|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
๗ มองดูปริทัศน์แห่งชีวิตในทุกแง่ทุกมุม. ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖
ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายธรรมะประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชาเป็นครั้งที่ ๗ ในวันนี้อาตมาก็ยังคงกล่าว ในชุดธรรมะเล่มน้อย ต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า มองดูปริทัศน์แห่งชีวิตทุกแง่ทุกมุม. ขอให้ทบทวนการบรรยายครั้งที่แล้วมาว่า การบรรยายชุดนี้มุ่งหมายอะไร? การบรรยายมุ่งหมายจะให้มองเห็นธรรมะ ชนิดที่เรียกว่ารอบด้าน คือมองกันรอบด้าน ด้านบน ด้านล่าง ด้านขวาง ที่จุดศูนย์กลาง, มองอะไรหมดทุกด้าน เรียกว่าปริทัศน์ เราจะมองดูกันโดยปริทัศน์หรือซึ่งปริทัศน์ ทั้งของธรรมะและชีวิต. พึงมองดูชีวิตโดยปริทัศน์.
นครั้งที่แล้วมาก็เคยบอกให้ทราบว่า ธรรมะหรือชีวิตนั้นมันก็ เป็นสิ่งเดียวกัน หรือถ้าเราจะแยกออกจากกัน ก็โดยมุ่งหมายเฉพาะ ส่วน ๆ ถ้ามองดูทีเดียวกัน ในฐานะที่ว่าเป็นธรรมะหรือธรรมชาติแล้ว มันก็เป็นสิ่งเดียวกันได้ ซึ่งเราอาจจะมองได้หลายแง่หลายมุม. ดังนั้นขออย่าเพิ่งรังเกียจหรือรำคาญ ด้วยคำว่าปริทัศน์ ซึ่งเป็นคำใหม่ ๆ ประดิดประดอย, คล้าย ๆ กับประดิดประดอยขึ้นมาพูด เพื่อให้เป็นคู่กับคำต่างประเทศ. แต่เราจะถือเอาประโยชน์ของ คำว่าปริทัศน์ : ปริ แปลว่า รอบ ๆ ทัศน์ แปลว่าเห็นหรือดู ดูแล้วเห็น, ปริทัศน์ ก็คือดูกันอย่างรอบด้าน; ไม่เท่าไรคำพูดชนิดนี้ มันก็จะกลมกลืนกันไปในภาษาธรรมดา แล้วก็ชินไปเอง. เราเอาแต่ความสะดวกในการพูดจา; เช่นคำว่าปริทัศน์นี้ มันมีความหมายว่า ดู ชนิดที่รอบด้านทั่วถึง ทั้งในส่วนลึก ซึ่งดูด้วยตาธรรมดาไม่เห็น ก็ดูได้ด้วยตาแห่งปัญญา ข้างบน ข้างล่าง ด้านข้าง โดยรอบ ดูเห็นเป็นสิ่งที่เนื่องกัน. เหมือนอย่างว่าจะดูโลกนี้ทั้งโลก ถ้าดูเห็นหมด มันก็เนื่องกัน เป็นหนึ่งโลกหรือโลกเดียว; แต่การมองนั้นมันก็ยาก, ไม่รู้ว่าจะไปยืนมองที่ตรงไหน. เราต้องเลือกหาที่ที่มันจะเห็นได้มากที่สุด. อย่างว่าเราจะดูวิวให้ได้มากที่สุด เราก็ขึ้นไปมองดูบนยอดภูเขา เราก็เห็นวิวนั้นได้มากกว่าที่จะมองดูที่ตีนเขา; ขึ้นไปดูบนยอดเขาสุด มองเห็นไปถึงทะเล, ถ้าน้ำใสดีก็มองเห็นถึงก้นทะเล, หรืออาจจะคำนวณถึงก้นทะเลได้ดีกว่าที่จะยืนมองดูที่ตีนเขา. ดังนั้นเรามีวิธีใด ที่จะมองดูอะไรให้เห็นโดยรอบด้านอย่างนี้ ก็ควรพยายาม แต่ที่กล่าวนี้มันเป็นเรื่องธรรมะชนิดที่ไม่มีตัวตน ที่จะมองด้วยตาธรรมดาไม่ได้; แต่จะต้องมองด้วยตาแห่งจิตใจ หรือที่เรียกว่าตาของปัญญา, ปัญญาจักษุคือตาของปัญญา แล้วมองเห็นธรรม; ดังนั้นจึงเรียกว่า ธรรมจักษุ คือตาสำหรับจะมองเห็นธรรม. ชีวิตนี้เป็นสิ่งเดียวกับธรรม เราจึงต้องใช้ตาที่เรียกว่า ปัญญาจักษุหรือธรรมจักษุ มองดูให้รู้ให้เห็น มากเท่าที่จะทำได้, เราก็จะรู้จักสิ่งทั้งปวงดีขึ้น รวมทั้งตัวเองด้วย. การที่ไม่มองเห็นสิ่งทั้งปวง ก็คือไม่รู้จักสิ่งทั้งปวง, ความไม่รู้จักก็ทำให้เข้าใจผิดต่อสิ่งเหล่านั้น จึงเกิดการแบ่งแยกไปตามความเข้าใจผิด คือไปหลงรักบางอย่าง หลงเกลียดบางอย่าง หลงชอบใจบางอย่าง ไม่ชอบใจบางอย่าง กลัวบางอย่าง กล้าในบางอย่าง, เรียกว่าเป็นความโง่เสมอกัน. ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา กระทั่งทำลายล้าง เหล่านี้ล้วนแต่เป็นความโง่ชนิดหนึ่ง ๆ มาจากการที่ไม่มองเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง-เหล่านั้น ตามที่เป็นจริง; เพราะว่าถ้ามองเห็นตามที่เป็นจริง มันก็จะมองเห็น ความเป็นเช่นนั้นเอง ของสิ่งเหล่านั้น. สิ่งเหล่านั้นมีความเป็นเช่นนั้นเองของมันแต่ละอย่าง ๆ ทุกสิ่ง. มองให้เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง เพื่อไม่ทรมานชีวิต.
ารมองเห็นความเป็นเช่นนั้นเองของสิ่งทุกสิ่งนั่นแหละ คือหัวใจของพระพุทธศาสนา; บางคนไปยึดติดตำราหนังสือหนังหามากเกินไป จนไม่รู้ว่าหัวใจของพุทธศาสนาอยู่ที่ไหน พูดสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ประสีประสาต่อธรรมะ ก็อยากจะพูดว่า จงมองให้เห็นสิ่งทั้งปวงตามที่มันเป็นจริง ก็คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเองของสิ่งทั้งปวง. อย่างไรเรียกว่ามองเห็น, อย่างไรเรียกว่ามองไม่เห็น? ก็ตอบได้อย่างกำปั้นทุบดิน อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ถ้ายังมองเห็นเป็นของน่ารัก น่าโกรธ น่าเกลียด น่ากลัว เป็นต้น, แยกกันอยู่เป็นอย่าง ๆ แล้ว ก็เรียกว่ายังมีความโง่อยู่ ยังมองไม่เห็น. ถ้ามองเห็นความเป็นเช่นนั้นเองของมันตามธรรมชาติ ไม่อาจจะเกิดความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว เป็นต้นแล้ว นั่นแหละเรียกว่ามองเห็น, ไม่ต้องมีใครมาบอกว่าเห็นหรือไม่เห็น เราจะรู้สึก รู้จักได้เองว่า มองเห็นหรือมองไม่เห็น. ถ้ามองไม่เห็น มันก็กลุ้มอยู่ด้วยความโง่อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงอาการออกมาว่า เป็นเรื่องความยินดียินร้าย จนเกิดกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่ง, อยู่อย่างคมมีกิเลสตลอดเวลา, มีชีวิตชนิดที่ทนทรมาน นับตั้งแต่ทนทรมานด้วยความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ ความสงสัย ความมืดมนต่อสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมตัวเองอยู่ เป็นอย่างน้อย, จนกระทั่งความรู้สึกเป็นกิเลสชนิดที่รุนแรง เป็นโลภะ โทสะ โมหะ หรือเป็นราคะ โกธะ โทสะ โมหะ แล้วแต่จะเรียก ก็เรียกว่าเป็นกิเลสด้วยกันทั้งนั้น, เกิดมาจากความไม่เห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง. มันโง่ที่จะเอา ก็เรียกว่าโลภะหรือราคะ, มันโง่ที่จะทำลายเสีย ก็เรียกว่าโทสะ หรือโกธะ, มันโง่จนไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่วนเวียนอยู่รอบ ๆ ก็เรียกว่ามันมีโมหะ. เราลำบากอยู่ด้วยเรื่อง โลภะ โทสะ โมหะ กันอย่างนี้ขอให้ดูให้ดี. คำว่าดูให้ดี ก็คือดูอย่างมีปริทัศน์ คือการเห็นโดยรอบด้าน. โลภะ โทสะ โมหะ เกิดอยู่กับใจก็ไม่มองเห็น มีแต่ความโง่ทำให้เดือดร้อน ไปตามแบบของคนมีโลภะ โทสะ โมหะ, งุ่นง่านอยู่เหมือนกับคนบ้า. นี่เรียกว่าลำบากอยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ เป็นชีวิตชนิดที่ทรมาน, ไม่เป็นชีวิตที่น่าพอใจ น่าชื่นอกชื่นใจ. คนต่างประเทศมาขอศึกษาพุทธศาสนา เมื่อถามว่า มาศึกษาเพื่อประโยชน์อะไร? ก็ล้วนแต่ตอบไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง; เพราะเขาไม่รู้จักปัญหาที่เขามีอยู่คือปัญหาที่เขา เดือดร้อนอยู่ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ. เขาไม่รู้ว่าเขาเดือดร้อนอยู่ด้วยอะไร ซึ่งวัตถุประสงค์ของธรรมะ ก็ต้องการจะแก้ปัญหาเหล่านี้. เขาไม่มีปัญหา, มาศึกษาพุทธศาสนาโดยไม่รู้ว่าเพื่ออะไร มันก็เห่อ ๆ กันมา, ตามที่เขาจะเห่อกันได้อย่างไร เห่อว่าไปเที่ยวรอบโลก ไปดูอะไรมาก ๆกว้าง ๆ นี้ก็มี, เห่อว่าได้รู้ความรู้รอบตัวเพิ่มมากขึ้นก็มี. บางทีก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร นอกจากว่ารู้ไว้ดีกว่า, รู้ไว้ดีกว่า ก็มาศึกษากันอย่างนี้โดยมาก. มันก็ไม่ค่อยจะถูกจะตรงต่อตัวแท้ของธรรมะ หรือตัวพุทธศาสนา. ทีนี้ถึงแม้คนไทยเรา ที่ถือพุทธศาสนาอยู่แล้ว ก็ยังมีปัญหาที่คล้าย ๆ กัน คือไม่รู้ว่าจะเอาธรรมะไปทำอะไร; นอกจากเหมา ๆ เอาว่า ได้บุญบ้าง, เหมา ๆ เอาว่า มันดีตามที่เขาว่ามันดี มันวิเศษ มันประเสริฐ. แต่ในที่สุดก็ไม่ได้เอาธรรมะนั้นไปใช้ให้เป็นประโยชน์โดยตรงโดยแท้จริงได้, อย่างนี้ก็มีอยู่มาก และน่ารำคาญที่ว่ามันเสียเวลาเปล่า ๆ, แล้วก็ทำไปอย่างงมงายด้วย. เราควรจะศึกษากันในข้อนี้แหละให้มากที่สุด เพื่อให้รู้จักความ จริง หรือความเป็นเช่นนั้นเอง ของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตบ้าง, ของส่งที่เรียกว่าธรรมะบ้าง. ถ้าดูข้างนอกก็ว่า ธรรมะนี้สำหรับชีวิต, ชีวิตนี้ต้องการธรรมะ, ใช้ธรรมะกับชีวิตให้ถูกต้อง ชีวิตก็เป็นของที่มีความสุขสงบน่าชื่นใจ. และถ้าดูลึกลงไปแล้ว ก็จะพบว่าธรรมะ ก็คือชีวิต, ชีวิตก็คือธรรมะ คือทั้งสองอย่างเป็นธรรมะด้วยกัน เหลืออยู่แต่คำว่าธรรมะคำเดียว มองในแง่ชีวิตก็เป็นตัวชีวิต, มองในแง่ปัจจัยแห่งชีวิต มันก็เป็นปัจจัยแห่งชีวิต. ท่านทั้งหลายจงพยายามทำความเข้าใจ ในข้อความตามที่อาตมา กำลังพูดนี้. เรื่องตัวธรรมะโดยตรงพูดมามากแล้ว มากจนมากกว่า มาก, แต่ก็ยังไม่สำเร็จประโยชน์. ยังไม่อาจจะใช้สำเร็จประโยชน์, ยังไม่อาจจะทำความสัมพันธ์กัน ระหว่างธรรมะกับชีวิตให้สำเร็จ ประโยชน์. เดี่ยวนี้เราจะไม่พูดถึงตัวธรรมะอะไรกันนัก แต่จะพูดถึงปัญหา, ตัวปัญหาที่มันเกิดขึ้น มันเกี่ยวพันกันอยู่ระหว่างธรรมะ กับสิ่งที่เรียกว่าชีวิตที่เราสมมติเรียกว่าตัวเรา. เรายึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา ทำให้ชีวิตนี้กลายเป็นของร้อนไป; ตัวเราไม่มีก็ทำให้ตัวเรามีขึ้นมา, ตัวเราที่ไม่ต้องร้อนไม่เคยร้อนไม่จำเป็นจะต้องร้อน มันก็กลายเป็นของร้อนขึ้นมา, มาจัดการในส่วนนี้กันดูจะดีกว่า. มองให้เห็นความเกี่ยวข้องของชีวิตกับธรรมะ.
วิตเป็นสิ่งที่ต้องมองให้เห็นโดยรอบ จนกระทั่งว่าเกี่ยวข้องกัน อยู่กับธรรมะอย่างไร, แล้วเราจะจัดมันอย่างไร, ให้มันเป็นสิ่งที่งดงาม. ขอใช้คำว่างดงามบ้าง, ฟังดูคล้ายกับว่าเป็นคำประพันธ์ดีดดิ้น ที่เขาใช้กันอยู่. แต่ที่จริงคำนี้พระพุทธเจ้าได้เคยทรงใช้ก่อนแล้ว, ท่านใช้คำว่างดงาม ธรรมะงดงาม การศึกษางดงาม การปฏิบัติงดงาม การได้รับผลการปฏิบัติงดงาม. นี่ท่านก็เคยใช้มาแล้ว ไม่ใช่เป็นคำที่เรียกว่า เราจะใช้กันอย่างสำนวนนักประพันธ์ที่ดีดดิ้นสมัยใหม่, มันไม่มีคำอะไรที่แสดงความหมายได้ดียิ่งไปกว่าคำนี้. คำว่างดงามนี้บางทีก็แปลว่าดี; หมายความว่าดีไปเสียก็มี, สู้อธิบายไปตามคำ ความหมายของคำไม่ได้ ใช้คำว่างดงาม. มีอยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งควรจะเอามาสนใจใคร่ครวญดู คือประโยคที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ใครหนอจะเลือกเก็บดอกไม้จากสวนอันงดงาม, ใครจะเป็นคนเลือกเก็บดอกไม้อันงดงาม จากสวนอันงดงาม เมื่อในโลกนี้มันมีแต่คนโง่ มีแต่คนที่ประกอบไปด้วยอวิชชา, ก็ว่าใครหนอจะเป็นผู้เลือกเก็บดอกไม้จากสวนอันงดงาม, สวนของพระพุทธเจ้าเหมือนกับสวนดอกไม้, ในที่นี้ก็หมายถึงสวนแห่งพระธรรม คือธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันมากมายเหมือนกับสวนดอกไม้ ที่มีดอกไม้ทุกชนิด ดอกไม้งามก็มี ไม่งามก็ดี หอมก็มี เหม็นก็มี ใหญ่ก็มี เล็กก็มี มันสารพัดอย่าง มันมีมากไปหมด. แล้วว่าใครจะเป็นคนเลือกเก็บเอาแต่ดอกไม้ที่ควรเก็บ เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้? คนโง่ก็ทำไม่ได้ ก็ทำได้แต่คนฉลาด, ก็ปรากฏว่าผู้ที่เห็นธรรมะเข้าใจธรรมะ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป, พูดอย่างนี้ดีกว่า. บุคคลที่เห็นธรรมะถึงขนาดพอสมควร ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป จึงจะรู้จักเลือกเก็บดอกไม้ในสวนอันงดงาม คือธรรมะที่สามารถดับทุกข์ได้นั่นเอง, เป็นขั้นต้น เป็นชั้นแรก เป็นอันดับแรก ที่ว่าจะดับทุกข์ได้จริง, รู้จักหยิบเอาธรรมะชนิดที่ดับทุกข์ได้จริง มาแก้ปัญหาของตน ๆ ในชีวิตประจำวัน. คนโง่ทั้งหลายก็มีความทุกข์ เหมือนกับความเจ็บไข้อยู่เป็นประจำวัน คือความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา ว่าเอาเองก็แล้วกัน มากมายนี้. และใครมันจะสามารถ เลือกเก็บเอาดอกไม้งดงาม เฉพาะโรคมาเยียวยาโรคหรือความทนทุกข์ทรมานเหล่านี้? ทำไมจึงต้องใช้คำว่างดงาม? เพราะว่ามันทำให้สบาย ให้มีความสุข มีความสบายด้วย, ไม่ใช่เพียงแต่หายเจ็บปวด มันยังให้มีความสุขความสบายมากไปกว่านั้นด้วย. แล้วทำไมจะต้องเรียกว่า มันเป็นสวนดอกไม้? ก็เพราะว่ามันงดงาม หรือมันมีให้เลือกครบทุกอย่างทุกรูปแบบ. นี้เราอยู่ในพวกไหน? เราควรอยู่ในพวกที่ฉลาด สามารถจะเป็นคนเลือกเก็บดอกไม้ เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน, ให้ชีวิตนี้มันมีความสดชื่นแจ่มใส, อย่าได้ทนทรมานแม้แต่ประการใด. ฟังดูเผิน ๆ มันก็มากมาย ดูมันมากมายคล้ายจะเหมือนวิสัย; แต่ถ้ามีความรู้จริง มันก็อยู่ในวิสัยที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้, เราจะป้องกันหรือแก้ไขก็ตาม ซึ่งความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอาลัยอาวรณ์ ความชั่วร้ายเหล่านั้น ได้โดยวิธีใด ทันเวลา, มันอยู่ที่ทันเวลา. เรื่องกิเลส เรื่องการปรุงแต่งเกิดทุกข์เป็นปฏิจจสมุปบาท อะไรเหล่านี้ เราก็พูดกันมากมายแล้ว. เดี๋ยวนี้มันก็เหลืออยู่แต่ว่า เวลาไหนจะเอาธรรมะข้อไหน มาแก้ปัญหาข้อนี้, เวลานี้จะเอาธรรมะข้อไหนมาแก้ปัญหาข้อนี้? อย่างนี้แหละให้มันทันเวลาทุก ๆ กรณีไป. นี่เป็นเรื่องของบุคคล ที่สามามารถเลือกเก็บดอกไม้ เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์จากสวนอุทยานใหญ่โตมโหฬารของธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงเปิดเผยขึ้น. ที่จริงก็น่าจะพูดว่า สวนสมุนไพรดีกว่า, คือสวนหยูกยาสมุนไพร ที่เขาปลูกไว้มากมายครบทุกอย่าง. ใครจะสามารถหยิบเอาต้นยาต้นไหนมาแก้ไขโรคของตนได้ทันกาลทันเวลา เป็นที่น่าพอใจ? นั่นมันเรื่องยา เดี๋ยวนี้ใช้คำว่าดอกไม้ มันกลายเป็นของหอมของชื่นใจ; แต่ความหมายมันก็ควรจะเป็นอย่างเดียวกันได้ คือมีความพอใจ มีความสุขสบายใจก็แล้วกัน. ความสุขความสบายใจ ความน่าพอใจ จากการมีดอกไม้นี้ มันคงจะดีกว่าการกินยา ซึ่งมักจะขมขื่น เหม็นหืนกันโดยมากสำหรับยา. พูดให้เป็นโฆษณาชวนเชื่อมากขึ้น ก็ว่าจะเป็นดอกไม้ ที่มีให้เลือกอยู่ทุกอย่าง ในสวนดอกไม้. เดี๋ยวนี้สิ่งทั้งปวงมันก็มีอยู่เป็นธรรมชาติ ตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติเท่ากับเป็นสวนดอกไม้ หรือยิ่งกว่าสวนดอกไม้, แล้วก็เกี่ยวข้องกับเรา กับชีวิตของเราอยู่ทุกอย่าง หรือตลอดเวลาก็ว่าได้. ปัญหามันเกิดขึ้นนั้น มันก็เกิดขึ้นที่ชีวิตจิตใจ; ถ้ามันเกิดที่อื่นก็ไม่ เป็นไร มันก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรา ไม่ต้องสนใจก็ได้; แต่เดี๋ยวปัญหาเหล่านั้นมันเกิดขึ้นแก่ชีวิตจิตใจของเรา จนกล่าวได้ว่า ความทุกข์ มันมีอยู่ในร่างกายนี้ ในจิตใจนี้, ในร่างกายที่มีจิตใจอยู่ด้วยกันนี้; ความดับทุกข์มันก็ต้องดับกันที่นี่ คือที่ ๆ มีความทุกข์นั่นเอง จึงต้องรอบรู้สิ่งเหล่านี้. นี้อาตมาเรียกว่าปริทัศน์แห่งชีวิต คือการมองดูรอบด้าน ต่อสิ่งที่เรียกว่าชีวิต แล้วก็เป็นไปอย่างทุกแง่ทุกมุม ให้เพียงพอแก่ปัญหา. ได้พูดมาแล้วว่า ธรรมะกับชีวิตนั้นเกี่ยวข้องกัน, พูดอย่างธรรมดา ๆ แต่ว่าอย่างธรรมดา ๆ ก็เกี่ยวข้องกัน, ถ้าพูดอย่างลึกซึ้งกว่าธรรมดา ก็ว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน. เดี๋ยวนี้เอาแต่ว่าอย่างธรรมดา ๆ มันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน; ควรมองดูให้พร้อมกันทั้งสองอย่างก็จะเป็นการดี. ธรรมะคืออะไร? โดยหัวใจโดยใจความนั้น ก็พูดกันมามากแล้วว่า ธรรมะมีอยู่ ๔ ความหมาย คือตัวธรรมชาติ, คือตัวกฎของธรรมชาติ, ตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ตัวผลที่เกิดจากหน้าที่นั้น ๆ, ๔ อย่างนี้แต่ละอย่าง ๆ ล้วนแต่เรียกว่าธรรมะ. ทีนี้สิ่งที่เรียกว่าชีวิต ในความหมายธรรมดาทั่วไป มันก็เป็นตัวธรรมชาติ คือร่างกายจิตใจนี้มันก็เป็นธรรมชาติ, แล้วมันมีกฎของธรรมชาติควบคุมอยู่ ในร่างกายและจิตใจนั้น ร่างกายและจิตใจนั้นก็เกิดหน้าที่ ที่จะต้องประพฤติกระทำ ให้เกิดความถูกต้อง จนไม่ต้องเกิดมีความทุกข์, มันจึงมีหน้าที่ มีธรรมะคือหน้าที่ ที่ชีวิตนี้มันจะต้องทำ. ชีวิตไหนไม่ทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ชีวิตนั้นก็ต้องตาย, และได้ตายไปแล้วมากมาย ตามประวัติศาสตร์แห่งวิวัฒนาการทางชีววิทยาเป็นต้น. เขาก็เชื่อกันว่า ชีวิตหลายรูปแบบได้สูญหายไปแล้ว ไม่มีเหลืออยู่, จะมากกว่าที่เหลืออยู่. ที่เหลืออยู่นี้ เพราะมันบังเอิญก็ได้ มันถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ หมายความว่า มันปรับตัวเปลี่ยนแปลงทันกันกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ, มันจึงเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่เหลืออยู่ จนกระทั่งเป็นพวกเราในบัดนี้. สิ่งที่เคยมีแล้วสูญไปแล้ว เหลือแต่ซากอยู่ใต้ดินก็มีเป็นอันมาก; นั่นมันทำตัวเข้ากันไม่ได้กับธรรมชาติ หรือธรรมะก็เลยตายและสูญหายไป. นี่มันเป็นกฎของธรรมชาติอย่างนี้ ว่าชีวิตจะต้องทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ จึงจะไม่ตาย หรือว่าไม่อยู่อย่างทนทุกข์ทรมาน. ข้อนี้ไม่ลึกซึ้งอะไร มองเห็นได้ง่าย, ลองทำให้ผิดกฎของธรรมชาติ ก็เป็นโรคภัยไข้เจ็บตาย หรือตายโดยอะไรก็ได้ ถ้าไม่ตายก็เกือบตาย, หรือว่าอยู่อย่างมีทุกข์ทรมาน, ไม่คุ้มค่าที่เกิดมาแล้ว มีชีวิตอยู่เพียงไม่เกินร้อยปี, เรียกว่าชีวิตร้อยปีเป็นประมาณ นิดเดียวเท่านี้ ก็ยังไม่สามารถจะทำให้อยู่อย่างเป็นสุขได้. โลกนี้มันอยู่เป็นล้าน ๆ ปี หรือกี่ล้าน ๆ ปีก็ตามใจเถิด แต่ว่าชีวิตของคนนี้ มันไม่เกินร้อยปี มันนิดเดียวเท่านี้ มันยังทำให้ถูกไม่ได้. ดูเถอะว่ามันมีอวิชชา ความโง่เท่าไร จึงปรับตัวเองให้ถูกต้องไม่ได้, ภายในเวลาราวสักร้อยปี เกิดมาจนกว่าจะแตกตายทำลายนี้ มันก็ประมาณสักร้อยปี ในชั่วชีวิตนี้ มันควรจะรู้อะไรถูกต้อง สำหรับจะอยู่อย่างไม่มี ความทุกข์. ปัญหามันเกิดแก่คน มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน ตรงที่ว่าคนมัน คิดนึกได้มาก คิดนึกได้เร็ว คิดนึกได้ลึกซึ้ง; เพราะฉะนั้นมันจึงคิดไปไกล จนมีปัญหาเกิดขึ้นมากไม่เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งคิดไม่เป็นหรือไม่คิดอะไร ความทุกข์ทางใจมันก็เลยไม่มี. นี่คือข้อที่ว่า มนุษย์เราจะไม่ดีไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน ตรงที่ว่ามันมี ความทุกข์ทางจิตใจมากกว่าสัตว์เดรัจฉาน; แม้ว่าจะประดิดประดอยสิ่งสวยงามสนุกสนาน ขึ้นมาสักเท่าไร มันก็ดับทุกข์ไม่ได้, ฉะนั้นสิ่งวิเศษที่ประดิษฐ์ขึ้นมา ก็เลยกลายเป็นเรื่องโง่ เรื่องบ้า เรื่องไม่มีประโยชน์อะไร, ไม่ต้องทำก็ได้, แต่มนุษย์ในโลกมันก็ทำ. ขอให้ถือเสียว่า มันเป็นปัญหาชนิดที่มองไม่เห็นปัญหา, เจ้าของปัญหาก็ไม่รู้จักปัญหาและมองไม่เห็นปัญหา. ถ้าจะเอาเรื่องนี้มาพูดกัน เขาก็จะหาว่าเป็นเรื่องบ้า เรื่องไม่จำเป็นอีกเหมือนกัน. พวกเราเอาเรื่องของธรรมะมาพูด พวกนั้นก็หาว่าเป็นเรื่องบ้า ไม่จำเป็นจะต้องทำ ไม่มีประโยชน์อะไร; เช่นเดียวกับที่เรากล่าวหาว่า เขาทำแต่สิ่งที่มันไม่ดับทุกข์, ในโลกนี้เขาระดมทุ่มเทกันสร้างสรรค์แต่ในเรื่องที่ไม่ดับทุกข์. อ่านหนังสือข่าวประจำวัน แล้วก็รู้สึกหดหู่ใจเศร้าใจ ที่นั่นจัดประชุม ที่โน่นจัดประชุม ที่นี่จัดประชุม ที่โน้นจัดประกวด ที่นี้จัดสัมมนา มากมายแต่ละวัน ๆ; แต่พอดูที่รายละเอียดแล้ว ไม่เห็นว่ามีเรื่องดับทุกข์, และเห็นว่ามันดับทุกข์ไม่ได้ บางทีจะเพิ่มความทุกข์ด้วยซ้ำไป, ทำให้ปัญหาที่น้อยอยู่กลับมากขึ้น เพราะการจัดที่มันทำไปอย่างหลับหูหลับตา. มนุษย์กำลังเป็นอย่างนี้ จึงไม่ได้รับผล สมกับที่ได้เกิดมา เป็นมนุษย์ และควรจะมีความสุขที่สุด มันกลายเป็นเกือบจะไม่มีความสุขอะไร สู้แต่แมวก็ไม่ได้, สุนัขหรือไก่มีความทุกข์น้อยกว่า มนุษย์; แต่ก็ถือว่ามันอยู่ด้วยความโง่, มนุษย์อยู่ด้วยความฉลาด แล้วทำไมจึงไม่มีความสุข ยิ่งกว่าสัตว์ที่โง่ ๆ. นี่คือตัวปัญหา ที่อาตมาคิดว่าจะต้องเอามาดูให้ดี อย่างที่เรียกว่าปริทัศน์ คือดูกันอย่างรอบด้าน, โดยทุกคนที่เกิดมาแล้วนี้ อายุก็เข้ามาตั้งครึ่งอายุแล้วก็มี เกินกว่าก็มี ไม่เท่าไรท่านจะตาย. ถ้าท่านจะตายไปในลักษณะอย่างนี้ หรือว่าอย่างไรกัน, จะตายไปในลักษณะ อย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ มันก็คงไม่มีอะไรที่น่าชื่นใจ ยังคงน่าละอายแมวต่อไปตามเดิม. ถ้ารีบจัดรีบทำ ให้ชีวิตที่มันยังเหลืออยู่ไม่มากนักนี้ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างถูกต้องสำหรับจะไม่เป็นทุกข์ นี่แหละจะดี, จะสมกับที่ว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งที ก็ได้เป็นมนุษย์จริง คืออยู่เหนือปัญหาได้. นี่เป็นเหตุผลที่ว่า อาตมาขอชักชวนให้ท่านทั้งหลาย มาสนใจมองดูสิ่งเหล่านี้ ที่แท้ก็มีเพียงสองสิ่ง คือ ธรรมะกับชีวิต หรือชีวิตกับธรรมะ สองสิ่งเท่านั้น ในลักษณะที่เป็นปริทัศน์, คือดูมันให้รอบด้าน ให้รู้จักมันให้ดี จนรู้จักความเป็นเช่นนั้นเอง ของมันอย่างไร, แล้วก็ประพฤติปฏิบัติ ให้ถูกตรงตามความเป็นเช่นนั้นเองของสิ่งนั้น ๆ, แล้วก็ไม่มีความทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น, มีแต่ความสงบสุขสงบเย็น ราบเรียบไปตามความสงบเย็น เรียกว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. รูปแบบของชีวิตที่เป็นวัฏฏสงสาร.
นี้อาตมาก็จะพูดต่อไปถึงเรื่องว่า เราจะดูปริทัศน์ของ ชีวิตกันอย่างไร. ในชั้นแรกนี้อยากจะให้ดูสิ่งเหล่านี้กัน ในรูปแบบที่มันเป็นวัฏฏสงสาร คือดูทุกสิ่งในรูปแบบที่มันเป็น วัฏฏสงสาร. คำว่าวัฏฏสงสาร ท่านได้ยินกันมาจนชินแล้ว เพราะทีนี่ก็พูดถึงคำ ๆ นี้ หลายสิบครั้งเต็มทีแล้ว. วัฏฏสงสารแปลว่าวนเป็นวงกลม คือซ้ำรอยอยู่เป็นวงกลม. คำว่าชีวิต มีความหมายทั้งในภาษาคนและภาษาธรรม. ในภาษาคนก็คือ สิ่งที่มีชีวิตอยู่ เหมือนสัตว์เหมือนต้นไม้เหมือนอะไร ที่มันมีชีวิตอยู่ นี่ในภาษาคน. ถ้าในภาษาธรรมมันหมายลึกไปกว่านั้น คือความมีอยู่อย่างสดชื่น สงบเย็น. ในภาษาคนอย่างภาษาชีววิทยาเป็นวิทยาศาสตร์นั้น ก็พูดกัน อย่างน่าหัว; ถ้าว่าในเซลล์หนึ่ง ๆ ของสิ่งที่มีชีวิต มันยังมีความสดอยู่ ส่วนที่เรียกว่าโปรโตปลาสม์ ซึ่งเป็นของสดยังไม่ตาย มันยังอยู่ทุก ๆ หน่วยแล้ว มันก็เรียกว่ามีชีวิตอยู่. นี้มันเป็นเรื่องวัตถุมากเกินไป มันไม่เกี่ยวกับสุขหรือทุกข์, เราจะเอาว่ามันมีชีวิตอยู่ อย่างที่ไม่ต้องมีความทุกข์. ถ้ามันอยู่อย่างมีความทุกข์ ในทางธรรมะก็ถือว่าเท่ากับตายแล้ว; ถ้าคนเราอยู่ด้วยความทุกข์ ทุกข์เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือทุกข์เพราะอะไรก็ตาม, ถ้าเขาอยู่ด้วยความทุกข์ ก็ถือว่าเท่ากับตายแล้ว, มีค่าเท่ากับตายแล้ว. ฉะนั้นเราต้องอยู่อย่าง ที่ไม่มีความทุกข์จึงจะเรียกว่ามีชีวิตอยู่ คือมีความสดชื่นอยู่. นี่ชีวิตในภาษาธรรม มันหมายลึกลงไปอย่างนี้. นี้ถ้าจะดูกันให้ละเอียด ในแง่ที่จะวิภาคแจกแจงออกไป มันยังมีทางที่จะดูว่า ชีวิตประเภทหนึ่ง มันอยู่ใต้เหตุใต้ปัจจัยที่ปรุงแต่ง; ดังนั้นชีวิตชนิดนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย. แต่มีความเป็นอยู่อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเหตุปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ก็เลยไม่เปลี่ยนแปลง และไม่เป็นทุกข์; แต่คนธรรมดาฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เช่นว่าความมีอยู่ของสิ่งที่ไม่ถูกปรุงแต่ง ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงเป็นอสังขตะ คนทั่วไปก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ, และจะไม่เรียกว่าชีวิตด้วยซ้ำไป. เดี๋ยวนี้เราอยากจะให้มองเห็นทั้งสองชนิด คือชีวิตที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง, และความเป็นอยู่ชนิดที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง คือปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เพราะว่าชีวิตนั้นมันเต็มไปด้วยความรู้ถึงที่สุดเสียแล้ว, หรือว่าเป็นจิตชนิดที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เป็นจิตที่เข้าถึงวิสังขารเสียแล้ว; อย่างบทว่า วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ นั้นเป็นการเย้ยตัณหาว่า จิตถึงวิสังขารเสียแล้ว แกจะปรุงแต่งฉันไม่ได้อีกต่อไป. ชีวิตที่อยู่เหนือการปรุงแต่งชนิดนี้แหละ ควรจะถือว่า เป็นชีวิตที่น่าพอใจ, เป็นเป้า--หมายของการที่เราจะมี; ก็กลายเป็นว่า มีชีวิตชนิดที่เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร อย่างน่าสงสารกับชีวิตที่ไม่มีการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร ไม่มีอะไรที่น่าสงสาร. ชีวิตที่มันยังโง่ ไม่รู้อะไร ปราศจากความรู้ทางธรรมะ นั่นแหละมันเป็นชีวิตที่มีปัญหา, มันมีตัวปัญหาเต็มไปหมด ซึ่งทำให้เกิดทุกข์ทรมาน ยังเป็นคนโง่ไม่รู้จักเก็บดอกไม้ จากสวนอุทยานของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ คือธรรมะที่จะเอามาดับทุกข์ได้; เขาไม่สามารถจะไปเลือกเก็บเอามา เพราะว่าเขาไม่รู้จักเลย. เราเป็นพุทธบริษัทเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ควรจะได้รับประโยชน์จากอุทยานแห่งธรรมะ. ดอกไม้ชนิดที่จะแก้ปัญหาได้ เป็นสัญลักษณ์ของธรรมะ หรือของยา หยูกยา ก็แล้วแต่จะเรียก แต่มันแก้ปัญหาได้ คือมันดับทุกข์ได้ก็แล้วกัน. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จัก หรือคนทั่วไปไม่รู้จัก, มันก็มีกันอยู่แต่ชีวิตที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ เพราะความทุกข์ทรมานนานาประการแล้วก็หมุนไปในลักษณะที่ เรียกว่า วัฏฏสงสาร. อาการของวัฏฏสงสาร.
รามาดูอาการแห่งวัฏฏสงสาร วงกลมของการหมุนนี้ ที่เกี่ยวกับชีวิตนี้กันดู เพื่อว่าจะได้สังเกตเห็น สิ่งที่ไม่เคยสังเกต หรือไม่เห็น หรือว่าสังเกตน้อยเกินไป มันก็เห็นน้อยเกินไป มันก็เห็นน้อยเกินไป เรามาพูดกันตั้งแต่เริ่มต้นเลยก็ได้ ว่าวงกลมนั้นมันมีอยู่อย่างไร. เราจะดูความเกิดก่อน มีความเกิดขึ้นมาแล้วก็ตาย; นี่จากความเกิดหมุนไปถึงความตาย, จากความตายมันจะหมุนต่อไปถึงความไม่ตายได้อย่างไร ล้วนแต่มีเหตุปัจจัยทั้งนั้นแหละ. จากเกิดถึงตายมันก็มีเหตุปัจจัย, เปลี่ยนไปจากเกิดจนถึงความตาย, จากความตายกว่าจะถึงความไม่ตาย มันก็ต้องมีเหตุปัจจัย คือการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องจนกว่าจะประสบพากันเข้ากับความไม่ตาย. เดี๋ยวนี้มันหมุนอยู่แต่ในเรื่องเกิดตายเกิดตายตายเกิดเกิดตาย, วัฏฏสงสารของคนที่ยังหลับอยู่ ยังไม่เป็นพุทธะ ยังไม่รู้ ยังไม่ตื่น ยังไม่เบิกบาน มันหลับอยู่ มันก็มีแต่เรื่องเกิดแล้วตายเกิดแล้วตายเกิดแล้วตาย, ตายเพื่อเกิดเกิดเพื่อตาย, ตายเพื่อเกิดเกิดเพื่อตาย, มันไม่ยืดออกไปจนถึงกับว่า ตายแล้วมันก็รู้จักทำต่อไปให้ถึงความไม่ตาย สภาวะที่ไม่ตาย. หรือว่าจะดูให้มันละเอียดในจิตใจ จิตใจตามธรรมชาติ หรือว่าอยู่ในท้องแม่ ไม่มีการก้าวหน้าเจริญอะไร มันก็ว่าง ไม่มีความทุกข์. เด็กทารกจะต้องเติบโต จนรู้จักสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วเกิดเวทนา, แล้วเกิดยึดถือในเวทนาแล้วเป็นทุกข์. นี้ทีแรกมันว่าง ไม่มีทุกข์ แล้วก็หมุนมาจนเป็นทุกข์; นี่มันตั้งต้นที่ว่างนะ คนเราไม่มีทุกข์ คือไม่มีการปรุงแต่ง, แล้วมันก็เจริญขึ้น เจริญขึ้น จนมีการปรุงแต่ง รู้จักปรุงแต่ง รู้จักยึดถือแล้วก็เป็นทุกข์. นี้จากว่างไม่มีทุกข์ มันก็มาเป็นไม่ว่างและมีทุกข์; ฉะนั้นจึงว่างจากทุกข์ แล้วก็มีทุกข์, ว่างจากทุกข์ แล้วก็มีทุกข์ สลับกันเป็นระยะ ๆ อยู่. ในวันหนึ่ง ๆ นี้ เราก็มีเวลาที่จิตใจไม่มีการปรุงแต่งบ้างเหมือนกัน แม้จะเป็นระยะสั้น ๆ จิตใจที่ไม่เป็นทุกข์มันก็มีอยู่เหมือนกัน; แต่เดี๋ยวก็มีสิ่งที่เข้ามาปรุงแต่ง ให้จิตใจเป็นทุกข์ แล้วก็เป็นทุกข์, หมดอำนาจเหตุปัจจัยมันก็ว่าง แล้วก็ไม่รู้สึกเป็นทุกข์, แล้วมันก็อยู่อย่างนี้แหละ. เดี๋ยวก็ว่าง เดี๋ยวก็เป็นทุกข์, เดี๋ยวก็ว่าง เดี๋ยวก็เป็นทุกข์, เดี๋ยวก็ว่าง เดี๋ยวก็เป็นทุกข์. มันว่างเพื่อจะไม่ว่างมันไม่ว่างก็เพื่อจะว่าง ตามธรรมชาติ ตามเหตุปัจจัยที่เข้ามาแวดล้อม ที่เราบังคับมันไม่ได้, ที่เราบังคับมันไม่ได้. นี่เราไม่สามารถที่จะยืดออกไปทางฝ่ายโน้น คือว่าเป็นทุกข์ แล้วก็จะยืดออกไปถึงที่สุดแห่งความทุกข์ ให้ความทุกข์จบสิ้นกันเสียที; ตอนนี้ทำไม่เป็น. แม้จะเป็นสิ่งที่มีเหตุมีปัจจัย เราก็ทำไม่เป็น. เราไม่ออกไปถึงที่สุดแห่งความทุกข์, เราวนเป็นวงกลมอยู่ที่ทุกข์ แล้ว-ก็ว่างไประยะหนึ่ง, แล้วก็ทุกข์ว่างแล้วทุกข์, ทุกข์แล้วว่างว่างแล้วทุกข์, ทุกข์แล้วว่าง ตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งบุถุชนผู้นั้นไม่อาจจะควบคุมจิตใจของตนได้. นี่วัฏฏสงสารมันอยู่ที่นี่ มันอยู่ในหัวใจเล็ก ๆ ของคนนั่นแหละ มันไม่ได้กว้างขวางใหญ่โตอะไรที่ไหนนัก. วงกลมว่าง, ทีแรกวงกลมว่าง แล้วเดี๋ยวก็เปลี่ยนเป็นวงกลม ที่ซีกหนึ่ง ดำซีกหนึ่งขาว เหมือนรูปภาพที่เราเขียนไว้ในตึกโรงหนัง. เขาเขียนรูปภาพแห่งจิตใจที่เปลี่ยนแปลงในลักษณะอย่างนี้ ทีแรกเป็นวงกลม ว่างไม่มีอะไร, เดี๋ยวก็เปลี่ยนแยกให้ซีกหนึ่งขาวซีกหนึ่งดำ. ถ้าว่างน่ะหมายความว่าไม่มีสีขาวไม่มีสีดำ; แต่แล้วความว่างของจิตชนิดนี้ ยังไม่อยู่เหนืออำนาจแห่งเหตุปัจจัยที่แวดล้อม, เหตุปัจจัยจึงมาแวดล้อมให้เกิดเป็นดำและเป็นขาว เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นดีเป็นชั่ว เป็นคู่ ๆ ไป. เราก็หมุนอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวก็กลับไปว่าง เป็นวงกลมว่าง, เดี๋ยวก็กลับมาสู่วงกลมที่มีทั้งสีดำและสีขาวแฝดกันอยู่. ดูอาการแล้วเหมือนกับว่า มันคุ้มดีคุ้มร้าย, มันคุ้มดีคุ้มร้ายอยู่อย่างนี้เรื่อยไป; แต่เราก็ไม่รู้สึก แล้วก็เราเอาคำว่าคุ้มดีคุ้มร้ายนี้ไปให้คนบ้า, ส่วนตัวเองที่เป็นคุ้มดีคุ้มร้ายอยู่อย่างลึกซึ้งนั้น ไม่พูดกัน คือมองไม่เห็น. ว่าที่จริงแล้ว จิตของมนุษย์บุถุชน เดี๋ยวมันว่าง เดี๋ยวมันไม่ว่าง, ว่าง อยู่ เดี๋ยวออกมาเป็นสีดำ, แล้วเดี๋ยวออกมาเป็นสีขาว แล้วก็ว่างอยู่. มันมีเหตุปัจจัยมากระทบกระทั่งปรุงขึ้นมา ให้เป็นดำหรือเป็นขาว, จนกว่าจิตนี้จะเจริญ จะพัฒนาตามวิธีพัฒนาที่กล่าวมาในการบรรยายหลายครั้ง. ถ้าเราพัฒนาได้อย่างนั้นแล้ว จิตนี้มันก็จะไม่ถูกทำให้เป็นดำเป็นขาวง่ายเกินไป เร็วเกินไป หรือแทบจะตลอดเวลา. เรายังไม่สามารถจะควบคุม ไม่ให้เกิดดำขาวนี้ เพื่อให้มันเป็นจิตที่ว่าง เป็นวงกลมว่างอยู่ได้; นี่เป็นภาพเหมือนกับภาพอุปมาหรือเป็นภาพพจน์ที่มันมีอยู่ในจิตใจของเรา ของมนุษย์เรา. ขอให้ท่านทั้งหลายดูให้ดี นี่มันเป็นสิ่งที่ต้องดูกันอย่างดีที่สุด ละเอียดที่สุด จึงจะเห็น. ตามธรรมชาติมันว่าง แต่มันว่างชนิดที่ว่าเปลี่ยนได้ จึงกลายเป็นวุ่น; ฉะนั้นจึงว่างแล้ววุ่นวุ่นแล้วว่าง, ว่างแล้ววุ่นวุ่นแล้วว่าง, จนกว่าจะมีความรู้เพียงพอ ทำให้วุ่นแล้วว่าง แต่ว่างจริง. ทีนี้เป็นว่างจริง คือว่างที่กลับวุ่นไม่ได้ เพราะมีปัญญาพอ, มีธรรมะพอ, เป็นผู้ที่รู้จักเลือกเก็บดอกไม้พิเศษในสวนของพระพุทธเจ้ามาใช้ควบคุมจิตที่ว่างแล้วว่างตลอดไป ไม่กลับมาเป็นวุ่นได้. อีกคำหนึ่งก็คือปรุง มันไม่ปรุงแล้วมันปรุงมันไม่ปรุงแล้ว มันก็ปรุงมันปรุงไม่ปรุง, ปรุงไม่ปรุง, วนกันอยู่อย่างนี้ ก็จัดว่าเป็นวัฏฏสงสารด้วยเหมือนกัน. จะต้องมีปัญญา รู้ธรรมะชนิดมาทำให้จิตนี้ปรุงไม่ได้อีกต่อไป, จิตนี้จะมีอะไรมาปรุงไม่ได้อีกต่อไป เพราะจิตนี้มันถึงธรรมะชนิดที่เหนือการปรุง ที่เรามักจะเรียกกันว่า พระ--นิพพาน เป็นต้น เป็นจิตที่อะไรปรุงไม่ได้อีกต่อไป. เดี๋ยวนี้จิตของเราแต่ละวัน ๆ นี้ มันอยู่ในสภาพที่ปรุงได้; ดังนั้นมันจึงถูกปรุง พอปัจจัยแห่งการปรุงหมด มันก็หยุดปรุง, แล้วปัจจัยแห่งการปรุงมีมาอีก มันก็ปรุงอีก, พอปัจจัยหมดมันก็หยุดปรุง. ฉะนั้นจิตมันก็เป็นสิ่งที่หมุนเวียนอยู่ ในระหว่างการปรุงและไม่ปรุง, ปรุงและไม่ปรุง. นี่ก็เรียกว่าวัฏฏสงสารได้เหมือนกัน มันอยู่กับเนื้อกับตัวอย่างนี้ ในลักษณะที่น่าเกลียดน่าชังอย่างนี้, หรือจะว่าในลักษณะที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ก็ได้เหมือนกัน มีอะไรมาปรุงได้ มันก็มีการปรุง. จิตนี้ยังดิบอยู่ ใช้คำว่าดิบ ๆ ยังโง่อยู่ มันก็มีอะไรปรุงได้. ถ้าจิตนี้มันตรัสรู้สว่างไสวแล้ว มันก็มีอะไรมาปรุงไม่ได้, มันก็ปรุงไม่ได้ตลอดไป. นี่เรียกว่าไม่หมุนอยู่ในระหว่างที่มีอะไรปรุง, ไม่มีอะไรปรุง, มีอะไรปรุง ไม่มีอะไรปรุง. ถ้าจิตมันขึ้นถึงระดับที่ปรุงไม่ได้ มีอะไรปรุงไม่ได้เสียแล้ว, ถึงจะมีอะไรมาปรุง มันก็ปรุงไม่ได้. เหมือนอย่างว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว จะมีอารมณ์อะไรมา รูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ อะไรมาเพื่อปรุง มันก็ปรุงไม่ได้; แม้สิ่งที่เป็นเครื่องปรุงมา มันก็ปรุงไม่ได้, แต่เดี๋ยวนี้มันยังอยู่ในระดับที่ปรุงได้ ฉะนั้นเดี๋ยวมันก็มีอะไรมาปรุง, เดี๋ยวมันก็ไม่มีอะไรปรุง, เดี๋ยวก็มีปรุง เดี๋ยวก็ไม่ปรุง. นี่ วัฏฏสงสารที่ละเอียดอยู่ในจิตใจของคนเรา มีอยู่อย่างนี้ จน กว่าจะรู้ธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ คือเรื่องอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท, รู้ว่าความทุกข์เกิดขึ้นมาอย่างไร, และความทุกข์ จะเกิดไม่ได้ เกิดขึ้นมาไม่ได้โดยอาการอย่างไร, คือดับไปอย่างไร. ปฏิจจสมุปบาทวงใหญ่ ซึ่งทรงแสดงไว้ด้วยอาการ ๒๔ นั่นแหละ เป็นสิ่งที่อธิบายไว้ชัด คือว่า, ๑๒ อาการแรกจากอวิชชาถึงความทุกข์ มันก็เกิดความทุกข์; ครั้นเกิดความทุกข์แล้ว ก็ตั้งต้นวงไปข้างหน้า คือว่าเกิดศรัทธาในสิ่งที่จะดับทุกข์ แล้วก็เที่ยวแสวงหา แล้วประพฤติปฏิบัติไปจนถึงดับทุกข์ได้ส่วนนี้เป็นส่วนที่ดับทุกข์. มองเห็นเหตุปัจจัยของความทุกข์ แล้วแสวงหาทางดับทุกข์.
หมือนอย่างเรา ๆ อย่างนี้ เราก็พอจะมองเห็นว่า เรามันเป็น ทุกข์, แล้วเราก็ฉลาดพอที่จะเห็นว่าเป็นทุกข์ ไม่ได้เป็นคนโง่ชนิดที่ว่า เป็นทุกข์ก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ คือไม่เห็นทุกข์ ไม่รู้สึกว่ามันเป็นทุกข์ ก็ไม่ได้สนใจที่จะดับทุกข์, หรือบางทีมันเตลิดเปิดเปิงออกไปนอกทางว่า ความทุกข์นั้นมาจากเทวดาผีสาง มาจากโชคลาง มาจากเคราะห์ ก็เลยไปทำพิธีบูชาผีสางเทวดา สะเดาะเคราะห์เพื่อจะดับทุกข์ มันก็ไปเสียอีกทางหนึ่ง ไปหาที่พึ่งชนิดนั้น มันก็เลยไปติดอยู่ที่นั่น. แต่เดี๋ยวนี้ท่านตรัสไว้ว่า เรามีความทุกข์ แล้วเราก็เห็นว่า มีความทุกข์แล้วเราก็เห็นว่า ความทุกข์นี้เป็นสิ่งที่ดับได้ เพราะเรามองเห็นความเป็นทุกข์ ที่มันมีเหตุปัจจัย จึงเกิดความเชื่อ ศรัทธา มีความเชื่อแน่ว่า ทุกข์นี้ดับได้. พระอริยเจ้าผู้รู้เรื่องนี้แล้วดับทุกข์ได้ ก็มีอยู่ มีศรัทธาว่าความทุกข์นี้ดับได้ ก็เที่ยวแสวงหา, หาบุคคลผู้มีความรู้ หรือแสวงหาวิธีที่จะดับทุกข์ไปตามลำดับ ๆ จนดับทุกข์ได้. นี่ก็ว่าออกไปได้จากวัฏฏสงสาร. ถ้าเรายังทำไม่ได้เราก็ต้องวนกันอยู่ที่นี่ : มีความทุกข์แล้วทุกข์อีก ทุกข์แล้วทุกข์อีก, ที่เรียกว่าเกิดตัวกู ทุกทีเป็นทุกข์ทุกทีเกิดตัวกูทุกทีเป็นทุกข์ทุกที มันก็อยู่ที่นี่ ในลักษณะอย่างนี้, จนกว่าเมื่อไรมันเกิดความรู้ที่งอกงามไป ว่าความทุกข์นี้เป็นสิ่งที่ดับได้. มีศรัทธาในสิ่งที่ดับทุกข์ได้ ทั้งที่ยังไม่ปรากฏ แต่มีเหตุผลที่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้นได้. ถ้าขึ้นมาถึงขนาดนี้แล้ว มันก็จะไปในทางที่จะดับทุกข์ได้ เป็นผู้มีศรัทธาเชื่อแน่ในความมีแห่งพระนิพพาน มีจิตใจชนิดที่มองเห็นไปทางพระนิพพาน, มีความเชื่อแน่ว่า ความดับทุกข์ได้นั้นมีอยู่. ฉะนั้นศรัทธาของพระโสดาบันนี้จึงเป็นศรัทธาแท้จริง ไม่ใช่เหมือนศรัทธาของบุถุชน ก็ดำเนินการไปตามศรัทธา แสวงหาแล้วก็พบ, แล้วก็ดับทุกข์ได้. นี่วิธีที่คนเรา พวกเราธรรมดาสามัญ จะดับทุกข์ได้ มันมีอยู่อย่างนี้ คือให้มองเห็นตัวความทุกข์ หรือความวนเวียน อยู่ในความทุกข์ โดยอาการต่าง ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น, จนมันมองเห็นชัดออกไปว่า ทุกข์นี้มันดับได้ มันเป็นสิ่งที่ต้องดับได้ เพราะมันมีเหตุมีปัจจัยเห็น ๆ อยู่. มีความเชื่อว่าจะดับได้ แล้วก็ศึกษาเรื่องนี้ ขวนขวายเรื่องนี้ แสวงหาเรื่องนี้, มันก็ค่อย ๆ พบและดับทุกข์ได้, ก็จะหลุดออกไปจากวัฏฏสงสาร. ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่า มันหลุดออกไปจากสิ่งที่เป็นสังขตะมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ไปสู่สิ่งที่เป็นอสังขตะ, ออกไปจากสังขตะที่ติดพันอยู่ ที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ ไปสู่อสังขตะที่ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้, ก่อนนี้เราอยู่ กับสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น, เดี๋ยวนี้มันหลุดออกไปจากสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น ไปพบสิ่งที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น, ไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่น หรือใคร ๆ ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ นั้นมันจบ. เรื่องมันจบที่นั่น ที่จบของจิตใจ, ที่จะพัฒนา ๆ ไป มันไปจบอยู่ที่นั่น. ฉะนั้นขอให้ศึกษากันในส่วนนี้ คือมันเป็นเรื่องของการ สัมพันธ์กัน ของการศึกษา ของการพัฒนา. เราไปดูกิริยาอาการของการพัฒนา หรือความสัมพันธ์กันในสิ่งที่มีการพัฒนา มากกว่าที่จะดูตัวธรรมะ เพราะตัวธรรมะข้อหนึ่ง ๆ นั้น เราพูดกันมามากแล้ว. เดี๋ยวนี้เรามาดูตัวปัญหา ที่ทำให้ต้องใช้ธรรมะ แล้วเราจะใช้ธรรมะกันอย่างไร, เราต้องดูชนิดที่ดูอย่างทั่วถึงอย่างไร จึงจะสามารถใช้ธรรมะนั้นได้. นี่ถ้าสรุปให้สั้นตอนนี้ทีหนึ่งก่อนก็ว่า เพราะว่ามันตกอยู่ ในวงกลมแห่งวัฏฏสงสาร เหมือนกับว่าพลัดตกลงไปในบ่อน้ำ วนกลางมหาสมุทร มันขึ้นมาไม่ได้. เรือลำนี้มันตกลงไปในบ่อน้ำวนกลางมหาสมุทร มันขึ้นมาไม่ได้; นี่ชีวิตที่ประกอบไปด้วยอวิชชา มันก็เหมือนกับบ่อน้ำวนกลางมหาสมุทร ตกลงไปแล้ว มันขึ้นมายาก, จึงจำเป็นที่จะต้องรู้จัก สิ่งที่เรียกว่าบ่อน้ำวนนั้นให้ดี ๆ. อย่าพูดกันแต่ปากว่าวัฏฏสงสาร ๆ มันก็ได้ยินแต่ชื่อ แล้วก็ไม่รู้จัก ทั้งที่ตัวเองตกอยู่ในวัฏฏสงสาร, จะเรียกว่าลอยคอวนเวียน อยู่ในบ่อวัฏฏสงสาร ก็ไม่รู้จักว่า เราตกอยู่ในวัฏฏสงสาร. มองดูสิ่งที่เรียกว่าวัฏฏสงสาร.
นี้ก็อยากจะให้ดูต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า สิ่งที่เรียกว่าวัฏฏสงสารนี้ มันไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร มันจึงมีไปเต็มไปหมด ทั่วไปหมด ในลักษณะที่เป็นธรรมดาสามัญที่สุด. การวนเป็นวัฏฏสงสารนี้ เป็นลักษณะธรรมดา ไปในสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างเต็มไปหมดรอบตัวเรา, มาเสียเวลากันอีกสักนิดหนึ่ง มองดูสิ่งที่เรียกว่าวัฏฏสงสาร คือวนเป็นวงกลม ในลักษณะที่ว่าเป็นภาพพจน์ที่พอจะเห็นได้. บางอย่างมันก็ต้องดูด้วยธรรมจักษุ อย่างที่กล่าวแล้ว เพราะมันดูด้วยตาเนื้อไม่เห็น, หรือบางทีเราไม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ เราไม่สามารถที่จะมองดูวัฏฏ--สงสาร แม้ในทางวัตถุธรรมนี้ให้เห็นได้ เราก็อาศัยสติปัญญาของคนพวกนั้นก็ได้, แล้วมาเทียบเคียงดูโดยหลักธรรมะ ก็พอจะเห็นได้ว่า เป็นไปได้จริง, คือยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นได้ โดยไม่ต้องโง่ โดยไม่ต้องงมงาย โดยไม่ต้องผิดต่อหลักกาลามสูตร. ฉะนั้นเรามาดูตัววัฏฏสงสาร ความหมายแห่งวัฏฏสงสาร ซึ่งมีอยู่ทั่วไป. อันแรกที่สุด ก็อยากจะให้พิจารณากันถึง สิ่งที่เขาเรียกกันว่า ปรมาณู, ปรมาณูคือส่วนเล็กที่สุดที่จะแยกออกไปได้แล้วของธาตุทั้งหลาย. ในโลกนี้มีธาตุทั้งหลายเป็นอันมาก แต่ละธาตุ ๆ นั้น ถ้าแยกออกไป แยกออกไป แยกออกไป จนถึงขนาดที่แยกไม่ได้แล้ว มันก็ไปจบอยู่ที่เป็นปรมาณูอยู่หนึ่ง ๆ. คำพูดนี้ไม่ขัดหลักพุทธศาสนา, ไม่ขัดหลักธรรมะในพุทธศาสนา แม้ว่าจะเป็นหลักวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน. ในปรมาณูหนึ่ง ๆ มันก็มีวัฏฏสงสาร คือมีส่วนหนึ่งหมุนอยู่รอบ แกนกลาง. ตามที่เขาอธิบายทฤษฎีปรมาณู มีอีเลคตรอนหมุนอยู่ รอบ ๆ โปรตรอน, แล้วแต่เขาจะเรียก เราไม่ต้องรู้ก็ได้; แต่มันมีสิ่งหนึ่งซึ่งหมุนอยู่รอบสิ่งหนึ่งตลอดเวลา โดยกฎเกณฑ์ที่แน่นอน และด้วยกำลังที่แน่นอน. ในหนึ่งปรมาณูก็มีวัฏฏสงสาร, นี้ปรมาณูหนึ่ง ๆ เป็นพื้นฐานแห่งสิ่งทั้งปวง ที่จะประกอบกันขึ้นเป็นอณู เป็นธาตุ เป็นส่วนประกอบของอวัยวะร่างกายของคน และสัตว์และโลก ของโลก. ทุกอย่างมีส่วนเล็กที่สุดคือปรมาณู ในตัวปรมาณูหนึ่ง ๆ มันก็มีการวนรอบ เป็นต้นเหตุของการทรงตัวอยู่ได้; นี่เห็นจะถึงที่สุดละมั้ง เมื่อเห็นว่าในหนึ่งปรมาณู มันก็มีวัฏฏสงสารในตัวมันเอง นั้นเรื่องวัตถุ. ทีนี้มาดู เรื่องที่เป็นจิต จิตหนึ่ง ๆ จิตขณะจิตหนึ่ง ๆ ตามหลักธรรมะที่เป็นที่รับรองนี้ก็ว่า มันก็มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป, เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป, ของสิ่งที่เรียกว่าจิต ชนิดที่เป็นภวังคจิต. จิตเฉย ๆ จิตที่ไม่มีความคิดนึก ที่เป็นส่วนเล็กที่สุด ส่วนน้อยที่สุด เป็นภวังคจิต คือเป็นสักว่าจิต ที่พอจะเรียกว่าจิตอยู่ตามธรรมชาติ มันก็ตั้งอยู่ได้ด้วยการที่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นตั้งขึ้นดับไป, เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป, โพลงขึ้นมา แล้วตั้งอยู่ขณะหนึ่ง แล้วดับไป, แล้วโพลงขึ้นมา แล้วก็ดับไป, เร็วมากจนนับไม่ทัน นี้เขาเรียกว่าจิต, ขณะจิต ขณะแห่งสิ่งที่เรียกว่าจิตสำหรับประจำอยู่ในชีวิต ยังไม่ได้เป็นจิตชนิดนั้นชนิดนี้ คือไม่ได้ปรุงแต่งเป็นจิตชนิดนั้นชนิดนี้, เป็นสักว่าจิตล้วน ๆ มันก็มีการหมุน เป็นวงอยู่ในการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป. คิดดูเถอะในจิตแท้ ๆ ไม่ต้องมีอะไร หรือก่อนแต่ที่จะมีอะไรปรุงแต่ง เขาเชื่อกันว่า มันมีการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป หมุนเป็นวงอยู่, เป็นวัฏฏสงสารในจิตล้วน ๆ โดยไม่ได้ทำอะไร โดยไม่มีการเจริญปรุงแต่งอะไร, ปราศจากการปรุงแต่งอะไร มันก็มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป, หรือว่ามันมีเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เรารู้ไม่ได้ที่ธรรมชาติมันมี แล้วก็บังคับให้มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป, เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป. สิ่งนั้นแหละเราก็เรียกมันว่าจิต คือเป็นธาตุจิตที่แสดงตัวออกมาแล้ว สำหรับจะมาประกอบกันเข้ากับร่างกาย, ตัวจิตเองก็เป็นวงกลม เป็นเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป, หาตัวตนมิได้. ที่นี้ในส่วนร่างกาย เมื่อแยกลงไปจนถึงสุดท้ายที่จะแยกได้ มันก็เป็นปรมาณูหนึ่ง ๆ ในปรมาณูหนึ่ง ๆ ก็มีการหมุนอยู่เป็นวงกลม, ในปรมาณูหนึ่ง ๆ มีอำนาจมาก ที่จะเกาะกันอยู่อย่างนั้น. ถ้าเขาทำให้มันคายกันได้ ก็เป็นระเบิดปรมาณูอย่างที่เขาใช้กันอยู่, หรือว่าทำให้มันเข้าหากัน หรือถึงกันเสียเลย ก็เป็นระเบิดปรมาณูอีกชนิดหนึ่ง เป็นระเบิดปรมาณูสองชนิดที่เขาคิดได้ และกำลังใช้กันอยู่ และขู่ว่าจะใช้กันอยู่ ที่จะระเบิดทีเดียวให้วินาศทั้งโลก. นี่เมื่อดูแล้ว มันก็เป็นวัฏฏสงสาร คือหมุนกันอยู่เป็นวงกลม ทั้งส่วนประกอบที่เป็นร่างกาย และส่วนที่เป็นที่ตั้งของสิ่งที่เรียกว่าจิต, คล้าย ๆ กับว่ามันมีเดิมพันคือ การหมุนอยู่เป็นวงกลม การหมุนอยู่เป็นวงกลม คือเดิมพันของส่งทั้งหมดนี้ทั้งส่วนที่เป็นร่างกาย และส่วนที่เป็นจิต. นี้เรียกว่าละเอียดที่สุดแล้ว ละเอียดจนมองด้วยตาไม่ได้แล้ว ตัวปรมาณูไม่มีใครมองเห็นได้ด้วยตา. ต้องเห็นด้วยวิชชา ด้วยตาแห่งวิชชา ด้วยตาแห่งปัญญา ตามแบบวัตถุในทางวิทยาศาสตร์ นี้เรียกว่าละเอียดที่สุด ลึกที่สุดฝ่ายวัตถุ แล้วฝ่ายจิตตามที่นักศึกษาทางฝ่ายจิต พุทธศาสนาหรือมิใช่พุทธศาสนา เขาก็ลงมติเดียวกันว่า จิตคือส่งที่ทรงตัวอยู่ได้ ด้วยการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปแห่งปรากฏ--การณ์ของธาตุ ของมโนธาตุ หรือของจิตธาตุ ฉะนั้นส่วนของจิต-ละเอียดที่สุด มันก็หมุนเป็นวงกลม. ฉะนั้นเรื่องกายกับจิต ซึ่งเป็นพื้นฐานของสิ่งทั่วไปมันก็เป็นวัฏฏสงสารเสียเองแล้ว คือหมุนเป็นวงกลมอยู่เป็นปกติเสียแล้ว นี่มันคลอดอะไรออกมา มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นหมดแหละ; ฉะนั้นเราจึงเห็นการหมุนเป็นวงกลม ของสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้อีกมากมายโดยเฉพาะก็คือความเกิดตาย. เหมือนกับว่าต้นไม้ประเภทพฤกษชาติทั้งหลาย มันก็งอก แล้วก็โตแล้วก็ตาย, แล้วก็งอก แล้วก็โต แล้วมันก็ตาย, มันจะเหลือเชื้อไว้สำหรับงอก แล้วก็โต แล้วก็ตาย. ที่มันมีเมล็ด มันก็มีเมล็ดสำหรับงอกแล้วก็โตแล้วก็ตาย, แล้วมันก็งอกแล้ว ก็โตแล้วก็ตาย. ที่มันเป็นหัวอยู่ในดิน มันก็งอกแล้วก็โตแล้วก็ตาย, แล้วมันก็งอกแล้วก็โตแล้วก็ตาย. มันอยู่ได้ด้วยความหมุนเป็นวงกลม ถ้ามันไม่หมุนเป็นวงกลมอย่านี้มันอยู่ไม่ได้, ฉะนั้นการอยู่ได้ของมันนั้นก็คือการหมุนเป็นวงกลมนั่นเอง. การหมุนเป็นวงกลมทำให้ทุกสิ่งทรงตัวอยู่ได้.
ะนั้น การหมุนเป็นวงกลมนี้ มันมีอำนาจอะไรพิเศษ มันหมุนอยู่จนทรงตัวมันเองได้. เหมือนกับดวงดาวทั้งหลายในจักรวาลนี้ มันทรงตัวมันอยู่ได้ด้วยการหมุนเป็นวงกลม จนเกิดเป็นระบบที่แน่นอนของการหมุนว่า เป็นดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาว ดาวดวงนั้นดาวดวงนี้ มันมีการหมุนเป็นวงกลม ทรงตัวมันอยู่. ฉะนั้นสิ่งที่หมุนเป็นวงกลมนั้นแหละ มันเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมี, ไม่เช่นนั้นมันอยู่ไม่ได้. ชีวิตมันก็มีเกิดแก่เจ็บตาย, เกิดแก่เจ็บตาย มันต้องเป็นวงกลมกันอย่างนี้ มันจึงจะมีชีวิตธรรมดา. ชีวิตะธรรมดาทีว่าเกิดแก่เจ็บตายมันก็เป็นวงกลมอยู่เหมือนกัน ที่มีอำนาจเข้มแข็งที่สุด เกิดแก่เจ็บตาย, เกิดแก่เจ็บตาย. ที่นี้โดยทางวัตถุ ก็มองเห็นได้อีกส่วนหนึ่ง แยกออกไปมองอีกส่วนหนึ่ง, วัตถุต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก เป็นไปในโลกนี้ มันก็มีการหมุนเป็นวงกลม, โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มันจำเป็นแก่มนุษย์ คือธาตุน้ำ ธาตุน้ำในโลกนี้ มันมีหมุนเป็นวงกลมอยู่อย่างนี้ เราจึงมีน้ำใช้อยู่ในโลก, มันต้องมีน้ำสำหรับเป็นตัวยืนโรง ด้วยการหมุนเป็นวงกลม. เช่นว่าน้ำนี้จะเป็นไอน้ำ ลอยขึ้นไปเป็นเมฆ, เป็นเมฆฝน แล้วเมฆฝนก็ลงมาเป็นน้ำฝน, มาเป็นน้ำฝนอยู่ในโลกนี้ แล้วมันก็ระเหยเป็นไอขึ้นไปเป็นเมฆฝน. เป็นเมฆฝนแล้วก็ตกลงมาเป็นฝนแล้วก็ระเหยขึ้นไปเป็นเมฆฝน แล้วก็ตกลงมาเป็นฝน. ถ้ามันไม่ทำอย่างนี้มันก็หมด มันก็ไม่มีอะไรเหลือ, เพราะมันหมุนเป็นวงกลมอยู่อย่างนี้ มันจึงมีน้ำให้เราใช้ได้. ในโลกมันจึงยังมีน้ำให้เราได้ใช้ เพราะความหมุนเป็นวงกลมของมัน, จึงเป็นหลักเดียวกันกับที่ว่ามันต้องหมุนถูกระบบของมัน มันจึงจะคงตัวอยู่ได้. แม้ที่สุดแต่สิ่งที่มนุษย์จัดขึ้น มันก็จะเข้าไปในรูปแบบของวงกลมทั้งนั้น; เช่นว่ามนุษย์จะทำการค้าขาย มันก็มีการขาดทุน มีกำไร, แล้ว-กลับไปขาดทุนแล้วมีกำไร, หมุนกันเป็นวง ในระหว่างมีกำไรหรือขาดทุน หรือเสมอตัวก็ได้ขาดทุนหรือเสมอตัวหรือมีกำไรขาดุทนเสมอตัวมีกำไร. มันก็หมุนกันอยู่แต่อย่างนี้ มันจึงดำรงอยู่เป็นการค้าได้, มันไม่อาจจะแน่นอนอย่างเดียว กำไรอย่างเดียว, ขาดทุนอย่างเดียว นี้มันมีไม่ได้, มันจึงเป็นการหมุนชนิดหนึ่ง ไม่เหมือนกันทุกชนิด มันเป็นการหมุนชนิดหนึ่ง. หรือว่าเขาเล่นการพนัน, เล่นการพนันมันก็ต้องมีการแพ้คือเสีย แล้วก็ได้ หรือไม่ได้ไม่เสีย. ในวงการพนันที่มันมีอยู่ได้ มันก็อยู่ได้ด้วยการมีการแพ้การได้ การไม่เสียไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันมีอยู่เป็นรูปแบบของการพนันไม่ได้. คนกินสัตว์, พอสัตว์ตายลงหญ้าก็กินสัตว์, พอสัตว์เกิดออกมาก็กินหญ้า, เหมือนควายกินหญ้า ถ้าควายตายลงบนแผ่นดิน หญ้าก็กินควาย, แล้วควายกินหญ้าหญ้ากินควายเป็นวงกลมที่เราจะขยายให้มากกว่านี้ก็ได้, ให้หลายซับหลายซ้อนกว่านี้ก็ได้. เหมือนคนโบราณเขาพูดว่า พอน้ำมาปลากินมด พอน้ำลดมด กินปลา, มันจะผลัดกันอยู่ว่าเดี๋ยวมดกินปลาเดี๋ยวปลากินมดมดกินปลาปลากินหมด, มันอย่างนี้ มันจึงจะอยู่ได้ทั้งปลาและมด, ถ้ามันไม่ทำกันอย่างนี้ มันอยู่ไม่ได้. นี้คล้ายกับธรรมชาติมันบีบบังคับ ให้เกิดมีวงกลมที่จะทำให้อยู่กันได้. นี้เป็นเรื่องวัตถุ แสดงทางวัตถุ เป็นอาการปรากฏทางวัตถุ. พิจารณาดูวงกลมทางจิตใจ.
นี้ทางจิตใจ มาดูกันทางจิตใจ อย่างที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์เลย วงกลมนี้แบ่งเป็น ๓ ส่วน เรียกว่าวัฏฏสงสารหรือวัฏฏะ, วัฏฏะ แปลว่า วงกลม วงกลม หรือวนจนกลม คือกิเลส กรรม วิบาก เรื่องนี้อธิบายกันมาไม่รู้กี่สิบครั้งแล้ว พอพูดถึงก็ควรจะนึกได้ ไม่ต้องอธิบาย. เรามีกิเลสเกิดขึ้น โดยที่ควบคุมไว้ไม่ได้ ตามหลักแห่งอิทัปปัจจยตา, มันเกิดกิเลสขึ้นมา ก็ทำกรรมไปตามอำนาจของกิเลส ครั้นทำกรรมแล้วก็มีผลกรรม, ผลกรรมก็ส่งเสริมกิเลสต่อไป : เกิดกิเลสมาอีกทำกรรมอีกได้รับผลกรรมอีกเกิดกิเลสมาอีกทำกรรมอีกได้รับผลกรรมอีก. นี้จึงเรียกว่า กิเลส กรรม และ ผลกรรม, กิเลส กรรม และวิบาก, สามอย่างนี้วนเป็นวงกลม ซึ่งทำให้มนุษย์หยุดไม่ได้ ดับไม่ได้ ก็เป็นความทุกข์อยู่ในวงกลม : มีกิเลสก็ทุกข์ไปตามแบบกิเลส, กระทำกรรมก็เป็นทุกข์ไปตามแบบกรรม, รับผลกรรมก็มีความทุกข์ไปตามแบบรับผลกรรม, ฉะนั้นวิบากกรรมก็เป็นทุกข์ด้วย. ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้จักแล้วไปยึดถือ มีตัวตนเป็นของตน จึงจะมีกิเลสได้ มีกิเลสของตนแล้วก็ทำกรรมได้เกิดผลออกมา ก็รับเอาเป็นผลกรรมของตนได้. จิตหรือบุคคลหนึ่งจึงไม่พ้นไปจากอำนาจของกิเลส กรรม และวิบาก. นี่วัฏฏสงสารอยู่ที่นี่ ไม่ได้อยู่นอกฟ้าหิมพานต์ อย่างที่คนบาง พวกเขาพูดกัน อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ กว้างใหญ่เหลือประมาณ แต่ที่จริงมันอยู่ในร่างกายนี้ ของคน ๆ หนึ่งนี้ ที่ยาวไม่เกินวานี้ ในนี้มันมีวัฏฏสงสารอย่างนี้ เป็นวงกลม. ขอให้ดูให้ดีว่า เรื่องวงกลมนี้มันแปลกประหลาด มันเป็นไปในทุกสิ่งที่มีการหมุน ถ้าไม่หมุนเป็นวงกลม มันอยู่ไม่ได้ มันสูญหาย-กระจัดกระจายไปไหนหมดมันต้องเป็นวงกลม คือซ้ำรอยซ้ำที่อยู่. วิญญาณให้เกิดนามรูป นี้ก็ตอนหนึ่ง แล้วเมื่อเกิดนามรูปแล้ว มันก็ทำให้เกิดวิญญาณต่อไป, วิญญาณกับนามรูปนี้ จะส่งเสริมกัน อยู่อย่างนี้เป็นวงกลมอย่างนี้ก็มีพระพุทธภาษิตที่กล่าวไว้ แต่ไม่ค่อยมีใครเอามาพูด ว่าวิญญาณให้เกิดนามรูป นามรูปให้เกิดวิญญาณ นี้มี. ได้ยินกันแต่ว่า อวิชชาให้เกิดสังขารสังขารให้เกิดวิญญาณวิญญาณให้เกิดนามรูปนามรูปให้เกิดอายตนะ อายตนะให้เกิดผัสสะได้ยินไปอย่างนั้น. แต่ในบางสูตรชี้เฉพาะที่ว่า วิญญาณให้เกิดนามรูป แล้วนามรูปก็เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ. คำว่านามมันก็คือวิญญาณอยู่แล้ว เมื่อยังไม่ทำหน้าที่ก็เรียกว่า วิญญาณ มันทำหน้าที่กับรูป ก็เรียกว่านามรูป ทำหน้าที่ด้วยกัน เป็นนามรูป. ดูให้ดีว่า ร่างกายกับใจนี้ มันให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณก็ให้เกิด ร่างกายกับใจ, ร่างกายกับใจก็ให้เกิดวิญญาณ วิญญาณก็ให้เกิดร่างกายกับใจ อย่างนี้แหละไม่มีที่สิ้นสุด. แต่ต้องมองเป็น มองให้เห็นแง่ที่มันมีอยู่กันคนละแง่ จะเห็นว่ากายกับใจนี้ทำให้มีวิญญาณอยู่ได้, วิญญาณก็ทำให้เกิดกายกับใจได้. ถ้าไม่มีวิญญาณ กายกับใจก็ทำอะไรไม่ได้, ถ้ากายกับใจมันไม่ทำอะไร วิญญาณมันก็อยู่ไม่ได้. ฉะนั้นอันหนึ่งเป็นวิญญาณ อันหนึ่งเป็นร่างกายกับจิตใจ คือนามรูปมันจะส่งเสริมกันอย่างเป็นวงกลม. นี้แปลว่าชีวิตแท้ ๆ ตัวชีวิตแท้ ๆ มันก็เป็นวงกลมเสียแล้ว อย่างน่าอนาถใจ จึงเป็นเรื่องควบคุมยาก เป็นเรื่องที่จะดับทุกข์ได้ยาก, เพราะว่ามันเป็นวงกลมเสียเองตามธรรมชาติ. ตามธรรมชาตินี้มันจะเป็นวงกลมมา ตั้งแต่ว่าเป็นปรมาณูหนึ่ง ๆ เป็นขณะจิตนึ่ง ๆ. กระทั่งว่ามาเป็นสัตว์ เป็นคน เป็นอะไรทุกอย่าง ๆ หรือเกี่ยวกับการกระทำของคน ทั้งระบบจักรวาล สากลจักรวาล ระบบดวงดาวทั้งหลายซึ่งเป็นส่วนใหญ่ที่สุด มันก็ยังเป็นวงกลม, เรียกว่าไม่พ้นไปจากอำนาจของวงกลม อยู่ในอำนาจของวงกลม. นี่คือปัญหาของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต คือข้อที่ว่า ชีวิตจะต้องหมุน เวียนอยู่ในวงกลม หรือเป็นไปตามกระแสแห่งวงกลม, เมื่อไรจะมอง เห็น, เมื่อไรจะดูแล้วเห็น. นี้จึงเรียกว่า จะต้องมีการดูรอบด้าน, เรียกว่าปริทัศน์ ดูกันรอบด้าน แล้วก็จะพอเห็น, แล้วก็จะเห็นยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนเพียงพอ ที่จะรู้สึกว่า โอ มันเช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง, ไม่ไปยินดียินร้ายกับมันอีกแล้ว, ไม่ไปดีใจเสียใจกับมันอีกแล้ว มันเป็นเช่นนั้นเอง. นี่จิตก็จะขึ้นถึงจุดที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้เป็นวิสังขาร, จะ-ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป. นี่ขอให้มองดูแล้วเห็นอย่างนี้ เป็นหลักทั่ว ๆ ไปไว้ก่อน, มันเป็นความรู้พื้นฐานที่จะต้องมีกันอย่างนี้ก่อน มันก็จะเห็นชัดยิ่งขึ้น ชัดยิ่งขึ้น ชัดยิ่งขึ้น จนชัดพอที่จะตัดความหลง ตัดความยึดถือเสียได้ เป็นจิตที่อิสระโผล่ขึ้นมาจากสิ่งร้อยรัดห่อหุ้ม, เรียกว่าจิตหลุดพ้น หลุดพ้นจากความโง่ หลุดพ้นจากการเวียนไปในวัฏฏสงสาร ด้วยอำนาจแห่งความโง่. ความหลุดพ้นของจิตมันก็อยู่ที่นี่ แล้วก็ไม่ไปไหน มันก็อยู่ที่นี่ อยู่สำหรับที่จะไม่เป็นทุกข์อีกต่อไป, รอบตัวรอบด้านของมันก็มีสิ่งที่คอยปรุงแต่ง มีเหตุปัจจัยคอยปรุงแต่งอยู่ตามเดิม, สิ่งที่จะมาปรุงแต่งมันมีอยู่ตามเดิมและเท่าเดิม. แต่เดี๋ยวนี้จิตมันเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งไม่ขึ้น, ปรุงแต่งไม่ได้เสียแล้ว มันก็เลยเป็นจิตที่ไม่มีความทุกข์ เรียกว่า หลุดพ้นจากโลก เป็นโลกุตตระ คืออยู่เหนือการปรุงแต่งของโลก, อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก. แม้ว่าร่างกายนี้ สมมติร่างกายนี้ มันก็อยู่ในโลก แต่มันผิดกับแต่ก่อนซึ่งเมื่อแต่ก่อนนั้นมันปรุงแต่งได้ จิตอยู่ใต้การปรุงแต่งของโลก. เดี๋ยวนี้จิตอยู่เหนือการปรุงแต่งของโลก, สิ่งต่าง ๆ ในโลกไม่อาจจะปรุงแต่งจิต ให้โง่ให้หลงไปเหมือนอย่างแต่ก่อน, ก็เรียกว่าคนนี้หลุดพ้นจากโลก, เรื่องมันก็จบ และเป็นผลของการที่ว่า เราเห็น เราดูแล้วเราเห็น แล้วเรารู้จัก แล้วมันก็เปลี่ยนเป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะไม่เกิดความทุกข์อีกต่อไป. มองดูให้เห็นรอบด้าน จะเดินถูกทาง.
อาละ, ทีนี้ก็อยากพูดว่า ท่านทั้งหลาย จงมองดู มองดูว่า การเห็นสิ่งเหล่านี้โดยรอบด้าน, ปริทัศน์ในสิ่งเหล่านี้โดยรอบด้านนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นไหม? เป็นสิ่งที่สมควรไหม? มีประโยชน์ไหม? เห็นว่าไม่สมควร ไม่มีประโยชน์ ก็ไม่ต้อง. แต่ถ้าเห็นว่ามันมีประโยชน์ยิ่งกว่าประโยชน์ สมควรที่จะดูและเห็นแล้ว ก็ขอพยายามดูและเห็น ตามแนวที่ได้พูดมาแล้ว. การจะจับตัวไปเห็นนั้นไม่ได้ ได้แต่ว่าขี้ให้ไปดูเอง, แนะนำให้ไปดูเอง แล้วก็จะเห็นเอง. ธรรมะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องเห็นเอง, ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อว่ามันมีประโยชน์ก็ไปดู แล้วก็จะเห็นโดยตนเอง. ถ้าเรายังไม่เห็น ตลอดเวลาที่ยังไม่เห็น ก็ไม่รู้จักตัวเองแหละ, ไม่รู้จักตัวเองที่เป็นความโง่ของอวิชชา, ไม่รู้จักสิ่งที่มิใช่ตน แล้วเอามาเป็นตัวตน. ความโง่ของเรา ก็คือ ไม่ได้รู้จักสิ่งที่มัน ไม่ใช่ตัวตน แต่ก็เอามาเป็นตัวตน แล้วมีตัวฉัน มีตัวกู มีของกู อยู่ตลอดเวลา. พอได้เห็นอย่างนี้แล้ว ความรู้สึกชนิดนั้นมันไม่มี; แต่มันต้องพูดไปตามนั้น ตามแบบนั้น ตามประสาชาวโลก ว่าตัวกู ว่าของกู, แต่ในจิตใจมันไม่มี จิตใจมันไม่เป็น เพราะเห็นความเป็นเช่นนั้นเองของสิ่งเหล่านี้. ถ้าไม่เห็นมันก็ไม่รู้จักตัวตนที่เป็นมายา ก็ไม่เห็นปัญหา, ไม่รู้จักปัญหาเหมือนกับว่ามันมืด หรือเหมือนกับว่ามันถูกปิดตา เอาผ้าปิดตา แล้วปล่อยให้มันไปคว้าหาอะไรเอาเอง. ถ้าเราไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ตามที่เป็นจริง เราจะเดินไม่ถูกทาง, แล้วมันก็จะมีอาการเหมือนกับว่าเอาผ้าผูกตาให้แน่นหนามิดชิด แล้วปล่อยให้มันไปคว้าเอาเองคว้าทางเอาเองคว้าอาหารกินเอาเองคว้าอะไรทำเอาเอง, มันก็จะเป็นเรื่องที่ผิดมากกว่าถูก แล้วเต็มไปด้วยปัญหา เต็มไปด้วยความทุกข์. ถ้าเราเห็น มันก็ไม่มีปัญหาเหล่านี้ มันเหมือนกับว่าลืมตาอยู่ มันต่างกับที่ว่า ผูกตาเสียให้ไม่ว่ามองเห็นอะไร, แล้วคนหนึ่งมันลืมตาอยู่ มันก็ทำอะไรได้ต่างกันมาก. นี่เป็นเหตุให้รู้จักสิ่งที่ปวงตาม ที่เป็นจริง จนถึงว่าแก้ปัญหาทั้งปวงได้ ก็หลุดพ้นออกไปสู่ภาวะที่ไม่มีความทุกข์ ที่เรียกว่าที่สุดแห่งความทุกข์ หรือพระนิพพาน. ที่มองไม่เห็น เพราะมีสิ่งปิดบัง.
ดี๋ยวนี้มัมมี่ส่งปิดบังไม่ให้เห็น; ฉะนั้นเรามาพูดกันถึงสิ่งที่ปิดบังกันอีกสักสิ่งหนึ่งก็จะสมบูรณ์. อะไรปิดบังไม่ให้เห็น หรือปิดบังถึงกับไม่ให้ดู ปิดบังจนถึงกระทั่งว่า ทำให้ไม่อยากดู หรือดูก็ไม่เห็น สิ่งปิดบังนี้คือปัญหาแหละ. เราอยู่ในโลกนี้ มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดบัง; บางทีก็ใช้คำว่าห่อหุ้ม บางทีใช้คำว่า ครอบคลุม สิ่งปิดบังไม่ให้ออกไปได้ หรือไม่ให้มีแสงสว่างเข้ามาถึง คืออวิชชา. อวิชชาก็คือความไม่มีวิชชา, อวิชชาคือความไม่มีวิชชา, ไม่มีความรู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจิรง มันจะมาจากอะไรก็ตามใจมันก็แล้วกัน แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีวิชชา, มันก็ไม่รู้ ไม่เห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง มันก็ทำไปโดยอวิชชา. วิชชาบางทีก็เรียกว่าปัญญา, ปัญญาแปลว่าความรู้, ไม่มีวิชชาก็คือไม่มีปัญญา, ไม่มีความรู้ มันก็ไม่มีสติ; เพราะว่า สติมันเป็นเครื่องขน, สติเป็นเครื่องขนส่งปัญญาไปใช้ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น. ถ้าเราไม่มีปัญญา ไม่มีวิชชา สติก็ไม่ได้ทำหน้าที่ คือไม่ได้ขนเอาวิชชาหรือปัญญา ไปทำหน้าที่ในเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น, คือเกิดปัญหาขึ้น จะเกิดกิเลส จะเกิดเหตุร้ายขึ้นนี้, ไม่มีปัญญา มันก็ไม่มีอะไรไปจัดการกับเหตุการณ์นั้น ๆ. สิ่งที่เรียกว่าสตินี้ มันสำคัญในการที่ระลึกได้ แล้วทำให้มีขึ้นมา จึงเหมือนกับผู้ขนส่ง, สติระลึกถึงปัญญาที่เคยอบรม บำเพ็ญมา แต่กาลก่อนโน้น. เรื่องนี้ก็พูดแล้วในการบรรยายครั้งที่แล้วมา ว่าต้องมีปัญญาที่อบรม คือศึกษาอยู่เป็นปกติ จนมีปัญญา; พอเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นระลึกได้ นั่นแหละคือสติขนเอาปัญญานั้นไปแก้ปัญหาในเหตุการณ์นั้น ๆ. ฉะนั้นสติกับปัญญาทำหน้าที่คนละอย่าง; สตินี้ตัวหนังสือแปลว่าแล่นไปโดยเร็ว ก็คือระลึกได้นั่นแหละ; เมื่อมันแล่นไปสู่ปัญญาคือระลึกได้, เมื่อระลึกได้ปัญญามันก็มี ปัญญามันก็เข้าไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น; เช่นเห็นรูปทางตา ฟังเสียงทางหู ดมกลิ่นทางจมูก ลิ้มรสทางลิ้น สัมผัสผิวหนังทางกายก็ตาม เหตุการณ์อะไรก็ตาม ได้เกิดขึ้นแล้ว เป็นผัสสะแล้ว; ถ้าสติไม่เอาปัญญามาทันเวลา มันก็โง่ ไม่รู้อะไร, ไม่รู้อะไร ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร, ก็ต้องปล่อยไปตามความโง่. มันก็เป็นธรรมชาติแห่งความโง่, มันก็ปรุงแต่งเป็นความผิด เห็นผิด เข้าใจผิด เป็นกิเลส เป็นโลภะ เป็นโทสะ เป็นโมหะขึ้นมา เพราะว่าไม่มีปัญญามาแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น. ความที่ไม่มีปัญญานั้นแหละเรียกว่าอวิชชา หรือความที่ไม่มี วิชชา ไม่มีจักษุ ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีปัญญา, นี้เรียกว่าอวิชชา. สภาพอย่างนี้มีที่ไหน ก็เรียกว่าตรงนั้นมีอวิชชาครอบงำอยู่, อวิชชามีอำนาจอยู่ สิ่งนั้น ๆ ก็เป็นไปตามอำนาจอวิชชา; ฉะนั้นจึงมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอะไรที่ไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้น แล้วเราก็มีความทุกข์. ทีนี้มันก็มีสิ่งที่ปลีกย่อยแตกแยกออกไปจากอวิชชา เหมือนกับว่าแยกกันทำหน้าที่ อวิชชาทำหน้าที่โดยตรงอย่างนี้ ก็มีผลแตกแยกปลีกย่อยของอวิชชาอีกหลาย ๆ อย่าง; เช่นว่า มทะ ปมาทะ โมหะ มิจฉาทิฏฐิ อะไรก็ตาม ล้วนแต่เป็นเครือเดียวกับอวิชชาทั้งนั้น; แต่ถ้าว่าพูดอวิชชาคำเดียว มันก็อาจจะไม่มองเห็นโดยครบถ้วน; ฉะนั้นเราควรจะแยกออกมาเป็นแขนง ๆ : เช่นว่ามันมีมทะ, มทะ แปลว่า มัวเมา, มัวเมาในอัสสาทะของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, มัวเมาในความยั่วยวนของสิ่งดึงดูดทั้งหลาย : รสเป็นที่ตั้งแห่งความยินดี เช่นกามารมณ์เป็นต้น เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา, มันมีความมัวเมาเสียแล้ว มันก็ไม่เห็นสิ่งทั้งปวง ตามที่เป็นจริงอย่างที่ว่ามา, เพราะอาศัยความมัวเมา จึงไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นตามที่เป็นจริง แล้วก็เดินไปตามทางของความผิดหรือความทุกข์. อีกสิ่งหนึ่งเรียกว่า ปมาทะ แปลว่า ความมัวเมาอย่างเต็มที่, มุทะลุมัวเมา ปมาทะมันก็มัวเมาต่อไปจนลืมตัว จนขาดความรู้สึกหมดเลย ไม่มีสติสมปฤดีเหลืออยู่เลย, นี้เรียกว่าประมาท มันก็ทำให้ไม่เห็นเหมือนกัน มันมีผลเหมือนกับมีอวิชชา. หรือว่าจะเป็น โมหะ โมหะมันเป็นความหลงกลับกันอยู่ หลงดีเป็นชั่ว หลงชั่วเป็นดี, เห็นกงจักรเป็นดอกบัว อย่างนี้ก็เรียกว่าโมหะ. โมหะมันก็มีผลเท่ากันกับอวิชชา; ฉะนั้นเรามักจะหลงกลับกันอยู่ จึงไปบูชาสิ่งที่ให้เกิดทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ดับทุกข์ กลับกันอยู่. คนในโลกเป็นอย่างนี้เกือบทั้งนั้นแหละ เราหลงกลับกันอยู่, เอาสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งได้ไปไว้เสียที่ไหน, เอาสิ่งที่เป็นที่พึ่งได้มาเป็นที่พึ่ง นี้เรียกว่าหลงอยู่ในโลก เช่นว่าไปถือศาสนาเงิน ว่าเงินจะเป็นที่พึ่งได้ ไม่ถือศาสนาธรรมะ อย่างนี้เป็นต้น เรียกว่ามันหลง. แม้ที่สุดแต่คำอื่นๆ ซึ่งใช้กันอยู่ เช่นคำว่า มิจฉาทิฏฐิเป็นต้น มีความเห็นผิด; เพราะเล่าเรียนมาผิด เข้าใจผิด สำคัญผิด เชื่อผิด อะไรมันล้วนแต่ทำให้เห็นผิด, มันก็เท่ากับไม่มีวิชชา คือเป็นอวิชชา. ฉะนั้นเราจึงมองไม่เห็นสิ่งที่ควรจะมองให้เห็น ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น, ดังนั้นเราจึงเอาชนะวัฏฏสงสารไม่ได้. เราก็ต้องจมอยู่ในวัฏฏสงสาร มีอาการทนทุกข์ทรมานเหมือนที่กล่าวมาแล้ว. นี่แหละขอให้ดูคราวเดียวพร้อมกันหมด ที่เรียกว่าปริทัศน์. ปริทัศน์เห็นรอบตัว เห็นรอบด้าน ในตัววัฏฏสงสาร, เห็นตัววัฏฏสงสารให้ครบ ให้ถ้วน, ให้เห็น เหตุปัจจัย และสิ่งที่ประกอบจุนเจือกันอยู่ในกลุ่มนั้น คือกลุ่มของอวิชชา, แล้วเห็นว่าวัฏฏสงสาร มันเป็นสิ่งที่มีอำนาจ ครอบคลุมปกคลุมทั้งโลกทั้งจักรวาลก็ได้. เพราะว่าในทุก ๆ ปรมาณู ที่ระกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล มันก็มีวัฏสงสารเสียแล้ว ในตัวปรมาณูหนึ่ง ๆ นี้ ในจิตขณะหนึ่ง ๆ มันก็เป็นวัฏฏสงสารอยู่แล้ว, พูดอย่างนี้บางคนอาจจะไม่เชื่อ จะคัดค้านก็ได้ แต่ไม่เป็นไร. อยากจะคัดค้านก็ได้, ขอแต่ว่าให้ไปดู, ขอแต่ว่าให้ไปดูกันหน่อย ไปดูกันให้จริง ๆ ก็จะพบว่าความจริง มันเป็นอย่างนี้ ก็จะค่อย ๆ มองเห็นเองว่า มันเป็นอย่างนี้ มันจะต้องสร้างกันขึ้นมาแต่รากฐานแหละ คือสร้างความรู้ ความเห็น ความเข้าใจอย่างถูกต้องขึ้นมา ให้ทัดเทียมกัน คือให้พอที่จะทำการมองดูอย่างรอบด้าน แล้วก็เห็นอย่างรอบด้าน แล้วก็เห็นตามที่เป็นจริง นั่นแหละเรื่องมันจะจบ. สรุปความว่า เรามันมีชีวิต หรือมีสิ่งที่เรียกว่าชีวิต อยู่ในที่ทั่วไปนี้ ๒ ชนิด คือ ความเป็นอยู่ที่มีอะไรปรุงได้ มันต้องเป็นทุกข์, ชีวิตหรือความเป็นอยู่ชนิดที่ไม่มีอะไรปรุงได้ มันก็ไม่เป็นทุกข์. ความมีอยู่ที่มีอะไรปรุงแต่งได้ก็เรียกว่า สังขตธรรม, ธรรมะที่มีการปรุงแต่ง. ชีวิต-ที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ ก็เรียกว่า เป็นอสังขตะธรรม เป็นธรรมที่อะไรปรุงแต่ไม่ได้, หรือไม่มีอะไรปรุงแต่ง, หรือปรุงแต่งไม่ได้. ขอให้มองดูสิ่งเหล่านี้คราวเดียวกันทั้งหมด เพราะมันเนื่องกัน ต้องเห็นกันทั้งหมด คือว่าทั้งพวง ทั้งกลุ่ม ทั้งพวง, นั่นแหละจึงจะเรียกว่าปริทัศน์ แปลว่า การดูแลเห็นอย่างรอบด้าน. ขอให้พวกเรามีปริทัศน์ คือการดูและเห็นอย่างรอบด้านนี้ เพิ่มขึ้นกว่าที่แล้วมา; ถ้ายังไม่มีขอให้มี, ถ้าเคยมีอยู่บ้างแล้ว ขอให้เห็นมากขึ้นไป ให้มันเพิ่มขึ้น. การเจริญสมณธรรม ทำสมาธิ ทำภาวนาอะไรก็ตาม ก็เพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าปริทัศน์ คือการเห็นอย่างรอบด้าน ตามที่เป็นจริงของสิ่งทั้งปวง, รู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงแล้ว, ก็จะไม่ยึดถืออะไรโดยความเป็นตัวตน มันก็ไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดความทุกข์. นี่ความหลุด--พ้น หรือวิธีที่จะหลุดพ้น ออกมาเสียจากวงกลมแห่งความทุกข์อันน่ากลัว, วงกลมแห่งความทุกข์อันน่ากลัว เราเรียกว่า วัฏฏสงสารมันมีอยู่ทั่วไป, เป็นอยู่ทั่วไป ทั้งข้างนอกตัวเรา ข้างในตัวเรา ในโลกทั่วไปทั้งโลก ทั่วทั้งจักรวาล มันมีอาการแห่งวัฏฏสงสาร คือชวนให้หมุนเป็นวงกลมอยู่ในกองทุกข์. ต่อเมื่อเห็นสิ่งทั้งปวงโดยรอบด้านตามที่เป็นจริงแล้ว ก็ออกมาได้ เรียกเป็นภาพพจน์ว่าหัก, หักวัฏฏสงสาร คือทำลายวัฏฏสงสาร คือ ทำลายวงกลม, วงกลมเช่น ล้อเกวียนนี้ ถ้าทำลายเสียสักส่วนหนึ่ง มันหมุนไม่ได้ มันหมดกลม. ความรู้ที่ทำให้หมดกลมนั่นแหละจะช่วยให้ดับทุกข์ได้. พระอรหันต์ แปลว่า ผู้ที่หักหรือทำลายวงกลมแห่งวัฏฏสงสาร เสียได้, เป็นพระอรหันต์ก็ทำลายได้หมดสิ้นเชิง, ที่ต่ำกว่านั้นก็ทำลายได้ตามส่วน หรือว่าเริ่มการทำลาย. นี่เป็นสิ่งที่ท่านได้กล่าวไว้ และวางไว้ แต่เราก็ไม่ค่อยสนใจกัน. ฉะนั้นจึงหวังว่าคงจะสนใจกันขึ้นมากกว่าที่แล้วมา, แล้วก็จะมีความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน, ก็จะเรียกว่าถูกแล้ว เป็นการก้าวหน้าไปอย่างถูกต้องแล้ว ในทางของพระพุทธศาสนา, เรียกว่าเจริญงอกงามไปตามทางของพุทธศาสนาสมกับที่เราอุตส่าห์เสียสละมาศึกษา มาฟัง มาคิด มานึก มาปรึกษาหารือ เพื่อจะเข้าใจหลักธรรมะในพระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด. นี่การบรรยายเรื่องมองดูปริทัศน์ของธรรมะและชีวิตที่เกี่ยวข้องกัน ทุกแง่ทุกมุม ธรรมะกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น ที่แท้เป็นสิ่งเดียวกัน; แต่ในภายนอกดูจากภายนอก เราแยกเป็น ๒ เรื่อง ชีวิตต้องมีธรรมะ ประกอบด้วยธรรมะแล้ว มันก็จะเอาชนะความทุกข์ได้. ขอให้เรามองดูสิ่งที่เราเรียกว่า ชีวิตด้วย ธรรมะด้วย โดยรอบด้านในทุกแง่ทุกมุม เราก็จะจัดการกับปัญหานี้ของเราเองได้, แล้วก็จะเป็นมนุษย์ที่ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์, และเราอาจจะใช้เวลาของชีวิตที่เหลืออยู่ไม่กี่ปีนี้ ให้เข้าถึงธรรมสูงสุดที่มนุษย์ควรจะเข้าถึง, เรียกว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั่นเอง. หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคน คงจะรับผิดชอบในคุณค่าแห่งชีวิตของตน แล้วกระทำไปในลักษณะที่ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนาเถิด. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้, เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมคณสาธยาย ที่ถ้าท่านทั้งหลายฟังดูให้ดี ๆ แล้ว จะเกิดกำลังใจ ในการที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนาสืบต่อไปในบัดนี้.
|
||||||||||||||||||||||||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๗. มองดูปริทัศน์แห่งชีวิตในทุกแง่ทุกมุม. | |||||||||||||||||||||||
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org