||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐–๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
-
พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย

ภาพที่ ๔๕

ภาพวานรตัวหนึ่ง เข้าไปถวายสิ่งของแก่พระพุทธองค์ (คือ ต้นโพธิ์กับบัลลังก์ว่าง) และภาพวานรตัวนั้นเอง เมื่อถวายของแล้วออกมาร่าเริงอยู่. การที่คนหรือสัตว์ตัวเดียวกันถูกแสดงในภาพเดียวหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ ท่า เพื่อให้เกิดฉากขึ้นหลาย ๆ ฉาก ในภาพแผ่นเดียวกันเป็นวิธีที่ฉลาดและประหยัด และใช้กันมากในหินสลักแบบสาญจี และหินสลักแบบอมราวดี. ขอให้สังเกตให้ดี มิฉะนั้นจะงงไม่รู้เรื่อง
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๕

ภาพลิงถวายน้ำผึ้งแด่พระพุทธองค์ภาพนี้ เป็นตัวอย่างของภาพประเภทที่ไม่ค่อยเป็นที่ทราบกันในหมู่เถรวาทเรา. เราทราบกันแต่เรื่องในอรรถกถาธรรมบท ตอนช้างปาริเลยยกะที่เฝ้าปรนนิบัติพระศาสดาเมื่อทรงออกไปประทับเสียในป่า เนื่องจากสงฆ์แตกกัน และมีลิงตัวหนึ่งฉวยโอกาสถวายน้ำผึ้งจากรวงผึ้ง สองตัวกับช้างเท่านั้น ไม่มีผู้คนอะไรเลย. ส่วนในภาพที่ ๔๕ นี้ มีผู้คนในลักษณะที่เป็นพระราชา หรือคฤหบดีรวมอยู่ด้วยเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งทำให้เห็นได้ว่ามิใช่เรื่องเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องถือเอาตามคำกล่าวของตำนานสายอื่น และยากแก่การอธิบายด้วยกันทั้งนั้น.

ในภาพนี้ มีภาพผู้ชาย ๒ คน, หญิง ๔ คน, เด็ก ๑ คน, ลิง ๒ ตัว; หญิงและชาย ๔ คน แถวบน อยู่ในลักษณะที่เป็นเทวดาก็ได้ ส่วนหญิง ๒ คนกับเด็กที่ตรงหน้าพระแท่นนั้น เป็นมนุษย์โดยแท้; สำหรับลิง ๒ ตัวนั้น เป็นลิงตัวเดียวกัน ถูกแสดงในท่าทางที่กำลังถวายน้ำผึ้งเสียทีหนึ่งก่อน แล้วแสดงด้วยท่าทางมีความยินดีปรีดาที่ได้ถวายสำเร็จตามประสงค์, สิ่งที่ถวายนั้นเป็นน้ำผึ้งจากต้นตาล หรือไม้ประเภทต้นปาล์ม ดังนั้นลิงต้องได้มาจากคน มิใช่น้ำผึ้งจากตัวผึ้งที่จะหาเอาได้เองจากป่า จึงทำให้คิดไปว่าต้องได้มาจากพระราชาหรือเทวดาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นั่นเอง. คนที่สี่ทางซ้ายมือ ซึ่งเป็นผู้หญิง ยังมีอะไรถืออยู่ในมืออีก ซึ่งดูก็เป็นของบูชาอีกเหมือนกัน. ในภาพมุมซ้ายล่างมีเด็กเล็ก ๆ มาด้วยนั้นต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กเช่นความสมประสงค์ที่ได้บุตรเป็นต้น. ทั้งหมดเท่าที่จะอธิบายได้มีเพียงเท่านั้น เพราะไม่ปรากฏในตำนานฝ่ายเถรวาท ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น และเจ้าหน้าที่ของทางการอินเดียตั้งแต่ต้นมา ก็มิได้อธิบายอะไรมากไปกว่านี้, ดังนั้น ถ้าผู้ใดทราบอะไรมากไปกว่านี้ ขอได้กรุณาแจ้งไปให้ทราบด้วย.

สำหรับในแง่ของศิลปะและโบราณคดีนั้น ควรจะสังเกตว่าการแต่งผมของสตรีที่ตรงหน้าพระแท่นนั้น เป็นแบบที่แปลกและน่าสนใจตรงที่สองพันกว่าปีมาแล้ว มีการรู้จักแต่งผมกันมากแบบเหมือนกัน และอาจไม่ซ้ำกับที่ประดิษฐ์กันอยู่ในปัจจุบันก็ได้ ใครอาจจะค้นคว้าเอามาลองใช้กันดูอีกทีก็จะได้, ท่าทางของลิงตัวหลังนั้น น่าชมความคิดของศิลปิน. ลิงจะได้บาตรของพระพุทธองค์ไปอย่างไร ย่อมมีความหมายสำคัญอย่างยิ่งของภาพนี้ ในทางที่จะแสดงว่า พระพุทธองค์ทรงสัมพันธ์กับสัตว์เดรัจฉานอย่างไรและเพียงไร และในลักษณะที่จะหาไม่ได้ในศาสนาอื่นก็เป็นได้. เราไม่ต้องยึดถือไปตามตัวหนังสือ หรือตามรูปภาพเกินไปจนงมงาย และทำให้กลุ่มพุทธบริษัทถูกหาเป็นคนงมงายไปทั้งหมดด้วยกัน แต่เราต้องตีความหมายของมันให้ถูกต้อง ในแง่ของโบราณคดี, ศิลปะ, กระทั่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับศาสนาของคนสมัยโน้นก็จะได้รับอะไร ๆ ที่เป็นผลดีเกินคาด อย่ามองเป็นเรื่องงมงายไร้สาระไปเสียแต่ต้นมือ ด้วยความอวดดีของมนุษย์แห่งยุคปรมาณูนี้.

@

ชีวิตและผลงาน > โรงมหรสพทางวิญญาณ > ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๔๕


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.