||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐–๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
-
พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย

ภาพที่ ๔๒

ภาพการประกาศธรรมจักร หรือธัมมจักกัปปวัตตนะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเต็มไปด้วยเทวดาและกวาง บัลลังก์ที่ว่างนั้น หมายความว่าพระองค์ประทับบนนั้น ธรรมจักรคือสัญลักษณ์ของพระองค์ในที่นี้.
(จากหินสลักแบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)


คลิกดูภาพขยายใหญ่

คำอธิบายภาพที่ ๔๒

ภาพนี้เป็นภาพการทรงประกาศธรรมในลักษณะพิเศษ คือ เหมือนหนึ่งการประกาศอำนาจของพระจักรพรรดิ จึงได้เรียกกันว่าการประกาศธรรมจักร. เมื่อพระจักรพรรดิประกาศพระราชอำนาจโดยการปล่อยม้าเพื่อพิธีอัศวเมธออกไป ไม่มีใครกล้าต่อต้านในทิศทั้งสี่ นี้ฉันใด การประกาศธรรมจักรคืออริยสัจ ๔ ประการของพระองค์ ก็เป็นสัจจะที่ไม่มีใครในมนุษยโลกหรือเทวโลกคัดค้านได้ ก็ฉันนั้น.

หินสลักภาพประกาศธรรมจักรที่สาญจี มีแต่การประกาศแก่เทวดาดังในภาพนี้ ยังไม่เคยเห็นที่ทำเป็นภาพการประกาศแก่ภิกษุ ๕ รูปที่เรารู้จักกันดีว่าปัญจวัคคีย์, ถึงแม้ที่ภารหุตก็เหมือนกัน. ข้อนี้แปลว่า ในสมัย พ.ศ. ๓๐๐-๔๐๐ นั้น ยังไม่ถือว่าการประกาศธรรมจักรนั้นประกาศแก่ภิกษุห้ารูปนั้นโดยตรงกระมัง. แม้ในยุคหลังมาอีกมาก คือยุคพระพุทธรูปปางธรรมจักรที่งามที่สุด ที่ค้นพบที่สารนารถ ที่รู้จักกันยิ่งกว่าพระพุทธรูปองค์ใด และเป็นแบบสมัยคุปตะนั้น ก็มิได้แสดงว่าเป็นการประกาศแก่ภิกษุห้ารูปนั้นอีกเหมือนกัน กล่าวคือแทนที่จะทำรูปภิกษุห้ารูปนั้นไว้ที่ใต้ฐานกลับไปทำเป็นภาพคน ๗ คน มีเด็กและผู้หญิงด้วย. ในหินสลักชั้นหลัง และที่ไม่มีความสำคัญเท่านั้น ที่มีการทำภาพภิกษุห้ารูปนั้นบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อยเหลือเกิน ไม่เหมือนสมัยปัจจุบันนี้ พอมีการแสดงภาพธรรมจักรที่ไหน ก็มีภิกษุห้ารูปโดยที่จะขาดเสียมิได้. สรุปความว่า ภาพการประกาศธรรมจักรที่สวนอิสิปตนมฤคทายวันยุคแรก ๆ นั้น มีแต่ภาพที่แสดงว่าทรงประกาศแก่เทวดามากมาย ไม่มีภาพปัญจวัคคีย์ ซึ่งไม่มีความสำคัญอะไร สู้กวางก็ไม่ได้ เพราะทำภาพกวางไว้เสมอ, การที่ทำเช่นนี้ เข้าใจว่าคงจะเป็นเพราะถือว่า การประกาศธรรมจักรนั้น เป็นการประกาศแก่โลก หรือแก่สากลจักรวาลและสูงสุดอยู่ที่พวกเทวดา, ถ้าเทวดาพวกเดียวยอมแพ้แล้วเป็นหมดปัญหา. ในพุทธประวัติอย่างมหายานนั้นมีกล่าวไว้ชัดเจนว่า พอตรัสรู้แล้ว ก็ประกาศธรรมจักรไปทั่วทุกโลกธาตุ ซึ่งแสดงด้วยเทวดาเป็นส่วนใหญ่ แล้วค่อยไปแสดงแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ในภายหลัง, ซึ่งในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทมีกล่าวถึงแต่เพียงว่า ในการประกาศแก่ภิกษุห้ารูปนี้ มีเทวดาจำนวนนับไม่ถ้วนร่วมรับด้วย และบรรลุมรรคผลมากมาย, อย่างไรก็ตาม เป็นอันกล่าวได้โดยแน่นอนว่า หินสลักยุคแรก ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์นั้นเลย ดังนั้นจึงปรากฏภาพการประกาศธรรมจักรดังเช่นที่เห็นอยู่ในภาพนี้.

ภาพที่พิมพ์ไว้ในที่นี้ ตัดรอนให้ได้ส่วนกลางซึ่งเป็นส่วนสำคัญเอามา เพื่อจะได้ขยายส่วนให้ใหญ่สักหน่อย, ถ้าเอาทั้งหมดก็เป็นภาพยาว ซึ่งทำให้ตัวภาพเล็กลงมาก ลำบากแก่การดู, แต่อย่างไรก็ตาม จะได้ระบุสิ่งต่าง ๆ ให้ครบถ้วนดังที่ปรากฏอยู่ในภาพที่สมบูรณ์ (ซึ่งผู้ที่สนใจจะไปดูได้ที่ภาพจริง), คือ ที่ศูนย์กลางมีภาพแท่นว่าง, เหนือแท่นมีวงธรรมจักร ๓๒ ซี่, เหนือธรรมจักรมีฉัตร ๓ คัน และเทวดาแบบกินนรขนาบสองข้าง ตามแบบฉบับของสาญจีทั่วไป, ทั้งสองข้างซ้ายขวามีพุ่มไม้ข้างละ ๔ พุ่ม รวม ๘ พุ่ม, ต่ำลงมามีเทวดาข้างละ ๘ ตน รวม ๑๖ ตน, ต่ำลงมามีกวางข้างละ ๗ ตัว (รวมทั้งตัวเล็ก ๆ ข้างแท่น ข้างละตัวด้วย) รวม ๑๔ ตัว, ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรศึกษากันโดยรายละเอียดต่อไป.

ฉัตรนั้นโดยทั่วไปมีเพียง ๑ คัน, ในฉากที่สำคัญจึงจะมีถึงสามดังเช่นในภาพนี้ และภาพปรินิพพาน (ดูภาพที่ ๔๗) เป็นต้น. กินนรก็เป็นแบบตายตัว จนถึงกับอาจถือเป็นหลักได้ว่า แม้ในบางภาพหินสลักส่วนนั้นหักหายไป ก็เติมเอาได้โดยไม่กลัวผิด เพราะมีภาพอื่นที่ยังดีอยู่ เหมือนกันทุกประการ, จึงเรียกเสียว่า "ตามแบบของสาญจี" ซึ่งในภาพที่ ๔๒ นี้ก็ต้องอาศัยหลักเกณฑ์อันนี้อยู่เหมือนกัน.

ธรรมจักรในภาพนี้ มีซี่ ๓๒ ซี่, มีจุดที่ดุม ๘ จุด, เกลี้ยงไม่มีลวดลายอะไรเลยตามแบบของยุคอโศกและสุงคะ; ผิดกับธรรมจักรแบบของยุคคุปตะ ที่ประกอบด้วยลวดลายงดงามมากมาย ดังที่จะเห็นได้แม้จากที่นครปฐมในเมืองเราเป็นต้น. สำหรับจำนวนซี่นั้น เป็นปัญหาที่ข้องใจกันมาก ว่าควรจะมีกี่ซี่กันแน่ ดังนั้นขอให้สังเกตดูเอาเองจากธรรมจักรที่ทำไว้ในอินเดียแดงเอง ตั้งแต่ พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐ หรือสองพันสองร้อยปีมาแล้ว. ยิ่งธรรมจักรในยุคแรกคือยุคอโศก พ.ศ.๒๐๐ เศษด้วยแล้ว จะมีซี่กว่า ๓๒ ก็มี ไม่เป็นที่ตายตัวทีเดียว, แต่ที่มี ๓๒ ซี่นี้ มีมากกว่าอย่างอื่น, และทำมีลักษณะเหมือนล้อเกวียนธรรมดา ๆ ไม่มีลวดลายเลย. ในยุคหลังต่อมาคงจะเนื่องจากอยากให้มีลวดลายสวยงามนั่นเอง จึงต้องลดจำนวนซี่ลงบ้าง เพื่อมีเนื้อที่ทำลวดลาย จึงเหลือ ๑๖ , ๑๒ ตามลำดับ กระทั่งในเมืองไทยเรา เอาแต่ ๘ ซี่ ตามสะดวกในเมื่อจะเขียนภาพธรรมจักรเล็ก ๆ เป็นต้น.

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เท่าที่ได้สอบสวนดูมาเรื่อย ๆ ทำให้เกิดความแน่ใจว่า ธรรมจักรที่แท้จริง จะต้องเล็งถึงว่า ธรรมจักรในพุทธศาสนานั้นอย่างหนึ่ง, ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนานั้นอย่างหนึ่ง แม้กระนั้นแล้วยังต้องแบ่งออกไปอีกว่า เป็นธรรมจักรที่กำลังหมุน, หรือว่ากำลังหยุดนิ่ง ๆ คือธรรมจักรเฉย ๆ ไม่เกี่ยวกับการหมุน. ถ้าเป็นธรรมจักรหยุดนิ่ง ควรจะมีเพียง ๔ ซี่ ดังที่ปรากฏอยู่ที่ลวดลายในฝ่าพระบาทแบบอมราวดียุคแรก ๆ ที่พวกเราในสมัยนี้พากันเรียกว่าสวัสติกะไปเสีย, สิ่งที่เรียกว่าสวัสติกะนั้น ในทางพุทธศาสนาหรือของพุทธบริษัทบางนิกาย หมายถึง อริยสัจสี่ทำเป็นสี่แฉกรูปกากบาท ที่ปลายแฉกเติมเส้นให้เลี้ยวไปนิดหนึ่งในทางเดียวกัน จึงดูเป็นมีความเคลื่อนคือหมุน ครั้นต่อมาพวกอื่นนิยมทำเป็นรูปลูกล้อเสียเลย ๘ ซี่บ้าง ๑๖ ซี่บ้าง, มันเลยดูหยุดนิ่ง ไม่หมุน, เพื่อจะให้ดูหมุน จึงได้เติมซี่เข้าให้มากจนถี่ยิบ กลายเป็น ๓๒ ซี่ หรือ ๖๔ ซี่, (อย่างที่ปรากฏในล้อแบบอโศก) และทำซี่เล็กพอลางเลือน ก็ดูหมุนไปได้เหมือนกัน, ดังเช่นในแบบอมราวดี ซึ่งทำสักว่าพอเป็นขีด ๆ เท่านั้น, แต่ให้มีจำนวนมากที่สุดที่จะมากได้. ในประเทศเราสมัยนี้ มักทำเอาง่าย ๆ เป็น ๘ ซี่ เท่าจำนวนมรรคมีองค์แปด, หรือบางคนชอบทำ ๑๒ ซี่ เท่ากับอาการ ๑๒ ของอริยสัจ ก็ยังดูไม่หมุนอยู่นั่นเอง. ดังนั้นเราจึงต้องแบ่งรูปล้อธรรมจักรออกเป็น ๒ ประเภท คือประเภทที่กำลังหมุน และที่กำลังหยุดเฉย ๆ; ส่วนที่กำลังหมุน ต้องไม่มีลวดลาย เพราะของหมุนจะเห็นลวดลายไม่ได้, จึงต้องทำให้เกลี้ยง และมีซี่มากจนลายตาทีเดียว ดังเช่นในภาพที่ ๔๒ นี้ เป็นต้น ซึ่งแทนพระธรรมไม่ใช่แทนพระพุทธเจ้า, ต่อเมื่อประสงค์จะให้แทนพระพุทธองค์โดยตรง ดังภาพหินสลักแบบภารหุต บางภาพจึงควรทำน้อยซี่และมีลวดลายที่กง และที่ซี่ และแม้แต่ที่ดุมธรรมจักรแบบคุปตะที่นครปฐมมีลวดลายมาก ทั้งไม่มีแท่นว่างประกอบ ควรถือว่าวงธรรมจักรนั้นแทนองค์พระพุทธเจ้าโดยตรง, และเป็นธรรมจักรหยุด แม้จะมีซี่มาก.

สำหรับธรรมจักรสมัยอโศก หรือที่เรียกว่า สมัยเมารยันโดยตรง ในสมัย พ.ศ. ๒๐๐ เศษนั้น เราไม่แน่ใจว่าเล็งถึงธรรมจักรในพระพุทธศาสนา เพราะยังไม่แน่ใจว่าในตอนนั้นพระเจ้าอโศกนับถือพุทธศาสนาแล้วหรือยัง, กับทั้งมีข้อเท็จจริงอยู่ว่า วงล้อนั้นมีทำกันอยู่ก่อนพุทธกาล หรือก่อนหน้านั้นก็ได้ และวงล้อนั้นเล็งถึงอำนาจของพระจักรพรรดิเอง มิได้เล็งถึงธรรมในพุทธศาสนาของพระพุทธองค์, เพิ่งจะรับเอามาใช้ในวงพุทธศาสนาต่อภายหลังเพื่อเปรียบพระพุทธเจ้ากับพระจักรพรรดิในระดับเดียวกัน หากแต่ฝ่ายหนึ่งเป็นอย่างโลก อีกฝ่ายหนึ่งเป็นอย่างธรรม เท่านั้น; และคงจะได้ทำให้มีซี่มากนับไม่ถ้วน ดังเช่นวงล้อสมัยอโศกนั่นเอง. พวกเราสมัยนี้ควรจะรู้จักทำรูปธรรมจักรแบบหมุนจี๋กันเสียบ้าง เพราะดูมันอืดเต็มที่แล้ว, และถ้าจะทำเป็นธรรมจักรหยุด ก็ควรทำให้มี ๑๒ ซี่ คืออาการสิบสองของอริยสัจ จึงจะมีความหมายดี, เพราะเล็งถึงสัจจญาณ, กิจญาณ, และกตญาณ, แห่งอริยสัจทั้งสี่นั้น. ซึ่งมีความหมายเป็นการบรรลุธรรมตามลำดับ มิได้หยุดนิ่งเสียทีเดียว.

สำหรับแท่นว่างข้างล่างนั้น เมื่อวงล้อหมายถึงพระธรรมไปแล้ว แท่นนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์เองตามเคย ดังในภาพอื่น ๆ, ไม่มีอะไรที่จะต้องวินิจฉัยมากไปกว่านี้.

สองข้างพระแท่น มีกวางขนาดเล็กอยู่ข้างละตัว (แยกออกจากกวางตัวใหญ่ ๆ อีกข้างละ ๖ ตัว) นี้เป็นพวกสัญลักษณ์ประจำพระแท่น เช่นเดียวกับกินนรข้างบน ในเมื่อต้องการแสดงภาพตอนทรงแสดงธรรมจักร, ส่วนกวางอีก ๑๒ ตัวนั้นอยู่ในท่าทางต่างกัน เป็นการแสดงภาพของสวนกวางตามธรรมดา. การที่มีกวางข้างละ ๖ (หรือ ๗ ตัว) จะมีความมุ่งหมายในทางธรรมอย่างไรบ้างนั้นก็ควรจะลองนึกดู, เพราะเผอิญจำนวนเลขเจ็ดนั้น ไปตรงกับหมวดธรรมสำคัญเช่นโพชฌงค์เจ็ดประการเข้า, ถึงแม้จำนวนคนข้างละ ๘ คนนั้น ก็ดูคล้ายกับมีเจตนาตั้งใจทำ มิใช่ทำตามสบายไม่มีความมุ่งหมายเลยเป็นแน่.

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพประกาศธรรมจักร แบบภารหุต

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพประกาศธรรมจักร แบบภารหุต อีกภาพหนึ่ง

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพประกาศธรรมจักร แบบภารหุต อีกภาพหนึ่ง

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพประกาศธรรมจักร แบบอมราวดี

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพประกาศธรรมจักร แบบอมรวดี อีกภาพหนึ่ง

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพประกาศธรรมจักร แบบพุทธคยา ซึ่งมีอยู่น้อยมาก

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพประกาศธรรมจักร แบบพุทธคยา อีกภาพหนึ่ง

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพประกาศธรรมจักร แบบคันธาระ

 


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพประกาศธรรมจักร แบบคันธาระ

@

ชีวิตและผลงาน > โรงมหรสพทางวิญญาณ > ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๔๒


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.