|
ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ
ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย
ภาพที่ ๔๑
ภาพการตรัสรู้ของพระสิทธัตถะ ในสมัยพวกเรานี้ เขียนเป็นภาพคนนั่งโคนต้นไม้ริมแม่น้ำ มีอาทิตย์เวลารุ่งอรุณ, ส่วนภาพในหินสลักชิ้นแรกของโลก ได้สลักเป็นภาพดังภาพข้างบนนี้, คือบนบัลลังก์มีเครื่องหมายซึ่งเรียกว่า "ตรีรตนะ" อยู่ที่โคนต้นโพธิ์ ซึ่งมีกิ่งแยกออกเป็น ๓ ทาง มีฉัตรกั้นข้างบน มีเทวดาถือมาลาขนาบสองข้าง มีคนบูชาข้างละสอง รวมเป็น ๔ คน มีห่าฝนดอกไม้ของทิพย์. ทั้งหมดนั้นมีความหมายอย่างหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะ ซึ่งล้วนแต่เป็นสัญลักษณ์ ไม่ใช่ภาพเหมือน
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๑
ภาพนี้เป็นภาพการตรัสรู้;
แทนที่จะสลักเป็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งโคนต้นโพธิ์ ริมแม่น้ำ แล้วมีดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นมา
ดังที่เขียนกันอยู่ในเวลานี้ แต่กลับทำเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังที่ปรากฏอยู่ในภาพนี้
ซึ่งควรจะพิจารณาดูโดยละเอียด.
เครื่องหมายตรีรตนะในภาพนี้เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า
อยู่บนแท่นสี่เหลี่ยม ซึ่งโดยทั่วไปก็เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์อย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว
โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายตรีรตนะดังในภาพนี้; จึงกล่าวได้ว่าคงจะถือเป็นกรณีพิเศษสำหรับภาพนี้
อย่าลืมว่า แท่นสี่เหลี่ยมใต้ต้นโพธิ์เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในหินสลักแบบสาญจี
จนถือเป็นลักษณะเฉพาะของแบบสาญจี เพื่อแทนองค์พระพุทธเจ้า แม้ในกรณีที่เป็นการเสด็จดำเนินไปตามหนทาง
หรือจงกรมบนผิวน้ำดังเช่นในภาพที่
๔๓ เป็นต้น.
ตรีรตนะอยู่บนแท่น, แท่นอยู่ใต้สิ่งที่เรียกว่า
โพธิฆรหรือเรือนพระโพธิ์ ซึ่งในภาพนี้ทำเหมือนซุ้มประตูมีหน้ามุข ๓ มุข
ล้วนแต่มียอดแหลม ที่ช่องหน้าจั่วมุขมีกิ่งโพธิ์ออกมาทั้ง ๓ ช่อง, ช่องกลางแตกออกเป็น
๒ กิ่ง, เหนือต้นโพธิ์ขึ้นไปมีฉัตรซึ่งมีมาลัยแขวน มีเทวดาในลักษณะกินนรขนาบสองข้าง
ถือเครื่องบูชาทั้งสองมือ, ใต้เทวดาลงมาตรง ๆ มีดอกไม้ทิพย์ร่วงลงมาจากสวรรค์เป็นการบูชาการตรัสรู้.
ใต้ดอกไม้ลงมาตรง ๆ สองข้างเรือนพระโพธิ์นั้น มีคนยืนอยู่ข้างละสองคน ในลักษณะของเทวดา,
ข้างเสาซุ้มเรือนพระโพธิ์ มีมาลัยแขวนอยู่อีกข้างละพวง. ริมบนสุดมีอักษรพราหมีอยู่หนึ่งบรรทัด
เป็นชื่อเจ้าของทานผู้บริจาคเงินสร้างหินสลักส่วนนี้.
สิ่งที่ควรสังเกตบางอย่างในภาพนี้
เช่นตรีรตนะมีเปลวข้างบนเป็นห้าแฉก แทนที่จะเป็นสามแฉกเหมือนที่ปรากฏในที่อื่นทั่ว
ๆ ไป, หรือที่มีลักษณะคล้ายกับว่ามีเพียงสองแฉกซึ่งกระเดียดไปในทางที่จะเป็นนันทิบทของฮินดู
เพราะทำแฉกตรงกลางต่ำเกินไป. ซุ้มเรือนพระโพธิ์นี้ ถูกคาดไว้โดยรอบด้วยลายรั้วแบบรั้วอโศก
ซึ่งควรสนใจไว้ เพราะจะพบในภาพอื่นที่สำคัญกว่านี้ และเป็นลักษณะเฉพาะของแบบสาญจีเป็นพิเศษ
ทำนองว่าลวดลายนี้ก็เป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน
ซุ้มจั่วนั้นแม้จะทำด้วยหินแล้ว ก็ยังทำให้มีลักษณะเหมือนทำด้วยไม้อีกตามเคย
เช่น มีส่วนหัวของไม้แปแลบออกมาให้เห็นเป็นจุด ๆ รอบจั่วนั้น.
ในแง่ของธรรมะ อาจจะตั้งข้อสังเกตว่า
ทำไมศิลปินจึงออกแบบให้มีมุข ๓ มุข หรือมีกิ่งโพธิ์แลบออกมา ๓ กิ่ง. เข้าใจว่าคงจะมีความหมายอย่างเดียวกับตรีมูรติ
(พระเจ้าสามองค์ในองค์เดียวกัน) ซึ่งได้ทำให้กลายเป็นต้นกำเนิดของตรีรตนะหรือตรีมูรติตามความหมายของพุทธศาสนาเองในภายหลัง
ทำนองเดียวกับเครื่องหมายตรีรตนะที่อยู่บนแท่นข้างล่างนั่นเอง. การที่ทำให้กิ่งโพธิ์ในซุ้มกลาง
มีกิ่งแตกออกไปมากกว่าในซุ้มสองข้างนั้น เข้าใจว่าคงมิใช่เพื่อความงาม
หรือความจำเป็นในทางศิลป์บังคับให้ทำเช่นนั้น แต่อาจจะเป็นเจตนาต้องการแสดงความหมายโดยเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษก็ได้
เพราะซุ้มกลางย่อมเล็งถึงพระธรรม ซึ่งย่อมจะมีอะไรมากกว่าซุ้มทั้งสองข้าง
ซึ่งเล็งถึงพระพุทธ และพระสงฆ์เป็นธรรมดา. ข้อที่พระธรรมมีอะไรมากกว่า
หรือสำคัญกว่า หรือเหนือกว่าพระพุทธและพระสงฆ์นั้น ควรตั้งข้อสังเกตกันไว้เพื่อทำการศึกษาให้เข้าใจจริง
ๆ โดยอาศัยหลักพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้เมื่อคราวตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ ว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เคารพพระธรรม,
มิใช่อยู่โดยไม่เคารพอะไร.
สำหรับภาพคนที่ยืนอยู่ข้างโพธิฆรข้างละ
๒ คนนั้น คงจะไม่ใช่ภาพเจ้าของทานดังที่บางคนเข้าใจ เพราะแบบเช่นนั้นแสดงว่าเป็นเทวดามากกว่าเป็นมนุษย์
จึงเข้าใจว่าเป็นท้าวโลกบาลทั้งสี่, หรือที่เรียกรวมกันเป็นชุดว่า จตุโลกบาล,
แทนในนามของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มารับรู้ในการตรัสรู้ หรือกล่าวอย่างตรง
ๆ ก็ว่า การตรัสรู้นั้นได้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในสากลจักรวาลนั่นเอง.
สำหรับเทวดาแบบกินนร ๒ ตัวข้างบนเป็นเพียงส่วนประกอบของต้นโพธิ์ตามแบบของศิลปะ
สาญจี ดังที่เคยกล่าวมาข้างต้น.
ของบูชาที่เป็นทิพย์ ที่ร่วงลงมาจากสวรรค์แน่นขนัดดังห่าฝนนั้นมีความหมายถึงการบูชาอย่างใหญ่หลวงของเทวดา
ทุกคราวที่เทวดามีความพอใจถึงที่สุด และคำกล่าววว่าดอกไม้ทิพย์ได้ร่วงลงจากสวรรค์นี้
ได้กลายเป็นธรรมเนียมไป ในเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญทำนองนี้หรือเท่านี้เกิดขึ้นแก่พระพุทธองค์.
ในแง่ของศิลปกรรม ควรจะสังเกตในข้อที่ศิลปินเหล่านี้ไม่ทำภาพการตรัสรู้เป็นการนั่งใต้ต้นโพธิ์ริมแม่น้ำ
และมีดวงอาทิตย์อุทัยเหมือนที่ทำกันในยุคนี้ ซึ่งมีความหมายในทางธรรมะน้อยเกินไป
ไม่สมแก่บุคคลสำคัญเช่นพระพุทธเจ้า, ข้อนี้ทำให้เรานึกกว้างออกไปว่า พวกเราสมัยนี้หมุนมาติดในทางรูปธรรมกันมากเกินไป
จนไม่ค้นคว้าความหมายในทางธรรมหรืออะไร ๆ ที่ลึกไปกว่ารูปธรรม เราจึงค่อยกลายมาเป็นวัตถุนิยมกันยิ่งขึ้นจนมีบาปและต้องรับบาปเพราะเหตุนั้น.
แม้ว่าในสมัยนี้เราจะมีศิลปะประเภทแอ๊ปสแตร็คต์ หรือโมดเดิลอาร์ตกันเป็นบ้าเป็นหลัง
ก็ยังมีความหมายที่ไปติดอยู่ในรูปธรรมอีกนั่นเอง, ไม่เลยออกไปถึงนามธรรมในระดับของคนโบราณได้เลย.
ดังนั้น การศึกษาวิธีของศิลปะยุคสองพันกว่าปีมาแล้วกันไว้บ้าง อาจจะช่วยให้เราใช้ศิลปะไปในทางที่จะเป็นเครื่องดับทุกข์ในโลกนี้ได้ตามส่วนสัดแห่งค่าของศิลปะนั้น
ๆ. เราต้องไม่ลืมว่า ศาสตร์ หรือศิลป์แขนงไหนก็ตาม ถ้าไม่มีจุดมุ่งไปในทางช่วยกันกำจัดความทุกข์ของโลกโดยปริยายใดปริยายหนึ่งแล้ว
ศิลปะนั้นจะมีค่าเหมือนขยะมูลฝอยที่มีสีสันแปลกประหลาดและชวนรำคาญตาอย่างยิ่งเท่านั้นเอง;
ควรระวังในการที่ลืมตัวไปเห่อตามศิลป์ที่เมาวัตถุของสมัยนี้กันให้มากสักหน่อย
ศิลปะไทยของชาวพุทธจึงจะเป็นไทยไม่พ่ายแพ้แก่อวิชชา ซึ่งกำลังครอบคลุมโลกยิ่งขึ้นทุกที
และยิ่งไปบูชามันมากยิ่งขึ้นทุกทีเหมือนกัน.

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพครึ่งบน เป็นภาพตรัสรู้ แบบภารหุต

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพตรัสรู้ แบบภารหุต อีกภาพหนึ่ง

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพตรัสรู้ แบบภารหุต อีกภาพหนึ่ง

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพเทวดาร่าเริงบันเทิงเมื่อตรัสรู้ แบบภารหุต

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพตรัสรู้ แบบพุทธคยา

ชีวิตและผลงาน > โรงมหรสพทางวิญญาณ
> ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๔๑
|