีดึกดำบรรพ์อันนี้ของตนทั้งด้วยอำนาจศรัทธาในทางบุญกุศล และอำนาจการรักความสนุกสนานในทางน้ำ ซึ่งมีทั้งการแสดงฝีมือทางเรือใบเรือพายและการดื่มการกิน การเกี้ยวพาราสีและอื่น ๆ ทั้งที่ในย่านนี้มิใช่เป็นย่านชุมนุมหนาแน่น และมิใช่ศูนย์กลางของจังหวัดหรืออำเภอ ก็ยังมีเรือชนิดแจวพายตั้ง ๓-๔ ร้อยลำ เรือใบ ๒๐-๓๐ ลำ มีคนไปร่วมด้วยจำนวน ๓-๔ พัน ทั้งเด็กผู้ใหญ่ชายหญิง มีคนหนุ่มที่ถือเอาสุราเป็นสรณะนับจำนวนร้อย มีภิกษุสามเณรที่ประจำอยู่บนเรือที่ทรงพระพุทธรูป และเขานิมนต์ไปฉันอาหารตามประเพณีรวมกันหลายสิบรูป ทำให้ทะเลตอนก้นอ่าวนั้นดูระยับตาไปหมด ด้วยสีสรรต่าง ๆ กันและมีเสียงเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ สังเกตดูแล้ว รู้สึกว่ามีส่วนที่เป็นผลดีในด้านศิลปะ วัฒนะธรรม สุขภาพอนามัยและอื่น ๆ อีกหลายอย่าง แต่ที่ข้าพเจ้าสนใจจะศึกษาและนำมาวินิจฉัยในที่นี้นั้น คือเรื่องชกต่อยตีรันฟันแทง จนได้ชื่อว่าเป็นของต้องมีประจำนั้นต่างหาก เพราะถ้าการชกต่อยตีรันฟันแทง มิได้เป็นประจำในงานของศาสนาเช่นนี้แล้ว ทำไมจะมีในงานอื่น ๆ อันไม่เกี่ยวกับศาสนาไม่ได้เล่า และอะไรเล่าที่เป็นมูลเหตุอันแท้จริงของความชั่วประเภทนี้ที่เราจะต้องหาทางแก้ไขกันในทางจิตใจ การตีรันฟันแทงนั้น โดยธรรมชาติเป็นการแสดงออกวิธีหนึ่ง หรืออย่างหนึ่งของปมเขื่องที่มีประจำเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ ดังที่เราทราบมาจากตอนต้น ๆ ของเรื่องนี้แล้ว ว่าถ้าขาดสัญชาตญาณอันนี้เสียแล้ว ชีวิตตามธรรมดาจะก้าวหน้าไปไม่ได้ หรือโลกจะวิวัฒน์ไปไม่ได้ เมื่อปมเขื่องของคนหนุ่ม ๆ ที่การศึกษาไม่เพียงพอเหล่านั้นแสดงออกไปทางอื่นไม่ได้ ก็ต้องแสดงออกมาทางชกต่อยตีรันฟันแทงเป็นธรรมดาในเมื่อโอกาสอำนวย ยิ่งเมื่อมีอำนาจของสุราเข้าสนับสนุนด้วยแล้ว การแสดงออกของปมเขื่องนั้น ก็จะเลยขอบเขตได้ง่ายยิ่งขึ้นต่อไปอีก การที่จะระงับการแสดงออกชนิดนี้ของปมเขื่อง ในกรณีอย่างนี้ โดยการป้องกันการดื่มสุราเสียนั้น ยังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลเองเป็นผู้ประสงค์จะเร่งปริมาณการผลิตสุราเสียเอง ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ถึงแม้จะป้องกันการดื่มสุราได้ ก็มิใช่ว่าจะระงับการแสดงออกของปมเขื่องโดยวิธีอันผิดทางของคนหนุ่ม ๆ ในเขตที่ยังจัดการศึกษาไม่ทั่วถึงนั้นได้ก็หาไม่ คืออำนาจของความรู้สึกที่ต้องการจะแสดงปมเขื่องของตนออกมา หรือรักษาปมเขื่องของตนไว้ให้ได้ตามความคิดของตนเท่านั้น แต่ถ้าหากมีธรรมะ หรือมีอะไรก็ตามที่อาจจะบรรเทาอวิชชาแห่งการรักษาปมเขื่อง หรือการแสดงออกซึ่งปมเขื่องให้เบาบางไปหรือหมดไปได้แล้ว สุราก็จะพลอยเป็นหมันไปเอง เราจะต้องช่วยกันหาวิธีควบคุมสัญชาตญาณแห่งการปรารภนาจะแสดงปมเขื่อง ให้อยู่ในอำนาจหรือในขอบเขตที่ควรทำเท่าที่จะทำได้ และเราจะลองวินิจฉัยในตัวอย่างที่เล่ามานี้ดู คนหนุ่ม ๆ ๒๐-๓๐ คนเมาสุราแล้วทะเลาะวิวาทกันในวันนั้นเป็นกลุ่มใหญ่ ในระยะห่างขนาดที่จะมองเห็นได้และได้ยินเสียงไปจากศาลาที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ ทะเลาะกันตั้งชั่วโมงใช้ไม้พายเป็นอาวุธ แต่แล้วไม่ปรากฏว่ามีใครศีรษะแตก มีบ้างเพียงหัวโน คนไหนอาละวาดรุนแรงเกินไป ก็มีเพื่อน ๆ หรือญาติ ๆ จับตัวกดลงไปในท้องเรือพาแยกไปส่งบ้าน ข้าพเจ้าได้เป็นแม้หญิงที่สูงอายุทำหน้าที่เช่นนี้ โดยจับคนหนุ่มที่ไม่ทราบว่าเป็นลูกหรือหลาน ลากจากในน้ำขึ้นขนเรือ กดไว้แน่นกับพื้นเรือแล้วบังคับคนที่แจวให้แจวกลับบ้าน ข้าพเจ้ายังได้ยินด้วยตนเอง ที่คนสูงอายุชั้นอุบาสกพูดว่า "ช่างหัวมันเถิด ริบเอามีดมาเสียก็แล้วกัน" แล้วมีก็ถูกริบเอามาจริง ๆ หลายเล่มมาอยู่กับคนแก่ ๆ บนศาลา คนเหล่านี้นั่งคุยกับข้าพเจ้าฟัง ในขณะที่ทางในน้ำวิวาทกันจนเรือล่มไปตาม ๆ กัน ที่กลัวก็ร้องวิ๊ดว๊าดกันไป แต่ข้าพเจ้ายังได้ยินเองได้เห็นเองอีก ที่ผู้หญิงอีกจำพวกหนึ่งที่อายุยังเยาว์ ๆ แต่จะมีเหย้าเรือนแล้วหรือยังไม่ทราบ ได้ตบมือและร้องว่า "เอา อ้ายตู๊ดเอา ๆ ๆ (ประโยค ๆ นี้ เป็นประโยคสำหรับใช้พูด เมื่อยุสุนัขให้กัดคนหรือสัตว์ประจำถิ่นนี้) อยู่ดังลั่น ยิ่งเมื่อมีใครกำลังวิ่งลุยน้ำเข้าไปยังกลุ่มที่กำลังวิวาท เพื่อช่วยสมทบพวกตัวก็ยิ่งได้ยินประโยคนี้ดังแจ้วขึ้นมา อีกพวกที่คอยช่วยป้องกันไม่ให้ทำอันตรายกันได้ถึงเลือดตกยางออกก็มีอยู่ไม่น้อย คู่วิวาทเองก็ยังมีสติหรือความรู้สึกรับผิดชอบอยู่บ้าง ในการที่จะไม่เป็นผู้ทำลงไปก่อนอย่างรุนแรง พวกที่เป็นเพื่อนหรือญาติก็คอยหน่วงเหนี่ยวขัดขวางด้วยวิธีต่าง ๆ กระทั่งด้วยวิธีตีน้ำให้เข้าตาคู่วิวาทจนพายหัก การวิวาทจริง ๆ ที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเล่นละคร ยุติไปเองในเมื่อเวลาผ่านไปจนเสียงแห้งพูดไม่ได้ยินเลย เหนื่อยหอบและหนาวสั่นกันไปทุกคน และในที่สุดสร่างเมา ในบางปีที่ปรากฏว่ามีเลือดตกยางออกกันบ้าง ก็เชื่อว่ามีส่วนแห่งความพลาดพลั้งในการยั้งมือ หรือการขว้างปาจากที่ไกล มากกว่าเจตนาอันแท้จริง ผลที่แน่นอนก็คือพายชำรุดหมด ปากเรือบิ่น ของหายจมน้ำเมื่อเรือล่ม แต่คนไม่เป็นไร ในการถามหามูลเหตุ มีหลายคนที่เชื่อโชคลาง เขาอธิบายแก่ข้าพเจ้าว่า เพราะผีหรือเทวดา เจ้าที่ เจ้าทะเลชอบอย่างนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องมีประจำ ไม่ต้องไปนึกถึง ไม่ต้องคิดหาทางแก้ให้ป่วยการ บางคนเป็นเอามากถึงกับเชื่อว่า แม้พระพุทธรูปในเรือที่นำออกแห่ก็ชอบการตีรันฟันแทงเช่นนั้น นี้พวกหนึ่งฟังดูแล้วขันดี แต่ถ้ายกเอาเรื่องของผีสางที่มองไม่เห็นตัวออกไปเสียแล้วเราจะพบว่า เป็นเพราะอำนาจแห่งสัญชาตญาณของสัตว์ ในการที่หล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องของตัว ด้วยการแสดงออกมาในที่ชุมนุมคนมาก ๆ มากกว่า เพราะเมื่อสอบถามดูอย่างถี่ถ้วนกระทั่งจากเจ้าตัวที่เป็นคู่ทะเลาะวิวาทเอง ก็ปรากฏว่าคนหนุ่ม ๆ เล่านั้น หามีเรื่องราวขุ่นข้องหมองใจอะไรต่อกันมากมาย จนถึงกับต้องฆ่าฟันกันไม่ แต่เป็นเพราะดื่มสุราเข้าไปบ้าง แล้วตึกสนุกคันมือคันปากยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง จริงอยู่ แม้จะมีธรรมเนียมของคนหนุ่ม ๆ เหล่านี้ ที่ยังรักที่จะอวดอ้างตัวเป็นสุภาพบุรุษอยู่เหมือนกัน เมื่อเกิดโกรธกันในฤดูทำนาหรืออื่น ๆ ก็ร้องท้าฝากกันไว้ก่อนว่า "รอไว้พบกันที่ปากน้ำวันแห่พระออกพรรษา" หรือที่มีเลือดนักมายมากกว่านั้น ก็ท้ากันได้สูงขึ้นไปอีกว่า "ไว้พบกันบนเวทีมวยประจำปีที่วัดพระธาตุ" ดังนี้เป็นต้นก็ดี เรื่องก็ยังเป็นที่ปรากฏชัดว่า คู่วิวาทท้าทายนั่นหาได้เปิดฉากกันจริง ๆ ไม่ กลายเป็นคนอื่น ๆ ที่ไม่เคยท้าทายอะไรกันไว้เลย มีน้อยรายที่เปิดฉากกันจริง ๆ ดังที่ท้ากันไว้ แต่ก็มิได้ทำอะไรแก่กันมากกว่าคู่ที่ทำเพราะคนองปมเขื่องของตัว ส่วนมากก็คือคนหนุ่ม ๆ ทั่ว ๆ ไป ที่มีนิสัยชอบแสดง "ความเขื่อง" ตามอำนาจแห่งสัญชาตญาณเท่านั้น ที่ไม่เมาก็แกล้งทำให้เมา หรือให้เมามากขึ้น เพื่อจะได้พูดจาหรือวางท่าที "เขื่อง" ได้มาก ๆ ส่วนมากดื่มน้ำเมามาด้วยความประสงค์แต่เพียงว่าอย่าให้หน้าตาดู "ซีด" หรือ"จ๋อง" (ตามภาษาของเขา) เกินไป เผื่อจะพบคู่อาฆาตเข้า จึงเตรียมบำรุงจากบ้าน และเติมมาเรื่อย ๆ ตลอดทางที่นั่งเรือมา เพื่อให้มีความเขื่องไว้เผชิญหน้าศัตรูและก็มีอยู่ไม่น้อยที่ดื่มเพราความสนุกสนาน หรือความครึ้มใจอยู่ภายในของตนคนเดียว บางพวกดื่มด้วยเหตุผลของเขาเอง ว่าเป็นการสมควรแล้วที่คนหนุ่มจะต้องดื่มสุราในคราวที่จะหาความสนุกสนาน เพราะเพื่อน ๆ กันทำเช่นนั้น ทุกคนเคยเล่าเรียนรู้มาว่าศีลขาดเพราะดื่มสุรา แต่วันนี้ต้องยอมให้ศีลขาดเพื่อ "ความผึ่งผาย" ในวันนี้ ค่อยรักษาศีลแก้ตัวกันวันอื่น ปมเขื่องจนถึงขนาดเป็นความบ้าชนิดหนึ่ง บรรยากาศในที่นั่นในวันนั้นจึงเต็มไปด้วยความเขื่องชนิดผีสิง และผลก็คือ คนหนุ่ม ๆ เหล่านั้น ได้ระบายความเขื่องของตนที่คับอกมานานแล้ว ออกไปจนเป็นที่พอใจทุก ๆ คน นี่คือพิษสงของปมเขื่อง ของหมู่ชนที่การศึกษายังไม่เพียงพอ เราจะมองเห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่า ในหมู่ชนที่การศึกษายังไม่เพียงพอนั้น ขนบธรรมเนียมหรือประเพณีเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือความเชื่อในทางศาสนา เพราะว่าความมีใจเป็นนักกีฬาที่เหลืออยู่บ้างในขณะที่ทะเลาะวิวาทกันนั้น ก็เป็นผลเนื่องมาจากขนบธรรมเนียมที่ดี ที่อบรมเคยชินกันมาหลายชั่วบรรพบุรุษ ติดอยู่ในสันดานจนยากที่จะหมดไปได้ง่าย ๆ ด้วยการแทรกแซงของอารยธรรมแผนใหม่เช่น สุรา เป็นต้น คนหนุ่ม ๆ เหล่านั้นจึงยังมีความยับยั้งชั่งใจได้มากแม้ในขณะที่เมาสุรา ยังเคารพคนแก่ ยอมให้คนแก่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ริบมีดหรือของมีคมมาเก็บไว้เสีย เป็นต้น ความเชื่อมั่นในทางศาสนายังมีเหลือ ถึงกับพยายามจะไม่ให้ประเจิดประเจ้อต่อหน้าภิกษุสามเณร เท่าที่จะหลีกเลี่ยงได้ มิฉะนั้นแล้วการตีรันฟันแทง จะเป็นไปรุนแรง โดยไม่มีอะไรเป็นเครื่องยับยั้งเสียเลย อีกประการหนึ่งซึ่งน่าสังเกตก็คือว่าปมเขื่องนั่นเอง มีลักษณะเป็นมีสองคม คือให้ทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การที่คนเหล่านี้ทำอะไรลงไปก็เพราะต้องการจะเขื่อง มีความต้องการเขื่องเป็นทุนอยู่เสมอ จึงยังมีความรู้สึกกลัวความเสื่อมเสียได้อยู่ไม่น้อยจึงไม่ฆ่าฟันกันเหมือนคู่อาฆาตบาดหมางอันแท้จริง เพราะตนเองไม่มีความอาฆาตอะไรกันมาก่อน ที่ทำไปนั้นเป็นเพียงกำลังของสัญชาตญาณ ที่ต้องการแสดงความเขื่องล้วน ๆ ชุมนุมคนมาก ๆ เป็นเวทีที่ยั่วให้มนุษย์ให้แสดงปมเขื่องอย่างใดอย่างหนึ่งของตนออกมา เมื่อคนไม่เมายังกล้าไม่พอ คนเมาก็ตะครุบชิงเอาโอกาสไปเสียก่อน เพราะอำนาจของสุราหนุนปมเขื่องของเขา ให้ล้นปรี่อยู่ตลอดเวลาแล้ว เมื่อคนเมาไม่มีอะไรที่จะเขื่องในทางที่ดีงามได้ ก็เขื่องไปตามประสาของคนเมา เพราะถึงแม้คนไม่เมาที่ไม่มีอะไรจะเขื่อง ก็ต้องเขื่องทางนี้อยู่เหมือนกันแล้ว ชุมนุมชนมาก ๆ เลยกลายเป็นที่ระเบิดออกของคนที่เมาปมเขื่องเป็นธรรมดาไป ยิ่งเมื่อเพศตรงข้ามมาปรากฏอยู่ด้วยจำนวนมากแล้ว ความเมาในปมเขื่องนั้นก็รุนแรงหนักเข้า จนการชกต่อยตีรันฟันแทงนั้นกลายเป็นของเล็กน้อย ไม่มีความหมายไปเลยทีเดียว คนเมาบางคนพยายามเก็บซ่อนความเมาของตัวอย่างน่าขบขัน เข้ามาหาข้าพเจ้าเพื่อขอโอกาสว่าอะไรให้ข้าพเจ้าฟัง ในเมื่อคนเมานอกนั้นหลบซ่อนไม่อยากให้พบเห็น นี่ก็เป็นเพราะอำนาจของปมเขื่องอีกทางหนึ่ง คือทางที่อยากจะแสดงความเป็นปราชญ์ แทนการเป็นนักเลงโต ที่ผลักดันให้เขากล้ามาเข้าหน้ากับข้าพเจ้าซึ่งเมื่อเขาไม่เมาขนาดนี้ เขาไม่กล้าเข้ามาเลย และทั้งเขารู้สึกว่าความสามารถที่เขาจะแสดงนั้น จะไม่ทำความพอใจให้แก่ข้าพเจ้าได้ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า สถานที่หรือโอกาสที่จะแสดงความเขื่องอะไร ๆ ออกมาได้นั้น เป็นเสน่ห์อย่างยิ่งแก่มนุษย์ผู้ที่กำลังเมาปมเขื่องของตน เสน่ห์นั้นนั่นเองเป็นต้นตอหรือทางมาแห่งการชกต่อยตีรันฟันแทงประเภทนี้ ซึ่งมีทั่วไปทุกหัวระแหง ยังมีที่แปลกออกไปอีก โดยได้ยินว่าคนเมาคนเดียวกันนี้ขึ้นมาคอยหาโอกาสที่จะพบข้าพเจ้าอยู่นานแล้ว ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังมาไม่ถึงที่นั่น เขาเซไปถูกสำรับกับข้าว ทำให้เจ้าของบันดาลโทสะทำอันตรายเอาเสียคราวหนึ่งแล้ว โดยเห็นเป็นการรุกล้ำหรือลูบคมกันเกินไป และไม่ยอมให้อภัยว่าเป็นคนเมา นี่ก็เหมือนกันคือเป็นผลแห่งการทะเยอทะยานจะแสดงปมเขื่องของตัว จนเป็นมูลเหตุแห่งความโกลาหล ถึงแม้เจ้าของสำรับหรือเจ้าภาพผู้จัดการก็เป็นอย่างเดียวกัน มีปมเขื่องเนื่องด้วยการกุศล ตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด จึงบันดาลโทสะได้ง่ายด้วยปมเขื่องอันนั้นเองแม้จะมีเจตนาเป็นกุศล แต่ถ้าเป็นเรื่องของปมเขื่องแล้ว ยิ่งศรัทธามากก็ยิ่งบันดาลโทสะแรงมาก เพราะมิได้อิงอาศัยปัญญาซึ่งมีธรรมชาติรำงับปมเขื่อง แต่อาศัยความต้องการอันแรงกล้าของปมเขื่องเสียเอง ทายกทั้งหลายควรจะสำนึกถึงความจริงข้อนี้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงจะสามารถทำให้การกุศลของตนเป็นไปด้วยดี คือเป็นกุศลชนิดแท้จริง ที่สามารถขูดเกลาปมเขื่องให้เบาบางลงไปจนหมดสิ้น ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของพุทธศาสนา สรุปความเฉพาะข้อนี้ว่า ชุมนุมชนยิ่งมากยิ่งยั่วการแสดงออกของปมเขื่องของคนเมา มากจนกระทั่งแสดงสิ่งที่ไม่สมควรแสดงออกมา เพราะไม่มีอะไรที่ดีกว่านั้นจะแสดง และข้อนี้เองเป็นมูลเหตุแห่งการชกต่อยตีรันฟันแทงประเภทธรรมดา นอกจากอำนาจกฎหมายแล้ว ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามดั้งเดิมรวมกันเข้ากับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีเหลืออยู่ในใจบ้าง เพราะการอบรมมาดีเท่านั้น ที่จะป้องกันอันตรายอันเกิดจากการเมาปมเขื่องประเภทนี้ได้และมีผลดีกว่าอำนาจกฎหมาย ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ถูกรุมทำร้ายอย่างรุนแรงอยู่บ่อย ๆ เพราะการเข้าจับกุมนั้น เป็นการเข้าปะทะกับความบ้าคลั่งของปมเขื่อง อย่างจังหน้าเกินไป เราจะต้องหาทางฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีเช่น การเคารพคนเฒ่าคนแก่กันใหม่ และมีการอบรมในด้านศาสนาให้ถูกทาง ให้คนเฒ่าคนแก่เป็นคนเฒ่าคนแก่ที่ถูกต้องด้วยกัน การให้การศึกษาชนิดที่ขัดเกลาความเห็นแก่ตัว อันลึกซึ้งไปเสียตั้งแต่วัยเด็ก เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในกรณีนี้ การศึกษาที่มีหลักเกณฑ์ความมุ่งหมายอย่างนี้เป็นการทำให้รูจักควบคุมปมเขือ่งของตัว หรือรู้จักใช้ปมเขื่องในวิถีทางอันถูกต้อง และเป็นการศึกษาที่เป็นมูลรากอันแท้จริงของศีลธรรมทั้งหลายทุกชนิด ทำให้มีศีลธรรมทุกชนิดได้โดยไม่ยากเลย ถ้าการศึกษาของโลกมีหลักสูตรเช่นว่านี้เป็นส่วนสำคัญ จะสามารถสร้างมนุษย์ชนิดที่จะอยู่กันเป็นผาสุกอย่างมนุษย์แท้ในอนาคตได้ โดยไม่ต้องสงสัย การศึกษาของโลกในสมัยปัจจุบัน มีแต่จะส่งเสริมปมเขื่องให้เตลิดไปโดยไม่รู้สึกตัว ทั้งแก่นักเรียนและครูผู้สอนเอง การศึกษาชนิดนั้น แม้จะนำความเจริญทางวัตถุมาให้เท่าใด ก็มีแต่จะยิ่งนำมาซึ่ง "การตีรันฟันแทงระหว่างชาติ" มากขึ้นเพียงนั้น "การตีรันฟันแทงระหว่างชาติ" หรือมหาสงครามโลก มีอะไร ๆ เป็นอย่างเดียวกันกับการตีรันฟันแทงระหว่างบุคคล ดังที่กล่าวมาแล้วทุกประการ กล่าวคือ ถ้ามิใช่เพราะสัญชาตญาณแห่งการกอบโกยโดยตรง เพื่อเอาไปหล่อเลี้ยงปมเขื่องทุก ๆ ทางของตนโดยตรงแล้ว ก็ต้องเป็นเพราะความต้องการแสดงออกมาซึ่งปมเขื่องของตนอย่างรุนแรงนั่นเอง แม้การตีรันฟันแทงระหว่างชาติอันมีเกียรติที่เรียกกันว่าเพื่อรักษาความยุติธรรม หรือสันติภาพของโลกก็ตาม ก็ยังหาพ้นไปจากอุ้งมืออันเหนียวหนักของปีศาจแห่งปมเขื่อง อันเร้นลับนี้ไม่เลย แม้แต่หน่อยเดียว. โมกขพลาราม
วาทะพุทธทาส > บันทึกธรรม > ปมเขื่อง |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org