|
| หน้าแรก
| |
|
ส.ศิวรักษ์ ชี้สถาบันสงฆ์น่าเป็นห่วง
ขาดพระอย่างใหม่ เข้าถึงสารธรรม นสพ.ข่าวสด ฉบับวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๔๖๑๐หน้า ๒๙ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมศรีอยุธยา หอวชิราวุธ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ มีงาน ทศวรรษแห่งการจากไปของพุทธทาส จัดโดยกลุ่มพุทธทาสศึกษา ร่วมกับมูลนิธิโกมลคีมทอง และสำนักพิมพ์สุขภาพใจ กิจกรรมส่วนหนึ่งของงานดังกล่าวเป็นการปาฐกถาในหัวข้อ สังคมไทยกับทศวรรษแห่งการจากไปของพุทธทาส โดย นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ส.ศิวรักษ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ในโอกาสที่พุทธทาสมรณภาพครบ ๑๐ ปีในครั้งนี้ สังคมไทยน่าจะหาบทเรียนจากชีวิตและผลงานของท่าน มาเป็นบรรทัดฐานในทางสร้างสรรค์สำหรับสังคมปัจจุบัน ซึ่งหากเราย้อนอดีตไปเมื่อ ๗๐ ปีก่อนหน้านี้ จะพบว่า ปัจจัยที่ทำให้พุทธทาสตัดสินใจออกจากเมืองหลวง กลับไปปฏิบัติธรรมที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี นั้น คือ มลพิษทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม เช่น การศึกษาพระปริยัติธรรมที่เป็นไปเพื่อให้เปรียญได้ประโยคสูง ๆ ภิกษุฉันหมาก สูบบุหรี่ นัตถุ์ยา ตั้งตัวป็นโหร เป็นหมอน้ำมนต์เชี่ยวชาญไสยเวทนั้นมีให้พบเห็นอยู่มากมาย เป็นต้น ฟางเส้นสุดท้ายสำหรับพระมหาเงื่อมหรือพุทธทาสเมื่อ ๗๐ ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งช่วยให้ท่านตัดสินใจกลับสู่บ้านเดิมนั้นก็คือท่านได้เห็นพระร่วมวัดต้มถั่วเขียวฉันกันในยามวิกาล แต่สถานการณ์ของสถาบันสงฆ์เวลานี้ เลวร้ายกว่าที่เจ้ากูต้มถั่วเขียวในยามวิกาลยิ่งนัก บางวัดเป็นดังกับซ่องโจร นอกจากกินข้าวค่ำ เสพของมึนเมา ตลอดเล่นการพนัน ดูภาพลามก และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ขนาดฆราวาสยังไม่กล้าทำก็มีให้เห็นอย่างกว้างขวางทุกที ส.ศิวรักษ์ กล่าว ส.ศิวรักษ์ กล่าวอีกว่า หากสังคมไทยยังไม่มีสาระของสวนโมกข์อย่างใหม่ที่เหมาะสมกับสมัยและไม่มี พระอย่างใหม่ ที่เข้าถึงเนื้อหาสาระของพระธรรมวินัยแล้วโยงไตรสิกขามาสะกดให้วัตถุนิยม ทุนนิยม บริโภคนิยม เชื่องได้ ก็เท่ากับว่าเราปล่อยให้พุทธทาสตายเปล่า คุณค่าของท่านก็จะมีอยู่แต่ในข้อเขียนของท่านเท่านั้น แต่ถ้าเราเริ่มปลุกเสกพระรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนวัตถุมงคลหรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ตั้งแต่บัดนี้ เมื่อถึงชาตกาลของพุทธทาสครบศตวรรษใน พ.ศ. ๒๕๔๙ สังคมไทยคงได้เห็นการเกิดใหม่ของเถรวาทซึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้จากมหายาน วัชรยาน หรือแม้แต่ศาสนาอื่น ๆ อีกด้วย ควรมีการจัดขั้นตอนคำสอนของท่านพุทธทาส ให้คนที่ไม่คุ้นเคยกับคำพูดและข้อเขียนของท่าน ได้เริ่มอ่านหรือศึกษาจากง่ายไปหายาก ยิ่งสามารถทำเป็นการ์ตูนให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสแล้วจะเป็นคุณค่าที่สำคัญยิ่ง นอกจากนี้สังคมไทยยังขาดศาสนพิธีหรือบทสวดซึ่งประกอบไปด้วยดนตรี ที่จะทำให้พุทธศาสนิกชนรู้เท่าทันทุกขสัจทางสังคม ให้เห็นโทษของลัทธิบริโภคนิยมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งใช้ของปลอมและพิษภัยปนเข้ามาในชีวิตประจำวัน จนเราไม่เห็นโทษของความสะดวกสบาย ฉะนั้นน่าจะถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะมีพิธีกรรมทางพุทธอย่างสมสมัย ซึ่งไม่ใช่แต่พระภิกษุเท่านั้น ที่ควรรู้เท่าทันว่าการบริโภคอาหารเพื่อไม่มัวเมาในรสอาหาร แม้ฆราวาสก็น่าจะมีบทสวดว่าอาหารนั้น ๆ เกิดจากการทำลายธรรมชาติอย่างไร เอาเปรียบแรงงานอย่างไร มีสารพิษอะไรปนเข้าไปบ้าง หากทำได้เช่นนี้สังคมไทย จะมีพิธีกรรมที่จะเป็นพาหะที่นำมาใช้ต่อต้านลัทธิบริโภคนิยมได้อย่างเหมาะสม ส.ศิวรักษ์ กล่าว.
|
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org