||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ข่าว-กิจกรรม
หน้าแรก | >ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ศึกษาชีวิต-ผลงาน "พุทธทาส"
ผ่าน "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา"

คอลัมน์ สดจากหน้าพระ
นสพ.ข่าวสด ฉบับวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ปีที่ ๑๓ฉบับที่ ๔๖๑๖ หน้า ๒๗

          งานรำลึก "ทศวรรษแห่งการจากไปของพุทธทาส" ซึ่งกำหนดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ ๘ ก.ค.ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมศรีอยุธยา หอวชิราวุธ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ นั้น ร่วมจัดโดย กลุ่มพุทธทาสศึกษา กลุ่มเสขิยธรรม เครือข่ายชาวพุทธฯ มูลนิธิโกมลคีมทอง โครงการเวทีสุขภาพคนจน และสำนักพิมพ์สุขภาพใจ

          ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายตั้งแต่ช่วงเที่ยงไปจนถึงค่ำ อาทิ วิดีทัศน์ชีวิตและผลงานของท่านพุทธทาสภิกขุ ความยาวกว่า ๑ ชั่วโมง การอ่านบทกวี "รำลึกพุทธทาสภิกขุ" โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ คมทวน คันธนู และ อังคาร กัลยาณพงศ์ การบรรเลงดนตรี "ธรรมสังคีต" โดย เมธี จันทรา และเพื่อน การประมูลภาพเขียนชุด "โมกขพลาราม" ผลงาน เทพศิริ สุขโสภา การภาวนาเพื่อรำลึกถึงพุทธทาสภิกขุ โดย พระดุษฎี เมธังกุโร เป็นต้น

          นอกจากนี้ยังมีการเสวนา เรื่อง "ศึกษาชีวิตและผลงานพุทธทาสภิกขุ ผ่านหนังสือเล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" โดย นายประชา หุตานุวัตร ศิษย์ใกล้ชิดพุทธทาสภิกขุ และ ดร.อรศรี งามวิทยาพงศ์ อาจารย์ประจำสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะบรรณาธิการหนังสืออัตชีวประวัติของพุทธทาสภิกขุ "เล่าไว้ในวัยสนธยา" ฉบับปรับปรุงใหม่ ดำเนินรายการเสวนาโดย "ไตรภพ ลิมปพัทธ์" พิธีกรชื่อดัง

          "คนรุ่นผมเติบโตขึ้นมาด้วยการเรียนศาสนาพุทธในโรงเรียนแบบน่าเบื่อ แต่ท่านอาจารย์ทำให้ศาสนาพุทธมีชีวิตชีวา ไม่ใช่แค่หลักจริยธรรมเท่านั้น แต่เป็นการเข้าถึงชีวิตอย่างลึกซึ้งที่เป็นได้จริง ไม่ใช่ของปลอม

          ท่านมีความสำคัญต่อคนรุ่นก่อน คนรุ่นผมและรุ่นต่อๆมาอย่างยิ่ง เพราะท่านพูดความจริงตลอด ท่านไม่ได้ใช้ศาสนาพุทธเป็นเพียงเครื่องประดับตกแต่งให้ทุกอย่างแลดี ท่านพูดถึงปัญหาต่างๆที่ศาสนาพุทธเผชิญอยู่ แม้แต่ความเสื่อมของคณะสงฆ์ ปัญหาพระออกนอกลู่นอกรอยต่าง ๆ ท่านมีส่วนสำคัญทำให้ชีวิตของศาสนาพุทธกลับคืนมาอีกครั้ง" นายประชา กล่าวนำการเสวนาก่อนจะระบุอีกว่า

          "พุทธทาสไม่ได้แค่ทำให้คนรุ่นผมเห็นพุทธศาสนามีความหมายลึกซึ้งเท่านั้น แต่การทดลองของท่านยังมีฐานด้วยการนำหลักธรรมของศาสนาพุทธมาวิพากษ์วิจารณ์ระบบสังคมที่เป็นอยู่ และเสนอระบบสังคมอย่างใหม่

          โดยในการวิจารณ์สังคมสมัยใหม่ ท่านจะเอาคุณของศาสนาพุทธเป็นตัวตั้ง แล้วบอกว่าอะไรบ้างในสังคมสมัยใหม่ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ปัจจุบันมีการพูดถึงกระบวนทัศน์ใหม่ เรื่องความคิดหลังสมัยใหม่หรือโพสต์โมเดิร์นลิสซึ่มกันมาก แต่ท่านพุทธทาสคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว โดยขณะนั้นผู้คนพากันหลงใหลไปกับวัตถุหากอยากได้รับการยอมรับต้องใช้รถยี่ห้อนั้น ใส่นาฬิกายี่ห้อนี้ แต่ท่านบอกว่าเหล่านั้นคือมายา เป็นหนทางที่ผิด ไม่ใช่ความใฝ่ฝันที่มนุษย์ควรจะก้าวไป และท่านยังได้เสนอทางออกในรูปของธรรมมิกสังคมนิยม ระบุถึงคุณค่าพื้นฐานของสังคมแบบใหม่ควรเป็นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง"

          ด้าน ดร.อรศรี กล่าวเสริมว่า พุทธทาสทำให้คนได้มองโลกที่เราอยู่ได้ถูกต้อง โดยท่านสอนด้วยภาษาที่ง่ายและเข้าใจไม่ยากด้วยคำที่ว่า "โลกมันเป็นเช่นนั้นเอง" สรรพชีวิตไม่สามารถแยกออกจากกัน ไม่มีนายทุน ไม่มีการกดขี่ ทุกอย่างต้องพึ่งพิงอาศัยกัน ในเมื่อเราเชื่อว่าทุกอย่างในโลกมันเป็นเช่นนี้ มนุษย์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงต้องเรียนรู้และปรับให้ชีวิตสอดคล้องในการที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น ท่านจึงไม่มีวิธีคิดที่แบ่งแยก ท่านจะเห็นความสำคัญของมนุษย์เท่ากันหมด เพราะท่านเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพที่จะไปสู่ปลายทางของชีวิตคือพระนิพพานได้เหมือนกันทุกคน

          "พุทธทาสมักมองเห็นสิ่งอื่นก่อนคนอื่น ๆ น่าจะเป็นเพราะท่านมีความชัดเจนในการมองโลก ครั้งหนึ่งท่านเคยเล่าให้ฟังว่ามีเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ มาเสนอจะถวายรางวัลนักอนุรักษ์ธรรมชาติดีเด่น แต่ท่านปฏิเสธไป เพราะท่านไม่ถือว่าท่านประสบความสำเร็จ เนื่องจากก่อนหน้านั้นท่านพยายามเตือนและห้ามชาวบ้านใน อ.ไชยา ไม่ให้ถางป่าเพื่อปลูกสวนยางตามนโยบายของรัฐ เพราะไม่ต้องการให้ชาวบ้านหลงไปตามกระแสอยากรวยที่ว่า งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข แต่ชาวบ้านก็ไม่ฟัง กระทั่งต่อมาเกิดปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ สุดท้ายก็ต้องมาขอใช้น้ำในพื้นที่ ๓๐๐ กว่าไร่ ที่สวนโมกข์รักษาไว้" ดร.อรศรี กล่าว

          บรรณาธิการหนังสืออัตชีวิตประวัติของพุทธทาสภิกขุ "เล่าไว้ในวัยสนธยา" กล่าวอีกว่า พุทธทาสมีความเข้าใจในผู้อื่นสูงมาก ท่านเชื่อว่าทุกอย่างสัมพันธ์กัน ทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ ถ้ามนุษย์ใช้ได้ไม่ถูกต้องจะส่งผลกระทบกลับมาอย่างแน่นอน ท่านจึงใช้ทรัพยากรทุกอย่างอย่างประหยัด และเรียนรู้กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดที่สุด สิ่งนี้น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ท่านเข้าใจการมองโลกอย่างแท้จริง

          "มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พุทธทาสอาพาธ หมอที่รักษาพยายามนิมนต์ให้ไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่ท่านไม่ไป หมอก็บอกว่าจะย้ายเครื่องมือแพทย์ต่าง ๆ มากมายมาไว้ที่สวนโมกข์ เพื่อให้การรักษา แต่ท่านปรารภไว้อย่างน่าสนใจว่า ทำไมต้องเอาทรัพยากรมากมายมาให้กับคนอายุ ๘๐ ปี ซึ่งนี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างหนึ่งที่พุทธทาสพยายามสอน ให้พุทธศาสนิกชนเรียนรู้ มองโลก และมีวิธีคิดเรื่องของคนอื่นเข้ามาอยู่ในความคิดของตัวเองบ้าง" ดร.อรศรี กล่าวในตอนท้าย

*


หน้าแรก | >ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.