|
ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ
ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย
ภาพที่ ๔๓
ภาพการทรมานชฎิล ที่อุรุเวลา ด้วยการทรงทำให้เกิดน้ำท่วม แล้วทรงจงกลมเหนือผิวน้ำด้วยพระกายที่นฤมิตต่าง ๆ กัน. ในภาพชฎิลต้องใช้เรือและชฎิลยอมแพ้แก่พระองค์ ซึ่งแสดงด้วยภาพบัลลังก์ว่างยาว
(จากหินสลักแบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๓
ภาพนี้เป็นภาพการทรงแสดงปาฏิหาริย์ทรมานชฎิล
เจ้าลัทธิใหญ่ที่อุรุเวลา อย่างหนึ่งในบรรดาปาฏิหาริย์หลาย ๆ อย่างที่ทรงแสดงที่นั่น.
เมื่อได้ทรงชนะชฎิลด้วยปาฏิหาริย์ในโรงไฟในครั้งแรกแล้ว ทรงพักอยู่กับชฎิลเหล่านั้น
วันหนึ่งน้ำในแม่น้ำเนรัญชราท่วมท้นหลากมาโดยกะทันหัน พระองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์นี้.
ในภาพนี้เป็นภาพน้ำท่วม
แสดงด้วยคลื่น สัตว์น้ำ และพืชพรรณที่อยู่ในน้ำเช่นบัว เป็นต้น. มีภาพชฎิลนั่งเรือ
๓ คนอยู่ที่กลางภาพ, มีพระแท่นว่างอย่างยาว อยู่ถัดลงมา ซึ่งชฎิล ๔ คนกำลังไหว้อยู่,
และมีแท่นว่างประกอบด้วยต้นโพธิ์ ตามแบบฉบับของศิลปะสาญจี อยู่ที่มุมขวาล่าง,
และยังมีพุ่มไม้ ที่ประดิษฐ์อย่างมีทรวดทรงงดงามแปลก ๆ กันอีก ๕ พุ่ม เป็นแถวลงมาทั้งสองข้าง
ซ้ายขวา.
ชฎิลคิดว่าพระพุทธองค์คงจะถูกน้ำพัดพาจากโรงไฟไปทรงลำบากอยู่
ณ ที่ใดที่หนึ่ง จึงลงเรือเที่ยวค้นหา คนนั่งกลางในเรือได้แก่อุรุเวลกัสสป
ซึ่งเป็นหัวหน้าชฎิล มีลูกศิษย์สองคนพายเรือ. แท่นยาวที่ถัดลงมาจากคลื่นนั้น
คือ พระองค์ในขณะที่จงกลมเล่นอยู่บนผิวน้ำ ซึ่งทำความอัศจรรย์ให้แก่อุรุเวลกัสสปนั้นอย่างยิ่ง,
ชฎิล ๔ คนบนบกนั้น เป็นอีกตอนหนึ่ง คือตอนที่ยอมแพ้ ซึ่งคงจะมีอุรุเวลกัสสปรวมอยู่ในหมู่นั้นคนหนึ่งด้วยเหมือนกัน.
ต้นโพธิ์และพระแท่นที่มุมขวาล่างนั้นแทนพระพุทธองค์โดยตรง แต่มิได้อยู่ในลักษณะที่เป็นการรับการไหว้ของพวกชฎิล,
ซึ่งควรจะเป็นเช่นนั้น ดังที่ปรากฏอยู่ในภาพอื่น ๆ เป็นอันมาก, ดังนั้นทำให้สันนิษฐานว่า
ต้นโพธิ์นี้ซึ่งอยู่บนบก คือพระพุทธองค์ในขณะที่กำลังทรงกระทำปาฏิหาริย์อยู่อีกทางหนึ่ง.
สำหรับพุ่มไม้อีก ๕ พุ่ม ซึ่งอยู่ในน้ำนั้น คงจะมิใช่ต้นไม้ตามธรรมดาที่น้ำท่วม
หากแต่ศิลปินมุ่งกระทำให้เป็นพระวรกายที่ทรงบิดเบือนให้เป็นต่าง ๆ กัน
ในขณะที่ทรงเดินเล่นอยู่บนผิวน้ำ ข่มขู่พวกชฎิลนั่นเองก็เป็นได้.
ในภาพนี้มีสิ่งที่ควรสังเกตในแง่ของโบราณคดี
เช่น ลักษณะรูปร่างเครื่องนุ่งห่มของพวกที่เราเรียกกันว่าชฎิล แม้กระทั่งเรือแพที่ใช้
โดยที่ต้องรำลึกไว้เสมอว่า ภาพนี้สลักไว้ที่นั่น ตั้งสองพันสองร้อยปีมาแล้ว
ย่อมจะดีกว่าภาพที่เขียน ตาม ๆ กันมาในยุคหลัง ๆ.
ในแง่ของศิลปะ คือการประกอบหรือบรรจุภาพที่กลมกลืนระหว่างฉาก
๒ ฉากในภาพเดียวกัน; การแสดงภาพสัตว์น้ำ, สัตว์บนต้นไม้, ซึ่งมีข้อยกเว้นให้กระทำได้ตามพอใจของศิลปิน
ซึ่งเป็นธรรมเนียมตกทอดลงมากระทั่งถึงสมัยนี้; การบรรจุภาพในที่แคบ ได้รับการยกเว้นให้ทำได้ในลักษณะที่ผิดธรรมชาติได้ก็จริง
แต่ต้องทำให้สวยงามชดเชยกัน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือภาพพุ่มไม้ ๕ พุ่มนั้น
ควรถือเป็นแบบฉบับสำหรับการสลักหินหรือสลักไม้ได้เป็นอย่างดี แม้ในประเทศไทยเราในสมัยปัจจุบัน,
ในภาพนี้มีดอกไม้หล่นลอยในน้ำอยู่ทั่ว ๆ ไป ทำให้เป็นภาพที่น่าดูขึ้นอีกมาก
และไม่ขัดกับธรรมชาติด้วย ซึ่งถือว่าเป็นแนว หรือเป็นแบบฉบับของศิลป์ได้แนวหนึ่งทีเดียว.
ภาพทรมานชฎิลมีหลายภาพ แต่นำมาแสดงในสมุดเล่มนี้พอเป็นตัวอย่างเพียงภาพเดียว
ผู้สนใจควรจะติดตามดูสิ่งที่ควรศึกษาเหล่านี้.

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ทั้งสองภาพนี้ เป็นภาพทรมานชฎิล แบบภารหุต

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพแสดงธรรมเทศนา แบบภารหุต (?)

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพแสดงธรรมเทศนา แบบภารหุต (?) อีกภาพหนึ่ง

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพแสดงธรรมเทศนา แบบอมราวดี

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพช้างนาฬาคีรีถูกทรมานจนหมดพยศ โดยพระศาสดา ซึ่งในภาพนี้แสดงโดยเสาไฟเป็นสัญลักษณ์
(จากหินสลักแบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพองคุลีมาลอาละวาด เสาที่ไฟลุกคือพระพุทธเจ้า แบบอมราวดี

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพอนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อเชตวันถวายพระพุทธองค์ แบบภารหุต

ชีวิตและผลงาน > โรงมหรสพทางวิญญาณ
> ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๔๓
|