|
| หน้าแรก
| |
|
..แด่ทศวรรษแห่งการจากไป ของท่านพุทธทาสฯ โมน สวัสดิ์ศรี บทกวีของอังคาร กัลยาณพงษ์ และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ยังลอยก้องในความทรงจำของผู้ฟังหลายร้อยคน นี่มิใช่งานชุมนุมสังสรรค์ หรือกิจกรรมต้อนรับหรือส่งท้าย หากเป็นการจัดขึ้นเพื่อรำลึกการจากไปของ ท่านพุทธทาสภิกขุ พระผู้ได้รับการยอมรับจากชาวโลกว่าเป็นผู้บรรลุแล้วซึ่งอรหันต์ โดยจัดที่หอประชุมวชิราวุธ สำนักหอสมุดแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ที่ผ่านมา ความตายของท่านพุทธทาสมิอาจทำให้หลักธรรมของท่านสิ้นลงด้วย สิ่งเดียวที่ทำให้คำสอนของศาสนาพุทธเสื่อมลง นั่นคือคนรุ่นหลังเอง เมื่อการร่ายกลอนของกวีซีไรต์ทั้งสองท่านเสร็จสิ้น ยังมีอีกท่านหนึ่งที่เดินทางมาปาฐกถาเกี่ยวกับเรื่องราวของท่านพุทธทาส รวมถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นและเป็นไปตามคำสอนของท่านพุทธทาส แม้เขาจะเป็นฆราวาส แต่เขาก็เข้าใจธรรมะอย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง นั่นก็คือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนร่วมสมัยของเรานั่นเอง เริ่มด้วยการกล่าวถึง นายเงื่อม ซึ่งเป็นชื่อจริงของท่านพุทธทาสว่า ตั้งแต่ที่นายเงื่อมบรรพชาตั้งแต่เด็ก ท่านได้เริ่มเห็นคุณค่าของเพศพรหมจรรย์ เริ่มรู้ทิศทางของตัวตนว่ากำลังบวชเพื่ออะไร ผ้ากาสาวพัสตร์ที่ห่มคลุมซุกซ่อนร่างกายที่เป็นอนิจจัง ช่วยลดความรู้สึกที่เป็นอัตตาลงได้มาก อันเป็นวิถีทางของพระพุทธเจ้าเพื่อแสวงหาความสงบสุขแท้จริง มิใช่บวชเพื่อสรรค์หาสวรรค์วิมานอากาศตามความเชื่อเดิม แตกต่างกับพฤติกรรมของพระเถระในเมืองไทยที่พบเห็นก็แต่ความอุดตัน เห็นได้ชัดว่า วงการสงฆ์ยอมรับพวกอลัชชีมากขึ้น ด้วยการบันดาลยศถา หรือปล่อยให้สร้างวัตถุมงคลอันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกิจของสงฆ์ บางวัดดูไม่ได้ว่าเป็นวัดเพราะเหมือนซ่องโจร ขณะที่ฆราวาสอย่างเราๆ ยังไม่กล้าทำด้วยซ้ำ ดังเช่นกรณีของพระกู้ที่เป็นข่าวฉาวโฉ่อยู่เมื่อวันครู่ที่ผ่านมา สิ่งที่อาจารย์สุลักษณ์คาดหวังกับสังคมสงฆ์ ซึ่งเชื่อมโยงกับสังคมไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ มีสามข้อใหญ่ ได้แก่ ข้อแรก น่าจะมีการจัดลำดับขั้นตอนและคำสอนของท่านพุทธทาส สรรหาและเรียบเรียงเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ยับยั้งผู้กำลังหลงทางทางความคิดให้หวนกลับสู่หนทางที่ถูกต้อง... ข้อที่สอง ควรปรับปรุงพฤติกรรมการเรียนการสอนพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับยุคสมัยให้มากขึ้น เพื่อเรียนรู้และปฏิบัติได้จริง ดังที่ท่านปรีดี พนมยงค์เคยปรารภว่า ควรนำดนตรีมาเป็นสื่อในการสอนพุทธศาสนา แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็นกฎต้องห้ามด้วยความเข้าใจผิด คิดว่าการเรียนรู้พุทธศาสนาต้องไม่ข้องเกี่ยวกับดนตรีทุกชนิด แต่แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะข้อห้ามในเรื่องนี้คือห้ามร้องเพลงที่ไร้สาระเท่านั้น และดนตรีนี้เองที่น่าจะเป็นสื่อกลางให้เห็นความมัวเมาของลัทธิบริโภคนิยม ด้วยการสื่อว่า ลัทธิบริโภคนิยมที่หลายคนเห็นเป็นสิ่งดีงาม แท้จริงเป็นความชั่วร้ายที่เคลือบแฝง... ข้อสุดท้าย มีบุคคลหลายกลุ่มกล่าวหาว่าท่านไม่เชื่อในเรื่องการตายแล้วเกิด เพราะท่านสอนแต่เรื่องในปัจจุบัน เพื่อย้ำเน้นให้เห็นผลของการกระทำในปัจจุบัน โดยส่วนตัวของข้าพเจ้า (อ.สุลักษณ์) คิดว่าเราอย่าไปตีความว่าอะไรคือสวรรค์ในอกนรกในใจเพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้าใจรหัสนัยของพุทธศาสนาด้วย... ศาสนาพุทธในปัจจุบันนี้ หลายท่านย่อมรู้ดีว่ามิได้เจริญเติบโตสู่คนรุ่นหลังอย่างแท้จริง เพราะระดับการศึกษาด้านพุทธศาสนาที่พร่ำสอนตามโรงเรียน มิได้เน้นด้านจริยธรรมและแก่นแท้โดยรวมของพุทธศาสตร์ ยิ่งกว่านั้น การเรียนการสอนในสถาบันสงฆ์ ก็มีแต่จะเน้นจำถึงกฎเกณฑ์และข้อบังคับอย่างเดียว จึงเป็นการเห็นชอบยิ่ง ที่บ้านเราควรมีการยกเครื่องสังคายนาเสียใหม่ ให้ความเป็นพุทธคือพุทธแท้ เพื่อหลักคำสอนจะได้จีรังยั่งยืน สวนทางกับระดับการศึกษาศาสนาพุทธในสมัยนี้ ที่ยิ่งพร่ำสอน ยิ่งเป็นการทำลาย... "อย่าลืมว่า โลกนี้คือสัจจะ ทุกสิ่งทุกอย่างมีคำตอบของมันเองหากเราเข้าใจปัญหาและแก้ไขถูกต้อง การสืบทอดพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน หากเราทำได้เป็นรูปธรรมเท่าใด ยิ่งทำให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นเท่านั้น" ส่วนตัวของอาจารย์สุลักษณ์เองแล้ว เคยไปเยี่ยมเยือนท่านพุทธทาสเมื่อประมาณ ๔๐ ปีก่อน อาจารย์สุลักษณ์ยังจำคำสอนติเตือนจากท่านเพื่อนำไปเผยแพร่แก่คนทั่วไปด้วยว่า เมืองไทยสมัยนี้ตามฝรั่งมากขึ้น โดยเฉพาะวัฒนธรรมในด้านลบ เมื่ออาจารย์สุลักษณ์ได้ฟังก็พลอยหนักใจกับคำกล่าวของท่านพุทธทาส แต่บัดนี้แสงฉายแห่งความดีเริ่มปรากฏ เมื่อฝรั่งสมัยนี้เริ่มศึกษาพุทธศาสนามากขึ้น แม้จะเป็นผลดีทางอ้อมแบบตลก ๆ ก็คือ เราก็ศึกษาศาสนาพุทธตามฝรั่ง อย่างไรก็ตาม เราควรตามฝรั่งในทางสติปัญญา มิใช่วัตถุนิยม... "เว้นก็แต่นายบุชและแบลร์ ผู้นำกระหายสงคราม... และนายทักษิณแห่งประเทศไทยที่ตามก้นฝรั่งแบบบริโภคนิยมจนโงหัวไม่ขึ้น !!" หลังจากคำปาฐกถาของอาจารย์สุลักษณ์ ผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มนำภาพเขียนชิ้นต่าง ๆ ที่จัดเตรียมไว้ข้างหน้าหอประชุมทยอยหยิบยกขึ้นทีละภาพจนครบ ๒๐ กว่าภาพ ขึ้นประมูลนำรายได้มอบเป็นการกุศล ภาพเขียนทุกภาพล้วนเกิดจากแรงบันดาลใจของอาจารย์เทพศิริ สุขโสภา ศิลปินผู้ไม่เคยทิ้งสีและพู่กันไว้ห่างตัว เรื่องราวและบรรยากาศของสวนโมกขพลารามถูกถ่ายทอดด้วยเทคนิคการวาดต่างๆ ทั้งภาพเก่าที่วาดเก็บไว้นานแล้ว และภาพใหม่ที่ไปวาดที่ ณ สวนโมกฯ มาสดๆ ร้อนๆ จึงไม่แปลกที่งานประมูลในครั้งนี้จึงใช้ชื่อว่า โมกขพลาราม แว่วเสียงกระซิบจากเมืองเหนือว่า อาจารย์เทพศิริอยากเดินทางมาในงานนี้ใจจะขาด แต่ติดภารกิจจึงมาไม่ได้ ลาแล้วสำหรับงานรำลึกการจากไปของท่านพุทธทาส แม้ท่านจะละสังขารร่วมสิบปีแล้ว แต่คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตลอดชีวิตของท่านได้นำมาอบรมแก่ชาวเรา กระทั่งความตายได้มาพรากท่านไป หาได้ทำให้คำสอนนั้นดับสูญลงไม่ พุทธศาสนาจะเป็นอย่างไรต่อไป มิได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับคนรุ่นหลังเช่นเรานั้นแล.. |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org