|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
๑๒ สรุปความธรรมะเล่มน้อย. ๒๖ มีนาคม ๒๕๒๖
ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๑๒ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง ธรรมะเล่มน้อย ต่อไปตามเดิม, และเนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของภาคนี้ ก็เป็นการกล่าวสรุปข้อความทั้งหมด ที่ได้กล่าวมา. เราได้พูดกันถึงเรื่องธรรมะเล่มน้อย คือข้อความที่เป็นที่สรุปรวมของธรรมะทั้งหลาย เรียกว่าทั้งจักรวาลของธรรมะ เอามาพูดให้เป็นใจความสั้น ๆ ครบถ้วน สะดวกแก่การศึกษาอย่างธรรมดา ๆ ด้วยภาษาธรรมดา ๆ เมื่อจดจำไว้ได้แล้ว ก็จะประกันความฟั่นเฝือ ในการที่จะศึกษาธรรมะทั้งหมดทั้งปวง ในพระพุทธศาสนา. ครั้งนี้เป็นการสรุปข้อความทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบ ขอให้กำหนดให้ดี ๆ คงจะมีประโยชน์. ทุกสิ่งเป็นธาตุ, ปรุงกันจนเกิดจิต.
รรมะเล่มน้อยก็หมายความว่า จะพูดกันให้สั้นที่สุด, รวบรวมมาให้หมดที่สุด พูดไว้ในลักษณะที่มันสั้นที่สุด. ธรรมะทั้งหมดในพระพุทธศาสนาจะมีเท่าไรก็ตาม เราอาจจะพูดได้ด้วยข้อความเพียงสองสามบรรทัด ว่าธาตุตามธรรมชาติ ปรุงแต่งกันจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า จิต นี้บรรทัดที่หนึ่ง. ธาตุทั้งหลายตามธรรมชาติปรุงแต่งกัน จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า จิต; ฉะนั้นอะไร ๆ ก็คือจิต, ทุกอย่างรวมอยู่ที่จิตหรือ คือจิต นี้ละเอียดหน่อย ต้องพูดกันหลายคำ, จากอะไร ๆ ก็คือจิต ก็มาถึงโพธิจิต คือจิตอันสูงสุด, จากโพธิจิต ก็มาถึงนิพพาน เรื่องมันก็จบ. ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า จากธาตุตามธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ก็มาถึงเรื่องจิต, จนอะไร ๆ ก็คือจิต มาถึงโพธิจิต, จากอะไร ๆ ก็คือจิต จนมาถึงโพธิจิต, จากโพธิจิตก็ถึงนิพพาน. สามบรรทัด : จากธาตุถึงจิต, จากจิตทุกชนิดมาถึงโพธิจิต, จากโพธิจิตก็ถึงนิพพาน. นี่ท่านทั้งหลายฟังดูให้ดี สังเกตดูให้ดี ว่ามันสรุปกันเพียงไร เป็นการย่อมากมาย เป็นการย่ออย่างยิ่งเพียงไร. ข้อแรกที่ว่าอะไร ๆ ก็สักว่าธาตุตามธรรมชาติ จะต้องเข้าใจว่า ไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุ ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ : รูปธรรมนามธรรมก็ตาม ล้วนแต่เป็นสักว่าธาตุ. ถ้าพูดกันอย่างชาวบ้านที่สุด ก็ต้องพูดว่า นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งจนถึงพระนิพพาน มันก็คือธาตุด้วยกันทั้งนั้นแหละ; แม้แต่พระนิพพาน ก็คือ นิพพานธาตุ. ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งไม่มีราคาอะไรเลย ก็เป็นเรื่องวัตถุธาตุ, เป็นนามธาตุ เป็นสังขตธาตุ, แล้ว ก็มีอสังขตธาตุคือ นิพพาน. นี้คือคำที่จะต้องจำไว้เป็นหลักว่า มันไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุ ในหลักพระพุทธศาสนานั้น ไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุตามธรรมชาติ. ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะจัดว่าเป็น ตัวตนหรือเป็นของตนได้ เพราะว่ามันเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ. ที่เป็นหลักใหญ่ ๆ ก็ว่ามีอยู่ ๖ ธาตุ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ฝ่ายรูปธาตุ, วิญญาณธาตุ, วิญญาณธาตุนี้เป็น ฝ่ายนาม แล้วก็อากาสธาตุ คือธาตุแห่งความว่าง ซึ่งไม่ควรจะจัดเป็นรูปหรือเป็นนาม แต่เขาก็มักจะจัดกันเป็นนาม. มันไม่ใช่เรื่องจิตที่จะมาจัดเป็นนาม ควรจะเรียกว่าธาตุที่มิใช่รูปมิใช่นาม คืออากาศธาตุ ที่ว่าง. นี่เรียกว่าธาตุทั้ง ๖ ถ้าจะมีนิพพานธาตุมาสงเคราะห์ในกลุ่มนี้ ก็จะสงเคราะห์ในพวกอากาศธาตุคือที่ว่างจากรูปและนาม แต่ก็ไม่มีการจัดหรือการกล่าวไว้ ไม่เคยพบ, บางที่จะพบว่ามีคนจัดอากาสธาตุ ว่าเป็นสังขตธาตุเสียอีก ก็เลยเป็นนิพพานไปไม่ได้. ทั้งนี้เพราะว่าเราเข้าใจความหมายของคำว่าอากาสธาตุนั้นต่างกันมาก คำอธิบายต่าง ๆ ไม่เป็นที่ยุติ, แต่เอาเป็นว่า ให้ธาตุทั้ง ๖ นี้อยู่ในฝ่ายสังขต--ธาตุ. ทีนี้ธาตุนอกไปจากนั้น ก็คืออสังขตธาตุหรือนิพพาน ถ้าไม่เคยรู้เรื่องมาบ้างก่อน ก็คงจะงงหรือฟั่นเฝือ. เอาละจะได้พูดไปตามลำดับ ธาตุ ๖ มีอยู่ตามธรรมชาติ ประกอบกันเข้าเป็นนามและรูป ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม นี้เป็นรูป แล้วก็ธาตุวิญญาณนี้ก็เป็นนาม, อากาสธาตุเป็นที่ตั้งแห่งรูปและนาม มันจึงมีครบ คือธาตุทั้งหลายประกอบกันเข้า แล้วก็มีสิ่งที่เรียกว่ารูปและนามเกิดขึ้นมา : รูปคือฝ่ายร่างกาย, นามคือฝ่ายจิตใจ, แล้วมันก็ฝ่ายจิตใจนั่นแหละ เป็นหลักใหญ่หรือเป็นประธาน ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของคน หรือของสัตว์ หรือเป็นต้นไม้ เป็นต้น, แล้วมันมีธาตุที่มองไม่เห็นตัว เรียกว่า วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่อยู่ในนั้น คือรู้สึกได้ อย่างน้อยก็รู้สึกได้ หรือมีชีวิตได้ และที่ว่ามีที่ว่างเป็นที่ตั้งแห่งธาตุทั้งปวง นี้ก็ฟังยากสำหรับคนที่ไม่เคยศึกษา. แต่จะพูดได้ง่าย ๆ ว่า มันต้องที่มีว่าง มันจึงมีอะไรเข้าไปตั้งอยู่ที่นั่นได้; เหมือนก้อนหินก้อนนี้ มันจะมาวางอยู่ตรงนี้ มันต้องมีที่ว่าง. นี่เรียกว่า วัตถุมันก็ตั้งอยู่ที่ที่ว่างจากวัตถุ ถ้าเป็นนามเป็นจิตมันก็ต้องตั้งอยู่ ที่ที่ว่างจากนามหรือจากจิต ต่างก็มีที่ว่าง ให้เป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งปวง. คำว่าความว่างนี้เป็นคำประหลาด มีความหมายที่ยักย้ายได้หลายอย่างหลายประการ แล้วกลายเป็นสิ่งที่มีค่า; ถ้ามันไม่มีที่ว่าง ให้สิ่งใดมาตั้ง มันก็มาตั้งไม่ได้ มันก็ไม่มีอยู่; เช่นว่าโลกนี้มันก็ ตั้งอยู่บนความว่าง, ถ้าไม่มีที่ว่างให้ตั้ง โลกนี้มันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ มันก็ไม่มี, หรือดูกันง่าย ๆ ภาชนะทั้งหลาย เป็นถ้วย เป็นชาม เป็นโอ่ง เป็นอ่าง เป็นไห เพราะมันมีที่ว่างอยู่ในนั้น มันจึงใช้ประโยชน์ได้ คือใช้ใส่ของอื่นได้ ถ้าว่าถ้วยชามโอ่งไหมันไม่กลวง มันไม่มีที่กลวงเป็นที่ว่าง มันก็ใช้ใส่ของอื่นได้ ถ้าว่า ถ้วยชามโอ่งไหมันไม่กลวง มันไม่มีที่กลวงเป็นที่ว่าง มันก็ใช้ใส่อะไร ไม่ได้ มันก็ไม่มีราคาเลย. ฉะนั้นเพราะความที่มันมีกลวง มีที่ว่าง มีความกลวง ว่าง มันจึงมีประโยชน์ใช้ใส่อะไรได้. นี่ท่านทั้งหลายต้องรู้จักไว้เสียด้วยว่า แม้ความว่างความกลวงที่ไม่มีอะไรนั้นน่ะ มันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญ จึงจัดไว้ว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, เรียกว่าธาตุว่าง จะดูกันไปที่สิ่งอื่นก็ได้ แต่ไม่ใช่เรื่องของเรา มาดูกันที่เรื่องตัวเราดีกว่า. คน ๆ หนึ่งที่สมมติว่าคน ๆ หนึ่งนี้ ก็คือมี ดิน น้ำ ไฟ ลม มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แล้วก็มีธาตุใจ คือธาตุจิต, แล้วก็มีธาตุว่าง เพื่อให้ธาตุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งอยู่ได้. ในคน ๆ หนึ่ง โดยสมมตินี้มันประกอบอยู่ด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุจิต คือธาตุวิญญาณ แล้วก็ธาตุว่าง, ฟังดูก็แปลก. ถ้าเราแยกร่างกายนี่เป็นปรมาณู มันก็ทุก ๆ ปรมาณู มันก็ต้องตั้งอยู่บนที่ว่างสำหรับมัน, จิตมันก็ต้องตั้งอยู่บนธาตุว่างจากจิต มันจึงมีจิตปรุงแต่งหรือเกิดขึ้นมาได้. ฉะนั้นธาตุว่างนี้ถ้ายังไม่รู้จัก ก็ควรจะรู้จักกันเสียใหม่ เป็นสิ่งที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ แม้เราจะไม่เชื่อตามพระคัมภีร์ เราก็พอจะมองเห็นได้ ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง. เอาละ, เป็นอันว่า เพราะมี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แล้วก็ธาตุจิต แล้วก็ธาตุว่าง มันประกอบกันอยู่อย่างสนิทสนม ถูกเรื่องของธรรมชาติ มันก็เลยเกิดเป็นคนขึ้นมาคนหนึ่ง คือเราทั้งหลายแต่ละคนแต่ละคน. นี้เรียกว่าธาตุธรรมชาติ ประกอบกันขึ้นเป็นนามรูป คือกายกับใจ, แล้วก็มีสิ่งที่เรียกว่าจิต หรือใจนั่นแหละ เป็นประธานในกลุ่ม, นี้ขั้นที่สอง. นี้อะไร ๆ ก็เป็นเรื่องของจิต ที่เป็นประธานทั้งนั้นแหละ อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา จนถึงระดับที่เรียกว่า โพธิจิต. ขั้นที่สามโพธิจิต คือจิตที่เบิกบานแล้ว ถึงความรู้แจ้งเป็นโพธิแล้ว. โพธิจิตนี้ เจริญจนถึงกับว่ารู้จัก หรือเข้าถึงซึ่งนิพพาน ซึ่งเป็นธาตุอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน, เรียกว่านิพพานธาตุ นิโรธธาตุก็เรียก. จิตลุถึงนิพพานธาตุ คือลุถึงธาตุชนิดที่ไม่มีการ ปรุงแต่ง ไม่เปลี่ยนแปลง แล้วก็ไม่มีความทุกข์; ใช้คำว่าธาตุเสมอ กันหมด พอถึงนิพพาน เรื่องมันก็จบ. ธาตุทั้งปวงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ, ปรุงแต่งกันเข้า เป็นสิ่งที่เรียกว่า ร่างกายและจิตใจ ของสิ่งที่มีชีวิต เป็นคน ๆ หนึ่ง หรือเป็นสัตว์ตัวหนึ่ง, แล้วก็จิตนี้ได้รับการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอย่างถูกวิธี มันก็เจริญงอกงามสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึงเป็นโพธิจิต รู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงได้ แล้วลุถึงนิพพานธาตุ เป็นที่ดับแห่งทุกข์ทั้งปวงได้, แล้วเรื่องมันจบ. นี่เรียกว่าทั้งหมดแห่งเรื่อง ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี ก็เรียกว่าทั้งหมดแห่งเรื่องหรือจักรวาลของธรรมะ มันมีเท่านี้ : ธาตุตามธรรมชาติปรุงแต่งขึ้นเป็นจิต, จิตจะเจริญเรื่อย ๆ ไป ได้อาศัยร่างกาย กายกับจิตนี้มันทิ้งกันไม่ได้ แต่ว่าส่วนใหญ่มันอยู่ที่จิต, จิตมันเจริญเรื่อย ๆ ไปจนถึงนิพพาน เรื่องจบ. ตัวตนไม่มี แต่จิตโง่ยึดถือเป็นตน.
ม่มีตัวตนที่ตรงไหน : กายก็ไม่ใช่ตัวตน, จิตก็ไม่ใช่ตัวตน, แม้แต่นิพพานก็ไม่ใช่ตัวตน, เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า มันเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ จิตมันไม่ใช่ตัวตน แต่มันมีความโง่คิดเอาเอง ว่าเป็นตัวตน นี่ตอนที่สำคัญ ปัญหามันเกิดอยู่ตรงที่ว่า จิตทั้งที่มิใช่ตัวตน คือมันเป็นเพียงสักว่าธาตุตามธรรมชาติ; แต่แล้วมันได้รับธาตุโง่ ธาตุอวิชชา อวิชชาธาตุเข้าไปปรุงแต่งจิต จิตจึงเกิดความคิดเป็นตัวตน, ยึดถือเอาว่าเป็นตัวตน เอานั่นเอานี่เป็นตัวตน เอาตัวมันเองเป็นตัวตน แล้วแต่โอกาส. แต่ว่ามันเนื่องด้วยจิตทั้งนั้นแหละ ที่มันจะเอามายึดเป็นตัวตนได้, พอจิตมันโง่ขนาดนั้น มียึดถืออะไรเป็นตัวตน มันก็ยึดถือ คือจับฉวยขึ้นมายึดถือ, เมื่อจับฉวยขึ้นมายึดถือไว้มันก็หนัก นั่นแหละคือ ความทุกข์. ความทุกข์ทั้งปวง มันเกิดมาจากความยึดถือ, ความยึดถือด้วยจิต ไม่ได้หมายถึงว่ายึดถือด้วยมือ. ถ้าเป็นเรื่องร่างกายมันก็ยึดถือด้วยมือ เป็นเรื่องของจิตมันก็ยึดถือด้วยจิต, คือสำคัญมั่นหมายว่าตัวตน สำคัญมั่นหมายว่าของตน. นี้คือจิตโง่ที่ประกอบไปด้วยอวิชชาธาตุ, ธาตุจิตมาประกอบด้วยอวิชชาธาตุ ไม่รู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ก็ยึดถือตามธรรมชาติ. ตอนนี้ก็พอจะมองเห็นได้ง่าย ๆ เช่นว่าพอจิตมันได้สิ่งที่ต้องการมากิน กินของอร่อยอยู่ จิตได้รับอร่อยจากของที่กินอยู่ มันก็ปรุงความคิดต่อไปว่า กูอร่อย คือมีตัวตนสำหรับเป็นผู้อร่อย แล้วถือเอาความอร่อยว่าเป็นความอร่อยของกู. ที่จริงมันเป็นจิตล้วน ๆ มันไม่ใช่ตัวตนอะไร, แต่มันมีความโง่ คืออวิชชามาก, พอมันได้เห็นสวย ๆ หรือได้ฟังเพราะ ๆ ได้กลิ่นหอม ๆ หรือว่าได้กินอร่อย, หรือได้สัมผัสที่นิ่มนวลสบายที่สุด, หรือได้ความคิดที่สบายที่สุด, มันได้ความอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นต้นนี้, ความคิดของจิตก็งอกออกมาเอง เกิดออกมาเอง ว่ากูอร่อย. นี่ความอร่อยต้องมาก่อน. จิตนั้นสัมผัสความอร่อยแล้ว, มันก็ปรุงแต่งความคิดขึ้นมาว่ากูอร่อย. นี่ตัวกูเพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้เอง, ก่อนนี้ไม่เคยมีตัวกู. เดี๋ยวนี้จิตมันคิดโง่ ๆ ขึ้นมา ยึดถือโง่ ๆ ขึ้นมาว่าตัวกู นี่คือหัวใจของเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่ถ้าไม่รู้ก็ไม่รู้แหละ ถ้าไม่รู้ก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์เพราะเหตุไร; ถ้ารู้มันก็เข้าใจได้ว่า เป็นทุกข์เพราะจิตมันโง่ ไปยึดถือเอาอะไรว่าเป็นตัวตนขึ้นมา; มันก็จะยึดถือตัวเองนั่นแหละก่อน ว่าเป็นผู้อร่อย คือเป็นตัวกูผู้อร่อย, แล้วก็ยึดถือเอาความอร่อยนั้นเป็นของกู. บางทีจิตนั้นมันมีเหตุการณ์ที่เนื่องกันอยู่กับรูป, เช่นรูปเป็นตัวกระทำเหตุการณ์ ไปกระทบไปกระทั่ง มันก็จะเอาตัวร่างกายที่กระทบกระทั่งนั้นว่าเป็นตัวกู, เอาสิ่งที่มากระทบว่าของกู. บางทีจิตมันรู้สึกเวทนา เวทนาสุขหรือทุกข์ก็มีเวทนาอยู่ มันก็เอาจิตที่รู้สึกเวทนาหรือเอาตัวเวทนานั้นแหละว่าเป็นตัวกู, จิตที่รู้สึกเวทนา มันยึดถือตัวเองว่าเป็นตัวกู, เพราะมันมีเวทนาให้รู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ รู้สึกว่าเวทนานี้ก็ของกู. บางทีจิตมันสำคัญมั่นหมายสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ด้วยสัญญา มั่นหมายว่าอย่างนั้นอย่างนี้ : มั่นหมายว่าเป็นคน, มั่นหมายว่าเป็นสัตว์, มั่นหมายว่าเป็นหญิง มั่นหมายว่าเป็นชาย, มั่นหมายว่าเป็นอะไรก็ตาม เป็นบุตรภรรยาสามีอะไรก็ตาม, ก็เรียกว่าสัญญามันมีความมั่นหมาย มันเอาความมั่นหมาย หรือสิ่งที่มั่นหมายคือจิต นั่นแหละว่าเป็นตัวกู, สำคัญอย่างไรก็เป็นสัญญาของกู. บางทีก็มีความคิดนึกอย่างใดอย่างหนึ่งที่เรียกว่า สังขาร, มีสัญญาอย่างไรแล้วก็คิดไปตามเรื่องที่เหมาะสมกับสัญญานั้น ๆ มันก็เกิดความคิดขึ้นในจิต. จิตก็ยึดถือเอาตัวความคิดหรือจิตที่กำลังคิด ว่าเป็นตัวกู, แล้วก็เป็นความคิดของกู. เมื่อมันทำหน้าที่ถึงที่สุดแล้ว มันเป็นสิ่งเดียวกัน คือตัวจิตกับตัวความคิด, มันเข้าเป็นตัวเดียวกัน แล้วเอาเป็นตัวกู, เอารายละเอียดของความคิดเป็นเรื่องต่าง ๆ ว่าเป็นเรื่องของกู. ทีนี้ บางทีบางกรณีจิตมันก็เอาวิญญาณ คือที่รู้แจ้งทางตาว่าเป็นรูปเป็นอย่างไร, รู้แจ้งทางหูว่าเสียงเป็นอย่างไร, เอาวิญญาณที่กำลังรู้แจ้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ว่าเป็นตัวกู ซึ่งเป็นคำสอนอีกฝ่ายหนึ่ง มีลักษณะเป็นตัวตนเป็นสัสสตะ, คือเขาว่าจิตมาทำงานที่ตา, จิตมาทำงานที่หู, จิตมาทำงานที่จมูก, จิตมาทำงานที่ลิ้น, จิตมาทำงานที่กาย, จิตมาทำงานที่มโนทวาร คือจิตคือใจ, จัดให้เป็นตัวเป็นตนเสียเลย. นี้ก็เรียกว่าเอาวิญญาณเป็นตัวตน ในลัทธิอื่นไม่ใช่พุทธศาสนา, เขาสอนเป็นตัวตนจริง ๆ จัง ๆ กันไปเลย. ทีนี้อาจารย์ทางพุทธศาสนาบางคน ก็รับเอามาสอนผิด ๆ ว่าเป็นพุทธศาสนา ว่าสิ่งที่รู้แจ้งที่ตา รู้แจ้งที่หู รู้แจ้งที่จมูก นั้นเป็นตัวตน มีตัวตนมาทำหน้าที่รู้แจ้งที่นั่นอย่างนี้ก็มี. อย่าไปยึดถือเอามา ว่านั้นมันเป็นหลักในพุทธศาสนา, มันเป็นเรื่องความโง่ของจิต; ไปยึดเอาเรื่องรูปเป็นตัวตน, เวทนาเป็นตัวตน, สัญญาเป็นตัวตน, สังขารเป็นตัวตน, วิญญาณเป็นตัวตน, นี่ตัวตนมันก็เกิดขึ้นมา. ที่แท้มันเป็นเรื่องการปรุงแต่งทางจิต ด้วยธาตุต่าง ๆ กัน; สิ่งที่เข้ามาปรุงแต่งจิต; เช่นรูปก็เป็นธาตุ เสียงก็เป็นธาตุ กลิ่นก็เป็นธาตุ รสก็เป็นธาตุ โผฏฐัพพะก็เป็นธาตุ ธัมมารมณ์ก็เป็น ธาตุ, นัยน์ตาก็เป็นธาตุ จมูกก็เป็นธาตุ ลิ้นก็เป็นธาตุ กายก็เป็นธาตุ จิตเองก็เป็นธาตุ. นี่จะเห็นว่าเป็นธาตุ ธาตุ ธาตุไปเสียทั้งหมด ไม่ใช่ตัวตน, จับกลุ่มกันเข้าแล้ว ก็ทำงานตามหน้าที่ได้ แต่ตัวประธานของมันคือจิตนั้นมันยังโง่ได้, แล้วมันเอาอวิชชาธาตุ เข้ามาปรุง ก็เลยเป็นจิตโง่ มันก็เลยมีตัวตนขึ้นมา. อะไร ๆ ก็เป็นเรื่องของจิต.
ะอธิบายตัวอย่างที่ค่อนข้างละเอียดสักหน่อย ละเอียดสักหน่อยหรือละเอียดที่สุด ก็แล้วแต่จะพูด. ที่ว่าอะไร ๆ ก็คือจิต; เมื่อมีการเห็นรูปด้วยตา ถูกแล้วจิตนั่นแหละทำหน้าที่ที่ตา, แล้วก็มีการเห็นรูป เพราะว่า ตานี้มันกระทบกันเข้ากับรูป, รูปมากระทบตา เกิดจักษุวิญญาณ คือจิตที่เห็นรูป เห็นแจ้งรูป รู้แจ้งรูปว่าเป็นอย่างไร. เราจึงพูดได้ว่า ผู้ที่เห็นรูปก็คือจิต; แต่อย่าเพ่อเอาเป็นตัวตน มันเป็นจิตตามธรรมชาติ เห็นรูปก็จิตเป็นผู้เห็น. ทีนี้ การเห็นรูปนั้น คือจิตกำลังทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ; เมื่อรูปมาถึงตา มีจิตทำหน้าที่เห็น. ตัวการเห็นนั้นคือตัวจิตที่กำลังทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ; เพราะว่าจิตมันทำหน้าที่อย่างนั้น ในกรณีที่เกี่ยวกับรูป คือตา ฉะนั้นการเห็นก็คือจิตที่กำลังทำหน้าที่. ทีนี้สิ่งที่ถูกเห็น เช่นว่าเห็นต้นไม้อย่างนี้; นั้นคือต้นไม้ต้นหนึ่งที่จิตสร้างขึ้นในวิถีแห่งจิต, ไม่ใช่ต้นไม้ต้นนี้มันเข้าไปในตา, ไม่ใช่. แต่ว่าจิตนั้นมันได้สร้างภาพชนิดนี้ เหมือนที่เห็นข้างนอกนี้ขึ้นในภาย ใน. ระบบของจิตมันจึงเกิดเห็นต้นไม้ต้นนี้, แล้วต้นไม้ต้นที่จิตเห็นนั้น คือต้นไม้ที่จิตสร้างขึ้น ไม่ใช่ต้นไม้ต้นนี้. ฟังดูให้ดี เป็นต้นไม้ที่จิตมันสร้างขึ้นตามวิถีทางของจิต เห็นอยู่ในจิต. ฉะนั้นสิ่งที่ถูกเห็นก็คือ จิตอีกเหมือนกัน. พูดอย่างนี้คนธรรมดาคงไม่เชื่อ หรือว่านักวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายวัตถุก็คงไม่เชื่อ; เพราะเขารู้กันแต่เรื่องวัตถุ, แต่ถ้าเรื่องของจิตแล้วมันกลายเป็นว่า อะไร ๆ ก็คือจิตไปหมด. ผู้เห็นก็คือจิต การเห็นก็คือจิต สิ่งที่ถูกเห็นก็คือจิต มันถึงขนาดนั้น. นี่เรียกว่า เรื่องของจิต อะไร ๆ ก็คือจิต. ทบทวนอีกทีหนึ่งก็ได้ว่า ตาถึงเข้ากับรูป ก็เกิดจักษุวิญญาณ มีการเห็นรูป; ผู้เห็นก็คือจิตหรือจักษุวิญญาณ. ทีนี้การเห็นก็เมื่อเกิดจักษุวิญญาณชนิดนี้แล้ว มันก็ทำหน้าที่ของมันเป็นการเห็นตามธรรมชาติ, คือจิตที่อยู่ในหน้าที่ของจิต ก็มีการเห็น คือการกระทำที่เรียกว่าการเห็น. ดังนั้นการเห็นก็คือจิต จิตที่ทำหน้าที่อย่างนั้น หรือการกระทำของจิต เป็นตัวจิตนั่นแหละ เรียกว่าเป็นการเห็น. ทีนี้ สิ่งที่ถูกเห็น ก็คือสิ่งที่จิตมันสร้างขึ้นเพราะการเห็นนั้น, เป็นเรื่องของจิต ในภายในมันก็เห็นสิ่งที่เข้าไปกระทบจิต จิตรู้สึก นั้นมันก็คือสิ่งที่ จิตสร้างขึ้น ของข้างนอกนี้มันเข้าไปในนั้นไม่ได้ แต่มันไปสร้างภาพ ขึ้นได้ใหม่ เปรียบเหมือนหนึ่งว่าที่เครื่องรับภาพของกล้องถ่ายรูป, มันสร้างภาพขึ้นมาได้ในนั้นแล้วมันก็เห็น. นี้มันเลยไม่มีอะไรเหลือ ดอก มันกลายเป็นเรื่องจิตไปหมด ผู้เห็นก็คือจิต การเห็นก็คือจิต สิ่งที่ถูกเห็นก็คือจิต. ในเรื่องของหูก็เหมือนกัน; ผู้ได้ยินก็คือจิต, การได้ยินก็คือจิต สิ่งที่ถูกได้ยินก็คือจิต. จมูกกลิ่น ผู้รู้กลิ่น ก็คือจิต, การรู้กลิ่นก็คือจิต กลิ่นที่ถูกรู้สึกก็คือจิต. ทีนี้ก็รส ผู้รู้รสก็คือจิต การรู้รสก็คือจิต รสที่ถูกรู้สึกรู้จักก็คือจิต. นี้สัมผัสผิวหนังนี่ ผู้สัมผัสก็คือจิต การสัมผัสก็คือจิต สิ่งที่ถูกสัมผัสก็คือจิต. ทีนี้ เรื่องของจิตเอง จิตที่รู้อารมณ์ การรู้อารมณ์ อารมณ์ที่ถูกรู้ มันก็เป็นเรื่องของจิต, คือตัวจิตชนิดหนึ่งในลักษณะหนึ่งในขณะหนึ่ง. ฉะนั้นคำพูดว่า อะไร ๆ ก็คือจิตนี้ เป็นคำพูดครอบจักรวาล; ถ้าเข้าใจก็เข้าใจ, ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ, จะโทษอาตมาว่าพูดบ้า ๆ บอ ๆ ไม่รู้เรื่อง ก็ได้เหมือนกันแหละ. มันไม่มีทางพูดเป็นอย่างอื่น, มันมีทางพูดแต่อย่างนี้ แล้วไม่รู้จะพูดอย่างไรอีก. ขอให้ไปใคร่ครวญ ดูเองบ้าง เพื่อจะเข้าใจว่า อะไร ๆ ก็คือจิต. ฉะนั้นเราก็มีแต่สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่รู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทุกอย่างมันก็เป็นเรื่องของจิต หรือเป็นเรื่องจิตโดยตรง. พระพุทธเจ้าในชั้นลึก ก็คือจิตที่รู้ธรรมะ เป็นพระพุทธเจ้า, ธรรมะก็คือสิ่งที่จิตรู้จนกลายเป็นจิตเสียเอง, พระสงฆ์ก็คือจิตที่รู้ตามพระพุทธเจ้า. ดู มันไม่มีเรื่องอื่น นอกจากเรื่องของจิต : พระพุทธเจ้าคือจิตที่รู้ตรัสรู้, สิ่งที่ตรัสรู้ก็คือ สิ่งที่ปรุงขึ้นด้วยจิต ในจิต โดยจิต เป็นจิตชนิดนั้นอยู่ ในความรู้สึกของจิต นั่นคือธรรมะที่ตรัสรู้, พระสงฆ์ทั้งหลาย ก็คือจิตทั้งหลายที่รู้ตามอย่างเดียวกัน. ผลที่จิตปรุงมี ๔ ลักษณะ.
นี้ถ้าจะมาดูที่ผลที่เกิดขึ้น เป็นบุญเป็นบาป เป็นอะไรเหล่านี้ มันก็เป็นเรื่องของจิต. ในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่าบาปเพราะมันผิด คือมันไม่ถูกและเป็นทุกข์, ถ้าเป็นเรื่องอย่างนี้ก็เรียกว่าบุญ เพราะมันไม่ได้เป็นทุกข์ มันรู้สึกเป็นสุข. หรือว่าแม้แต่ว่าไม่หวั่นไหว ไม่จัดเป็นบาปเป็นบุญ เขาเรียกว่าอเนญชา, อย่างนี้มันก็ยังเป็นเรื่องของจิต, หรือว่ามันอยู่เหนือโลก มันขึ้นพ้นอำนาจของสิ่งเหล่านี้ เรียกว่า เหนือโลก มันก็ยังคือจิต. ฉะนั้นจึงมีคำเรียกจิตนี้ต่าง ๆ กัน เป็นกามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต โลกุตตรจิต; มันไม่มีอะไรที่มิใช่จิต. ทีนี้อยากจะให้สังเกตตามลำดับกันอีกแนวหนึ่ง เพื่อให้รู้ทีเดียวหมด ทั้งหมดจะมีคำสัก ๔ คำ, คอยจำให้ดีว่า ๔ คำ คือ คำว่า บาปคำหนึ่ง คำว่าบุญคำหนึ่ง คำว่าอเนญชาคำหนึ่ง คำว่าโลกุตตระอีกคำหนึ่ง. คำว่าบาปคือจิตที่ต้องใช้คำว่า ที่มันเลว ที่มันผิด ที่มันเป็นทุกข์, หรือมันเป็นชั่ว นี้เรียกว่าบาป. บุญถูกความต้องการในโลกอย่างโลก ๆ เป็นสุขอย่างโลก ๆ เป็นสุขของคนโง่ที่มีกิเลสก็เรียก ว่าบุญ. ทีนี้มาถึงตอนหนึ่ง มันสลัดความหมายของคำว่าบาปว่าบุญออกไปอยู่คล้าย ๆ กับว่าไม่มีบาปไม่มีบุญ เขาเรียกว่า อเนญชา แปลว่าไม่หวั่นไหวตามความหมายของคำว่าบาปว่าบุญ, โดยเฉพาะเจาะจง ก็หมายถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ จะเป็นอเนญชาอย่างยิ่ง, หรืออรูปฌานทั้งหมดเป็นอเนญชาอย่างยิ่ง. บางอาจารย์ขยายความต่ำลงมาถึงจตุตถฌานว่า ก็เป็นอเนญชาด้วยเหมือนกัน. ถ้าบาปมันเผ็ด ถ้าบุญมันหวาน, แล้วแต่จะใช้คำไหนนะ. ถ้าว่าบาปมันขม ถ้าบุญมันหวาน; แต่ถ้ามันไม่บาปไม่บุญไม่ขมไม่หวาน นั่นแหละมันจะมีความหมายแห่งอเนญชา, เป็นจิตที่เป็นสมาธิ ไม่สนใจกับบุญกับบาป พวกนี้เป็นอเนญชา, แต่มันยังมีความรู้สึกในเวทนาในสัญญาในอะไรอยู่. ที่มันสูงขึ้นไปจากนั้นอีก ก็เป็นโลกุตตระ, ขึ้นเหนือโลกเหนือความหมายแห่งโลก เหนือคุณค่าของ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ เรียกว่า โลกุตตระ. เพราะคำมันแปลกหรือใหม่ บางทีจะไม่เข้าใจ ย้ำกันอีกทีหนึ่งก็ได้ว่า ที่เลวที่สุดนั้นคือบาป จิตผิดจิตชั่ว, สูงขึ้นมาคือบุญ จิตถูกหรือจิตดี ตามความหมายอย่างโลก ๆ ตรงกันข้ามกับบาป, ทีนี้อีกทีเป็นอเนญชาไม่บุญไม่บาป, แต่ก็ยังเป็นสังขารอันหนึ่ง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. นี่ไม่ค่อยจะพูดถึงกัน ไม่ค่อยจะรู้จักกัน ระบุเอาอรูปฌานเป็นหลัก นี้ไม่บุญไม่บาป ไม่มีความรู้สึกบุญหรือบาป คือ-มันเฉยไปได้เหมือนกับว่าไม่หวานไม่ขม. ถ้าขมก็เป็นบาป, ถ้าหวานก็เป็นบุญ, ที่ไม่หวานไม่ขมมันก็มีอยู่ นี้ให้มันเป็นอเนญชา. แต่ถ้าหมดพ้นไปจากนี้ คือมันไม่มีการปรุงแต่งเลยแล้วก็เรียกเป็น โลกุตตระ; รู้จักสิ่ง ๔ สิ่งนี้ คือรู้จักทั้งหมดไม่ยกเว้นอะไรผู้ใดรู้จัก สิ่งทั้ง ๔ สิ่งนี้ ผู้นั้นก็จะรู้จักหมดทุกสิ่งไม่มีอะไรเหลือ. ถ้าจะให้มันง่ายเข้าเราก็มาดูตรงที่สมมติโดยภาษาคน. นี้มันพูดภาษาธรรมนะ ที่ว่านี้ เรื่องบาป เรื่องบุญ เรื่องอเนญชา เรื่องโลกุตตระ. ทีนี้มาดูโดยภาษาคน ก็จะมีสัก ๔ ชนิด ๔ ระดับ เหมือนกัน ว่า : นรก นรกเลวมากต่ำมาก. แล้วก็สูงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งก็คือมนุษย์, มนุษย์นี้มันดีกว่านรก. ทีนี้สูงขึ้นไปกว่ามนุษย์ก็คือ เทวดาเทพ กระทั่งชั้นพรหม ก็คือเทพ. ทีนี้สูงขึ้นไปอีก ก็คือนิพพาน. นี้ถ้าพูดให้เป็นสมมติ เหมือนกับว่าเป็นวัตถุเป็นโลก เป็นอะไรขึ้นมา : โลกนรกต่ำสุด, สูงขึ้นมาเป็นโลกมนุษย์ คือผิวดินนี้, ทีนี้สูงขึ้นมาอีกเป็นเทวดา เทวดาใน ๖ ชั้นนั้นก็ดี รูปพรหมก็ดี อรูปพรหมก็ดี เขาเรียกว่าเทพ เทวดาไปหมด, พ้นไปอีกก็มีแต่นิพพาน, พ้นพรหมโลกไปอีกก็มีแต่นิพพาน. ต่ำสุดคือนรก, สูงขึ้นมาถึงผิวดินคือมนุษย์, สูงขึ้นไปบนฟ้าเรียกว่าพวกเทพพวกเทวดา, พ้นนั้นหมดเลยก็เรียกว่านิพพาน. ใต้ดิน ผิวดิน บนฟ้า แล้วอวกาศ พูดเป็นอย่างนักวิทยาศาสตร์เสียหน่อยว่าใต้ดิน แล้วบนดิน แล้วบนฟ้า แล้วก็ออกไปจากนั้นก็คืออวกาศ คือที่ว่าง สุญญากาศหรือที่ว่าง. นี้ก็พอจะเทียบกันได้ง่าย ๆ นะ ใต้ดินคือนรก บาป, ที่ผิวดิน นั้นคือบุญ หรือมนุษย์หรือ เทวดาชั้นที่ต่ำ ๆ; พวกที่ยังอยู่ในกามารมณ์แม้จะเป็นเทวดา เขาก็เรียกว่า พวกบุญนี้เหมือนกัน, ถ้ามันเก่งกว่านั้น มันเป็นพวกอเนญชา แต่ก็เรียกว่าเทวดาเหมือนกัน. สูงจากนั้นเป็นนิพพาน. พวกใต้ดินคือนรก, พวกผิวดินคือมนุษย์, พวกบนฟ้าคือพวกเทวดาทั้งหลาย, อวกาศนอกออกไปจากอากาศนี้เป็นสุญญากาศเป็นอวกาศนั่นน่ะ คือนิพพาน, เปรียบนะไม่ใช่ว่าเป็นตัวจริง, เปรียบเทียบให้เห็น. นี่พูดเป็นคำเปรียบในภาษาคน มันก็ได้เป็น ๔ ชั้น, ใต้ดิน บนดิน บนฟ้า แล้วก็อวกาศโน่นเลย. ทั้งหมดนั้นก็ไม่มีอะไรนอกไปจากจิต, ไม่มีอะไรนอกไปจากจิต ที่มันอยู่ในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน. ที่มันอยู่ใต้ดินหรือผิวดินหรือบนฟ้านี้ เรื่องบาป เรื่องบุญ เรื่องอเนญชา เรื่องมนุษย์และเทวดานี้ อย่างนี้ก็เรียกว่ามันเป็นสังขตธาตุ, คือธาตุที่มีการปรุงแต่งได้. ทีนี้นอกออกไปจากอวกาศ ในภาษาธรรมะ คือนิพพาน มันก็เป็นอสังขตธาตุคือเป็นธาตุ ที่ปรุงแต่งไม่ได้, อะไรปรุงแต่งไม่ได้. ธาตุทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมดทั้งสิ้น แยกได้เป็นสองพวก : พวกหนึ่งมีอะไร ๆ ปรุงแต่งได้, หรือมีการปรุงแต่ง; พวกหนึ่งไม่มีอะไรปรุงแต่งได้, คือไม่มีการปรุงแต่ง. จากสังขตะไปสู่อสังขตธาตุ เป็นเรื่องของจิต.
อามาจับกลุ่มกันก็ว่า เรื่องบาป เรื่องบุญ เรื่องอเนญชานี้ เป็นสังขตธาตุ, เป็นธาตุที่มีปัจจัยปรุงแต่ง. ส่วนเรื่องนิพพานนั้นเป็นอสังขตธาตุ คือ ธาตุที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง, ไม่มีการปรุงแต่ง. ที่มันวนเวียนอยู่ในกองทุกข์นี้ ก็คือธาตุที่มีปัจจัยปรุงแต่ง มีการปรุงแต่ง; ถ้าหยุดการปรุงแต่งเหล่านั้นเสีย ไม่เกี่ยวกับการปรุงแต่ง มันกลายเป็นอสังขตธาตุ, แล้วเป็นดับทุกข์สิ้นเชิง. ถ้ามันมีการปรุงแต่งอยู่ มันก็เป็นทุกข์ไปเรื่อย ๆ ตามการปรุงแต่ง; ท่านระบุเอาการปรุงแต่งนั่นแหละว่าเป็นตัวความทุกข์, หยุดการปรุงแต่งเสีย เป็นความสุขอย่างยิ่ง; เป็นบาลีว่า เตสํ วูปสโม สุโข เมื่อสวดบังสุกุลชัก อนิจจาคนตายจะได้ยินคำว่า เตสํ วูปสโม สุโข ระงับเสียซึ่งสังขาร เหล่านั้นเป็นความสุข คือไม่มีการปรุงแต่งนั้นน่ะ เป็นความสุขมีความสุข. ถ้ายังมีการปรุงแต่งอยู่ยังมีความทุกข์; แต่แล้วมันก็คือธาตุ ธาตุที่ปรุงแต่ง, ธาตุที่ไม่ปรุงแต่ง. ถ้าเราจะพูดให้สั้นที่สุด ก็พูดได้คำสองคำว่า จากสังขตธาตุไปสู่อสังขตธาตุ มันมีเท่านี้. เรื่องของจิตทั้งหมดมันมีเพียงว่า จากสังขตธาตุไปสู่อสังขตธาตุ. จิตเป็นธาตุตามธรรมชาติ แล้วเป็นพวกสังขตธาตุ คือปรุงแต่งได้. ทีนี้จิตได้รับการปรุงแต่ง มีการปรุงแต่งอยู่เรื่อย, ปรุงแต่งอยู่เรื่อย ๆ กว่าจะเป็นโพธิจิต. ทีนี้มันก็ข้ามไปสู่ฝ่าย อสังขตธาตุ. ฉะนั้นเราพูดได้สั้น ๆ ว่า เรื่องของจิตนั้นไม่มีอะไร นอกจากว่า จากสังขตะไปสู่อสังขตะมีเท่านั้นแหละ. แต่คำเหล่านี้ไม่เคยได้ยิน เดี๋ยวก็ฟังไม่ถูก แล้วก็เลิกกัน; จะพูดให้สั้นก็ว่า จากทุกข์ ไปสู่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. เรื่องของจิตอันยืนยาวกว้างขวาง มันไม่มีอะไรนอกจากพูดว่าจากความทุกข์ ไปสู่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. ธรรมะทั้งหมด ๘ หมื่น ๔ พันธรรมขันธ์หรือเท่าไรก็ตาม มันมีย่อ ๆ สั้น ๆ เพียงว่า จากความทุกข์ไปสู่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์; ถ้าพูดโดยปรมัตถ์หน่อยก็พูดว่า จากสังขตะไปสู่อสังขตะ เรื่องมันมีเท่านั้น. อะไร ๆ มันก็เป็นสักแต่ว่าจิตแล้วมันมีอาการ คือจากสังขตะแล้วไปสู่ อสังขตะ, แล้วเรื่องมันก็จบ นี่คือความหมายของคำว่าธรรมะเล่มน้อย ธรรมะเล่มน้อย ธรรมะเล่มจิ๋ว มันมีพูดได้เพียงไม่กี่คำ. อย่าลืมทบทวนที่พูดทีแรก ว่าจากธาตุตามธรรมชาติปรุงแต่งกันมา มีจิต, อะไร ๆ ก็คือจิต จนกว่าจะมีโพธิจิต. ครั้นมีโพธิจิตแล้วก็มาถึงนิพพาน เลิกกัน ๆ จบกัน. ยักษ์ตายเรื่องจบ, เรื่องมีอย่างนี้ จากทุกข์ไปสู่ความดับทุกข์ มันมีอย่างนี้. แนวปฏิบัติจากสังขตะสู่อสังขตะเทียบกับพฤกษาแห่งชีวิต.
นี้พูดให้มันมากอีกก็ได้ พูดให้มันรำคาญเล่นให้มันมากอีกก็ได้ ก็จะต้องพูดว่า ปฏิบัติกันอย่างไร จึงจะจากสังขตะไปสู่อสังขตะ หรือจากทุกข์ไปสู่ความดับทุกข์ ปฏิบัติกันอย่างไร? อาตมาจะพูดว่า ปฏิบัติเหมือนกับปลูกต้นไม้ ๕ ต้น ปลูกต้นไม้ ๕ ต้น, จะพูดไปทีละต้น การปฏิบัติตั้งแต่ต่ำสุดตั้งต้นที่สุดไปถึงจุดสูงสุด คือนิพพานนั้น จากขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งไปถึงนิพพานนั้น เราจะมีการปฏิบัติ เปรียบเหมือนกับว่าเราปลูกต้นไม้ ๕ ต้น. ต้นที่หนึ่งเป็นเรื่องร่างกาย เรียกว่ากายพฤกษา, พฤกษาทางกาย ปลูกให้มันถูกต้อง ทางกายหรือสิ่งที่เนื่องด้วยกาย ออกแต่ชื่อก่อนนะ. ต้นที่สองมันเป็นเรื่องของจิต เรียกว่าจิตตพฤกษา ต้นไม้ของจิตระดับจิต คือทำให้มันถูกต้องในทางจิต. นี้ปลูกต้นไม้ที่สามคือ โพธิพฤกษา โพธิพฤกษา คือต้นไม้ทางสติปัญญา, ต้องทำให้ถูกต้องทางสติปัญญา; ไม่ใช่ตัวจิตนะ หมายถึงตัวสติปัญญาซึ่งอาศัยจิต. ทีนี้ ต้นที่สี่ เมตเตยยพฤกษา พฤกษาแห่งความเมตตา ได้ ๔ ต้น. เมื่อตะกี้เรียกว่า ๕ ต้น ให้ไปเติมต้นที่ห้า วจีพฤกษาเข้าไปอีกต้นหนึ่งที่จริงก็ไม่อยากจะแยกออกไป เพราะมันอยู่ที่กาย วาจานี้ตามหลักธรรมะชั้นสูง เขาบวกไว้ที่กาย คือมันอยู่ที่พวกกายหรือพวกรูป. ถ้าคุณอยากจะแยกวจีออกไปอีกต้นหนึ่งมันก็ได้ ๕ ต้น, ถ้าไปรวมเสียในกายมันก็เป็น ๔ ต้น. ทีนี้ดูกันโดยรายละเอียด กายพฤกษาความถูกต้องทางกาย จงมีการประพฤติ กระทำ หรือปรุงแต่งก็แล้วแต่จะเรียก, ทางฝ่ายรูปธรรมฝ่ายกายนั้นให้ถูกต้อง กายก็ดี สิ่งที่เนื่องด้วยกายก็ดี เช่นเครื่องใช้ไม้สอยบ้านเรือนอะไรก็ตามนี้ ก็มันเนื่องด้วยกาย อยู่ด้วยกาย กายก็ดี สิ่งที่เนื่องอยู่ด้วยกายก็ดี ทำให้ถูกต้อง ด้วยการประพฤติข้อปฏิบัติในทางกาย. ซึ่งขยายความออกมาถึงทุกอย่างที่เนื่องกับกาย. ถ้าพูดอย่างศีลพระปาฏิโมกข์ ก็ถูกต้องทางมรรยาทที่เนื่องอยู่กับกาย ถูกต้องทางโคจรคือสถานที่ต่าง ๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องด้วย. เราก็ต้องประพฤติให้มันถูกต้องด้วย ที่มาที่ไป, ตลอดถึงวัฒนธรรมประเพณีทั้งหลายที่มันเกี่ยวกับร่างกายภายนอก มันก็ถูกต้องด้วย. ถ้าเราทำสำเร็จตามนี้ ก็เรียกว่า เราปลูกต้นไม้ต้นที่หนึ่งสำเร็จ คือกายพฤกษา เจริญงอกงาม รุ่งเรือง เยือกเย็น ทางด้านกาย ปลูกต้นไม้ต้นแรก กายพฤกษา. ทีนี้ถ้าเราเอา วจีพฤกษา อีกต้นหนึ่ง ไม่รวมกับกายมันก็ถูกต้องทางวาจา หรือสิ่งที่มันมีความหมายอย่างเดียวกับวาจา วาจานี้คือเครื่องสื่อสารติดต่อระหว่างบุคคลก็เรียกว่าวาจา ถ้ามีเราเพียงคนเดียว ก็ไม่ต้องพูดจากับใครก็ได้ วาจามันก็เลิกไปเอง. แต่โดยเหตุ ที่มันมีหลายคน มันก็ต้องมีสื่อสำหรับติดต่อ มันก็คือวาจา; ฉะนั้นวาจาและสิ่งที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกับวาจา คือการสื่อสารใด ๆ ก็ตาม จะเป็นการเขียนรูป เขียนภาพ เขียนอะไรก็ตาม มันก็เป็นพวกวาจาด้วยกันทั้งนั้น ก็ต้องประพฤติถูกต้องตามกฎของวาจา, วจีกรรมที่เป็นกุศลกรรมบถถูกต้องหมด, ตลอดถึงวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีทางวาจา, ถูกต้องหมดทางวาจา ไม่มีโทษทางวาจา ก็เรียกว่าปลูกต้นไม้ต้นนี้สำเร็จ คือวจีพฤกษา แต่ถ้าไม่แยกมันก็รวมอยู่ในคำว่ากายพฤกษา. ทีนี้ต้นถัดมาเรียกว่าจิตตพฤกษา ระบบจิต จิตแม้จะอาศัยอยู่ที่กาย มันก็ไม่ใช่กาย จิตมันก็เป็นจิต แล้วมันยังมีสิ่งที่เนื่องอยู่กับจิตหรือฝ่ายจิต. เราจะจัดอุปกรณ์ของจิต เช่น ระบบประสาท ระบบประสาททั้งหลายนี้ ก็เรียกว่าฝ่ายจิตมีเรื่องสมาธิเป็นหลัก. จิตตพฤกษามีเรื่องสมาธิเป็นหลัก, เจริญสมาธิก็คือเจริญจิต จิตก็เจริญ. สมาธิที่คนเขารู้จักกันนั้น ก็แต่เพียงว่าอยู่นิ่ง ๆ ไม่คิดนึกอะไร. แต่สมาธิแท้ตามความหมายในธรรมะนั้น คือว่าจิตมันบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ไม่มีกิเลสกวน จิตตั้งมั่นไม่มีกิเลสกวน จิตพร้อมที่จะทำหน้าที่ของมัน; นี่เรียกว่าเป็นสมาธิ คือจิตบริสุทธิ์ จิตตั้งมั่น จิตพร้อมที่จะทำหน้าที่ของมัน : อันหนึ่งมันบริสุทธิ์, อันหนึ่งมันตั้งมั่นเข้มแข็ง, อันหนึ่งมันไวต่อความรู้สึก, ก็เรียกว่านี่คือมีสมาธิ; ไม่ใช่ว่าหลับตานิ่ง ๆ ไม่คิดอะไร. อบรมจิตให้มีจิตตพฤกษางอกงาม นี้คือเป็นสมาธิ ปริสุทฺโธบริสุทธิ์, สมาหิโตมั่นมั่น, กมฺมนิโยเป็น active ที่สุด. นี่คือ เรียกว่า จิตตพฤกษาที่ปลูกขึ้นงอกงามแล้ว. ถ้ามองดูที่ผล เพียงแต่เป็นสมาธินี้ก็มีผลมาก คือจะมีความสุขก่อน; ในสมาธินั้นจะมีความสุข, แล้วจะสามารถใช้จิตที่เป็นสมาธิทำปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ได้. แต่นี่ไม่ต้องพูดถึงดีกว่า เพราะว่าไม่ได้มุ่ง หมาย มันเป็นส่วนเกิน; แต่ว่ามันทำได้, ถ้าจิตอบรมดีแล้วมัน ทำปาฏิหาริย์ได้, แล้วก็เป็นจิตที่มีสติสมบูรณ์ ไม่ผิดพลาด รอบคอบ สมบูรณ์ด้วยสติ. จิตที่เป็นสมาธิจะสมบูรณ์ด้วยสติ, แล้วก็เป็นจิต ที่พร้อมที่จะเจริญมรรค ผล นิพพานสูงขึ้นไป, มันออกมาถึงระบอบ วัฒนธรรมประเพณีด้วยเหมือนกันแหละ. วัฒนธรรมนี่แหละถ้าว่า มันนิยมความมีสมาธิ มันก็แสดงออกมาให้เห็นว่า บุคคลเหล่านั้นมี ความเข้มแข็งมั่นคง บริสุทธิ์ นิ่มนวล อ่อนโยน, เป็นมนุษย์ที่มี วัฒนธรรม. นี่เรียกว่ามันมีความถูกต้องในทางจิต เรียกว่าเป็นจิตตพฤกษา. ทีนี้ต้นไม้ถัดไปอีก ก็เรียกว่า โพธิพฤกษา ทีนี้ความรู้แล้ว มาถึงความรู้จิตจะอบรมความรู้ มีความรู้เจริญในจิต. คำว่าความรู้ในทางธรรมะนั้น คือความเห็นแจ้งในภาษาไทยใช้คำว่าความรู้กันอยู่เป็นประจำ; ฉะนั้นขอให้เรารู้จักเปรียบเทียบความต่างกันระหว่างคำ ๓ คำ คือความรู้ เรียนก็รู้; นี้ความเข้าใจ, นี้มันต้องคิด ต้องใช้เหตุผล จึงจะเข้าใจ; นี้ความเห็นแจ้ง นี้คือดูในขั้นสุดท้าย. ในภาษาอังกฤษก็ไปดูเอาเอง ระหว่างความแตกต่างระหว่างคำว่า knowledge, คำว่า understanding, คำว่า realization, คำเหล่านี้คนละความหมายทั้งนั้น ความรู้ แล้วก็ความเข้าใจ แล้วก็ความเห็นแจ้ง. ความรู้ทำเอาได้ด้วยการศึกษาเล่าเรียนธรรมดา, ความเข้าใจนั้นต้องไปใช้เหตุผล ต้องรู้จักคิดรู้จักใช้เหตุผล, ความเห็นแจ้งนั้นมันต้องผ่านสิ่งนั้นไปหมดแล้วโดยทางจิต ไม่อาจจะเรียนโดยทางหนังสือ, และไม่อาจจะประสบได้ด้วยการใช้เหตุผล. คือมันเหนือเหตุผลมันต้องผ่านสิ่งนั้นเข้าไปจริง ๆ เสร็จแล้วจึงจะรู้แจ้งในสิ่งนั้น. นี่เราเรียกว่าความรู้ โพธิ, โพธิ ความรู้ คือความรู้ที่เป็นความเห็นแจ้ง, ไม่เพียงแต่ความเรียนรู้ หรือความเข้าใจ, นั้นมันไม่พอ. ความรู้มันก็ไปจบเอาที่เห็นแจ้งต่อพระนิพพาน; เมื่อจิตอบรมดีแล้วมันก็รู้ ๆ ๆ ๆ จนรู้ความไม่ยึดถือสิ่งใด ๆ ไม่ปรุงแต่งด้วยสิ่งใด ๆ เรียกว่ารู้แจ้งนิพพาน, ใช้คำว่ารู้แจ้งนิพพานดีกว่า. ลักษณะของนิพพาน.
พพานนั้นคือความว่างจากความทุกข์, ว่างจากกิเลส; เมื่อไรเราว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์แม้ชั่วขณะหนึ่งก็เรียกว่า มีนิพพานชนิดชั่วขณะ, มีนิพพานชนิดชั่วขณะ มีได้ตามธรรมชาติ ที่ไม่ได้ทำอะไรนักก็ได้, คือบางเวลาหรือบางคราว เหตุปัจจัยแวดล้อมเหมาะสม, กิเลสไม่เกิดแก่เรา, ความทุกข์ไม่เกิดแก่เรา, จิตของเราสงบเย็นตามธรรมชาติ มีได้ง่ายเมื่อไปนั่งไปอยู่ในที่ที่มันไม่มีสิ่ง ยั่วยุกิเลส. หรือว่าแม้ตามธรรมดา จิตมันก็ต้องการจะหยุดจะพักของมันได้ มันขี้เกียจไปรับอารมณ์ มันก็หยุดได้เหมือนกัน. เมื่อกิเลสไม่เกิด ความทุกข์ไม่เกิด เรียกว่านิพพานชั่วขณะตามธรรมชาติ ซึ่งเราก็มีกันอยู่ด้วยกันทุกคน แล้วก็บ่อย ๆ. ถ้าว่าผู้ใดไม่มีจิตใจสงบเย็นชนิดนี้เสียเลย คนนั้นก็เป็นบ้า, แน่นอนละมันเป็นบ้า และตายแล้ว ไม่ได้มานั่งอยู่. ฉะนั้นมันมีการพักผ่อนของจิตใจในวิธีนี้ พอสมสัดสมส่วนกัน. ไปคำนวณดูเอาเองก็แล้วกันว่า วันคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมงนี้ เรามีจิตร้อนด้วยกิเลสกี่ชั่วโมง, แล้วก็เย็นว่างจากกิเลสกี่ชั่วโมง, แล้วก็ชอบสิ่งนี้ คือว่างจากกิเลส แม้ชั่วคราวนี้ให้มาก ๆ จะได้รู้จักชิมรสของกิเลส และความไม่มีกิเลส เปรียบเทียบกันดู. เวลาที่มีกิเลสร้อนเหมือนกับตกนรก ก็ลองชิมดูซิ, เวลาที่ได้ของอร่อย ๆ เหมือนกับสวรรค์ก็ลองชิมดู เวลาที่มันไม่มีกิเลส ไม่มีสิ่งรบกวนเลย ก็ชิมดู, มันจะรู้จักเปรียบเทียบระหว่างมีกิเลสกับไม่มีกิเลส. ชีวิตที่เยือกเย็นในโลกนี้ เป็นชีวิตที่เยือกเย็นอยู่ในโลกนี้ ก็สังเกตศึกษาให้มาก; จะเอามาจัดไว้เป็นขบวนธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรมก็ได้; ครอบครัวนี้แต่ละคนมีความเยือกเย็น เพราะเขาอยู่กันอย่างชนิดที่กิเลสเกิดยาก, กิเลสไม่ค่อยรบกวน มันเป็นชีวิตที่เยือกเย็น. นั่นแหละคือนิพพานตามธรรมชาติ, นิพพานชั่วคราวตามธรรมชาติ. ทีนี้ถ้าว่าปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา อบรมจิตจนถึงนิพพาน สมบูรณ์ คือสิ้นกิเลส สิ้นอาสวะ สิ้นอนุสัย มันไม่กลับมีกิเลสอีกได้ นี้เป็นนิพพานแท้ นิพพานขั้นสมบูรณ์แบบ. อันนี้ไม่อยู่ในรูปของ วัฒนธรรมหรือประเพณี, มันไปอยู่ในรูปของธรรมะในขั้นสูงสุด บรรลุแล้วก็เป็นพระอรหันต์ไปเลย, นี่นิพพาน ความที่ไม่ปรุงแต่ง ภาวะที่ไม่ปรุงแต่ง, ลักษณะที่ไม่ปรุงแต่งของกิเลส และไม่เกิดความทุกข์ เป็นนิพพานสมบูรณ์. จะเป็นนิพพานชนิดไหน ก็เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ. นิพพานชั่วคราวเรียกว่าสามายิกนิพพาน นี้ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ ชนิดหนึ่ง. นิพพานแท้จริงเป็นสอุปาทิเสสนิพพาน หรืออนุปาทิเสสนิพพานก็ตาม มันก็เป็นธาตุตามธรรมชาติอยู่นั่นเอง; แม้แต่นิพพานก็เป็นธาตุ สักว่าธาตุตามธรรมชาติ เอามาเป็นตัวตนไม่ได้. นี่โพธิพฤกษ์ของเรานี้ มันอบรมกันไปจนถึงบรรลุนิพพาน โพธิพฤกษานั้น พอกพูนเจริญเลี้ยงรักษา เจริญงอกงาม จะแตกใบ ออกดอก ออกผล เป็นนิพพาน. นี้เรื่องมันจบแล้ว สำหรับส่วนบุคคลนั้น; แต่เรื่องยังไม่จบสำหรับสังคมหรือหลายคน เพราะว่าความทุกข์หรือปัญหานี้ มันไม่ใช่มีแต่สำหรับคนคนเดียว มันมีความทุกข์หรือมีปัญหาของสังคมด้วย. เราอยู่โดยไม่มีสังคมนั้นมันอยู่ไม่ได้; เพราะว่าธรรมชาติมันจัดให้มาอย่างนั้น. เราจะมาขืนอยู่คนเดียวไม่มีใครนี้ มันทำไม่ได้ อยู่ไม่ได้, ดังนั้นเราจึงต้องมีสังคม และอยู่กันเป็นสังคม. หน้าที่ที่จะต้องประพฤติ ปฏิบัติ เพื่อประโยชน์แก่สังคม มันก็ยังเหลืออยู่ ดังนั้นเราก็จะต้องปลูกต้นไม้ต้นสุดท้าย คือเมตเตยยพฤกษา. ทุกศาสนามีคำว่า พระศรีอาริยเมตไตรย แม้จะเป็นคำในภาษาอื่น ก็มีความหมายเหมือนกับ ศรีอาริยเมตไตรย คือยิ่งด้วย เมตตา. นี้เรายังจะต้องปลูกต้นไม้ต้นนี้ เพื่อแก้ปัญหาให้มันหมดสิ้น. ปัญหาหมดส่วนเราคนเดียว มันก็ยังมีปัญหาของสังคมเข้ามารบกวน; จะตัดปัญหาให้หมด ก็ต้องตัดปัญหาทางสังคมให้หมดออกไปด้วย, จึงต้องปลูกต้นไม้อีกต้นหนึ่งเรียกว่า เมตเตยยพฤกษา เมตเตยยะแปลว่า เกื้อกูลแก่ความเป็นมิตร, เกื้อกูลแก่มิตรภาพ, เพื่อประโยชน์แก่มิตรภาพ เรียกว่าเมตเตยยะ ปลูกต้นไม้เพื่อเกื้อกูลแก่มิตรภาพในสังคม. เหตุผลในการปลูกเมตตามีทั้งทางโลกและทางธรรม.
เหตุผลที่เราต้องปลูกต้นไม้นี้ เหตุผลที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว ภาษาโลกเราต้องมีเมตตา ที่ทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เพราะว่าเราอยู่ในโลกคนเดียวไม่ได้; นี้มันไม่บริสุทธิ์นัก เราทำเพราะเหตุว่าเราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้, ดังนั้นเราจึงต้องทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นด้วยอีก ส่วนหนึ่ง. เหตุผลทางโลกิยะหรือทางศีลธรรม เราต้องประพฤติ ประโยชน์ผู้อื่น เพราะเหตุว่าเราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้, นี่เหตุผล ของศีลธรรมมันเป็นเพียงเท่านี้. ฉะนั้นเราจึงต้องทำประโยชน์ผู้อื่น ให้อยู่ด้วยกันได้. ทีนี้ถ้าเป็นเหตุผลทางปรมัตถธรรม ที่จริง ที่แท้ เราก็มีเหตุผล ว่า เพราะเราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน; ฟังดูให้ดี เพราะว่าเราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน; ดังนั้น เราต้องประพฤติประโยชน์ผู้อื่น, ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น. น่าประหลาดอยู่อย่างหนึ่งที่ว่า ทุก ๆ ศาสนาเท่าที่เราเรียนรู้หรือเห็นกันอยู่มันขยักไว้ตอนหนึ่งเสมอ คือพระศรีอาริยเมตไตรยที่จะมาถึงข้างหน้า, ใช้คำว่าที่จะมาถึงข้างหน้า. ในศาสนาพุทธเราก็มีคำว่า พระศรีอาริยเมตไตรยอันจะมาข้างหน้า, ในศาสนาฮินดู เขาก็มีกัลกี หรือกัลกิยาวตาร ที่จะมาถึงข้างหน้า ก็ยังไม่มาถึงเหมือนกัน, ในศาสนาพวกเซเมติค พวกยิว ศาสนาคริสต์ อิสลาม เขาก็มี เมสิอา เมสิอา ความหมายเดียวกับ อาริยเมตไตรย, จะมาถึงข้างหน้า. พระเยซูมาอ้างตัวเป็นเมสิอา ก็ถูกจับฆ่า ใคร ๆ ก็ว่าอย่างนั้น เพราะเขาไม่ยอมรับกัน; แต่ว่าในทุกศาสนาขยักไว้ว่า พระศรีอาริยเมตไตรยอันจะมาถึงข้างหน้า นั้นน่ะคือหน้าที่ยังไม่จบหน้าที่ที่จะต้องประพฤติกระทำเพื่อผู้อื่นยังไม่จบ ต้องช่วยกันทำต่อไป. ฉะนั้นแม้เราจะทำหน้าที่ส่วนตัวเราเสร็จแล้ว เราก็ยังจะต้องทำหน้าที่เพื่อเพื่อนมนุษย์อีกชั้นหนึ่ง. นี่ต้นไม้ต้นสุดท้ายที่จะต้องปลูก เรียกว่าเมตเตยยพฤกษา. ในเรื่องพระศรีอาริยเมตไตรยของเรา มันก็มีคำพฤกษาเป็นหลักอยู่แล้ว, เรียกว่ากัลปพฤกษ์ กัลปพฤกษา ต้นกัลปพฤกษ์ ที่ว่าใครต้องการอะไร ไปที่ต้นกัลปพฤกษ์ แล้วก็ได้ทั้งนั้น. ในศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรย มีต้นกัลปพฤกษ์, ในภาษาศาสนาฮินดู ดูเหมือนเขาใช้คำว่า กัลปะ ดรูมะ, ดรูมะก็แปลว่าพฤกษ์เหมือนกัน ภาษาบาลีฝ่ายพุทธนี่ว่า กัลปพฤกษ์, ต้นไม้ที่ให้สำเร็จความต้องการ, กัลปดรูมะ ดรูมะ ทุมมะ หรือ ดรูมะนี้ ก็แปลว่าต้นไม้เหมือนกัน. เขาก็มีต้นไม้ที่ว่า ใครต้องการอะไรไปที่นั่น ล้วนแต่ถือว่ายังไม่มา และยังอยู่ไกล. ทีนี้อาตมาก็พูดแหวกแนวว่า ไม่อยู่ไกล อยู่แค่ปลายจมูก. ศาสนาพระศรีอารย์นี้อยู่แค่ปลายจมูก; เพียงแต่ให้ทุกคนรักผู้อื่นเท่านั้นแหละ, ขอให้ทุกคนรู้จักรักผู้อื่นเท่านั้นแหละ ศาสนาพระศรีอารย์ก็ผุดขึ้นมาทันที โผล่ขึ้นมาทันที. เราจงไปอบรมสั่งสอน ชี้แจง โฆษณาอะไรก็ตาม ให้คนมันรักผู้อื่น แต่ละคนรักผู้อื่น มันก็เต็มไปด้วยต้นกัลปพฤกษา, มันมีแต่ ความรักเรา คอยช่วยเหลือเรา ไปที่ไหนก็มีแต่คนที่คอยจะให้เรา. พอเราลงจากบ้านไปพบหน้าใคร มันก็พบหน้าแต่คนที่จะให้เรา จะช่วยเรา ไปเสียทุกหนทุกแห่ง; นั่นแหละคือต้นกัลปพฤกษ์. อย่าพูดว่าสี่มุมเมืองเลย, พูดว่าทั่วไปทั้งเมืองดีกว่า. พอลงจากเรือนพบแต่คนที่รักใคร่พร้อมที่จะช่วยอย่างนี้, ก็เรียกว่ามันมีต้นกัลปพฤกษ์ เต็มไปทั้งเมือง ทั่วไปทั้งเมือง. เมื่อไรมันจะเป็นอย่างนี้ พวกนายทุนไม่มีทางจะทำอย่างนี้, พวกคอมมิวนิสต์ก็ขี้ตู่ ที่ว่าจะสร้างโลกนี้ให้เป็นโลกพระศรีอารย์ ศรีอาริยเมตไตรย, ขี้ตู่ มันเพื่อตัวเองทั้งนั้นแหละ. ถ้าเป็นศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรยจริง มันก็ต้องเพื่อผู้อื่นจริง ๆ มันต้องเห็นโทษของการที่ไม่รักผู้อื่น แล้วก็ยิ่งเพิ่มกิเลส และมีความทุกข์ทรมาน. คนที่ไม่รักผู้อื่นไม่ช่วยผู้อื่นนั้น มันจะทรมานตนอย่างยิ่ง มันจะหวง จะแหน จะหึง จะอิจฉาริษยา จะอะไรทรมานตนอย่างยิ่ง. ฉะนั้นการรักผู้อื่น เจือจานผู้อื่น, เฉลี่ยให้ผู้อื่นนั้นน่ะเป็นความสุข, เมื่อให้ผู้อื่นกินมีความสุขมากกว่ากินเอง. ฉะนั้นเรายังจะต้องปลูกต้นเมตเตยยพฤกษา อบรมจิตใจของเราทีละนิด ๆ ๆ ให้รักผู้อื่น. พอทุกคนรักผู้อื่นแล้วมันก็เกิดโลกพระศรีอาริยเมตไตรย ไปที่ไหนมีแต่คนที่พร้อมที่จะช่วย; เหมือนกับชูหน้าสลอนออกมาจากทุกทิศทุกทาง ว่าฉันจะช่วย ฉันจะช่วยอย่างนั้นอย่างนี้. นี่เรื่องเห็นแก่ผู้อื่น หรือเห็นแก่สังคม มันก็เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะเว้นเสียไม่ได้ด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้นขอให้เราที่เป็นพุทธบริษัทนี่ นึกถึงด้วย ว่าเมื่อประโยชน์ของตนเสร็จไปแล้ว ก็ต้องนึกถึงประโยชน์ของผู้อื่นด้วย, ประโยชน์ที่สาม คือประโยชน์ที่มันร่วมกันหรือ ผูกพันกัน. ประโยชน์นี้มี ๓ ประโยชน์ : โดยแท้จริงคือ ประโยชน์ตนล้วน ๆ นี้อย่างหนึ่ง. ประโยชน์ผู้อื่นล้วน ๆ ก็อย่างหนึ่ง, ทีนี้ประโยชน์ที่ผูกพันกันอยู่ทั้งตนและผู้อื่นนั้นน่ะมันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง. ประโยชน์ที่เนื่องกัน เราต้องทำให้ครบทั้ง ๓ ประโยชน์ แล้วจบ เรื่องจบ. แล้วทุกเรื่องเป็นเรื่องของจิต, เป็นเรื่องของการอบรมจิต เจริญจิต ก็มาถึงขั้นสุดท้าย. การปลูกต้นไม้ทั้ง ๔ ต้น หรือทั้ง ๕ ต้น นี้เป็นเรื่องของจิตทั้งนั้น เป็นเรื่องของการพัฒนาจิต เจริญจิตทั้งนั้น ปลูกต้นไม้นี้คือปลูกที่จิต ให้จิตมันเจริญ เป็นความเจริญของจิต แล้วก็ได้รับผลอยู่ที่จิต อยู่ในจิต จึงว่าอะไร ๆ มันสำเร็จอยู่ที่จิต. ชีวิต ร่างกาย อัตตภาพ สุขทุกข์อะไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับจิตสิ่งเดียว, มันทำที่อื่นไม่ได้ต้องทำที่จิต; ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่เอาจิตเป็นตัวตน. และโดยเหตุที่ว่า จิตมันอยู่ไม่ได้ตามลำพังจิต, มันต้องเนื่องอยู่กับร่างกายด้วย จึงต้องทำร่างกายให้ถูกต้องด้วย เราจึงไม่นิยมจิตฝ่ายเดียว ไม่นิยมกายฝ่ายเดียว, คือไม่นิยมวัตถุฝ่ายเดียว ไม่นิยมจิตฝ่ายเดียว. มีคนกล่าวหาพุทธบริษัทผิด ๆ ว่าเป็นพวกนิยมจิตฝ่ายเดียว. เราจงบอกเขาว่า เราไม่ได้นิยมจิตฝ่ายเดียว, เรานิยมกายด้วย, คือทั้งสองอย่าง มีความถูกต้องทั้งทางกายและทางจิต. เราเรียกว่าเป็นธรรมนิยม; นิยมกายอย่างเดียวเรียกว่าวัตถุนิยม, นิยมจิตอย่างเดียวเรียกว่าจิตตนิยม, นิยมทั้งสองอย่างให้มันถูกต้องพร้อม ๆ กันเรียกว่า ธรรมนิยม หรือมัชฌิมนิยม. พุทธศาสนาเป็นธรรมนิยม จัดการกับจิตที่มีร่างกายเป็นฐานรองรับ, ใช้คำว่านามรูป, นามรูปไม่แยกกัน; นามกับรูปคือกาย กับจิตนี้ไม่แยกกัน จับกลุ่มเป็นอันเดียวกันอยู่ นั่นเรียกว่านามรูป เพราะโดยธรรมชาติมันก็ไม่แยกกันอยู่แล้ว. ถ้าไปแยกกัน มันก็ตายเลยแหละ มันก็ทำอะไรไม่ได้, ใช้มันพร้อมกันไปทั้งนาม และรูปคือทั้งกายและจิต โดยให้จิตเป็นส่วนที่สำคัญ. นี่เหมือนกับเครื่องจักรแต่ละเครื่อง มันก็มีส่วนสำคัญอยู่ส่วนหนึ่ง ระบบนั้นนำหน้า. ในชีวิตนี้ก็ระบบจิตมันนำหน้าระบบกาย; แต่จะว่าใครสำคัญกว่าใครมันก็ไม่ได้ เพราะว่ามันขาดอย่างใดอย่าง หนึ่งไม่ได้, มันต้องมาด้วยกัน. แต่โดยเหตุที่จิตมันทำอะไรได้มากกว่า และสามารถจะนำร่างกายได้ด้วย จึงยกเอาจิตเป็นเรื่องสำคัญ ว่าอะไร ๆ มันสำเร็จอยู่ที่จิต; แม้ร่างกายมันก็ขึ้นอยู่กับจิต มันเป็นไปตามอำนาจของจิต. นี่ธรรมะเล่มน้อย พูดสามประโยคจบ จากธาตุตามธรรมชาติ ก็มาถึงจิต, จากจิตทั่วไปทั้งหมด ก็มาถึงโพธิจิต จากโพธิจิตก็ถึง นิพพาน เรื่องจบ ยักษ์ตาย คือกิเลสหมด; นิทานทั้งหลายก็เขา จะจบเมื่อยักษ์ตาย คือกิเลสมันหมด. ถ้าว่าจิตมันถึงโพธิแล้ว ก็ถึงนิพพาน กิเลสร้ายทั้งหลายมันก็ตายหมด, ความทุกข์ทั้งหลาย มันก็ตายหมด เรื่องมันก็จบ. นี้คือธรรมเล่มน้อย. ขอให้สนใจสรุปเรื่องสั้น ๆ ไว้เป็นหลักง่าย ๆ ว่า เราจะต้องพัฒนา, พัฒนา. อยู่ใต้ดินน่ะเป็นนรก, อยู่ผิวดินก็เป็นมนุษย์, อยู่บนฟ้าก็เป็นเทวดา, พ้นฟ้าไปอย่าไปโง่ว่าพ้นฟ้าก็มีฟ้า นั้นมันคนโง่พูด เหนือฟ้าก็มีฟ้า มันต้องพูดในลักษณะว่าเหนือฟ้า เหนืออะไรขึ้นไปหมด, เป็นสุญญากาศ นั้นน่ะมันจึงเป็นเรื่องนิพพาน. ดูให้ดีว่าใต้ดินก็มี บนดินก็มี บนฟ้าก็มี นอกเหนือฟ้าไปก็มี; นี่คือเรื่องของจิต. เรื่องบาปอยู่ใต้ดิน, เรื่องบุญธรรมดานี่อยู่ผิวดิน, เรื่องบุญหรือว่าเกือบจะไม่ใช่บุญเป็นอเนญชานี้ ก็อยู่บนฟ้า, พอเหนือนั้นขึ้นไปก็อยู่นอกอวกาศ นี้เทียบนะ, เปรียบเทียบ ไม่ใช่ว่าระบุสิ่งนั้นที่นั่น เปรียบเทียบให้เห็นว่า มันจะเป็นชั้น ๆ กันอยู่อย่างนี้. เดี๋ยวนี้เราอยู่ใต้ดิน หรือว่าอยู่บนผิวดิน หรือว่าอยู่บนฟ้า; โดยเหตุที่ว่าจิตเป็นสิ่งที่ว่องไว รวดเร็วเหลือประมาณ, มันมีอาการเกิดของมันที่ เรียกว่าอุปปัตติ, อุปปัตติ เกิดแป๊บเดียวโดยไม่ต้องมีพ่อแม่ เกิดแล้วโตเต็มที่เลย, เกิดโดยวิธีโอปปาติกะ, นี้จิตมันเกิดได้. ดังนั้นคนเรานั่งอยู่ที่นี่แหละ ไปเกิดอยู่ใต้ดินในนรกก็ได้, ไปเกิดอยู่ที่มนุษย์นี้ก็ได้, ไปเกิดบนสวรรค์หรือพรหมโลกก็ได้, มันก็ไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่ามันจะมีโพธิจิตไม่อยากเกิด ไม่มีตัวตน ทำลายตัวตนเสีย ก็ไม่มีอะไรจะเกิด มันก็ว่างไป, นี้เรียกว่าเป็นจบ. ว่างกิเลส ว่างความทุกข์ เป็นนิพพาน อย่างที่ท่านกล่าวว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺํ คำพูดนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสก็จริง แต่เขาสรุปมาจากคำที่พระพุทธเจ้าตรัส จนกล่าวได้ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺํ นิพพานว่างที่สุด, ว่างจากตัวตนนั่นเองจึงว่างที่สุด. เมื่อไม่มีตัวตน ก็ไม่มีกิเลส ก็ว่างจากกิเลส, เมื่อไม่มีกิเลส ก็ว่างจากความทุกข์ มันไม่มีความทุกข์, จึงได้พูดว่า นิพพานนี้ว่างอย่างยิ่ง เป็นที่จบ ของเรื่องของการเวียนว่ายในวัฏฏะ. หวังว่าเมื่อท่านทั้งหลาย ได้เข้าใจเรื่องนี้ดีแล้ว คงจะปรารถนาความว่าง ความหยุด ความจบ ไม่ปรารถนาความเวียนว่ายอีกต่อไป; แม้ว่าจะเวียนว่ายดี มันก็ไม่ใช่ดับทุกข์, จะไม่เวียนว่ายในความชั่วความดีต่อไป, จะขึ้นอยู่เหนือความชั่วและความดี ไม่เวียนว่ายอยู่ในกระแสกรรม กรรมดี กรรมชั่วอีกต่อไป. พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้คนเวียนว่ายอยู่ในกรรมดี แต่สอนให้พ้นไปจากความเวียนว่าย จากกระแสแห่งกรรมชั่วกรรมดี. นี่คือการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน เป็นเรื่องกรรมในพระพุทธศาสนา. ศาสนาอื่นที่ต่ำกว่านั้นเขาสอนกันแต่เพียงให้ทำดี, และเวียนว่ายไปในความดี, แล้วก็ไปดีกันอยู่นั่นแหละ โดยความไม่เข้าใจ, ไปดีกันอยู่ที่นั่น เป็นเมืองสวรรค์ เป็นเมืองพระเจ้าอะไรก็ตาม เต็มอยู่ด้วยความดี ไปดีกันอยู่ที่นั่น. แต่ว่าพุทธบริษัทนี้ไม่เอา ไม่ไปเวียนว่ายและก็ไม่หยุดอยู่ที่ไหน ไม่ติดอยู่ที่ไหน, ต้องการจะอยู่เหนือทุกสิ่ง คือจิตว่างจากตัวตน, จิตว่างจากความยึดถือว่าตัวตน. นั่นน่ะมันจะอยู่เหนือทุกสิ่ง แล้วก็เหนือกรรม, เหนือกรรมดี เหนือกรรมชั่ว เหนือความทุกข์ทั้งปวง. นี่เรียกว่ามันจบเรื่องจุดหมายปลายทางของชีวิต ก็คือออกไปได้จากความผูกพัน ของสิ่งที่ผูกพันจิต. ดีนั่นแหละระวังให้ดีนะ มันผูกพันจิตยิ่งกว่าชั่ว, บ้าดีแล้วมันก็ตายอยู่ที่นั่น มันก็ทนทุกข์อยู่ที่นั่น. คำว่า ประโยชน์ คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุด. คำว่าประโยชน์แปลว่า เครื่องผูกพันอย่างแน่นหนา; ปะ แปลว่าแน่นหนา หรือครบถ้วน, โยชนะ แปลว่ามัดหรือผูก, ประโยชน์ แปลว่าเครื่องมัดอย่างผูกพัน แน่นหนา. ในเมื่อติดอยู่ในประโยชน์ใด มันก็จะทนทุกข์อยู่ใน ประโยชน์นั้น เพื่อประโยชน์นั้น. ฉะนั้นเราจะขึ้นอยู่เหนือประโยชน์ พ้นจากความผูกพัน เช่น เป็นพระนิพพานนี้ พ้นความผูกพันโดย ประการทั้งปวง. อย่าไปเรียกพระนิพพานว่าเป็นประโยชน์ มันจะขบถต่อพระนิพพาน; เพราะว่าพระนิพพานไม่ผูกพันใคร ที่จะไปพูดนิพพาน ประโยชน์ ประโยชน์นิพพานน่ะมันไม่ถูกดอก. ถ้ายังผูกพันอยู่ยังไม่นิพพาน, ถ้าเป็นนิพพานแล้วไม่ผูกพันใคร; เพราะฉะนั้นนิพพาน จึงอยู่เหนือความเป็นประโยชน์ มันปล่อยให้เป็นอิสระ คือหลุดพ้นหรือว่างออกไปได้. หวังว่าทุกคน คงจะมุ่งหมายจุดปลายทางให้ถูกต้องอย่างนี้ หคือหลุดพ้นออกไปได้, ไม่ต้องเวียนว่ายอยู่ในความผูกพันของสิ่งใด ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยความทุกข์ทรมาน. นี่การบรรยายเรื่องธรรมะเล่มน้อยเป็นครั้งสุดท้าย มันก็สมควรแก่เวลาขอให้เอาไปใช้ให้สำเร็จประโยชน์ คือจากชีวิตที่เร่าร้อน ไปสู่ชีวิตที่เยือกเย็น ทั้งของตนเองและผู้อื่น. อาตมาขอยุติการบรรยายครั้งสุดท้ายไว้ ด้วยความสมควรแก่เวลา แต่เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทคณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติธรรมะสืบต่อไป.
|
||||||||||||||||||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๑๒.สรุปความธรรมะเล่มน้อย. | |||||||||||||||||
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org