|
ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ
ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย
ภาพที่ ๒๙
เทวดาประชุมกัน มีเทวดาชื่อ อรหัตตคุตตะ ผู้เป็นประธานประกาศการปฏิสนธิของพระศาสนา ซึ่งหมายถึงการปฏิสนธิของพระองค์. ภาพสี่เหลี่ยมตรงกลางคือสัญลักษณ์แทนพระองค์.
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๒๙
ถ้าท่านสังเกตดูให้ดี ท่านจะเห็นว่า
ที่ริมขอบทางตั้งของภาพนี้ทั้งสองข้าง มีอักษรจารึกอยู่ บอกเรื่องราวในภาพนั้นเอง
นี้นับว่าเป็นส่วนดีของแบบภารหุต, ผิดจากแบบสาญจีตรงที่ไม่มีจารึกบอกเรื่องราว
มีแต่จารึกชื่อเจ้าของท่านผู้ออกเงินค่าสลัก, ดังนั้น ภาพแบบภารหุตทุกภาพ
ไม่ต้องสันนิษฐานว่าเป็นภาพอะไร เพราะอ่านเอาได้จากจารึกนั้น ๆ เว้นเสียแต่ว่าจารึกนั้น
ๆ แม้อ่านออกแล้ว เราก็ยังไม่เข้าใจ เพราะเรื่องไม่ตรงกับที่เราเคยทราบกันมาก่อน
ทำให้ต้องตีความอีกทีหนึ่ง ก็มีอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะในภาพที่ ๒๙ นี้,
มีอักษรพราหมี ภาษาปรากฤต อ่านได้ว่า มหาสามายิกาย อรหคโต เทวปุโต โวกโต
ภควโต สาสนิ ปฏิสํธิ แปลว่า "การปฏิสนธิแห่งศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประกาศแล้ว
โดยเทวบุตรชื่อ อรหัตคุปต์ในท่ามกลางที่ประชุมใหญ่ของเทพเจ้า".
การประกาศนี้ ได้กระทำในวันที่พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิตเข้าสู่ครรภ์มารดา
ดังนั้นการปฏิสนธิของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็คือการปฏิสนธิของพุทธศาสนา ดังที่กล่าวถึงในจารึกนั่นเอง
เทวบุตรชื่ออรหัตคุปต์เป็นหัวหน้าในที่ประชุมนี้ น่าจะเป็นหัวหน้าคนเดียวกันกับคนที่เป็นหัวหน้าในการอัญเชิญพระโพธิสัตว์ให้จุติลงมาเกิดในมนุษยโลก
ดังที่กล่าวแล้วในภาพที่ ๒๗ ควรจะพิจารณาดูเป็นพิเศษ. การประกาศนี้ ยังอาจเป็นประกาศการรับเชิญของพระองค์ก็ได้.
ในภาพนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ
ภาพต่าง ๆ ในพื้นที่ ๔ เหลี่ยม ตรงกลางภาพใหญ่ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น ๓ ตอน
คือตอนบน มีภาพฝ่ามือเป็นแถวมีจำนวนสามฝ่ามือ และจุดรูปดอกไม้เล็ก ๆ กลุ่มละ
๕ จุด สองกลุ่ม, กลุ่มละ ๓ จุด หนึ่งกลุ่ม, รวมกันเป็น ๑๓ จุด, น่าจะตั้งข้อสังเกตว่า
กลุ่มที่มี ๓ จุดนั้น มีลักษณะคล้ายกับปรากฏเพียงครึ่งกลุ่ม ถ้าเต็มทั้งกลุ่ม
อาจจะมีถึงห้าจุดก็ได้, แต่ทำไมจึงปรากฏเพียงเท่านั้น ยังทราบไม่ได้, ตอนกลางเป็นภาพนก
๒ ตัว ลอดบ่วงซึ่งทำด้วยมาลัยดอกไม้ออกมา, ตอนล่างมีพระพุทธบาทคู่หนึ่งและมีลายของจักรหรือล้ออยู่ท่ามกลางพระบาท
และยังมีลายกิ่งไม้เล็กมีดอกและผล ประกอบอยู่ในภาพตอนนี้ด้วย. ทั้งหมดนี้รวมกันแล้วก็คือสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์
หรือของพุทธศาสนานั่นเอง โดยไม่ต้องสงสัย, แต่ข้อที่จะตีความแห่งสัญลักษณ์แต่ละอย่างนี้ว่าอย่างไรนั้น
ยังไม่มีผู้ใดกระทำ, ขอฝากไว้ให้ผู้ดูคิดเอาเองโดยอิสระ และความหมายที่สำคัญที่สุดคงจะอยู่ที่นกซึ่งลอดบ่วงออกมาได้นั่นเอง.
ถ้าจะดูเสียใหม่ให้เป็นว่า นกไม่ได้ลอดบ่วง หากแต่บินไปทั้งที่บ่วงดอกไม้นั้นคล้องอยู่บนหลัง
ความหมายก็จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นอีก และดูจะสมกับความที่พระโพธิสัตว์ในระยะนี้
ยังเป็นเพียงขั้นปฏิสนธิอ่อน ๆ เท่านั้น, การทำภาพสัญลักษณ์เช่นนี้ นับว่าแยบคายกว่าทุกแบบ.
เหนือภาพสี่เหลี่ยมขึ้นไป
เป็นภาพฉัตร (รูปเหมือนร่มธรรมดา) และมีพวงมาลัยแขวนอยู่ทั้งสองข้าง, ลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะทั่วไปของภาพแบบภารหุต
ซึ่งควรจะสังเกตไว้เสียตั้งแต่แรก, และเพราะมีฉัตรในลักษณะเช่นนี้นั่นเอง
เราจึงเข้าใจได้ง่ายว่า ภาพในพื้นที่สี่เหลี่ยมนั้น เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์
โดยไม่ต้องสงสัย.
จำนวนเทวดาทั้งหมดมี ๓๒
องค์ทั้งหัวหน้า. พึงสังเกตศีรษะเทวดาซึ่งมีมงกุฎเป็นเพียงผ้าโพกเท่านั้นเอง
ทำเป็นปุ่ม ๆ หนึ่งบ้าง สองบ้าง สามบ้าง และอาจจะมีถึงห้าปุ่ม เพราะดูยาก.
เมื่อเปรียบเทียบดูกับเทวดาแบบสาญจีแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าเป็นแบบเดียวกัน,
แม้จะเปรียบออกไปถึงเทวดาแบบอมราวดี ก็ยังคงเห็นว่าไม่สู้จะแตกต่างอะไรกันนัก,
(เปรียบเทียบภาพที่ ๒๗ ที่ ๒๙ และที่ ๓๑ ดูเอง).
สำหรับเทวดาที่ชื่ออรหัตคุปต์นั้น
คงจะเป็นองค์ที่เอามือของตนไปแตะที่พระพุทธบาท เพราะอยู่ในลักษณะที่แสดงท่าว่ามีเกียรติกว่าผู้ใดในหมู่นั้น.
คติเรื่องเทวดาประกาศการปฏิสนธินี้เป็นความคิดที่สนับสนุนความศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสดาของตน
จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นความคิดที่มีอยู่ในทุกศาสนาแห่งอินเดียอีกเช่นเดียวกัน,
ถ้าจะถอดความข้อนี้จากปุคคลาธิษฐาน ก็น่าจะถอดความออกมาว่า ได้แก่การที่พระญาติทั้งหลายซึ่งมีพระพุทธบิดาเป็นหัวหน้า
ได้จัดพิธีประกาศการมงคลอย่างใดอย่างหนึ่ง เนื่องในการที่พระพุทธมารดาตั้งครรภ์แล้วอย่างแน่นอน
ดังเช่นพิธีที่เรียกว่า "ครรภ์ปริหาร" ซึ่งรู้จักกันดีทั่วไปนั่นเอง.
เมื่อจะต้องบันทึกพิธีการอันนี้เอาไว้ในลักษณะของภาพก็ไม่มีอะไรที่ดีกว่าการทำเช่นนี้
ซึ่งเป็นทางออกทั้งของศิลปินและของเจ้าภาพ และกลายเป็นประเพณีชนิดสถาบันอันหนึ่งไปในตอนหลัง
สำหรับบุคคลชั้นพระศาสดา.
ในแง่ของศิลป์ นับว่าเป็นที่น่าสนใจในการบรรจุภาพหน้าคนลงในพื้นที่อันจำกัดได้อย่างแนบเนียน,
และในแง่โบราณคดีของอินเดียกับไทยก็คือ วิวัฒนาการของมงกุฎเทวดาที่กลายจากปุ่มขมวดผมมาเป็นเทริดหรือมงกุฎยอดแหลมที่แตกต่างกันลิบลับ
ดังที่เห็นกันอยู่ทั่วไป. ถ้าเป็นภาพเขียนผนังโบสถ์อย่างไทย ยอดเทริดของพวกเทวดาจำนวนเท่านี้จะดูระกะรุงรังสักเท่าไร
เป็นสิ่งที่น่าจะลองนึกเล่น ๆ ดู.

ชีวิตและผลงาน > โรงมหรสพทางวิญญาณ
> ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๒๙
|