|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
ธรรมโฆษณ์คืออะไร? ธรรมโฆษณ์ คงจะแปลกหูสำหรับบางคน และฟังไม่ออกสำหรับบางคนว่า ธรรมโฆษณ์นั้นคืออะไร? โฆษณ์ คือ โฆษณา, ธรรมโฆษณ์ คือโฆษณาธรรม ท่านทั้งหลายก็มีส่วนร่วมกับอาตมา ในการที่จะทำให้มีธรรมโฆษณ์ คือการเผยแผ่ธรรมะให้กว้างขวางออกไป เรียกว่ามีส่วนด้วยกันทั้งนั้นแหละ ในการที่ทำให้ธรรมะแพร่หลายกว้างขวางออกไป, จึงเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลาย ก็จะต้องรับรู้ รับทราบ ในการกระทำที่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยกัน. คำว่า ธรรมโฆษณ์ นี้มันกว้างขวาง อะไร ๆ มันก็เป็นธรรมโฆษณ์ได้; ถ้าทำให้เกิดความรู้ความสว่างขึ้นมาแก่ผู้ฟัง แล้วก็มีหลายเรื่อง หลายสิบเรื่อง หรือถึงหลายร้อยเรื่อง ที่ควรจะเอามาพูดกัน หรือก็ได้พูดไปแล้วก็มาก.
เรื่องที่เป็นธรรมโฆษณ์ หมวดคำพูด
๑. คือคำที่ผูกขึ้นมา สำหรับให้ยึดถือเป็นหลักศึกษาและปฏิบัติกันโดยง่ายคือ -ว่าง, จิตว่าง โลกว่าง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่าง ชีวิตว่าง การงานว่าง -ว่างคือ ว่างจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน -จิตว่าง คือ ว่างจากความยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน -จิตไม่ว่างคือ จิตที่เต็มไปด้วยความรู้สึกว่าเป็น ตัวกู-ของกู -ชีวิตว่าง (สุญญตาวิหาร) คือ ชีวิตที่ปราศจากการปรุงแต่งว่า ตัวกู-ของกู -โลกว่าง คือ ในโลกไม่มีสิ่งใดน่ายึดมั่นถือมั่นว่าเป็น ตัวตน ของตน ๒. คำย่อที่บัญญัติใช้เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติ -ถ้อยคำที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อยัดเยียดให้พูดจา -เรื่องสาม ส. สะอาด สว่าง สงบ สำหรับแทน สิ่งที่ถูกต้องดีงาม คือ นิพพาน -เรื่องสาม ก. กิน กาม เกียรติ สำหรับแทน กิเลสที่เลวร้าย คือ ตัณหา อุปาทาน รัก โลภ โกรธ หลง -เรื่องสาม ร. สามรัตนะ คือแก้วสามดวง พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ พระธรรมเป็นแม่ พระสงฆ์เป็นพี่ ใช้เพื่อให้เกิดความพอใจ เลื่อมใสหรือรักใคร่ในพระรัตนตรัย ๓. ถ้อยคำที่บัญญัติ เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติ -คำที่เกี่ยวเนื่องกับจิต จิตเดิมแท้ จิตประภัสสร หรือจิตปรกติ -คำนี้เพิ่งมีใช้เมื่อมีสวนโมกข์ หรือ เมื่อหนังสือสวนโมกข์แพร่ขยายออกไป -จิตเดิมแท้ (ประภัสสร) เป็นธรรมชาติของจิตก่อนที่จะถูกปรุง หรือถูกห่อหุ้มด้วยกิเลส ความที่มันยังไม่ถูกปรุงด้วยอวิชชา จึงเรียกว่า จิตเดิมแท้, จนกว่าจะถูกปรุงด้วยกิเลส โลภโกรธหลง แต่กิเลสก็มิได้ปรุงหรือเกิดอยู่ตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง -จิตพื้นฐานนั้น มีธรรมชาติประภัสสร จนกว่ากิเลสจะจรเข้ามาเป็นครั้งคราว แต่จิตนี้ยังต้องอบรมจนมีความรู้ จนกว่าจิตนั้นจะลุถึงความเป็นจิตที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกต่อไป ๔. ถ้อยคำฝ่ายชั่ว ที่บัญญัติขึ้น -เพื่อความสะดวกในการศึกษา และการพูดจา ๔.๑ โสเภณีทางวิญญาณ คือคนที่ชอบแต่งตัวอวดเพศตรงกันข้าม ต้องการจะแสดงสิ่งที่เป็นปัจจัยแก่ความรู้สึกทางเพศ ด้วยกิริยา ท่าทาง สิ่งของ การแต่งเนื้อแต่งตัว
๔.๒ ยกแก้วเหล้าข้ามหัวพระ
๕. หมวดจากพระไตรปิฎก -สิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้อย่างลึกลับ ต้องขุดออกมาให้เป็นที่รู้จักแก่มหาชน -คำที่สำคัญที่สุดของพุทธบริษัทคือ อิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท(อริยสัจภาคขยาย) เป็นธรรมสูงสุดที่พระพุทธเจ้าทรงเคารพอย่างสูงสุด ๕.๑ อิทัปปัจจยตา คือ ความที่มีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เรียกว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง
๕.๒ เรื่องกรรมที่แท้จริงของพุทธศาสนา คือ กรรมที่เหนือดีเหนือชั่ว
๖. สิ่งที่ขุดออกมาจากพระไตรปิฎก -กาลามสูตร หลักวินิจฉัยความรู้ว่า อะไรควรเชื่อไม่ควรเชื่อ -โคตมีสูตร หลักตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ หลักเทียบว่า ธรรมใดเป็นธรรมแท้ธรรมใดเป็นของเทียม -มหาปเทสสูตรทางวินัยและทางธรรม หลักวินิจฉัยว่า อะไรเป็นธรรมเป็นวินัย -พระสูตรที่ใช้เป็นแบบฉบับโดยตรงได้ เช่นมหาสติปัฏฐานสูตร อานาปานสติสูตร ๗. หมวดเบ็ดเตล็ด -นิพพานให้เปล่า ไม่ต้องเสียสตางค์ (ยืมจากพระบาลีที่ว่า ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชมานา) -ความสุขที่หลอกลวงจะต้องใช้เงินซื้อ ต้องคดโกงหลอกลวงมา เป็นเพียงความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่ถือว่าเป็นความสุขที่แท้ -ความสุขที่แท้ คือ ความสุขที่ได้จากความพอใจจากการทำหน้าที่ ทำการงาน -ความทุกข์ เป็นสิ่งที่รู้จักกันอย่างแคบมากรู้จักแต่ว่ามันเจ็บปวดทนทุกข์ทรมาน -ความทุกข์สามความหมาย คือ. ๗.๑ เจ็บปวดทรมาน ๗.๒ ดูแล้วน่าเกลียด เพราะไม่เที่ยง ทรมาน เปลี่ยนแปลง หลอกลวง แม้แต่ความเอร็ดอร่อยทางกามารมณ์ ก็ถือว่ามันเป็นทุกข์เพราะว่ามันเปลี่ยนแปลง หลอกลวงน่าเกลียดน่าชังเป็นปฏิกูล ๗.๓ ว่างอย่างน่าเกลียด เพราะว่ามันว่างจากตัวตน แต่แล้วกลับหลอกลวงคนให้หลงไปว่ามีตัวตน
หมวดหลักปฏิบัติ
๑. ไม่มีอะไรน่าเอาน่าเป็น -เป็นหลักปฏิบัติที่สรุปออกมาจากหัวใจของพระพุทธศาสนา -เอา คือ เอาด้วยอุปาทานยึดมั่นว่า มีเรา แล้วเราก็เอามาเป็นของเรา -เป็น คือ รู้สึกว่าเรามีอยู่ เป็นอยู่ เป็นนั่นเป็นนี่ตามที่โลกบัญญัติ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก สามี ภรรยา -ไม่น่าเอาน่าเป็น เพราะไม่ว่าเอาอะไร เป็นอะไร มันทุกข์ทั้งนั้น -ศิลปะแห่งการได้การมีคือ อย่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับอะไรด้วยความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น จะมีอะไร ก็อย่ามีด้วยความยึดมั่นถือมัน ให้มีเหมือนกับไม่มี แม้ทางภายนอกทางกฎหมายทางประเพณีจะมีการป้องกันไม่ให้มีใครมาแย่งชิงไปได้ แต่ในใจภายในคือ ไม่ยึดถือมัน -ศิลปะแห่งการเป็น เป็นลูกเป็นพ่อแม่ เป็นต้น ก็ต้องเป็นด้วยสติปัญญาด้วยจิตที่ไม่ยึดถือว่าเป็นอะไร เพียงแต่ทำหน้าที่ไปตามสมมติด้วยสติปัญญา ๒. นิพพานมีได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ -นิพพาน คือ เย็น เย็นแห่งของร้อน เช่นการราดน้ำลงไปบนโลหะที่หลอมจนร้อนให้เย็นลงคือนิพพาน -คนเราไม่ได้มีกิเลสอยู่ตลอดทุกเวลานาที มันมีช่วงเวลาว่างจากกิเลสอยู่เป็นระยะเสมอไป ช่วยให้ไม่เป็นโรคจิตโรคประสาท ไม่ต้องเป็นบ้าตายไปเสียก่อน -เดี๋ยวนี้เหยื่อล่อของกิเลสในโลกมันมีมากเกินไป เลยทำให้คนไม่มีเวลาให้จิตว่าง ถูกความเร่าร้อนของกิเลสเผาลน จนกระทั่งมีคนเป็นโรคประสาทกันมากขึ้น -เราต้องขอบคุณนิพพานตามธรรมชาติ ที่ช่วยทำให้เรารอดชีวิตมาได้อย่างเป็นปรกติสุข -ต้องยึดเอาเวลาที่จิตว่างจากกิเลสนั้นให้ได้มากที่สุด แล้วทำให้มันมากขึ้น ด้วยการปฏิบัติธรรมที่ป้องกันกิเลส ทำให้กิเลสเกิดได้น้อยเมื่อไหร่ ก็จะสัมผัสนิพพานที่นี่เดี่ยวนี้ ในชีวิตนี้ ไม่ต้องรอต่อเมื่อตายแล้ว -นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือ นิพพานที่ไม่ต้องรอให้ถึงต่อเมื่อตายแล้ว ๓. โลกพระศรีอารยเมตไตรยอยู่แค่ปลายจมูก -โลกพระศรีอาริย์ คือ โลกที่เต็มไปด้วยมิตรภาพความเกื้อกูลชั้นประเสริฐ ชั้นเลิศ -ปลายจมูกนั้น หมายถึง จมูกของคนที่ปฏิบัติธรรม -ถ้าทุกคนปฏิบัติธรรม โดยมีความรักผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัวเสียแล้ว โลกนี้ก็จะกลายเป็นโลกของพระศรีอาริย์ไปได้ภายในชั่วพริบตาเดียว -แล้วความไม่เห็นแก่ตัว ความรักผู้อื่นเป็นหัวใจสำคัญของทุกศาสนา ดังนั้นเพียงแต่ทุกคนปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาของตนแล้ว โลกก็จะกลายเป็นโลกแห่งมิตรภาพอันประเสริฐไปทันที ๔. ดับไม่เหลือ -ดับ คือ ดับความร้อน(กิเลส) ดับให้เย็น -ดับไม่เหลือ คือ ดับทั้งความร้อน และเหตุของความร้อน -เหตุของความร้อนคือ ตัวกู-ของกู หรือ อุปาทาน อันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ๕. นิพพานหาพบได้ในวัฏฏสงสาร -ที่ใดมีทุกข์ที่นั่นแหละเราจะดับทุกข์ -วัฏฏสงสาร คือการวนเวียนแห่งความทุกข์ กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม แล้วผลกรรมก็เป็นเหตุให้มีกิเลสอีก -ดับทุกข์ที่ทุกข์ ดับไฟที่ไฟ ถ้าดับไฟที่อื่นมันก็ไม่ใช่ดับไฟ -พุทธองค์ตรัสว่า ความทุกข์ก็ดี เหตุให้เกิดทุกข์ก็ดี ความดับสนิทแห่งความทุกข์ก็ดี ทางให้ถึงความดับทุกข์ก็ดี มีอยู่ในร่างกายของคนเป็น ๆ ที่ยังไม่ตาย -อย่าเอานิพพานกับวัฏสงสารไปไว้คนละทิศละทาง แล้วก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ๖. อย่าต้องละอายแมว -แมวไม่ต้องกินยานอนหลับ, คนโดนอะไรเข้าหน่อย ก็เป็นทุกข์ ร้องไห้ หัวเราะ -สัตว์เดรัจฉาน สมองมันมีน้อย จึงยึดถือไม่เป็น มันจึงไม่เป็นทุกข์ เราเป็นมนุษย์ฉลาดกว่าแต่ต้องฉลาดให้ถูกต้อง คือฉลาดในทางธรรมะสำหรับเป็นมนุษย์ที่ไม่มีทุกข์ จะได้ไม่ต้องละอายแมว ๗. อยู่อย่างไม่ให้เกิด ตัวกู-ของกู -คือดำรงชีวิตอยู่อย่างปิดหนทางไม่ให้เกิด ตัวกู ของกู -วิธีการใช้ชีวิตปิดทางตัวกู คือ กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฏิเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง -กินข้าวจานแมว คือ อย่าคิดที่จะกินให้ดีให้วิเศษ กินเพียงหล่อเลี้ยงชีวิต อย่าไปยึดถือว่าต้องกินเนื้อกินผัก แต่กินสิ่งที่ควรกินเพียงให้มีชีวิตอยู่ได้ -อาบน้ำในคู คือ ไม่ต้องอาบในที่หรูหรา กระตุ้นกิเลส -กุฏิเล้าหมู คือ อยู่ในที่อยู่ที่ไม่หรูหราไม่ดีวิเศษอะไรมากมาย -ฟังยุงร้องเพลง คือ ฝึกใจที่จะเป็นพระ แทนที่จะโกรธ กลัวยุง กลับทำใจว่ามันมาร้องเพลงให้ฟัง ๘. มารไม่มีบารมีไม่แก่กล้า -มารคือผู้มาสอบไล่ ยิ่งมามากก็ยิ่งทำให้เราต้องสู้ และการต่อสู้นั้นทำให้เราแกร่งขึ้น มีสมรรถนะมากขึ้น -มารที่แท้คือกิเลสที่อยู่ข้างใน เมื่อมันเกิดขึ้น เราต้องรับมือกับมันในฐานะเป็นบทเรียนที่จะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก -ให้ถือหลักว่า ขึ้นชื่อว่ามารแล้วก็ท้าทายให้มันมาต่อสู้กัน โดยใช้อาวุธคือธรรมะเป็นเครื่องมือต่อสู้ แล้วก็พยายามเอาชนะมารให้ได้ มารจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้มีความก้าวหน้าในทางธรรม ๙. จิตให้ สบายกว่าจิตเอา -จิตที่จะให้นั้นมันทำลายกิเลส ส่วนจิตที่จะเอานั้นมันสะสมหมักหมมกิเลส -ให้ผู้อื่นกินอิ่มนานกว่ากินเอง กินเองมันก็ถ่ายออกมา ให้ผู้อื่นมันก็อยู่ในความทรงจำทั้งของเราและของผู้อื่นเป็นเดือนเป็นปี เรียกว่า อิ่มตลอดกาล ๑๐. ปลูกต้นไม้ ๔ ต้น -กายพฤกษา ร่างกายเจริญ คือผาสุกดี เหมาะสมสำหรับที่จะปฏิบัติธรรมให้สูงขึ้นไป -จิตตพฤกษา ต้นไม้คือจิต ทำให้มีกำลัง ให้มีสุขภาพดี มีสมาธิ คือ จิตเกลี้ยงจากนิวรณ์รบกวน, จิตตั้งมั่นเข้มแข็ง, จิตว่องไว ในการทำหน้าที่ของจิต -โพธิพฤกษา ต้นไม้แห่งโพธิ คือสติปัญญา ความรอบรู้ หรือวิปัสสนา ความเห็นแจ้ง -เมตเตยยพฤกษา ต้นไม้ซึ่งเกื้อกูลแก่มิตรภาพ ๑๑. ทำบุญสามแบบ -ทำบุญเหมือนน้ำโคลน -ทำบุญเหมือนน้ำหอม -ทำบุญเหมือนน้ำบริสุทธิ์ ๑๒. อย่าให้ยมบาลตีหัว -ยมบาลเป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม -อย่าทำอะไรที่โง่เขลา ใช้เงินไม่คุ้มค่า ใช้ชีวิตไม่คุ้มค่า แม้ที่สุดแต่ทำบุญทำกุศลแล้วได้ผลไม่คุ้มค่า ไม่ถูกต้อง จะโดนยมบาลตีหัวเอา -จะทำอะไร ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ต้องตั้งสติก่อนเสมอ เช่นจะจ่ายเงิน เพื่ออะไร ทำอะไร ก็ดูให้ดีก่อนว่า ทำไปแล้วยมบาลจะตีหัวหรือไม่ ๑๓. ขอทานก็เป็นเศรษฐีได้ -เศรษฐีแปลว่า ประเสริฐที่สุด ตามหลักศีลธรรม -ประเสริฐที่สุดตรงที่ เขาทำงานสนุก แล้วเป็นสุขเวลาทำงาน ทำงานมาก ได้ผลมาก กินเก็บแต่พอดี เหลือไปช่วยผู้อื่น นั่นแหละคือเศรษฐี -จะเป็นขอทานหรืออาชีพใดก็ตามถ้าปฏิบัติตามหลักนี้แล้ว คนผู้นั้นก็มีลักษณะแห่งเศรษฐี -เศรษฐีตามหลักพุทธศาสนานั้น ต้องประเสริฐทั้งทางสติปัญญา ทางจิตใจ และทางการกระทำทางวัตถุ ๑๔. แต่งงานกับสุญญตา -แต่งงานกับสุญญตา ก็คือ การแต่งงานกับนิพพาน เป็นความว่างที่ไม่มีเพศ ไม่เป็นทาสของความรู้สึกทางเพศ ว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ว่างจากตัวตน -สมรสกับนิพพาน คือ มีรสเป็นอันเดียวกันกับนิพพาน คือ มีรสเย็น ปราศจากความร้อน ไม่มีความทุกข์ ศาสนาอื่นเรียกว่า เข้าเป็นอันเดียวกันกับพระเจ้า
เรื่องต่างๆ ที่มีความหมายลึก
๑. พุทธะ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน -เป็นความหมายที่ครบถ้วนของคำว่าพุทธะ -รู้ คือ รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับการดับทุกข์ -ตื่น คือ ตื่นจากการหลับด้วยอำนาจของกิเลส และเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง -เบิกบาน คือ เมื่อตื่นแล้วก็เบิกบานอยู่ด้วยสติปัญญา แล้วยังทำให้ผู้อื่นเบิกบานด้วย ๒. ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน (เหตุการณ์ทั้งสามเป็นสิ่งเดียวกัน) ๓. โพธิสัตว์ ผู้ที่กำลังพอกพูนโพธิ (ผู้เติมความรู้ลงไปในชีวิตของตนอยู่เป็นประจำ) ๔. โรค มีความหมาย ๓ ชั้น -โรคทางกาย เกิดแก่กาย -โรคทางจิต เกิดแก่จิต -โรคทางวิญญาณ เกิดแก่สติปัญญา ระบบความรู้ ๕. สังขาร ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย -ผู้ปรุงแต่ง เช่นความคิด กรรม อวิชชา -สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง เช่น ร่างกาย -กิริยาอาการปรุงแต่ง ๖. วิปัสสนา -การเห็นอย่างแจ่มแจ้ง เห็นสิ่งที่ควรเห็น คือ เห็นทุกข์แล้วก็ดับความทุกข์เสียได้ เกิดได้โดยไม่จำกัดอิริยาบทหรือท่าทาง -สมาธิ เป็นเพียงอุปกรณ์ของวิปัสสนา ๗. คำว่า หนอ -ต้องเป็นคำพูดที่ออกมาจากจิตใจของบุคคลผู้รู้แจ้งโดยประจักษ์วิปัสสนา ๘. อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น -การถือศีลและปฏิบัติข้อวัตร ปฏิบัติธรรม ถ้าทำด้วยอุปาทาน เรียกว่าสีลัพพัตตปรามาส, ปฏิบัติแบบเดียวกันแต่ด้วยความเข้าใจ ด้วยปัญญา ไม่เป็นสีลัพพัตตปรามาส -การแขวนพระเครื่องด้วยความเข้าใจว่า ขลัง ศักดิ์สิทธิ์ แขวนด้วยโมหะอวิชชา เป็นสีลัพพัตตปรามาส , แขวนเพื่อเป็นพุทธานุสติไม่เป็นสีลัพพัตตปรามาส ๙. คำว่า พุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์ -พุทธศาสตร์ คือ ทำอย่างมีสติปัญญา ไม่งมงาย -ไสยศาสตร์ คือ ทำด้วยความไร้สติปัญญา งมงาย เห็นแก่ตัว ยึดมั่นถือมั่น ทำสักว่าเป็นพิธีรีตอง ด้วยเชื่อว่าขลังว่าศักดิ์สิทธิ์ ๑๐. คำว่า โลกิยะ กับ โลกุตระ -โลกิยะ มันเป็นชั้นต้นของบุคคลที่อยู่ในวิสัยโลก ซึ่งจะต้องค่อย ๆ เลื่อนไปหาโลกุตระตามลำดับ จนในที่สุดก็อยู่เหนือโลกได้อย่างเด็ดขาด -โลกิยะกับโลกุตระนี้ต้องเป็นมิตรกัน ไม่ใช่ศัตรูกัน ต้องให้มันส่งเสริมกัน -พระกับฆราวาสต้องเดินไปในทางเดียวกัน เพราะต่างก็มีกิเลสมีความทุกข์เหมือนกัน จะไปเร็วหรือช้าก็ถือว่าเป็นผู้ร่วมทางมีจุดหมายเดียวกัน คือ เพื่อดับทุกข์สิ้นเชิง ๑๑. คำว่า ชาติ -มีสองความหมาย ภาษาคน คือเกิดจากท้องแม่ ภาษาธรรมคือเกิดทางใจ ได้แก่เกิดอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นความรู้สึกว่านี่ ตัวกู -ของกู ๑๒. คำว่า ผัสสะ -เป็นคำที่พุทธบริษัทต้องเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่ามันคืออะไร ? -เมื่ออายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสกับอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์แล้วเกิดจักษุวิญญาณ เป็นต้น เรียกว่าผัสสะ -ผัสสะโง่ คือ เมื่อเกิดผัสสะแล้วเกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส -ผัสสะฉลาดคือ มีปัญญา เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตา ตถตา ทุกขณะที่ผัสสะด้วยอำนาจสติ ไม่ปรุงไปให้เกิดความทุกข์ -เมื่อทำท่าว่าจะเกิดผัสสะก็เอา เช่นนั้นเอง มาดักไว้ ไม่ให้ความทุกข์มีโอกาสได้เกิดขึ้น ๑๓. ปฏิจจสมุปบาท ที่ไม่ข้ามภพข้ามชาติ -ปฏิจจสมุปบาทนั้นต้องไม่ข้ามภพข้ามชาติ เป็นทุกข์ที่ชาตินี้ก็ต้องดับที่ชาตินี้ ไม่ใช่ต้องปฏิบัติอีกหลายร้อยชาติแล้วค่อยดับทุกข์ -ชาติต้องหมายถึงชาติทางนามธรรมซึ่งเกิดได้วันหนึ่งหลายร้อยชาติ ไม่ใช่เกิดจากท้องแม่ -ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องเป็นสันทิฏฐิโก คือ สามารถมองเห็นได้ในความรู้สึกทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น โดยไม่ต้องคำนวณ ทุกข์เกิดขึ้นก็รู้ว่าเกิด ทุกข์ดับก็รู้ว่าดับ
หมวดขยายความของเก่า
๑. งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย ๒. พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้า, ใบลานบังพระธรรม, ลูกชาวบ้านบังพระสงฆ์ -ธรรมะที่แท้เป็นเรื่องของจิตใจ หาใช่เรื่องของวัตถุไม่ -แม้แต่พระพุทธองค์เองก็ยังตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม หรือ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาทผู้นั้นเห็นธรรม ส่วนผู้ที่เห็นเพียงร่างกายของพระองค์หาใช่การเห็นไม่ ๓. สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ -นิพพานก็อยู่ในใจเช่นเดียวกับนรกสวรรค์ ๔. คนดีค้าใกล้ ๆ คนบ้าค้าไกล ๆ -พุทธบริษัทที่ไม่ใช่พุทธบริษัทจะมองไปข้างหน้า หลายร้อยชาติพันชาติ ในอนาคต -พุทธบริษัทที่แท้จริง จะค้าใกล้ คือ จะลงทุนในสิ่งที่เป็นสันทิฏฐิโก -เมื่อใดจิตว่างจากตัวกู เมื่อนั้นก็เป็นนิพพาน เมื่อใดจิตมีกิเลสเป็นตัวกู เมื่อนั้นนิพพานก็หายไป สงสารวัฏฏ์นรกก็มาแทน ๕. ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ -ความดีนั้นสามารถทำให้นอนไม่หลับ เป็นโรคประสาท เป็นบ้าได้ เพราะยึดมั่นถือมั่นในความดี -ความชั่วนั้นไม่ค่อยมีใครยึดมั่นจึงไม่ค่อยกัดหัวใจเท่าความดี -แต่ทั้งดีทั้งชั่วนั้นล้วนแต่ไม่น่ารัก คือ อัปรีย์ -มีแต่นิพพานเท่านั้นที่ไม่อัปรีย์เพราะไม่มีทั้งดีและชั่ว
หมวดที่เกี่ยวกับศีลธรรม
๑. ศีลธรรม คือ สิ่งที่ทำให้เกิดความปรกติ สะดวกสบายอยู่ได้อย่างสงบเย็น ๒. ศีลธรรม คือ ปัจจัยแห่งสันติภาพ หรือ ความสงบสุข ๓. เศรษฐกิจที่ถูกต้องเป็นปัจจัยแห่งสันติภาพ ๔. การเมืองที่ถูกต้อง ไม่โกง บ้านเมืองก็มีสันติภาพ, การเมืองก็เป็นศีลธรรม ๕. การปกครองถ้าทำถูกต้อง ก็เป็นปัจจัยแห่งสันติภาพ การปกครองก็เป็นศีลธรรม ๖. กิจการทหาร ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้อง มีเหตุผลบริสุทธิ์ มันก็เป็นศีลธรรม นำมาซึ่งสันติภาพ ๗. ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวินาศ, ศีลธรรมกลับมาโลกาสงบเย็น ๘. คนสมัยโบราณมีเหงื่อเป็นน้ำมนต์รดให้เย็น คนสมัยนี้เต็มไปด้วยกิเลส เหงื่อเป็นของร้อน ๙. ทำงานให้สนุกเป็นสุขในการงาน
เหตุที่ไม่มีศีลธรรม
๑. หลงใหลในวัตถุแห่งกามารมณ์ ๒. การศึกษา เรียนแต่หนังสือกับวิชาชีพ เพื่อจะหาปัจจัยไปซื้อวัตถุที่ส่งเสริมกามารมณ์ -ไม่ได้สอนว่า เป็นมนุษย์อย่างไรจึงจะไม่เลวกว่าสัตว์ ๓. กามารมณ์ครองโลก, ยึดถือกามารมณ์เป็นพระเจ้า ๔. การศึกษาไม่รับใช้ศีลธรรม แต่ไปรับใช้การเมือง เศรษฐกิจ(ที่มีความโลภ โกรธ หลง เป็นพื้นฐาน) -ไม่มีประเทศไหนที่จัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมธรรมะ -ใครต้องการธรรมะก็ไปหาเอาเอง -คนเกลียดศีลธรรม เพราะไปเป็นทาสของกิเลส -การศึกษาทุกชนิด ให้โอกาสแก่ความเห็นแก่ตัว กูดี กูสวย กูรวย กูมีอำนาจ ๕. ประชาธิปไตยไม่เหมาะกับประชาชนที่ไม่มีศีลธรรม, ถ้าประชาชนมีศีลธรรม ประชาธิปไตยเหมาะ ๖. การศึกษาในโลกยังสูญเปล่า ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้มนุษย์ในโลกมีสันติภาพ ๗. คนสมัยนี้กล้าบาปและกลัวบุญ, คนสมัยก่อนเขากล้าบุญ แล้วกลัวบาป ๘. การเป็นสัตว์สังคม สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์การเมือง ไม่ทำให้โลกนี้มีสันติภาพได้ จะต้องเป็นสัตว์ศีลธรรม ๙. ปัจจัยแห่งศีลธรรมนั้นคือ ปรมัตถธรรม.
หมวดว่าด้วยพระเจ้า
๑. ความหมายของพระเจ้า -คือสิ่งที่สูงสุด ที่ทุกคนต้องเคารพ และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่พระเจ้ากำหนดให้ แล้วจะได้ผลตามที่ต้องการโดยไม่ต้องบวงสรวงอ้อนวอน -การกลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนต้องปฏิบัติตามความประสงค์ของสิ่งที่กลัวนั้น สิ่งนั้นก็เป็นพระเจ้า -หวังพึ่งอะไรมาก ๆ สิ่งนั้นก็กลายเป็นพระเจ้า เช่นเอาเงินเป็นพระเจ้า ๒. เหตุผลที่ชาวพุทธก็มีพระเจ้า -พระพุทธเจ้าก็มีพระเจ้า เป็นที่เคารพบูชาสูงสุด สิ่งนั้นคือ พระธรรม -ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือ กฎเกณฑ์ สัจจะ ที่ว่าด้วย ทุกข์เกิดอย่างไร ดับไปอย่างไร เกิดอย่างไร และจะดับความทุกข์ไปอย่างไร -กฎธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นคือ กฎอิทัปปัจจยตา -กฎอิทัปปัจจยตานั้นมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง จะสร้าง จะควบคุม จะทำลายทุกสิ่งได้ แล้วก็มีอยู่ในที่ทั่วไป แล้วก็รู้ทุกสิ่ง -ชาวพุทธมีพระเจ้าที่ไม่ต้องบวงสรวงอ้อนวอน ๓. ทุกชีวิตมีพระเจ้าต่าง ๆ กัน -เราจะมีพระเจ้าของตนได้ตามความพอใจ แล้วก็ไม่ไปคัดค้านดูหมิ่นเหยียดหยามพระเจ้าในลัทธิอื่น -ชาวพุทธมีกฎอิทัปปัจจยตาเป็นพระเจ้า -พระเจ้าเป็นสิ่งที่ต้องมีแก่สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่มีพระเจ้า(เพียงแต่เขาไม่เรียกว่าพระเจ้า) ๔. คำสอนของฝ่ายคริสต์มีทำนองเดียวกับพุทธ -มนุษย์คู่แรกดื้อต่อพระเจ้า กินผลไม้ที่ทำให้รู้จักดีชั่ว ชีวิตจึงเกิดปัญหา, พุทธศาสนาถือว่า การยึดถือดีชั่ว มันก็เกิดปัญหา ต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฎฎสงสาร คือ สุข ทุกข์ บุญบาป ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นเราต้องอยู่เหนืออำนาจของความดีความชั่ว -ศาสนาทุกศาสนามีเจตนาเหมือนกันที่จะรื้อขนสัตว์ออกจากกองทุกข์
หมวดเบ็ดเตล็ด
๑. เรื่องเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ รัฐบาลชักชวนให้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เพราะคอมมิวนิสต์ถือว่า ไม่มีพระเจ้า, และเห็นว่าศาสนาเป็นยาเสพติด หากคอมมิวนิสต์มา พุทธศาสนาหมด คือ โบสถ์วิหาร วัดวาอารามอันเป็นเปลือกของศาสนาหมด แต่ -คอมมิวนิสต์ไม่อาจทำลายพุทธศาสนาที่แท้จริงได้ จะทำได้ก็แต่เปลือก -คอมมิวนิสต์ไม่อาจจะทำลายหัวใจของพุทธศาสนาได้ เพราะพระธรรมอยู่ในหัวใจของมนุษย์ เมื่อไหร่หมดเมื่อนั้นแหละคือความวินาศสิ้นเชิงของมนุษย์ -ชาวพุทธจะเป็นผู้ทำลายพุทธศาสนาเสียเอง -สอนกันผิด ๆ พูดกันผิด ๆ ปฏิบัติกันผิด ๆ ได้รับผลมาผิด ๆ นั้นแหละศาสนาหมดแล้ว ทั้งที่คอมมิวนิสต์ยังไม่มา ๒. ความไม่มีศีลธรรมมีผลร้ายอย่างยิ่ง -ความไม่ประพฤติธรรม นั้นร้ายกาจยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ -สิ่งที่น่ากลัวกว่าคอมมิวนิสต์ ก็คือความไม่มีธรรมะ ความไม่มีศีลธรรม -อบายมุข ความโง่ความหลงในความสุขทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง ทางกามารมณ์ เป็นสิ่งที่ร้ายกาจกว่าคอมมิวนิสต์ เป็นคอมมิวนิสต์ที่ร้ายกาจกว่าคอมมิวนิสต์ -คอมมิวนิสต์อ้างว่า เกิดมาเพื่อทำโลกให้มีความสงบสุขเหมือนกับศาสนา, แต่เราก็มีธรรมะในพุทธศาสนาที่ดีกว่าลัทธิคอมมิวนิสต์อยู่แล้ว ๓. ศาสนาทำให้เป็นโลกพระศรีอาริย์ได้ -ถ้าทุกคนมีธรรมะ โลกนี้ก็กลายเป็นโลกของพระศรีอารยเมตไตรยไปทันที -โลกพระศรีอารยเมตไตรยอยู่แค่ปลายจมูก แค่ให้ทุกคนกลับตนจากรักตนเองไปเป็นผู้รักผู้อื่น เท่านั้นก็พอ -เพียงทุกคนรักผู้อื่นเท่านั้น โลกนี้จะเป็นโลกพระศรีอารยเมตไตรยขึ้นมาทันที -คอมมิวนิสต์ถือว่า ศาสนาที่มีอยู่เป็นอันตราย ทำให้คนยึดถือเสพติดเห็นแก่ตัวไม่รักผู้อื่นจึงต้องทำลายเสียแล้วสร้างลัทธิใหม่ คือให้ประกอบกิจในโลกนี้ ชนิดที่แผ่เผื่อเจือจานให้แก่คนทุกคน เป็นเจ้าของร่วมกัน, นี่เป็นไปไม่ได้หากผู้คนยังเห็นแก่ตัว ต้องปฏิบัติตามธรรมะในศาสนา เอาความเห็นแก่ตัวออกไปเสียก่อนจึงจะทำอย่างนั้นได้ ๔. รู้จักศาสนาและคอมมิวนิสต์เสียให้ถูกต้อง -คอมมิวนิสต์ถือว่าเศรษฐีเป็นนายทุน ดูดเอาประโยชน์ไปไว้เสียหมด จนคนจนไม่มีประโยชน์เหลือ, แต่ธรรมะที่ว่า รักผู้อื่น จะช่วยแก้ปัญหาไม่ทำให้เศรษฐีกลายเป็นนายทุน -ศาสนาเป็นยาพิษสำหรับคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่คอมมิวนิสต์เป็นยาพิษสำหรับศาสนา, พอเราทุกคนรักผู้อื่นเท่านั้น คอมมิวนิสต์ก็จะสูญหายไปในพริบตา, แต่คอมมิวนิสต์ไม่ทันมาศาสนาก็หมดเพราะคนหันไปเป็นทาสกิเลส เอากิเลสเป็นพระเจ้า ๕. เศรษฐีในพุทธศาสนาทุกคนเป็นได้ -เศรษฐี คือผู้ที่ทำงานสนุก เป็นสุขในการทำงาน ได้ผลงานเหลือใช้ก็เอาไปช่วยผู้อื่น -เศรษฐีในพุทธศาสนาจะต้องตั้งโรงทานคอยจุนเจือช่วยเหลือผู้อื่น -อุดมคติของเศรษฐีคือ ทำงานสนุก เป็นสุขในการทำงาน กินเก็บแต่พอดี เหลือก็ช่วยผู้อื่น -ขอทานก็เป็นเศรษฐีได้ ถ้าเป็นสุขเมื่อขอทาน ได้มากินเก็บแต่พอดี เหลือก็ช่วยผู้อื่น -คนร่ำรวยที่มีเงินเหลือเก็บ ไม่ช่วยเหลือใคร, หรือช่วยก็ช่วยด้วยจิตใจที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่ถือว่าเป็นเศรษฐี
เรื่องคำใหม่ ระเบียบใหม่
๑. ล้ออายุ -มาล้ออายุกันเถิดอย่าต่ออายุเลย -อายุหรือชีวิต ถ้ามันผ่านมาอย่างถูกต้องก็น่าจะต่อ ถ้ามันผ่านมาอย่างโง่เขลาก็ควรจะล้อมัน -ถ้าต่ออายุ คือ ต่อความผิดพลาดหลงไหลงมงายมัวเมามากขึ้น ต้องจับอายุมาซักฟอกขัดล้างให้ดี อย่าให้ผิดพลาดอีก ๒. เหงื่อเป็นน้ำมนต์ -จิตที่มีธรรมะนั้นเหงื่อเป็นน้ำมนต์ เหงื่อท่วมตัวอยู่กลางทุ่งก็ไม่ยอมพักเพราะทำงานสนุกเป็นสุขในเวลาทำงาน เหงื่อทำให้เจริญ ทำให้มีความสุข สุขในขณะที่กำลังอาบเหงื่ออยู่นั้นเอง -คนที่ไม่มีธรรมเหงื่อก็กลายเป็นน้ำร้อนราดจิตให้ทุกข์ จนถึงขนาดโกรธด่าผีสางเทวดาโชคชตาราศรีไปหมด เพราะเหงื่อเผา ๓. อยู่วัดป่าพระเถื่อนกันเถิด อย่าอยู่อย่างวัดบ้านพระเมืองกันนักเลย -อยู่อย่างวัดบ้านพระเมืองแล้ว มันมีโอกาสจะอยู่อย่างเศรษฐีคหบดี ลุ่มหลงอยู่ในกามารมณ์ได้ -อยู่อย่างวัดป่าพระเถื่อนนั้นปลอดภัยทั้งบ้านเมืองและทายกทายิกา เพราะวัดป่าพระเถื่อนนั้นจะไม่ขูดรีดใคร -ถ้าขูดรีดจนชาวบ้านเหลือแต่กระดูกแล้วไม่ใช่วัดป่าพระเถื่อน มันเป็นวัดบ้านพระเมืองทั้งนั้น ๔. ครู คือผู้เปิดประตูทางวิญญาณ -บิดามารดาก็เป็นครูคนแรก ที่จะเปิดประตูทางวิญญาณให้กับทารก -ครูที่โรงเรียนเป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณต่อไป ๕. การศึกษาหมาหางด้วน -ไม่ได้เรียนว่าจะเป็นมนุษย์อย่างไร เป็นคนของพระเจ้ากันอย่างไร เป็นคนของศาสนากันอย่างไร เป็นคนมีศีลธรรมในโลกกันอย่างไร ๖. นิพพานเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตจิตใจอยู่ตลอดเวลา -เมื่อว่างจากกิเลสเมื่อนั้นเป็นนิพพาน -เพราะนิพพาน ทำให้เราไม่เป็นบ้า เป็นโรคประสาท ดังนั้นนิพพานจึงเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต -พยายามให้จิตว่างจากกิเลสให้มากยิ่งขึ้น ๆ จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นด้วยชีวิตที่สงบเย็น เป็นพุทธบริษัท
หมวดว่าด้วยคำที่ต้องอธิบายกันใหม่
๑. คำว่า เผด็จการ -มันเป็นวิธีการที่จะทำอะไรได้อย่างเฉียบขาด จริงจัง รวดเร็ว หรือ ฉับพลัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับกิเลส -ถูกประณามว่า เลว เพราะอันธพาลหรือคนคดโกงเอาเผด็จการไปใช้ คนก็เดือดร้อนกันมาก -คนดีเอาเผด็จการไปใช้ มันก็ดี ก็มีประโยชน์ คือสำเร็จเร็ว -ต้องเอามาใช้กับสิ่งที่เรียกว่ากิเลส เรียกว่าเผด็จการโดยธรรม -เป็นเครื่องมือตามธรรมชาติ เอาไปใช้กับอะไรก็ได้ กับเรื่องผิดก็ได้ ถูกก็ได้ ๒. คำว่า โลกุตระ เหนือโลก -โลกุตระจะต้องรอกันต่อตายแล้วตายอีก ๆ ไม่รู้กี่ชาติ จะมีประโยชน์อะไรเล่า? -เหนือโลกคือไม่อยู่ใต้โลก ไม่จมอยู่ในโลก, อยู่ในโลกแต่ไม่อยู่ใต้โลก ไม่อยู่ใต้อิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่าโลก -โลกคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ -อยู่ใต้โลกคือ ต้องรัก เกลียด กลัว โกรธ วิตก กังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉา ริษยา -เมื่อใดยึดมั่นขันธ์ทั้งห้า(รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)อยู่ เมื่อนั้นอยู่ใต้โลก, เมื่อใดจิตไม่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ใด ๆ ว่างอยู่ เมื่อนั้นชื่อว่าอยู่เหนือโลก -เรามีโลกิยะและโลกุตระสลับกันอยู่ตลอดวันตลอดคืน ตลอดปี ตลอดอายุ -โลกนั้นมีได้เพียงเท่าที่รู้สึกได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, อย่าให้มันมาทำอันตรายต่อจิตใจเรา -อย่าเอาโลกุตระไปเก็บไว้เสียที่อื่น ให้เอามาใช้อยู่เป็นประจำวัน อย่าให้จิตพลาดไปอยู่ใต้โลก คือยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ๓. คำว่า ฆราวาสธรรม -คือ สิ่งที่ฆราวาสต้องใช้เพื่อถอนตนออกจากความเป็นฆราวาส ๔. คำว่า ธรรม -คือทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร -ภาษาธรรม ล้วนยืมมาจากภาษาชาวบ้าน ไม่ว่า นิพพาน พุทธะ ธัมมะ สังฆะ กิเลส มรรค ผล ๕. คำว่า เวลา -คือสิ่งที่กัดกินเราอยู่ตลอดเวลาที่มีความอยาก -เวลากัดกินปุถุชน -พระอรหันต์กัดกินเวลา ระงับเวลาได้แล้ว ไม่มีเวลา ๖. คำว่า เศรษฐี -แปลว่าผู้ประเสริฐที่สุด ไม่ใช่นายทุนขูดรีด นายทุนขูดรีดเป็นเศรษฐีไม่ได้ -เศรษฐีคือผู้ที่ทำงานสนุก เป็นสุขในการงาน มีบริวารมาก ทำได้มากเหลือกิน เหลือเก็บ แล้วก็ใช้ช่วยเหลือผู้อื่น ตั้งสำนักงานใหญ่ ๆ ช่วยเหลือผู้อื่น ๗. คำว่า นิพพานธาตุ -ไม่เกี่ยวกับความตาย ไม่ใช่ความตาย
หมวดคำที่มีความหมายลึกในภาษาธรรม
๑. สันโดษ -เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เข้าใจผิดว่า เป็นอุปสรรคแก่การพัฒนา -เป็นอุปกรณ์แก่การพัฒนา เพราะเป็นกำลังใจ ให้ทำต่อไปด้วยความไม่ท้อถอย -การพัฒนาในโลกติดขัดอยู่เพราะไม่รู้จักใช้ประโยชน์ของสิ่งที่เรียกว่าสันโดษ -สันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง เพราะแม้จะมีทรัพย์สักเท่าไร ถ้าไม่มีสันโดษในทรัพย์นั้นก็เท่ากับไม่มี ๒. อบายมุข - อบายมุข คือ ปากทางแห่งอบาย(ความเสื่อม) -อบายได้แก่ นรก คือ ความเป็นทุกข์ร้อนใจ ทรมานใจ, เดรัจฉาน คือ มันโง่เกินไป, เปรต คือ ความหิวความอยากที่เกินประมาณ, อสุรกาย คือ ความขลาดกลัว ๓. พ่อแม่ลูก -การเป็นลูกหรือเป็นบิดามารดาไม่ใช่สักแต่ว่าเกิดมาหรือให้เกิดมา -ลูก คือผู้ที่มีไว้ให้พ่อแม่สบายใจ, ลูกที่ทำให้พ่อแม่ร้อนใจ ก็หมดความเป็นลูกทันที -บิดามารดาคือพรหมของบุตร คือ เป็นผู้มีพรหมวิหารธรรม มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา -ความรักของบิดามารดานั่นแหละคือความหมายของคำว่า บิดามารดา ๔. ศีลธรรม -แปลว่า ภาวะแห่งความสงบสุข -เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับวัตถุ อาศัยจิตใจเป็นหลัก -เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่แค่วิชาหรือปรัชญา -เป็นคนละอย่างกับสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรมหรือจริยศาสตร์ -มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ คือ มีของจริงมาวางลงไป ค้นคว้า ศึกษา ทดลอง รู้แล้วประพฤติและกระทำลงไปจริง ๆ ๕. การถอนตนขึ้นจากกองทุกข์ -เมื่อเกิดมามนุษย์ก็พากันจมอยู่ใต้อำนาจของโลก ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งจมลงภายใต้โลก คือ อารมณ์ที่เข้ามากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ -ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจของโลก ย่อมตกอยู่ภายใต้อารมณ์ รัก โกรธ เกลียด กลัว วิตก กังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉา ริษยา -เมื่อใดชนะอารมณ์ได้ เมื่อนั้นแหละมีโลกุตระทันที -จมโลก คือจมอยู่ในวัฏฏะ จมอยู่ในอำนาจของกิเลส -ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องถอนออกจากโลก ออกจากกองทุกข์ ๖. ตายก่อนตายสบายเหลือ -ทำลายความยึดมั่นถือมั่นให้ได้ก่อนร่างกายแตกดับ -ผู้ทำลายความยึดมั่นได้แล้ว ก็จะมีแต่ความสงบเย็นอยู่ในใจ ๗. ความมืดสีขาว -ความมืดที่เขาไม่รู้ว่าเป็นความมืด(อวิชชา) -ความรู้ผิด ๆ ที่มีอยู่ยึดถืออยู่ในใจ, รู้สึกว่าตัวเองรู้ ไม่ยอมรับอะไรใหม่ ๆ -ความยึดมั่นถือมั่นในความรู้ ความเชื่ออันใดอันหนึ่งอย่างแน่นแฟ้นจนเปลี่ยนไม่ได้ ๘. อะไร ๆ ก็อย่าให้ละอายแมว -แมวไม่เป็นโรคนอนไม่หลับ ไม่เป็นโรคประสาท ไม่เป็นบ้า -สัตว์เดรัจฉานไม่มีปัญหาด้วยโรคภัยไข้เจ็บอย่างที่มนุษย์มี -สัตว์เดรัจฉานไม่ติดยาเสพติด ไม่เป็นกามโรค เป็นอะไรอย่างมนุษย์ -คนยิ่งก้าวหน้ายิ่งไปหาความทุกข์ มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน ๙. ชีวิต ผีเสื้อ -ชีวิตที่เป็นสุขอยู่ในการงาน -ผีเสื้อมีความสุขจริงอยู่ที่เมื่อมันได้ทำงาน -มนุษย์ฝืนทำงานเพื่อหาเงินไปซื้อเหยื่อของกิเลส ๑๐. คำสอนที่มิให้ยึดมั่นถือมั่น, ไม่มีอัตตา -ถ้าจะเป็นสุขต้องไม่ยึดถือ ถ้ายึดถือจะไม่มีความสุข -ทั้งได้ลาภทั้งสูญลาภล้วนแต่อัปรีย์ เพราะไปหลงยึดถือ เป็นภาระหนัก -ต้องไม่ยึดถือสิ่งใด ในสิ่งที่มีอยู่ ใช้อยู่ กินอยู่ อร่อยอยู่ ก็อย่าไปยึดมั่นถือมัน -ไม่ยึดแม้แต่ชั่วหรือดี. ดีนั้นถ้าทำไม่ถูกมันก็กัดเอา, หลงดีจนเป็นบ้า อยากดีเรียนจนเป็นบ้า -ถ้าสอนอย่างพระพุทธเจ้าต้องไม่มีอัตตา -ปฏิจจสมุปบาทแบบเดิมของพระพุทธเจ้าไม่มีอัตตา ไม่ใช่การเวียนว่ายไปมาข้ามภพข้ามชาติ -อัตตาเป็นที่ตั้งแห่งไสยศาสตร์
การประดิษฐ์วิธีการเผยแผ่
๑. การใช้กวีนิพนธ์เป็นอุปกรณ์ -กวี คือการระบายความคิดนึกอันลึกซึ้งออกมา จะเป็นคำกลอนหรือไม่ก็ได้ -เพื่อให้สามารถจดจำได้ง่าย ได้เร็ว และได้มั่นคง -เพื่อเอาของที่อยากที่ลึกมาทำให้ตื้นให้เข้าใจง่าย ๒. คำย่อ ที่คิดขึ้นใหม่ -เรื่อง ๓ ส. คือ สะอาด สว่าง สงบ -เรื่อง ๓ ก. คือ กิน กาม เกียรติ -เรื่อง ๓ เรื่อง ๑๓ ฟ. ฯลฯ ๓. ถ้อยคำเกี่ยวกับการอบรมเด็ก -คำว่า ลูก คือผู้ที่เกิดมาเพื่อให้พ่อแม่สบายใจ -คำว่า พ่อแม่ คือ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ในความใช้ได้ หรือ ใช้ไม่ได้ของลูก -เรื่อง ๕ ดี คือ เป็นบุตรที่ดี ศิษย์ที่ดี เพื่อนที่ดี พลเมืองที่ดี สาวกที่ดี ๔. อธิบายคำธรรมะ ให้เต็มตามความหมาย -ใช้ทั้งโดยถ้อยคำ คือ พยัญชนะ ทั้งอรรถะ คือเนื้อความ ให้สั้นจำง่ายและได้ความครบถ้วน -คำว่า ทุกข์, คำว่าสังขาร, คำว่า อนัตตา เป็นต้น ๕. ปัญหาเรื่องไสยศาสตร์กับพุทธศาสตร์ -คนเกิดมาต้องไปยึดถือไสยศาสตร์ก่อน, ถูกอบรมให้ไปอยู่ในกรอบของไสยศาสตร์โดยไม่รู้สึกตัว คือให้หวังพึ่งผู้อื่นจนติดเป็นนิสัย -เด็ก ๆ ถูกสอนให้กลัวในสิ่งที่ไม่ต้องกลัว เช่นกลัวตุ๊กแกเป็นต้นจนติดเป็นนิสัย จนกระทั่งกลัวผี กลัวโชคชะตาราศี กลัวเทวดา -คนเกิดมาก็ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถือไสยศาสตร์ เช่นการไหว้ศาลพระภูมิ ไปรดน้ำมนต์ ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ -ไสยศาสตร์เป็นปัญหาใหญ่ ถึงขนาดว่าสามารถทำให้พุทธศาสนาสูญไปได้ -ตัวอย่างของสิ่งที่เป็นไสยศาสตร์ การบวงสรวงให้ผู้อื่นช่วยแม้ที่สุดแต่พุทธรูป การเอาพุทธรูปมาแขวนคอด้วยคิดว่าจะช่วยคุ้มครอง -เก็บไสยศาสตร์ไว้สำหรับผู้ด้อยสติปัญญา โดยไม่ต้องไปทะเลาะกัน ไปด่า ไปว่า ไปบังคับเขา แต่ต้องสอนธรรมะในศาสนาจริง ๆ ให้จนกว่าสติปัญญาเขาจะก้าวหน้าแล้วเปลี่ยนมาเป็นพุทธศาสตร์เอง -พุทธบริษัทต้องประพฤติให้ถูกต้อง ให้พุทธศาสตร์เป็นพุทธศาสตร์อย่าไปทำให้เป็นไสยศาสตร์ เพราะนั่นเท่ากับช่วยกันทำให้พุทธศาสนาหมดไป
ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ อะไรได้เกิดขึ้นใหม่ เพื่อประโยชน์อันยิ่งขึ้นไป อันนั้นเราเรียกว่า ฟ้าสาง, การโฆษณาธรรมของเรา ได้ทำให้อะไรเกิดขึ้นใหม่ ก็เป็นฟ้าสางแก่สังคมทั่ว ๆ ไป, หรือว่าในวิธีการของธรรมโฆษณ์นั้น เราได้ใช้วิธีการอะไรเพิ่มขึ้นมาใหม่ ๆ, หรือแม้เลียนของเก่า แต่ก็ให้ดีกว่าเดิม หรือให้แปลกออกไป. นี้ก็เรียกว่าฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ที่เป็นส่วนภายใน คือของผู้กระทำกิจกรรมธรรมโฆษณ์นั้น. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนสังเกตดูให้ดี ๆ ว่ามันได้มีอะไรเกิดขึ้นใหม่ ๆ แก่ตัวท่านเอง หรือแก่สังคมของเรา ก็ย่อมจะเรียกได้ว่า ฟ้าสางได้ด้วยกันทั้งนั้น. ทางธรรมโฆษณ์ ก็หมายความว่า มีวิธีการโฆษณาธรรมะให้แปลกออกไป, และให้เกิดการกระทำที่แปลกออกไป แก่ท่านทั้งหลาย. กิจกรรมของธรรมโฆษณ์ คือการทำให้ธรรมะเผยแพร่ออกไป ด้วยการโฆษณาเผยแผ่ธรรมะในพระพุทธศาสนา ตามพระพุทธประสงค์ ที่ได้ตรัสแสดงให้ปรากฏชัด, นับตั้งแต่วันที่มีพระภิกษุสาวกเกิดขึ้น ๖๐ องค์ในพระพุทธศาสนานี้, แล้วก็ยังตรัสอยู่เรื่อย ๆ ไปตลอดมาว่า "เธอทั้งหลายจงช่วยกันทำให้ ธรรมวินัยนี้แพร่หลาย เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน ทั้งเทวดาแลมนุษย์" อย่างนี้ มีตรัสมากเหลือเกิน เราก็ได้ทำให้เกิดกิจกรรมที่เรียกว่า ธรรมโฆษณ์ คือเผยแผ่ธรรม จนเป็นที่รู้จักกันดีอย่างกว้างขวาง ไม่เฉพาะในประเทศไทยนี้ อย่างนี้ก็เรียกว่า ฟ้าสางได้เหมือนกัน ฟ้าสางขึ้นมาแล้ว ในจิตวิญญาณของมนุษย์เรา นี่คือคำว่า ฟ้าสาง
ที่มาของหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ อาจารย์ครับ แล้วหนังสือชุดธรรมโฆษณ์เกิดขึ้นมาได้อย่างไรครับ
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา บทที่ ๕ ทำหน้าที่พุทธทาส ประกาศธรรม หน้า ๒๓๙๒๔๐ อาจารย์ครับ ความคิดจะทำหนังสือแปลชุดจากพระโอษฐ์ต่าง ๆ นี่ จุดเริ่มต้นเป็นมาอย่างไรครับ
บทที่ ๕ ทำหน้าที่พุทธทาส ประกาศธรรม หน้า ๒๓๕-๒๓๖ อาจารย์ครับ ในบรรดาหนังสือที่ทำมาทั้งหมด อาจารย์พอใจหนังสือเล่มไหนมากที่สุดครับ
บทที่ ๕ ทำหน้าที่พุทธทาส ประกาศธรรม หน้า๒๔๐ ถ้าไม่นับชุดจากพระโอษฐ์ละครับ งานของอาจารย์ที่ไม่ใช่งานแปล อาจารย์ชอบเล่มไหนที่สุด
บทที่ ๕ ทำหน้าที่พุทธทาส ประกาศธรรม หน้า๒๔๐ ถ้ามีคนเขาไม่เคยศึกษาพุทธศาสนามาก่อน อยากจะเริ่มศึกษา อาจารย์จะแนะให้อ่านเล่มไหนครับ
บทที่ ๕ ทำหน้าที่พุทธทาส ประกาศธรรม หน้า ๒๔๑ อาจารย์ครับ ทีนี้อยากขอความกรุณาอาจารย์ช่วยเล่าถึงความเป็นมาของการเทศน์ชุดต่าง ๆ ภายในสวนโมกข์บ้าง เริ่มตั้งแต่แรก ๆ ย้ายมาอยู่เลยครับ
บทที่ ๕ ทำหน้าที่พุทธทาส ประกาศธรรม หน้า๒๕๑ ชุดเทศน์วันเสาร์ เกิดขึ้นได้อย่างไรครับ
บทที่ ๕ ทำหน้าที่พุทธทาส ประกาศธรรม หน้า ๒๕๒
อาจารย์ครับ แล้วอย่างชุดอบรมนักศึกษาในสวนโมกข์นี้เป็นมาอย่างไรครับ
บทที่ ๕ ทำหน้าที่พุทธทาส ประกาศธรรม หน้า ๒๕๒๒๕๓
ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > สิ่งที่เป็นธรรมโฆษณ์ |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org