||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก
ยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. ๓๐๐–๗๐๐
ถ่ายจากภาพปั้นที่จำลองขึ้นใหม่ เพื่อกิจการแห่งโรงมหรสพทางวิญญาณ ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
-
พุทธทาสภิกขุ รวบรวมและอธิบาย

ภาพที่ ๑ สัญลักษณ์การประสูติ

ภาพบัวบานล้วนๆ มีจำนวนกลีบและเกสรเป็นต้น เป็นจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ. ๔๐๐–๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๑

ควรจะทราบเป็นหลักทั่วไปว่า ภาพเกี่ยวกับการประสูตินั้น นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๗ ลงมา จึงมีการทำเป็นภาพพระมารดายืนประสูติ มีพระกุมารพุ่งออกมาจากสะเอว ซึ่งมีทั้งแบบคันธาระ, สารนาถ, และเบ็งกอล. ในพุทธศตวรรษที่ ๕-๖ นั้น ยังไม่กล้าทำรูปพระกุมารพุ่งออกมาทำนองนั้น คือไม่ทำรูปพระกุมาร แต่ทำเพียงรอยเท้า อยู่ในผืนผ้าที่เทวดาประคองอยู่ข้าง ๆ พระมารดาซึ่งกำลังยืนเหนี่ยวกิ่งไม้ ดังเช่นแบบอมราวดีตอนปลาย ๆ และแบบนาคารชุนโกณฑ เป็นต้น. ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๔ ขึ้นไป ไม่มีการทำภาพใด ๆ ในทำนองเป็นของจริงเช่นนี้ แต่ได้ทำเป็นสัญลักษณ์แทนภาพ ดังเช่นภาพที่ ๑ นี้ ซึ่งทำเป็นภาพดอกบัวบานล้วน ๆ มีรูปดอก รูปกลีบ หรือเกสร เป็นต้น หลายแบบด้วยกัน. นอกจากนั้นยังมีดอกบัวบานมีลวดลายอย่างอื่นประกอบเข้ามา, กระทั่งบัวบานทั้งกอ, ประกอบด้วยสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งต่างก็เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ด้วยกัน; ดังจะได้เห็นในภาพถัดไปอีกหลายภาพ.

สิ่งที่ต้องศึกษาก็คือ ดอกบัวเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ของทุกศาสนาและทุกลัทธิอยู่ก่อนแล้ว. กิริยาที่บาน หมายถึงการมีอะไรเกิดขึ้นมาในลักษณะพิเศษ ซึ่งในที่นี้หมายถึง การที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก และการที่ได้ตรัสรู้เป็น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งก็นับรวมอยู่ในคำว่าการเกิด (Nativity) ด้วยเหมือนกัน เพราะเกิดมาเพื่อตรัสรู้ ดังนั้นจึงทำสัญลักษณ์แห่งการประสูติเป็นภาพดอกบัวบานมากที่สุด กว่าสัญลักษณ์อย่างอื่นๆ

สิ่งที่ต้องสังเกตต่อไปก็คือ บัวในภาพนี้ มีจำนวนกลีบ ๑๒ กลีบ, เส้นเกสรตัวผู้ยาว ๆ ๓๖ เส้น, จุดตุ่มเกสรตัวเมีย ๗ จุดด้วยกันที่ตรงใจกลางของดอกบัว, ทั้งนี้เป็นเจตนาเจาะจงที่จะให้มีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง, เพราะถ้าทำตามสะดวกสบายหรือเพื่อความสวยงามอย่างเดียวแล้ว ทำกลีบเป็น ๘ กลีบหรือ ๑๖ กลีบง่ายกว่า. และจำนวนจุด ๗ จุดนั้น ก็คงจะทำตามสะดวกไม่เป็น ๗ จุดเสมอไป หรือเป็นเกณฑ์สำคัญ ดังที่เราจะเห็นได้ในภาพต่อ ๆ ไป. ทั้งหมดนี้แสดงว่า

ประชาชนก็ดี ศิลปินหรือช่างผู้ทำการแกะสลักก็ดี ตลอดถึงพระราชาผู้บันดาลการกระทำนี้ก็ดี ล้วนแต่มีความเชื่อถือในจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์กันอยู่แล้ว และยิ่งกว่านั้น อาจจะมีผู้ซึ่งเป็นนักธรรมของพุทธศาสนาเอง เป็นผู้ระบุจำนวนสิ่งที่เป็นจำนวนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นให้เสียเลย เช่น จำนวนกลีบ ๑๒ กลีบ หมายอาการสิบสอง (ทฺวาทสาการํ) ของอริยสัจสี่หรือธรรมจักร ดังที่ระบุอยู่ในบาลีแห่งสูตร ๆ นั้น ซึ่งพิจารณาดูแล้วทุกคนจะยอมรับว่า เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในหลักธรรม และควรมาใช้เป็นจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์ได้จริง, และจำนวนจุด ๗ จุดนั้น ต้องการให้เล็งถึงธรรมที่สำคัญที่สุดในการทำความตรัสรู้ให้แก่พระพุทธเจ้า กล่าวคือ โพชฌงค์ ๗ ประการ มีสติสัมโพชฌงค์ เป็นต้น สรุปว่าภาพเช่นนี้ มิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์การประสูติและวัตถุศิลปะเท่านั้น หากเป็นการเผยแพร่หลักธรรมะ ที่ก่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์พร้อมกันไปในตัวด้วย.

@

ชีวิตและผลงาน > โรงมหรสพทางวิญญาณ > ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก > ภาพที่ ๑


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.