||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐–๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
-
พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย

ภาพที่ ๔๖

ภาพพระราชาองค์หนึ่ง (พระเจ้าพิมพิสาร) เสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ (ซึ่งในที่นี้คือบัลลังก์ว่าง สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ริมบนสุดด้านซ้ายมือของผู้ดู) ซึ่งประทับอยู่ ณ ยอดเขาคิชฌกูฏด้วยขบวนใหญ่. ภาพพระราชาองค์เดียวกันนั้นถูกแสดงหลายหน คือ เมื่ออยู่บนหลังช้างตอนที่เสด็จด้วยช้าง, ตอนที่อยู่บนรถเมื่อเป็นระยะที่เสด็จด้วยรถ, ออกจากวังและจากประตูเมืองเป็นระยะ ๆ ไป กระทั่งถึงพระองค์แล้ว ยังแสดงด้วยท่าทางอีก ๒ ท่า คือถวายบังคมด้านตรง และด้านข้าง
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๖

ภาพนี้เป็นภาพตัวอย่างที่น่าศึกษาอีกภาพหนึ่งของศิลปกรรมแบบที่สาญจี, เป็นภาพพระราชาองค์หนึ่งเสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ ณ พระคันธกุฎิที่ยอดภูเขาแห่งหนึ่ง. ภาพตั้งต้นจากมุมบนขวา คือชาวบ้านกำลังดูขบวนเสด็จของพระราชาอยู่บนเฉลียงเรือนของตน ๆ, พระราชาเสด็จด้วยช้างในที่ควรเสด็จด้วยช้าง, เสด็จด้วยม้าในที่ควรเสด็จด้วยม้า, และเสด็จด้วยรถในที่ควรเสด็จด้วยรถ, เสด็จดำเนินด้วยพระบาทเมื่อถึงเขตที่ควรเสด็จดำเนินด้วยพระบาท สมตามคำที่มีกล่าวไว้ในบาลีต่าง ๆ กระทั่งถึงอรรถกถาจนถือเป็นแบบฉบับตายตัวอย่างหนึ่งทีเดียว. มีราชบริพารตามเสด็จ ถือเครื่องใช้ต่าง ๆ ตามธรรมเนียม และมีหม้อน้ำมีพวยซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการให้ทานอย่างที่จะขาดเสียมิได้ เพราะพระราชาอาจจะเรียกหาทันทีที่ต้องการให้ทาน, โปรยทาน, หรือถวายทานก็ตาม, เพื่อหลั่งน้ำจากพวยกานั้นในขณะที่บริจาคทาน. ตอนในเมือง เสด็จด้วยช้าง ด้วยม้า, พอออกจากประตูเมืองเสด็จด้วยรถเทียมม้า, และเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเมื่อถึงเขตอุปจารแห่งพระวิหาร, แล้วเข้าเฝ้าถวายบังคมพระพุทธองค์ ซึ่งในที่นี้แสดงด้วยภาพพระแท่นว่าง สี่เหลี่ยม ตามแบบของสมัยสุงคะตามเคย หากแต่ไม่มีต้นโพธิ์ประกอบอยู่ข้างบน ซึ่งเข้าใจว่าคงจะเนื่องด้วยเนื้อที่จำกัด, อยู่ทางริมซ้ายบนสุด, ใต้พระแท่นมีลายขยุกขยิกซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำหรับภูเขา และเป็นยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของพระคันธกุฎี ซึ่งต้องเล็งถึงเขาคิชฌกูฏโดยไม่ต้องสงสัย, ดังนั้น พระราชาองค์นั้น ก็ต้องเป็นพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธอันมีนครหลวงชื่อกรุงราชคฤห์นั่นเอง, หรือนครคิริพชก็เรียก.

พระราชาองค์เดียวกันในภาพนี้ ถูกแสดงด้วยภาพ ๒ ภาพ (ทำนองเดียวกับภาพลิงสองตัวในภาพที่ ๔๕) เพื่อให้เห็นท่านนมัสการทั้งสองท่า คือทั้งในขณะเฝ้า และขณะเวียนประทักษิณเดินออก. มีข้อความกล่าวไว้ชัดในบาลีและอรรถกถาว่า การเฝ้าพระพุทธองค์นั้น ไม่เฝ้าตรงพระพักตร แต่จะเฉียงไปข้างใดข้างหนึ่งพอสมควรคือไม่ข้างจนพระองค์ต้องเอี้ยวพระพักตรไปหา ไม่ใกล้หรือไกลเกินไป กระทั่งไม่เหนือลมเป็นต้น เรียกว่าเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง (เอกมนต อฏฐาสิ), ถ้าเป็นมนุษย์ก็จะยืนเฝ้าตอนแรกเข้าไป แล้วจะนั่งลง, ถ้าเป็นเทวดาจะยืนเฝ้าอยู่จนกระทั่งกลับ. เมื่อกลับออกจะเวียนประทักษิณ คือเดินอ้อมเป็นวง โดยมีสีข้างข้างขวาของตนอยู่ทางพระพุทธองค์เสมอไป, ไม่มีการหันหลังให้พระพุทธองค์เลย จนกว่าจะลับสายพระเนตรแล้ว. ดังนั้นจึงเข้าใจว่าในภาพภาพนี้ ศิลปินได้กระทำอย่างถูกต้องแล้วตามระเบียบหรือวัฒนธรรมนั้น คือ ภาพหนึ่งกำลังเฝ้าอยู่ ภาพหนึ่งเดินประทักษิณเมื่อกลับ, ซึ่งประณมมืออยู่ตลอดเวลาด้วยเหมือนกัน, มีหน้าตาอิ่มเอิบอย่างยิ่ง.

มีเสาประตูเมือง มีช่อง ๆ ซึ่งแสดงว่าในเสานั้นกลวงดังที่วิจารณ์กันแล้วในภาพที่ ๓๐ อีกตามเคย. บ้านเรือนและจั่วหลังคาก็แบบเดียวกันหมด ในบรรดาภาพสลักที่สาญจี. น่าชมความคิดที่จัดภาพบรรจุลงไปในพื้นที่น้อยนิดและจำกัดได้อย่างเหมาะสม คือตั้งต้นที่ริมขวาบนสุด แล้วจบเรื่องริมซ้ายบนสุดเหมาะสมกันที่ภาพบุคคลศักดิ์สิทธิ์จะอยู่ในที่เช่นนั้น. เพราะเนื้อที่น้อยไป จึงไม่อาจบรรจุภาพต้นโพธิ์และภาพเทวดาประจำต้นโพธิ์ลงในภาพนี้ได้, ทำให้เห็นว่า เมื่อจำเป็นเข้า จริง ๆ ศิลปินก็จะต้องทิ้งระเบียบบ้างเหมือนกัน. การที่จะตั้งข้อสงสัยว่า ชะรอยภาพนี้อาจจะเล็งพระพุทธองค์เมื่อก่อนตรัสรู้ เพราะมีเรื่องกล่าวว่าพระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ในขณะที่แรกผนวชใหม่ ยังไม่ทันตรัสรู้ ณ ที่ภูเขาแห่งหนึ่งด้วยเหมือนกัน, นั้นก็ยังไม่มีเหตุผลพอ เพราะว่าในภาพที่ ๒๗ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ภาพต้นโพธิ์นั้นได้ใส่ให้กับแท่นว่างมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนเสด็จมาอุบัติในมนุษยโลกนี้ด้วยซ้ำไป, ดังนั้นจึงถือว่า ศิลปินอาจจะเว้นต้นโพธิ์หรืออะไรบางอย่างเสียบ้างก็ได้ ในเมื่อเกิดความจำเป็นดังที่กล่าวแล้ว, ทั้งที่โดยทั่ว ๆ ไปแล้วเราจะเห็นได้ว่า ศิลปินที่สลักภาพสาญจีนี้ เป็นศิลปินที่ถึงขนาดและทำตามความประสงค์ของพระราชาที่ทรงเคร่งครัดที่สุดด้วย.

รายละเอียดเกี่ยวกับข้าราชบริพาร ๑๑ คนที่มุมริมซ้ายล่างนั้นไม่สามารถที่จะบรรยายได้ในที่นี้ แต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งต้องทิ้งไว้สำหรับการศึกษาต่อไป, ท่านผู้ใดทราบขอได้ช่วยอธิบายด้วย.

ในแง่ของโบราณคดี ควรจะสังเกตว่าในภาพนี้ก็ดี ภาพอื่น ๆ ก็ดี รูปร่างของแผ่นธง เป็นธงแผ่นผ้า หรือธงประฏากทั้งนั้น ไม่ได้เห็นธงสามเหลี่ยมเรียวยาวเลย. เข้าใจว่า สำหรับอินเดียนั้น ธงสามเหลี่ยมเรียวยาวนั้นจะไม่เป็นอะไรมากไปกว่าเศษผ้าสำหรับประดับประดาเท่านั้นเอง, ในเมืองไทยเรายังจะมีเกียรติกว่าเสียอีก. สำหรับขอช้างนั้นช่างมีอายุยืนเสียจริง ๆ สองพันกว่าปีแล้ว ช่างไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงรูปร่างเสียเลย, นี่เป็นเครื่องแสดงว่าอะไรก็ตาม ถ้ามันถูกเทคนิคหรือดีจริง ๆ แล้ว ก็เป็นการยากที่ใครจะไปแตะต้องมันได้. สำหรับบ้านเรือนนั้น มันคงจะต้องเปลี่ยนแปลงรูปร่างทุก ๆ ร้อยปี, ห้าสิบปี, กระทั่งทุก ๆ สิบปี ก็เปลี่ยนแบบกันเสียทีหนึ่ง. นี่แหละความไม่มีร่องรอยของมนุษย์ถ้าไม่มีอะไรบังคับ.

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพกษัตริย์มาเฝ้า แบบภารหุต

 


คลิกดูภาพขยายใหญ

ภาพกษัตริย์มาเฝ้า แบบภารหุต อีกภาพหนึ่ง

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพกษัตริย์มาเฝ้า แบบภารหุต อีกภาพหนึ่ง

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพกษัตริย์มาเฝ้า แบบภารหุต อีกภาพหนึ่ง

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพพระราชามาเฝ้า (ส่วนหนึ่ง) แบบอมราวดี

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพพญานาคมาเฝ้า แบบภารหุต

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพโปรดพระญาติ (?) แบบภารหุต

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพเสด็จลงจากเทวโลก แบบภารหุต

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพเสด็จลงจากดาวดึงส์ แบบสาญจี

@

ชีวิตและผลงาน > โรงมหรสพทางวิญญาณ > ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๔๖


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.