|
ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ
ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย
ภาพที่ ๓๕๓๖

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพมหาภิเนษกรมณ์ แบบสาญจี ออกจากประตูเมือง ประทับหลังม้า มีเทวดาแบกท้องม้า ไม่ทำรูปพระองค์ มีฉัตรกั้นหลังม้า ออกไปในลักษณะที่คนเห็น ๆ กันอยู่ ตรงตามบาลีมัชฌิมนิกายที่กล่าวว่า เสด็จออกต่อหน้าเมื่อบิดามารดากันแสงอยู่, ไปจนถึงที่ลงจากม้าสุดทางขวามือ และม้าถูกพากลับเมือง.
(ภาพหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
|

คลิกดูภาพขยายใหญ่
|
ภาพที่ ๓๕ (ก)
ภาพมหาภิเนษกรมณ์ ส่วนที่หนึ่ง ของภาพที่ ๓๕, แสดงการออกผนวชเมื่อเขาเห็น ๆ กันอยู่ ม้ากำลังออกจากประตูเมือง เทวดากำลังจะแบกม้า ซึ่งพระองค์จะได้เสด็จขึ้นประทับ, ไม่ทำรูปพระองค์ แต่รู้ได้โดยมีฉัตรกั้น.
(ภาพหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|

คลิกดูภาพขยายใหญ่
|
ภาพที่ ๓๕ (ข)
ภาพมหาภิเนษกรมณ์ ส่วนที่สอง ของภาพที่ ๓๕, แสดงการทำพิธีอย่างหนึ่งที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นหนึ่ง ที่นอกประตูเมือง ก่อนจะเสด็จต่อไป, บัดนี้ได้เสด็จประทับบนหลังม้าแล้ว, ไม่ทำรูปพระองค์ แต่รู้ได้ตรงที่มีฉัตรกั้น, มีเทวดาแบกม้าพาไป.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|

คลิกดูภาพขยายใหญ่
ภาพที่ ๓๖ |

คลิกดูภาพขยายใหญ่
|
ภาพที่ ๓๖ (ก)
ภาพมหาภิเนษกรมณ์ ส่วนที่สาม ของภาพที่ ๓๕, แสดงการเสด็จออกไปตามลำดับ ๆ บนหลังม้าที่ฉัตรกั้น แต่ไม่ทำรูปพระองค์, มีเทวดาแบกม้าไปจนกว่าจะสุดทาง. ในขบวนมีสัญลักษณ์ของการให้ทาน คือคนที่ถือหม้อน้ำมีพวยสำหรับหล่อน้ำ.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|

คลิกดูภาพขยายใหญ่
|
ภาพที่ ๓๖ (ข)
ภาพมหาภิเนษกรมณ์ ส่วนที่สี่ ของภาพที่ ๓๕, แสดงการเสด็จไปถึงที่หมายปลายทางแล้ว ลงจากหลังม้า ที่ตรงรอยพระบาทคู่ซึ่งมีฉัตรกั้นอยู่ข้างบน, ม้าไม่มีเทวดาแบกแล้ว, ม้าตัวล่างคือม้าเมื่อกลับสู่นคร กับนายฉันนะ.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
คำอธิบายภาพที่ ๓๕-๓๖
ภาพที่ ๓๕-๓๖ นี้เป็นภาพมหาภิเนษกรมณ์แบบสาญจี
เป็นภาพเดียวแต่ยาวเกินไปกว่าที่จะพิมพ์ลงในหน้ากระดาษขนาดเล็กเช่นนี้
จึงได้ตัดออกเป็นสองภาพ ผู้ดูจะต้องดูพร้อมกันโดยเอามาต่อกันเข้า โดยอาศัยภาพต้นไม้ในคอกสี่เหลี่ยมเล็ก
ๆ เป็นเครื่องกำหนด. ภาพที่ ๓๕ เป็นท่อนต้น, และภาพที่ ๓๖ เป็นท่อนปลาย.
ก่อนแต่ที่จะอธิบายภาพนี้
ต้องทำความเข้าใจกันโดยวงกว้างเสียก่อนว่า การออกมหาภิเนษกรมณ์นั้น ในคัมภีร์ได้กล่าวไว้อย่างไรบ้างและแตกต่างกันอย่างไร.
สำหรับภาพในหินสลักยุคเก่านั้นมีแตกต่างกันอยู่ถึง ๔ แบบเป็นอย่างน้อย,
คือเท่าที่พบแล้ว, แบบสาญจีนั้น มีเทวดาไม่น้อยกว่า ๖ องค์ แบกที่ตัวม้าด้วยบ่าพาออกไปในลักษณะของขบวนแห่ที่มีชาวบ้านชาวเมืองดูอยู่ตลอดทาง,
ส่วนแบบภารหุต (ภาพที่
๓๗) นั้น มีเทวดาเพียง ๔ คนนำม้าออกไปโดยไม่ได้แบกหรือชู หากแต่ที่พื้นดินนั้นโรยดอกไม้ไว้กันเสียงดังของกีบม้าที่กระทบกับพื้น
และดูเป็นทำนองลักลอบหนีออกไป, สำหรับแบบอมราวดียุคแรก (ภาพที่
๓๘) นั้น เทวดา ๔ คนพาม้าออกไปเฉย ๆ ไม่มีชูตีนม้า ไม่มีดอกไม้โรย
และออกในทำนองลอบหนีเช่นเดียวกับแบบภารหุต, ส่วนแบบอมราวดียุคถัดมาคือยุคกลางค่อนมาทางปลาย
(ภาพที่
๓๙) นั้น มีเทวดาชูตีนม้าและออกมาในรูปขบวนแห่ขนาดใหญ่ มีแต่เทวดาล้วน
ทำนองลอบหนีด้วยเหมือนกัน, ดังนั้นปัญหาจึงเกิดขึ้นอย่างน้อยเป็นข้อแรกว่า
การออกบวชนั้นเป็นการออกอย่างลอบหนีหรือเป็นการออกซึ่งหน้า? และหินสลักของแบบไหนยุคไหนควรได้รับความเชื่อถือเพียงไร?.
ถ้าถือเอาพระคัมภีร์เป็นหลักจะพบว่า
คัมภีร์ที่เป็นชั้นบาลีกล่าวไปในทำนองว่าออกซึ่งหน้า, คัมภีร์ชั้นอรรถกถาและปกรณ์พิเศษชั้นหลังกล่าวไปในทำนองว่า
ลอบหนีออกโดยความช่วยเหลือของเทวดา.
คัมภีร์ชั้นบาลีในพระไตรปิฎกและอยู่ในรูปของพระพุทธภาษิตโดยตรงนั้น
เช่นบาลีสคารวสูตร มัชฌิมปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย ตรัสแก่พราหมณ์หนุ่มชื่อสคารวะ
ภารทวาชโคตรว่า "ดูก่อนภารทวาชะ! ในโลกนี้ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้
เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ความคิดนี้เกิดมีแก่เราว่า
ฆราวาสเป็นที่คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี, ส่วนบรรพชาเป็นโอกาสว่าง, ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี
เหมือนสังข์ที่เขาขัดดีแล้วนั้นไม่ได้, ถ้าไฉนเราพึงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือน
บวชเป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือนเถิด, ดังนี้.
ดูก่อนภารทวาชะ! เรานั้นโดยสมัยอื่นอีกยังหนุ่มเทียว
เกษายังดำจัด บริบูรณ์ด้วยความหนุ่มที่กำลังเจริญ ยังอยู่ในปฐมวัย, เมื่อมารดาบิดาไม่ปรารถนาด้วย
กำลังพากันร้องไห้ น้ำตานองหน้าอยู่, เราได้ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือน
บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนแล้ว
"
ยังมีบาลีสูตรอื่น ๆ อีก
ที่มีคำตรัสในตอนออกบวชซ้ำกันทุกตัวอักษรกับที่ตรัสข้างบนนี้ เช่นบาลีปาราสิสูตร
มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน, และบาลีโพธิราชกุมารสูตร
มัชฌิมปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย ตรัสแก่ราชกุมารชื่อนั้น เป็นต้น.
จากคำที่ว่า "
เมื่อมารดาบิดาไม่ปรารถนาด้วย
กำลังพากันร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่ เราได้ปลงผมและหนวดครองผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน
"
ดังนี้ มีใจความอันแสดงว่าออกบวชกันซึ่งหน้าก็ได้ มิได้ลอบหนีแต่ประการใด
และมีหินสลักที่สาญจีอันสลักไว้ตั้งแต่ พ.ศ. ๔๐๐-๕๐๐ ซึ่งเป็นหินสลักที่เก่ากว่าใครทั้งหมด
เป็นเครื่องสนับสนุน; และคือหินสลักที่นำมาแสดงไว้ด้วยภาพที่ ๓๕-๓๖ ในที่นี้นั่นเอง,
ขอให้สังเกตดูสิ่งต่าง ๆ ในภาพนั้น.
ในภาพที่ ๓๕ ซึ่งเป็นท่อนต้นนั้น
มีม้ากำลังออกจากประตูเมืองชั้นนอก มีเทวดากำลังยกม้าขึ้นแบกบนบ่าที่ตรงนั้นเอง
มีคนถือฉัตรเตรียมพร้อมสำหรับคอยกั้นคนที่นั่งบนหลังม้า, ทางในเมืองหรือประตูเมืองชั้นในนั้นมีประชาชนหรือเจ้านายก็ทราบไม่ได้แน่
มองตามอยู่เป็นอันมาก จากเฉลียงเรือนหรือเชิงเทิน, มีคนตามขบวนออกมาเป็นอันมาก
ซึ่งคงจะไม่ใช่เทวดาไปเสียทั้งหมด และมีคนอีกจำนวนหนึ่งกำลังใช้หม้อขนน้ำมาจากสระ
มารดที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นหนึ่ง ซึ่งมีใบคล้ายต้นโพธิ์ และอยู่ในคอกสี่เหลี่ยมเล็ก
ๆ ดูคล้ายกับเป็นการทำพิธีอะไรสักอย่างหนึ่ง เนื่องในการออกบวชนั้นเอง,
สำหรับภาพม้าตัวที่สองนั้น มีเทวดาแบกกันเต็มที่และอยู่ในลักษณะที่พระสิทธัตถะขึ้นประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว
เพราะมีฉัตรกั้นอยู่เป็นเครื่องหมาย แล้วก็พากันออกไป. ส่วนในภาพที่ ๓๖
หรือท่อนปลายนั้น คือเทวดาพาพระสิทธัตถะที่นั่งอยู่บนหลังม้า ออกไปเรื่อย
ๆ จนไปถึงมุมขวามือ อันเป็นจุดหมายปลายทาง เทวดาก็วางม้าลง และเอาฉัตรไปกั้นที่รอยพระบาทสองรอย
อันเป็นเครื่องหมายขององค์พระสิทธัตถะที่ไปถึงจุดที่หมายแล้ว, ส่วนม้าตัวล่างที่หันหน้ากลับนั้น
เป็นม้ากลับเมืองกับนายฉันนะ ไม่มีใครแบก ไม่มีฉัตรกั้นอีกต่อไป, และมีท่าทางเศร้าอย่างที่สุด
ดังที่กล่าวไว้ในเรื่องอันเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว. สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดในภาพนี้
แสดงให้เห็นไปในทำนองว่าการออกผนวชนั้น ออกกันในเวลาที่เห็น ๆ กันอยู่
และเป็นการฝืนความประสงค์ของพระมารดาบิดา ดังที่กล่าวไว้ในบาลีพุทธภาษิตนั้นแล้ว.
ดังนั้นจึงขอสรุปความสั้น ๆ ว่า ภาพอภิเนษกรมณ์ที่สาญจีซึ่งเก่ากว่าใครทั้งหมดนั้น
สนับสนุนข้อความแห่งปกรณ์ชั้นบาลีอยู่เต็มตัว. สำหรับมติที่ว่าออกไปอย่างลอบหนีกลางคืน
ซึ่งเป็นของปกรณ์ชั้นอรรถกถาและหนังสือชั้นหลังนั้น จะวิจารณ์กันในคำอธิบายของภาพที่ถัดไป.
ในที่นี้ เราควรจะศึกษาภาพในหินสลักที่สาญจีนี้กันให้ทั่วถึงกันเสียก่อน.
ในบรรดาภาพคนที่มองตามม้าอยู่บนเฉลียงเรือนนั้น
มีบางคนที่ชี้มือตามมาในทำนองอาลัยอาวรณ์ก็มี, ซึ่งผินหน้าไปร้องไห้เสียทางอื่นก็มี,
และมีหญิงคนหนึ่งออกมายืนเด่นอยู่ริมกำแพงชั้นนอก, หญิงคนหนึ่งกำลังก้มลงตักน้ำในสระนอกกำแพง
คงจะอยู่ในจำพวกที่นำน้ำไปรดต้นไม้อันศักดิ์สิทธิ์นั้น, มีคนหรือเทวดาที่ถือแส้ปัดแมลงและแผงบังสูรย์อยู่เป็นจำนวนมาก
ซึ่งคงจะเป็นเครื่องแสดงเกียรติมากกว่าที่จะใช้เพื่อประโยชน์เช่นนั้น ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ทราบกันอยู่แล้ว,
ต้นไม้ที่อยู่ในรั้วแบบรั้วอโศกล้อมไว้นั้นจะถือว่าเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสิทธัตถะในที่นี้ไม่ได้
เพราะไปอยู่บนหลังม้าเสียแล้ว จะมามีสัญลักษณ์อยู่ที่นี่อีกก็มากเกินไป
จึงได้สันนิษฐานไปในทำนองว่า เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาประจำบ้านเมือง
ซึ่งอุทิศแก่เทพเจ้า หรือพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ องค์ใดองค์หนึ่งก็ได้,
และจะต้องมีการรดน้ำเพื่อบูชาบวงสรวงอ้อนวอน ทุกคราวที่เหตุการณ์ขนาดใหญ่เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นไปในทางที่ตรงกับความประสงค์หรือขัดกันกับความประสงค์ก็ตาม.
ต้นไม้ต้นนี้ มีมาลาแขวนเหมือนต้นโพธิ์ตรัสรู้ แต่ไม่มีแท่นว่างที่ตรงโคน
จึงเชื่อได้ว่าไม่มีใครนั่งอยู่ที่นั่น จึงถือว่าต้นไม้นั้นเอง เป็นตัววัตถุศักดิ์สิทธิ์
โดยไม่ต้องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หรือพระสิทธัตถะเลย, ชวนให้นึกไปถึงประเพณีประจำบ้านเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง
ดังที่กล่าวมาแล้ว, และอาจจะเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันในเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งออกบวชด้วยซ้ำไป
ซึ่งมีความหมายเป็นการอนุโมทนาบุญกุศลนั่นเอง. เมื่อพิจารณาดูถึงกิริยาอาการที่แบกม้า
รู้สึกว่าเป็นการกระทำอย่างมนุษย์มากกว่าอย่างเทวดา ซึ่งจะทำอย่างง่าย
ๆ สักว่าเอามือชูนิดหน่อยก็พอแล้ว เพราะมีฤทธิ์, ส่วนในภาพนี้แบกอย่างมนุษย์ชาวบ้านแบกของหนัก
และต้องระวังถึงกับกอดขาม้าเอาไว้ทีเดียว เราไม่ค่อยจะเข้าใจความมุ่งหมายของศิลปินผู้กระทำในส่วนนี้,
แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องยุติกันทั่วไปแล้วว่าในเรื่องออกบวชนี้ มีเทวดาเข้ามาช่วยให้เกิดความสำเร็จในการออก
ถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องเป็นมนุษย์พวกกษัตริย์ด้วยกัน, เลยชวนให้อยากจะตู่เอาว่าธรรมเนียมแห่นาคด้วยม้าในบ้านเรา
น่าจะได้เค้าเงื่อนมาจากเรื่องราวอันนี้เอง. นอกจากคนที่แบกม้าแล้ว คนนอกนั้นก็อยู่ในท่าทางของผู้ร่วมขบวนแห่,
มีคนถือหม้อน้ำไปด้วย ถ้าเป็นเรื่องของขบวนแห่, ก็เป็นเรื่องการโปรยทานอีกนั่นเอง
หาใช่น้ำเพื่อนำไปดื่มกินไม่, นี้ยิ่งทำให้เห็นว่าการออกบวชนี้เป็นการออกอย่างเปิดเผยยิ่งขึ้นทุกที.
พระบาทสองรอย มีลายธรรมจักรตรงกลาง นี้เป็นแบบฉบับทั่วไป กระทั่งถึงสมัยนี้เป็นเวลากว่าสองพันปีแล้ว,
คนที่ไหว้พระบาทอยู่คนหนึ่งนั้น คงจะเป็นนายฉันนะทูลลากลับ ใต้รอยพระบาทลงมาทางริมขอบ
มีภาพต้นไม้ซึ่งแสดงว่าเป็นป่า, ม้าที่กลับเมืองนั้น มีคนเดินนำข้างหน้า
ในลักษณะจูงหรือเรียกไปซึ่งคงจะเป็นนายฉันนะอีกนั่นเอง แถมยังมีคนเดินตามหลังอีกด้วย
ยิ่งแสดงว่าเป็นคนที่เข้าขบวนแห่แล้วกลับอีกนั่นเอง, ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เพิ่มน้ำหนักไปในทางที่จะทำให้เข้าใจว่า
ในสมัยที่สลักหินที่สาญจีนี้ มีความรู้เรื่องการออกบวชกันในลักษณะเช่นนี้
หาใช่เป็นการหนีออกด้วยกันสองคนกับนายฉันนะไม่ เป็นเรื่องที่ควรศึกษากันใหม่ต่อไป.
ม้าแถวบน ๔ ตัวซึ่งเป็นม้าขาออกนั้น
มีการอธิบายไว้ในหนังสือที่พิมพ์ออกเป็นทางการของอินเดียเอง ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเห็นเทวทูต
๔ ครั้ง ข้อนี้ไม่น่าเชื่อเลย เพราะเห็นได้ว่าเป็นการแสดงการออกไกลออกไปตามลำดับ
ๆ อย่างชัดเจนอยู่แล้ว เผอิญศิลปินผู้สลักไปกะแบ่งให้เป็นภาพม้า ๔ ตัว
(สำหรับขาออก) เท่านั้น การตีความ (Identify) ของภาพสลักต่าง ๆ ที่สาญจีนี้มีประมาณ
๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เราไม่อาจจะเห็นด้วยได้ ทั้งที่เป็นการตีความโดย ยอหน์มาแชล
ร่วมกับพระเถระชาวลังกาที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ เมื่อประมาณ ๕๐ ปีมาแล้ว
ในเมื่อมีการขุดแต่งสถูปสาญจี ซึ่งจะได้วิจารณ์กันโดยละเอียดสักคราวหนึ่งข้างหน้า,
ในที่นี้เพียงแต่บอกให้ทราบไว้ว่า การอธิบายภาพต่าง ๆ นั้น เรามิได้เอาตามที่เคยมีผู้อธิบายไว้ก่อนทั้ง
๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะอธิบายไว้นานแล้ว เพิ่งพบข้อบกพร่องผิดพลาดทีหลัง
กันอยู่เรื่อย ๆ
สรุปความสำหรับภาพที่ ๓๕-๓๖
นี้ว่า หินสลักที่สาญจีซึ่งเก่ากว่าใครนั้น แสดงภาพมหาภิเนษกรมณ์ไว้ในลักษณะที่เป็นการออกโดยเปิดเผย
ขัดกันอย่างยิ่งกับเรื่องราวต่าง ๆ ดังที่เราทราบกันอยู่โดยทั่วไป, แต่กลับไปตรงกับข้อความในปกรณ์ชั้นบาลี
ซึ่งแย้งกันกับเรื่องในอรรถกถาและหนังสือพุทธประวัติชั้นหลัง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว.
และหินสลักแผ่นนี้ให้ความรู้ทางโบราณคดีอื่น ๆ อย่างน่าสนใจที่สุดด้วย.

ชีวิตและผลงาน > โรงมหรสพทางวิญญาณ
> ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๓๕-๓๖
|