||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

พฤกษาแห่งชีวิตชนิดสมบูรณ์แบบ.

๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖

 

ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย,

          การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๘ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวโดยชุด ธรรมะเล่มน้อย ต่อไปตามเดิม, แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า พฤกษาแห่งชีวิตชนิดสมบูรณ์แบบ. ขอให้พยายามทำความเข้าใจ ให้มีใจความติดต่อกันมาจากการบรรยายในครั้งก่อน ๆ.

          ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดกันด้วยใจความสำคัญก็คือ เรื่องของชีวิต ในฐานะเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ นับตั้งแต่ว่า เราสามารถที่จะเติมธรรมะลงไปในชีวิต จนกว่าจะสมบูรณ์, และมีการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องต่อสิ่งเหล่านี้. อย่าให้เถลไถลออกไปนอกแนวแห่งธรรมะ จนกลายเป็นเรื่องไสยศาสตร์ไปเป็นต้น. ธรรมะกับไสยศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่ก็มีคนเอาไปปนกันอยู่เป็นประจำ; ถ้าทำอย่างนั้นย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ ในการที่จะได้รับอานิสงส์ของธรรมะ. เราจึงพยายามศึกษา แยกแยะ ให้เห็นชัดลงไปเป็นอย่าง ๆ ว่า ชีวิตเป็นอย่างไร, ธรรมะเป็นอย่างไร, สิ่งที่เรียกว่าจิตคืออะไร, การพัฒนาจิตคือการพัฒนาชีวิตนั่นเอง อย่างนี้เป็นต้น ใจความสำคัญเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องไม่ลืมเสีย.

          วันนี้ก็จะพูดถึงเรื่องของชีวิต ต่อไปอีกตามเคย พูดในแง่ของการพัฒนาอย่างละเอียดลึกซึ้ง ทุกแง่ทุกมุม อย่างติดต่อกันไปทีเดียว. สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้นมันหมายความทุกอย่าง ไม่ยกเว้นอะไร, ธรรมะก็คือชีวิต, ธรรมะก็คือการพัฒนาชีวิต, สิ่งที่พัฒนาชีวิตก็คือ ธรรมะ. ฉะนั้นขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า มันมีความหมายจำกัดอย่างไร เท่าไร, แล้วจึงเรียกชื่อว่าอะไร, อย่างนี้เป็นต้น.

ขึ้นด้านบน

การศึกษาธรรมะเป็นมาอย่างไม่มีระบบ.

ปั  

ญหาอีกปัญหาหนึ่งที่มีอยู่จริง ก็คือว่า แต่ก่อนมาเราศึกษาธรรมะกันอย่างไม่มีระบบ, อย่างไม่มีระบบ อันนี้บางคนจะฟังไม่ เข้าใจ, ว่าไม่มีระบบนั้นคืออย่างไร. คำว่าระบบ มีความหมายเฉพาะ ของมันเอง คือว่ามันเนื่องกัน ครบถ้วนเป็นส่วน ๆ ไปตามหน้าที่ของมัน จนสำเร็จประโยชน์อย่างนี้ก็เรียกว่าระบบ.

          เราไม่ศึกษาธรรมะอย่างมีระบบ เป็นธรรมเนียมไปเสียแล้ว; แม้การสอนก็ไม่เป็นระบบ อาจารย์ผู้สอนพูดไปตาม ความคิดนึกชั่วขณะ, พูดอะไรได้หลักแหลมอยู่เหมือนกัน ตามความคิดนึกชั่วขณะ, ไม่รู้ว่าเป็นต้นหรือเป็นปลาย หรือเป็นตรงไหน พูดไปตามสบายใจ. คนฟัง-ก็เลยจับจุดที่เป็นระบบไม่ได้ ได้แต่ฟัง เรื่องเบ็ดเตล็ดข้อหนึ่ง ๆ จำไว้แล้วก็ลืม, นี่เรียกว่าความที่มันไม่เป็นระบบที่ยึดโยงกันอย่างสมบูรณ์. ขออธิบายด้วยอุปมาจะดีกว่า จะฟังง่ายกว่า และจะประหยัดเวลาด้วย.

          ที่ว่าเป็นระบบ ก็จะขอยกตัวอย่างต้นไม้นั่นเอง เพราะวันนี้เราจะพูดถึงลักษณะของต้นไม้แห่งชีวิต. ท่านจงดูต้นไม้สักต้นหนึ่ง ว่ามันมีระบบอย่างไร? ต้นไม้ต้นหนึ่งมันก็ต้องมีรากฐาน ส่วนราก ส่วนที่จมลงไปในดิน แล้วก็ต้องมีดินด้วย มีแผ่นดินด้วย, ถัดขึ้นมามันก็มีลำต้น, ถัดจากลำต้นขึ้นมา มันก็มีกิ่ง, แล้วก็มีกิ่งน้อย ๆ กระทั่งเป็นก้าน แล้วมันก็มีใบ มันก็มีดอก มันก็มีลูก, โดยรูปโครงมันก็เป็นระบบอย่างนี้.

          โดยกิจกรรมที่เป็นหน้าที่การงานของมันก็เป็นระบบ, คือมันจะต้องทำงานสัมพันธ์กันหมด : รากมันต้องหยั่งลงไปในดิน เพื่อจะ ดูดเอาน้ำและแร่ธาตุในดิน, ได้แล้วมันก็ส่งขึ้นมาทางไส้ช่องกลวงของลำต้น, ส่งไปที่ใบเพื่อถูกกับแสงแดด, แล้วก็ปรุงธาตุต่าง ๆ ที่ขึ้นไปสู่ใบนั้น ให้กลายเป็นธาตุชนิดที่จะบำรุงเลี้ยงต้นไม้ได้, เสร็จแล้วมันก็ส่งกลับลงมาตามเปลือก, แล้วก็สร้างเปลือก แล้วก็สร้างกระพี้ สร้างเนื้อแก่น, วนเวียนอยู่อย่างเป็นระบบ. มันจึงต้องการน้ำอย่างถูกต้อง, ต้องการแสงแดดหรือแสงสว่างอย่างถูกต้อง, ต้องการธาตุในดิน ที่จะไปปรุงแต่งเป็นเปลือก เป็นใบ เป็นดอก เป็นลูก เป็นอะไรต่าง ๆ อย่างครบถ้วนและถูกต้อง, มันถูกต้องกันไปทั้งหมดอย่างนี้, เรียกว่ามันมีระบบ ในต้นไม้นั้นโดยสมบูรณ์ ไม่มีส่วนไหนที่ผิดพลาด.

          เดี๋ยวนี้เราเรียนธรรมะกันอย่างไม่มีระบบ คือไม่รู้ว่า มันมีราก มีต้น มีกิ่ง มีก้าน มีใบ มีดอก กันอย่างไร, หลับตามองไม่เห็น. นี่คือความไม่มีระบบ ของการศึกษาธรรมะของพวกเรา เพราะว่า การสอนก็ดี การเรียนก็ดี มันไม่สมบูรณ์, แล้วส่วนมากอาจารย์ผู้สอนก็ไม่มีระบบ ไม่รู้ระบบ นึกอะไรได้ก็พูดไปตามนั้น. พูดให้แปลก ๆ แล้วก็ยิ่งดี, พูดให้ลึก ๆ เข้าใจไม่ได้ เข้าใจได้ยากแล้วก็ยิ่งดี, นิยมกันว่าธรรมะสูง อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งที่แท้ก็เป็นธรรมะที่ไม่มีระบบ, และเป็นธรรมะปลีกย่อย ตามความคิดนึกรู้สึกชั่วขณะของอาจารย์ผู้สอน. ด้วยเหตุอย่างนี้แหละ การเรียนธรรมะของเรามันจึงไม่มีระบบ เท่าไร ๆ นานเท่าไร ๆ มันก็ไม่ประจักษ์ ไม่ชัดเจน ไม่แจ่มแจ้ง ยังคงมีความสลัว สลัว หรือว่าเวียนหัว มีผลจนทำให้เวียนหัวเพราะความไม่มีระบบ.

ขึ้นด้านบน

มาศึกษากันให้เป็นระบบดุจการปลูกต้นไม้.

ดั  

งนั้นเรามายึดถือเอาต้นไม้นี้แหละ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีระบบ ที่เราเห็นอยู่ได้ง่ายเห็นอยู่ง่าย ๆ นี้มาเป็นหลัก สำหรับพิจารณาธรรมะศึกษาธรรมะ หรือจะเรียกว่าเป็นอุปมาในการศึกษาธรรมะ ก็ได้เหมือนกัน, เพื่อว่าการศึกษาธรรมะของเรา จะได้เป็นระบบกันเสียที. อีกอย่างหนึ่งเราก็จะถือเอา เรื่องการปลูกต้นไม้ เพาะเลี้ยงรักษาต้นไม้นี่แหละเป็นอุปมา. ฟังดูให้ดี อาตมากำลังพูดว่า เป็นอุปมา เป็นเครื่องเปรียบเทียบ.

          ที่มันชั้นนอกที่สุดของอุปมา ก็คือว่า เราตามธรรมดา คนไทยหรือเด็กไทย ย่อมคุ้นเคยกับการปลูกต้นไม้, เด็ก ๆ ก็ปลูกต้นเทียน ปลูกต้นดาวเรือง ปลูกต้นสามเดือน ที่คนกรุงเทพฯ เขาเรียกกันว่าบานไม่รู้โรย. เด็ก ๆ นี่รู้จักต้นไม้เหล่านี้ดี เพราะเป็นต้นไม้สำหรับเด็ก และเด็กที่ฉลาดก็จะปลูกต้นไม้เหล่านี้ได้ผลดี มีดอกสวยอวดเพื่อนได้ เรียกกันมาดู นี่เด็ก ๆ ทีนี้ถ้าเด็กมันโตขึ้นไป จะเป็นคนรุ่นแล้ว คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวแล้ว มันก็ปลูกต้นไม้ที่สูงขึ้นไปกว่านั้น; เช่น ปลูกกล้วย ปลูกอ้อย ปลูกสับปะรด เป็นต้น มันเหมาะสมแก่ความรู้ความสามารถ, มันก็ปลูกได้ดี ซึ่งมันก็ต้องยากกว่า ที่ต้องปลูกต้นไม้เล็ก ๆ เช่น ต้นเทียน ต้นดาวเรือง เป็นต้น.

          พอโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ ก็สามารถที่จะปลูกต้นมะม่วง ต้นหมาก ต้นมะพร้าว ปลูกได้ดีมีผล เพราะมันเป็นคนโตแล้ว มันไม่ใช่เด็กแล้ว.

          ทีนี้มันเป็นถึงรุ่นแก่รุ่นเฒ่า ที่จิตใจสูงขึ้นไป มันก็ปลูกต้นไม้ที่มีความหมายสูงขึ้นไป เช่นต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นยูง ต้นยาง ที่มีร่มเงา มีอะไรสูงกว่าปลูกกินตามธรรมดา.

          นี่ขอให้รู้ว่า เราก็เคยหรือคุ้นเคยกับการปลูกต้นไม้ เพาะเลี้ยงต้นไม้รักษาต้นไม้จนสำเร็จประโยชน์ตามวัยของเราเป็นลำดับ ๆ ไป, มันมีความจริงของมันเฉพาะชั้นเฉพาะตอน. ที่เขาจะเรียกกันโดยสมัย นี้ว่า มีเทคนิคของมันเฉพาะขั้นเฉพาะตอน, จะต้องมีความรู้ใช้เทคนิคเหล่านั้นให้ถูกต้อง ให้มีผลดีเต็มที่ การปลูกต้นไม้เหล่านั้นจึงจะสำเร็จประโยชน์.

          ทีนี้เรามาคิดดูถึงต้นไม้ชีวิต, ชีวิตที่เปรียบเสมือนต้นไม้. คน ๆ หนึ่งมีชีวิต ถ้าเปรียบเสมือนต้นไม้ เราก็ต้องรู้ว่าต้นไม้ชีวิตนี้มันมีอะไรเป็นราก เป็นโคน เป็นราก เป็นรากฐาน, มีอะไรเป็นลำต้น มีอะไรเป็นกิ่งใหญ่ ๆ กิ่งเล็ก ๆ มีอะไรเป็นก้าน อะไรเป็นใบเป็นดอกและเป็นลูก. มันต้องการน้ำชนิดไหน, มันต้องการธาตุในดินชนิดไหน มันต้องการแสงแดดอย่างไร. เราควรจะรู้เรื่องชีวิต ซึ่งมันก็เปรียบเสมือนกับต้นไม้ ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน ว่ามันมีระบบอย่างไร.

          เมื่อเราศึกษาระบบของต้นไม้ตามธรรมดาเข้าใจดีแล้ว อาจจะศึกษาระบบของต้นไม้คือชีวิตได้ดีเหมือนกัน โดยหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน แต่ว่าเรื่องมันคนละสิ่งละอันเท่านั้นเอง; เช่นต้นไม้มันกินน้ำ, ต้นไม้มันกินธาตุในดิน, ชีวิตนี้มันก็กินน้ำหรือกินธาตุในดิน แต่มันไม่ใช่อย่างดียวกัน. ชีวิตมันต้องการธรรมะ หรือต้องการความถูกต้อง, ต้องการการประพฤติปฏิบัติโดยเฉพาะของมัน เพื่อจะให้ต้นไม้ชีวิตนั้นมันงอกงาม.

          ทีนี้เพื่อจะให้เข้าใจกันได้ง่าย ๆ โดยอุปมาอีกเหมือนกัน; เราจะแยกต้นไม้ชีวิตหรือชีวิตพฤกษา ชีวิตพฤกษา ต้นไม้ชีวิตนี้ ออกไปเป็นอย่าง ๆ และให้ครบถ้วนทุกระบบ ซึ่งในที่นี้จะขอแบ่งระบบภายในออกเป็นสัก ๔ ระบบ หรือ ๔ เรื่อง:–

          ระบบที่ ๑ ร่างกาย นี้ก็ต้องเรียกว่าระบบหนึ่ง เป็นกายพฤกษา เป็นรูป เป็นส่วนรูปเป็นรูปพฤกษา.

          ทีนี้ ระบบที่ ๒ คือ ระบบจิต มันเป็นจิตตพฤกษา เป็นต้นไม้อีกต้นหนึ่ง เป็นอีกระบบหนึ่ง คือระบบจิต.

          ทีนี้ ระบบที่ ๓ คือ ปัญญา ในที่นี้อยากจะเรียกให้แปลกสักหน่อยว่า โพธิ, โพธิ, โพธิแปลว่าปัญญา ระบบโพธิพฤกษา.

          นี้มันก็กลายเป็น ๓ ระบบแล้ว : ระบบกาย, ระบบจิต, ระบบโพธิ, สามระบบ นี้ถ้าถูกต้องแล้ว ก็สำเร็จประโยชน์แก่บุคคลนั้น หรือภายในบุคคลนั้น.

          ทีนี้เขยิบออกไป นอกตัวคนนั้นอีกระบบหนึ่ง คือจะต้องมีระบบการผูกพันทางสังคม ซึ่งจะต้องเอาคำที่ใช้กันอยู่ก่อนนั้นมาใช้ว่าระบบเมตตา, ระบบเมตตาหรือเมตเตยยะ ความเป็นมิตร ถ้าเมตตาก็ความเป็นมิตร เมตเตยยะก็คือเครื่องเกื้อกูลแก่ความเป็นมิตร. เมตตาน่ะคือความเป็นมิตร, แล้วเมตเตยยะสิ่งซึ่งเป็นเครื่องเกื้อกูลแก่ความเป็นมิตร. นี่เป็นระบบสำหรับเกี่ยวข้องกับผู้อื่น นอกไปจากตัวเรา นอกจากตัวเรา.

          ในภายในตัวเรานี้ มี ๓ ระบบ คือ ระบบกาย ระบบจิต ระบบโพธิปัญญา สำเร็จแล้ว ครบถ้วนแล้ว. ต้องมีระบบนอกกาย เราคือ ระบบเมตตา หรือเมตเตยยะ สำหรับผูกพันกับผู้อื่น เกี่ยวข้องกับผู้อื่น, อย่าให้เกิดอันตราย เกิดโทษ เกิดทุกข์ภัย อะไรขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตด้วยเหมือนกัน. เห็นได้ง่าย ๆ ว่า ถ้าเราทำถูกต้องหมดในส่วนภายใน คือกายก็ถูกต้องจิตก็ถูกต้อง โพธิก็ถูกต้อง; แต่ถ้าระบบภายนอกมันไม่ถูกต้อง มันก็เต็มไปด้วยศัตรู ไพรี ซึ่งจะคอยย่ำยีทำลายชีวิตเสียอีก ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. ฉะนั้นระบบภายในก็ถูกต้อง, ระบบภายนอกที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น ก็ต้องถูกต้อง, ถ้าอย่างนี้แหละจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ คือ มีความถูกต้องทุก ๆ ประการ.

ขึ้นด้านบน

ทุกระบบถูกต้อง ชีวิตจึงจะรอดอยู่ได้.

ที  

นี้ขอให้ดูว่า ต้นไม้ธรรมดานี่ ต้นไม้ตามธรรมชาติ มันมีระบบอย่างไร, ต้นไม้ชีวิตมันก็ควรจะมีระบบในภายในต้นหนึ่ง ๆ อย่างครบถ้วนเช่นเดียวกัน, คือมีระบบรากฐาน ระบบลำต้น ระบบกิ่ง ระบบก้าน ระบบใน ระบบดอก ระบบผล, ที่ลำต้นมันยังมีระบบเปลือก ระบบกระพี้ ถัดไปจากเปลือก, แล้วมีระบบแก่น ซึ่งเป็นตัวสำคัญของลำต้น, แล้วระบบไส้ที่เป็นรูกลวงตลอดลำต้น นั้นเป็นทางเดินแห่งอาหารที่จะแสวงหามาได้จากดิน แล้วก็ส่งขึ้นไปปรุงแต่งกันที่ใบเมื่อมีแดด, แล้วก็ส่งกลับมาทางเปลือก เป็นเปลือกเลี้ยงต้น. นี่มันถูกระบบแล้ว ต้นไม้ก็รอดอยู่ได้.

          เรื่องกาย ของเราก็เป็นอย่างเดียวกัน, เรื่องจิตของเราก็เป็นอย่างเดียวกัน, สติปัญญาของเราก็เป็นอย่างเดียวกัน, มันมีหลักเกณฑ์ที่คล้ายกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ว่ามันอย่างเดียวกัน คือมันมีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน. เราจะต้องรู้ให้ ถูกต้องว่า, เราจะต้องทำกับระบบนั้น ๆ อย่างไร.

          เช่นว่าทางกาย ระบบร่างกาย จะต้องมีความถูกต้องตามหลักแห่งธรรมะร่างกายนี้ตามหลักธรรมะทั่วไปถือว่า ประกอบขึ้นด้วยธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม, ประกอบขึ้นด้วยธาตุเป็นร่างกาย เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม มันต้องมีความถูกต้องเกี่ยวกับดิน น้ำ ไฟ ลม อย่างไร. การแพทย์แผนโบราณเขาสนใจเรื่องดิน น้ำ ไฟ ลม นี้กันมาก. หยูกยาทั้งหลายต้องอ้างหลัก หรือพาดพิงอยู่กับหลักเกี่ยวกับดิน น้ำ ไฟ ลม นี้มากที่สุดแพทย์โบราณจึงประกอบยาขึ้นมา รักษาโรค กำจัดโรคของคนเรา ให้รอดชีวิตสืบ ๆ กันมา จนจะมาสู่ยุคปัจจุบัน ซึ่งมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามความรู้ที่มันก้าวหน้า, แต่มันก็ไม่พ้นไปจากหลักเกณฑ์อันนี้ มันจะต้องมีความถูกต้องต่อสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย หากแต่ว่าเดี๋ยวนี้รู้มากกว่า ละเอียดลออกว่า ทำอะไรได้ดีกว่า แต่มันก็ไม่ทิ้งหลักเดิม มันต้องมีความถูกต้อง สำหรับสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย.

          ยิ่งรู้มากอย่างแท้จริง, รู้อย่างแท้จริงมาก มันก็ทำได้ดีมาก; ฉะนั้นการบำบัดโรคทางกายสมัยปัจจุบันมันก็ดีมาก, และก้าวหน้าได้มาก จนถึงกับว่ามันมีความถูกต้องมาแต่ในท้อง, หรือว่าจะต้องมีความถูกต้อง ตั้งแต่ก่อนตั้งปฏิสนธิด้วยซ้ำไปคือบิดามารดามีความ ถูกต้อง ในการที่จะทำให้เกิดการตั้งปฏิสนธิทารกเด็กขึ้นมา. นี่มันมีความถูกต้องมาตั้งแต่ในท้อง ออกมาก็ได้รับความประคบประหงมที่ถูกต้องในทางร่างกาย, เด็ก ๆ ของเราจึงมีร่างกายสมบูรณ์ ไม่ตาย รอดชีวิตได้มากกว่า แล้วก็ดีกว่าขึ้นมาตามลำดับในระบบร่างกาย นี้เรียกว่าก้าวหน้ามาก.

          แต่อย่าลืมว่า ความถูกต้องทุกชนิด คือธรรมะทั้งนั้นแหละ, มันไม่มีทางที่จะหลบหลีกไปจากสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ; เพราะว่าธรรมะมันหมายความถึงความถูกต้อง. บิดามารดประพฤติกระทำถูกต้อง ตั้งปฏิสนธิถูกต้อง, เด็กเจริญเติบโตในครรภ์ในท้องอย่างถูกต้อง, คลอดออกมาแล้วก็มีความถูกต้อง, มีความถูกต้องทางร่างกายเรื่อย ๆ มา จนเป็นผู้ใหญ่ มีความถูกต้อง.

ขึ้นด้านบน

ระบบกายพฤกษา ต้องถูกต้อง.

ที  

นี้ก็มาดูว่า เรามีความถูกต้องกันหรือเปล่า? มันมีอยู่ไม่น้อยเหมือนกันที่มันไม่ถูกต้อง เพราะมันไม่รู้ เพราะการศึกษามันไม่เจริญ, หรือมันเจริญไปแต่ในทางที่ไม่ถูกต้อง ไม่ได้เลี้ยงเด็กให้ดี ไม่ได้เลี้ยงเด็กวัยรุ่นให้ดี, ปล่อยให้เกิดความผิดพลาดทางกาย นี้ก็มีอยู่มาเหมือนกัน. การศึกษาไม่สมบูรณ์ คือไม่ถูกต้องตามที่ควรจะมี, มันไปสมบูรณ์ในส่วนที่ไม่จำเป็น หรือไม่ควรจะสมบูรณ์ด้วยซ้ำไป, มันไปบำรุงบำเรอกันมาก ในส่วนที่ไม่จำเป็นจะต้องถึงขนาดนั้น.

          ร่างกายนี้ยังรวมระบบประสาทเข้าไว้ด้วย ระบบประสาทนี้สำหรับกายจะติดต่อกับจิตใจ ประสาทจึงเป็นเหมือนสื่อสัมพันธ์ ระหว่างกายกับจิตใจ. ระบบประสาทก็ต้องมีความถูกต้องด้วย, มีการบริหารทางระบบประสาทไม่ดี มันก็มีระบบประสาทที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่สมบูรณ์ คนเราจึงมีความไม่สมบูรณ์ทางประสาท.

          นี้ขอให้ถือว่า การทำความถูกต้องแก่ร่างกาย หรือส่วนของร่างกายทุก ๆ ระบบ นี้ก็เป็นธรรมะด้วยเหมือนกัน. อย่าว่าเอาเอง หรืออย่าว่าตามคนโง่ ๆ เขาพูด ว่าเรื่องธรรมะต้องไปวัด ต้องไปสวดมนต์ภาวนา จึงจะเป็นเรื่องของธรรมะ. แต่เดี๋ยวนี้มาบอกที่นี่ว่า ทำให้มันถูกต้องแก่ระบบทั้งหลายเหล่านี้ นับตั้งแต่ร่างกายและสิ่งที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย ทำให้ถูกต้องเถอะ, เช่น บริหารร่างกายให้ดี ให้ได้กินอาหารที่ดี, ให้ได้อยู่ในที่ที่ดีที่เหมาะสม แม้แต่บ้านเรือน, เช่นเครื่องใช้ไม้สอยที่อยู่อาศัย เราจัดเรากระทำให้เกิดความถูกต้องเถิด, นั่นแหละก็คือธรรมะ เป็นธรรมะพฤกษา เป็นต้นไม้แห่งธรรมะ ที่เป็นระบบของร่างกาย.

          ฉะนั้น จงดูร่างกายให้ถูกต้อง ดูทุก ๆ สิ่งที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย ในภายนอกนี่ ให้มันถูกต้อง, วัตถุ ทรัพย์สมบัติ ข้าวของ เงินทอง บุคคลอะไรก็ตาม ให้มันถูกต้อง, แล้วระบบประสาทที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย ก็ขอให้ถูกต้อง. ฉะนั้นขอให้ศึกษาจนรู้จักสิ่งเหล่านี้ ทำให้มีความถูกต้องที่ร่างกาย และสิ่งที่เนื่องกันอยู่กับร่างกายและหน้าที่ของร่างกาย ซึ่งมีไว้สำหรับเป็นที่ตั้ง เป็นรากฐานแห่งระบบประสาทและระบบจิต.

          นี่ใครเคยสนใจถึงขนาดนี้ ใครเคยศึกษาธรรมะกันในรูปแบบนี้? อาตมาว่าจำเป็นที่จะต้องศึกษาธรรมะกันเสียใหม่ อย่างมีระบบ คือครบถ้วน มีความถูกต้อง ครบถ้วนของทุก ๆ ส่วน ที่มันประกอบกันขึ้นเป็นระบบหนึ่ง ๆ แม้แต่เรื่องอาหารการกิน เดี๋ยวนี้ก็รู้สึกว่า มันไม่ค่อยจะถูกต้อง; เพราะว่าคนมันไม่รู้เรื่อง ว่าร่างกายนั้นมันต้องการอะไร, และกิเลสมันต้องการอะไร. คนไม่รู้เรื่องทั้งร่างกายและไม่รู้เรื่องทั้งกิเลส, คนนั้นก็หลับตากิน บำรุงบำเรอไปในทางความถูกต้องของกิเลส, ถูกต้องของกิเลสนั้นคือ ความไม่ถูกต้องของมนุษย์ หรือของธรรมะ; แต่เดี๋ยวนี้เราก็มีการกินชนิดที่เพื่อกิเลสเสียมากกว่าเพื่อธรรมะ. จงเลือกอาหารที่กิน จงเลือกวิธีกิน จงเลือกทุก ๆ อย่าง ที่เกี่ยวกับอาหาร ให้มันเป็นไปเพื่อความถูกต้องของธรรมะ อย่าให้ถูกต้องของกิเลส.

          นี้เรื่องร่างกาย ซึ่งจะเรียกเป็นภาษาธรรมะแท้ ๆ ก็เรียกว่ารูป รูปธรรม, ความถูกต้องในส่วนรูปธรรมหรือส่วนร่างกาย, ความถูกต้องที่เกี่ยวกับส่วนรูปธรรม หรือร่างกายหรือเกี่ยวกับร่างกายนี้ เราจะเรียกว่าระบบศีล ศีละ หรือศีล ศีลสิกขาก็ได้. ขอให้รู้จักเรื่องของศีลสิกขาว่า มันมีอะไรเท่าไร, มันมีความสัมพันธ์ถึงไหน. อย่าเพียงแต่นั่งว่าปาณาติปาตา, อทินนาทานา, นั่นน่ะมันที่ผิวเปลือก แล้วก็ไม่รู้ด้วยแล้วก็ไม่ถือด้วย ไม่ปฏิบัติด้วย.

          ขอให้มีความเข้าใจในเรื่องศีลลึกลงไปถึงกับกล่าวได้ว่า คือความถูกต้องแก่ระบบของร่างกาย และสิ่งที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย จะเป็นวัตถุภายนอก หรือส่วนประกอบของร่างกายในภายใน เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อะไร อาการ ๓๒ นี้ต้องถูกต้อง, บ้านเรือนเครื่องใช้ไม้สอยก็ถูกต้อง. ทั้งหมดนี้เราจะเรียกว่า ความถูกต้องในระบบกาย, แล้วจะเรียกมันว่าศีล ในขั้นศีลสิกขา เป็นส่วนของร่างกายและวาจาเป็นส่วนใหญ่ มุ่งหมายที่นั่น.

          นี่ระบบศีลเป็นอย่างไร, มันอยู่ที่ไหน, มันจะอาศัยเหตุปัจจัยอะไร, จะเจริญได้อย่างไร, นี้เราก็พูดกันมาไม่น้อยแล้ว. แต่มักจะพูดอย่างไม่มีระบบ คือชอบใจจะพูดตรงไหนก็พูดเฉพาะ ตรงนั้น, ถนัดจะพูดตรงไหนก็จะพูดกันแต่ตรงนั้น มันไม่สัมพันธ์กันอย่างเห็นชัดโดยสมบูรณ์เต็มที่ว่า มันมีอยู่อย่างไรโดยระบบ.

          นี้ขอให้มีการศึกษาอย่างมีระบบ คือศึกษาเพิ่มเติม ๆ เพิ่มเติม จนครบถ้วน, รู้เห็นชัดแจ้งทีเดียวว่า เรื่องนี้มันมีระบบทั้งของมัน อย่างไร, โดยนึกถึงว่าต้นไม้อย่างนี้ มันมีราก มีฐาน มีลำต้น มีกิ่ง มีก้าน มีใบ มีดอก มีลูก มีแก่น มีเปลือก มีกระพี้ มีอะไรสัมพันธ์กันอย่างไร, นี่เราเห็นได้ด้วยตา. แต่เดี๋ยวนี้เรื่อง ข้างใจเรื่องของกายภายในนี้ มันไม่อาจจะเห็นได้ด้วยตาเป็นส่วนมาก, ต้องอาศัยความรู้ มีปัญญา มีความรู้นั่นแหละเป็นดวงตา, แล้วก็ประพฤติปฏิบัติกระทำต่อร่างกาย กายพฤกษานี่ให้ถูกต้อง. เหมือนเราเด็ก ๆ นี้ปลูกต้นเทียบ ปลูกต้นดาวเรืองเรารู้ดี เราปลูกได้งดงาม, โตขึ้นเราปลูกกล้วย ปลูกอ้อย ปลูกสับปะรด ปลูกอะไรได้งดงาม, โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เราก็ ปลูกมะพร้าว มะม่วงอะไรได้งดงาม, กระทั่งปลูกต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นยูง ต้นยางอะไรได้งดงาม ดูที่ความถูกต้อง ต้นไม้จึงงดงาม.

          นี้ก็เหมือนกัน ต้องมีความถูกต้อง ร่างกายจึงจะเป็นร่างกายที่ดีที่สุดที่ถูกต้องที่สุด; เพื่อจะหมดปัญหาในทางร่างกาย ซึ่งเรียกได้ว่าไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็พร้อมที่สุด สมบูรณ์พร้อมเพรียงที่สุด ที่จะเป็นที่ตั้งของจิตใจ นับตั้งแต่ระบบประสาทขึ้นไป. ถ้าร่างกายมันมีความถูกต้องอย่างนี้แล้ว มันก็ช่วยให้ถูกต้องต่อไปถึงระบบจิตใจ และระบบปัญญา วิญญาณ, นี้เรียกว่าระบบกายพฤกษาที่เราใช้ศีลสิกขาเป็นบทเรียน สำหรับประพฤติกระทำให้มีความถูกต้องทางกาย.

          ขอให้สังเกตดูสักหน่อยด้วยว่า นี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องธรรมดา เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่มีไสยศาสตร์, ไม่มีเรื่องของไสยศาสตร์ ไม่เกี่ยวกับผีสางเทวดา ไม่เกี่ยวก็สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรที่ไหน, เกี่ยวกับเรื่องของธรรมชาติ มีความถูกต้องตามธรรมชาติก็ใช้ได้, เรียกว่าระบบแรก คือเกี่ยวกับร่างกาย ต้นไม้ชีวิตส่วนร่างกาย ต้นไม้แห่งชีวิตในส่วนแห่งร่างกาย.

ขึ้นด้านบน

ศึกษาระบบจิตพฤกษาตั้งแต่เริ่มต้น.

ที  

นี้ดูขึ้นไปถึงส่วนที่สอง ต้นไม้ที่สอง ต้นไม้แห่งชีวิตในระบบจิต, จิตตพฤกษา. ถ้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็ได้ยินเดี๋ยวนี้ก็ได้ว่า จิตตพฤกษา–ต้นไม้แห่งจิต, ต้นไม้ชีวิตในระบบจิต, จะเรียกอย่างนี้ก็ได้. ในภาษาธรรมะ ในวัดในวาเขาเรียกว่า นามก็มี เรียกว่า วิญญาณ, ทางจิตทางวิญญาณ ทางนามก็มี.

          ใครพูดได้ ใครยืนยันได้ว่า ตนเองมีความถูกต้องแล้วในส่วนระบบจิต ถ้ามันมีความถูกต้องในระบบจิตจริง คงจะไม่มีปัญหา มากอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ยังมีความผิดพลาดทางระบบจิต ดูมันจะเนื่อง มาจากระบบกายด้วย มาอยู่ในความผิดพลาดทางระบบจิต, เราจึงมีจิตที่ไม่สมประกอบร้อยเปอร์เซ็นต์, มันมีจิตชนิดที่ยังบกพร่อง. ถ้าเป็นมากเกินไปก็แสดงให้คนอื่นเห็น จนคนอื่นเขาพูดว่า คนนี้มันไม่เต็มบาท เพราะว่ามันมีความบกพร่องอยู่ในระบบนี้.

          ระบบจิตนี้มันก็อธิบายยาก เราก็ไม่ต้องรู้ทั้งหมด รู้แต่ที่จำเป็นจะต้องรู้ว่าร่างกายมันอาศัยธาตุ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม. โรคจิตนี้มันก็อาศัยวิญญาณธาตุ, วิญญาณธาตุซึ่งเป็นธาตุด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องพิเศษ วิเศษ ไปกว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม มันก็เป็นเพียงธาตุ เป็นสักแต่ว่าธาตุด้วยกันแหละ เพียงแต่มันแสดงอะไรได้มากกว่า น่าอัศจรรย์กว่า จึงดูเป็นสิ่งที่มันประหลาด หรือมหัศจรรย์หรือลึกลับ. แต่ถ้าเราเห็นว่า มันเป็นธาตุเหมือนกัน เป็นสักแต่ว่าธาตุเหมือนกัน, มันมีเหตุมีปัจจัยเหมือนกัน, เราก็ศึกษาให้รู้เรื่องเหตุปัจจัยของธาตุจิต ธาตุวิญญาณนี้, แล้วเราก็จะพัฒนามันได้.

          สิ่งที่เรียกว่าจิตนี้ มันจะมาแต่เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร ไม่ต้องรู้ก็ได้, เอาเท่าที่จำเป็นจะต้องรู้ หรือเกี่ยวกับที่เราจะต้องรู้ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสในฐานะเรื่องของความทุกข์. ท่านตรัสว่า มันตั้งต้นเมื่อทารกน้อยนั้น เริ่มรู้สึกต่อสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ หรือเวทนา, ระบุที่เวทนาดีกว่า. เมื่อทารกยังอยู่ในครรภ์ ไม่ประสีประสาต่อระบบ เวทนา ไม่คิดนึกอะไรได้, แต่พอคลอดออกมาจากท้องแม่ไม่กี่วัน มันก็มีความรู้สึกต่อเวทนา ที่เข้ามากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจเอง แม้จะเป็นส่วนน้อย ทารกจึงเริ่มรู้สึกคิดนึก รู้สึกพอใจ รู้สึกไม่พอใจ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความคิดนึกต่อไป จนเป็นเรื่องเป็นราวสำหรับที่จะเป็นทุกข์.

          ระบบจิตมันตั้งต้น เมื่อทารกนั้นเริ่มรู้สึกต่อเวทนา คือรับสัมผัสแล้วรู้เวทนาได้ มันจะมีความถูกต้องได้อย่างไรล่ะ. ทารกมันก็หลับตาออกมาจากท้องแม่มันไม่มีความรู้ติดมาแต่ในท้อง ว่าอะไรเป็นอะไร, มันเหมือนกับไม่มีจิตใจมากกว่า, คิดนึกอะไรไม่เป็น จนกว่าจะ มาได้รับสัมผัส เวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นอทุกขมสุข คือ ยินดีหรือยินร้าย ก็เป็นเหตุให้เกิดความคิดนึกต่อไป ๆ ตามอำนาจของความยินดียินร้าย, นี่ระบบจิตมันตั้งต้นตรงนี้.

          ทีนี้ก็มีปัญหาว่า มันจะถูกต้องได้อย่างไร เมื่อทารกมันออกมาจากในท้องไม่มีความรู้ ไม่มีสติปัญญาอะไร; เพราะฉะนั้นจึงเป็น การยาก ที่จะให้ทารกน้อย ๆ มีระบบจิตอย่างถูกต้อง, ก็เรียกว่าปล่อยไปตามเหตุตามปัจจัย มันก็มีระบบจิตเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. ระบบปัญญาก็ก่อตัวขึ้นมา ในลักษณะที่เป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัย, ระบบจิตและระบบปัญญาของทารกนั้น มันก็เหมือนกับว่า เคว้งคว้างไปตามอำนาจเหตุตามอำนาจปัจจัย ไม่มีความถูกต้อง. ดังนั้นปุถุชนคนธรรมดาเรา จึงไม่รู้เรื่องของความทุกข์ ไม่รู้เรื่อง ของความดับทุกข์ มันก็ทำผิด ๆ มันก็มีความทุกข์. นี่ขอให้รู้จักจุดตั้งต้นของความไม่ถูกต้อง ว่ามันมีอยู่อย่างนี้.

ขึ้นด้านบน

การทำไม่ถูกต้อง ก็เพราะเป็นไปตามเหตุปัจจัย.

ที  

นี้มันจะถูกต้องได้อย่างไร? ใครจะมาช่วยให้เกิดความถูกต้อง? นี้มันมีคำตอบกว้างขวางละ มันมีเหตุปัจจัยรอบด้าน; ถ้าว่าทารกน้อย ๆ เกิดขึ้นมาแล้วได้รับการปะคบประหงมไปในทางถูกต้อง มันก็จะมีความรู้สึกคิดนึกที่ถูกต้อง; แต่ถ้าได้รับการอบรมแวดล้อม ในทางที่ไม่รู้อะไร คือไม่ได้เป็นไปเพื่อความถูกต้อง, เป็นไปอย่างละเมอเพ้อฝันของคนเลี้ยง ของมารดา หรือของคนเลี้ยงหรือของพี่เลี้ยง ของใครก็ตาม ซึ่งก็เลี้ยงทารกไปตามที่เขาชอบ หรือตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ไม่ถูกต้อง. ทารกนี้ก็จะเริ่มมีจิตชนิดนั้น ชนิดที่จะไม่ถูกต้อง, และไม่ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป : คือได้รับการแวดล้อม แวดล้อมให้หลงไหลในความเอร็ดอร่อยสวยงาม, อยากจะเอาแต่ที่เอร็ดอร่อย สนุกสนาน สวยงาม เมื่อไม่ได้ก็ร้องไห้. อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องผิดไปแล้ว ทั้งระบบจิตและระบบของปัญญา.

          เราไม่ได้มีขนบธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรม ที่จะอบรมทารกให้มีจิตที่ถูกต้อง ให้มีปัญญาที่ถูกต้อง ทารกจึงเติบโตขึ้นมาตามบุญตามกรรม, ตามความแวดล้อมที่ไม่ถูกต้อง, จึงยินดีในสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ ยินร้ายในสิ่งที่น่าเกลียดชัง, แล้วก็เป็นทุกข์เมื่อไม่ได้ตามที่ต้องการ : มีความรักบ้าง ความเกลียดบ้าง มีความโกรธบ้าง มีความกลัวบ้าง, กระทั่งในที่สุด มันละเอียดเป็นความรู้สึก ยึดมั่นถือมั่น อาลัยอาวรณ์ ขยายตัวออกไปเป็นเรื่องละเอียด ๆ ออกไป ล้วนแต่เป็นความไม่ถูกต้องทั้งนั้นแหละ. นี้จะพูดได้ว่า ทารกเติบโตขึ้นมาในความมืด ในอวิชชา ในความมืด.

          ทุกคนเคยเป็นทารกกันมาแล้วทั้งนั้น. ดู, ย้อนหลังไปดู ให้เห็นข้อที่ว่าเราคลอดออกมาเติบโตขึ้นมานี้ ในท่ามกลางแห่งความมืดความไม่รู้อะไร, แล้วแต่คนเลี้ยงเขาจะแวดล้อมเราอย่างไร. บางที ขออภัย พูดตรง ๆ ไม่ใช่เนรคุณอะไร; คนเลี้ยงหรือมารดาด้วยซ้ำไป แวดล้อมเราให้หลงไหลในสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ ของสวย ของงาม ของหอม ของนิ่มนวล ของเอร็ดอร่อย จนเราพอใจในสิ่งนั้นเป็นนิสัย. นี้เรียกว่าความไม่ถูกต้อง; ถ้าถูกต้องก็ถูกต้อง สำหรับไม่ตายเท่านั้น สำหรับที่จะไม่ตาย หรือสำหรับคนธรรมดาปุถุชน เขาต้องการกันอย่างนั้น, มันก็ถูกต้องเพียงเท่านั้น มันจึงไม่ดับทุกข์ได้. เราจึงต้องทนทรมานต่อมา ในท่ามกลางแห่งปัญหานานาประการ คือความทุกข์ เรียกว่า จิตก็เป็นมาในลักษณะที่เหมาะสมสำหรับที่จะคิดผิด จะพูดผิดจะทำผิด จะเป็นไปในทางที่ให้เกิดทุกข์มากกว่าที่จะดับทุกข์.

          ทีนี้พอเราขึ้นมา ได้เผชิญกับความทุกข์นานาประการเรื่อยมา ๆ จนเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือนด้วยซ้ำไป, โตมากแล้วนี่จึงจะค่อยรู้สึกว่า อ้าว, นี้มันล้วนแต่ความลำบาก ทนทรมาน เจ็บปวดไปเสียทั้งนั้น. ทำอย่างไรจึงจะขจัดความรู้สึกที่เป็นทุกข์เหล่านี้ออกไปเสียได้? นี่เราจึงค่อยเข้าไปหาธรรมะ, เริ่มมีความคิดว่ามันมีส่งที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ ดับความทุกข์เหล่านี้ได้ จึงไปหาธรรมะที่วัดที่ไหนก็สุดแท้แต่จะไปหาได้, ไปหาสิ่งที่เขาพูดกันว่า เครื่องดับทุกข์ ความดับทุกข์ เครื่องดับทุกข์. นี่จึงไปบวช ไปเรียน ไปศึกษา ไปอะไร ไปขวนขวายหามา เพื่อจะดับทุกข์ ที่สร้างสมขึ้นไว้ในตน ตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่จนบัดนี้, จะไปหาสิ่งที่มาแก้ไข หรือดับความทุกข์ที่เราสะสมไว้มากมายถึงปานนี้. เพราะฉะนั้นมันจึงยาก เห็นไหม, มันจึงยากที่เราจะรู้จักกิเลส จะฆ่ากิเลส จะควบคุมกิเลส จะดับทุกข์มันจึงยาก; เพราะว่าไม่ได้ฉลาดมาแต่ในท้อง, แล้วก็โง่ตั้งแต่ออกมาจากท้อง แล้วก็โง่มาก ๆ ๆ ๆ ขึ้นมาตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสทั้งนั้น หรือของอวิชชา คือความไม่รู้อะไร.

          นี่ระบบฝ่ายที่ผิดพลาด ระบบที่ฝ่ายที่เป็นความไม่รู้ ระบบแห่งความทุกข์มันมาของมันอย่างนี้เต็มที่อย่างนี้ เต็มอัตราอย่างนี้. เดี๋ยวนี้จะมาเอาออก จะมาแก้ไขจะมาล้างออกไปนี้ มันก็ต้องลำบากบ้างเป็นธรรมดา; ถ้าทนไม่ไหว รับเอาไว้ไม่ไหว ก็ขวนขวายหาทางที่จะแก้ไข จะดับไป จะล้างไป เรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะเปลี่ยนเป็นเรื่องของความดับทุกข์ คือสิ้นสุดแห่งความทุกข์ หรือว่าไม่มีทุกข์ นี่พูดเสียยืดยาวนี้ ก็เพื่อให้รู้ว่า มนุษย์ตามธรรมชาติที่เกิดมานี้ มันไม่มีความถูกต้อง ในระบบจิตหรือระบบปัญญา สำหรับจะดับทุกข์; มันถูกต้องแต่จะให้เป็นทุกข์ มันถูกต้องแต่สำหรับที่จะให้เป็นทุกข์, มันเหมาะสำหรับที่จะเป็นทุกข์. มันไม่ถูกต้องสำหรับที่จะดับทุกข์. ฉะนั้นจึงต้องมาพูดกันใหม่ พูดกันใหม่มาตั้งต้นกันใหม่ ในระบบที่มันจะดับทุกข์.

ขึ้นด้านบน

ต้องศึกษาธรรมะให้เต็มตามระบบ.

 

ะไรจะเป็น ก ข ก กา ที่จะต้องเริ่มเรียน ในเรื่องของความ ดับทุกข์นี่จะต้องรู้. ฉะนั้นขอให้ทุกคนสนใจระบบธรรมะ หรือความถูกต้องในทางจิต ทางปัญญาด้วยก็ได้ ว่าจะต้องตั้งต้นกันอย่างไร.

          ขอให้ศึกษาธรรมะนี้ให้ถูกต้อง ให้เต็มตามระบบ, และให้มี ระบบอย่าเป็นเพียงคำพูดกระท่อนกระแท่น ที่พูดกันแต่เพียงความรู้สึกคิดนึกชั่วขณะ. อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงผู้วิเศษพูดอะไรออกมาสักประโยคหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่ยึดถือกันมาก, ทั้งที่แท้มันเป็นเพียงความรู้สึกคิดนึกชั่วขณะ พูดออกมาอย่างไม่มีระบบทั้งนั้นแหละ. เมื่อไม่มีระบบแล้วมันก็ทำหน้าที่ไม่ได้ ทำงานให้ถูกต้องไม่ได้, เป็นเรื่องเสี่ยงมากกว่า. ถ้าไปถูกเข้ามันก็พอจะดับทุกข์ได้ แล้วมันไม่อาจจะถูกกันเข้าก็ได้ มันก็ดับทุกข์ไม่ได้เสียมากกว่า, ก็เลยตกเป็นหน้าที่ของเราเอง ที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติม ให้ครบถ้วน ให้เต็มตามระบบ ที่เราได้ยินได้ฟังมาอย่างกระท่อนกระแท่น หรือพูดสั้น ๆ พูดอะไรลัด ๆ สั้น ๆ ไม่สมบูรณ์, นี้จะต้องมาทำเสียใหม่ให้สมบูรณ์.

          เมื่อพระพุทธเจ้าจะส่งสาวก ไปประกาศพระศาสนา ท่านก็ทรงกำชับในเรื่องนี้มาก ว่าเธอจงไปประกาศพรหมจรรย์ แสดงธรรมนี้ ให้บริสุทธิ์ ให้ครบถ้วน ให้ถูกต้อง ให้สมบูรณ์ : เกวล ปริปุณฺณํ ปริสุทฺธิ, ให้ไพเราะในเบื้องต้น ให้ไพเราะในท่ามกลาง ให้ไพเราะในเบื้องปลาย ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. นั้นคือตัวระบบ ซึ่งพระองค์ทรงกำชับอย่างยิ่ง ว่าภิกษุที่จะไปประกาศพระศาสนาเหล่านี้ จงประกาศพระศาสนา หรือพรหมจรรย์เหล่านั้น ให้เต็มระบบ ให้ถูกต้องครบถ้วนเต็มตามระบบ, สัตว์ที่มันจะรู้ได้ จะเข้าใจได้ มันก็มีอยู่ในโลกนี้ ก็จะได้รับประโยชน์.

          เดี๋ยวนี้เราจะไปโทษใคร คนที่รับพระพุทธดำรัสโดยตรงมา ก็ไม่รู้อยู่ที่ไหนที่จะทำให้มันครบตามระบบ, ก็ตกเป็นหน้าที่ของพวกเรากันเอง. พวกเรากันเองทุกคนนี้ จะต้องปรับปรุง จะต้องศึกษา ต้องจัดต้องทำ ให้ความรู้ในทางธรรมะนี้ถูกต้องบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง, คือเป็นความครบถ้วน ถูกต้องและครบถ้วนสิ้นเชิง นั้นน่ะคือระบบ.

          เอาละ, ก็เป็นอันว่า มันก็เป็นหน้าที่ของเราแล้ว ที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมให้ถูกต้อง ให้ครบถ้วน ให้เต็มตามระบบ. อะไรที่มันยัง ขาดอยู่ ก็ต้องเพิ่มเติม, เราก็รู้จักชน ชนกันให้เป็นระบบ เป็นโครง สร้างที่เป็นระบบ; เหมือนต้นไม้ที่ว่ามีรากฐาน มีลำต้น มีกิ่ง มีก้าน มีใบ มีดอก มีลูก มันเป็นโครงสร้างที่สมบูรณ์. ฉะนั้นขอให้ความรู้ ทางธรรมะของเรา ก็เป็นโครงสร้างที่สมบูรณ์อย่างมีระบบ, แล้วก็เอาไปใช้แก่ระบบภายในชีวิต ตัวชีวิต คือระบบกายก็ดี ระบบจิตก็ดี ระบบปัญญาก็ดี ให้มันมีความถูกต้องทุก ๆ ระบบ.

          นี่คือทางที่จะเอาตัวรอดได้ อย่าเพ่อท้อใจว่ามันมากมาย ถ้าเอาแต่เท่าที่จำเป็น แล้วมันไม่มากมายแหละ; เช่นเรารู้เรื่องการปลูกต้นไม้ให้สำเร็จประโยชน์นี้ มันไม่ได้มากมายจนต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ไหนกันเป็นสิบปียี่สิบปี. ชาวสวนที่เขาชำนาญสักหน่อย สังเกตมาดี ชำนาญสักหน่อย เขาก็รู้ทุกระบบเลย ว่าจะปลูกต้นไม้แต่ละอย่าง ๆ ในสวนของเขา ให้ได้ผลดีที่สุดอย่างไร, จะปลูกทุเรียน อย่างไร, จะปลูกมะม่วงอย่างไร จะปลูกเงาะอย่างไร, แล้วก็สมบูรณ์ ที่สุด เขาก็รู้ แล้วก็รู้เต็มที่มีผลร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องไปเรียนเมือง นอกเป็นสิบ ๆ ปี มีปริญญายาวเป็นหางเกี่ยวกับเรื่องนี้.

ขึ้นด้านบน

ตั้งต้นศึกษาธรรมะที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

 

รรมะนี้ก็เหมือนกันแหละ เราไม่ต้องเรียนชนิดที่มีปริญญายาวเป็นหาง : แต่ขอให้เรียนอย่างถูกต้องเท่าที่จำเป็น, ให้รู้เรื่องที่เกี่ยวกับความทุกข์ทุกเรื่องเพื่อจะดับมันเสีย และตั้งต้นที่ ก ข ก กา, ที่รากฐานของวิชานี้ ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. จงตั้งต้นศึกษา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันมีระบบทำงานของมันอย่างไร, จนกระทั่งมันเกิดเป็นกิเลส เป็นตัณหา เป็นอุปาทาน เป็นความทุกข์ขึ้นมาอย่างไร, แล้วก็ทำไปในทางที่มันกลับกัน หรือตรงกันข้าม ก็ไม่เกิดความทุกข์; ไม่ใช่ว่าจะเรียนกันทั้งพระไตรปิฎก ไม่มีใครสามารถจะเรียนหมดทั้งพระไตรปิฎกได้สักกี่คนดอก, แต่ว่าแม้จะเรียนได้ เนื้อหาสาระมันก็มีเท่านี้, มันมีเท่านี้, เท่าที่เราจะรู้จัก ตา หู ลิ้น กาย ใจ จนควบคุมมันได้, ควบคุมมันให้ไปแต่ในทางที่จะไม่เกิดกิเลส มันเท่านี้มันมีเท่านี้. คำอธิบายนอกนั้นก็เป็นฝอยทั้งนั้น ไม่ใช่ใจความ; แต่ถึงอย่างนี้มันก็ยังเป็นระบบที่ตายตัว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่เป็นเรื่องที่มีระบบอย่างตายตัว ซึ่งได้เคยพูดกันมาแล้วหลายครั้งหลายหน ในเรื่องปฏิจจสมุปบาท นั้นเป็นเรื่อง ก ข ก กา เป็นเรื่องตั้งต้น ที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า จุดตั้งต้นของพรหมจรรย์ คือเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.

          ทีนี้เราไม่สนใจตัวระบบที่สำคัญที่สุด คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปคิดเอาเอง ไปว่าเอาเอง ไปเดาเอาเอง เป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ ตามที่กิเลสมันหลอกลวงไป, จนกระทั่งออกไปนอกวงของธรรมะ ไปสู่ไสย--ศาสตร์, ไปถือธรรมะไสยศาสตร์ ที่เคยพูดไปครั้งหนึ่งแล้วในการบรรยายครั้งก่อน ธรรมะที่ออกไปอยู่ในรูปของไสยศาสตร์, เป็นบุคคลที่ยึดถือไสยศาสตร์เป็นชีวิตจิตใจ นั้นไม่ใช่สิ่งที่ประสงค์ในทีนี้.

          ในที่นี้ให้ศึกษากันอย่างระบบของธรรมชาติที่แท้จริง เป็นลักษณะของวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไสยศาสตร์เลย; มีใจความสั้น ๆ ว่า : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีคู่ของมันคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, เป็นคู่ ๆ อยู่ ๖ คู่ แต่ละคู่ทำงานเหมือนกัน.

          ตัวอย่างเช่น ตากระทบรูป ก็เกิดจักษุวิญญาณ สามอย่างนี้ทำงานด้วยกันเรียกว่าผัสสะ. ตากับรูปกับจักษุวิญญาณ ทำงานด้วยกันเรียกว่าผัสสะ; พอมีผัสสะมันก็เกิดเวทนา ที่รู้สึกพอใจไม่ พอใจ, แล้วก็เกิดตัณหาคือความอยาก ไปตามอำนาจของความ พอใจหรือไม่พอใจ พอใจก็ยืดเอา ไม่พอใจก็ทำลายเสีย, จึงเกิดราคะหรือ โทสะ โกธะ, ถ้าไม่เข้าใจมันก็หลงใหลอยู่นั้น คือโมหะ มันก็เกิดกิเลส อยากไปตามอำนาจของความไม่รู้ ของความโง่ ก็ได้เกิดทุกข์, คือยึดถือว่า เป็นตัวเรา เป็นของเรา ที่อาจจะยึดถือเอาได้ ก็ยึดถือเอา แล้วก็เป็นทุกข์ นี่มันมีเท่านี้.

          ถ้าเรามีความรู้เพียงพอ ฉลาดเพียงพอ ก็รู้ว่า โอ้, สิ่งเหล่านี้มันเป็นอย่างนี้. ระวังให้ดี พอมันกระทบกัน สัมผัสกันเป็นผัสสะ เกิดเวทนาแล้ว, ระวังให้ดีอย่าโง่, อย่าโง่ในตอนผัสสะ หรือในตอนเวทนา รู้ว่ามันเช่นนั้นเอง, มันเป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติ เช่นนั้นเอง. ไม่เกิดความยินดีที่น่ายินดี, ไม่เกิดความยินร้ายที่ชวนให้ยินร้าย ก็ไม่เกิดตัณหา ไม่เกิดอุปาทาน ไม่เกิดทุกข์, เรื่องมันก็สิ้นสุดลงที่ตรงไม่เกิดทุกข์.

          นี่เป็นระบบที่เฉียบขาดที่สุดและตายตัว ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; ส่วนที่จะไปเรียนให้ละเอียดออกไป ละเอียดออกไป นั้นก็ได้ แต่มันอาจจะทำไม่ได้สำหรับทุกคน. ฉะนั้นความจำเป็นมันอยู่เพียงเท่าที่ทุกคนทำได้ คือเรียนรู้สำหรับจะไม่โง่เขลาเมื่อมีผัสสะ เมื่อมีเวทนา นี้ก็พอแล้ว.

          เป็นอันว่า จิตของเราได้รับการดูแล แวดล้อม ปรับปรุง หรือพัฒนามาให้เป็นจิตที่เหมาะสมที่จะฉลาด, ให้เป็นจิตที่เหมาะสมที่จะรอบรู้, ให้เป็นจิตที่เหมาะสมที่จะรอบรู้, ให้เป็นจิตที่มั่นคงยาก ที่จะตกไปอยู่ใต้อำนาจของกิเลส ที่ไม่ให้มันสามารถทำหน้าที่ของจิตนั้นเอง ด้วย. ถ้าได้อย่างนี้เรียกว่าระบบจิต หรือจิตตพฤกษาของ เรานี้ ถูกต้องเจริญงอกงาม, เป็นต้นไม้ที่เจริญงอกงาม ในส่วนที่เป็นระบบจิต. ทุกคนไปชำระสะสางของตน ๆ ระบบจิตของตน ๆ.

          เดี๋ยวนี้มันยังอ่อนแอ, จิตของบุถุชนนี้อ่อนแอ, มันอ่อนแอสำหรับจะตกไปเป็นทาสของกิเลส, ที่จะตกไปเป็นทาสของอารมณ์ของกิเลส, เป็นจิตที่ไม่มีความสามารถ เป็นจิตที่ไม่สามารถจะต่อต้าน หรือทรงตัวอยู่อย่างปกติได้, เป็นจิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของสิ่งแวดล้อม เพื่อกิเลสไปเสียหมด, ไม่เป็นสมาธิ เรียกว่าไม่เป็นจิตที่เข้มแข็ง ในลักษณะระที่เรียกว่าสมาธิ, มันอ่อนไหว มันเลื่อนลอย มันฟุ้งซ่าน จนเป็นนิสัยที่จะเป็นอย่างนั้น.

          บุถุชนมีนิสัยทางจิตที่จะอ่อนแอ เลื่อนลอย ฟุ้งซ่าน แต่แล้วเจ้าของก็มิได้สนใจ; เพราะที่จริงมันก็ไม่ได้มีเจ้าของ มันก็จิตนั่นเอง เป็นเจ้าของ. เดี๋ยวนี้จิตมันกำลังหลงไปอยู่ในกองทุกข์ จนกว่าจะ ถูกความทุกข์ย่ำยีเอาอย่างบอบซ้ำ จิตจึงจะเข็ดหลาบ จึงจะสำนึกตัว จึงจะกลับหลังหัน, เป็นจิตที่มาสนใจในระบบที่มันตรงกันข้าม. นี่ต้องใช้เวลาเท่าไร คิดดูเถอะคน ๆ หนึ่งเกิดมา จะต้องจมอยู่ใน กองทุกข์นานสักเท่าไร จิตจึงจะเข็ดหลาบ กลับมาแสวงหาเรื่องตรง กันข้าม. ตัวตนที่เป็นเจ้าของจิตหรือตัวตนของอะไรมันไม่มี. มันมีแต่จิตที่กำลังหลงไปในกองทุกข์ จนมันรู้สึกทุกข์แล้วมันเข็ดหลาบ มันแน่ใจที่จะเดินทางใหม่ตรงกันข้าม ระบบจิตมีหลักอยู่อย่างนี้.

          ใคร, จิตไหน. คำว่าใครก็คือว่าจิตดวงไหน มันจะฉลาดได้เร็ว มันจะเข็ดหลาบได้เร็ว แล้วมันจะหมุนทิศทางได้เร็ว. จิตนั่นแหละต้องช่วยตัวเอง; พูดแล้วมันก็ทำให้ท้อใจว่า ไม่มีใครมาช่วยเรา นอกจากเราจะต้องช่วยตัวเอง คือจิตที่เข็ดหลาบต่อความทุกข์ เบื่อต่อความทุกข์ ระอาต่อความทุกข์ เบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์, มันก็จะหมุนกลับไปหาทางที่ตรงกันข้าม, จะเกิดความถูกต้องในระบบแห่งจิตใจขึ้นมา.

          เดี๋ยวนี้การฝึกจิตให้เป็นจิตที่ถูกต้อง มันก็ไม่ค่อยจะมี เพราะว่าสอนกันไม่พอ, สอนกันไม่ถูกต้อง. การทำสมาธิชนิดถูกต้องยังไม่เป็นที่รู้จัก; มีสมาธิละเมอ ๆ ตามแบบของอาจารย์ที่อยากจะอวด สำหรับสอนตามแบบของลูกศิษย์ที่อยากจะทำสำหรับอวดคน. อาจารย์ ก็สอนเพื่ออวด, ลูกศิษย์ก็ทำเพื่ออวด, แล้วเมื่อไรมันจะตรงกับความถูกต้องเล่า, การสอนสมาธิมันยังตกอยู่ในสภาพอย่างนี้.

          เลิกความคิดที่ว่าชั่วขณะ ไม่ถูกต้อง หรือไม่มีระบบนั้นกันเสียที, ปรารถนาดีแก่เพื่อนมนุษย์ทุกคน. ช่วยกันประพฤติกระทำให้มันถูกต้อง; ไม่ใช่ว่าสมาธิไปนั่งหลับหูหลับตา ทำอย่างนั้นเหมือนกับว่าเครื่องจักร แล้วก็จะเป็นสมาธิ. มันมีสมาธิแต่นั่งกันนิ่ง ๆ ไม่รู้เรื่องจิต ที่ว่าเปลี่ยนแปลงอย่างไร จึงจะบริสุทธิ์ จึงจะเข้มแข็งจึงจะว่องไวต่อหน้าที่การงานของจิต. สมาธิชนิดนี้ ไม่เป็นคุณภาพของจิตที่ถูกต้องหรือสมบูรณ์แบบ, และสิ่งที่เรียกว่าสมาธินั้น ต้องเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ในทุกกิจการ ทุกแขนงงานของมนุษย์.

          พูดให้สั้นที่สุด ก็คือว่า ถ้าจิตของมนุษย์เป็นจิตที่ถูกต้องจริงแล้ว จิตนั้นจะใช้ประโยชน์ในหน้าที่การงานของมนุษย์ ได้อย่างครบถ้วนเหมือนกัน; เพราะฉะนั้นมนุษย์จะไม่มีปัญหา ในหน้าที่
การงานของตน เพราะว่ามีเครื่องมือวิเศษศักดิ์สิทธิ์คือจิตที่สามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง ในทางที่จะเป็นประโยชน์หรือดับทุกข์ได้.

          นี่เรื่องจิต ระบบจิต หรือจิตตพฤกษา ต้นไม้คือจิต ต้นไม้ชีวิตคือจิตชีวิตในส่วนจิต ต้องได้รับการอบรมที่ถูกต้องอย่างนี้, เราเรียกกันว่า จิตตสิกขา. ระบบฝึกจิตที่เรียกว่า จิตตสิกขา หรือ สมาธิสิกขาก็ได้ คือการศึกษาเพื่ออบรมจิตให้มีความเป็นจิตอย่างถูกต้อง ตามที่จิตมันควรจะมีหรือจะเป็น จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แก่มนุษย์.

ขึ้นด้านบน

ระบบโพธิพฤกษาต้องเริ่มต้นจากเห็นโทษของความทุกข์

 

อ้า, ทีนี้จะดูระบบที่สาม ว่าโพธิพฤกษา, ระบบโพธิ โพธิ แปลว่า ความรู้, ความรู้ คือปัญญา. ระบบปัญญา ระบบญาณ ระบบวิชชา แล้วแต่จะเรียก ชื่อมันมาก แต่ว่าความหมายมันเหมือนกันหมด คือรู้, เป็นเรื่องของความรู้. โพธิ แปลว่า ความรู้, จะเรียกชื่อว่า ปัญญาก็ได้ จะเรียกว่าญาณะก็ได้ จะเรียกว่าวิชชาก็ได้ นี้มันเป็นระบบเรื่องความรู้ ซึ่งมันมีได้ทั้งรู้ผิดและรู้ถูก ต่างก็มีเป็นระบบของมันเอง : ที่รู้ถูกก็มีอยู่ระบบหนึ่ง, ที่รู้ผิดก็มีอยู่ระบบหนึ่ง, ถ้ามันเข้าไปในระบบไหนแล้ว มันจะเป็นไปตามระบบนั้น.

          เดี๋ยวนี้จิตของเรามันผิดมาตั้งแต่ออกมาจากท้องแม่ มันไม่มีความรู้มาตั้งแต่ออกมาจากท้องแม่ ก็มาต่อสู้กับความทุกข์ทรมานในการเวียนว่ายในวัฏฏสงสารคือทนทรมานตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้, เรียกว่าวัฏฏสงสาร; เพราะซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะซ้ำแล้วซ้ำอีก เราจึงเรียกว่าวัฏฏสงสาร. ไม่ต้องพูดถึงต่อตายแล้ว ต่อตายแล้วกลับ เกิดอีกนั้น มันยาวเกินไป มันมองไม่เห็นด้วย มันไม่เป็น สันทิฏฐิโก, เอาแต่ที่มองเห็นได้เป็นสันทิฏฐิโก คือตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้ มันวนอยู่, วนอยู่ในความทุกข์ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ กี่มากน้อย แล้วนั่นคือวัฏฏสงสาร.

          จิตมันถูกทรมานอยู่ในวัฏฏสงสาร ซ้ำแล้วซ้ำอีก, ซ้ำแล้วซ้ำอีก; แล้วมันก็เกิดความรู้ขึ้นมา หรือว่าความรู้มันเริ่มหันเหทิศทาง ว่าอย่างนั้นไม่ไหวแล้ว, ทนไม่ไหวแล้ว, จะหันเหมาในทิศทางที่จะไม่ต้อง เป็นอย่างนี้ คือไม่ต้องเป็นทุกข์อย่างนี้. ฉะนั้นจึงแสวงหา ศึกษา สอดส่อง ค้นคว้า ไปในทางที่ตรงกันข้าม. ระบบโพธิพฤกษา ระบบปัญญานี้มันก็จะตั้งต้น, เพราะว่าได้ถูกกันเข้ากับความทุกข์.

          การที่เราจะมีความรู้ การที่เราจะมีปัญญามีความรู้อย่างถูกต้องขึ้นมาได้อย่างไรนี้ ในพระบาลีมีกล่าวไว้ อย่างน้อยก็สองอย่าง : คือว่า มันได้ยินได้ฟังที่เขาพูด เขาบอก เขากล่าวเขาสอนกันนี้ มันก็เริ่มสนใจ; แต่ระบบนี้ไม่ดีเท่ากับระบบที่ว่า ถูกความทุกข์มัน กัดเอา–กัดเอา–กัดเอา–เจ็บปวดรวดร้าว, แล้วมานึกได้ มามองเห็นเองนี้ดี, นี้ดี.

          ความรู้ของคนเราที่เกิดมาจากการเผชิญกับความทุกข์ หรือปัญญา, แล้วเกิดขึ้นว่าจะต้องทำอย่างไร ในทางที่ตรงกันข้ามนี่, ความรู้นี้ดี–ดี ความรู้จะช่วยได้. ส่วนความรู้ที่ได้ยินได้ฟังมานั้นไม่ดีเท่า แต่ก็มีประโยชน์ตามสมควร. เมื่อได้ยินได้ฟังมามันก็ใคร่ครวญดูว่า มันจะเป็นไปได้ไหม; ถ้ามันพอจะเป็นไปได้ มันก็ลอง, พอลองมันก็พบว่า โอ้, ถูกต้องเป็นไปได้ ก็ทำต่อไปจนสำเร็จประโยชน์.

          นี่คือความไม่งมงายอาศัยหลักบาลี กาลามสูตร ไม่งมงาย; ไม่ใช่ว่าได้ยินใครบอกว่าอย่างไร สอนว่าอย่างไร แล้วก็เชื่ออย่างโง่เขลา, มันต้องฟังดูว่าที่เขาบอกนั้นมันมีเหตุผลอยู่ไหม? น่าลองไหม? หรือทีแรกก็เอาแต่เพียงลอง ยังไม่เชื่อ. พอลองแล้ว อ้าว, มันได้ผล แล้วจึงเชื่อ, แล้วก็ทำต่อไปมากขึ้น ๆ แล้วก็ได้ผล ถึงที่สุด.

          ตัวอย่างคล้าย ๆ กับว่า ทีแรกเขาเอายาเม็ดขาว ๆ มาให้ชาวบ้านกิน คือยาฝรั่งเม็ดขาว ๆ ชาวบ้านเคยกินแต่ยาเม็ดดำ ๆ เขียว ๆ, ฝรั่งเขาเอายาเม็ดขาว ๆ มาให้กินเขาไม่ยอมกิน. แต่ถ้าว่าคนที่เอามาให้ พูดจาดีมีเหตุผลน่าลอง มันน่าลอง, หรือว่ามันไม่มีทางอื่น แล้วมันก็ลอง, มันก็ลอง. พอลองแล้ว โอ้, มันได้ผล ทีนี้มันก็กล้ากิน. ชาวบ้านนอกคอกนาเพิ่งจะยอมกินยาเม็ดขาว ๆ กันเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ ก่อนหน้านั้นมันไม่กล้ากินดอก. ธรรมะก็เหมือนกันแหละ เมื่อเขามาบอกว่าอย่างนี้ดับทุกข์ได้ ดับทุกข์ได้ก็ลองดูก่อนซิ. ลองคิดดูใคร่ครวญดู ปฏิบัติดู, ลองดู โอ้, มันดับทุกข์ได้แล้ว จึงทำให้มากขึ้น ๆ แล้วก็ดับทุกข์ได้จริง. นี่คือพัฒนาระบบปัญญา ต้นไม้แห่งปัญญา เจริญงอกงามใหญ่โตสมบูรณ์ได้ เพราะการกระทำอย่างนี้.

          ถ้าเราจะเอาหลักในพระบาลี มันก็มีอยู่นะว่าที่จริงน่ะ คือท่านแบ่งขั้นตอนแห่งระบบปัญญาไว้ เป็นสองขั้นคือ :– ระบบที่เห็นตามที่เป็นจริง ของธรรมชาติของสิ่งเหล่านั้น ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น, นี้เป็นญาณพวกต้น. พอญาณนี้สมบูรณ์แล้ว ก็เกิดญาณพวกที่สอง คือว่าญาณที่จะถอยออก ถอยกลับ, คือเมื่อเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นญาณสำหรับให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัด แล้วมันก็จะเกิดญาณประเภทเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้น; ฉะนั้นความเจ็บปวด หรือความเป็นทุกข์ที่เราได้รับมาเรื่อย ๆ ๆ นี้ มันจะทำให้เกิดญาณ ที่ทำให้เห็นตามที่เป็นจริงว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นอย่างไร.

          ญาณพวกนี้ก็มีหลายขั้นตอน มีหลายชื่อเอามาบรรยายก็ป่วยการ มันมากมาย แล้วมันเป็นแต่ภาษาบาลี มันจำไม่ไหวดอก. บอกให้รู้แต่ว่า ญาณพวกแรกคือญาณที่ทำให้เกิดความรู้สึก ตามที่เป็นจริง ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างไร, คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น, หรือจะสรุปแล้วว่า มันเป็นอย่างนั้นเอง. ถ้าญาณชนิดนี้เป็นต้นไม้ที่ได้เจริญแล้ว มันแทงตลอดเห็นตลอดว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอย่างนี้ แล้วมันก็จะเกิดภาคที่สอง. ส่วนที่สอง คือว่า นิพพิทา เบื่อหน่ายแล้วก็คลายกำหนัด แล้วก็หลุดพ้น นี้ส่วนที่มันเป็นผล.

          ให้ดีเถอะ ปัญญาของเรามันเดินมาอย่างนี้ทั้งนั้น ต้องเห็นโทษ เห็นความเลวทรามของความทุกข์นั้นก่อน หรือสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ ปัจจัยแห่งความทุกข์ อารมณ์แห่งความทุกข์ เราเห็นชัดว่า มันเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ หรือเป็นตัวความทุกข์; นี่ก็เริ่มถอย เริ่มเปลี่ยนกระแส ไม่เอากับมัน, คือเบื่อหน่ายในสิ่งที่เคยหลงรัก หลงพอใจ ยึดมั่นถือมั่นมาก่อน เบื่อหน่ายมันก็คลาย ๆ ๆ ความยึดถือ. เมื่อหมดความยึดถือก็หลุดพ้นเรียกว่า นิพพิทา–เบื่อหน่าย, วิราคะ–คลายกำหนัด, วิมุติ–ก็หลุดพ้น. นี่ก็เป็นญาณอีกกลุ่มหนึ่ง มีอยู่สองกลุ่มใหญ่ ๆ, หรือสองขั้นตอนใหญ่ ๆ. สติปัญญาของมนุษย์เรานี้มีอยู่สองขั้นตอนอย่างนี้ : รู้จักสิ่งเหล่านั้นตามที่เป็นจริง นี่ตอนหนึ่ง, แล้วก็เบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น ต่อสิ่งเหล่านั้น นี่ขั้นตอนหนึ่ง. ปัญญามีสองขั้นตอนอย่างนี้.

ขึ้นด้านบน

ระบบปัญญาเกิดได้ด้วยการพัฒนา.

ที  

นี้ทำอย่างไร จึงจะเกิดปัญญาชนิดนี้? ก็บอกแล้วเมื่อตะกี้นี้ ได้ฟังเขาว่าก็ได้, มาคิดดู ปฏิบัติดูก็ได้, หรือว่าไม่ต้องฟังใครว่า ไม่ต้องได้ยินได้ฟังใครว่า มันถูกกันเข้ากับความทุกข์มากเกินไป จนมันว่าสู้ไม่ไหวไม่เอา คิดหาลู่ทางที่มันตรงกันข้าม. นี่เป็นเหตุให้ เกิดพระพุทธเจ้า หรือบุคคลที่เป็นพระพุทธเจ้า ขึ้นมาได้ด้วยตนเอง, เมื่อยังไม่มีพระพุทธเจ้า ก็เกิดปัจเจกพุทธเจ้า หรือบุคคลประเภท เดียวกันขึ้นมาได้ ไม่ต้องมีใครมาสอนท่าน; แต่ว่าเหตุการณ์ในชีวิต ความทุกข์ในชีวิตมันสอนท่าน.

          ทีนี้พวกเรานี้เรียกว่าโชคดีนะ ที่ว่าแม้จะโง่ไปสักหน่อย ไม่เห็นได้เองก็มีพระธรรมคำสอนที่เขาสืบ ๆ มาให้, ให้เราได้เรียน ได้ฟัง ได้ค้นคว้า ได้สังเกต ได้ทดลอง แล้วก็ประพฤติปฏิบัติ ได้ผลตามที่ต้องการ. ฉะนั้นเราอย่าให้เสียทีที่ได้มีโชคดีถึงอย่างนี้, โชคดีที่มีผู้ที่นำมาสอน ให้ได้ยินได้ฟัง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งมันถูกทั้งนั้น. แต่เราไม่ต้องรับเอาทันทีว่าถูก เดี๋ยวจะผิดหลักกาลามสูตร; แต่เราพิจารณาดูว่ามันมีเหตุผลไหม, มีเหตุผล สักเท่าไร, น่าทดลองไหม; ถ้าเห็นว่ามันมีเหตุผล มันเข้ากับเหตุผล แสดงชัดอยู่ แล้วก็ทดลอง ก็ได้ผล, ได้ผลมันก็รับเอาแล้วก็คือเชื่อ ปลงความเชื่อลงไปหมดเลย ในธรรมะนี้.

          นี่ระบบปัญญาของเรามันเกิดขึ้นมาได้ด้วยการพัฒนา หรือที่เรียกว่าโยคะ, โยคา เวค ชายเต ภูริ มีพระบาลีว่า ปัญญาที่หนาแน่นเหมือนแผ่นดิน ภูริ, ภูริ ปัญญาที่หนาแน่นเหมือนแผ่นดิน ย่อมเกิดได้จากโยคะ. โยคะคือการประกอบ ประพฤติ กระทำอย่างถูกต้องตามระบบ. โยคะนั้นเป็นระบบ; เมื่อประพฤติถูกต้องตามระบบปัญญาที่หนาแน่นเหมือนแผ่นดิน คือแทงแผ่นดินตลอด คือแทงแผ่นดินตลอดมันก็เกิดขึ้น. อย่าถือเสียว่า เราไม่มีอุปนิสัย ไม่มีอะไร ไม่อาจจะสามารถสร้างปัญญาได้แล้วก็เลิก, แล้วก็ไม่ทำ, ก็ปล่อยไปตามบุญตามกรรม. นี้ก็ไม่ถูก เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าปัญญานี้ ก็เป็นสังขารชนิดหนึ่ง มีเหตุมีปัจจัย, แล้วก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, ก็สร้างสรรค์เหตุปัจจัยของปัญญา คือการประกอบ ประพฤติ กระทำอย่างมีระบบ, แล้วก็เกิดปัญญา แล้วก็หลุดพ้นได้.

          ฉะนั้นเรื่องวิปัสสนาหรือปัญญานี้ ต้องสอนกันอย่างมีระบบ. อย่าสอนกันอย่างชั่วขณะ คิดนึกชั่วขณะ ก็พูด ๆ ไปเท่านั้นเอง มันไม่ค่อยจะสำเร็จประโยชน์แต่ก็คงจะดีกว่าไม่มี. ผู้ที่เห็นแจ้งธรรมะ แล้ว แม้ว่าเขาจะพูดไปตามความคิดนึกชั่วขณะ ก็ยังมีความหมาย มาก, ยังมีความหมายมาก ก็ฟังก็ได้, แล้วเอามาใคร่ครวญให้ดี, มาทำให้เกิดเป็นระบบ ให้มีเหตุ มีผล มีต้น มีปลาย สมบูรณ์แล้ว มันก็เกิดปัญญาที่เพียงพอที่จะดับทุกข์ได้. การกระทำทั้งหมดนี้เรียก ว่า ปัญญาสิกขา.

          อันที่หนึ่งเรียกว่า ศีลสิกขา สำหรับจัดการกับกาย. อันที่สองเรียกว่าจิตตสิก สำหรับจัดการกับจิต. อันที่สามเรียกว่าปัญญาสิกขา สำหรับจัดการกับปัญญา. เมื่อทั้งสามระบบนี้ถูกต้องแล้ว เรื่องของบุคคลก็หมดแหละ เรื่องของคน ๆ หนึ่ง ปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ ก็หมด เพราะเขาหลุดพ้นได้.

ขึ้นด้านบน

ส่วนสังคม ต้องมีระบบพระศรีอาริยเมตไตรย

ที  

นี้มันยังเหลือปัญหาอยู่ปัญหาหนึ่ง แม้ว่าดับทุกข์ของตัวเองสิ้นเชิงแล้ว มันก็ยังมีปัญหาอยู่อีกปัญหาหนึ่งเหลืออยู่ คือปัญหาที่ว่า เราจะอยู่กันในโลกนี้อย่างไร? เราจะอยู่ด้วยการ สังคมกับเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้อย่างไร? นี้ก็มีระบบหนึ่งขึ้นมา ปัญหาระบบหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเราจะต้องทำให้ถูกต้อง ประพฤติให้ถูกต้อง ซึ่งในที่นี้จะเรียกว่า ระบบเมตตา หรือเมตเตยยพฤกษา, ต้นไม้แห่งปัจจัยของเมตตา, หมวดเมตตา ปัจจัยของเมตตา มีระบบเหมือนกับต้นพฤกษา ที่เราจะต้องเพาะปลูกเลี้ยงดูบำรุงให้เติบโตงอกงามและสมบูรณ์จนเป็นดอกเป็นผล.

          เรียกเมตตาก็ได้ เรียกไมตรีก็ได้ เรียกว่ากรุณาก็ได้ เรียกเมตเตยยะนี่คิดว่าดี เพราะมันมีคำเรียกกันอยู่ว่า พระศรีอาริยเมตไตรย พระศรีอาริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าในอนาคต พระศรีอาริยเมตไตรย คือเมตเตยยะ. เมตเตยยะ แปลว่าเกื้อกูลแก่เมตตา, มีธรรมะเป็นเครื่องเกื้อกูลจนเมตตามากพอ คนก็เลยเต็มไปด้วยเมตตา คือความเป็นมิตร. ทุกคนเป็นมิตร ไม่มีศัตรู หมายความว่าไม่มีศัตรู ทุกคนเป็นมิตรต่อกันนั่นน่ะ ศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรยไม่มีศัตรูเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว อันธพาลไม่มีเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว ทุกคนเป็นมิตร.

          ท่านอุปมาไว้ถึงกับว่า เหมือนกันหมด, ดีเหมือนกันหมด. เขาดีต่อเราเหมือนกันหมด จนกระทั่งว่าเราออกจากบ้านไปในท้องถนนแล้ว เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร มันดีเหมือนกันหมด ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร. ต่อเมื่อเรากลับมาที่บ้าน เราจึงจะรู้ว่า นี่ภรรยาของเรา สามีของเรา ลูกของเรา เพื่อนของเรา อะไรจึงจะมารู้ว่า โอ้, นี่มันคนของเรา. พอออกไปนอกถนนแล้ว มันเหมือนกันหมด จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เป็นมิตรเหมือนกันหมด.

          ศาสนานี้ท่านสอนไว้หรือกล่าวไว้ ให้เป็นที่จุดหมายปลายทาง มันจะยิ่งไปกว่าความหลุดพ้นอีกก้าวหนึ่ง แต่ละคน ๆ หลุดพ้นจาก ความทุกข์ แล้วมันอยู่กับคนในโลกไม่ได้ คนในโลกมีอันธพาล มีอะไร มันอยู่กันไม่ได้. ฉะนั้นต้องมีอีกระบบหนึ่งทำให้ทุกคนมัน เป็นมิตรกันเสียให้หมด ไม่มีศัตรูของใครเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว. ระบบสุดท้ายที่ว่า ชีวิตนี้มันจะพัฒนาขึ้นไปถึง ครั้นถึงแล้ว มันก็หมดปัญญาของมนุษย์เราจริง ๆ.

          นี่ขอให้ทบทวนดูว่า มันมีถึง ๔ ระบบที่สำคัญ ๆ ศีล สมาธิ ปัญญา สามระบบนั้นเพื่อความรอดส่วนบุคคล, แล้วระบบเมตตา นี้เพื่อ ความอยู่สงบสุขแห่งสังคมทุกคน, สังคมของทุกคน. ที่เรียกว่าทาน การทำทาน มันรวมอยู่ในระบบนี้; เดี๋ยวบางคนจะสงสัยว่าเอาทานมัยไปเก็บไว้เสียที่ไหนเล่า? มันก็มีอยู่ในระบบเมตเตยยะนี่ ความรักผู้อื่นนั่นแหละคือทาน. การทำทานก็ทำเพื่อให้ไม่เห็นแก่ตัวแล้วก็รักผู้อื่น; แต่ความหมายมันแคบ. เราเอาคำว่าเมตตาดีกว่า มีความหมายกว้าง ความเป็นมิตรไม่มีศัตรูเรียกว่าเมตตา.

          โลกนี้ควรจะมีระบบเมตตา คือความเป็นมิตร ไม่มีศัตรู ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ความรอดของมนุษย์ทั้งปวงจึงจะสมบูรณ์. การหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์นั้นมีเฉพาะคนยังไม่สมบูรณ์, ต้องมีทั้งหมดทั้งโลกเลย มันมีความเมตตาต่อกัน แล้วมันก็สมบูรณ์ ไม่มีปัญหาเหลือ.

          เอาละ, ขอให้จำไว้ว่า มันเป็นถึง ๔ ขั้นตอน : ถูกต้องทาง กาย, ถูกต้องทางจิต, ถูกต้องทางปัญญา, แล้วก็ถูกต้องทางสังคม คือเมตตา ใช้ได้. เป็นอันว่าเราพูดถึงระบบทั้งหมดของธรรมะทั้งหมด, ระบบทั้งหมดของธรรมะทั้งหมด มันมีอยู่อย่างนี้. ขอให้เราศึกษาธรรมะกันอย่างมีระบบเถิด, อย่าเป็นกระท่อนกระแท่นพูดตามความคิดนึกชั่วขณะ ซึ่งมันลำบากมากที่จะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์โดยแท้จริง.

ขึ้นด้านบน

ความถูกต้องของมนุษย์ควรมีทั้ง ๔ ระบบพร้อมกันไป.

 

อ้า, ทีนี้ข้อสุดท้าย ที่อยากจะพูดเสียเลย ก็คือว่า ให้ดูให้ ดีว่าเราอาจจะทำพร้อมกัน ทั้ง ๔ ระบบ. คนหนึ่ง มนุษย์คนหนึ่ง นี้ ขอให้มีการทำถูกต้องอย่างนี้พร้อมกันอยู่ทั้ง ๔ ระบบ ทุกวัน ๆ ๆ ๆ ทางกายก็ทำให้ถูกต้อง, ทางจิตก็ทำให้ถูกต้อง, ทางปัญญาก็ทำให้ ถูกต้อง, ทางเมตตาต่อสังคม มนุษย์ก็ทำให้ถูกต้อง อยู่ทุกวัน ๆ ๆ เรามีศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ทุกวัน ในทุก ๆ ปรมาณูของร่างกายนี้ ชีวิต เนื้อหนังร่างกายนี้เอาว่าอาการ ๓๒ ก็ดูเถอะ; ที่นั่นแหละ จะมีความถูกต้องอย่างแท้จริง อยู่ในเลือด ในเนื้อ ในผม ในขน ในหนัง ในกระดูก ในอะไรทุกส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย จิตก็ถูกต้อง ปัญญาก็ถูกต้อง ประพฤติต่อผู้อื่นก็ถูกต้อง ฟั่นเป็น ๔ เกลียว พร้อมกันไป, ๔ เกลียวพร้อมกันไป, มีความถูกต้องอย่างนี้.

          ไปแยกธาตุดูตัวเอง ว่ามีความถูกต้องในร่างกาย ในจิตใจ ในสติปัญญาและในการประพฤติต่อสังคม มันไม่ลึกซึ้งเกิดสติปัญญา. อย่าเห็นว่าลึกซึ้งเกินสติปัญญาที่จะมองเห็นได้, มันละเอียดสักหน่อย แต่ก็ไม่ลึกซึ้งเกินสติปัญญา. ขอให้เราดูในเลือด ในเนื้อ ในชีวิตของเรานี้ มีความถูกต้องทางกาย, มีความถูกต้องทางจิต, มีความถูกต้องทางปัญญา มีความถูกต้องต่อธรรมะที่จะประพฤติต่อสังคมภายนอก, อย่าให้มีความผิดพลาดในเรื่องนี้ ทุกวัน ๆ ๆ ดูให้ละเอียดลงไปถึงชีวิตด้านลึก ว่าทางกายก็ถูกต้อง ทางจิตก็ถูกต้อง ทางสติปัญญาก็ถูกต้อง ทางสังคมก็ถูกต้อง, นั่นแหละธรรมะที่มันเต็มระบบ มันครบตามระบบทุก ๆ ระบบมันถูกต้อง.

          นี่ อาตมาวันนี้ก็พูดถึงเรื่องชีวิต ระบบชีวิตชนิดสมบูรณ์แบบ คือครบทุกระบบ และแต่ระบบก็ครบในระบบ, ในระบบหนึ่ง ๆ ก็ครบและถูกต้อง, แล้วกี่ระบบ ๆ ก็ได้มีขึ้นอย่างครบถูกต้อง. ในระบบร่างกายนี้ มันมีระบบย่อยลงไปกี่ระบบ มันก็ถูกต้อง. ในระบบจิตมันมีย่อยออกไปกี่ระบบก็ถูกต้อง ในระบบปัญญามันย่อยลงไปกี่ระบบมันก็ถูกต้อง, รอดพ้นแล้ว พ้นทุกข์แล้ว ทีนี้ก็ต่อสังคมทั้งหลาย ก็ประพฤติอย่างถูกต้อง นี้ก็เป็นอันว่าหมดปัญหา.

          นี่มองดูทีเดียวหมด ทั่วสากล สากลของธรรมะ เกวลํ–สิ้นเชิง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรมหฺจริยํ, มันสิ้นเชิงคืออย่างนี้ไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับที่จะเป็นปัญหา.

          ขอให้เราพุทธบริษัททำให้ได้, ให้มันมีความถูกต้อง ที่มองเห็นอยู่ว่ามันมีความถูกต้องในทางกาย ทางจิต ทางสติปัญญา และทางสังคมภายนอก. ดูที่เนื้อที่ตัวในชีวิต. ดูเข้าไปในชีวิตที่เนื้อที่ตัว ว่าโอ้, มันมีความถูกต้องอยู่เป็น ๓ เกลียว ในภายในนี้เป็น ๓ เกลียว : ระบบกาย ระบบจิต ระบบสติปัญญา, แล้วข้างนอกอีกเกลียวหนึ่ง ก็พลอยเข้ามามีเป็นธรรมะอยู่ในภายในด้วย คือถูกต้องทางสังคม คือมีเมตตาเต็มเปี่ยมอยู่ในจิตตสันดาน.

          เรื่องกาย เรื่องจิต เรื่องปัญญา เรื่องเมตตา ๔ เรื่องนี้เป็นพฤกษาแห่งชีวิต เป็นต้นไม้แห่งชีวิต, เป็นชีวิตในระบบ ที่จะต้องทำให้ครบถ้วน และเจริญงอกงามเหมือนต้นไม้ทั้งหลาย ที่มีความถูกต้องทุกระบบแล้ว มันก็เป็นดงหนาทึบขึ้นมาอย่างนี้. เอาละ, เป็นอันว่าเรื่องที่จะพูด ก็มีอย่างนี้ มีรายละเอียดอย่างนี้.

          สรุปความว่า แต่ก่อนมา เราศึกษาธรรมะกันอย่างกระท่อนกระแท่น ไม่สามารถจะมาชนกันเข้าเป็นระบบสมบูรณ์ได้ เดี๋ยวนี้ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะชนกันเข้าให้เป็นระบบที่สมบูรณ์ ให้เรามองเห็นชัดเจนง่าย ๆ ว่า โอ้, มันสมบูรณ์เป็นระบบเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่ง มันมีระบบสมบูรณ์มันจึงเจริญงอกงามเป็นดอก เป็นลูก. ถ้าว่าไม่เข้าใจถูกต้องชัดเจน มันปฏิบัติไม่ได้, มันปฏิบัติไม่ได้นะ. เพราะฉะนั้นการศึกษาที่กระท่อนกระแท่นไม่ครบระบบนั้น มันปฏิบัติไม่ได้ ที่เขาเรียกกันในภาษาวิทยาศาสตร์ว่า impractical มันปฏิบัติไม่ได้, มันไม่ practical คืออาจจะปฏิบัติได้, มันเป็น impractical คือไม่อาจจะปฏิบัติได้. ฉะนั้นเราจึงไม่อาจจะปฏิบัติได้ เพราะว่าเรามันไม่ทำให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง จับต้นชนปลายกันให้ถูกต้องจนเป็นระบบ. จึงว่า ต่อไปนี้ ขอให้ทุกคนหลับตามองเห็นความเป็นระบบแห่งธรรมะของตนครบถ้วนบริบูรณ์; เหมือนต้นไม้ต้นหนึ่ง ๆ ต้นหนึ่ง ๆ, ต้นไม้ทางกายก็ถูกต้องสมบูรณ์, ต้นไม้ทางจิตก็ถูกต้องสมบูรณ์, ต้นไม้ทางปัญญาก็ถูกต้องสมบูรณ์, ต้นไม้ทางเมตตาหรือสังคมก็ถูกต้องและสมบูรณ์.

          ก่อนนี้เราไม่ได้สนใจ เราทำไปตามสบาย ๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไมด้วยซ้ำไป ไม่มีปริทัศน์ คือการเห็นอย่างรอบด้าน, เราก็จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่ได้รับประโยชน์ของธรรมะ. แต่เราก็ว่าเรารู้ธรรมะอย่างยิ่ง, เรารู้ธรรมะอย่างยิ่ง จนถึงกับยกตนโอ้อวดเลย, แต่ก็ไม่ได้รับประโยชน์จากธรรมะ. มันโอ้อวดทำนองเขียดน้อย, เขียดตัวน้อย ๆ อยู่ในรอยตีนควาย มันรู้สึกว่า มันอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างขวาง แล้วมันก็อวดดี, มันก็ร้องอวดดีไปตามประสาเขียดน้อยในรอยตีนควาย คล้ายกับว่าเขาอยู่ในมหาสมุทร. นี่พวกที่รู้ธรรมะอย่างไม่เป็นระบบมักจะเป็นอย่างนี้ ที่เขาพูดมันก็ถูกบ้างเหมือนกันแหละ. เขียดน้อยมันก็สามารถ จะพูดคำที่เป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน แต่มันไม่เพียงพอ.

          ฉะนั้น เรารีบทำให้มันเป็นความจริง ให้เห็นระบบทั้งหลายถูกต้องตามที่เป็นจริง เรื่องก็จบ, เรื่องก็จบ. นี่รู้จักตัวเอง รู้จักตัวเอง, เป็นผู้รู้จักตัวเอง ว่าคือจิต ๆ ๆ นั่นแหละ มันทำตนเป็นตัวเอง, ทำตนเป็นเจ้าของเรื่อง ทำเป็นตัวกู ทำเป็นของกู, มันได้รับทุกข์เจียนตาย แล้วมันจึงค่อยกลับหลังหันว่า ไม่มีตัวกู ไม่เอาตัวกู เอาแต่ธรรมชาติ ของสิ่งทั้งหลาย ที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. เรื่องจบเมื่อรู้ความไม่มีตัวกู, เข้าถึงความไม่มีตัวกู, ไม่มีตัวกูเป็นที่ตั้งแห่งความผิดพลาด หรืออะไร ๆ, กิเลสเกิดไม่ได้ ไม่มีตัวกูให้กิเลสเกิด การบรรยายนี้ สรุปความได้อย่างนี้.

          บัดนี้ก็เป็นการสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาก็ขอยุติการบรรยายไว้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรม ในรูปคณสาธยาย ส่งเสริมกำลังจิตของท่านทั้งหลาย ให้กล้าหาญเชื่อมั่นในการที่จะประพฤติธรรมะ ให้สูง ๆ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในบัดนี้.

ขึ้นด้านบน

 

ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ >
> ๘. พฤกษาแห่งชีวิตชนิดสมบูรณ์แบบ.

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.