||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐–๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
-
พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย

ภาพที่ ๓๗


คลิกดูภาพขยายใหญ่

ภาพที่ ๓๗ (ก)

ภาพมหานิเนษกรมณ์ แบบภารหุต ไม่มีเทวดาแบกม้าหรือชูตีนม้า, แต่มีการโรยดอกไม้ที่พื้นแทน เพื่อไม่ให้มีเสียง. แสดงภาพพระสิทธัตถะด้วยดวงไฟสองดวงอยู่บนหลังม้ามีฉัตรกั้น. พระบาทคู่ที่มุมภาพคือจุดหมายปลายทางที่จะเสด็จไป.
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐)


คลิกดูภาพขยายใหญ่

 

ภาพที่ ๓๗ (ข)

ภาพมหาภิเนษกรมณ์ แบบภารหุต เช่นเดียวกับภาพ ๓๗ (ก) แต่เป็นภาพอยู่ในศิลาอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงตอนต้นเรื่องกว่าภาพที่ ๓๗ (ก) หน่อยหนึ่ง.
(ภาพหินสลัก แบบภารหุต พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๓๗

ภาพอภิเนษกรมณ์ภาพนี้เป็นแบบภารหุต บนหลังม้ามีฉัตรกั้นซึ่งแสดงว่ามีพระสิทธัตถะประทับนั่งที่นั่น ตามที่รู้กันอยู่ทั่วไป, แล้วยังมีสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายดวงประทีป ติดอยู่ด้วย ๒ ดวง, ฉัตรนั้นมีมาลาแขวนตามแบบฉบับ, มีคน ๔ คนพาม้าออกไป มีลักษณะเป็นเทวดาทั้งสี่คน แม้กระทั่งคนที่จูงม้า ก็ไม่มีลักษณะที่จะเป็นนายฉันนะได้เลย. ที่พื้นดินโรยดอกไม้ไว้เกลื่อนกลาด, ที่มุมบนทางขวามือ มีรอยพระบาทสองรอย ซึ่งเป็นการแสดงจุดปลายทางที่เสด็จลงจากม้าเพื่อการผนวช.

ในหนังสือชั้นหลังที่ประพันธ์ขึ้นทางฝ่ายเหนือ มีการกล่าวถึงการโรยดอกไม้ที่พื้นดิน เพื่อไม่ให้ม้าอภิเนษกรมณ์ทำเสียงดัง ซึ่งแสดงไปในทางที่ว่า การออกบวชนี้ เป็นการหนีออกไปไม่ให้ใครเห็นหรือได้ยินเสียง, เข้ารูปกันกับภาพสลักภาพนี้ ซึ่งเป็นภาพแบบภารหุต ซึ่งอยู่ทางเหนือด้วยกัน. แต่เกี่ยวกับเรื่องนี้ อยากจะขอสันนิษฐานอย่างจู้จี้พิถีพิถันไว้สักอย่างหนึ่งว่า หนังสือชั้นหลังเหล่านั้น เขียนตามหินสลักก็มีอยู่ ถ้าเผอิญเป็นไปได้ว่า ช่างที่สลักภาพนั้น สลักภาพดอกไม้ตามพื้นดินไว้โดยมีความหมายว่า เป็นสิ่งบูชาของเทวดาที่โรยดอกไม้ลงมา เป็นต้น มิใช่โรยเพื่อป้องกันเสียงกีบม้าแล้ว เรื่องก็จะกลายเป็นของน่าขันไปทันที ที่ผู้เขียนหรือประพันธ์ชั้นหลังไปเข้าใจเอาเช่นนั้น แล้วจารึกไว้เป็นตุเป็นตะไป. ที่เกิดตั้งข้อสงสัยขึ้นมาเช่นนี้ ก็เพราะว่า หินสลักที่เก่ามากอีกพวกหนึ่ง คือหินสลักอมราวดียุคแรก ทำภาพม้าอภิเนษกรมณ์อย่างธรรมดาที่สุด คือไม่มีใครชูตีนม้าหรือแบกม้าหรือโรยดอกไม้ที่พื้น, ซึ่งเป็นการแสดงว่า มีศิลปินหรืออาจารย์อีกพวกหนึ่งถือว่าม้าอภิเนษกรมณ์นั้น เป็นม้าที่ออกไปตามธรรมดา ไม่เกี่ยวกับเทวดาชูตีนม้าแต่ประการใดเลยก็มีอยู่เหมือนกัน และการสลักภาพนั้น ศิลปินมีสิทธิที่จะเติมสิ่งประดับเช่นดอกไม้เข้าในที่ควร เพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์บ้างก็ยังทำได้, ดังนั้นการจะถือเอาว่าดอกไม้นั้นโรยไว้เพื่อกันเสียงกีบม้าโดยตรงนั้น ไม่มีน้ำหนักโดยสมบูรณ์ จึงขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้เช่นนี้ก่อน เพราะอาจจะเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ๆ ไม่มีความหมายพิเศษอะไรเลยก็ได้เหมือนกัน. แต่เนื่องจากวรรณกรรมที่ประพันธ์ขึ้นบางยุคกล่าวไว้ในทำนองว่าโรยดอกไม้เพื่อกันเสียง เราก็รับฟังกันในฐานะที่เป็นของแปลกอีกมติหนึ่งเท่านั้น.

การที่มีเทวดา ๔ นี้ เข้ากับเรื่องที่กล่าวไว้บางแห่งที่กล่าวว่า ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่รับคำสั่งจากเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ชั้นหัวหน้าเทวดาทั้งหมด ให้ทำหน้าที่ช่วยพระสิทธัตถะออกให้ได้ สังเกตดูก็เข้ารูปดีอยู่กับภาพนี้. การใช้รอยเท้าสองรอย เป็นเครื่องหมายตำแหน่งที่ลงจากม้านั้น ในแบบภารหุตนี้ เหมือนกันกับแบบสาญจีเลยทีเดียว, ควรตั้งข้อสังเกตไว้อย่างหนึ่งด้วยสำหรับการศึกษาที่กว้างออกไป.

สิ่งที่น่าสนใจเบ็ดเตล็ดในแง่โบราณคดีเป็นต้น ในภาพนี้ก็มีอยู่ เช่นเครื่องแต่งศีรษะ, ต่างหูสี่เหลี่ยม, และผมหน้าม้าที่ใส่ปลอกและจัดให้ตั้งชันขึ้นแยกเป็นแสกกลางเหมือนผมหวี ตลอดถึงเครื่องแต่งม้าบางอย่างที่น่าสนใจ เช่นมีอะไรบางอย่างที่คล้ายโกลนสำหรับเหยียบ แต่มีช่องสอดเท้าเล็กนิดเดียวขนาดสอดได้แต่หัวแม่เท้าเท่านั้น หรือจะเป็นอะไรกันแน่ก็ยังไม่ทราบ.

@

ชีวิตและผลงาน > โรงมหรสพทางวิญญาณ > ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๓๗


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.