||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐–๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
-
พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย

ภาพที่ ๓๔ "ป่าช้าคน"

ภาพ "ป่าช้าคน" คือนางบำเรอหลับอยู่อย่างน่าเกลียด เมื่อพระสิทธัตถะ (แสดงด้วยภาพเก้าอี้ว่าง) ตื่นขึ้นมาเห็น
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๓๔

ภาพนี้เป็นภาพที่นิยมเรียกกันว่า "ป่าช้าคนคืนสุดท้าย", หมายความว่าคืนสุดท้ายที่พระสิทธัตถะจะยังคงมีจิตหมกมุ่นอยู่ในบ้านเรือน, เพราะตื่นบรรทมขึ้น เห็นหญิงทั้งหลายหลับอยู่ในลักษณะที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า เป็นซากศพ เกลื่อนไปหมดทั้งโลก จึงตัดสินพระทัยแน่วแน่ในการออกไปจากโลก.

ในบรรดาหินสลักที่สาญจีและภารหุต ยังค้นไม่พบภาพนี้ ชะรอยศิลปินที่สลักภาพทั้งสองแห่งนี้ไม่ยอมทำ หรือไม่ถูกอนุญาตให้ทำ เพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง เช่นมีความเคร่งครัดเกินไปจนเห็นภาพตอนนี้เป็นความโสกโดกไปก็ได้, ส่วนศิลปินของอมราวดีนั้นมีความถนัดมือ และทำไว้มากมายหลายตอนด้วยกัน จะเป็นสิ่งอนาจารเพียงไรหรือไม่ นับว่าควรพิจารณาดู.

ภาพตอนนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับที่เขียนตามฝาผนังโบสถ์ในเมืองไทยเรา ตอนพระสิทธัตถะจะออกไปก็ดี หรือ ยสกุลบุตรจะลงบันไดเรือนไปก็ดี เราจะเห็นความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมประจำชาติอย่างชัดเจนทีเดียว. ภาพผนังโบสถ์เมืองไทยเรา เขียนให้คนนอนหลับเหล่านั้นสวมเสื้อนุ่งผ้า แต่แล้วทำให้มีผ้าหลุดลุ่ยหรือแตกออกให้เห็นส่วนที่น่าเกลียด และบางแห่งเขียนให้มีผู้ชายนอนปนอยู่ด้วยท่าทางอันน่าเกลียดก็ยังมี. ถ้าจะนำมาเปรียบกันดูพร้อม ๆ กันทั้งสองแบบ และให้ศิลปินสากลเป็นผู้วินิจฉัยว่าอันไหนกระเดียดไปทางอนาจาร และอันไหนเป็นศิลปะแล้ว น่ากลัวว่าแบบไทยเราจะถูกส่ายหน้าก็ได้ จึงขอให้ตั้งข้อสังเกตกันไว้สำหรับเกียรติของศิลปินไทยในอนาคต เพื่อความปลอดภัยต่อไป.

ในภาพแบบอมราวดีนี้ ดูแล้วจะรู้สึกว่าไม่นุ่งผ้ากันเสียเลย. แต่ความมุ่งหมายที่แท้จริงของศิลปินนั้น มิได้อยู่ที่นุ่งผ้าหรือไม่นุ่ง หากแต่ต้องการจะแสดงความงามแห่งสัดส่วนและทรวดทรงของร่างกาย ตลอดถึงท่าทาง, ทำนองเดียวกับการทำพระพุทธรูปของไทยเรา โดยเฉพาะพระพุทธรูปแบบสุโขทัย. พระพุทธรูปนั้นเป็นที่ยอมรับกันว่ามีทั้งการนุ่งและการห่มจีวร แต่แล้วทำไมจึงยังทำพระนาภีชัดเจน และพระถันข้างที่อยู่ภายใต้จีวรก็ชัดเจนเท่ากันกับข้างที่เปลือยด้วยเล่า, ทั้งจีวรและสบงก็แนบเนื้อจนดูแต่ไกลก็เหมือนกับไม่นุ่งผ้าห่มผ้าเสียเลย, ดังนั้น, ถ้าหากยอมรับกันว่านั่นเป็นเพราะต้องการศิลปะแล้ว ภาพแบบอมราวดีต่าง ๆ ดังเช่นภาพนี้เป็นต้น ก็ไม่น่าจะถูกมองไปในทำนองไม่สุภาพหรือเป็นอนาจารเลย เพราะเป็นภาพหญิงบำเรอ ไม่ใช่ภาพพระพุทธรูปนั่นเอง. คิดดูให้ดีตอนนี้แล้ว เราอาจจะย้อนไปพอใจในคติที่ไม่ยอมทำพระพุทธรูปเสียเลย ของอินเดียในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๔-๕-๖ กันขึ้นก็ได้; เพราะเมื่อทำรูปเหมือนหรือปฏิมาแล้ว ก็ย่อมอดที่จะให้มีทรวดทรงและลักษณะท่าทางไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องทำเหมือนคน กระทั่งผิดจากคนไปในที่สุด พระพุทธรูปก็เลยมีลักษณะเหมือนกับไม่นุ่งผ้าไปเสีย จนต้องแก้ไขหาทางออกว่าเป็นเพียงสัญลักษณ์เป็นต้นไปอย่างน่าขัน. อย่างไรก็ตาม เราจะต้องระลึกต่อไปว่า การทำพระพุทธรูปห่มจีวรแบบแนบเนื้อเช่นนี้ ไทยเราก็รับแบบมาจากอินเดียอีกนั่นเอง เช่นแบบคุปตะที่อชันตา และแบบปาละทางเบ็งคอลเป็นต้น, และมาวิวัฒนาการกันถึงที่สุดที่แบบสมัยสุโขทัยเรา ซึ่งเรียกว่าเราเป็นลูกศิษย์เขาในทางนี้อยู่นั่นเอง. พระพุทธรูปแบบอมราวดีเสียอีกที่ไม่ยอมทำจีวรแนบเนื้อเลย แต่ทำแบบจีวรรุ่มร่ามเหมือนแบบคันธาระ เพราะเขารู้จักแยกพระพุทธรูปออกจากคนธรรมดากระมัง จึงทำผ้านุ่งผ้าห่มแนบเนื้อแต่แก่คนคฤหัสถ์ ไม่ยอมทำแก่พระพุทธรูป, และบาปนั้นมาตกหนักอยู่ที่พระพุทธรูปแบบสุโขทัยของเราเอง. เท่าที่กล่าวมานี้ ก็พอจะมองกันได้แล้วว่าอะไรเป็นศิลปะ อะไรเป็นอนาจาร ในกรณีที่เกี่ยวกับการสลักหินภาพพุทธประวัติของอินเดีย กับการเขียนที่ฝาผนังโบสถ์ในประเทศเราเอง.

ภาพอมราวดีภาพนี้ เป็นอมราวดียุคกลาง คือยุคที่จวนจะทำพระพุทธรูปกันที่นั่นแล้ว หากแต่ยังไม่กล้าทำ จึงได้ทำภาพพระสิทธัตถะเป็นเพียงเก้าอี้หรือบัลลังก์ว่าง ๆ มีแต่เบาะรองนั่งและเบาะอิง ซึ่งอาจจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นมากไปกว่านั้น แต่เรายังทราบไม่ได้ก็ได้. รอบ ๆ เก้าอี้มีหญิงจำนวนหนึ่งกำลังหลับ สมตามท้องเรื่องที่กล่าวว่า ในคืนนั้นเผอิญพระองค์ทรงตื่นขึ้นมาก่อนหญิงเหล่านั้น จึงได้เห็นภาพที่เรียกว่า "ป่าช้าคน" เข้าเต็มตา และความรู้สึกเดินไปในทางตรงกันข้ามจากแต่ก่อน คือเห็นเป็นที่น่าสังเวช แทนที่จะเป็นที่ยั่วยวนดังที่เคยรู้สึกเหมือนยุคแรก ๆ แห่งวัยรุ่น.

เมื่อมองดูในแง่วัฒนธรรมหรือประเพณี เราจะเห็นว่าในหมู่หญิงเหล่านั้น มีที่ยืนหลับกอดเสาอยู่ทางริมบนซ้ายขวา คงจะเป็นพวกที่มีหน้าที่ยืนรับใช้หรืออยู่ยาม ความง่วงครอบงำหนักเข้าจึงมีอาการยืนหลับ, หญิงบางคนถือแส้ปัดแมลง เห็นได้ว่าเป็นพวกปรนนิบัติในหน้าที่นั้น มิใช่พวกร้องรำทำเพลง, หญิงบางคนนั่งบนเก้าอี้สูงเกือบเท่าของพระสิทธัตถะเอง ซึ่งจะต้องเป็นชั้นหัวหน้าหรือคนโปรดปรานกว่าคนอื่น, บางพวกอยู่ในสภาพที่คงจะเป็นนักร้อง, นักรำ, และนักดนตรีเป็นที่สุด ซึ่งกำลังหลับทับเครื่องมือของตน ๆ คนที่นั่งหลับฟุบอยู่ตรงหน้าบัลลังก์นั้น คงจะเป็นหัวหน้าควบคุมนักร้อง นักรำและนักดนตรีทั้งหลาย, ถ้าเราเข้าใจเรื่องเหล่านี้อย่างถูกต้องทั้งหมดแล้ว ก็อาจจะเข้าใจวัฒนธรรมแห่งราชสำนักในสมัยนั้นได้ไม่น้อยเลย ควรจะลองศึกษากันดู. ภาพเก้าอี้ บัลลังก์ ฟูก และเบาะ เป็นต้น ก็คงเป็นสิ่งที่แสดงไว้อย่างถูกธรรมเนียมและควรแก่การศึกษา.

หญิงทุกคนมีกำไลข้อเท้าเพียง ๒ วง แสดงว่าไม่มีนางกษัตริย์อย่างพระนางยโสธรา รวมอยู่ในจำนวนนั้น.

ภาพคนกับสิงห์สู้กันทางริมล่างสุดนั้น มิใช่ภาพในท้องเรื่องเป็นเพียงภาพประดับเชิงของภาพท้องเรื่อง ตามแบบของศิลปะอมราวดี ซึ่งมีอยู่มากแบบ และน่าสนใจด้วยเหมือนกันสำหรับศิลปินทั่วไป, เพราะดูเหมือนต้องการจะแสดงความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยเสมอไป ไม่เพียงแต่จะทำให้เนื้อที่เต็ม ๆ เข้าไว้เฉย ๆ, และอย่างน้อยก็ทำให้เด็ก ๆ สนใจไปได้พลาง ไม่รบกวนผู้ใหญ่ที่กำลังต้องการจะดูภาพข้างบนเป็นต้น.

@

ชีวิตและผลงาน > โรงมหรสพทางวิญญาณ > ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๓๔


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.