|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
๖ แนวสังเขปทั่ว ๆ ไปของการพัฒนา. ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖
ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๖ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยาย ธรรมะเล่มน้อย ต่อไปตามเดิม; แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่าปริทัศน์หรือแนวสังเขปทั่ว ๆ ไปของการพัฒนา. (ปรารภและทบทวน.) เราพูดกันถึงเรื่อง การพัฒนาจิต และพัฒนาชีวิต เป็นลำดับมา. ในวันนี้จะกล่าวถึงแนวทั่วไป จะเรียกว่าเป็นแนวสังเขปก็ได้; เพราะว่าเราพูดทั้งหมดแต่โดยย่อและให้รู้ว่า มันมีอย่างไร, มันซ่อนอยู่อย่างลึกซึ้ง และมันมีอยู่อย่างยืดยาวอย่างไร, จำเป็นที่จะต้องมองเห็นแนวอันนี้ให้ชัดเจน; ก็เช่นเดียวกับ งานสำคัญ ๆ ทั้งหลาย ที่เรียกว่ามีเทคนิค ก็เพราะว่ามีความถูกต้องทุกขั้นตอน อย่างต่อเนื่องกันไป; มันไม่ใช่มีเรื่องเดียวข้อเดียว, และมันก็ต้องถูกต้องทุก ๆ ข้อทุก ๆ ตอน. ถ้าเราจะพูดว่า แม้ที่สุดแต่การทำนา มันก็ต้องมีความถูกต้องทุกขั้นตอนเป็นปริทัศน์ที่เราอาจจะสังเกตเห็นได้; เช่นว่ามันต้องถูกต้อง ตั้งแต่การเลือกที่ดินที่จะทำนา, จะต้องเลือกฤดูกาลเวลาที่ถูกต้อง, ต้องมีเครื่องใช้ เครื่องมือที่ถูกต้อง, ต้องมีวัวมีควายที่ถูกต้อง, มีเมล็ดพืชพันธุ์ ที่ถูกต้อง, มีวิธีกรรมต่าง ๆ ที่กระทำไปอย่างถูกต้อง ทุกขั้นตอนดังนี้; และความถูกต้องนั้นมันเนื่องกันอย่างถูกต้องด้วยการทำนาจึงสำเร็จประโยชน์. แต่โดยเหตุที่ว่า มันมีตัวอย่างมีประเพณี ที่ทำกันมาให้เห็นอยู่ จนไม่ต้องศึกษาหรือสังเกตอะไรนัก ก็ทำตามขนบธรรมเนียมประเพณีวิธีไปได้, ไม่รู้สึกว่ายุ่งยาก จนไม่รู้สึกว่ามันก็มีเทคนิค หรือมันมีส่วนที่จะต้องใช้เทคนิค ให้ถูกต้องทุกขั้นตอน. (เริ่มการบรรยายครั้งนี้.) นี่เราจะถือเอาใจความชั้นหนึ่งก่อนว่า กิจการงานที่สำคัญทั้งหลายนั้นมันมีความถูกต้อง ลึกซึ้งยืดยาวติดต่อกัน ซึ่งอาจจะเห็นเป็นปริทัศน์ หรือแนวสังเขปได้เช่นนี้ ด้วยกันทุกอย่าง. เดี๋ยวนี้เราจะมาดูกันที่ การพัฒนาจิต หรือการพัฒนาชีวิต ซึ่งมันเหมือนกับทำนา หรือปลูกข้าว มันก็ต้องมีความถูกต้องทุกขั้นตอนติดต่อกันไป. ขอให้ศึกษาในส่วนนี้กันในวันนี้ เพื่อประกอบกันเข้ากับเรื่องที่ได้บรรยายมาแล้วในวันก่อน, และสำหรับวันข้างหน้า ซึ่งจะต้องบรรยายต่อกันไปจนจบ. ความหมายของคำว่า "พัฒนา".
นแรกก็คือคำว่า "พัฒนา" เอาความหมายเฉพาะว่าทำให้เกิดความเจริญที่ถูกต้อง. ความเจริญที่ถูกต้อง ฟังดูก็น่าหัว; เพราะว่ามันยังมีความเจริญที่ไม่ถูกต้อง คือเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ นี่เอง เป็นความเจริญที่ไม่ถูกต้อง เขาก็ยังเรียกว่าพัฒนากันอยู่โดยมาก; อย่างนี้มันไม่ถูกต้องอีก, มันไม่ถูกต้อง สำหรับการพูดจา. พัฒนาต้องเป็นการเจริญที่ถูกต้องไม่ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ. คำว่า "พัฒนาจิต" พัฒนาชีวิต นี้ยิ่งเป็นไปได้ง่าย, คือพัฒนาอย่างไม่ถูกต้อง ยิ่งพัฒนายิ่งยุ่ง, แล้วก็พัฒนาจิตจนเป็นบ้าเป็นหลังไปเสียเลยก็มี. ในกรณีนี้ จะแยกเป็น ๒ ชั้น คือ พูดภาษาคนกับพูดภาษาธรรม ถ้าพูดภาษาคน ก็คือ พัฒนาชีวิตหรือพัฒนาคน; ถ้าพูดภาษาธรรม มันก็พัฒนาจิต พัฒนาวิญญาณ ในระบบวิญญาณ. นี่ฟังดูให้ดีเถอะ มันเรื่องเดียวกันแหละ แต่ว่าเราอาจจะมองได้เป็น ๒ ชั้น พัฒนาชั้นนอกคือพัฒนาชีวิต เรียกว่าพัฒนาชีวิตหรือพัฒนาคนที่ตัวคน นี้ความหมายมันตื้น; ถ้าพูดว่าพัฒนาจิต พัฒนาระบบวิญญาณอย่างนี้ความหมายมันลึก แต่มันเรื่องเดียวกัน. พัฒนาชีวิตหรือพัฒนาคน, ก็คือพัฒนาจิต พัฒนาจิตมันก็มีผลที่คน เป็นพัฒนาคน; แต่เราอาจจะมองดูได้เป็น ๒ ชั้น และเราก็ควรจะมองดูเป็น ๒ ชั้นอย่างนี้ด้วย ดังนั้นจะได้แยกกล่าวกัน ให้มันเป็น ๒ เรื่อง. การพัฒนาชั้นนอก.
ฒนาชั้นนอก หรือพัฒนาคน เรียกรวม ๆ ไปว่า พัฒนาชีวิตมีปริทัศน์ที่จะต้องมองดูให้เห็นโดยทั่ว ๆ ไป ว่ามันมีอยู่อย่างไร ; ที่เรานั่นแหละ, ที่ตัวเราเองนั่นแหละ. เดี๋ยวนี้เราก็ไม่ได้สนใจ ไม่ได้สังเกตว่า เรานี้ตั้งแต่เกิดมา มีการพัฒนากันอย่างไร? ต้องขอให้ท่านทั้งหลายหยิบขึ้นมาสนใจ, มองให้เห็นเป็นต้นทุนสำหรับจะมองสิ่งที่มากไปกว่านั้นอีกชั้นหนึ่ง. พัฒนาชีวิตพัฒนาคน ในชั้นนี้ ก็คือพัฒนาชนิดที่เป็นไปเอง ตามที่ธรรมชาติแวดล้อม และบังคับให้เป็นไป, แล้วก็เป็นไปในลักษณะของธรรมชาติ, ผลก็คือมันค่อย ๆ รู้ไปเอง; เหมือนกับเราเกิดมาเป็นเด็กเล็ก ๆ แล้วโตขึ้นมา โดยที่ไม่ได้เล่าเรียน หรือได้พูดจาอะไรกับใครนัก มันก็ค่อย ๆ รู้อะไรมากขึ้น ๆ จากธรรมชาติที่มาแวดล้อมมากระทบ; เช่นจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าร้อนหรือเย็น อ่อนหรือแข็ง เจ็บปวดหรือไม่เจ็บปวด, แล้วมันก็รู้จักดิ้นรนต่อสู้; แม้แต่ลูกหมาลูกแมว ถ้าตรงนี้มันหนาวนัก มันก็เลื่อนไปซุกนอนตรงที่มันไม่หนาว อย่างนี้เรียนว่ามันก็รู้ได้เอง ตามที่ธรรมชาติมันแวดล้อม, แล้วมันก็สอนให้, แล้วมันก็รู้ได้เอง, มันก็เป็นไปเอง. ความรู้ชนิดนี้มีมากเหลือเกิน แต่คนไม่สนใจ เพราะมันไม่จำเป็นจะต้องสนใจ, เขาก็เป็นคนโง่ตลอดมา. ในเรื่องเหล่านี้เขาก็เป็นคนโง่ตลอดมา คือปล่อยให้มันเป็นไปเรื่อย ๆ เพ้อ ๆ ไปก็แล้วกัน ไม่ต้องสนใจ, ไม่มีอะไรบังคับให้ต้องสนใจ ; เราจึงไม่รู้การพัฒนาชนิดนี้ ที่มันเป็นไปตามธรรมชาติ. ทีนี้ต่อมาก็มาถึงขั้นพัฒนาด้วยการเล่าเรียน. คำว่าเล่าเรียนนี้มันกว้างขวางมาก : เรียนในโรงเรียน, ที่เรียนอย่างเรียนหนังสือก็ได้, เรียนจากสังเกตเอาเองก็ได้, มันเป็นการเรียนไปทั้งนั้น. ความเจ็บปวดเมื่อผิดพลาดนั่นแหละมันบังคับให้เราต้องสังเกต; อย่าว่าแต่คน แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็ค่อย ๆ รู้จักสังเกต ว่านี้เป็นอันตราย, นี้เป็นบ่วง นี้เป็นแร้ว, นี้เป็นเครื่องมือมนุษย์จะทำอันรายเรา. สัตว์เดรัจฉานมันก็รู้จักสังเกต เป็นการเรียนเป็นการศึกษา, แล้วทำไมมนุษย์เราจะทำอย่างนั้นไม่ได้; และว่าโดยที่จริง นี้คือการศึกษาที่แท้จริง คือสังเกตเห็นเอง รู้จักป้องกันแก้ไขเอง. นี่เป็นการศึกษาที่ดีกว่า จริงกว่า ยิ่งกงว่า ที่จะให้ผู้อื่นมาบอก หรืออย่างการศึกษาถ่ายทอดจากผู้อื่น ชนิดที่ไม่มีการสังเกตเอาเอง. เพราะฉะนั้นถ้าใครคนไหนมีพื้นเพแห่งจิตใจที่ชอบสังเกตและมีการสังเกต คนนั้นจะฉลาดมาก; คนนอกนั้นมันก็โง่งุ่มง่ามอยู่. นี่ขอให้ใคร่ครวญดูให้ดีว่า การพัฒนานี้ มันเป็นอย่างนี้ ถ้าการสังเกตมาก ก็พัฒนามาก; ฉะนั้นขอให้เราเป็นคนที่ละเอียดลออในเรื่องนี้. อทีนี้ก็จะพูดถึงการศึกษา ที่เป็นการเล่าเรียนโดยตรง หรือถ่ายทอดจากผู้อื่น มันก็มี ไม่ใช่ไม่มี; ตั้งแต่เกิดมาพอโตขึ้นมีขนบธรรมเนียมประเพณี ที่จะถ่ายทอดให้ลูกทารกเหล่านั้นเขาเรียนรู้อะไรต่าง ๆ, ก็เรียนจากบิดามารดา จากผู้เลี้ยงจากเพื่อนฝูง แล้วแต่ว่ามันจะมีใครมาเกี่ยวข้องด้วย ตามที่พอใจจะ เรียน, หรือบางที่ก็ถูกบังคับให้เรียน; แต่ความที่อยากรู้อยากเห็นอะไร ที่เป็นนิสัยของสัตว์มนุษย์นี้มันก็มี อยู่มาก. เด็ก ๆ ทุกคนเมื่อเห็นอะไรแปลกหน่อยก็ต้องถาม, มันก็ต้องตั้งข้อสงสัยแล้วก็ต้องถาม ต้อง อยากรู้ขึ้นมา. นี่มันก็ต้องขวนขวายตามที่พอใจจะรู้ มันก็ค่อย ๆ รู้เพิ่มขึ้นทางหนึ่ง; อย่างนี้ก็เรียกว่า เรียนจากผู้อื่น ตามที่จะเรียนได้. ทีนี้อยากจะให้มองละเอียด ชนิดที่เรียกว่า ละเอียดหรือรอบ ๆ เป็นปริทัศน์ก็เรียนจากปัญหาที่มันเกิดขึ้น. ปัญหาบางอย่างไม่มีใครมาช่วยแก้ให้ได้. หรือการเอาตัวรอด เอาชีวิตรอดบางอย่างเป็นปัญหาเฉพาะคน. คนนั้นรู้จักแก้ปัญหาของตน ที่เรียกว่าด้วยกำลังภายใน ไหวพริบปฎิภาณที่เขามีอยู่ แก้ปัญหาได้เฉพาะหน้า; แล้วก็มักจะมีลักษณะน่าอัศจรรย์ทั้งนั้นแหละ เมื่อเข้ที่คับขัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้. นี้ก็เรียกว่ามีจิตที่พัฒนาแล้วมาก จะค่อย ๆ ฉลาดขึ้น, ค่อย ๆ ฉลาดขึ้น, จนกระทั่งปัญหายาก ปัญหาลึก ปัญหาใหญ่ มันก็แก้ได้. ทีนี้ยังมีการเรียนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเราจะเรียกว่าเรียนตามประเพณีมีอยู่มาก ทั้งที่เรียนหนังสือเรียน มิใช่หนังสือเรียนอะไรก็ตาม เขาให้เรียนตามประเพณี; เช่นว่าให้บวช ให้บวชตามประเพณี, นี้มันก็เป็นการให้เรียนตามประเพณีโดยประเพณี ซึ่งมีบังคับไว้; ใครไม่บวช ก็ไม่เป็นที่พอใจของสังคม สังคมไม่ไว้ใจ; บางทีเขาก็เรียกว่าอย่างหยาบคายว่า มันเป็นคนดิบ มันเป็นคนโง่ ไม่อยากจะคบหาสมาคมด้วย. ถ้าบวชแล้วบวชจริงเป็นเวลานานพอ ก็เป็นบุคคลที่น่าไว้ใจ, ใคร ๆ ก็อยากจะคบด้วย. มีอะไรอยู่มาก มิใช่เฉพาะบวชพระบวชเณร, เขาก็จะต้องให้เรียนอะไร ตามที่มนุษย์ควรจะเรียนโดยประเพณี โดยความนิยม ขนบธรรมเนียมนี้ก็มีอยู่ ก็เป็นเรื่องที่มี ประโยชน์ เป็นการรับประกันขั้นพื้นฐานทั่วไป ว่าสิ่งใดที่ควรจะรู้โดยพื้นฐานแล้วก็ได้รู้ ก็มีพื้นฐานที่ดี ก็จะมีการง่ายที่จะรู้ที่สูงขึ้นไปเหนือพื้นฐาน. ทีนี้มันก็ยังมีการบังคับ เป็นเรื่องสถานการณ์; เช่นความทุกข์ยาก ลำบาก หรือเหตุเลวร้าย, เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น, ทำให้ทุกคนต้องต่อสู้เฉพาะเหตุการณ์นั้น ๆ แล้วแต่ว่ามันกำลังมีอยู่อย่างไร. สถานการณ์เกี่ยวกับสงคราม, สถานการณ์เกี่ยวกับโรคระบาด, สถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่มันเกิดขึ้นแก่มนุษย์เป็นธรรมดา, เราก็ต้องรู้ ต้องมีปัญญา ที่จะแก้ปัญหาจากสถานการณ์เลวร้ายได้. คนที่มีชีวิตอยู่ยาว ๆ นาน ๆ ได้ผ่านสถานการณ์มาก ๆ เขาก็เป็นผู้ที่มีสติปัญญามาก ควรจะเป็นผู้นำที่ดีเพราะเหตุนี้. นี่เรียกว่าเขาพัฒนาไปได้ไกล; แต่ว่าโดยธรรมชาติแล้ว ทุกคนแหละยิ่งอายุมาก มันก็ยิ่งผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ มาก; ฉะนั้นจึงรู้อะไรได้มาก ได้ลึก ได้กว้าง ได้ง่าย ได้เร็ว กว่าเด็ก ๆ. เขาจึงสอนให้เด็ก ๆ รู้จักเคารพคนที่อายุมากว่าเขาเกิดก่อนเรา, เขากินข้าวสุกก่อนเรา, เขาอาบน้ำร้อนก่อนเรา อะไรต่าง ๆ, ความที่มีอายุมาก ได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ มาก นี้เป็น การ ศึกษา ที่เป็นการพัฒนาจากภายนอก. คนแต่ละคนมีอะไรต่าง ๆ กัน ทั้งภายในและภายนอก คือมีจิตใจ มีนิสัย มีกิเลส หรือมีความ สามารถหรือมีอะไร ที่ว่าไม่รู้ว่าใครให้, ไม่รู้ว่าสร้างมาแต่ครั้งไหน. ที่จริงมันมีเหตุมีปัจจัยทั้งนั้น ที่มันจะแตกต่างกันอย่างมาก. คนเราแตกต่างกันอย่างมาก แต่ว่าไม่รู้ว่าเพราะเหตุไร ก็เลยมักจะโทษบุญโทษกรรม, ยกให้เป็นเรื่องบุญ ยกให้เป็นเรื่องกรรม อย่างนี้ไม่ถูก; มันต้องยกให้เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย. ถ้าเป็นพุทธบริษัทโดยแท้จริง เขาก็จะถือว่ามันเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย คือ อิทัปปัจจยตา; ไม่มีบุญกรรมไหนที่จะมาบังคับกันอย่างตายตัวได้ เพราะว่าเรามีวิธีที่จะปรับปรุงหรือปรุงแต่ง ตามกฎแห่งเหตุปัจจัย เช่น อิทัปปัจจยตา เป็นต้น. ถ้าได้มีบิดามารดาครูบาอาจารย์ที่ดี โอกาสเช่นนี้จะมีมาก; นี่พระคุณของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ที่ดี มีมากตรงนี้ คือทำให้ลูกทารกที่ยังโง่เขลานี้ สามารถรู้จักต่อสู้ แก้ไข ปรับปรุง เหตุปัจจัยต่าง ๆ จนเขาเป็นบุคคลที่ถึงขนาด ถึงขนาดที่จะเป็นบุคคล, คือ จะเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาของมนุษย์. ฉะนั้นผู้ที่เป็นบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ควรจะสนใจในเรื่องนี้ เพื่อจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้กับลูกหลาน; ถึงลูกหลานก็ควรจะสนใจ ในการที่จะรับฟังข้อแนะนำสั่งสอนชี้แจงของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ เพื่อจะแก้ไขความบกพร่องของเรา ด้วยความเชื่อฟัง เข้ากันกับเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าในบรรดาบุตรทั้งหลาย จะมีกี่ชนิดก็ตามใจ บุตรที่เชื่อฟังบิดามารดานั้น เป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุด เพราะถ้าเชื่อฟังบิดามารดาแล้ว เขาก็ได้รับประโยชน์ที่ว่านี้ ไปตั้งแต่ต้น. ควรรู้จักลักษณะของบุคคล ๔ จำพวก.
รามาพิจารณากันถึงลักษณะของบุคคล ตามที่มีอยู่ ที่เคยมีอยู่ แล้วก็เขียนไว้ในพระคัมภีร์; แม้จะเป็นคัมภีร์ชั้นอรรถกถา ก็มีประโยชน์หรือมีหลักเกณฑ์ที่พอจะเอามาใช้ได้, มาใช้เป็นเครื่องประกอบการศึกษา, หรือประกอบการพัฒนาของเราได้. ท่านแบ่ง บุคคลเป็น ๔ ประเภท. พวกที่ ๑ เรียกว่า อุคฆติตัญญู คือ เฉียบแหลม ฉลาดมาก พอพูดขึ้นมาเท่านั้น เขาก็เข้าใจหมด, เข้าใจมากกว่าคำที่พูดด้วยซ้ำไป. เด็กที่ฉลาดบางคนสังเกตดูเถอะ มันเป็นอย่างนั้น แต่ว่ามันมีน้อย, จะมีเด็กน้อยคนมากที่มันฉลาดถึงขนาดว่า พอพูดอะไรเข้าใจโดยไม่ต้องอธิบาย, หรือบางที่เข้าใจนำหน้าผู้พูดไปเสียอีก. เราเคยเป็นอย่างนี้ไหม? และเราจะทำอย่างไร ที่จะเป็นเช่นนั้นได้ ถ้ารู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มันยังไม่เป็น? (เอ้า, เดี๋ยวก่อน ๆ พูดให้หมดเสียก่อน) บุคคลที่หนึ่งเรียกว่า อุคฆติตัญญู รู้แจ้งทันทีโดยไม่ต้องอธิบาย พูดคำเดียวรู้เรื่อง. พวกที่ ๒ วิปจิตัญญู นี่ต้องการคำอธิบาย หรือบางทีมากกว่าคำอธิบาย. เราจะสังเกตได้เอง ว่าลูกหลานก็ดี คนใช้ก็ดี บางคนพูดคำเดียวพอ แล้วมันจะทำได้ครบถ้วนตามที่ควรจะทำ; แต่บางคนพูดคำเดียวเท่านั้น ก็ทำเท่านั้นแหละ แล้วไม่ทำที่มันเนื่องกันอยู่ แล้วก็เสียหาย เกิดความเสียหายขึ้นมากมาย. อาตมาต้องขอโอกาสที่จะพูดว่า พระเณรในวัดที่เห็นกันมา ที่ควบคุมกันมาอะไรกันตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที บางคนพูด ๒-๓ คำรู้เรื่องไปหมด ทำถูกหมด. บางคนพูดหลายคำก็ยังทำผิด แล้วยังไม่ทำที่มันควรจะทำ; เรียกว่าต้องพูดกันหลายคำแหละ : ต้องสั่ง แนะนำ สกัดข้างหน้า สกัดข้างหลัง สกัดข้างซ้าย สกัดข้างขวา เขาจึงจะไป ทำได้และทำถูก,ไม่เช่นนั้นมันจะเหลือไว้ทำผิดอีกมาก เสียหายเดือดร้อน เคยสังเกตเห็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ในเรื่องการงาน ในเรื่องการศึกษาก็เหมือนกันอีกแหละอธิบายให้คนนี้ฟัง พูดทีเดียวรู้เรื่องหมด, อธิบายให้อีกคนหนึ่งฟัง ต้องพูดสกัดสะแกงข้างหน้าข้างหลัง ข้างบนข้างล่าง รอบตัวไปหมด เขาจึงจะเข้าใจถูกต้องเต็มร้อยเปอร์เซนต์; นี้พวกที่ ต้องการคำอธิบาย. พวกที่ ๓ เขาเรียกว่าเนยยะ, เนยยะนี่เป็นพวกที่พอจะนำไปได้; แต่ก็ต้องลากถูกันมาก; ไม่ใช่ว่ามีสติปัญญารวดเร็ว ไม่ใช่, หมายความว่ามีปัญญาทึบ; แต่พอจะฝนกันได้, พอจะฝนให้รู้อะไรได้ พอจะนำไปได้ ด้วยความยากลำบาก; อย่างนี้ถ้าไม่พบบิดามารดา ครูบาอาจารย์ที่มีความอดทนแล้ว มันก็จะเรียกว่าล้มละลาย, เรียกว่าถ้าโชคไม่ดี หรือมันไม่ปะเหมาะ ไม่พบครูบาอาจารย์ที่เมตตากรุณาจริง ๆ ไม่มานั่งอดทนฝนลับมันอยู่แล้ว มันก็ล้มละลาย สำหรับบุคคลชนิดนี้ ซึ่งเชื่อว่ามีอยู่มาก. เด็ก ๆ ของเราจำนวนมาก ที่เหลวแหลกล้มละลายไปไม่เอาตัวรอดได้ ก็เพราะไม่มีโอกาส ได้พบกับบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ที่ฉลาดและอดทน อดทนอย่างยิ่ง. บิดามารดานี้ก็สำคัญมาก; เคยเห็นบางคนพอลำบากยุ่งยากหน่อย ไม่เอา ๆ ตัดทิ้ง ตามใจมัน ช่างหัวมัน ปล่อยมันไป มันก็วินาศจริงเหมือนกัน. นี้ครูบาอาจารย์ก็ยิ่งต้องอดทนมาก เพราะว่าไม่ใช่ลูกหลานของตน; ถ้าไม่รักหน้าที่ของครูบาอาจารย์จริง ๆ ก็ไม่อดทนที่จะต่อสู้แก้ไขเด็กโง่ ๆ คนนั้น ให้มันฉลาดขึ้นมาได้. นี่ใครจะช่วยพัฒนา? ก็คือครูบาอาจารย์ที่แท้จริง ที่มีอยู่ในโลก เต็มตามความหมายแห่งคำว่าครูบาอาจารย์ ซึ่งหายาก. คำว่าครูบาอาจารย์นี่ เราสรุปคุณสมบัติที่สำคัญ ก็คือ ปัญญากับเมตตา. อาตมาเคยพูดประโยคนี้ว่า ครูบาอาจารย์ที่แท้จริง ถ้าเราผ่าดูข้างในจะเห็นว่าท่านมีปัญญากับเมตตานอนเคียงคู่กันอยู่ในใจ. ครูบาอาจารย์จะมีปัญญาอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่มีเมตตาแล้ว ไม่เป็นครูบาอาจารย์ได้; เพราะว่ามันยากลำบาก ในการที่จะอบรมเด็กโง่ ๆ ให้เป็นเด็กที่ดี. มันยากลำบากอย่างที่เขาพูดกันว่าไปสู้เสือเสียดีกว่า มาพูดกับคนโง่; ไปสู้กับเสือมันกัดตายทีเดียว มันก็แล้วกันไป มันไม่ลำบากมาก, พูดกับคนโง่นี้ มันช่างลำบากเสียเหลือเกิน. ฉะนั้นครูบาอาจารย์ที่มีเมตตา ยอมเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อพัฒนาเด็กนั้นมันหายาก, แล้วครูบาอาจารย์ที่จะมีปัญญา มีความเฉลียวฉลาด ก็ยังหายากอีกเหมือนกัน. โลกนี้ของเรามันยังขาดผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์อันแท้จริง, มันจึงมีเหลืออยู่มาก คือคนที่เขาไม่ได้รับการพัฒนาให้เพียงพอให้ถูกต้อง เรียกว่าเป็นอันตรายแก่สังคม ที่เหลืออยู่ในสังคม. นี้พวกที่ ๔ สุดท้าย เขาเรียกว่า ปทปรมะ-เหลือที่ใครจะนำไปได้ในบัดนี้, มีบทอย่างยิ่ง ก็ หมายความว่ามีความถ่วงอย่างยิ่ง เหลือที่ใครจะนำไปได้ในบัดนี้. ต้องขอเติมคำว่า "ในบัดนี้", ในบัดนี้มันอยู่ในฐานะที่เหลือที่ใครจะนำไปได้มันทั้งโง่ ทั้งดื้อ ทั้งอะไรสารพัดอย่าง. แต่อย่าเข้าใจว่ามันแก้ไขไม่ได้; เพราะว่าตามหลักธรรมะสูงสุดแล้ว สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. คนพวกปทปรมะนี้ ต้องการเหตุปัจจัยที่มากกว่าใคร ๆ มันก็ยากที่จะมีโอกาสได้รับการแก้ไข หรือว่าได้พบกับผู้ที่เสียสละอดทน เพื่อจะแก้ไขให้เขา. ใครจะไปรักเขา เมื่อไม่ได้เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกัน มันก็ต้องเรียกว่า ต่างคนต่างไป ก็ปล่อยไปตามกรรม, มันก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกันแหละคนที่เป็นปทปรมะ เหลือที่ใครจะนำไปได้ ในบัดนี้. ถ้าแยกดูในหลาย ๆ แขนง ในหลาย ๆ วิชาหรือการงานแล้ว มันอาจจะหาพบได้นะ อย่าประมาท อย่าอวดดีนะ. บางคนมันอยู่ในสภาพที่เหลือที่ใครจะนำไปได้; ถ้าการงานทางโลก เขายังฉลาดพอที่ใคร ๆ นำไปได้, แต่พอมาถึงทางธรรมะแล้ว มันเหลือที่ใครจะนำไปได้ นี้ก็มีอยู่มาก. แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราอย่าถือเสียว่า มันจะต้องเป็นอย่างนั้นโดยส่วนเดียวโดยเด็ดขาด, ไม่มีอะไรจะเที่ยงแท้โดยส่วนเดียว, มันต้องมีเหตุปัจจัยที่เข้าไปแทรกแซงได้. ถ้าว่าเราเมตตาสงสารเขามากพอ ก็หาเหตุหาปัจจัยมาให้ มาให้แวดล้อม เรียกว่า ฝนอิฐให้เป็นกระจกเงากันเลย, เป็นคำพูดที่น่าหัวหรือน่ากลัว ที่จะฝนอิฐให้เป็นกระจกเงานี้. เอาละ, เป็นอันว่ามันมีอยู่ ๔ พวก : พวกหนึ่งพูดคำเดียวไม่ทันจบ รู้เรื่องหมด. พวกหนึ่ง ต้องอธิบายกันมากหน่อย, พวกหนึ่งมันพอขืนฝืนพาไปได้, ส่วนอีกพวกหนึ่งนั้นไม่ไป ไปไม่ได้ในบัดนี้ ไปไม่ได้. นี่บุคคลที่มันมีอยู่ในปัจจุบัน ในฐานะที่ว่าเป็นผลิตผลของธรรมชาติ ธรรมชาติมันผลิตออกมา มาอยู่ใน ลักษณะ ๔ ประการนี้; แต่แล้วทั้ง ๔ ประการนั่นแหละ มันอยู่ภายใต้กฎของเหตุปัจจัย, กฎของเหตุผล ซึ่งมันยังพัฒนาได้ หรือว่าไม่พัฒนาก็ได้. การที่ไม่พัฒนามันก็เป็นเหตุปัจจัยอันหนึ่งเหมือนกัน คือ มันจะเลวลงมาก็ได้, หรือมันจะดีขึ้นไปก็ได้ แล้วแต่เหตุปัจจัยที่จะเข้ามาแวดล้อม. ขอให้ท่านทั้งหลายอย่าเห็นว่า เหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อย; ถ้าเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย มันก็ ปล่อย-ปล่อย, ก็ทำกันหวัด ๆ ปล่อย ๆ, มันก็ไม่ได้อะไรจริงเหมือนกัน. แต่ถ้าว่าไม่ยอมแพ้ ต่อสู้ ช่วยกัน แก้ไข ถึงขนาดที่ทำอุปมาว่า ฝนทั่งให้เป็นเข็ม ฝนอิฐให้เป็นกระจก มันก็ยังไปได้, มันจะดีขึ้นกว่าที่ไม่ได้ รับการพัฒนา. นี่สำหรับผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง บิดามารดา; แล้วตัวเด็กเอง ก็ถือเป็นหลักว่าเราจะไม่เป็นคนดื้อดึง. บุตรที่ดีที่สุดคือบุตรที่เชื่อฟัง อย่างที่ว่ามาแล้ว. นี่คือการพัฒนาชีวิต หรือพัฒนาคน ซึ่งเป็นการพัฒนาในชั้นนอกมีอยู่อย่างนี้. ขอให้เข้าใจทุกประเภท และทุกขั้นตอน ก็จะมีการพัฒนาเกิดขึ้น โดยความพากเพียรของตนเองก็ได้, โดยความพวกเพียรของบิดามารดาครูบาอาจารย์ ผู้เมตตากรุณารักใครทั้งหลายก็ได้, มันเป็นหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำ. การพัฒนาจิต คือการพัฒนาที่แท้จริง.
นี้ก็จะดูเรื่องที่ ๒ คือ การพัฒนาจิต พัฒนาระบบวิญญาณ. พัฒนาชีวิต พัฒนาบุคคลนั้นมันพูด รวม ๆ เป็นก้อนใหญ่, และดูกันจากภายนอก หรือชั้นนอก. ทีนี้หัวใจของเรื่อง ก็คือพัฒนาจิต พัฒนาลงไปที่จิตเฉพาะจิต หรือเฉพาะระบบจิต ระบบวิญญาณ. นี่เรียกว่า ผ่าตัดเข้าไปหาศูนย์กลาง เพื่อจะแก้ไขจุดศูนย์กลางที่สำคัญ เรียกว่าพัฒนาจิต มันก็เป็นเรื่องที่ละเอียด หรือยากลำบาก เพราะลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก; แต่มันก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะว่าความสำเร็จอันแท้จริงมันยู่ที่ตรงนั้น. ความสำเร็จอันแท้จริงของการ พัฒนาชีวิตนั้นมันอยู่ที่ตรงนั้น คืออยู่ตรงที่พัฒนาจิต ว่าเราจะประพฤติกระทำ จนถึงขั้นที่เรียกว่าจิตได้รับการ พัฒนา. ก็ดูว่าเฉพาะจิตในส่วนจิต จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้อย่างไร โดยลักษณะทั่วไปตามธรรมชาติกันเสียทีหนึ่งก่อน; อย่างที่พูดมาแล้วว่า เด็กทารกมันก็ฉลาดขึ้นทุกที นับตั้งแต่มันเกิดออกมา, แล้วก็ได้ประสบกันเข้ากับสิ่งที่มากระทบหรือเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบ. เด็กหนึ่งมันฉลาดขึ้นทุกที, มันแสดงอาการภายนอกว่าเป็นเด็กฉลาดขึ้นทุกที. แต่เมื่อเจาะลึกเข้าไปดูถึงภายในแล้ว ก็คือจิตของมันนั่นแหละ มีการพัฒนายิ่งขึ้นทุกที; เพราะว่าจุดศูนย์กลาง หรือจุดรวมที่เป็นศูนย์กลางมันอยู่ที่จิต, มันเป็น ระบบที่เหมือนกับว่า ใจกลางของชีวิต. มีการพัฒนาจิตได้ตามธรรมชาติเหมือนกัน การเปลี่ยนแปลงของกายกับการเปลี่ยนแปลงของ จิต นี่มันเนื่องกัน, มันเนื่องกันอยู่ มันแยกกันไม่ได้. ฉะนั้นมีอะไรกระทบกาย มันก็ถึงจิต ซึ่งทำให้จิตจะต้องรู้สึก จะต้องต่อสู้ จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเรื่อง; ฉะนั้นคนเราก็มีจิตที่เจริญ เจริญขึ้น ทุกครั้งที่มีอะไรมากระทบจิต จิตจะเจริญ จิตจะฉลาด จิตจะมีการพัฒนาทุกที; แม้ว่าสิ่งนั้นจะมาในรูปของความทุกข์ยากลำบาก จิตมันก็ฉลาดขึ้นใน การต่อสู้ ในการได้ต่อสู้, ในการได้รับความยากลำบาก. ที่จริงที่มาในรูปของความยากลำบากนี้ กลับจะมีประโยชน์เสียกว่า ในการพัฒนาจิต; เพราะ ถ้าเข้ามาในรูปของสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลินแล้ว มันก็ไม่ค่อยได้คิดนึกอะไร มันก็หลงใหล ลิงโลดกระโดไป, ไม่ค่อยได้คิดนึกอะไร, มันจะโง่ไปเสียมากกว่าที่จะฉลาด; แต่เราก็ชอบสิ่งที่สวยงาม สนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลิน ซึ่งมาทำให้เราโง่, ส่วนความทุกข์ยากลำบาก หรือปัญหา, หรืออุปสรรคที่มาทำให้เราฉลาดเข้มแข็ง เรากลับไม่ค่อยจะชอบ, แล้วทุกคนจะออกปากเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นสิ่งเลวร้าย เป็นโชคร้าย, ความทุกข์ยากลำบากนั้นเราเห็นเป็นโชคร้าย, นี่มันสวนทางกันเสียอย่างนี้ มันมาช่วยให้ฉลาด มาช่วยให้เก่ง เราเห็นเป็นโชคร้าย, แล้วเราก็เรียกมันว่าเป็นมาร เป็นอุปสรรค, เป็นอะไรที่ไม่น่าฟัง. มารหรืออุปสรรคเป็นบทเรียนให้พัฒนา.
าตมาคิดว่า โดยที่แท้แล้ว คนเราฉลาดขึ้นมาด้วยสิ่งที่เรียกว่ามารหรืออุปสรรคนั่นแหละ; เพราะเรามันโง่แก้ปัญหาไม่ได้ ก็เห็นเป็นมารเป็นอุปสรรค. แต่ถ้าเรายอมรับเอามาเป็นคู่ต่อสู้ แก้ไขกันได้ ตอสู้กันได้ มันก็กลายเป็นสิ่งที่มาทำให้เราฉลาด, มาทำให้เราพัฒนา. แต่เรากลับเห็นเป็นสิ่งเลว ร้าย ไม่อยากจะมีไม่อยากจะพบปะ ประฌามกันเสียอีก. ฉะนั้น ผู้ที่ยินดีเผชิญกับอุปสรรค คนนั้นแหละจะ เรียกว่า จะพัฒนา หรือเป็นคนโชคดีที่ได้มีอุปสรรค มาเป็นบทเรียน ให้ศึกษา ให้พัฒนา. ฉะนั้นขอให้ยินดีต้อนรับอุปสรรค หรือแม้แต่ความทุกข์, เอาความทุกข์เป็นเพื่อนในการพัฒนา, คำสอนโบราณ ๆ เขาสอนกันอย่างนี้. แต่เดี๋ยวนี้จะไม่สอนกันอย่างนี้ จนกระทั่งว่าไม่ต้องทำการทำงาน, ไม่ต้องอะไรให้ยาก ให้ลำบาก ไปขโมย ไปปล้น ไปจี้ดีกว่า; มันกลับกันอยู่ วิธีของการพัฒนามันจึงเปลี่ยน กระจัดกระจายไปเลยไม่เป็นหลักเป็นเกณฑ์. ขอให้ช่วยกันพิจารณาดูให้ดี ๆ เรื่องนี้ ว่าสิ่งที่มากระทบนั้นก็คือสิ่งที่มาสอนเรา. เช่น เรา เหยียบเอาไฟเข้าทีหนึ่ง มันก็สอนให้รู้ว่าไฟเป็นอย่างไร, หรือมีดบาดมือ หรือหนามตำมืออะไรเข้าทีหนึ่ง มันก็สอนให้รู้ว่า อะไรมันเป็นอย่างไร หรือเดินหกล้ม หรือว่าพลัดตกสะพานสักที่หนึ่งนี้ มันก็สอนให้รู้ว่า อะไรเป็นอย่างไร. มันก็ฉลาดขึ้นไม่ต้องสงสัย นี้เรียกว่าจะต้องมีการพัฒนาในทางจิตครั้งหนึ่งเสมอทุกครั้งที่มีอะไรมากระทบ. แต่ว่าบางอย่างคนโง่รับเอาไม่ได้, จะรับเอาได้แต่คนฉลาด สำหรับจะไปฉลาดเพิ่มขึ้นครั้งหนึ่ง. นี้เป็นจุดตั้งต้น หรือเป็นรากฐานแห่งการพัฒนาจิต มันอยู่ที่นั่น. การพัฒนาต้องต่อเนื่องกันระหว่างชาติ (ความเกิด) ด้วย.
นี้จะมีอะไรอีก จะมีอะไรกี่อย่าง กี่ทาง ที่จะทำให้จิตมีการพัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไปและโดยเร็ว ก็คือว่า ให้มีการพัฒนาที่เชื่อมต่อระหว่างชาติ, ใช้คำที่เอาเปรียบหน่อย "การพัฒนาที่เชื่อมต่อระหว่างชาติ." เมื่อพูดอย่างนี้ คนที่เขาได้ยินได้ฟังศึกษากันมาแต่ก่อน ก็หมายความว่า ระหว่างชาตินี้กับชาติหน้า ชาติต่อไป ชาติชนิดเกิดมาแล้วเข้าโลง เขาก็ว่าอย่างนั้น; ระหว่างชาติ เชื่อมต่อกัน ระหว่างชาติ : ชาตินี้ฉลาดเท่าไร แล้วก็ยกยอดไปชาติหน้า, ฉลาดต่อไปอีก, ยกยอดไปชาติที่สามที่สี่ ก็ฉลาดมากขึ้นอีก ก็ได้เหมือนกัน; เขาจะคิดอย่างนั้น, เขาจะเชื่ออย่างนั้น, แต่เขาจะต้องพยายามทำให้ดีที่สุดในชาติ ปัจจุบัน. ทีนี้อาตมาไม่ชอบอธิบายอย่างนั้น; แต่ก็ไม่ได้หาว่าผิดนะ, ใครจะอธิบายอย่างนั้นก็ว่าไป ไม่ได้หาว่าว่าผิด. คำว่าชาติในที่นี้ หมายความว่าชาติทางจิตใจคือความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู ว่าของกู เกิดขึ้นครั้งหนึ่งเรียกว่าชาติ. เรื่องนี้เคยพูดมาหลายครั้งแล้ว เข้าใจว่าเกือบทุกคนยังจำได้ว่า ชาติในความหมายที่สองนี่หมายความอย่างนี้ มีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกุ ได้อะไร เสียอะไร เป็น อะไร ครั้งหนึ่งก็เรียกว่าชาติหนึ่ง. ดังนั้นวันหนึ่งจึงเกิดได้หลายชาติ, วันเดียวเกิดได้หลายชาติ หลายสิบชาติก็ได้, แล้วแต่ว่าวันนั้นมันจะเกิดความรู้สึกประเภทตัวกู-ของกู สักกี่ครั้งหรือกี่สิบครั้ง. และเราจะถือว่า เด็กทารกคลอดออกมาจากท้องแม่ ยังอ่อนนัก ยังไม่รู้จักความคิดนึก ชนิดตัวกู-ของกู อย่างนี้มันยังไม่ได้เกิดมาดอก, ยังไม่ได้เกิดมาเลย, มันยังไม่ได้มีชาติ ในความหมายที่ว่านี้; มันมีชาติในความหมายชาวบ้าน ว่าเกิดออกมาจากท้องแม่แล้วก็มีชาติ ก็มีชาติอย่างนั้นไปซิ. แต่ดูให้ดีเถอะ มันเกิดมาแล้ว แต่ถ้าไม่มีความรู้ว่าฉัน, ฉันเกิดมา แล้วมันจะมีชาติได้อย่างไร, มันจะมีชาติแห่งตัวฉันได้อย่างไร? เพราะความรู้สึกว่าตัวฉันมันยังไม่มี; ฉะนั้นเด็กเกิดมาจากท้องแม่แล้ว มันยังไม่มีชาติที่แท้จริงดอก จนกว่าเด็กนั้นจะโต พอที่จะได้มีความรู้สึกทางเวทนา ทางสัญญา ทางสังขาร วิญญาณอะไรจนเกิดความรู้สึกว่าตัวกู, ตัวกูอย่างนั้น ตัวกูอย่างนี้ ขึ้นมาได้ครั้งแรกนั้น จึงเรียกว่ามีชาติ แล้วมันอาจจะหลายวันหรือหลายเดือนก็ได้กว่ามันจะมีชาติ ทั้งที่มันเกิดมาจากท้องแม่แล้ว. นี่ขอให้คิดดูเถิดว่า ชาติในความหมายไหนเป็นปัญหาที่ร้ายแรง, ชนิดที่เรียกว่า เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที, เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที คือชาติชนิดไหน? เกิดจากท้องแม่แล้ว มันไม่ได้มีความหมายว่าเป็นทุกข์ดอก; แต่ถ้าเกิดจากอุปาทานว่าตัวกู ว่าของกูแล้ว มันเป็นทุกข์ทันทีและทุกที. นี่แหละคือชาติที่แท้จริง ตามความหมายของคำว่าตัวตนหรือของของตน, ความคิดนึกว่าตัวตน ว่าของตน เกิดเมื่อไรนั้นน่ะคือชาติ. ฉะนั้นเดี๋ยวทางตา ได้เห็นรูปที่ยั่วยวน เกิดความต้องการ เกิดความรักแล้วก็ได้มา เกิดความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู, เดี๋ยวก็ทางหู ไพเราะ, เดี๋ยวก็ทางจมูก หอมหวน, ทางลิ้น เอร็ดอร่อย, เกิดความรู้สึกว่าตัวกูมีของดี เอร็ดอร่อย สวยงาม ไพเราะยึดมั่นถือมั่นอยู่ นี้คือชาติ; แล้วมันก็ถูกกัดให้เจ็บปวด ด้วยอุปาทานอันนั้นทุกทีไปเหมือนกัน. ฉะนั้นเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที, มีชาติทุกทีเป็นทุกข์ทุกที. ทีนี้ก็ให้มันเชื่อมกันสิ ความโง่ในกรณีนี้เป็นทุกข์นี่ ให้มันเชื่อมกับกรณีที่จะมาทีหลังนี้, จะโง่อีกก็ได้ เป็นทุกข์อีกก็ได้ หรือว่าจะไม่โง่ก็ได้ เรียกว่าให้มันเชื่อมกัน, ให้มันถ่ายทอดความรู้ให้แก่กันและกัน. ความผิดพลาดครั้งแรกให้มันเป็นประโยชน์ สำหรับจะไม่ผิดพลาดครั้งที่สอง, หรือจะแก้ไขปัญหาในการผิดพลาดครั้งที่สอง แล้วก็จะช่วยในการผิดพลาดครั้งที่สาม ผิดพลาดครั้งที่สี่;อย่างนี้เราเรียกว่าทำให้จิตใจนั้นมันฉลาดขึ้น ทุกชาติทุกชาติทุกกรณี. เอาความทุกข์เป็นหลัก, ความทุกข์ที่เกิดมาจากการทำผิดพลาดนั้น ให้มันเป็นครูสอนไปถึงเรื่องถัดไป : เรื่องข้างหน้า เป็นกรณี ๆ ไปทุก ๆ กรณี ให้มันเนื่องกัน, ให้มันเป็นประโยชน์แก่กันและกันในทุกกรณีที่ได้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา; ไม่ว่าเรื่องเล็ก ไม่ว่าเรื่องใหญ่ หรือเรื่องใหญ่ยิ่ง ให้มันฉลาดต่อเนื่องกันไป. อย่างพูดง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า เจ็บแล้วก็ จำ อย่างนี้เป็นต้น; ถ้าเจ็บแล้วไม่จำ มันก็คือไม่ต่อเนื่อง หรือไม่เชื่อมกันระหว่างชาติ. ถ้าเจ็บแล้ว จำ แล้วฉลาด แล้วรู้จักป้องกัน นี้คือการพัฒนาที่ต่อเนื่องกันระหว่างชาติ; ถ้าพูดให้ถูกก็คือต่อเนื่องกัน ระหว่างกรณี ระหว่างกรณี เป็นกรณี ๆ ไปนี้. นี่คือการพัฒนาจิตโดยตรง เชื่อมกันระหว่างชาติ ไม่ว่าชาติในภาษาคนหรือชาติในภาษาธรรม, ขอให้มีการพัฒนาเนื่องกัน; จะต้องอาศัยความสุขุมรอบคอบเฉลียวฉลาดพอ และมีความสังเกต สังกาที่เพียงพอ ซึ่งโดยมากมันไม่ค่อยมี ซึ่งโดยมากมันมีแต่ความประมาท อวดดีหรือลืมตัวโดยไม่รู้สึก, มันจึงไม่ค่อยมีการพัฒนาที่เชื่อมกันระหว่างชาติ. การบำเพ็ญบารมีระหว่างชาติ.
อ้า, ทีนี้อยากจะพูดเลยไปถึงว่า การบำเพ็ญบารมีระหว่างชาติ, คำเก่าแก่ บำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นนั่นเพื่อเป็นนี่ แล้วก็บำเพ็ญบารมีข้ามภพข้ามชาติหลายชาติอย่างในเรื่องชาดก. เราได้เคยได้ยินได้ฟังเรื่องชาดก, พระคัมภีร์ชาดก ชาติ ๕๕๐ ชาติ ของพระโพธิสัตว์ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เป็นการบำเพ็ญบารมีข้ามชาติ. เราจะเชื่ออย่างนั้น ก็ไม่เสียหายอะไร; เพราะว่าจะได้บำเพ็ญบารมี คือตั้งใจทำให้ดี, มันก็มีประโยชน์แหละ ตั้งใจบำเพ็ญบารมีข้ามภพข้ามชาติแบบโบราณนั้น. แต่มันจะได้ ประโยชน์แก่ชาติแบบความหมายทางภาษาธรรม ที่ว่าชาติคือความคิดครั้งหนึ่ง ความคิดครั้งหนึ่งแห่งเรื่อง ๆ หนึ่ง; จะเป็นหลักว่า บำเพ็ญบารมีข้ามภพข้ามชาติแบบนั้นกันก็เอา ไม่เสียหายอะไร. แต่อย่ายึดมั่นถือมั่น ให้เป็นตัวตน ตัวเดียวกันตลอดถาวร; มันจะผิดหลักเรื่องตัวตน ไปเสียอีก คือมันไม่มีตัวตน, ให้มันมีแต่เรื่องจิต, จิตที่มันฉลาดขึ้น ๆ ทุกกรณีหรือทุกชาติ ไม่ว่าชาติชนิด ไหน. การบำเพ็ญบารมี ฉลาดขึ้นตามแบบของชาดกนั้น ที่แน่นอนมันก็เป็นวิวัฒนาการของธรรมชาติ, วิวัฒนาการของธรรมชาติ แล้วก็ไม่ถือว่าเป็นตัวตนคนเดียวกันเรื่อยไป; แต่ว่าสัตว์ที่คลอดตาม ๆ กันออกมานั้น มันจะฉลาดยิ่งขึ้นทุกที. ฉะนั้นคนก็ดี สัตว์เดรัจฉานก็ดี ที่เกิดทีหลังนี้ ฉลาดกว่ายุคก่อน ๆ รุ่นก่อน ๆ นะ; เพราะมันมีการสะสมติปัญญาความรู้ความต้องการ อยู่ตลอดเวลา. แม้ที่สุดแต่ต้นไม้ ไม่พูดถึงคน ไม่พูดถึงสัตว์เดรัจฉาน, พูดถึงต้นไม้ มันก็ดีขึ้น ๆ. เดี๋ยวนี้เรามีต้นไม้แปลกประหลาด ดีขึ้น สวยงามขึ้น ที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อน; ที่เขาผสมพันธุ์ให้มีขึ้นมาใหม่ นับไม่ไหว ต้นไม้ใบสวยดอกสวยนี้ เพิ่งมีขึ้นมา เช่นเดียวกับสัตว์ที่เขาผสม พันธุ์ให้มันสวยขึ้นดีขึ้น. นี้มันเป็นการถ่ายทอดติดต่อกันมาระหว่างชาติ; พัฒนาทางวัตถุก็ได้ พัฒนาทางจิตทางวิญญาณก็ได้. ต้องถือว่าเด็กทารกสมัยนี้ มีการพัฒนามากกว่าเด็กทารกสมัยดึกดำบรรพ์โน้น; นี้เป็นผลของการพัฒนาจิตตามธรรมชาติ ชนิดที่เรียกว่าระหว่างชาติ เชื่อมกันระหว่างชาติ. ฉะนั้นก็จะขอให้รู้ไว้, ขอให้รู้ไว้ และขอให้ใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้. ขอให้ความโง่ทุกครั้งช่วยให้เราฉลาดขึ้น, ขอให้ความผิดพลาดช่วยให้เราฉลาดขึ้นทุกครั้ง เรียกว่าทุกชาติในภาษาธรรม และชาติในภาษาคน ถ้ามันมีจริงก็ขอให้มันมีความฉลาดขึ้น, และจะถือว่ามันมีจริงก็ได้ ถือได้เลยว่ามันมีจริง ก็ทำไปในทางที่จะให้มันฉลาดขึ้น มันก็ไม่เสียหายอะไร; เพราะอย่างน้อยมันก็ได้ผลแก่ชาติในทางภาษาธรรมอยู่นั่นแหละ. แม้ว่าเราจะมุ่งหมายชาติในภาษาคน ทำไป ๆ ข้ามภพข้ามชาติตามแบบภาษาคน; ถ้ามันมีจริงก็ได้ผลเต็มที่; ถ้ามันไม่มี สมมติว่ามันไม่มีมันก็ได้ผลแก่ชาติในภาษาธรรม คือแต่ละชาติ ๆ ในวันหนึ่ง ๆ ซึ่งไม่รู้ว่ามีอยู่กี่ชาติ. นี่การพัฒนาจิต ขอให้เป็นไปในลักษณะที่มันเชื่อมกันระหว่างชาติ. ต้องพัฒนาจิตที่นี่, เดี๋ยวนี้.
อ้า, ทีนี้มันไม่พอใจละ ยืดเยื้อยืดยาวอย่างนี้. เราจะพูดกันอีกข้อหนึ่งว่า พัฒนากันที่นี่ พัฒนากันเดี๋ยวนี้ ด้วยระบบปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ดีแล้ว, รวมทั้งที่บัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน ได้วางไว้ดีแล้ว; เป็นระบบปฏิบัติที่เรียกว่าพรหมจรรย์ หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่จะเรียก, ล้วนแต่เป็นระบบสำหรับปฏิบัติเพื่อให้เกิดพัฒนาแก่จิต นี้มีอยู่มาก แล้วก็พัฒนากันได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้. เอามาเดี๋ยวนี้ พัฒนากันเดี๋ยวนี้, ปฏิบัติกันเดี๋ยวนี้, อย่างที่เรียกว่าสันทิฏฐิโก; ไม่ต้องคาดคะเน ว่ามันจะได้ มันจะถึง มันจะข้ามภพข้ามชาติ, ไม่ต้องเป็นการคาดคะเนเช่นนั้น. แต่มันเป็น เห็นได้เดี๋ยวนี้ ว่าทำลงไปแล้ว มันมีผลดีจริงอย่างนี้ ๆ พัฒนาจิตโดยตรงเดี๋ยวนี้ ที่นี่ กันในลักษณะอย่างนี้. ระบบพัฒนาจิต ให้จิตเจริญอย่างไรนั้น ก็มีมาแล้วแต่ก่อนพุทธกาล. พุทธบริษัทบางพวกบางคน เขารักพระพุทธเจ้ามากเกินไป จนได้พูดว่าไม่มีใครเป็นครูพระพุทธเจ้าบ้าง, หรือว่าก่อนแต่พระพุทธเจ้าโน้น มนุษย์ไม่มีความรู้อะไรบ้าง อย่างนี้ไม่ถูกดอก; เราอย่าไปคิดถึงขนาดนั้น. ความรู้ ทั้งหลายที่ยังไม่ถึงขนาดสูงสุดนี่ เขามีกันมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล, โดยเฉพาะทำสมาธิ เขาทำเป็นกันมาแล้วก่อนพุทธกาล; แต่มันไม่ใช่ระดับที่ดีที่สุด หรือที่เป็นประโยชน์ที่สุด, แต่มันก็เป็นพื้นฐานของที่ดี ที่สุด; เพราะที่ดีที่สุด มันก็ต้องไต่มาตามพื้นฐานที่ยังไม่ดีที่สุดทั้งนั้นแหละ. ฉะนั้น การทำสมาธิในขั้นที่เป็น ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานนี้ เขาค้นพบและทำเป็นกันมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล กระทั่งถึงอรูปฌาน คืออากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะเขาก็พบกันมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล, ซึ่งในพุทธประวัติของเรา ก็เขียนไว้ชัด ๆ ว่าพระพุทธเจ้าก็ไปทรงศึกษากับอาฬารดาบส อุทกดาบส ซึ่งสอนได้สูงสุดเพียงเนวสัญญานาสัญญายตนะ. พระองค์เห็นว่า นี้ไม่ใช่ดับทุกข์ถึงที่สุด ยังไม่พอใจ จึงออกไปจากสำนักนั้น ไปค้นหาต่อไป จึงได้พบ ระบบอันสูงสุดของพระองค์. ดังนั้นขอให้ถือเป็นหลักที่เชื่อได้แน่นอนว่า ระบบพรหมจรรย์ทั้งหลายที่เป็นการพัฒนาจิตนี้ เขาพบกันมาแล้วตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ก่อนพระพุทธเจ้า มามากมายแล้วเหมือนกัน แต่มันไม่ถึงที่สุด. ระบบเหล่านี้เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้ได้ เช่นจะทำให้เป็นปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้ได้, และยังมีประโยชน์. ดังนั้น มันก็ยังต้องเอามา ๆ มันก็เข้ามารวมอยู่ในระบบของพุทธศาสนา, เรื่องฌานทั้งรูปฌานและอรูปฌานนั้น ก็เข้ามารวมอยู่ในพุทธศาสนา. นี่ระบบเหล่านี้ มันทำให้เกิดผลกันที่นี่และเดี๋ยวนี้, พัฒนาจิตให้ดีขึ้นสูงขึ้น กันที่นี่และเดี๋ยวนี้ เราก็ควรจะสนใจ. ระบบพัฒนาจิตมีหลายรูปแบบ.
นี้ที่ท่านกล่าวไว้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อเอามารวม ๆ กันเข้าแล้ว มันก็เรียกว่า ระบบศีล สมาธิ ปัญญา คือไตรสิกขา; ลองไปทำเข้าเถอะ มันจะพัฒนาจิตที่นี่และเดี๋ยวนี้, หรือจะไปขยายออกไปเป็นอริยมรรคมีองค์แปด นั่นแหละไปกระทำเข้าเถอะ มันจะมีการพัฒนาจิตที่นี่และเดี๋ยวนี้เหมือนกัน, ไม่ต้องมีปัญหาลำบากยุ่งยากระหว่างภพระหว่างชาติ. ทำที่นี่เดี๋ยวนี้ มันก็จะมีผลที่นี่และเดี๋ยวนี้; เราจึงมีทางเลือก หรือว่าโชคดีก็ได้ ที่จะพัฒนาจิตกันที่นี่และเดี๋ยวนี้, ไม่ต้องรอ ก็คือระบบพัฒนาจิตต่าง ๆ นานาชนิด ที่ท่านได้เคยพบแล้วในกาลบก่อนและสอนไว้ และที่เป็นประโยชน์ ก็ยังเหลือรวมอยู่ในพระพุทธศาสนา:- เช่นเรื่องรูปฌาน ๔ นี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้คิดขึ้น ไม่ได้เป็นผู้ตั้งต้นบัญญัติขึ้น มันมีอยู่แล้ว แล้วท่านก็รับเอามา แล้วก็พูดถึงเลย; พูดถึงว่าอย่างนั้นเลย แล้วก็ทำต่อไป ทำต่อไปเลย, ทำต่อจากนั้นไปเลย. แล้วก็จนกระทั่งสิ้นอาสวะ. มีการประพฤติสมาธิ บำเพ็ญสมาธิ รูปฌานทั้ง ๔ แล้วก็กระโดดไปยังอาสวักขยญาณ, บำเพ็ญอาสวักขยญาณเพื่อสิ้นอาสวะ ก็มีในพระสูตรในบาลีแท้ ๆ, หรือว่า กระทำให้สมบูรณ์ทั้งรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ แล้วก็กระโดดไปยังอาสวักขยญาณก็มี สิ้นอาสวะไปก็มี, หรือว่ารูปฌาน ๔ แล้ว อรูปฌาน ๔ ก็แล้ว แยกออกไปเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธก็มี. สัญญาเวทยิตนิโรธชนิดที่ไม่สิ้นอาสวะ เพราะมันเป็นเพียงดับสัญญาและเวทนา ไม่ดับอุปาทาน สัญญาเวทยิตนิโรธชนิดนี้ไม่สิ้นอาสวะ นี้ก็มี, แล้วสัญญาเวทยิตชนิดที่มันประกอบด้วยปัญญา สิ้นอุปาทานดับ อุปาทาน เป็นสัญญาเวทยิหวานิโรธที่สิ้นอาสวะ อย่างนี้ก็มี, เรียกว่ามันมีครบถ้วน ครบถ้วนที่ธรรมชาติ มันมี, ครบถ้วนตามที่ธรรมชาติมันมี. ฉะนั้นเราก็เอามาสิ ก็เลือกเอามาสำหรับปฏิบัติที่นี่และเดี๋ยวนี้ เพื่อพัฒนาจิต. ระบบสำเร็จรูปคือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นแหละ หัวใจแกนกลางของมันก็คือพัฒนาจิต. ศีลก็เพื่อสมาธิง่ายขึ้น ปัญญาก็เพื่อให้ทุกสิ่งเป็นไปถูกต้องขึ้น แล้วตัวการงาน ตัวหน้าที่ ตัวผู้ทำหน้าที่ มันก็คือสมาธินั่นเอง. เมื่อทำสมาธิ ก็ตั้งใจทำสมาธิ ศีลก็มีอยู่ในนั้น มีอยู่ในความตั้งใจทำสมาธิ, เมื่อทำสมาธิสำเร็จ ปัญญาหรือความรู้ที่เป็นคำตอบของความสงสัยที่มีอยู่ มันก็ออกมา; ดังนั้นปัญญามันก็ออกมา. ตัวเรื่องแท้ ๆ ที่จะต้องทำ มันจึงเหลืออยู่แต่ทำจิตให้เป็นสมาธิให้จนได้; ดังนั้นการพัฒนาจิตแท้ ๆ ก็คือ ระบบสมาธิภาวนานั่นเอง, เรียหให้เต็ม ๆ ก็เรียกว่าสมาธิภาวนา คือการทำความเจริญด้วยสมาธิ, เจริญของสมาธิ เจริญโดยสมาธิ นั่นแหละคือตัวจริงของการพัฒนาจิต. ถึงแม้ในอริยมรรคมีองค์แปด พระพุทธเจ้าก็ทรงยกเอาสัมมาสมาธินั่นแหละเป็นตัวเรื่อง, เป็นตัวแกนกลางของเรื่อง. สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะนั้นเป็นตัวนำ, นำหน้า นำเรื่อง. สัมมาวาจา กัมมันโต อาชีโว วายาโม นั้น เป็นตัวประกอบ; สมาธินั้นเป็นตัวเหมือนกับตัวเจ้าของเรื่อง หรือตัวแกนกลาง, ตัวที่จะได้ จะเสีย จะแพ้ จะชนะ จะอะไร มันอยู่ที่สัมมาสมาธิ สัมมาอื่น ๆ นั้นเป็นองค์ประกอบ. ฉะนั้น การทำสมาธินี้ จึงเป็นตัวเรื่อง หรือใจกลาง แกนกลาง ของสิ่งที่เรียกว่าพัฒนาจิตหรือจิตตภาวนา; จะพัฒนาจิตได้กี่อย่าง ๆ กี่สิบอย่าง มันก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของสมาธิ, เป็นเรื่องที่ต้องใช้สมาธิ, แล้วก็พัฒนาจิตตามที่ต้องการ. มันเป็นการเปลี่ยนแปลงของจิต ทุกชนิดที่จะเปลี่ยนได้; แต่เราก็ประสงค์เอาที่สูงสุดและดับทุกข์ได้ แก้ปัญหาได้หมด. จิตพัฒนาแล้วจะอยู่ในภูมิต่าง ๆ ได้.
รื่องนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสเป็นอุปมาไว้ว่า ฝึกจิตนี้มันเป็นการฝึกที่สูงสุด, เพราะฝึกแล้วทำให้แล่นไปได้ในทิศทั้งปวง. การฝึกช้าง การฝึกม้า ฝึกสัตว์ ฝึกอะไรก็ตาม แม้จะฝึกดีเท่าไร ฝึกวิเศษสูงสุดอย่างไร มันก็แล่นไปได้ทิศเดียวเท่านั้นแหละ; แต่จิตนี้ถ้าฝึกดีแล้ว นั่งอยู่ตรงนี้ที่เดียว มันจะแล่นไปได้ทุกทิศ; ท่านว่าอย่างนั้น. ฉะนั้น จิตนี้จะฝึกให้ไปอยู่ในระบบสภาพอย่างไรก็ได้ : ภพ ภูมิ, เรียกว่าภพเรียกว่าภูมิ อย่างไรก็ได้. ภูมิของจิตนี้ ถ้าเมื่อพูดให้หมดแล้ว มันก็มีถึง ๔ ภูมิ คือ กามาวจรภูมิ-นิยมในกาม, รูปาวจรภูมิ-นิยมในรูปธรรมอันบริสุทธิ์ที่ไม่มีกาม, อรูปปาวจรภูมิ-นิยมในสิ่งที่ไม่มีรูป, แล้วก็โลกุตรธรรมภูมิ-เหนือโลก ภูมิที่เหนือโลก. นี้มี ๔ ภูมิ แต่ละภูมิยังมีซอยปลีกย่อยออกไปอีกมาก. จิตนี้ฝึกสำเร็จแล้วก็เป็นไปได้ทุกภูมิ, เรียกว่าไปได้ในทิศทั้งปวง. ช้าง ม้า จะฝึกดีอย่างไร มันก็วิ่งไปทีละทิศเท่านั้นแหละ จะไปในทุกทิศไม่ได้. แต่จิตนี้มันพิเศษ ครั้นฝึกดีแล้ว จะแล่นไปได้ในทิศทั้งปวง. ไปในกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ ก็ได้ในที่สุด. เอ้า, ท่านทั้งหลายจะต้องมองให้เห็นจริงด้วยตนเองสิ ว่าจิตของเรานี้เราจะทำให้มันไปจมปลักอยู่ในเรื่องของกามก็ได้, แวดล้อม อบรม ปรุงแต่ง ให้จิตมันไปหมดจมอยู่ในเรื่องกามคุณก็ได้ กามคุณกี่ชั้น กี่แบบ กี่รูปก็ได้, หรือว่าจิตนี้เราจะฝึกให้ไม่สนใจในกามคุณ, ไปอยู่ในรูปของสมาธิ ในฌาน ในสมาธิ ที่เป็นรูปาวจรก็ได้ มีอยู่หลายชั้น, หรือว่าให้เหนือนั้นขึ้นไป ไปอยู่ในอรูปาวจรก็ได้; คือเอากันง่าย ๆ ว่า เราจะตั้งจิตของเรา ให้อยู่ในสภาพที่แปลก ๆ ออกไปตามทีเราพอใจ. อย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย; ถ้าเราสามารถทำจิตของเราได้ตามที่เราประสงค์แล้ว เราก็แก้ปัญหาได้หมด : เมื่อมันจะมีความทุกข์เราสามารถจะทำให้ไม่รู้สึก ไม่ให้เป็นทุกข์ ไม่ให้มีความทุกข์;นี่เพราะอบรมดี เพราะฝึกดี. โอ้, มันเช่นนี้เอง, ฝึกจนเห็นเช่นนั้นเอง จนจิตมันรู้สึกต่อเช่นนั้นเอง แล้วมันก็ไม่เป็นทุกข์, คือ ไม่ยินดีไม่ยินร้ายกับอะไร. อะไรมาให้ยินดีก็ไม่ยินดี อะไรมาให้ยินร้ายก็ไม่ยินร้าย; เพราะเห็น เอ้า, ก็มันเช่นนั้นเอง, เท่านั้นเอง แค่นี้เอง. นี่จิตที่ฝึกดี. แล้วเราก็ฝึกได้เท่าที่เราต้องการ หรือเท่าที่เราควรจะทำได้; แม้ว่าจะไม่ฝึกถึงที่สุดมันก็มีประโยชน์มหาศาล. เป็นอันว่า ขอให้เรามองเห็นให้ชัดลงไปว่า จิตนี้ฝึกได้; จิตนี้เป็นสิ่งที่ฝึกได้ แล้วก็มีระบบวิธีสำหรับฝึก ให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้ ให้เป็นอย่างโน้นได้, แล้วเราก็เลือกเอา, จะให้มันเป็นไปในระบบไหน. นี้ก็เรียกว่า ความลับของจิต ความลึกลับของจิต เรามองเห็น เราค้นพบ. นี้ก็ขอทบทวนเรื่องว่า จิตนี้ฝึกดีแล้ว เที่ยวไปได้ในทิศทั้งปวง; ที่กล่าวโดยย่อก็คือในภูมิทั้ง ๔ : กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ. ศึกษาให้รู้จักเรื่องภูมิไว้บ้าง.
นี้เรื่องภูมินี้ คนไม่ค่อยรู้จักกัน กามาวจรภพคือ โลกในแผ่นดินที่มีกาม, รูปาวจรภาพ-ในโลกในแผ่นดินที่มีรูปฌาน, อรูปาวจรภพ-ในโลกในแผ่นดินที่มีอรูปฌาน; ส่วนโลกุตตระนั้นไม่มีภพ เพราะว่ามันไม่เนื่องด้วยเหตุปัจจัยแห่งภพ, มันเป็นนิโรธธาตุ ฉะนั้นโลกุตตระจึงไม่มีภพ แต่ว่าจิตในระดับนั้นยังเรียกได้ว่าภูมิ เพราะฉะนั้น จึงมีภูมิที่เป็นโลกุตตระ แต่ไม่มีภพ.ทีนี้จิตที่ฝึกดีแล้วจะไปภพไหนภูมิไหนก็ได้ นั่งอยู่ที่นี่แหละ โยคีนั่งอยู่ที่นี่ ทำจิตให้ชุ่มฉ่ำไปด้วยความรู้สึกทางกาม ก็ทำได้ถ้าต้องการ; เพราะเขาสามารถบังคับจิตได้. นั่งอยู่ตรงนี้สามารถทำจิตให้เป็นสมาธิชนิดที่เป็นรูปฌาน คือเป็นพรหมชนิดหนึ่ง,หรืออรูปฌาน คือเป็นพรหมอีกชนิดหนึ่ง. หนังสือชั้นหลังจึงแจกภพ ๓๑ ภูมิ เฉพาะที่เป็นโลกิยะนี่ ๓๑ ภูมิ; เคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้ว แต่คงจะไม่ค่อยสนใจ. ๓๑ ภูมิ นี้จำไว้เล่น ๆ ก็ดีเหมือนกัน. พวกแรกก็เรียกว่า อบายภูมิ มีอยู่ ๔ คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เอาตามที่คล่องปาก เรียงตามลำดับนี้ไม่ค่อยเหมือนกันดอก มันเรียงลำดับไม่ค่อยเหมือนกัน แต่ว่าขอให้มันครบ ๔ เถอะ : นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย. ที่เขาเรียนกันตามแบบโน้น เขาว่ามันก็อยู่ที่อื่น นรกอยู่ใต้ดิน, เปรตก็อยู่ในโลกเปรต เดรัจฉานก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง อยู่ที่หไหนก็ไม่รู้, อสุรกายก็เป็นผีชนิดหนึ่ง อย่างนี้ก็มี, เป็นคนละภพ คนละแผ่นดิน คนละอะไรเสมอ. แต่เราบอกว่าไม่ใช่; ในใจของคนนั่นแหละ ถ้ามันมีการปรุงแต่งแบบหนึ่ง มันก็มีผลเกิดขึ้นแบบหนึ่ง, มีการปรุงแต่งแบบหนึ่ง มันก็มีผลขึ้นมาแบบ หนึ่ง. ถ้ามีการปรุงแต่งให้จิตร้อนเหมือนกับไฟเผานั่นแหละคือนรก, นรกทางอายตนะที่พระพุทธเจ้า ตรัส ที่มันจริงกว่านรกใต้ดิน ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน มีหรือไม่ก็ไม่รู้ ไม่เป็นสันทิฏฐิโก แล้วก็ต่อตายแล้วโน่นมันจึงจะไปกันได้. นรกที่มีอยู่ที่นี่จริง ๆ กลับไม่สนใจ, ไม่สนใจ; นรกที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนหรือไปถึงต่อ ตายแล้วกลับสนใจ. นี่มันโง่กี่มากน้อย นรกที่มันมีอยู่จริง ๆ ร้อนใจเมื่อไรมันก็เป็นนรกเมื่อนั้น กลับไม่สนใจ, และนี่สันทิฏฐิโกแท้ ๆ ยังไม่เห็น. เปรต ก็คือหิว หิวอย่างโง่ที่สุด, หิวอย่างบ้าหลังที่สุด กระหายด้วยตัณหา เรียกว่ามันเป็น เปรต, คือมันหิวเกินหิว. จิตใจบางคราวมันเป็นอย่างนั้น, จิตใจของคนโง่น่ะ มันเป็นอย่างนั้นในบางคราว เรียกว่ามันเป็นเปรต. ทีนี้มาถึงเดรัจฉาน, เดรัจฉานก็เป็นอวิชชาเป็นความโง่ เป็นความไม่รู้อะไร, ไม่รู้สิ่งที่ควร จะรู้ ถึงรู้ก็เป็นรู้ผิด รู้ผิดก็มีผลเท่ากับไม่รู้. เมื่อมันไม่รู้มันโง่อย่างนี้ก็คือสัตว์เดรัจฉาน; จิตบางคราว เป็นอย่างนั้น. ทีนี้อสุรกาย คือความขลาดกลัว, ขลาดกลัวอย่างน่าเกลียดน่าชัง น่าละอายที่สุด นี้คือ อสุรกาย. นี่ ๔ อย่าง นี้เรียกว่า อบาย : นรก เปรต เดรัจฉาน อสุรกาย ๔ อย่าง. ทีนี้เลื่อนขึ้นมาถึงอย่างที่ ๕ คือมนุษย์นี่ มนุษย์ในความหมายทั่วไป. มนุษย์นี่จะเอาเป็นอะไร ก็ได้ คล้าย ๆ กับเป็นพื้นฐานกลาง, จะเอาจิตมนุษย์ไปเป็นอะไรก็ได้, หรือถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็ว่า มันมีภาวะที่จะเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้. มนุษย์นี่คือจะต้องต่อสู้ จะต้องต่อสู้ตามแบบของธรรมชาติ แล้วก็ทำผิดทำถูก จนเป็นอะไรก็ได้; ยังไม่เรียกว่าเป็นนรก, ยังไม่เรียกว่าเป็นเปรต เป็นเดรัจฉาน เป็นอสุรกาย, ยังเรียกว่ามนุษย์. ก็มีปัญหาไปตามแบบของมนุษย์ ทนทุกข์ไปตามแบบของมนุษย์. เอ้า, ทีนี้ อันที่ ๖ ถัดไปนั้นก็เรียกว่าเทวดา สูงขึ้นไปเป็นเทวดาพวกกามาวจร สวรรค์ ๖ ชั้นที่เต็มไปด้วยกามารมณ์นั่นแหละ นี่เทวดากามาวจร ที่ออกชื่อกันอยู่จนติดปากแล้ว ไม่เสียเวลาเอามาพูดอีก; ตั้งแต่จานุมหาราชขึ้นไป จนถึงดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิรมิตวสวัตตีอะไร นี่ เทวดาพวกกามาวจร เป็นพวกที่มีกามารมณ์สมบูรณ์ เป็นชั้น ๆ ๆ ขึ้นไป เทียบกับมนุษย์มันก็ไม่ใช่; เพราะมนุษย์ยังอาบเหงื่อต่างน้ำ พวกเทวดาเขาไม่มีเหงื่อ. พอมีเหงื่อแล้วต้องจุติทันที ต้องตายทันที เขาจึงแบ่งไว้เป็นขีดคั่นว่า ไม่ต้องมีเหงื่อ, มีความสุขทางกามารมณ์โดยไม่ต้องมีเหงื่อ ซึ่งมนุษย์มีไม่ได้. เทวดาชั้นกามาวจรจึงต่างกับมนุษย์นี้มี ๖ ชั้น, เทวดามี ๖ ชั้น; อบาย ๔, มนุษย์ ๑ เทวดากามาวจร ๖ ก็รวมกันเป็น ๑๑. ทีนี้ต่อขึ้นไป ก็เป็นเทวดาประเภทรูปาวจร ที่เรียกว่ารูปพรหม ก็เป็นเทวดาเหมือนกันแหละ. เทวดาชั้นพรหมประเภทพรหมมีอยู่ ๑๖ ชั้น ด้วยอำนาจของฌาน รูปญาณทั้ง ๔ ทำให้เป็นเทวดาต่างๆๆ กันได้ถึง ๑๖ ชนิด, เรียกว่า พรหม ชั้นพรหม ชั้นรูปพรหม ๑๖ ชั้น. นี้ก็ ๑๖ บวกกับ ๑๑ เป็น ๒๗ ภูมิ แล้ว. ทีนี้ก็เหลือพวกสุดท้าย เป็นเทวดาประเภทอรูปาวจร คือ อรูปพรหม มี ๔ ชั้น ตามชื่อของ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญญัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญาจตนะ อีก ๔, เอามารวมกันเข้าเป็น ๓๑. นี้คนบางพวกเขาท่องไว้, นักเรียนอภิธรรม เขาท่องกันขึ้นปากคล่องปากที่สุดว่า ๓๑ ภูมิ. ที่เลวร้ายที่สุด ทนทุกข์มากที่สุดก็คือ อบายภูมิ; มนุษย์ก็สุข ๆ ทุกข์ ๆ พวกเทวดา กามาวจรภูมิ ก็สุขอย่างลุ่มหลงทางกาม, เทวดาประเภทพรหม และอรูปพรหม ก็สุขอย่างชนิดที่มีตัวตน มีตัวตนที่บริสุทธิ์, ภาคภูมิใจที่สุดว่า เรามีตัวตนที่บริสุทธิ์ แล้วก็เป็นสุขอยู่ด้วยความภาคภมุมินั้น ๆ; ว่า ล้วนแต่เป็นคนบ้าทั้งนั้น. ถ้าพูดอย่างนี้แล้ว เขาก็ด่าเลย แต่อาตมาไม่กลัว; ว่าถ้าลุ่มหลงยึดมั่นถือมั่นอยู่ในสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ แล้วจะเรียกว่าคนบ้าทั้งนั้นแหละ มันจึงไม่ใช่ โลกุตตรภูมิ. ๓๑ ภูมินั้นไม่ใช่โลกุตตรภูมิ จนกว่าจะไม่ยึดถือในภูมิ ภพ ภูมิ ๓๑ นี้แล้วจึงจะเป็น โลกุตตรภูมิ. จิตที่พัฒนาดีถึงที่สุดแล้ว มันไปจบอยู่ที่โลกุตตรภูมิ อย่างนี้. โลกุตตรภูมิ จัดเป็นฝ่ายอสังขตะ คือฝ่ายที่ปัจจัยจะปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป มันเริ่มเป็น หรือว่าเป็นแล้ว ถึงที่สุดแล้วก็ตามใจ : ส่วนภพหรือ ภูมิ ๓๑ ภมุมินี้ เป็นสังขตะ อยู่ในวิสัยที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งไปตามแบบนั้น ๆ ของมัน. จิตมีสัญญามั่นหมายอะไรก็อยู่ในภูมินั้น.
นี้เขามันก็ล้วนแต่ว่ามีสัญญา, สัญญา คำว่าสัญญานี้มันไม่ได้หมายว่าความจำนั่นจำนี่ มันหมายถึงความสำคัญมั่นหมาย. สัตว์ทั้งหลายทั้งอบายภูมิทั้งมนุษย์และก็ทั้งเทวดาในสวรรค์ ๖ ชั้นนี้ เขาเป็นพวกที่ว่ามั่นหมายอยู่ในกาม จึงเรียกว่ากามาวจรภมุมิ. เอาจากข้างล่างขึ้นไปก็คือว่า พวกที่อยู่ใน อบาย มันก็มั่นหมายในกาม; มนุษย์ก็มั่นหมายในกาม, เทวดา ๖ กลุ่มนั้นก็มั่นหมายในกาม ทั้ง ๓ พวกนี้ก็เรียกว่าพวกที่มีกามสัญญา หมายมั่นอยู่ในกาม. ทีนี้เทวดาชั้นรูปพรหม จิตของเขาก็มั่นหมายในรูปสัญญา มีรูปสัญญามั่นหมายอยู่ในรูป รูปธรรมบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกาม. ทีนี้ อรูปพรหมอีก ๔ สุดท้ายนั้น จิตของเขาก็มีอรูปสัญญา มั่นหมายในอรูปธรรมที่เขาเข้าใจ ว่าไม่มีรูปแล้ว ละเอียดแล้ว มาอยู่ที่นี่ก็ไม่มีทุกข์แล้ว. นี่เขาจึงมั่นหมายมากในอรูป เรียกว่าอรูปสัญญา. สัญญา นั่นแหละเป็นเครื่องวัดว่า คนนั้น ๆ อยู่ในระดับไหน, ในสัญญาความมั่นหมายนั้น มันมั่นหมายรสเป็นที่พอใจของภูมินั้น ๆ, มีสัญญาในอะไรก็หมายความว่า มันมั่นหมายอยู่ในรสอร่อยเป็นที่พอใจ ของภพหรือภูมินั้น ๆ. พวกที่อยู่ในกามาวจรภูมิ ก็มั่นหมายในรสอร่อย, หรือสาตะ สาตะ-ความยินดี อยู่ในกามนั้นเอง. พวกที่เป็นรูปสัญญา มีสาตะ ยินดีพอใจในรสของรูปที่บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวกับกาม. ทีนี้อรูปสัญญา มันก็มั่นหมายพอใจในสาตะความยินดีในสิ่งที่ไม่มีรูป; เรียกว่ามันมีความยึดถือต่างๆ กัน ยึดถือในกาม ก็มีกามสัญญา, ยึดถือในรูป ก็มีรูปสัญญา, ยึดถือในอรูป ก็มีอรูปสัญญา. สามัญสัตว์ทั่วไป ยึดถือในกาม ตามแบบของเทวดากามาวจร, หรือมนุษย์ทั่วไป หรือแม้แต่สัตว์ที่ในอบาย ก็หวังอยู่ในกาม ยึดมั่นอยู่ในกาม. ทีนี้จิตที่มันสูงขึ้นมา พ้นจากกาม มันก็มาถึงพวกรูป คือรูปฌานทั้งหลาย. ถ้าฝึกจิตเป็นสมาธิถึงรูปฌานแล้ว ฌานที่ ๑ ปฐมฌานนั้น มันก็มีวิตกวิจารมันก็ละความมั่นหมายในกามเสียได้ มาอยู่ในวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ซึ่งเป็นองค์ของฌาน. ในปฐมฌาน นั้นมันมีความสุขที่เกิดจากวิเวก วิเวกจากกาม. ผู้ที่ได้สมาธิในขั้นรูปฌาน เขามีความสุขเกิดมาจากการที่จิตวิเวกจากกาม สงัดจากกาม; เหมือนกับว่า คนเขามาพบความสะอาดแล้ว เขาก็มีความพอใจในความสะอาด, ไม่ไปพอใจในความสกปรกอีกต่อไป, มองเห็นกามทั้งหลายเป็นของสกปรก, รู้สึกว่าวิเวกจากกามทั้งหลายแล้ว มันมีความสุขที่เกิดจากวิเวกนี้อยู่. ความสุขที่เกิดจากวิเวกเป็นสาตะความยินดี สำหรับบุคคลที่ตั้งอยู่ในปฐมฌาน; เขาก็มีรูปสัญญา มีอารมณ์ของฌาน ในความสุขที่เกิดมาจากวิเวก. ทีนี้เขาทำต่อไป เลื่อนจากปฐมฌานไปสู่ทุติยฌาน ก็มีความสุขที่เกิดจากสมาธิ เลื่อนขึ้นไปจากวิเวกจากปิติจากอะไรต่าง ๆ, มันไปสนใจอยู่ที่สมาธิ มีความเป็นสมาธิเป็นสุข ก็มีสุขเกิดจากสมาธิ เป็นที่ตั้งแห่งสัญญาของเขา, แต่ก็ยังเป็นรูปสัญญาอยู่นั่นแหละ. ทีนี้มาถึง ตติยฌาน มีนามกายอันบริสุทธิ์ คือมีกลุ่มจิตบริสุทธิ์ ก็เป็นสุขเพราะว่ามีจิตที่บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรรบกวน, เสวยสุขเกิดจากนามกาย เป็นสาตะของจิตชนิดนั้น มีสัญญาในความสุขนี้. ทีนี้พอมาถึง จตุตถฌาน สุดท้าย เขาก็มีอทุกขมสุข ความรู้สึกที่มิใช่ทุกข์มิใช่สุข มีแต่ความบริสุทธิ์เกิดจากอุเบกขาและสติ; สติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเป็นสุขของเขา เป็นที่ตั้งแห่งสัญญา. นี่มันมีความสุขที่ดีกว่า, มีความสุขที่ดีกว่า เลื่อนขึ้นไปเป็นลำดับ. นี่เรียกว่าจิตตภาวนา คือการพัฒนาจิต ที่เลื่อนขึ้นไปเป็นลำดับ, เป็นลำดับ. ถ้าเลื่อนขึ้นไปอีก ไปสู่พวกที่ไม่มีรูป เขาเห็นว่ารูปสัญญาทุกชนิด รูปสัญญา ๔ ในรูปฌาน ทั้งหลายนั้นหยาบ หยาบน่ารังเกียจ เลิกเสียไม่เอา, ไปเอา อรูปสัญญา สัญญาในสิ่งที่ไม่มีรูป. พวกแรกเอาอากาศ, เอาอากาศไม่มีรูป ทำใจในอากาศ ทำใจถึงอากาศไม่มีรูป ก็มีความสบาย มีความสุขสบาย; เลื่อนขึ้นไป เปลี่ยนจากรูปสัญญาเป็นอรูปสัญญา. พวกนี้ก็เลิกรูปสัญญาเสีย ไปหลงไปขลุกอยู่ในอรูปสัญญา ในอากาศบ้าง, ในวิญญาณบ้าง, ในอากิญจัญญะ-ความไม่มีอะไรบ้าง, ใน เทวัญสัญญานาสัญญารตนะบ้าง ก็เป็นอรูปสัญญาขึ้นมาอีก ๔ พวก. รูปสัญญาก็มี ๔ พวก, อรูปสัญญาก็มี ๔ พวก. แล้วพวกสุดท้ายเป็นสัญญาเวทกิตตินิโรธ ดับเสียซึ่งสัญญาและเวทนานี้ละเอียดประณีต. อันนี้ไม่ถือว่ามีสัญญา เพราะดับเสียซึ่งสัญญาและเทวนา และไม่มีความรู้สึกที่จะยึดถือในสัญญา หรือมั่นหมายด้วยสัญญา เป็นที่ดับแห่งสัญญา; แต่ถ้าไม่มีปัญญาพอก็ไม่สิ้นอาสวะ, ถ้ามีปัญญาพอก็สิ้นอาสวะ, ในชั้นที่เป็นสัญญาเทวาลัยนิโรธ. ทีนี้การที่ได้เข้าถึงภูมิเหล่านี้ : ภูมิที่เหนือกามขึ้นไป นับตั้งแต่รูปฌาน อรูปฌานขึ้นไปนี้ มันมีความดับ, มันมีความดับตามลำดับ. เช่นว่ามันดับกามสัญญาเสียได้ มันมาเป็นรูปสัญญา อย่างนี้ก็เรียกว่าดับ ดับแห่งกามสัญญามาเป็นรูปสัญญา ก็เรียกว่านิโรธ; เป็นการดับมาตามลำดับ. พวกที่มีรูปสัญญาดับกามสัญญาเสียได้ นี้ก็มี ๔ พวก, พวกที่มีอรูปสัญญาก็ดับรูปสัญญาเสียได้ นี้ก็มี ๔ พวก, พวกสุดท้าย เนวสัญญานาสัญญารตนะก็ดับ ๘ สัญญานั้นเสียได้, มีการดับ ๆ ๆ อย่างนี้ตามลำดับมา ท่านจึงเรียกว่า อนุปุพพะนิโรธ อนุปุพพะนิโรธ-การดับเสียตามลำดับมี ๙ : รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ สัญญาเวทจิตรจุลนิโรธ ๑; ล้วนแต่มีการดับทั้งนั้น, เลยเรียกว่าการดับตามลำดับ ๙ ขั้น. ทีนี้ถ้าว่าจิตเข้าไปอยู่ในการดับนั้น ก็เรียกว่าอนุปุพพวิหาร, อนุปุพพวิหาร ๙ เหมือนกัน : อยู่ในรูปฌาน ๔ ในอรูปฌาน ๔ ในสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ รวมเป็น ๙ เข้าไปอยู่ในความดับนั้น เรียกว่าอนุปุพพวิหาร. ทีนี้ถ้าเสวยความสุขอยู่ในสิ่งทั้ง ๙ นั้น ก็เรียกว่า อนุปุพพะสมาบัติแปลกกันที่ว่า สมาบัตินี้เป็นการดื่มรสของวิหารธรรมเหล่านั้น; เหมือนกับนิพพานขั้นน้อย ๆ นิพพานที่ยังไม่เต็มขนาด เมื่อเข้าไปอยู่ในรูปฌาน ๔ ก็ดี อรูปฌาน ๔ ก็ดี สัญญาเวทกิตตินิโรธก็ดี เป็นการเสวยสุขอยู่ในวิหารธรรมเหล่านั้นตามลำดับ; ดังนั้นท่านจึงเรียกว่า อนุปุพพะสมาบัติ. พึงศึกษาเรื่องอนุปุพพอาพาธ.
จิตที่พัฒนามันเป็นมาอย่างนี้ เรื่องของมันเป็นมาอย่างนี้ แล้วมันยังมีสิ่งที่เป็นอุปสรรค ซึ่งควรรู้ว่ามันมีตามลำดับเหมือนกัน. ความสำเร็จมีตามลำดับอย่างไร อุปสรรคมันก็มีมาตามลำดับอย่างนั้น; เช่นว่าคนเขาชอบของอยู่อย่างหนึ่งพอจะเปลี่ยนไปชอบของอย่างอื่น ของที่เขาเคยชอบอยู่ก่อนนั้นจะมาขัดคอ. เช่นพวกที่ชอบกาม ชอบกามารมณ์นี้ พอจะให้ไปชอบสมาธิที่ไม่ใช่กามารมณ์ ไปเจริญสมาธิที่ไม่มีกามารมณ์ ความชอบกามารมณ์แต่ก่อนนั้นแหละมันไปขัดคอ : อย่างนี้เขาเรียกว่าอาพาธ, อาพาธ - ความเจ็บไข้. ฉะนั้นความสนใจในรูปฌาน ความรักยึดถือในรูปฌาน ก็จะเป็นอาพาธแก่อรูปฌาน, หรือถ้าให้ละเอียดก็ว่า ความพอใจในปฐมฌานที่ ๑ มันก็ไปขัดคอการที่จะบรรลุทุติยฌาน. ความพอใจในทุติยฌาน มันก็จะไปขัดคอการที่จะบรรลุตติยฌาน. เปรียบเทียบบันง่าย ๆ เหมือนกับว่า เราชาวบ้านนี้ อยู่ในบ้านครองเรือนบริโภคกาม; พอปลีกตัวออก มาบวชเป็นนักบวชไม่บริโภคกาม ความพอใจที่เคยพอใจในกามมันจะตามมาขัดคอ ไม่ให้พอใจในการบวชที่ไม่มีกาม. เพราะฉะนั้นต้องสึก ต้องกลับสึก; พูดง่าย ๆ ว่า อะไรที่มันเคยอร่อยมาแต่ก่อนนั้นแหละ มันจะมาเป็นอุปสรรค ขัดคอสิ่งที่จะเลื่อนให้สูงขึ้นไป. ความสุขในขั้นปฐมฌาน จะคอยขัดคอ เมื่อจิตจะยกไปสู่ทุติยฌาน. เมื่อได้ทุติยฌานแล้ว พอใจในทุติยฌานแล้ว มันก็พอใจ แล้วมันก็จะค่อยขัดคอ เมื่อจิตจะเลื่อนสูงไปสู่ตติยฌาน อย่างนี้ลำดับเป็นลำดับ ๆ ไปจนถึง ๙ ชั้นนั่น. นี่เรื่องละเอียดของจิตว่าจิตที่มันก้าวไปไม่ได้ก็เพราะว่า มันจะพอใจจมอยู่ ในสิ่งที่ได้รับอยู่ก่อน, แล้วพอจะเลื่อนดีกว่านั้นมันก็ยังไม่เอา, หรือถ้าพูดให้เลวไปกว่ากามาวจร เป็นพวกอบายชั้นที่เป็นอบาย มันก็พอใจในสิ่งที่ต่ำทราม. เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นคนเป็นอันมาก ละอบายมุขไม่ได้, อบายมุขทั้งหลายละไม่ได้, เพราะความสุขความพอใจในอบายมุขมันคอยดึงเอาไว้ ไม่ให้ไปสูงกว่านั้น. เช่นที่จะชวนคิดกินเหล้าขี้เมา ให้เลิกเหล้ามากินน้ำสะอาด นี้มันทำไม่ได้; เพราะ ว่ารสอร่อยที่มันเคยดื่มอยู่กับเหล้านั้น มันดึงมันขัดคอ มันดึงกลับไป; อย่างนี้เขาเรียกว่าอาพาธ, จึงมี อนุปุพพอาพาธ ๙ อย่าง. เรื่องของจิตมันจึงมีเรื่องอนุปุพพนิโรธ ๙ อย่าง, อนุปุพพวิหาร ๙ อย่าง, อนุปุพพสมาบัติ ๙ อย่าง, อนุปุพพอาพาธ ๙ อย่าง. นี้เรียกว่าเรื่องของจิตหรือเทคนิคของการพัฒนาจิต มันมีอย่างนี้แหละ ที่เรียกว่าจะต้องเข้าใจ, ดูเห็นพร้อมกันรอบ ๆ ด้าน แล้วจะได้เดินทางถูก. มันอาจจะพูดละเอียดเกินความจำเป็นไปบ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร; ถ้าเข้าใจได้ก็จะเป็นการดี จะได้รู้ว่าจิตที่พัฒนานี้ มันมีความจริงของมันอย่างนี้, มีสภาวะของมันอย่างนี้, เมื่อไม่ถูกกับเรื่องของมัน มันก็เป็นไปไม่ได้เท่านั้นเอง. ถ้าเราจะพัฒนาจิตกันที่นี่และเดี๋ยวนี้ เราก็ต้องรู้เรื่องเหล่านี้ เราจึงจะพัฒนาจิตกันที่นี่และเดี๋ยวนี้ได้ไม่อย่างนั้นแล้วก็ต้องปล่อย ปล่อยไปตามเรื่องตามราว ตามบุญตามกรรม แล้วแต่มันจะโปรด. แต่ถ้าเราจะเอาให้อยู่ในอำนาจของผู้ฝึก มันก็ต้องจัดการกับสิ่งเหล่านี้ ให้ถูกต้อง, อบรมจิตตามวิธีหรือกรรมวิธี ที่ท่านได้ค้นพบกันแล้วแต่กาลก่อน แล้วสอน ไว้เป็นระบบ เป็นระบบ. เดี๋ยวนี้ พุทธศาสนาเป็นที่รวมแห่งระบบที่มีประโยชน์ ที่เขาเคยคิดค้นและพบกันแล้วในกาลก่อนนู้น มาไว้ในระบบของพระพุทธศาสนา อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง, ไม่ขาดตกบกพร่องในส่วนที่ควรจะมี, เรียกว่าระบบพัฒนาจิตในพระพุทธศาสนา ในพระพุทธภาษิต หรือในพระไตรปิฎกก็ตามนี้ มีครบไม่ขาดแคลน, ไม่ขาดตกบกพร่อง. ฉะนั้นก็ศึกษากัน เอามาใช้พัฒนาจิตกันที่นี่และเดี๋ยวนี้; ถ้าทำถูกต้องจริง ก็ อาจจะบรรลุมรรค ผลนิพพานอันสมบูรณ์ กันได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ด้วยเหมือนกัน. ถ้าทำได้เท่าไร มันก็มีผลเท่านั้น, ไม่มีเสียหลาย มันไม่มีเสียหลาย, ทำได้เท่าไรมันก็จะได้ผลเท่านั้น. แต่ถ้าทำถูกวิธี มันจะได้หมดเลย, เป็นการพัฒนาจิตที่สมบูรณ์ถึงที่สุดได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ขอให้ถือว่าเรื่องมันมีเท่านี้ เรื่องจริงมันมีเท่านี้ สำหรับการพัฒนาจิต คือทำคนที่เป็นคนธรรมดา ให้เป็นคนชั้นสูงสุด, คือเป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ด้วยการพัฒนาจิต โดยย่อหรือโดยสังเขปที่เรียกว่าปริทัศน์ มันมีอยู่อย่างนี้. นี่ปริทัศน์ของจิตตภาวนา ท่านทั้งหลายจงได้พิจารณาดู ใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการพัฒนาจิตของตน ด้วยกันจงทุก ๆ คน. การบรรยายในวันนี้ สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย สวดบทพระธรรม ที่ส่งเสริมกำลังใจ ในการพัฒนาจิตสืบต่อไป.
|
||||||||||||||||||||||||||||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๖. แนวสังเขปทั่ว ๆ ไปของการพัฒนา | |||||||||||||||||||||||||||
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org