||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

๑๐

อะไร ๆ ก็เป็นสักแต่ว่าธาตุ.

๑๒ มีนาคม ๒๕๒๖

 

ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย,

          การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๑๐ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเป็นชุดธรรมะเล่มน้อย ต่อไปตามเดิม แต่จะมีหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า อะไร ๆ ก็เป็นแต่สักว่าธาตุ, อะไร ๆ ก็เป็นแต่สักว่าธาตุ.

          ขอซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า ธรรมะเล่มน้อย กันอีกสักครั้งหนึ่ง คือว่าจะได้บรรยายสรุป เรื่องที่เป็นชั้นหลักสำคัญ หรือเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ทั้งหมดทั้งสิ้นของพุทธศาสนา, ในลักษณะที่เป็นการย่อเอาแต่ใจความ เป็นธรรมะเล่มน้อย ๆ แต่มันก็มีหลายเล่ม; เพราะว่ามันมีหลายเรื่องหรือหลายชื่อ แต่ว่าแต่ละชื่อ ๆ นั้น, มันรวมความทั้งหมดของพุทธศาสนาไว้.

          เช่นในครั้งที่แล้วมา เราพูดกันโดยหัวข้อว่า อะไร ๆ ก็สักแต่ว่าเป็นเรื่องของจิต, แล้วก็สรุปเป็นธรรมะเล่มน้อยได้ว่า ทีแรกมันมีแต่ จิตล้วน ๆ ไม่มีความรู้สึกนึกคิด กิเลส หรืออะไร นี้เป็นเรื่องแรก. แล้วต่อมามันเป็นจิตโง่ คือมันทำงานทางอายตนะ ได้รับผัสสะ เวทนา แล้วมันก็ยึดถือ เป็นจิตโง่ แล้วก็เป็นทุกข์ นี้เป็นเรื่องที่ ๒. ต่อมาจิตมันหายโง่ เพราะมันได้เสวยทุกข์ในวัฏฏะมากเข้า ๆ มันฉลาด แล้วมันรู้จักว่าอะไรเป็นอะไร มันหายโง่, มันก็หลุดพ้นจากกองทุกข์. มันจึงมีเพียง ๓ คำเท่านั้น ว่าจิตล้วน ๆ แล้วก็จิตโง่ แล้วก็จิตหลุดพ้น. สามคำนี้คือพุทธศาสนาทั้งหมดเลย, ไม่มีอะไรนอกไปจากนี้. คำสามคำนี้อมความพระพุทธศาสนาไว้ทั้งหมด. เราจึงเรียกว่าเป็น ธรรมะเล่มน้อย หมายความว่าเล่มน้อย ๆ เล่มเดียวจบ แต่มีหัวข้อว่า อะไร ๆ ก็สักว่าเป็นเรื่องของจิต. ถ้าท่านเข้าใจเรื่องจิตใน ๓ ความหมายนี้แล้ว ก็เป็นอันว่าหมดเรื่องของพุทธศาสนา.

          แต่ทีนี้บางคนไม่เหมาะที่จะเข้าใจเรื่องของจิต เหมาะที่จะเข้าใจเรื่องของสิ่งที่มีชื่ออย่างอื่น เราก็จะได้พูดกันต่อไป, เช่นที่ในวันนี้ จะพูดว่า อะไร ๆ ก็เป็นแต่สักว่าธาตุ. ถ้าเข้าใจและเห็นแจ้ง ว่าอะไร ๆ เป็นสักแต่ว่าธาตุ ก็ไม่ยึดถือสิ่งใดโดยความเป็นตัวตน หรือเป็นของตน จิตมันก็หลุดพ้น, เรื่องมันก็จบเหมือนกัน.

          คนยังไม่รู้เรื่องธาตุ มันโง่มาแต่ในท้อง ไม่รู้เรื่องธาตุ มันก็ไม่รู้สึกว่าเป็นธาตุ, มันเห็นเป็นอารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีอย่างนั้นอย่างนี้, แล้วก็ไปหลงใหลยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ จนเป็นทุกข์ จนกว่าเมื่อไรมันจะรู้ว่า โอ, สักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ ไม่ยึดถือโดยความเป็นตัวตน มันก็หมดความเป็นทุกข์, เรื่องมันก็จบ.

          ฉะนั้นจะได้เหลือคำพูดเพียง ๒–๓ คำอีกเหมือนกันว่า : ทีแรกไม่รู้จักธาตุ, ต่อมามันรู้จัก โอ, สักแต่ว่าธาตุ, มันก็หลุดพ้น บรรลุถึงธาตุสูงสุด คือนิพพานธาตุ, เรื่องมันก็จบอีกแหละ. ฉะนั้นคำพูดสั้น ๆ ว่า อะไร ๆ ก็เป็นแต่สักว่าธาตุนั้นน่ะ เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก, แล้วคนโง่ทั้งหลายมักจะเข้าใจว่า เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ารู้แล้วไม่ต้องมาบอกก็ได้. ฉะนั้นขอให้สนใจฟัง ให้ศึกษากันต่อไป ในหัวข้อว่าอะไร ๆ ก็เป็นแต่สักว่าธาตุ เรายังรู้กันน้อย, เห็นเป็นเรื่องง่าย ง่ายเกินไป ไม่สนใจ เราจึงมีความรู้เรื่องธาตุกันแต่น้อย น้อยไม่พอที่จะดับทุกข์ได้.

ความหมายของคำว่า “ธาตุ”.

 

นครั้งแรกก็จะต้องพูดกันถึงคำว่าธาตุ. คำว่า ธาตุ หมายถึงสิ่งสุดท้ายของการแยกออกเป็นส่วนประกอบแต่ละส่วน ๆ; ถ้ามีการแยกออกเป็นลำดับ แยกลงไปตามลำดับ ๆ ของสิ่งที่มันแยกได้ ก็จะไปจบหรือไปหยุดลงที่ สิ่งที่เราเรียกว่าธาตุนั่นเอง. พอไปพบสิ่งที่เรียกว่าธาตุแล้ว ก็ดูจะพอกันที ไม่ต้องแยกอีกต่อไป, จะแยกอีกต่อไปมันก็เกิน. ในภาษาไทยก็เป็นอย่างนี้, ในภาษาบาลีก็เป็นอย่างนี้, ในภาษาฝรั่งก็ดูเหมือนเป็นอย่างนี้ คือยอมรับว่า คำว่าธาตุคือสิ่งสุดท้ายที่เราจะพบ เมื่อเราได้แยกสิ่งต่าง ๆ ลงไปตามลำดับ. ดังนั้นคำว่าธาตุ ก็คือสิ่งสุดท้ายที่เราจะพบ; เมื่อแยกสิ่งต่าง ๆ ลงไปตามลำดับ จะแยกลงไปถึงปรมาณู หรือความเป็นปรมาณู มันก็ยังคงเป็นธาตุอยู่นั่นเอง. ปรมาณูที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน เป็นกลุ่มหนึ่งก็เรียกว่าธาตุหนึ่ง ๆ, ต่อจากนั้น ไม่ต้องแยก. ดังนั้นก็หมายความว่า เราจะแยกสิ่งที่มันประกอบกันอยู่ หลาย ๆ อย่างเป็นชั้น ๆ เป็นชั้นลงไป ๆ จนพบสิ่งที่เรียกว่าธาตุ จึงถือว่าเป็นสิ่งสุดท้าย ของการแยกออกเป็นส่วนประกอบ.

          ทีนี้ก็มาดูอีกนิดหนึ่งว่า คำว่าธาตุนั้นมีอยู่ ๒ ระดับ : คือธาตุแท้ ๆ และธาตุที่ผสมกันอยู่. นี่ยกตัวอย่างในทางวัตถุกันดีกว่า ที่เราเข้าใจได้ง่ายตามวิชาสมัยปัจจุบัน. ธาตุแท้ตามวิชาวิทยาศาสตร์ ที่เขาเรียนกันในโรงเรียน ว่ามีเก้าสิบกว่าอย่าง, แล้วเดี๋ยวนี้ก็พบว่ามีตั้งร้อยกว่าอย่าง แล้วมันยังคงจะพบต่อไปอีกก็ได้. เมื่อมันยังเป็นธาตุเดียวไม่มีอะไรมาผสม ก็เรียกว่าธาตุแท้, และธาตุแท้แต่ละอย่าง พอผสมกันเข้า มันก็เกิดเป็นธาตุผสมขึ้นมา, แล้วมีปรากฏการณ์ออกมาเป็นรูปอย่างอื่น. เช่นว่าไฮโดรเจนกับออกซิเจน แต่ละอย่าง สองธาตุผสมกันเข้า มีปรากฏการณ์ออกมาเป็นน้ำ อย่างนี้เป็นต้น. น้ำจึงเป็นธาตุผสม ซึ่งแยกออกได้เป็นสองอย่าง ถ้าเราพูดว่าธาตุน้ำ ก็หมายความว่ามันเป็นธาตุผสม, และพอแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน มันจึงจะเป็นธาตุแท้อย่างหนึ่ง ๆ.

          ฉะนั้นเราจะต้องรู้ว่า เราเกี่ยวข้องอยู่กับธาตุแท้บ้าง ธาตุผสมบ้าง โดยความเป็นธาตุด้วยกัน. ธาตุแท้เช่นทองแดง เมื่อผสมกันเข้ากับดีบุก มันก็กลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ คือเป็นทองเหลืองขึ้นมา, หรือว่าเอาธาตุแท้คือทองคำ ผสมเข้ากับธาตุแท้คือทองแดง มีปรากฏการณ์เป็นนาก ที่เรียกว่านากนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นธาตุผสม.

          นี่มนุษย์เกี่ยวข้องกันอยู่ กับสิ่งที่เรียกว่าธาตุ ทั้งในลักษณะที่เป็นธาตุแท้และเป็นธาตุผสม; โดยเหตุที่มนุษย์สามารถผสม จึงได้ธาตุมาก แปลกออกไป, มีความหมายที่ยั่วยวนแห่งความยึดถือยิ่งขึ้นไป มันจะเป็นไปได้อย่างนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด. คนเราจึงหลงในสิ่งที่เรียกว่าธาตุ นี่เรียกว่าภาษาคน รู้จักกันแต่ธาตุที่เป็นวัตถุธาตุ ในภาษาคนธรรมดา, การศึกษาชั้นระดับสูง ก็รู้จักธาตุกันแต่ในทางที่เป็นวัตถุธาตุ.

ขึ้นด้านบน

ธาตุในภาษาธรรม.

ส่  

วนภาษาธรรมะ หรือภาษาจิตใจนั้น เขามีธาตุมากไปกว่านั้น คือมากไปกว่านั้น คือมากไปกว่าวัตถุธาตุ; แม้ที่เป็นเรื่องทางจิตใจ รู้สึกด้วยจิตใจ จะเป็นของล้วนหรือของผสม, ที่มีปรากฏการณ์ แปลกออกไป ก็ล้วนแต่เรียกว่าธาตุ. ฉะนั้นขอให้รู้เสียด้วยในคราวเดียวกันว่า มันยังมีธาตุในภาษาธรรม อาจจะแปลกหูสำหรับคนโดยมาก.

          สำหรับธาตุในภาษาธรรม เช่นว่าธาตุตา ธาตุหู ธาตุจมูก ธาตุลิ้น ธาตุกาย ธาตุใจอย่างนี้ ไม่มีใครจะพูด ไม่มีใครเคยได้ยิน; แต่ในภาษาธรรมะเขาจัดเป็นธาตุทั้งนั้น จักษุธาตุ–ธาตุตา โสตธาตุ–ธาตุหู ฆานธาตุ–ธาตุจมูก ฯลฯ แล้วมันยังมีธาตุที่คู่กันอีก เช่นว่า ธาตุรูป–รูปธาตุ ที่จะคู่กับตา มีสัททธาตุ ธาตุเสียงซึ่งจะคู่กับหู มีคันธธาตุ ธาตุกลิ่นที่จะมาเป็นคู่กับจมูก, มันมีธาตุรูป ธาตุเสียง ธาตุกลิ่น ธาตุรส ธาตุโผฏฐัพพะ ธาตุธรรมารมณ์ อย่างนี้แหละ ไม่เคยได้ยิน, ฝรั่งก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้ ไม่เคยบัญญัติ ไม่เคยสอนเรื่องนี้. คนไทยที่เป็นแต่เพียงลูกศิษย์ฝรั่งก็รู้เท่านี้, เว้นไว้แต่จะเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า หรือว่าศึกษาพุทธศาสนา มันจึงจะรู้ว่าธาตุนั้นยังมีมากไปกว่านั้นอีกมาก.

          ทีนี้เบญจขันธ์ : รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ก็จัดเป็นธาตุ, รูปธาตุ เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สังขารธาตุ วิญญาณธาตุ ขันธ์ทั้งห้า แต่ละอย่าง ๆ ก็เป็นธาตุ.

          ทีนี้ถ้าว่าจะดูให้ไปอีกทางหนึ่ง คือความดีชั่ว ไม่ดีไม่ชั่ว; เช่นกุศลกรรม อกุศลกรรม อัพยากตกรรม นี้ก็กลายเป็นธาตุ, แม้แต่กรรมก็เป็นธาตุ เครื่องหมายแห่งกรรมก็เป็นธาตุ, เรียกว่าธาตุดี ธาตุชั่ว ธาตุไม่ดีไม่ชั่ว ความดีก็เป็นธาตุ ความชั่วก็เป็นธาตุ ความไม่ดีไม่ชั่วก็เป็นธาตุ, นี้เรียกว่าเป็นธาตุชนิดที่ไม่เคยได้ยิน.

          ทีนี้เกี่ยวกับจิต เกี่ยวกับลักษณะของจิต มันก็มีเป็นธาตุ : กามาวจรธาตุ เป็นธาตุที่ครอบงำแล้วมันก็หลงใหลในกาม, รูปาวจร--ธาตุ ครอบงำแล้วก็หลงใหลในรูป, อรูปาวจรธาตุ ครอบงำแล้วก็หลงใหลในอรูป. นี่สูงขึ้นไปถึงอย่างนี้ แม้ที่สุดแต่พระนิพพาน ซึ่งจะจัดว่าเป็นธาตุสุดท้าย เรียกว่านิพพานธาตุ, นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นเมล็ดหนึ่ง ขี้ฝุ่นอณูหนึ่งนี้ สูงขึ้นมาตามลำดับ จนถึงนิพพาน ก็ล้วนแต่เป็นธาตุ ซึ่งสรุปเป็นสังขตธาตุ–ธาตุที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง, และอสังขตธาตุ–ธาตุที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง. ดังนั้นมันจึงไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุ เพราะว่าในสากลจักรวาลนี้ มันไม่มีอะไรนอกจากของสองอย่าง คือสิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง, และสิ่งที่มิได้มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มันก็เป็นธาตุไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีอะไรที่มันจะไม่เป็นธาตุ.

          ที่มันเป็นของละเอียดปลีกย่อย มันก็ยังเป็นธาตุ เช่น กิเลสนี้มันก็เป็นธาตุ โลภะก็เป็นธาตุ โทสะก็เป็นธาตุ โมหะก็เป็นธาตุ, กระทั่งความรู้สึกที่เกิดไปตามความหมาย; เช่นมีความอร่อย ก็เรียกว่าธาตุของความอร่อย, ไม่อร่อยก็มีธาตุของความไม่อร่อย อย่างนี้เป็นธาตุที่นอกออกมา ตามสมมติหรือตามบัญญัติ. แม้ที่สุดแต่ว่าสี สีแดง สีเขียว สีขาว นี้ มันก็มีความเป็นธาตุ : ธาตุแดง ธาตุเขียว ธาตุขาว ซึ่งที่แท้มันก็เป็นคลื่นแสง ที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ตาเป็นอย่างนั้น. ฉะนั้นระบบที่ทำให้เกิดสีต่าง ๆ นี้ มันก็เรียกว่าเป็นธาตุ. นี่ทางภาษาธรรมะเอาไปเป็นธาตุหมด กวาดเอาไปเป็นธาตุหมด เป็นธา–ตุ, เป็น-ธาตุหมดอย่างนี้, ไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุ. ขอให้เข้าใจให้หมดอย่างที่พูดมา.

ขึ้นด้านบน

ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธาตุ.

ที  

นี้มันยิ่งไปกว่านั้น ก็เป็นธาตุที่เข้าใจยาก รู้ว่ามันเป็นที่รวม เป็นธาตุที่ผสมรวมกันมาก ๆ จนมีความหมายอย่างหนึ่ง; เช่นว่า สิ่งที่ถูกกิน มันก็เป็นธาตุ, ผู้กินมันก็เป็นธาตุ, ผู้นุ่งผู้ห่ม, ผู้ใช้ผู้สอย, ผู้ได้ผู้เสีย ผู้อะไรแต่ละผู้ ๆ นี่ก็เรียกว่าเป็นธาตุ. ข้อนี้เขาให้ผู้ที่ จะบวชพระบวชเณร เรียนตั้งแต่วันแรกเข้ามาอยู่วัดจีวร อาหาร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัชแต่ละอย่าง ๆ นี้ ก็เรียกว่าธาตุตามธรรมชาติ, ผู้ที่จะห่มจีวร ผู้ที่จะกินอาหาร ผู้ที่จะใช้สอยเสนาสนะ กินหยูกกินยา, บุคคลผู้กินผู้บริโภคนั้น ก็เป็นสักว่าธาตุ, รวมกลุ่มกันเข้าเป็นคน ๆ หนึ่ง สำหรับจะนุ่ง จะห่ม จะกิน จะใช้ จะสอย มันก็เป็นสักว่าธาตุ.

          ธาตุในความหมายอย่างนี้ ไม่มีในตำราวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันดอก; แต่ว่าในทางธรรมะในทางพุทธศาสนา เราเน้นความสำคัญที่นั่น ว่าสิ่งที่จะถูกกิน ถูกใช้ ถูกอะไรต่าง ๆ ในความหมายหนึ่ง ๆหรือในคุณค่าหนึ่ง ๆ นี้ ก็เรียกว่าธาตุ, ไม่ยอมให้ละทิ้งความหมายของความเป็นธาตุ, แล้วผู้หรือที่เราเรียกกันว่าบุคคล กลายเป็นบุคคลผู้กิน ผู้ใช้ ผู้นุ่ง ผู้ห่ม ก็สักว่าธาตุ.

          ฉะนั้นขอให้พยายาม ใคร่ครวญดูให้ดี เมื่อสวดมนต์บทนี้ คือบทธาตุปัจจเวกขณ์ จะมีว่าจีวรก็ดี ผู้บริโภคใช้สอยจีวรนั้นก็ดี เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติไม่ได้เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขาอะไร. คำว่าธาตุอย่างนี้มีความหมายกว้างขวางลึกซึ้ง แปลกประหลาดมหัศจรรย์, แต่ก็รวมความหมายเดียวกันหมดไปว่าธาตุไหน ก็เรียกว่าธาตุตามธรรมชาติ, เรียกว่าธาตุตามธรรมชาติ. ถ้าเราจะแยกเนื้อ--ตัวของเราออกเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ นี้ก็จะเห็นว่า แต่ละอย่างเป็นธาตุ, จะมาแยกเป็นส่วน ๆ ของร่างกาย ก็เป็นธาตุไปแต่ละส่วน ๆ, เมื่อรวมกันขึ้นสมมติเรียกบุคคลคนหนึ่ง ก็ยังเป็นธาตุอยู่นั่นเอง. ความมุ่งหมายในข้อนี้ ก็เพื่อสอนให้รู้ว่ามันไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุ. อย่าได้เกิดความเข้าใจผิดยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน.

          นี้ถ้าว่าเกี่ยวกับเรื่องดับทุกข์, เกี่ยวกับความทุกข์ หรือความดับทุกข์แล้ว ธาตุที่เป็นประธานหรือเป็นธาตุที่เป็นสำคัญ ก็คือธาตุทั้ง ๖ ที่เราได้ยินได้ฟังกันมาแล้ว ในพระบาลีที่ว่า : บุรุษนี้ประกอบไปด้วยธาตุ ๖, ว่าคนเรานี้ประกอบไปด้วยธาตุ ๖, คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ, ธาตุว่าง แล้วก็ธาตุจิตวิญญาณ. ผู้ที่อยากจะเข้าใจพุทธศาสนาให้ดี มีหลักฐาน มีรากฐาน ควรจะจำชื่อธาตุทั้ง ๖ นี้ไว้ให้ดี ๆ ว่า ปฐวีธาตุ–ธาตุดิน อาโปธาตุ–ธาตุน้ำ เตโชธาตุ–ธาตุไฟ วาโยธาตุ–ธาตุลม อากาศธาตุ–ธาตุที่ว่าง วิญญาณธาตุ–ธาตุวิญญาณ หรือธาตุจิตใจ, มันมีอยู่ ๖ ธาตุ. ส่วนที่เป็นร่างกายของเรา ก็จะได้แก่ ๔ ธาตุ คือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม, แล้ววิญญาณธาตุก็คือ ส่วนที่เป็นจิตใจความรู้สึกคิดนึก, แล้วที่มันเป็นที่ว่างสำหรับให้สิ่งเหล่านี้ตั้งอยู่ก็เรียกว่า ธาตุว่าง อันนี้ต้องศึกษากันหน่อย จึงจะเห็นธาตุว่าง เพราะว่าไม่ว่าอะไรมันต้องตั้งอยู่บนธาตุว่าง; ถ้าไม่มีที่ว่างมันก็ตึงอยู่ไม่ได้. ถ้ามันมีอะไรตั้งอยู่เสียก่อนแล้ว คือมันไม่ว่างแล้ว มันก็ตั้งอยู่ไม่ได้; เช่นก้อนหินก้อนหนึ่งนี้ มันต้องตั้งอยู่บนที่ว่างเท่าที่มันต้องการเท่าที่มันตั้งอยู่. ไม่ว่าอะไรทั้งหมด มันต้องมีที่ว่างให้สำหรับมันจะตั้งอยู่ได้; ถ้าไม่มีที่ว่างมันก็ตั้งอยู่ไม่ได้. นี้จึงต้องรู้ไว้ว่า เขาจัดไว้ว่าความว่างเป็นธาตุ ๆ หนึ่งด้วยเหมือนกัน ความว่างมันเกิดมีคุณค่าขึ้นมา ถ้ามันไม่มีความว่างแล้ว สิ่งอื่นก็มาตั้งอยู่ไม่ได้; ถ้ามันมีอะไรเต็มอยู่ก่อนแล้ว ก็สิ่งอื่นเข้ามาไม่ได้, ต้องมีที่ว่างอยู่สำหรับให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้ามาได้.

          เหมือนกับถ้วยชามนี้, ถ้วยแก้ว ถ้วยชาอะไรก็ตาม, เพราะมันมีที่ว่างกลวงอยู่นั่นแหละ เอาน้ำใส่ได้ มันจึงมีคุณค่า. ถ้าภาชนะเหล่านั้นไม่มีที่ว่างสำหรับให้ใส่อะไรได้, ภาชนะเหล่านั้น ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. ดูเถอะ มันมีประโยชน์ขึ้นมาเพราะมันมีที่ว่างให้สำหรับจะใช้ประโยชน์; ฉะนั้นก็เลยเรียกว่าเป็นธาตุอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน หรือเป็นสิ่ง ๆ หนึ่งด้วยเหมือนกัน จึงได้จัดว่าเป็นธาตุ, คือธาตุว่าง.

ขึ้นด้านบน

สิ่งมีชีวิตประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖.

ช่  

วยจดจำทบทวนไว้ให้ดี ๆ ว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุว่าง, แล้วก็ธาตุจิต ๖ ธาตุ คนเราประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖; เป็นของร่างกายเสียสี่, เป็นของจิตใจเสียหนึ่ง, แล้วเป็นที่ว่างสำหรับทุกอย่างตั้งอยู่ข้างบนมันนั้นอีกหนึ่ง คือธาตุว่าง. ถ้าเราจะไปดูถึงสัตว์เดรัจฉาน มันก็อย่างเดียวกันอีกแหละ, อยากจะพูดว่า แม้จะไปดูถึงต้นไม้ต้นไล่ มันก็อย่างเดียวกันอีก เพียงแต่ว่ามันลดลงไปมาก; เช่นธาตุจิต ธาตุความรู้สึกของต้นไม้นี้มันมีน้อยมาก จนไม่อาจ จะเปรียบกันได้กับจิตของคนหรือจิตของสัตว์. แต่ขอบอกให้ทราบว่า บุคคลบางพวกครูบาอาจารย์บางพวก เขาสอนกันว่าต้นไม้ไม่มีจิตนะ.

          เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดว่า ต้นไม้, แม้แต่ต้นไม้มันก็มีธาตุจิต. แต่เราไม่ต้องการจะทะเลาะกันนะ, เราบอกตามความเห็นความเข้าใจที่เราศึกษามา. สิ่งที่มีชีวิตต้องมีสิ่งที่เรียกว่าจิต ตามมากตามน้อย; ถ้าชีวิตมันเต็มสมบูรณ์ สิ่งที่เรียกว่าจิตก็สมบูรณ์, ถ้าชีวิตมันไม่ สมบูรณ์ มันเล็กมันน้อย สิ่งที่เรียกว่าจิตมันก็เล็กก็น้อย โดยเหตุที่ต้นไม้มีความรู้สึกได้. เราจึงเรียกว่าในต้นไม้ก็มีธาตุ วิญญาณธาตุอยู่ตามสมควรสำหรับต้นไม้. แต่ครูบาอาจารย์บางคนเขาบอกว่า ถ้าพูดอย่างนี้แล้วเป็นมิจฉาทิฏฐิ, ถ้าพูดอย่างที่อาตมากำลังพูดนี้เขาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็ตามใจเขา, เราไม่อยากจะทะเลาะกับเขา. แต่อยากจะขอร้องให้ทุกคนดูว่า : คนมันมีธาตุ ๖ เห็นชัด, สัตว์มันก็มีธาตุ ๖ แต่มันต้องลดต่ำลงไปอีก, ต้นไม้มันก็ควรจะมี แต่มันต้องลดต่ำที่สุด. เช่นความรู้สึกของต้นไม้ มันจะมาเปรียบกับของคนไม่ได้; แต่มันก็ต้องมีความรู้สึก, เห็นได้ว่ามันมีการหนีภัย การต่อสู้ การหลีกเลี่ยง หรือว่าต้นไม้บางชนิด มันรู้จักแสดงอาการหลบหลีก เช่นหุบ เช่นเบิกบาน เป็นต้น ดูต้นหญ้าบางชนิด.

          ที่พูดนี้ก็เพื่อจะให้เข้าใจนิดเดียวว่า สิ่งที่มีชีวิตนี้มันประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖, สิ่งที่มีชีวิตนี้ประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖. เราไม่รู้สึกว่ามันเป็นสักว่าธาตุ เมื่อจิตคิดนึกได้ ธาตุจิตมันคิดนึกได้ มันก็คิดไปตามสิ่งที่เข้ามาแวดล้อม เข้ามาปรุงแต่งให้คิดนึก.

ขึ้นด้านบน

จิตที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชาธาตุ เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์.

ที  

นี้ตามธรรมดาของอวิชชา อวิชชานี้ก็เป็นธาตุ ๆ หนึ่งเหมือนกัน. วิชชาก็เป็นธาตุหนึ่ง, อวิชชาก็เป็นธาตุหนึ่ง. นี้ตามธรรมดาธาตุอวิชชามันไม่มีความรู้ แล้วจิตมันอยู่ด้วยธาตุอวิชชามาก่อน; ฉะนั้นจิตมันไม่มีวิชชา มันไม่มีปัญญา มันยังไม่มี, เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นจิตโง่, จะเรียกว่าโง่ก็ได้ จะไม่เรียกว่าโง่ก็ได้; แต่ให้เรียกว่า มันไม่มีความรู้ก็แล้วกัน มันไม่มีความรู้ ตามธรรมชาติของมันไม่มีความรู้.

          นี่ธาตุจิตนี้มันรู้สึกได้ แต่ความรู้สึกนั้นไม่ถูกต้อง จึงเรียกว่ามันไม่มีความรู้, มันมีแต่ความรู้สึกที่มันรู้สึกไปตามอวิชชาธาตุ ตามสบายมัน, มันก็รู้สึกว่ามีตัวมีตน. ไปสัมผัสอะไรเข้า ก็เห็นเป็นตัวเป็นตนไปหมด, ไม่เห็นว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ จึงเอานั่นนี่เป็นตัวตน. นั่นแหละคือปัญหาสำคัญที่สุด เป็นต้นเหตุแห่งปัญหาด้วย.

          ฟังถูกหรือไม่ถูก ว่าการที่คนเรามีความทุกข์, เผชิญกันเข้ากับความทุกข์ มันมีต้นเหตุอยู่ที่นี่ คือธาตุจิตมันมีแต่รู้สึก, มันรู้สึกผิด คือมันโง่ มันไปหมายมั่นเอาสิ่งต่าง ๆ โดยความเป็นตัวตน ไม่ใช่เป็นธาตุ, แล้วมันก็ยึดถือตัวตน, ยึดถือความหมายแห่งตัวตน เป็นที่น่ารักน่ายินดีบ้าง น่าเกลียดน่าชังบ้าง ก็หลงใหลในสิ่งที่น่ารักน่ายินดีไปแบบหนึ่ง, หลงใหลในสิ่งที่ไม่น่ารักไม่น่ายินดีไปอีกแบบหนึ่ง. ฉะนั้นคนเราจึงได้รู้สึกความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวงอะไรไปตามเรื่อง เพราะความที่จิตนี้มันคบกันกับอวิชชาธาตุเป็นจิตที่โง่เขลา ยึดถือตัวตนรอบด้าน นั้นน่ะคือจุดตั้งต้นของความทุกข์ของคนเรา.

          คำว่า “ของคนเรา” ก็คือของจิตนั่นเองแหละ. คนเราไม่ได้มีมาแต่ไหน : ก็เพราะทั้งหมดนี้มันประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖ ธาตุ, ไม่มีธาตุตัวเรา ไม่มีธาตุคนเลย, มีแต่ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ, ในหกนั้นมันทำหน้าที่ของมันได้ คือจิตได้อาศัยกายก็ทำหน้าที่ของจิตได้.

          เดี๋ยวนี้จิตประกอบอยู่ด้วยอวิชชาธาตุ มันก็หลงไปหมด, ไปยึดถือโดยความเป็นตัวตนไปหมด สำหรับจะรักที่น่ารัก, สำหรับจะเกลียดที่น่าเกลียด, สำหรับจะโกรธที่น่าโกรธ, สำหรับจะกลัวที่น่ากลัว. แล้วมันก็เหลือซากเป็นความเคยชินแห่งความรัก โกรธ เกลียด กลัว; ฉะนั้นเราจึงมีปัญหาด้วยเรื่องความรัก โกรธ เกลียด กลัว ขยายตัวออกไปได้กี่อย่าง ๆ; เป็นความอาลัยอาวรณ์, เป็นความหึงเป็นความหวง, ซึ่งมันขยายตัวออกไปได้ เพราะมันรักมันจึงได้หึงได้หวง, อย่างนี้เป็นต้น.

          นี่เป็นผลของจิตที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชาธาตุ; จิตก็เป็นธาตุ มันประกอบอยู่ด้วยอวิชชาธาตุ, แล้วมันก็เกิดธาตุยินดียินร้าย, เกิดธาตุแห่งความรัก, ความโกรธ ความเกลียด, ความกลัว, เกิดธาตุแห่งความทุกข์ ในที่สุด, ทุกขธาตุทั้งนั้นเลย. แต่ถ้าถูกใจ ถูกจิต ถูกใจของจิต จิตกลับเรียกว่าสุข จิตจึงรู้สึกว่าเป็นสุข เกิดมีสุขธาตุสำหรับจิตโง่, หรืออทุกขมสุขธาตุสำหรับจิตโง่ ที่มันไม่รู้จะวินิจฉัยลงไปว่าอย่างไร.

          ต้นเหตุแห่งความทุกข์ หรือต้นเหตุแห่งปัญหา มาจากความที่จิตตธาตุมันโง่ โดยมันไปผสมกับอวิชชาธาตุ. จิตตธาตุผสมกับ อวิชชาธาตุ ก็เป็นจิตโง่; แต่เราจะเรียกว่าคนโง่. ที่จริงคนมิได้มี, คนไม่ได้เข้าไปอยู่ในธาตุทั้งหกนั้นได้. จิตนั้นแหละมันโง่ได้ เพราะมันประกอบด้วยอวิชชาธาตุ แต่เมื่อเราพูดภาษาธรรมดาพูดกัน เราก็ว่าเรา เราคือคน คนคือจิต, จิตคือจิตตธาตุ ที่ผสมกันอยู่กับธาตุอะไรมันก็เป็นจิตอย่างนั้น.

ขึ้นด้านบน

ธาตุต่าง ๆ แยกได้เป็นหมวดละสาม.

ที  

นี้ท่านจัดหมวดของธาตุไว้ อย่างที่เรียกว่าเป็นหลักวิชาที่สุด เป็นเทคนิคทางวิชาการที่สุด ที่ควรจะยกมาพูดกัน ก็มีสัก ๓ หมวด:–

          พวกแรก พวกสังขตะแสดงสิ่งทั้งปวงที่เป็นฝ่ายสังขาร คือสำหรับจะเป็นเจ้าทุกข์ จะเป็นตัวทุกข์, แล้วเรียกว่า กามธาตุ–ธาตุกาม, แล้วเรียกว่า รูปธาตุ–ธาตุที่มีรูป, อรูปธาตุ–ธาตุที่ไม่มีรูป.

          เมื่อกามธาตุครอบงำจิตแล้ว จิตก็หลงใหลในกาม. เมื่อรูปธาตุครอบงำจิตแล้ว จิตก็หลงใหลในรูปธรรมอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่กาม เป็นรูปธรรมอันบริสุทธิ์ที่เป็นอารมณ์แห่งฌานแห่งสมาบัติ. เมื่ออรูปธาตุครอบงำจิตแล้ว จิตก็หลงใหลในสิ่งที่ไม่มีรูป, มิใช่กาม มิใช่รูป เรียกว่าอรูป. สิ่งที่ไม่มีรูป ระบุไว้ในตำราว่า อากาศไม่มีรูป วิญญาณไม่มีรูป, ความไม่มีอะไร ความไม่มีอะไร อากิญจนะ ไม่มีรูป, แล้วความมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่มีรูป. นี้ละเอียด ไม่เคยฟัง เข้าใจไม่ได้ เก็บไว้ก่อนก็ได้, แต่ให้รู้ไว้ว่า มันมีสิ่งที่ไม่ต้องมีรูป แต่เป็นอารมณ์ของจิตได้. ถ้าว่าธาตุชนิดนี้ครอบงำจิต จิตก็หลงใหลอยู่ในสิ่งที่ไม่มีรูป; แต่ไม่ใช่เลยไปถึงนิพพาน, อยู่ในขั้นระดับที่เป็นเรื่องของสังขารทั้งนั้น.

          ธาตุทั้งหลายจะมีกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น ก็ตามใจเถิด มันสงเคราะห์ได้เป็นสามหมวด : พวกสังขตธาตุทั้งหลายนี้ คือกามธาตุ ครอบงำจิตแล้ว จิตก็จมอยู่ในกาม, รูปธาตุ ครอบงำจิตแล้ว จิตก็จมอยู่ในรูป อรูปธาตุ ครอบงำจิตแล้วจิตก็จมอยู่ในอรูป. บรรดามนุษย์ธรรมดาสามัญจะเป็นอย่างนี้ บางทีก็หลงไปอยู่ในหมวดธาตุนี้ บางทีก็ไปอยู่ในหมวดธาตุโน้น; แต่ว่าส่วนมากของมนุษย์นี้ หลงใหล อยู่ในกามธาตุ, ฉะนั้นจึงจัดมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นกามาวจร เป็นสัตว์ที่มีจิตเที่ยวท่องไปในกาม. ต่อเมื่อเป็นมนุษย์พิเศษธรรมดา จึงจะไปหลงใหลในรูปธาตุ เช่นพวกฤๅษีชีไพรเป็นต้น. ทีนี้พวกมุนี ฤๅษีชีไพร ชั้นเอกสุดขึ้นไป จึงจะไปหลงใหลในอรูป เช่นครูอาจารย์ ๒–๓ คน ของพระพุทธเจ้า ที่ชื่อ อาฬารดาบส อุทกดาบส เป็นต้นนั้น คือพวกที่หลงใหลอยู่ในอรูป; เหนือนั้นขึ้นไปไม่มีแล้ว สำหรับพวกสังขตธาตุ. นี่ มันก็จะเป็นเรื่องนิพพาน, จะเป็นเรื่องอสังขตะ.

          นี่ธาตุที่จะครอบงำสังขารทั้งหลาย หรือเป็นสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ๓ ธาตุอย่างนี้. แล้วคน ๆ หนึ่งอาจจะเป็นได้ทั้ง ๓ ธาตุ ทั้ง ๓ ภูมิ ๓ ภพนี่. ถ้าเขาอบรม ที่จะไปเป็นฤๅษี มุนี ยินดีในรูป, และอรูป ก็คือคนธรรมดามาก่อนทั้งนั้น; แต่เขาอบรมจิตใจสูงขึ้นไปถึงนั่น แล้วพอใจ แล้วยินดี แล้วหลงใหล และไม่อยากจะพ้นไปจากความเป็นอย่างนั้น. เขาจึงพูดว่า พวกพรหมอายุยาวมากกว่าใคร ๆ ยาวจนนับไม่ไหว เพราะมันเป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล พอใจมาก.

          นี่จำไว้ว่า ธาตุหมวดแรกที่ใช้แก่สัตว์ ที่จะต้องเวียนว่าย หรือใช้แก่ธาตุที่มีเหตุปัจจัยปรุง เป็นสังขตธาตุทั้งหลาย เขาแบ่งไว้เป็น ๓ กลุ่ม : เป็นกามธาตุ เป็นรูปธาตุ เป็นอรูปธาตุ. บางเวลาก็อยู่ในกลุ่มธาตุนั้น, บางเวลาก็อยู่ในกลุ่มธาตุนี้, แต่ส่วนมากที่สุดของคนธรรมดานั้น จะอยู่ในกามธาตุ ยินดีในกามแม้ไปจมอยู่ในนรกในอบาย มันก็ยังพอใจในกาม, หวังจะได้กาม. เป็นมนุษย์อยู่ที่นี่มันก็พอใจในกาม, หวังที่จะได้กาม. ไปเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นกามาวจร มันก็หลงใหลยินดีในกาม. ดังนั้นจึงพูดว่า ส่วนมากที่สุดของสัตว์ที่มีชีวิตนี้ มันเป็นสัตว์ที่ยังหลงใหลในกาม; แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันยังมีจิตใจต่ำพอที่จะพอใจอยู่ในกาม, จึงมีน้อยนักน้อยหนาที่จะสูงขึ้นไป ที่จะพอใจในรูปและพอใจในอรูป, ยังไม่พูดถึงนิพพาน.

          เอ้า, ทีนี้ก็จะพูดใหม่นะ พูดทีเดียวกินหมด ทั้งพวกบุถุชนและพวกมิใช่บุถุชน คือพวกที่สองทั้งพวกสังขตะและพวกอสังขตะ จะแบ่งธาตุออกเป็น ๓ หมวดอีกเหมือนกัน. แต่ทีนี้จะแบ่งเป็น รูป--ธาตุ อรูปธาตุ และนิโรธธาตุ. รูปธาตุก็ธาตุที่มีรูป ดังนั้นมันสงเคราะห์เอากามเข้าไว้ด้วย เพราะกามมันก็มีรูปเป็นที่ตั้งที่อาศัย หรือว่ารูปที่มิใช่กามก็เรียกว่ารูป เป็นธาตุที่มีรูป. แล้วก็เป็นธาตุที่ไม่มีรูป ธาตุที่สอง, แล้วก็เป็นนิโรธธาตุ คือธาตุเป็นที่ดับแห่งรูปและอรูป, นั่นแหละกลุ่มนิพพาน. กลุ่มนิพพานธาตุ เรียกว่านิโรธธาตุ.

          มีรูปนี้สงเคราะห์กามไว้ด้วย เพราะกามอาศัยรูปเป็นที่ตั้ง, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นี้เรียกว่ารูปทั้งนั้น; เพราะอาศัยรูปเป็นที่ตั้ง เลยเรียกว่า รูปธาตุ. ถ้าไม่มีรูปเป็นเพียงความรู้สึกคิดนึกของจิต ก็เรียกว่าอรูป แต่มันก็เป็นสังขาร มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอยู่. ทีนี้มีธาตุอีกธาตุหนึ่ง มีอยู่สำหรับจะเป็นที่ดับของธาตุทั้งสองข้างต้น รูปธาตุก็ดี อรูปธาตุก็ดี เมื่อถึงเข้ากับนิโรธธาตุก็ต้องดับไป.

          คำว่านิโรธ แปลว่าดับไม่มีเหลือ, นิโรธะ แปลว่าดับไม่เหลือ คือมันดับเหตุ ดับปัจจัย แล้วมันก็ดับไม่มีเหลือ. ถ้าดับชั่วคราวเขาเรียกอย่างอื่น เขาเรียกว่าภังคะบ้าง, เรียกว่าอัฏฐังคมะบ้าง, เรียกว่าอัสดงคตน่ะ อัฏฐังคมะ คือมันดับชั่วคราวแล้วมันเกิดใหม่, หรือภังคะ มันสลายแล้วมันก่อตัวใหม่; อย่างนี้ไม่ใช่นิโรธ. ถ้าเป็นนิโรธก็หมายความว่าดับที่เหตุที่ปัจจัย แล้วมันก็ดับไป ฉะนั้นที่จะเป็นนิโรธได้ มันต้องดับเหตุดับปัจจัย.

          เมื่อกี้กล่าวมาแล้วว่า จิตตธาตุได้ประกอบกันกับอวิชชาธาตุ มันจึงโง่ดักดาน, เป็นไปในวัฏฏสงสาร. อวิชชาธาตุนั่นแหละคือเหตุปัจจัย ที่ทำให้จิตตธาตุเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร. ฉะนั้นต้องดับอวิชชาธาตุนั้นเสีย, ดับเหตุดับปัจจัยคือดับอวิชชาธาตุนั้นเสีย, โดยมีวิชชาธาตุเข้ามาแทน. เดี๋ยวนี้จิตเลื่อนมาถึงขั้นที่เรียกว่า ประกอบอยู่ด้วยวิชชาธาตุแล้ว ไม่โง่แล้ว, มีลักษณะอาการคือเห็นแจ้งสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง; โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็นตัวเองว่า เป็นสักว่าธาตุเท่านั้น. จิตตัวกู จิตนี้ก็เป็นสักว่าธาตุเท่านั้น อะไร ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง มาปรุงแต่งก็สักว่าธาตุทั้งนั้น, เลยเห็นธาตุทั้งหลายทั้งปวงว่า เป็นธาตุตามธรรมชาติ ไม่เกิดความรู้สึกว่าตัวตน. ฉะนั้นจิตนี้จึงเปลี่ยนสภาพ จากที่โง่หลงมาเป็นตื่น เป็นฉลาด เป็นรู้แจ้งเป็นเบิกบาน ตามความหมายของคำว่าพุทธะ; ก่อนนี้มันหลับ เดี๋ยวนี้มันตื่น.

ขึ้นด้านบน

คุณภาพของจิตปรุงได้ไม่จำกัด.

ที  

นี้เรามารู้จักเรา ก็คือจิตรู้จักจิต; จิตคิดว่าตัวที่เรา จิตที่มันคิดว่าเป็นตัวเรานั่นแหละ มารู้จักตัวมันเอง. อย่าลืมว่าพุทธศาสนามันไม่มีตัวตน มันไม่มีตัวเรา; อะไร ๆ ก็เป็นเรื่องของจิต อย่างที่ บรรยายกันอย่างละเอียดแล้ว ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา. เพราะ ฉะนั้นให้รู้เอาเองเถอะว่า ถ้าบางทีพูดว่าเรา บางทีพูดว่าจิต มันก็คือสิ่งเดียวกัน. เดี๋ยวนี้จิตมันรู้จักตัวเอง หรือจะพูดอย่างภาษาคนก็ว่า เราเริ่มรู้จักตัวเราเอง คือจิตน่ะเริ่มรู้จักตัวจิตเอง ว่าเป็นอะไร, ว่าเป็นธาตุ ที่ประกอบอยู่ด้วยธาตุ กี่ยวข้องอยู่ด้วยธาตุ มีเหตุเป็นธาตุ มีผลเป็นธาตุ, แล้วมันก็เป็นไปอย่างที่เป็นอยู่.

          นี่ธาตุมันปรุงแต่งมัน เจือกันและปรุงแต่งกัน ให้เกิดผลใหม่ ๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น : ธาตุรูป ธาตุเสียง ธาตุกลิ่น ธาตุรส ธาตุโผฏฐัพพะ, ธาตุดี ธาตุชั่ว ธาตุไม่ดีไม่ชั่ว, กามธาตุ รูปธาตุ อรูป--ธาตุ, แต่ละอย่าง แต่ละหมวด แต่ละหมู่, มันก็มีการปรุงกันได้, เรียกว่าไม่มีขอบเขตจำกัด. การปรุงนี้ พอเอาอะไรปรุงเข้าไป มันก็เกิดของใหม่, ปรุงอะไรเข้าไป ก็เกิดของใหม่. เหมือนว่าในครัวนั้น มันมีอะไรนัก มีเกลือ มีกะปิ มีอะไรอยู่ไม่กี่อย่าง, แต่มันปรุงเป็นอาหารได้ไม่รู้จักกี่ร้อยอย่างพันอย่าง.

          ทีนี้ความคิดนึกของจิต หรือว่าสมรรถนะของจิต คุณภาพของจิต เป็นสิ่งที่ปรุงได้ไม่จำกัด; ฉะนั้นจึงมีเรื่องที่น่ารักน่าหลงใหลมาก มีเรื่องที่น่าเกลียดน่าชังมาก, มีอะไรล้วนแต่มาก ๆ ยากที่จะสิ้นสุด. เราไม่รู้เรื่องนี้ เราก็ไปหลง : หลงรัก หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว หลงกังวลวิตก อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวงคิดทำลายล้าง คิดจะยึดครอง คิดต่าง ๆ นานา; เพราะว่ามันโง่นี่ มันไม่รู้จักตัวเอง ซึ่งเป็นเพียงธาตุ และสิ่งทั้งปวงที่เป็นแต่เพียงธาตุ, แม้แต่ความเอร็ดอร่อยอย่างยิ่งก็เป็นสักว่าธาตุ. มันไม่รู้สึกสักว่าธาตุ มันรู้สึกว่าอร่อย แล้ว-ก็จะเอา, ความรู้สึกนั้นมันเข้มข้น เป็นกิเลสเข้มข้น มันก็จะเอาให้ได้ มันก็ต้องฆ่าผู้อื่น, หรือว่ามันอยากจะเอาหมด จนเป็นเจ้าโลกอย่างนี้ เรื่องก็วนเวียนอยู่ในการปรุงแต่ง แล้วก็ประหัตประหารกันเองในหมู่มนุษย์.

ขึ้นด้านบน

หลักพุทธศาสนาต้องมองให้เห็นทุกอย่างเป็นสักว่าธาตุ.

หั  

วใจของพุทธศาสนาคือ การมองให้เห็นความเป็นธาตุ อย่างที่ตรัสว่า บุรุษนี้ประกอบไปด้วยธาตุหก. ถ้าเรารู้จักธาตุดีถูกต้องแล้ว ก็คือรู้หมด รู้สักว่าธาตุเท่านั้นแหละ มันไม่ยึดถืออะไร.

          นี้เราควรจะรู้จัก ความผิดแปลกแตกต่างของพุทธศาสนาของเราว่า มันต่างจากศาสนาอื่นอย่างไร. เท่าที่อาตมาผ่านมา, เรื่องราวที่ได้ศึกษามานี้, การสอนให้เห็นว่า มันเป็นแต่สักว่าธาตุนี่ พบแต่ในพุทธศาสนา; ในศาสนาอื่นเขาไม่ได้สอนว่า มันเป็นสักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ ถ้าว่ามีในศาสนาไหนศาสนาอื่น อาตมายังไม่เคยอ่านพบ.

          ทีนี้พระไตรปิฎกของเราทั้งหมดมากมายเท่าไร มันก็ล้วนแต่อธิบายให้เห็น เรื่องความเป็นสักแต่ว่าธาตุ. คนเรานี้เป็นสักแต่ว่าธาตุ ประกอบอยู่ด้วย ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ, ธาตุหก. โดยกฎของอิทัปปัจจยตา, อำนาจแห่งกฎอิทัปปัจจยตา ทำให้ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ นี้ มันปรุงกันเรื่อย, มันปรุงกันเรื่อย จนมาเป็นรูปอย่างคน เป็นรูปอย่างสัตว์ หรือเป็นรูปอย่างต้นไม้ ต้นไล่, ก็แปลว่าธาตุถูก ปรุงขึ้นโดยกฎอิทัปปัจจยตา.

          ทีนี้ศาสนาอื่นเขาไม่พูดอย่างที่กล่าวมานี้เลย อย่างศาสนาคริสเตียนอย่างนี้ พระเจ้าหยิบเอาดินขึ้นมาเป่าพรวดเดียว สั่งคำเดียว กลายเป็นมนุษย์คนแรกขึ้นมา คืออาดัม, แล้วต่อมาก็ชักซี่โครงของอาดัมซึ่งเป็นผู้ชาย ออกมาซี่หนึ่ง มาเป่าพรวดเดียวเป็นผู้หญิง ก็เลยมีผู้หญิงขึ้นมาในโลก แล้วก็สืบพันธุ์กันมา. อย่างนี้มันแสดงว่า มนุษย์เรานี้ไม่ใช่ประกอบขึ้นด้วยธาตุหก โดยกฎของอิทัปปัจจยตา มันโดยพระเจ้าสร้าง เนรมิตขึ้นมา, เนรมิตจากธาตุดินธาตุเดียวเสียด้วย. ในคัมภีร์เขาว่าอย่างนั้น. เอาดินมาสร้างเป็นมนุษย์ผู้ชาย แล้วเอาซี่โครงผู้ชายมาสร้างเป็นผู้หญิง. นี่มันต่างกับพุทธศาสนาเท่าไรเล่า.

          คุณช่วยจำไว้ให้ดีด้วยว่าพุทธศาสนานี้มาสอนแต่ว่า ธาตุทั้งหลายประชุมปรุงกันเข้า เป็นผลิตผลใหม่ อย่างนั้นอย่างนี้ ตามกฎของอิทัปปัจจยตา, ส่วนลัทธิอื่นศาสนาอื่น เขาบอกว่าพระเจ้าเป่าพรวดเดียวเป็นคนขึ้นมา. นี่ เดี๋ยวนี้เรากำลังทะเลาะกัน ระหว่างพุทธกับคริสต์ มันจะเข้าใจได้ทันทีว่า, มันเหมือนกันไม่ได้. ที่หาว่าพระพุทธเจ้าไปเอาคำสั่งสอนในคริสต์มาสอน มันสอนได้เมื่อไรเล่า, มันเหมือนกันเมื่อไรเล่า, มันไปคนละทาง.

          พุทธนี่สอนว่า ทุกสิ่งเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ โดยกฎของอิทัปปัจจยตา; เมื่อศาสนาคริสต์เขาสอนว่า พระเจ้าเป่าพรวดเดียว ดินก็กลายเป็นคนขึ้นมาอย่างนี้; เป็นธาตุอยู่ตามธรรมชาติ ปรุงแต่งกัน แยกจากกัน, ปรุงแต่งกัน แยกจากกัน, ไม่มีที่สิ้นสุด ตามกฎของอิทัปปัจจยตา. นี้เป็นหลักของพุทธศาสนาส่วนศาสนาอื่น มีพระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวร พระเป็นเจ้าอะไรก็ตามเถอะของเขา พระเจ้าสร้างแป๊บเดียวเป็นขึ้นมา, ไม่ต้องพูดถึงว่าประกอบอยู่ด้วยธาตุหก เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา; ประกอบด้วยอวิชชาธาตุ ก็ทำผิด มีความทุกข์จนกว่าจะหมดอวิชชาธาตุ, เกิดวิชชาธาตุขึ้นมา ก็ไม่มีทุกข์ ก็ดับทุกข์.

          หลักการมันไกลกันอย่างกับฟ้าและดิน; ฉะนั้นจะมาอ้างว่าศาสนาพุทธไปเอาศาสนาอื่นมาสอนนั้น มันเป็นไปไม่ได้, หรือว่าถ้าจะเอาศาสนาพุทธไปสอนมันก็สอนไม่ได้ เพราะเขามันมีข้อเขียนอยู่ตายตัวชัดในคัมภีร์ของเขาอย่างนั้นอยู่แล้ว คือไม่มีธาตุ ไม่ได้สอนเรื่องธาตุ, ไม่ได้สอนว่าสิ่งทั้งปวงเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ.

          นี่รู้จักหัวใจของพระพุทธศาสนาไว้ คือคำว่า ทุกอย่างเป็นสักแต่ว่าธาตุ, เป็นไปตามธรรมชาติตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ, นี่เราเรียนเรื่องธาตุแล้วก็รู้พุทธศาสนา. คนอื่นเขาไม่ได้สอนว่า ประกอบอยู่ด้วยธาตุ แล้วตามกฎธรรมชาติ เขามีพระเจ้าเสกเป่า.

          แยกกันตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยหลักวิทยาศาสตร์; เดี๋ยวนี้เขาแยกศาสนาเป็น ๒ พวก : พวกหนึ่งเขาเรียนว่า creationist, creation ที่ว่าสร้างน่ะ พวกหนึ่งเขาเรียกว่า evolutionist. พุทธศาสนาเป็น evolutionist คือสอนว่า เป็นวิวัฒนาการไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ คือธาตุทั้งหลายวิวัฒนาการไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, นี่เรียกว่าพวกถือว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามวิวัฒนาการ พระเจ้าไม่ได้เกี่ยว. อีกพวกหนึ่งเขาสอนว่า พระเจ้าสร้าง ตามคัมภีร์ของพวกที่มีพระเจ้า ศาสนาเหล่านั้นเขาเรียกว่า creationist, พวกที่ถือว่ามีการสร้าง พวกนั้นไม่เกี่ยวกับธาตุ แต่พวกที่เป็น evolutionist นี้คือพวกที่เกี่ยวกับธาตุ ต้องมีธาตุมาผสมกัน แล้วมีวิวัฒนาการขึ้นมา.

          นี่เพื่อให้รู้ว่าพุทธศาสนา เป็นอย่างนี้ สอนอย่างนี้ นี่ส่วนหนึ่ง, และอีกส่วนหนึ่งก็ให้รู้จักตัวเอง ตัวเราเองว่ากำลังเป็นอย่างนี้, อย่าได้อวดดีให้มันมากเลย. ตัวกู–ของกู เป็นความรู้สึกที่บ้าบอ ที่จิตที่มีอวิชชามันรู้สึกเอาเอง, ว่าตัวกู ว่าของกู จิตที่มีอวิชชาธาตุ มันรู้สึกเอาเอง มันว่าเอาเอง, โดยแท้จริงแล้ว มันมีอย่างนั้นไม่ได้, มันมีสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ถ้าได้อวิชชาธาตุเข้ามาปรุงแต่ง จิตมันก็โง่ ก็ว่าไปตามโง่; ถ้ามันหมดอวิชชาธาตุ มันมีวิชชาธาตุเข้ามาปรุงแต่ง มันก็ฉลาดไปตามแบบของวิชชาธาตุ. นี้เรามารู้จักตัวเรากันเสียอย่างนี้.

          ปัญหามันเกิดเพราะเราไม่รู้เรื่องนี้มาตั้งแต่อยู่ในท้อง เราอยู่ในท้องแม่เราก็ไม่รู้เรื่องนี้ ว่าเป็นสักว่าธาตุ, เกิดมาแล้วก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่า โอ, นี้เป็นสักแต่ว่าธาตุ. ทารกมันไม่มีความรู้เรื่องนี้, ทารกโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น เป็นหนุ่มเป็นสาว มันก็ยังโง่ มันยังไม่รู้เรื่องนี้, แล้วมันต้องไปปรุงเป็นความทุกข์, ทุกข์จนน้ำตาไหล ทุกข์กันเสียมากมาย จึงจะค่อย ๆ มาดูกันใหม่ มาศึกษากันใหม่ว่า โอ, มันยึดถือไม่ได้, มันจะเอาเป็นตัวเรา เป็นของเราไม่ได้, มันสักว่าเป็นธาตุตามธรรมชาตินี่ มันจึงจะเปลี่ยนทางเดิน.

นี้บางคนโชคไม่ดี ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง ไม่ได้ปฏิบัติ มันก็ตายเปล่า คนนั้นก็ตายเปล่า,เกิดมารู้แต่ความทุกข์ แล้วก็ตายเปล่า. ทีนี้ถ้าบางคนโชคดี มันเผอิญได้ยินได้ฟังคำสั่งสอนของพระอริยเจ้า ที่ถ่ายทอดสืบ ๆ กันมา, แล้วก็มีสติปัญญาพอสมควร ที่จะมองเห็นด้วยตนเอง ว่า ทั้งหมดนี้ ข้างในของเรานี้ เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ. นี่มนุษย์ที่จะดับทุกข์ได้ ที่จะออกจากกองทุกข์ไปได้ ที่จะละความเป็นบุถุชน ไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้าได้ คือว่าถึงกับเป็นพระอรหันต์ได้ ไม่เสียชาติเกิดอย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้นความรู้เรื่องนี้จึงไม่ใช่เป็นเรื่องเล็ก ๆ.

          เดี๋ยวนี้ จิต มันมายึดถือตัวตน มีกิเลสตัณหา วนเวียนอยู่ใน กิเลส–กรรม–วิบาก, กิเลส–กรรม–วิบาก, กิเลส–กรรม–วิบาก, สามคำนั้นแหละมีความอยาก–แล้วทำตามที่ตัวอยาก–ได้ผลมาแล้ว ก็เพิ่มความอยาก–แล้วก็ทำตามความอยาก–ได้ผลมาแล้ว ก็เพิ่มความ อยาก และทำตามความอยาก, อยู่อย่างนี้ แรงขึ้น ๆ ๆ ก็เรียกว่าวัฏฏสงสาร, เอาเป็นตัวตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวทนาที่เป็นสุข ถูกยึดเป็นตัวตนมากกว่าอะไร ๆ, เวทนาที่เป็นสุขนั้นแหละตัวศัตรูอันร้ายกาจ แต่ก็เป็นที่น่ารักน่าพอใจยิ่งกว่าสิ่งใด ถูกยึดถือเป็นตัวตนอยู่ตลอดเวลา. เป็นอันว่าเพราะไม่รู้จักธาตุ, จึงได้หลงเกี่ยวกับธาตุทุกอย่างทุกประการ, จึงได้แต่เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์.

ขึ้นด้านบน

การเกิดแห่งธาตุ คือการเกิดแห่งทุกข์

ที  

นี้เมื่อได้ทราบว่า หัวใจของพุทธศาสนาสอนว่า ไม่มีอะไร มีแต่สักว่าธาตุ, แล้วก็มีคำอธิบายขยายความออกไปว่า การเกิดแห่งธาตุ คือการเกิดแห่งความทุกข์, นี่ช่วยจำไว้อีกประโยคนะ เป็นประโยคที่ต่อท้ายไปว่า การเกิดขึ้นแห่งธาตุ คือ การเกิดขึ้นแห่งทุกข์ มันลำบากอยู่ตรงคำว่าเกิด ๆ เราได้ยินแต่ว่าเกิดก็เกิดจากท้องแม่; ในทางธรรมะเขาไม่ได้หมายความว่าเกิดจากท้องแม่; แม้จะเกิดจากท้องแม่ก็ยังไม่เรียกว่าเกิด, จนกว่ามันจะทำหน้าที่ตามหน้าที่ ที่เรียกว่าธาตุเกิด ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม, เกิดนี้ ก็หมายความว่า เมื่อธาตุนั้นได้ทำหน้าที่ของมันตามหน้าที่, หรือมันกำลังอยู่ในหน้าที่ คือทั้งธาตุนี้ปรุงแต่งกันดีแล้ว เกิดเป็นร่างกายคนขึ้นมา.

          ธาตุเกิดในที่นี้ก็หมายความว่า สำหรับร่างกายก็คือเกิดเป็นกายขึ้นมา, สำหรับจิตก็เกิดเป็นจิตขึ้นมา, คือมันทำหน้าที่; ถ้ามันยังไม่ทำหน้าที่ ยังไม่เรียกว่าเกิด. แม้เราจะมีร่างกายอยู่อย่างนี้แล้ว ถ้าไม่ทำหน้าที่ก็ไม่เรียกว่าเกิด, แม้เราจะมีจิตอยู่แล้ว แต่ถ้าจิตไม่ได้คิด ไม่ได้นึก ไม่ได้ทำหน้าที่ เรียกว่ายังไม่เกิด. ฉะนั้นคำว่าเกิด หมาย--ความถึงทำหน้าที่ หรือกำลังอยู่ในหน้าที่ : ท่านจึงพูดว่า การเกิดแห่งธาตุ คือการเกิดแห่งความทุกข์. เมื่อธาตุทั้งหลายอยู่ในหน้าที่ ก็คือปรุงแต่ง, ปรุงแต่งเกิดกาย เกิดจิต เกิดความคิด เกิดความนึก เกิดความโง่ เกิดอวิชชา; นี่เกิดขึ้นแห่งธาตุ เป็นการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์.

          ถ้าฟังผิว ๆ เผิน ๆ มันก็จะไม่เข้าใจ เกิดแห่งธาตุก็เกิดไปซิ, จะมีความทุกข์อย่างไร และธาตุมันก็เกิดอยู่แล้ว, อย่างนี้ยิ่งผิดใหญ่. ถ้าพูดว่าธาตุทั้งหลายเกิดอยู่แล้ว นั่นภาษาคน, ไม่ใช่ภาษาธรรม; ว่าธาตุกำลังอยู่ในหน้าที่ของธาตุนั้นน่ะ เรียกว่าธาตุเกิดแล้ว นี้โดยภาษาธรรม. เมื่อธาตุอยู่ในหน้าที่ ก็คือปรุงแต่งกันเต็มที่, แล้วก็เกิดนั่นเกิดนี่ จนกระทั่งเกิดกิเลส เกิดตัณหาอุปาทาน.

          ฉะนั้นคำพูดว่า การเกิดขึ้นแห่งธาตุ คือการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์นั้นก็เข้าใจให้ดี ๆ; ไม่ใช่ว่าธาตุผสมธาตุเกิดเป็นธาตุใหม่ แล้วจะเรียกว่าเกิด. ท่านหมายความว่าธาตุนั้นทำหน้าที่ของมัน คือปรุงแต่งกันและกัน, แล้วก็เกิดสิ่งที่เป็นความทุกข์เป็นแน่นอน. หลักพุทธศาสนาเขามีว่า ทุกอย่างสักว่าธาตุ, แล้วการเกิดขึ้นแห่งธาตุ คือการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์.

ขึ้นด้านบน

เมื่อเห็นสิ่งทั้งปวงเป็นสักว่าธาตุก็หมดความยึดมั่น.

ที  

นี้ดูต่อไปว่า การเห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นธาตุ คือสิ่งสูงสุด, การปฏิบัติให้เห็นว่า สิ่งทั้งปวงเป็นสักว่าธาตุนั่นแหละ คือการปฏิบัติธรรมะสูงสุด, ยอดสุด สูงสุดของการปฏิบัติธรรมะ คือปฏิบัติให้เห็นว่า สิ่งทั้งปวงเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ ดี ชั่ว สุข ทุกข์ บุญ บาป, อะไรก็ตามทุกอย่างทุกประการ เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ, ไม่มีตัวตนของมัน หรือตัวตนของใคร หรือของเรา หรือของจิต. นี่ทำให้เห็นว่าสิ่งทั้งปวงเป็นสักว่าธาตุ เป็นไปตามธรรมชาติ นั่นน่ะคือ ยอดสุดของการปฏิบัติธรรมะ คือเห็นว่าไม่ใช่ตัวตน.

          นี่ธรรมเนียมโบราณนับว่าดีมาก ที่ให้คนที่จะมาบวชพระบวชเณรวันแรกที่เข้ามาอยู่วัด ต้องเรียนธาตุปัจจเวกขณ์ ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํฯ ไปหามาอ่านดู, ศึกษาดู แต่แล้วมันก็น่าเศร้าตรงที่ว่า คนที่อ่านที่เรียนนั้นก็ไม่รู้ ก็สักว่าท่องเหมือนกับมนต์ศักดิ์สิทธิ์, ท่องบาลีที่ไม่รู้อะไร ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา แล้วก็บวช บวชแล้วก็ยังไม่เรียน ก็ยังไม่รู้, สึกออกไปก็ไม่เรียนไม่รู้ ก็ไม่ได้รู้หัวใจของพุทธศาสนาทั้งที่เอามาท่องจำได้แม่นยำ ตั้งแต่วันแรกเข้ามาอยู่วัดเพื่อจะบวช. นี่เรื่องธาตุมันเป็นอย่างนี้.

          เมื่อเห็นสิ่งทั้งปวงเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ มันก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวง. ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรนั้น เรียกว่าความหลุดพ้น; ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นอยู่ที่อะไร อยู่โดยความหมายแห่งตัวตน มันก็เรียกว่าติดอยู่ที่นั่น, ยึดมั่นถือมั่น คือติดอยู่ที่นั่น, พอไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เรียกว่าความหลุดพ้น, หลุดพ้นออกไปจากความผูกพันของสิ่งที่ให้เกิดความทุกข์. นี่เพราะเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นสักว่าธาตุ.

          เดี๋ยวนี้อยากจะบอกว่า แม้การศึกษายุคปัจจุบัน ที่สอนกันเรื่องธาตุนั้น ธาตุนี้ทางวิทยาศาสตร์นี้ ก็ช่วยได้บ้างเหมือนกันแหละ, ขอให้เรียนกันจริง ๆ เถอะเรียนธาตุอย่างวิทยาศาสตร์ มันก็เห็นว่าธาตุ; จะเห็นสุดถึงปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นส่วน ๆ เป็นอณู กระทั่งมาเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้. ถ้าเราเรียนตามวิชาวิทยาศาสตร์อย่างวัตถุสมัยนี้ ก็ช่วยได้บ้างเหมือนกัน, ขอให้ศึกษาเห็นความเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ, ปรุงแต่งกันตามธรรมชาติ; เพียงแต่ว่าในทางพุทธศาสนานั้น เห็นมากกว่านั้น เห็นลึกกว่านั้น มันก็เป็นไปโดยแนวเดียวกัน เห็นสักว่าธาตุแล้ว มันก็ไม่ยึดถือว่าตัวตน.

          ถ้าไม่เห็นว่าเป็นธาตุแล้ว ก็ยึดถือว่าเป็นตัวตน คือสิ่งเหล่านั้นมันให้รสอร่อย เรียกว่าอัสสาทะ, ความอร่อยเกิดจากสิ่งนั้น; แล้วคนก็ยึดถือเป็นความอร่อยที่เรียกว่าสุขเวทนา จิตมันก็โง่ขึ้นมาทันทีว่า กูได้ความอร่อย, ความอร่อยนั้นของกู, กูเป็นผู้อร่อย นี้เรียกว่าอัตตาหรือตัวตน, ความอร่อยนั้นของกู นี้เรียกว่าอัตตนียา หรือของตน. ความโง่ว่าตัวตนและของตนมันก็เกิดขึ้น; ถ้ามันรุนแรงมากก็เรียกว่า ตัวกูหรือของกู มันก็เกิดขึ้น มันก็ได้เป็นทุกข์ความไม่รู้เรื่องว่าตัวตนหรือของตน เพราะไม่รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นสักว่าธาตุ อวิชชาธาตุครอบงำจิตอย่างเดียว จิตไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่า สิ่งทั้งปวงเป็นสักว่าธาตุ.

          เดี๋ยวนี้ลองคิดดูให้ดี เรารู้หรือยัง? เรามักจะพูดไปตามความไม่รู้ ว่าเรารู้; เราจะพูดด้วยความโง่ของเรา ว่าเราเข้าใจ ว่าเรามองเห็น ว่าธาตุตามธรรมชาติบ้าง อะไรบ้าง. มันต้องเอาหลักว่า ถ้าเรายังหลงรักสิ่งใดอยู่, หลงเกลียดสิ่งใดอยู่, หลงโกรธสิ่งใดอยู่, หลงกลัวสิ่งใดอยู่แล้ว, เรายังโง่ เรายังไม่เห็นความเป็นธาตุของสิ่งทั้งปวง; ต่อเมื่อไม่มีความรัก โกรธ เกลียด กลัว วิตก กังวล อาลัย อาวรณ์ อย่างที่กล่าวแล้วเป็นต้น นั่นแหละจึงจะพูดได้ว่า คนนั้นเห็นโดยความเป็นธาตุแล้ว.

          ถ้าเห็นโดยความเป็นธาตุ มันก็ไม่หลงรักอะไร, แล้วก็ไม่โกรธใคร, เพราะมันเป็นสักว่าธาตุ, แล้วมันไม่กลัวผีกลัวสางอะไรที่ไหน เพราะมันเป็นสักว่าธาตุ ตามธรรมชาติ, มันจะไม่มีวิตก กังวล อาลัย อาวรณ์อะไร เพราะมันเห็นว่าสักว่าธาตุ ที่เป็นไปตามธรรมชาติ.

          นี่ ขอให้วัดตัวเองกันอย่างนี้ อย่าพูดว่าอยู่วัดมานานแล้ว หรือมาวัดหลายหนแล้ว รู้จักเรื่องธาตุ. ระวังให้ดีอาจจะไม่รู้จักเลยก็ได้, ไปดูที่ว่ายังหลงรักในเวทนาอยู่หรือเปล่า, ยังหลงอยู่ในสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา หรือเปล่า? ถ้าไม่มีความหลงอย่างนั้นแล้ว จึงจะเรียกว่า รู้จักธาตุทั้งหลายตามที่เป็นจริง.

          เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จักธาตุ เราหลงในความเอร็ดอร่อยของมัน, ทน-ทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง เพื่อได้รสอร่อยจากสิ่งเหล่านั้น เท่า ๆ กับสัตว์เดรัจฉาน. คำนี้มันจะรุนแรงไปหรือไม่ ว่ามนุษย์นี่มันก็หลงรักความเอร็ดอร่อยของธาตุ เท่า ๆ กับสัตว์เดรัจฉาน; โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกามารมณ์ คนทนทุกข์ทรมานเพื่อกามารมณ์ ดูจะมากเท่ากับที่สัตว์เดรัจฉาน มันก็ต้องทนทุกข์ทรมานเพื่อกามารมณ์ หรือมีปัญหาแรงร้ายเกิดขึ้น ในฤดูที่แสวงหากามารมณ์ อย่างนี้เป็นต้นนี้. นี่เรียกว่าคนกับสัตว์เดรัจฉานก็ไม่ค่อยแพ้กันนักหรอก ที่จะไปหลงใหลในเรื่องอัสสาทะของธาตุ เพราะไม่รู้ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ.

ขึ้นด้านบน

ขอให้รู้จักธรรมธาตุ, เห็นอนัตตา, จะถึงขั้นหลุดพ้น.

 

รุปความที่ว่า ขอให้เราทุกคนนี่แหละ สามารถดู ศึกษา เห็น ดู รู้แจ้ง สิ่งที่เรียกว่าธาตุกันเสียใหม่ ให้มากกว่าที่แล้วมา. เรารู้จักธาตุ เห็นแจ้งในสิ่งที่เรียกว่าธาตุ ไม่ถึงที่สุด หรือยังน้อยเกินไป. ขอให้ตั้งใจทำให้มากกว่าที่แล้วมา ให้เห็นธาตุ ให้รู้จักธาตุ เห็นแจ่มแจ้งในเรื่องของธาตุมากกว่าที่แล้วมา, ตามหลักของพุทธศาสนาเห็นสักว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ ไม่มีความหมายแห่งตัวตน. นี่เรียกว่าเห็นอนัตตา, เห็นอนัตตา เห็นว่าไม่ใช่ตน, เห็นสักว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ จะเรียกว่าเห็นธรรมธาตุก็ได้. ธรรมธาตุก็แปลว่าธาตุตามธรรมชาติ, เห็นธรรมธาตุ คือ ความเป็นธาตุอยู่ตามธรรมชาติ.

          เห็นธรรมธาตุกันเสียบ้างอย่าไปเห็นตัวตน, หลงเห็นเป็นตัวตน. ให้เห็นว่าเป็นธรรมธาตุอยู่ตามธรรมชาติ นี่มนุษย์รอดตัว เพราะเห็นตามที่เป็นจริง; ก่อนนี้โง่ ไม่รู้จักธาตุ, ไม่รู้จักตัวเอง ที่เป็นสักว่าธาตุ, ไม่รู้จักสิ่งแวดล้อมตัวเองที่เป็นสักว่าธาตุ มันก็หลงตัวเองบ้าง หลงสิ่งแวดล้อมบ้าง จนเกิดความทุกข์ในขั้นแรก; ขั้นนี้ความทุกข์มันกัดเอาเจ็บปวด นานพอแล้ว ก็เริ่มรู้จักกันเสียที. อย่าไปหลงเอาธาตุมาเป็นตัวตน, นี่ขั้นที่สอง; ขั้นที่สาม ทีนี้ก็จะหลุดพ้น จะเป็นเรื่องของหลุดพ้น, เป็นขั้นของการหลุดพ้น, นี่คือความเป็นพุทธบริษัทสมบูรณ์แบบ. ความเป็นพุทธบริษัทที่สมบูรณ์ มันสมบูรณ์ต่อเมื่อเห็นธาตุทั้งหลายตามที่เป็นจริงว่าเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ไม่มีความหมายแห่งตัวตน จะเป็นพุทธบริษัทสมบูรณ์แบบกัน มันต้องเป็นที่ตรงนี้, แล้วเดี๋ยวนี้เราเป็นพุทธบริษัทสมบูรณ์แบบกันหรือยัง ขอให้ลองคิดดู.

          ถ้ายังเห็นเป็นตัวตนอยู่โดยไม่รู้สึกตัว ก็เรียกว่ายังไม่มีความเป็นพุทธบริษัท พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้ไม่หลับด้วยอวิชชา, ก็ต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จึงจะเรียกว่า เป็นพุทธบริษัทสมบูรณ์แบบ ด้วยเหตุที่รู้จักธาตุทั้งหลายตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ปราศจากตัวตน.

          เป็นพุทธบริษัทสมบูรณ์แบบได้ด้วยเรื่องเพียงเท่านี้ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ อาตมาไม่ว่าอะไร, ใครจะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้; แต่ขออย่างเดียวว่า ช่วยเอาไปคิดดู, ขออย่าให้พูดแล้วก็แล้วกันไป ขอให้เอาไปคิดดู ว่าเรานี้มันจมอยู่ในกองทุกข์เพราะไม่เห็นธาตุ, เพราะไม่รู้จักธาตุ, แล้วหลงใหลในธาตุ ที่ปรุงแต่งกันแล้วให้ความ เอร็ดอร่อยพอใจ หลงใหลกันอยู่จนเงินเดือนไม่พอใจ ต้องคอร์รัปชั่น.

          นี่การบรรยายนี้ เป็นเรื่องธรรมะเล่มน้อย ในเรื่องเดียวจบ ว่ามันไม่มีอะไร มันมีแต่ธาตุ, จิตล้วน ๆ มันก็เป็นธาตุล้วน ๆ, แล้วมันได้อวิชชาธาตุเข้ามาครอบงำ, แล้วมันก็เป็นทุกข์เป็นทุกขธาตุ, แล้ว-มันยังโง่, ว่าสุขธาตุเสียอีกนะ คนที่เสวยทุกข์กามารมณ์ เขาเห็นเป็นสุขธาตุไปเสีย แล้วก็ต้องเจ็บปวดด้วยความหลงใหล อันนั้นแหละ. นี้ต่อมามันลืมหูลืมตากันใหม่ เหมือนเกิดใหม่, รู้แจ้งสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง; แล้วจิตนี้มันก็ไม่หลงใหลในอะไรอีกต่อไป, เป็นจิตที่หลุดพ้น เข้าถึงนิพพานธาตุ ดับเสียซึ่งกิเลส ดับเสียซึ่งตัวตน, ดับเสียซึ่งการปรุงแต่งทั้งปวง ไม่มีการปรุงแต่งทั้งปวง, นั้นเป็นนิพพานธาตุ สูงสุดที่สุด แต่ก็ยังเป็นธาตุ เป็นสักว่าธาตุ. ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า มันเป็นสักว่าธาตุ ไม่ยึดถือโดยความเป็นตัวตนได้, ไม่อาจจะยึดถือ โดยความเป็นตัวตนได้ นับตั้งแต่ดินขึ้นไป จนถึงนิพพาน. สูตรตั้งต้นของการศึกษาพุทธศาสนาในมัชฌิมนิกาย แสดงสิ่งที่ยึดถือ ไม่ได้หลายสิบอย่างนี้ไว้ครบถ้วน นับตั้งแต่ธาตุดิน ขึ้นไปถึงนิพพานธาตุ, เรื่องจบ.

          อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ เพื่อเป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของท่านทั้งหลาย ให้เข้มแข็งแก่กล้า ในการปฏิบัติธรรมะสืบต่อไป.

ขึ้นด้านบน

 

ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ >
> ๑๐. อะไร ๆ เป็นสักแต่ว่าธาตุ.

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.