 |
ภาพที่ ๑ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพบัวบานล้วนๆ มีจำนวนกลีบและเกสรเป็นต้น เป็นจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.
๔๐๐๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๒ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพบัวบานล้วนมีลวดลายประกอบ มีจำนวนกลีบและเกสรเป็นต้น เป็นจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๓ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพบัวบานล้วนมีลวดลายประกอบ มีจำนวนกลีบและเกสรเป็นต้น เป็นจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๔ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพบัวบาน มีรัศมีฉัพพรรณรังสีล้อมรอบ มีจำนวนกลีบและเกสรเป็นต้น เป็นจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๕ สัญลักษณ์การประสูติ
ล้อมด้วยลายเครือเถาบัว มีจำนวนกลีบ ดอก ใบ เป็นต้น เป็นจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.
๔๐๐๕๐๐)
|
 |
ภาพที่
๖ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพบัวบาน ล้อมด้วยลายเครือเถาบัว มีจำนวนกลีบ ดอก ใบ เป็นต้น เป็นจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๗ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพบัวบานที่ใจกลาง ล้อมด้วยเปลวไฟสามยอดทั้งสี่ด้าน เป็นภาพตรีรตนะขึ้นมา
๔ ภาพ มีจุดกลางอันเดียวกันอย่างน่าชมความคิด มีจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์ด้วย
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๘ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพบัวบานที่ใจกลางล้อมด้วยเปลวไฟสามยอดทั้งสี่ด้าน เป็นภาพตรีรตนะขึ้นมา
๔ ภาพ มีจุดกลางอันเดียวกันอย่างน่าชมความคิด, มีจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์ด้วย
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.
๔๐๐๕๐๐)
|
 |
ภาพที่
๙ สัญลักษณ์การประสูติ
บัวบานที่ใจกลาง ล้อมด้วยตรีรตนะ ๔ อัน ศรีวัตสะ ๔ อัน บัวบาน ๘ ดอก,
มีจำนวนกลีบเป็นต้น เป็นจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์ เป็นลวดลายที่ทั้งงดงาม
ทั้งศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๑๐ สัญลักษณ์การประสูติ
มีบัวบานที่ใจกลาง ล้อมด้วยสัญลักษณ์พิเศษ เช่นดอกบัวบาน มีขายื่นออกไป
๓ ขา เป็นต้น
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๑๑ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพดอกบัวบาน มีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประกอบ ซึ่งในที่นี้ได้แก่ช้าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของพระองค์
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.
๔๐๐๕๐๐)
|
 |
ภาพที่
๑๒ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพดอกบัวบานล้อมด้วยช้าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งประจำพระองค์
พร้อมด้วยจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๑๓ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพดอกบัวบานและจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ล้อมด้วยสิงห์ ๘ ตัว ซึ่งเป็นตัวสัตว์สัญลักษณ์ประจำพระองค์อย่างหนึ่ง
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๑๔ สัญลักษณ์การประสูติ
ดอกบัวบานที่ใจกลาง ล้อมด้วยลายเครือเถาบัวขึ้นมาจากหม้อเต็มด้วยน้ำ
แบบปูรณฆฏะ ซึ่งมีมากแบบ.
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๑๕ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพกอบัว มีหงส์ ๒ ตัว, ขึ้นมาจากหม้อเต็มด้วยน้ำ แบบหม้อปูรณฆฏะ ซึ่งมีอยู่มากแบบด้วยกัน.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.
๔๐๐๕๐๐)
|
 |
ภาพที่
๑๖ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพกอบัว มีหงส์ ๒ ตัวที่ยอด ขึ้นมาจากหม้อเต็มด้วยน้ำ แบบหม้อปูรณฆฏะ
ซึ่งมีอยู่มากแบบด้วยกัน.
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๑๗ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพกอบัว มีหงส์ ๔ ตัว, ขึ้นมาจากหม้อเต็มด้วยน้ำ แบบหม้อปูรณฆฏะ ซึ่งมีอยู่มากแบบด้วยกัน.
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๑๘ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพกอบัว มีสิงห์มีปีกขนาบสองข้าง ในหม้อแบบปูรณฆฏะ แบบสาญจี ที่แปลกกว่าแบบอื่นโดยทั่วไป.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.
๔๐๐๕๐๐)
|
 |
ภาพที่
๑๙ สัญลักษณ์การประสูติ
ในหม้อแบบปูรณฆฏะ ซึ่งมีรูปร่างแปลก คือ เป็นรูปเต่า ซึ่งแสดงความแปลกมากแบบของหม้อศักดิ์สิทธิ์นี้.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.
๔๐๐๕๐๐)
|
 |
ภาพที่
๒๐ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพกอบัว ดอกบานเต็มที่ ในหม้อปูรณฆฏะ เต็มด้วยน้ำ ซึ่งหมายถึงพระธรรม,
บัวหมายถึงพระองค์เอง.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.
๔๐๐๕๐๐)
|
 |
ภาพที่
๒๑ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพกอบัวบาน ในหม้อปูรณฆฏะที่แปลกอีกแบบหนึ่ง พร้อมด้วยลวดลายซึ่งเห็นได้ว่าเป็นต้นกำเนิดลายไทย.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ
พ.ศ. ๕๐๐๖๐๐)
|
 |
ภาพที่
๒๒ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพกอบัวบาน ในหม้อปูรณฆฏะ ซึ่งมีรูปร่างแปลกน่าสนใจว่าจะเกี่ยวกับแบบจีน
ฝรั่ง บ้างหรือเปล่า.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ
พ.ศ. ๕๐๐๖๐๐)
|
 |
ภาพที่
๒๓ สัญลักษณ์การประสูติ
คือลวดลายขยุกขยิก ที่ดอกหนึ่งมีเส้นแบ่ง เป็น ๖ แฉก หรือ ๖ แง่ง, เล็งถึงอะไร
ลองวิจารณ์กันดู.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ
พ.ศ. ๕๐๐๖๐๐)
|
 |
ภาพที่
๒๔ สัญลักษณ์การประสูติ
โดยขีด ๓ ขีด ทั้งตามนอนทั้งตามตั้งอัดเข้าด้วยกันอย่างสนิท เชื่อมไว้ที่ตรงมุมด้วยลวดลายสวัสติกะ
ซึ่งหมายถึง "การหมุน" หรือ "การวิ่ง" ในลักษณะที่งดงามที่สุด.
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.
๓๐๐๔๐๐)
|
 |
ภาพที่
๒๕ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพเทวีนั่งเหนือดอกบัว ในหม้อแบบปูรณฆฏะ ถือดอกบัวบานมีช้างรดน้ำจากหม้อลงบนศีรษะ.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.
๔๐๐๕๐๐)
|
 |
ภาพที่
๒๖ สัญลักษณ์การประสูติ
ภาพเทวี ยืนเหนือดอกบัว ถือดอกไม้ มีฉัตรกั้น มีช้างรดน้ำจากหม้อลงบนศีรษะ.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.
๔๐๐๕๐๐)
|
 |
ภาพที่
๒๗
ภาพเทวดาพากันเข้าไปอัญเชิญพระโพธิสัตว์ (แท่นว่าง) ให้เสด็จจุติลงมาบังเกิด เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในมนุษยโลก. ริมล่างมีภาพพระมารดาบรรทมฝัน และช้างแทนพระโพธิสัตว์ที่กำลังจุติ.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๒๘
ภาพพระมารดาบรรทมฝัน มีช้างเผือกลงมา และเข้าไปในพระอุทรแล้วทรงตั้งครรภ์. จารึกข้างบนว่า ภควโต อูกรนติ เป็นภาษาปรากฤต แปลว่า การก้าวลงของพระผู้มีพระภาคเจ้า
(จากหินสลัก แบบภารหตุ สมัยสุงคะ พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๒๙
เทวดาประชุมกัน มีเทวดาชื่อ อรหัตตคุตตะ ผู้เป็นประธานประกาศการปฏิสนธิของพระศาสนา ซึ่งหมายถึงการปฏิสนธิของพระองค์. ภาพสี่เหลี่ยมตรงกลางคือสัญลักษณ์แทนพระองค์.
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๓๐ ภาพขบวนแห่
ออกไปรับพระกุมารประสูติใหม่ จากที่ประสูติ ณ สวนลุมพินีกลับนคร. มีสิ่งที่น่าศึกษาหลายอย่างในภาพนี้. ภาพที่ติดต่อกับภาพนี้ทางเบื้องบน คือภาพพระมารดาบรรทมฝัน.
(จากหินสลัก แบบสาญี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๓๑ (หินแผ่นนี้มี ๔ ภาพรวมกัน)
ทางมุมบนขวามือผู้ดู คือ ภาพพระมารดาบรรทมฝัน, มุมบนซ้าย ภาพการทำนายฝัน, มุมขวาล่าง ภาพการประสูติที่ลุมพินี. มุมซ้ายล่าง การพาพระกุมารไปให้ฤษีดู รอยพระบาทบนแผ่นผ้าคือ สัญลักษณ์แทนองค์พระกุมาร.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๓๒
ภาพพระจักรพรรดิในท่ามกลางรตนะ ๗ ประการ คือ ม้าแก้ว ช้างแก้ว ยอดขุนพลแก้ว จักรแก้ว ฉัตรแก้ว นางแก้ว ซึ่งย่อมสำเร็จแก่พระสิทธัตถกุมาร ถ้าอยู่ครองโลก.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๓๓
ภาพพระสิทธัตถะ เสด็จประพาสนคร ด้วยรถเทียมม้าไปตามท้องถนน มีประชาชนชมอยู่บนเฉลียงบ้านเรือน. มีคนกั้นฉัตรให้รถซึ่งว่างอยู่ เพราะไม่ทำรูปพระสิทธัตถะ.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๓๔
ภาพ "ป่าช้าคน" คือนางบำเรอหลับอยู่อย่างน่าเกลียด เมื่อพระสิทธัตถะ (แสดงด้วยภาพเก้าอี้ว่าง) ตื่นขึ้นมาเห็น
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)
|

ภาพที่ ๓๕-๓๖
ภาพมหาภิเนษกรมณ์แบบสาญจี ออกจากประตูเมือง ประทับหลังม้า มีเทวดาแบกท้องม้า ไม่ทำรูปพระองค์ มีฉัตรกั้นหลังม้า ออกไปในลักษณะที่คนเห็น ๆ กันอยู่ ตรงตามบาลีมัชฌิมนิกายที่กล่าวว่า เสด็จออกต่อหน้าเมื่อบิดามารดากันแสงอยู่, ไปจนถึงที่ลงจากม้าสุดทางขวามือ และม้าถูกพากลับเมือง.
(ภาพหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๓๗ (ก)
ภาพมหานิเนษกรมณ์ แบบภารหุต ไม่มีเทวดาแบกม้าหรือชูตีนม้า, แต่มีการโรยดอกไม้ที่พื้นแทน เพื่อไม่ให้มีเสียง. แสดงภาพพระสิทธัตถะด้วยดวงไฟสองดวงอยู่บนหลังม้ามีฉัตรกั้น. พระบาทคู่ที่มุมภาพคือจุดหมายปลายทางที่จะเสด็จไป.
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๓๗ (ข)
ภาพมหาภิเนษกรมณ์ แบบภารหุต เช่นเดียวกับภาพ ๓๗ (ก) แต่เป็นภาพอยู่ในศิลาอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงตอนต้นเรื่องกว่าภาพที่ ๓๗ (ก) หน่อยหนึ่ง.
(ภาพหินสลัก แบบภารหุต พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๓๘
ภาพมหาภิเนษกรมณ์แบบอมราวดียุคแรก ๆ ไม่มีเทวดาชูม้า ไม่มีการโรยดอกไม้ มีแต่เทวดาห้อมล้อมม้าออกไป. น่าสังเกตแบบประตูเมือง, การมัดผมม้า และอื่น ๆ รวมทั้งรั้วที่คล้ายแบบสาญจี.
(จากหินสลัก แบบอมราวดียุคแรก ๆ สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๓๙
ภาพมหาภิเนษกรมณ์ แบบอมราวดียุคกลาง ๆ มีเทวดาแคระชูกีบม้า, แบบไทยเราเห็นได้ชัดว่าถ่ายมาจากแบบนี้ ผ่านทางแหลมมลายู, จงสังเกตลวดลายของรั้วเบื้องล่าง ซึ่งไม่เหมือนแบบสาญจีอีกต่อไป.
(จากหินสลัก แบบอมราวดียุคกลาง ๆ สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)
|
|

ภาพที่ ๔๐
ภาพมารวิชัย แบบสาญจี ซึ่งแปลกกว่าแบบอื่น : ทำมารเป็นรูปคนธรรมดาสามัญทั้งพญามารและเสนามาร, บัลลังก์ว่างหน้าต้นโพธิ์คือพระพุทธองค์, คนที่นั่งบัลลังก์ห้อยเท้าข้างหนึ่งคือพญามาร ในท่าผจญ, ที่ยืนชิดต้นโพธิ์พนมมือ คือพญามารในท่าพ่ายแพ้, ที่แสดงท่าคล้ายโบกมือ คือการสั่งให้ลูกน้องแพ้ (?)
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๔๑
ภาพการตรัสรู้ของพระสิทธัตถะ ในสมัยพวกเรานี้ เขียนเป็นภาพคนนั่งโคนต้นไม้ริมแม่น้ำ มีอาทิตย์เวลารุ่งอรุณ, ส่วนภาพในหินสลักชิ้นแรกของโลก ได้สลักเป็นภาพดังภาพข้างบนนี้, คือบนบัลลังก์มีเครื่องหมายซึ่งเรียกว่า "ตรีรตนะ" อยู่ที่โคนต้นโพธิ์ ซึ่งมีกิ่งแยกออกเป็น ๓ ทาง มีฉัตรกั้นข้างบน มีเทวดาถือมาลาขนาบสองข้าง มีคนบูชาข้างละสอง รวมเป็น ๔ คน มีห่าฝนดอกไม้ของทิพย์. ทั้งหมดนั้นมีความหมายอย่างหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะ ซึ่งล้วนแต่เป็นสัญลักษณ์ ไม่ใช่ภาพเหมือน
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
|

ภาพที่ ๔๒
ภาพการประกาศธรรมจักร หรือธัมมจักกัปปวัตตนะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเต็มไปด้วยเทวดาและกวาง บัลลังก์ที่ว่างนั้น หมายความว่าพระองค์ประทับบนนั้น ธรรมจักรคือสัญลักษณ์ของพระองค์ในที่นี้.
(จากหินสลักแบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๔๓
ภาพการทรมานชฎิล ที่อุรุเวลา ด้วยการทรงทำให้เกิดน้ำท่วม แล้วทรงจงกลมเหนือผิวน้ำด้วยพระกายที่นฤมิตต่าง ๆ กัน. ในภาพชฎิลต้องใช้เรือและชฎิลยอมแพ้แก่พระองค์ ซึ่งแสดงด้วยภาพบัลลังก์ว่างยาว
(จากหินสลักแบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๔๔
ภาพพระพุทธองค์ (คือต้นโพธิ์กับบัลลังก์ว่าง) กำลังทรงดำเนินไปกับพระประยูรญาติตามท้องถนน ณ กรุงกบิลพัสดุ์ มีเทวดาโดยเสด็จในเบื้องบน
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๔๕
ภาพวานรตัวหนึ่ง เข้าไปถวายสิ่งของแก่พระพุทธองค์ (คือ ต้นโพธิ์กับบัลลังก์ว่าง) และภาพวานรตัวนั้นเอง เมื่อถวายของแล้วออกมาร่าเริงอยู่. การที่คนหรือสัตว์ตัวเดียวกันถูกแสดงในภาพเดียวหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ ท่า เพื่อให้เกิดฉากขึ้นหลาย ๆ ฉาก ในภาพแผ่นเดียวกันเป็นวิธีที่ฉลาดและประหยัด และใช้กันมากในหินสลักแบบสาญจี และหินสลักแบบอมราวดี. ขอให้สังเกตให้ดี มิฉะนั้นจะงงไม่รู้เรื่อง
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๔๖
ภาพพระราชาองค์หนึ่ง (พระเจ้าพิมพิสาร) เสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ (ซึ่งในที่นี้คือบัลลังก์ว่าง สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ริมบนสุดด้านซ้ายมือของผู้ดู) ซึ่งประทับอยู่ ณ ยอดเขาคิชฌกูฏด้วยขบวนใหญ่. ภาพพระราชาองค์เดียวกันนั้นถูกแสดงหลายหน คือ เมื่ออยู่บนหลังช้างตอนที่เสด็จด้วยช้าง, ตอนที่อยู่บนรถเมื่อเป็นระยะที่เสด็จด้วยรถ, ออกจากวังและจากประตูเมืองเป็นระยะ ๆ ไป กระทั่งถึงพระองค์แล้ว ยังแสดงด้วยท่าทางอีก ๒ ท่า คือถวายบังคมด้านตรง และด้านข้าง
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๔๗
ภาพปางปรินิพพาน (แสดงภาพพระพุทธองค์ด้วยสัญลักษณ์ คือสถูปรูปบาตรคว่ำ) มีการถวายบังคมพระบรมศพ และการบรรเลงด้วยเครื่องบรรเลงรูปร่างแปลก มีบางอย่างซึ่งชาวอินเดียยอมรับว่า ในบัดนี้หาของจริงดูไม่ได้แล้ว ยังมีอยู่แต่ในภาพเช่นนี้. แถมมีภาพเทวดามีปีก ซึ่งจะต้องถกกันดูว่า ใหม่หรือเก่ากว่าเทวดาแบบฝรั่ง หรือใครเอาอย่างใคร.
(จากหินสลักแบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๔๘
ภาพพระพุทธองค์ปางปรินิพพาน แบบภารหุต แบบหนึ่ง ซึ่งมีอยู่หลายแบบ. ผู้ดูลองทำการเปรียบเทียบดูเองกับแบบสาญจี ในภาพที่แล้วมา. สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือเครื่องประดับคน และประดับสถูป.
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๔๙
ภาพพระพุทธองค์ปางปรินิพพาน แบบอมราวดี แบบหนึ่งในหลายแบบ. ลองเปรียบเทียบกันดูกับแบบสาญจีและแบบภารหุต เพื่อให้เห็นความแตกต่างที่เป็นหลักใหญ่ระหว่างศิลปะสกุลหนึ่ง ๆ. ในภาพนี้มีหมู่คณะจากทางไกล มาบังคมพระบรมศพ, ที่ฉากหลังหรือแบ็คกราวนด์มีภาพภิกษุอยู่ด้วย.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๕๐ ก.
ภาพกองทัพของกษัตริย์ต่างนคร ยกมาติดนครของมัลลกษัตริย์ เพื่อบังคับให้แบ่งพระสารีริกธาตุซึ่งกุมเอาไว้ทั้งหมด. ส่วนทางริมบนสุดซ้ายมือนั้น เป็นภาพพวกที่ได้รับส่วนแบ่งพระธาตุแล้ว ใส่ผอบวางเหนือคอช้างของตน ๆ พาไป.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๕๐ ข.
ภาพนี้ติดเนื่องในหินแท่งเดียวกันกับภาพ ๕๐ ก. มาทางขวามือ (ของผู้ดู) ขอให้สังเกตดูจากลวดลายนั้น ๆ. เป็นเรื่องเดียวกัน คือยกกองทัพมาบังคับให้แบ่งพระธาตุ ครั้นได้แล้วก็พาไป. ภาพทั้งสองนี้มีทางทำการศึกษาศิลปะเปรียบเทียบ ระหว่างศิลปะเปอร์เชีย, กรีก, อินเดีย ได้โดยง่าย
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๕๑
ภาพการได้รับส่วนแบ่งพระสารีริกธาตุ แล้วใส่ผอบ (แบบอมราวดี) วางเหนือคอช้างพาไป. มีกระดิ่งที่ท้องช้างบางตัว
(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๕๒
ภาพกษัตริย์โกลิยนครได้รับส่วนแบ่งพระสารีริกธาตุ มาถึงนครแล้ว พระราชินีปลาบปลื้มจนสิ้นสติยืนทรงตัวเองไม่ได้จนต้องเกาะผู้อื่น (ดูที่ซีกขวามือของภาพ), ครั้นหายแล้ว ก็รับพวงมาลา (ซีกซ้ายมือของภาพ) ไปเพื่อทำการบูชา, แล้วทำการบูชาด้วยท่าต่าง ๆ (ริมล่างของภาพ) ตามแบบของถิ่นนั้นและยุคนั้น. เป็นอันว่าพระราชินีองค์เดียวกันนั้น ถูกแสดงในภาพเดียวนี้ ด้วยท่าทางต่าง ๆ กันมากกว่า ๖-๗ ท่า. นี้เป็นวิธีของศิลปินอินเดียแห่งยุคนั้น ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งทีเดียว.
(จากหินสลัก แบบอมราวดี ยุคกลางจวนยุคปลาย สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)
|
 |
ภาพที่ ๕๓
ภาพตรีรตนะ ประกอบด้วยภาพดอกบัวบานในวงกลม มีเปลวพุ่งขึ้นไปเป็น ๓ ยอด ทำนองว่าการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ ทำให้เกิดรตนะทั้งสามขึ้นในโลก. มีมากแบบ เรียกกันอย่างแพร่หลายในเวลานี้ว่า Tiratana Symbol เป็นเครื่องหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนามาแล้ว แต่พุทธศตวรรษที่ ๓-๔ เช่นทำเป็นยอดคันธงนำกองทัพเป็นต้น.
(ภาพนี้เป็นแบบสาญจี ขอให้พลิกย้อนไปดูภาพที่ ๘)
|
 |
ภาพที่ ๕๔
ภาพอักษรจารึกที่เสาอโศก ที่ลุมพินี กล่าวถึงการที่พระเจ้าอโศกได้เสด็จมาที่นี่ อันเป็นที่ประสูติของพระพุทธองค์
|