||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

จิตตภาวนาในแง่ของไสยศาสตร์.

๒๙ มกราคม ๒๕๒๖

 

ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย,

[ทบทวน.]

          การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชาเป็นครั้งที่ ๕ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยายชุดธรรมะเล่มน้อยไปตามเดิม แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะวันนี้ว่า จิตตภาวนาในแง่ของไสยศาสตร์.

          ขอทบทวนเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้กันบ้าง เพื่อรับประกันความเข้าใจอันไขว้เขว. เรื่องของธรรมะหรือศาสนาโดยเฉพาะนี้ เป็นเรื่องของจิตโดยเฉพาะมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของวัตถุหรือร่างกาย; แต่เป็นเรื่องแห่งความถูกต้อง คือเป็นเรื่องของความจริง. เรื่องจิตตภาวนาคือการฝึกฝนอบรมจิตใจให้เจริญถึงที่สุดของเรื่องของจิตนั้น เป็นสิ่งที่ต้องกระทำอย่างถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์ของพุทธศาสนาหรือพุทธศาสตร์; แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีทางที่จะแตกแยกออกไปเป็นไสยศาสตร์, มีความคิดนึกที่ไขว้เขว เพราะว่าเข้าใจในเรื่องจิตไม่ถูกต้องไม่สมบูรณ์, เข้าใจคำว่ามรรค ผล นิพพาน ไม่ถูกต้องสำหรับจะเป็นเรื่องของพุทธศาสตร์ มันก็กลายเป็นไสยศาสตร์ แตกแขนงออกไปโดยรอบ, เป็นเรื่องความเห็นผิด ความเข้าใจผิดเลยไปก็ได้ จนไม่อยู่ในแนวของสัจจะหรือความจริง ไม่อยู่ในแนวของเหตุผล.

          มิจฉาทิฏฐิมากมายหลายสิบอย่าง ออกมาจากการที่เข้าใจผิดในเรื่องอันเกี่ยวกับจิต เพราะว่าจิตตภาวนาของคนเหล่านั้นไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นไปอย่างถูกต้องตรงตามธรรมชาติ, มันจึงแยกตัวออกไป เป็นเรื่องของความงมงายอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่าไสยศาสตร์. ดังนั้นจึงเอามาพูดในความหมายเดียวกันกับเรื่องจิตตภาวนาที่ถูกต้อง คือเป็นพุทธศาสตร์, และเรื่องของจิตตภาวนาที่ไถลออกไปไถลไปเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ทำให้มนุษย์มีปัญหา. มนุษย์เรากำลังมีปัญหา; แม้เป็นปัญหาทางจิตใจล้วน ๆ ก็มีอยู่ คือความไม่แน่ใจว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่.

[เริ่มการบรรยายครั้งนี้.]

เหตุแห่งการถือไสยศาสตร์.

 

ารรับถือกันมาผิด ๆ เป็นเหตุให้ถือไสยศาสตร์ ยิ่งกว่าพุทธศาสตร์เสียอีก. ท่านทั้งหลายลองเปรียบเทียบดู ความกลัวที่เกิดขึ้นในทางไสยศาสตร์, กลัวสิ่งที่ไม่เห็นตัว สิ่งลึกลับมหัศจรรย์นั้น กลัวมากเท่าไร; ส่วนที่มากลัวบาปกลัวความชั่วนี้มันกลัวกันกี่มากน้อย. คนโง่มันต้องเป็นอย่างนั้น, คนโง่จะกลัวสิ่งลึกลับของไสยศาสตร์หมดเนื้อหมดตัว. กลัวเรื่องบาปเรื่องกรรมนี้นิดเดียว แล้วยังเล่นตลกหรือทำหลอกกับเรื่องธรรมะนี้เสียอีก. นี่คือปัญหาที่ทำให้เราไม่เจริญงอกงามไปตามทางของพระศาสนา; เพราะว่าเรื่องของไสยศาสตร์แทรกแซงเข้ามา รุกเอาเนื้อที่ในจิตใจไปเสียหมด, เนื้อที่ในจิตใจสำหรับจะเชื่อก็ดี สำหรับจะเห็นก็ดี สำหรับจะใคร่ครวญพิจารณาอย่างไรก็ดี มันไม่ค่อยมีเหลือ เพราะมันเอาไปให้ฝ่ายไสยศาสตร์เสียหมด. นี้เป็นปัญหาของพุทธบริษัท.

          ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นพุทธบริษัทแต่ละคน ขอให้สนใจให้ดี ว่ามีปัญหาอย่างนี้หรือเปล่า? ถ้าปัญหาโดยทำนองนี้ยังมีอยู่ ก็แปลว่า ความเป็นพุทธบริษัทของบุคคลนั้นมันยังขรุขระเต็มที, มันไม่หมดจดสะอาดหรือเกลี้ยงเกลาได้, เป็นพุทธบริษัทชนิดที่ปากว่า, หรือว่าจดบัญชีว่าเป็นพุทธบริษัท.

          ตัวอย่างเช่นว่าจิ้งจกทักนี้ พุทธบริษัทบางคนยังสะดุ้ง ถือเป็นลางร้าย, ทำอะไรไม่ได้ วันนี้จะต้องมีเรื่องร้าย, หรือว่าถ้าลงบันไดจิ้งจกทัก ขืนไปจะตายแน่, หรือว่าขืนไปจะไม่รับประโยชน์ที่ควรจะได้รับ; นี่พุทธบริษัทที่ยังเป็นอย่างนี้ จะเป็นพุทธบริษัทไปไม่ได้, แต่มันก็มีอยู่มาก. ขอให้คิดดูเถอะ มันยังมีอยู่มาก. ของตกลงมาอย่างไม่น่าจะตก ก็ถือเป็นลางร้ายแล้ว วันนี้มีลางร้ายแล้ว. และขออภัยที่จะต้องเอาเรื่องที่อ่านพบในหนังสือพิมพ์ เมื่อคราวที่เป็นความกับฝรั่งเศสเรื่องเขาพระวิหาร. พวกทนายของรัฐบาลไทยนี่ วันที่จะไปฟังคำพิพากษาวันนั้นน่ะ เผอิญพอจะลงจากสำนักงานไปฟังคำพิพากษา กระจกรูปภาพทั้งกระจกมันหล่นลงมาแตกเปรี้ยงลงไปกลางพื้น. ทนายความเหล่านั้นของรัฐบาลก็ใจหายหมดว่าแพ้แน่-แพ้แน่, แพ้เขมรแน่, แล้วไปมันก็แพ้จริง ๆ, คดีเขาพระวิหารก็แพ้ แล้วก็เสียเขาพระวิหารไป. นั่นน่ะเขาก็จะคิดว่ามันจริงแล้ว, เรื่องไสยศาสตร์นี้มันก็จริงแล้ว ไม่คิดว่าบังเอิญมาพ้องกันพอดี. นี่พุทธบริษัทเรายังมีไสยศาสตร์กันมากถึงขนาดนี้.

          ทดสอบดูเถิดว่าพุทธบริษัทยังเชื่อทำนองนี้อยู่ไม่น้อย; ฉะนั้นจึงเห็นว่าเป็นปัญหาที่ควรจะจัดการ, เป็นปัญหาที่ควรจะชำระสะสาง ให้มันหมดไป ให้มันเหลือแต่ความเป็นพุทธบริษัทจริง ๆ มันมีอยู่ในเหตุผล. แต่มันก็น่าเห็นใจที่ว่าเรื่องไสยศาสตร์นี้มันมีกำลังมาก; เพราะมันมาจากกำลังของความโง่ทั้งหมดที่ได้รับสืบติดต่อกันมาในสายเลือด มันทั้งมากและทั้งลึก. เรื่องของสติปัญญาไม่ได้รับการสะสมหรือสืบทอดกันมาในทำนองนั้น; แต่มันก็จำเป็น, มันก็จำเป็นที่ว่าต้องมีไสยศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในบุคคลปฏิบัติสิ่งที่ควรจะปฏิบัติ. ถ้าไม่พูดไว้ในรูปไสยศาสตร์ เขาไม่เชื่อ เพราะเขาไม่มีทุนสำหรับโง่, ต้องพูดไว้ในรูปไสยศาสตร์ที่น่ากลัว, มันไปเข้ากันพอดีกับความงมงายที่เขาสะสมมาไว้นานสืบต่อกันมานาน.

          ยกตัวอย่างเช่นว่า ถ้าบอกเด็ก ๆ ว่า อย่าเอาขันไปรองน้ำ ที่น้ำลงมาตามรางนั้นฟ้ามันจะผ่า อย่างนี้เด็กเชื่อแล้วก็ไม่ทำ. ถ้าเพียงแต่บอกว่า อย่าเอาขันไปรองน้ำที่น้ำลงมาตามรางนั้น ขันมันจะหลุดมือแล้วตกแตก; ถ้าพูดอย่างนี้เด็ก ๆ มันไม่สนใจ, เด็ก ๆ ไม่เห็นเป็นสิ่งที่สำคัญหรือว่าน่าหวาดเสียวอะไร. นี่ประโยชน์บางอย่างของความงมงายมันกลับมีเป็นอย่างนี้; ดังนั้นไสยศาสตร์มันก็ยังคงมีที่อาศัยอยู่ในโลกอยู่ในจิตใจของมนุษย์ปุถุชนซึ่งมีความงมงาย. ไปคิดดูเอาเองเถอะ ยังมีอะไรอีกหลายเรื่องหลายราว ที่ต้องพูดไว้ในลักษณะที่เป็นไสยศาสตร์น่ากลัว เพราะพิสูจน์ไม่ได้แล้วมันก็ยิ่งน่ากลัว, คนจึงประพฤติปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างมา เป็นประโยชน์ จนถึงชั้นหลังนี้ก็มี. เรื่องต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์, เรื่องอะไรศักสิทธิ์, เรื่องจะรักษาอะไรไว้โดยความเป็นของศักดิ์สิทธิ์นี้ มันดีกว่าที่จะพูดตรง ๆ ว่ามันมีประโยชน์.

ขึ้นด้านบน

ความกลัวอย่างงมงายทำให้คนเชื่อไสยศาสตร์.

 

สยศาสตร์จึงคู่กันมากับมนุษย์ปุถุชน ผู้ยังมีความงมงายและความกลัวเป็นเจ้าเรือน สองอย่างบวกกันอยู่ คือ ต้องมีความกลัวอย่างงมงาย ไสยศาสตร์จึงจะเป็นผลขึ้นมาได้. ส่วนนี้มันก็ดีอยู่, ถ้ามองกันในส่วนนี้ก็ดีอยู่. ยกตัวอย่างเช่นว่าไม่เนื้อดีเช่นไม้ตะเคียนเป็นต้น ต้องหลอกว่ามีผี, ต้องบอกโดยหลักไสยศาสตร์ว่ามีผี มีเทวดาอะไรก็ตาม ไปตัดเข้าแล้วจะตาย, แล้วไม้ตะเคียนก็เหลืออยู่มาก. พอมาถึงสมัยที่คนไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์, ไม้ตะเคียนมันก็หมดไปก่อน เพราะว่ามันเป็นไม้ที่ดี อย่างนี้เป็นต้น. มันเลยเข้าใจยาก ว่าไสยศาสตร์นี้มันดีหรือไม่ดี จะต้องเป็นไปในหลักว่า ถ้ารู้จักใช้เป็นประโยชน์มันก็ดีเหมือนกัน; เพราะฉะนั้นมันยังเลิกไม่ได้, มันจะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นเท่านั้นเอง.

          คนเรายังมีความกลัว โดยเฉพาะกลัวตาย ถ้าใครมาบอกว่า มันป้องกันได้ ช่วยไม่ให้ตายได้ แล้วก็ยินดีรับถือทันที, ไม่ต้องพิจารณาอะไรกันมากมาย เพราะความกลัวตายมีมาก. ฉะนั้นจึงรับเอาไสยศาสตร์ได้โดยง่าย. ทีนี้เรื่องทางจิตนี้ มันก็มีความเกี่ยวข้องกัน; เพราะว่าเราอาจจะสร้างหลักของไสยศาสตร์ ด้วยการอบรมจิตให้เดินไปทางนั้น ให้มีความคิดนึกเชื่อถือกันมากขึ้น ๆ ในทางนั้น, มันก็เกิดอำนาจจิตพอที่จะทำให้คนใจอ่อนรู้สึกว่า จริงไปตามนั้นมากมาย. แม้ที่สุดแต่การเสกเป่าทั้งหลาย มันก็ทำให้เด็กหยุดร้องไห้ได้ ด้วยอำนาจของจิต, เพราะว่ามันระงับความเจ็บปวดไปได้ อย่างน้อยก็ชั่วครั้งชั่วคราวจริงเหมือนกัน. ฉะนั้นไสยศาสตร์จึงต้องมีไว้ สำหรับคนที่ยังมีพุทธศาสตร์ไม่ได้. พูดอย่างนี้มันรุนแรงมาก ขอให้ฟังดู ไสยศาสตร์ต้องเก็บไว้ให้บุคคลที่ยังมีพุทธศาสตร์ไม่ได้; แต่ว่าใครสามารถจะมีพุทธศาสตร์ได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไสยศาสตร์ เพราะมันเลื่อนชั้นขึ้นไปเสียแล้ว.

          แต่ถ้ามาดูในขั้นเด็ก ๆ หรือว่าคนที่ยังไม่มีความรู้ธรรมะมากพอ มันก็ยังจำเป็นอยู่ ที่จะดึงเขาไปในทางที่ถูกที่ดี โดยเอาหลักเชื่องมงายนี้เป็นเครื่องมือ; แต่จะเป็นตลอดไปไม่ได้, เป็นเครื่องมือในขั้นต้น แล้วก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงให้มันถูกทางถูกเรื่อง แล้วก็ดีต่อไปได้ เปรียบเหมือนกับว่ายาแก้ปวด ปวดหัวปวดฟันอะไรก็ตามเถอะ มันเป็นเพียงแก้ปวด, เมื่อเหลือทนเข้า มันก็จำเป็นที่จะต้องใช้. แต่มันจะหายโรคเพราะกินยาแก้ปวดไม่ได้, มันต้องไปกินยาหรือรักษาที่ตัวโรคโดยตรง. จะปวดท้องหรือปวดศีรษะหรือปวดอะไรก็ตามเถอะ ที่มันมีอาการปวด เราก็กินยาแก้ปวด, แก้ปวดกันไปทีก่อน เพราะมันเหลือทน; ครั้นหายปวดแล้ว ก็ต้องจัดการแก้ไขตัวการของโรคนั้น ให้โรคนั้นหายไป, แล้วมันจะก็ไม่ปวดอีก ถ้าไม่จัดการกับตัวโรคโดยตรงให้หายไปมันก็ปวดอีก. มันก็กินยาแก้ปวดกันไม่รู้จักจบจักสิ้น, บางคนก็เสพติดกลายเป็นเสพติดยาแก้ปวด กินทุกวัน ๆ อย่างนี้ก็มี.

          นี่มันเปรียบได้กันกับว่า เรื่องไสยศาสตร์มันก็มีประโยชน์ในทำนองยาแก้ปวด, คนก็เลย ติด ๆ, ติดยาแก้ปวดไสยศาสตร์กันตลอดชีวิต. นี้ก็เรียกว่า ไม่อาจจะเข้าถึงความจริงของธรรมะ คือไม่เป็นพุทธบริษัท. แต่เนื่องจากมันแฝดกันอยู่อย่างนี้ ดังนั้นเราก็ต้องพยายามศึกษาพร้อม ๆ กันไป ให้มีความเข้าใจถูกต้องว่า เป็นพุทธอย่างไร, เป็นไสยอย่างไร. ถ้ายังจำเป็นที่บางคนจะต้องอาศัยไสยศาสตร์ก็ทำไปก็ได้ มันจึงดีกว่าไม่ทำละมั้ง, มันจะดีกว่าไม่ทำละมั้ง เพราะคำว่าไสยะ-ไสยะนี้มันก็แปลว่าดี. ไปถามนักบาลีดูเถอะคำว่าไสยะ, ไสยะ มันแปลได้สองอย่าง คือแปลว่าดีกว่าอย่างหนึ่งและแปลว่าหลับอยู่อย่างหนึ่ง.

          ถ้าไสยศาสตร์หมายถึงศาสตร์ที่ดีกว่า มันก็ดีกว่าไม่มีอะไรเสียเลย, มันดีกว่าไม่มีอะไรเสียเลย, ดีกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเสียเลย; มันตั้งต้นมาตั้งแต่สมัยคนป่า แรกมีมนุษย์ขึ้นมาในโลกมีคนป่าคนแรกที่จะรู้อะไรบ้าง, รู้เรื่องที่คนธรรมดาไม่รู้ คนนั้นก็กลายเป็นคนเก่งขึ้นมา แนะนำผู้อื่นให้รู้อย่างที่เขารู้ แล้วก็เป็นที่พอใจด้วยกัน; เพราะฉะนั้นมันจึงมีความหมายว่าดีกว่าไม่รู้. ไสยศาสตร์นี้มีความหมายว่า ดีกว่าไม่รู้อะไรเสียเลย; แต่มันไม่ใช่เป็นความรู้ที่ถูกต้องถึงที่สุด เพราะว่ามันยังมีความหมายอีกคำหนึ่งว่า ยังหลับอยู่. ไสยะแปลว่าหลับอยู่ พุทธะแปลว่าตื่น ไสยะแปลว่าหลับอยู่มันรู้พอแก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นได้; แต่แล้วมันก็ยังอยู่ในลักษณะที่หลับอยู่ยังไม่ได้ตื่น ยังไม่ได้ลืมตา. เช่นเดียวกับเรื่องกินยาแก้ปวด มันรู้แต่เพียงกินยาแก้ปวด ก็ดีกว่าที่ไม่กินยาอะไรเสียเลย; แต่มันยังไม่รู้ถึงขนาดที่จะตัดต้นเหตุของโรคโดยตรงที่ทำให้ปวดนั้น ยังไม่รู้เลย, มันจึงเป็นศาสตร์ที่ยังหลับอยู่.

          ทีนี้ต่อมาความรู้มันเจริญขึ้น ๆ จนรู้อะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร มันจึงเป็นเหมือนกับว่าตื่น-ตื่นจากหลับ คือพุทธศาสตร์ มีเหตุผลไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา, มีเหตุผลชัดเจน แก้ปัญหานั้น ๆ ได้ ก็เลยกลายเป็นพุทธศาสตร์ขึ้นมาอีกระบบหนึ่งต่างหาก. ศาสตร์หนึ่งยังหลับอยู่, ศาสตร์หนึ่งตื่นแล้ว ลืมตาแล้ว ตื่นจากหลับแล้ว มันก็เป็นคู่กันมาอย่างนี้.

          ทีนี้คนที่จะเข้าถึงพุทธศาสตร์นั้น มันต้องมีอะไรที่ได้ฝึกฝนอบรมมาพอ; เดี๋ยวนี้มันไม่มีอย่างนั้น เพราะว่าพอเด็ก ๆ เกิดขึ้นมา ก็สอนไปในทางให้ยึดถือไสยศาสตร์, เด็ก ๆ คลอดออกมาจากท้องแม่ มันได้รับคำสั่งสอนเป็นไปในทางไสยศาสตร์ให้กลัวสิ่งที่ไม่ต้องอธิบาย. อย่างบอกเด็กว่าอย่าร้องตุ๊กแกจะกินตับ นั่นแหละคือ ก ข ก กา ของไสยศาสตร์, เด็กได้รับคำสั่งสอนไสยศาสตร์มาอย่างนี้มากขึ้น ๆ มากขึ้น จนไม่รู้กี่เรื่องกี่สิบเรื่องกี่ร้อยเรื่อง. ความคิดของเด็ก ๆ กระทั่งเป็นวัยรุ่น กระทั่งเป็นหนุ่มสาว มันก็ยังเหลืออยู่ สำหรับที่จะไม่มีเหตุผลในสิ่งที่มีเหตุผล, เอาแต่เชื่อตามที่บอกกัน มานั้นก็ลุกลามออกไป เป็นความงมงายที่กว้างขวางออกไป. เมื่อมันไปตรงกันกับสิ่งที่ตนต้องการอย่างยิ่งอยู่ด้วย มันก็ตะครุบเอาเลย. เช่นว่าเสกน้ำล้างหน้าอย่างนี้ ๆ เสกคาถาอย่างนี้ แล้วมันจะสวยแล้วคนมันจะรัก, หรือว่าทำอย่างนี้จะชนะน้ำใจคนนั้น, เรื่องเสน่ห์เรื่องยาแฝดเรื่องอะไรต่าง ๆ มันก็เกิดขึ้น แล้วก็มากมาย ในหมู่คนที่ไม่ได้รับการศึกษาธรรมะอย่างถูกต้อง; แม้ในหมู่คนที่เรียกว่าอยู่ในบ้านเมืองที่เจริญแล้ว แต่ไม่มีโอกาสจะศึกษาธรรมะ, แม้ในบ้านเมืองที่เจริญแล้ว มันก็ต้องเป็นบ้านเมืองไสยศาสตร์ทั้งนั้น.

          ที่กรุงเทพฯ นั่นแหละไปดูให้ดีเถอะ ซึ่งไม่มีโอกาสจะศึกษาธรรมะ แล้วไสยศาสตร์มันก็ยึดครอง; เพราะฉะนั้นเรื่องไสยศาสตร์มันจึงมีที่กรุงเทพฯ มากกว่า. อย่างเห็นได้ง่าย ๆ เช่นเรื่องศาลพระภูมินี้ บ้านนอกหาดูยาก ในกรุงเทพฯ เต็มไปหมด. ครั้งหนึ่งบ้านนอกไม่มีศาลพระภูมิเหลืออยู่สักศาลเดียว แล้วที่กรุงเทพฯ เขานำกันขึ้นมาอีก จนเต็มกรุงเทพฯ ล้นกรุงเทพฯ แล้วก็มาถึงบ้านนอก ศาลพระภูมิที่เคยหายไปแล้วก็กลับมาอีก คิดดูเถอะว่า มันไม่ใช่ว่าอยู่ที่เมืองที่มันเจริญแล้ว มันจะไม่มีไสยศาสตร์ เมืองที่เจริญนั้นน่ะยิ่งจะมีไสยศาสตร์; เพราะความเจริญของคนชนิดนั้น มันต้องการอะไรมาก, มันมีความต้องการ-ต้องการขึ้นสมอง พอใครมาบอกว่าอย่างนี้จะได้ตามต้องการ ก็ตะครุบเอาทันที. ฉะนั้นคนที่มีความคิดแต่ว่าต้องการ, ต้องการจะมีมาก จะเจริญนั่นแหละ มันจึงรับเอาไสยศาสตร์ได้ง่าย. ส่วนคนที่ไม่ต้องการอะไรนักหรือไม่ใคร่ต้องการอะไร ก็ไม่มีไสยศาสตร์, โดยเฉพาะพวกที่ไม่ต้องการอะไรเลยจะไม่มีไสยศาสตร์ เช่นพระอรหันต์อย่างนี้ จะไม่มีไสยศาสตร์ เพราะท่านไม่ต้องการอะไรเลย.

ขึ้นด้านบน

พุทธบริษัทยังถือไสยศาสตร์อยู่ ต้องรู้จักละเสีย.

นี่  

พุทธบริษัทเรายังแตกแยกกันอยู่เป็นสองชนิด; พุทธบริษัทชนิดไสยศาสตร์เต็มอัดอยู่ก็มี, พุทธบริษัทที่หมด ค่อย ๆ หมดไปจากไสยศาสตร์ อย่างนี้ก็มี, จึงเป็นเรื่องที่จะต้องเอามาพูด ในฐานะเป็นปัญหาของพุทธบริษัทโดยตรง. ถ้าไสยศาสตร์ไม่ถูกละไป ก็เป็นอันว่าไม่มีทางที่จะเข้าถึงความเป็นพระอริยบุคคล ความเป็นพระอริยบุคคลขั้นต้นขั้นแรกที่สุดนั้น ต้องละไสยศาสตร์.

          พวกที่เรียกนักธรรมมาแล้วย่อมรู้ดีว่า ขั้นแรกที่สุดจะต้องละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส สามอย่างนี้ได้แล้วจึงจะเป็นพระโสดาบัน. พระอริยบุคคลขั้นต้น ต้องละไสยศาสตร์ก่อนสิ่งใด แล้วค่อยละกามราคะ ปฏิฆะ ละกามารมณ์ ละความโกรธนี้ทีหลังมาอีก, ทีหลังมาอีก เมื่อจะเป็นพระอนาคามี. ที่จะเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี ต้องละไสยศาสตร์ ที่เรียกว่าสีลัพพัตตปรามาส วิจิกิจฉาคือความลังเลสงสัยระหว่างธรรมะกับไสยศาสตร์.

          สักกายทิฏฐิ นั้นคือความโง่ตัวโต, ความโง่ตัวแรก ที่ติดมาตั้งแต่เด็ก ว่าร่างกายนี้เป็นตัวกูร่างกายนี้เป็นตัวกู คือเรื่องของอัตตาที่ต่ำมาก ที่ใหญ่มาก ที่เป็นชั้นแรกที่สุดว่า ร่างกายนี้เป็นตัวกู เขาต้องละก่อน มันก็อยู่ในลักษณะโง่แบบไสยศาสตร์ด้วยเหมือนกัน ว่าร่างกายนี้เป็นตัวกู. แล้ววิจิกิจฉา ไม่รู้จะเอาฝ่ายไหนดี นั้นมันก็เป็นไสยศาสตร์ พอสีลัพพัตตปรามาสทุกอย่าง เป็นทุกข้อแล้วก็เป็นไสยศาสตร์ : คือปฏิบัติศีล ก็ดี วัตรทั้งหลายก็ดี อย่างไม่มีเหตุผล, อย่างผิดตรงกันข้ามจากความหมายเดิม ความหมายเดิมที่แท้จริงเป็นอย่างไร ปฏิบัติผิดไปจากความหมายเดิมทุกอย่าง. จะรักษาศีลก็ไม่ใช่เพื่อกำจัดกิเลสดอก; เพื่อให้ได้ผลเป็นกำไรเป็นอะไร หรือว่าหมดบาปชนิดที่เอาน้ำมาอาบ, ยังได้ยินพูดกันอยู่ในที่บางแห่งว่า พระไปลงปาติโมกข์ แล้วตัวก็เกลี้ยงเหมือนอาบน้ำขัดสบู่, นี้มันก็เป็นไสยศาสตร์.

          ความคิดอย่างนี้ความเชื่ออย่างนี้ เขาว่าไปลงโบสถ์แล้วก็เหมือนกับอาบน้ำเกลี้ยงนี้ ไม่รู้ว่าลงโบสถ์นั้นคือทำอะไร, ทำอย่างไร ในความหมายของคำว่าลงอุโบสถ; ถ้าไปรู้ความจริงมันก็ไม่พูดอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้พูดตาม ๆ กันมาโดยโวหารทางไสยศาสตร์ว่าไปลงโบสถ์เหมือนกับไปอาบน้ำให้ตัวเกลี้ยงเสียวันหนึ่ง มันก็ดีเหมือนกันแหละ; แม้จะไปลงโบสถ์ด้วยความคิดที่งมงายอย่างนั้น ก็ดีเหมือนกันเพราะมันจะได้ไปลง, ดีกว่าไม่ไปลง, ไปลงหลาย ๆ หนเข้า มันก็ค่อย ๆ รู้อะไรเป็นอะไร-อะไรเป็นอะไร มันก็ค่อยเข้าแนวเข้าร่องเข้ารอยที่ถูกต้องต่อไปอีก.

          นี่ขอให้ดูเถอะว่าแทบจะทุกเรื่องไปเลย มันเข้าแทรกแซงอยู่ในชีวิตจิตใจของบุถุชน จนฝังตายตัวไปจนตาย : เรื่องทำบุญ ทำทาน ทำกุศลอะไร ก็มีอยู่มากที่ต้องฝากไว้ในไสยศาสตร์ หรืออย่างน้อยก็ว่าเกือบจะเป็นไสยศาสตร์ เพราะว่าเป็นเครื่องจูงมาง่าย, จูงมาให้ร่วมมือกันกระทำนี้ มันง่ายกว่าที่จะพูดตรง ๆ

ขึ้นด้านบน

ศึกษาให้รู้จักไสยศาสตร์ตั้งแต่สมัยคนป่าจนปัจจุบัน.

นี้  

เราต้องการจะดีขึ้น, หมายความว่าจะรู้มากขึ้น จะรู้อะไรมากขึ้น มันก็ต้องมีการชำระสะสาง; ถ้ามิฉะนั้นมันก็จะเป็นมนุษย์ที่ไม่เคยเลื่อนชั้น, มันจะเป็นเหมือนกับมนุษย์สมัยคนป่า ที่เขาบัญญัติอะไรไว้มาก. คนป่านี้บัญญัติเรื่องทางไสยศาสตร์ไว้มาก นับเป็นร้อย ๆ ข้อ เป็นพัน ๆ ข้อ แล้วก็เหลือมาอยู่จนทุกวันนี้; แม้สุดแต่ว่าอย่าไปลอดราวตากผ้า มันอะไรก็ไม่รู้ มันใช้คำที่น่ากลัวมาก, แล้วคนก็ไม่กล้าลอดราวตากผ้า, โดยเฉพาะของผู้หญิงที่มีโลหิตระดู นี้มีอยู่ในคำสอนของคนป่าสมัยโน้นแล้วทั้งนั้นแหละ.

          คนสมัยนี้อย่าอวดดีไปเลย เขาเรียกกันเป็นภาษาอะไรก็ไม่ทราบ เรียกว่า ตาบู-ตาบู, ลัทธิตาบู, ลัทธิที่เป็นลักษณะอย่างนี้ ที่คนป่าสมัยโน้นเขาค้นพบ แล้วเขาสอนกันมานับด้วยร้อย ๆ ข้อมาแล้วนะ เขามีกันมาแล้ว, นั่นแหละคือระบบไสยศาสตร์; ไม่ต้องอธิบาย ห้ามไม่ให้ถาม เรียกว่าต้องการให้เชื่อเท่านั้นแหละ, ต้องการให้เชื่อเท่านั้น แล้วก็เชื่อกันมาเชื่อกันมา จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังมีเหลืออยู่มาก. ถ้าใครมาทำกันเพียงเท่านี้ คนนั้นก็กลับไปเป็นคนป่าสมัย โน้น, แล้วเราจะเป็นพุทธบริษัทกันอย่างไร.

          นี่คิดดูเถอะ เราจะเป็นพุทธบริษัทกันอย่างไรเล่า? เราจะนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์กันอย่างไรเล่า? จะเชื่อกรรมได้อย่างไร, จะเชื่ออิทัปปัจจยตาได้อย่างไร, ถ้ามันยังถือ อย่างนั้น; จึงเห็นว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมาก ที่ต้องเอาขึ้นมาพิจารณา เพื่อความเป็นพุทธบริษัทของเรา จะได้สะอาดขึ้น จะได้บริสุทธิ์ขึ้น, แล้วก็จะเป็นพุทธบริษัทกันได้โดยแท้จริง. นี่จึงเอามาพูดเรื่องว่ามัน เนื่องกันกับจิตตภาวนา.

ขึ้นด้านบน

เปรียบเทียบความต่างของพุทธกับไสย.

จิ  

ตตภาวนาที่กระทำไปผิด ดำเนินไปผิด ย่อมส่งเสริมไสยศาสตร์ ทั้งนั้น; แม้เรื่องฤทธิ์ เรื่องเดชเรื่องปาฏิหาริย์ มันก็เป็นส่วนที่เดินไปออกนอกลู่นอกทาง, ทำให้เกิดมีฤทธิ์มีปาฏิหาริย์ ชนิดที่เป็นเครื่องดึงดูดเท่านั้น. พูดกันง่าย ๆ ว่า ถ้ามันเป็นของจริง มันก็ไม่ต้องรบกวนใครซิ, คนที่มีฤทธิ์มีเดชมีปาฏิหาริย์ ก็แสดงปาฏิหาริย์ มีข้าวกินทุกวัน ๆ โดยไม่ต้องทำนาซิ, ถ้ามันมีฤทธิ์มีปาฏิหาริย์มันก็ เนรมิตบ้านเรือน โบสถ์ วิหาร ศาลาขึ้นได้ใช้เต็มไปหมด โดยไม่ต้องไปเที่ยวเรี่ยไรชาวบ้านซิ. นี่ฤทธิ์ปาฏิหาริย์มันไม่จริง; แม้บางคราวพระพุทธเจ้าก็ต้องฉันข้าวตามเลี้ยงม้า, มันไม่แก้ปัญหาได้ด้วยฤทธิ์และปาฏิหาริย์.

          ฉะนั้นเราจึงดู ว่าไสยศาสตร์มีขอบเขตอยู่เพียงไร, จะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เพียงไร, แล้วหมดอำนาจสิ้นอำนาจเพียงแค่ไหน, จะต้องทำให้ดีต่อไปอย่างไร, นั่นแหละจึงจะเรียกว่าแก้ปัญหา ต่าง ๆ เกี่ยวกับไสยศาสตร์ได้ลุล่วงไป; นับตั้งแต่ว่ามันดีกว่าไม่มี, มันดีกว่าไม่มี ก็ทำไปอย่างที่ดีกว่า ไม่มี แต่มายังหลับอยู่. ทีนี้ทำให้ตื่นจากหลับ ก็มาเป็นสิ่งที่เป็นพุทธศาสตร์ที่พึงปรารถนา ฉะนั้นไสยศาสตร์คือดีกว่าไม่มี แต่ยังหลับอยู่ ต้องทำให้ตื่นลืมตาขึ้นมา จึงจะเป็นพุทธศาสตร์, แล้วก็เลิกไสยศาสตร์กันได้. ดังนั้นพระอริยเจ้าจึงไม่มีไสยศาสตร์เหลืออยู่ในจิตใจของท่าน แม้แต่นิดเดียว, บุถุชนมีอวิชชาความโง่ มีตัณหา ความอยากได้ สองอย่างเท่านี้พอแล้ว ที่จะรับเอาไสยศาสตร์, เป็นปัจจัย เป็นเดิมพันที่จะรับ เอาไสยศาสตร์ ก็คืออวิชชาและตัณหานั่นเอง.

          ปัญหาเกิดขึ้นเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ก็คือจะทำให้งมงายอยู่ที่นั่น งมงายอยู่ที่นั่น เลื่อนชั้นขึ้นมา ไม่ได้ ตลอดเวลาที่ยังไม่เป็นพุทธศาสตร์. พุทธะแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน; คำแปลนี้ดีที่สุด ในบรรดาที่ได้เลือกสรรแล้ว : พุทธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี้ เป็นคำแปลที่ถูกต้องที่สุด ครบถ้วนที่สุด สมบูรณ์ที่สุด ขอให้ช่วยจำไว้ด้วย. ดูลักษณะที่เป็นผู้รู้ แล้วก็ผู้ตื่นจากหลับ แล้วก็ผู้เบิกบาน นี่มันไม่มีไสยศาสตร์เหลืออยู่ที่ตรงไหน; อย่างนี้จึงจะเป็นพุทธบริษัทไม่ใช่พวกไสยศาสตร์ ถ้าว่ามันเต็มไปด้วยไสยศาสตร์ มันก็เป็นโลกที่หลับอยู่, เป็นโลกที่หลับอยู่ด้วยไสยศาสตร์. ฉะนั้นเมื่อไสยศาสตร์มันค่อยจางไป ๆ พุทธศาสตร์ค่อยเข้ามาแทนที่ ๆ ที่โลกนี้นั้นจึงเป็นโลกที่ตื่นจากหลับแล้วก็ค่อย ๆ ลืมตา ลืมตาขึ้นมา เป็นโลกของพุทธศาสตร์, นั่นแหละคือความก้าวหน้าทางจิตใจของมนุษย์ มนุษย์มีความก้าวหน้าทางจิตใจ ค่อย ๆ ลืมตาจากไสยศาสตร์มาสู่ความเป็นพุทธศาสตร์; ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว ก็คือเป็นมนุษย์ที่หลับตา อยู่ที่นั่น ไม่มีความก้าวหน้าทางจิตใจเสียเลย.

          ขอให้พิจารณาแยกแยะดูให้ละเอียด แล้วก็เปรียบเทียบกันดูให้ละเอียด, ให้เปรียบเทียบอย่างถูกต้องอย่างยุติธรรม, ให้เห็นความแตกต่างระหว่างพุทธศาสตร์ และไสยศาสตร์อยู่เสมอ. ถ้าพูดให้ สั้นๆ ก็พูดว่า ศาสตร์หลับกับศาสตร์ตื่น, ศาสตร์ที่หลับกับศาสตร์ที่ตื่น, บุคคลที่หลับกับบุคคลที่ตื่น มันต่างกันอย่างไร, นั่นแหละการเปรียบเทียบที่ดี ที่แท้จริง ระหว่างไสยศาสตร์กับพุทธศาสตร์. ไสยศาสตร์ไม่ต้องใช้ปัญญา พุทธศาสตร์ต้องใช้ปัญญา มันต่างกันเท่าไรเล่า? พุทธศาสตร์ต้องมีปัญญา ต้องใช้ปัญญา เป็น ปัญญาในธรรมะ-ธรรมปัญญา, ส่วนไสยศาสตร์ไม่เกี่ยวกัน ไม่ต้องใช้ปัญญา ไม่ต้องมีปัญญา ไม่ต้องมีปัญญาในธรรมะ. นี่เปรียบเทียบกันดูซิ มันมีแต่ความเชื่อ, ไสยศาสตร์มันมีแต่ความเชื่อ; พุทธศาสตร์มันจะต้องมีปัญญา แล้วความเชื่อถ้าจะมีก็มีมาหลังปัญญา. พุทธศาสตร์ตั้งต้นด้วยปัญญา ไสยศาสตร์ตั้งต้นด้วยความเชื่อ นี่มันต่างกันเท่าไร, ต่างกันอย่างไร, ก็ลองเปรียบเทียบดูต่อไป.

          อย่างหนึ่งตั้งต้นด้วยความเชื่อ, อย่างหนึ่งตั้งต้นด้วยปัญญา ถ้าเป็นไสยศาสตร์ ต้องตั้งต้นด้วยความเชื่อ ชนิดที่ไม่ต้องการปัญญา มันก็ตันอยู่ ติดตันอยู่ในความเชื่อ ไม่ต้องมีปัญญา, ไม่ต้องการให้ถาม ไม่ต้องการอธิบายด้วยเหตุผล ให้เชื่ออย่างเดียว. ส่วนพุทธศาสตร์นั้นมีปัญญา ต้องตั้งต้นด้วยปัญญา ถ้าความเชื่อจะมีมา ต้องมีมาหลังจากที่ปัญญาเป็นไปอย่างสมบูรณ์แล้ว, ปัญญาถูกต้องและสมบูรณ์แล้วเกิด ความพอใจที่จะเชื่ออย่างไร ก็เชื่อได้เหมือนกัน. มันมีความเชื่อเหมือนกัน แต่มันเป็นความเชื่อคนละแบบ อันหนึ่งเชื่อด้วยศรัทธา เขาว่าอย่างไรก็เชื่ออย่างนั้น, เขาว่าอย่างไรก็เชื่ออย่างนั้น. เขาแสดงปาฏิหาริย์ให้ดูอย่างไรก็เชื่ออย่านั้น, ความเชื่ออย่างนั้นมันเป็นอย่างนั้นมา. ทีนี้ความเชื่อที่ว่าต้องมีปัญญา รู้เหตุรู้ผลรู้อะไร ตามกฎเกณฑ์แห่งเหตุปัจจัย แล้วก็จึงเชื่อว่า เออ, มันเป็นอย่างนี้จริง ความเชื่ออย่างนี้ มันเป็นความเชื่อชนิดที่มีสัมมาทิฏฐิ; ความเชื่ออย่างโน้น มันเป็นความเชื่อด้วยมิจฉาทิฏฐิ นี่ลองเอาเปรียบกันดูเถอะ ว่ามันต่างกันอย่างไร.

          พุทธศาสตร์มีปัญญาเป็นเดิมพัน, ไสยศาสตร์มีศรัทธาเป็นเดิมพัน; ถ้าจะมีความเชื่อหรือมีศรัทธาด้วยกัน มันก็เป็นความเชื่อที่ต่างกัน คือความเชื่อที่มีมาโดยไม่มีปัญญา, กับความเชื่อที่มีมาโดยต้อง มีปัญญาสมบูรณ์เสียก่อน.

ขึ้นด้านบน

เหตุผลที่มนุษย์ถือไสยศาสตร์ได้โดยง่าย.

ที  

นี้เรามาดูความลึกซึ้ง ความยุ่งยากลำบาก ในการทีจะสะสางปัญหาเหล่านี้. ทำไมมันจึงง่ายที่จะมีไสยศาสตร์? ตั้งปัญหาขึ้นมาอย่างนี้ก็แล้วกัน ว่าทำไมมันจึงง่ายที่จะมีไสยศาสตร์? แล้วทำไมมนุษย์เราจึงเต็มไปด้วยไสยศาสตร์ นี้ก็เป็นสิ่งที่มีเหตุผลซ่อนเร้นอยู่อย่างลึกลับ พอสมควรทีเดียว, จะต้องพิจารณากันอย่างละเอียดลออพอสมควร จึงจะมองเห็นได้.

          ข้อแรกนี้ ไสยศาสตร์ นั้นมีหลักเกณฑ์เข้ากันได้ กับสัญชาตญาณที่ไม่รู้อะไร ของสัตว์ที่ยังไม่รู้อะไร, มันเข้ากันได้กับอวิชชาความไม่รู้อะไร ที่สัตว์มีอยู่ในสันดานพื้นฐาน คือสัตว์เกิดมาไม่รู้อะไร ยังไม่รู้อะไร ไม่มีปัญญาวิมุติ ไม่มีเจโตวิมุติ, ไม่มีความรู้เรื่องปัญญาวิมุติ เจโตวิมุติมาแต่ในท้อง เด็กมันก็เหมาะที่จะรับไสยศาสตร์.

           ทีนี้ ข้อที่สอง ไสยศาสตร์นี้เหมาะแก่สัญชาติญาณของการพึ่งผู้อื่น พึ่งผู้อื่น ให้ผู้อื่นช่วยคือ เด็ก ๆ พอคลอดมาจากท้องมารดา มันก็มีคนช่วยมาตั้งแต่แรกคลอดออกมา. แรกออกจากท้องมารดาจนตลอดเวลามีผู้อื่นช่วย, แล้วสัญชาตญาณที่ยังมีอวิชชา มันก็ไม่มีความรู้ที่จะช่วยตัวเอง มันมีความรู้แต่จะให้ผู้อื่นช่วย, นี้เรื่องของไสยศาสตร์มันเข้ารูปกันพอดี. ไสยศาสตร์นี้ต้องผู้อื่นช่วย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย สิ่งซึ่งเราไม่อาจจะรู้ได้ว่าเป็นอะไรนั่นแหละจะมาช่วย, คือไสยศาสตร์; มันก็เข้ากันได้พอดีกับสัญชาตญาณเดิม ๆ ของสัตว์ ที่มันไม่รู้อะไร, และหวังอยู่แต่ว่าจะให้ผู้อื่นช่วย. เราจึงคลอดออกมาจากท้องแม่ เหมาะสมที่จะรับเอาไสยศาสตร์, ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร มันเป็นธรรมชาติธรรมดาอย่างนั้น, คลอดออกมาจากท้องแม่ มันก็มีความเหมาะสมที่จะรับเอาไสยศาสตร์. มันพอดีกันแหละ พอออกมาพบกับสิ่งที่เหมาะสมกัน มันก็รับเอา. ฉะนั้นคนเราจึงมีความรู้ความเชื่อความยึดถือแบบไสยศาสตร์เรื่อย ๆ มา ตามที่ว่าคนข้าง เคียงเขาแวดล้อมให้, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำที่ใช้ขู่เด็ก ๆ ว่าจงทำอย่างนั้นนะ ไม่ทำอย่างนั้นจะเป็นอย่างนั้นนะ แล้วเป็นไสยศาสตร์ทั้งนั้น.

          ทีนี้ ข้อที่สามก็คือว่า ไสยศาสตร์นี้ลงทุนน้อย มันเหนื่อยน้อย แล้วมันง่ายกว่ากันมาก. ไสยศาสตร์นี่ลงทุนน้อย ลงทุนน้อย พิธีไสยศาสตร์ลงทุนน้อย : เอาอาหารใส่เปลือกหอยสักนิดหนึ่ง ไป วางไว้จ้างเทวดาช่วยทำอะไรก็ได้ มันลงทุนน้อย, อะไรก็ลงทุนน้อยเรื่องของไสยศาสตร์ มันเป็นค้ากำไรเกินควร แล้วมันเหนื่อยน้อยนี่; เพราะเขาบอกแต่ว่าทำอย่านี้ สวดอย่างนี้ พูดอย่างนี้ ภาวนาอย่าง นี้ มันเหนื่อยน้อย มันลงทุนน้อย, แล้วมันก็ง่ายกว่า ทำได้ง่ายกว่า ให้ว่าคาถาอย่างนี้ไม่กี่บรรทัด เดี๋ยวก็ รวยตาย, เดี๋ยวก็ผู้หญิงตามมาเป็นพรวนเลย. เด็ก ๆ มันก็เลยเรียนคาถาอาคมกันมาก นี่มัน เป็น เรื่องที่ว่า มีได้ง่าย มีได้ง่ายสำหรับคนเรา เพราะว่ามันลงทุนน้อย มันเหนื่อยน้อย มันง่ายกว่า สำหรับคนที่ไม่รู้อะไร.

          ทีนี้ ข้อที่สี่ ไสยศาสตร์นี้ เหมาะสำหรับคนส่วนมาก ที่มีปัญญาอ่อน. คนปัญญาอ่อนคือคนไม่รู้ อะไรตามที่เป็นจริง; ไม่ใช่ปัญญาอ่อนอย่างเด็กปัญญาอ่อนที่เขาไม่มีความสมบูรณ์ทางร่างกาย; นั้นมันปัญญาอ่อนอีกชนิดหนึ่ง. เดี๋ยวนี้ปัญญาอ่อนทั่วไปของมนุษย์ ที่ว่ามันเชื่อง่าย; คนทั่วไปไม่มีปัญญา-ไม่มีปัญญามากพอก็เรียกว่าปัญญาอ่อน, มวลชนทั้งหลายในโลกนี้ ส่วนมากมันปัญญาอ่อน เพราะมันไม่ได้เรียนรู้เรื่องอะไร, ไม่ว่ามวลชนชาติไหนแหละ ชาติตะวันออกชาติตะวันตก ฝรั่งคนไทย จีน แขก ส่วนมากที่ปล่อยกันมาตามธรรมชาติแล้ว ปัญญามันอ่อน. ทีนี้ระบบไสยศาสตร์นั้น มันเข้ากันได้ง่ายกับระบบปัญญาอ่อน, ไสยศาสตร์เข้ากันได้ง่ายกับชนที่ปัญญาอ่อน. พุทธศาสตร์มันเข้ากันได้ยากกับคนที่ปัญญาอ่อน เพราะมันลึก คนจึงคว้าเอาไสยศาสตร์เข้าไว้เต็มที่, ในโลกนี้ก็คว้าเอาไสยศาสตร์กับเขาไว้เต็มที่ เพราะว่ามันเหมาะกับมวลชนที่มีปัญญาอ่อน, ข้อนี้ต้องไปดูเอเอง ว่าคนที่ถือไสยศาสตร์มีปัญญากี่มากน้อย แล้วถือเอาได้ง่ายเพียงไร, ตะครุบเอาได้โดยง่ายเพียงไร.

          ทีนี้ ข้อที่ห้าไสยศาสตร์นี้มันได้เปรียบ คือเขาห้ามไม่ให้ถาม, เขาห้ามไม่ให้ซัก, เขาห้ามไม่ให้ถาม เขาให้ยกขึ้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์, เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยส่วนเดียว ไม่ให้ถามไม่ให้วิพากษ์ไม่ให้วิจารณ์. ไม่ต้องออกชื่อก็ได้, เด็ก ๆ คนหนึ่งเขาถามว่า ก็เทพารักษ์น่ะเทพารักษ์ที่อยู่ศาลาทำด้วยไม้นี่- มันทำด้วยไม้นี่ เด็กมันก็ถาม. อ้าว, นี้มือติดอย่างนี้ช่วยใครได้ล่ะ? เทวดาเทพารักษ์จะไปช่วยใครได้ มือติดแข็งอย่างนี้ จะไปช่วยใครได้ ผู้ใหญ่เขายังตีเอาเลย, ผู้ใหญ่เขายังตีเอาเลย ว่าตั้งคำถามไม่ถูกเรื่องแล้ว, ตั้งคำถามเป็นการทำลายแล้ว, นี่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้. เมื่อมีหลักอย่างนี้ ไสยศาสตร์ก็ได้เปรียบ; พุทธศาสตร์นี่ยอมให้ถาม ยอมให้ซัก ให้ทำด้วยสติปัญญา, ส่วนไสยศาสตร์นั้น เขาให้ทำด้วยการยอมรับ ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งลึกลับสำหรับบุถุชน. บุถุชนอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ยิ่งลึกลับก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ, ยิ่งเข้าใจไม่ได้มันก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ อะไรที่เข้าใจไม่ได้เลยนั้น ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดไสยศาสตร์มันก็ได้เปรียบเรื่อยไป

          ข้อที่ หก ยังมีการกระทำที่พลิกแพลง, พลิกแพลง แม้เดี๋ยวนี้ก็เรียกว่ามีการพลิกแพลง. เขาจะเจิมพระพุทธรูป เจิมเทวรูป เจิมรูปพระเจ้าน่ะ คนชาวบ้านนี้จะไปเจิมเทวรูป เจิมรูปพระเจ้า เจิมพระพุทธรูป เจิมอะไรต่าง ๆ นี้, มันพลิกแพลง มันกลับเอาหัวลงแล้ว. นี่เรื่องของไสยศาสตร์มันก็เป็นเสียอย่างนี้, แล้วคนนั่นแหละก็สร้างขึ้นมา แล้วก็ต้องช่วยเจิมให้ ช่วยเบิกตาให้ มันจึงจะเป็นพระเจ้า เป็นเทวดา เป็นเทวรูป เป็นพระพุทธรูป เป็น อะไรขึ้นมา. นี่มันพลิกแพลงกลับไปกลับมา, มันพลิกแพลงไปตามความงมงายได้มาก, เพราะพลิกแพลงไปตามความงมงายได้มากนั้นน่ะ มันจึงเป็นสิ่งเหนียวแน่น, เหนียวแน่น ฝังลึกเข้าไปอย่าง เหนียวแน่น ถอนยากเพราะมันพลิกแพลงได้ตามความงมงาย แล้วแต่จะงมงายกันอย่างไร นี่มันก็ลงราก ลึกและเหนียวแน่นถอนยาก.นี้เราเรียกว่าความได้เปรียบตามธรรมชาติของไสยศาสตร์, ไสยศาสตร์ย่อมได้เปรียบพุทธศาสตร์อยู่โดยธรรมชาติตามธรรมชาติ เช่นที่ว่ามานี้โลกนี้มันก็เต็มไปด้วยไสยศาสตร์.

          ไม่ใช่เราจะยกตนข่มท่านนะ ฟัง ๆ แล้วเดี๋ยวจะหาว่าอาตมายกตนข่มท่าน หรือพวกเราจะสุมหัวกันยกตนข่มท่าน ข่มผู้อื่น ข่มลัทธิอื่น, ไม่ต้องคิดอย่างนั้น ไม่มีเจตนาอย่างนั้น. มันมีเจตนาแต่ว่า ทำอย่างไรมนุษย์มันจะดีขึ้น; ทำอย่างไรมนุษย์เราจะดีขึ้น, เราไม่ได้คิดยกตนข่มใคร ที่ชักชวนกันให้ พิจารณานี้ ก็เพื่อว่าทำอย่างไรมนุษย์มันจะดีขึ้นไม่ใช่อวดดีไปยกตนข่มท่าน.

          ข้อที่เจ็ด ทีนี้มันก็เหนียวแน่น มันยึดเนื้อที่ไว้ได้มาก ไสยศาสตร์นี้มันเหนียวแน่น ยึดเนื้อที่ในจิตใจของคนไว้ได้มาก มันก็เลยปนกัน. ทีนี้มันก็ปนกันเหมือนแม่น้ำสองแควไหลมาพบกันรวมกัน แควไหน มันใหญ่มาก มันมากมันก็ทำหน้าที่ได้มาก. เดี๋ยวนี้เรื่องของไสยศาสตร์ กำลังมีอิทธิพลเหนือจิตใจของมวลชน. คำว่ามวลชนนี้หมายความว่าคนทั้งหมดมาก ปัญหาก็เกิดขึ้นเต็มไปหมด, แล้วฝ่ายอันธพาลก็ได้เปรียบ ฝ่ายอันธพาลเขาถือไสยศาสตร์ เขาก็ได้เปรียบ ได้เปรียบในการที่จะยึดไสยศาสตร์นั่นแหละ เป็นเครื่องส่งเสริมกำลังใจ ให้กระทำได้อย่างลงคอ, แม้เป็นการกระทำที่เลวทรามโหดร้ายทารุณอย่างไร ก็ได้อาศัยกำลังไสยศาสตร์นี้ เป็นเครื่องส่งเสริมกำลังใจ.

          ถ้าเราจะพูดว่า ขุนแผนที่เขาสรรเสริญกันนัก เขาฆ่าลูกในท้องของเขาออกมาได้ อย่างนี้ มันด้วยกำลังอะไร? มันก็ด้วยเรื่องไสยศาสตร์, แล้วขุนแผนกลับได้รับการยกย่องนับถือ ว่าดี เก่ง นั่นน่ะ มันเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ ถ้าเขาถือพุทธศาสตร์จะทำอย่างนั้นไม่ได้ จะฆ่าเสีย แล้วเอาลูกออกมาทำอะไรอย่างที่ว่าในนิยายเรื่องขุนช้างขุนแผนนั้นไม่ได้. นี่ไสยศาสตร์มันส่งเสริมให้ทำได้ถึงอย่างนั้น ฆ่าเมียฆ่าลูกเอาลูกออกมาทำ เป็นอะไร, นี่ด้วยอำนาจอันแรงร้ายของสิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์. เดี๋ยวนี้มันก็ยังอาละวาดอยู่ในโลก เพราะจะทำอะไรรุนแรง มันก็ต้องทำด้วยความคิดที่นอกเหนือไปจากสติ ปัญญาหรือเหตุผล ต้องไปตามความยึดถือที่งมงาย มันจึงจะทำได้.

          นี่ถือพุทธปนไสยนั่นแหละ, เราก็พูดกันได้ทุกคนที่ว่าถือพุทธปนไสยนั้นจริงที่สุด, เดี๋ยวนี้ถือพุทธปนไสยอย่างปนเปกัน. ไสยศาสตร์ได้เปรียบ เพราะว่าถูกเพาะให้งอกให้เจริญขึ้นมาตั้งแต่เกิด, ตั้งแต่แรกเกิดออกมาจากท้องแม่ ก็ได้รับการเพราะเมล็ดเพาะพืช งอกงามขึ้นมาตามลำดับ, แล้วพอมา ได้รับพุทธศาสตร์ทีหลังบ้าง มันก็มีอาการปนเปกัน โดยที่ไสยศาสตร์มันก็ไม่ยอมถอยไป, มันยังยืนอยู่ มันก็เลยได้ปนกัน ระหว่างพุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์. เหมือนกับแม่น้ำสองแคว, แม่น้ำแควหนึ่งน้ำใส แม่น้ำแคว หนึ่งน้ำขุ่น, พอมาบรรจบกันเข้าก็ปนกันอย่างนั้นแหละ ในจิตใจของมนุษย์นี้มันก็มีการปนกัน ระหว่างพุทธกับไสย แล้วเราก็ถือลัทธิพุทธปนไสยกันได้โดยสะดวก.

          ทีนี้ถ้าพูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องลัทธิศาสนา ที่มาสู่เมืองไทยแผ่นดินแหลมทอง ของไทยนี้. ลัทธิไสยศาสตร์มาก่อน มาจากอินเดีย ลัทธิพราหมณ์มาก่อน มาสู่แผ่นดินนี้ก่อน, ลัทธิพุทธนี้เพิ่มมาทีหลัง ก็เลยรากฐานมันไม่ลึกเหมือนลัทธิไสยศาสตร์. ที่บ้านเมืองเราเมืองไชยานี้ สังเกตดูสักหน่อยก็จะเห็นได้ว่า หน้าวัดจะมีโบสถ์พราหมณ์ ถ้าไม่รื้อทิ้งเสียหมดคงจะมีกันทุกวัด, วัดโบรมโบราณตั้งพันกว่าปีนั้น หน้าวัดจะมีโบสถ์พราหมณ์ ที่ไว้พระนารายณ์ ไว้พระอิศวรอะไรก็ตาม, แสดงว่าคนเราถือพร้อมกันทั้งพุทธทั้งพราหมณ์. เจ้านายเขาไม่ว่า เพราะว่า ให้มันถือก็แล้วกัน, มันจะเป็นเครื่องยึดหน่วงจิตใจ ให้ทำความดี ให้ร่วมมือกับบ้านเมือง, แล้วบางทีเรื่อง ของพราหมณ์ ก็มาอยู่ในโบสถ์ของพุทธเป็นบางอย่างบางครั้งก็มี.

          เมื่อเขาขุดเจดีย์วัดแก้วนั้น เจดีย์องค์ใหญ่ในช่องกลางที่เป็นช่องประธานก็ยังพบศิวลึงค์ พบพระคเณศ ซึ่งเป็นของฝ่ายพราหมณ์ฝ่ายฮินดู รวมอยู่กับพระพุทธรูปเหล่านั้นด้วย; หมายความว่าเคยได้รับความยกย่องนับถือพร้อม ๆ กันไป เรื่องถือพุทธปนพราหมณ์ เดี๋ยวก็ไหว้เทวดาที, เดี๋ยวก็ไหว้พระพุทธเจ้าที, เดี๋ยวก็ไหว้พระเจ้านั้นทีนี้ที. ขนบธรรมเนียมประเพณีตามบ้านเรือน ก็มีออกชื่อทั้งฝ่าย พุทธและฝ่ายพราหมณ์, ถึงวันสงกรานต์ไหว้อะไรกันบ้างคิดดูเถอะ. พอถึงวันสงกรานต์จัดที่บูชาไหว้อะไรกันบ้าง? ไหว้นางสงกรานต์ ไหว้ท้าวมหาพรหม ไหว้อะไรต่าง ๆ. นี้แสดงว่าชาวพุทธน่ะเขาถือ พุทธปนพราหมณ์กันมาอย่างนี้, นี้เรียกว่าความที่ปนเปกัน.

          คำว่าศักดิ์สิทธิ์ คำว่าศักดิ์สิทธิ์นั้นมันมีความหมายหลายแง่มุม : ศักดิ์สิทธิ์อย่างพระธรรม ก็ศักดิ์สิทธิ์ไปทางหนึ่ง, ศักดิ์สิทธิ์อย่างพระเจ้า ก็ศักดิ์สิทธิ์ไปอีกทางหนึ่ง. แต่ศักดิ์สิทธิ์อย่างพระเจ้านี้เข้าใจง่าย เด็ก ๆ รับเอาได้ทันที, ถ้าศักดิ์สิทธิ์อย่างพระธรรมนี้ เด็ก ๆ เข้าใจไม่ได้ รับเอาไม่ได้ ว่า นโม ตั้งพันครั้งหมื่นครั้งแล้ว มันก็ยังรู้ไม่ได้ว่าพระพุทธเจ้าคืออะไร; แต่ถ้าว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างพระเจ้าพระอินทร์ พระพรหมพระอะไร รับได้ทันที เชื่อได้ทันที, มีความศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นในใจทันที. นี่ความศักดิ์สิทธิ์มันไม่ยุติธรรม มันยืดหยุ่นได้ แล้วแต่ใครจะผันไปทางไหน, ผันความศักดิ์สิทธิ์ไปทางไหน, มันมีความเข้าใจได้ต่าง ๆ สำหรับคำว่าศักดิ์สิทธิ์ ๆ. แล้วศักดิ์สิทธิ์ที่เด็ก ๆ เข้าใจได้ง่ายนั่นแหละมันได้ เปรียบ, เป็นเรื่องไสยศาสตร์ทั้งนั้น ที่เด็ก ๆ จะเข้าใจได้ง่ายทันที; ฉะนั้นมันจึงมีการปนกันมาก ปนกันลึกซึ้ง.

ขึ้นด้านบน

ควรรู้จักแยกพุทธกับไสยออกจากกัน.

 

นุษย์ทุกคนจะมีความคิดนึก ที่จะสร้างลัทธิของตน ตามความพอใจของตน. นี่ทุกคนช่วยสังเกตดูให้ดีว่า เราก็อยากจะมีความเชื่อระบบของเรา ซึ่งไม่เหมือนคนอื่นแหละ ก็เลยเรียกว่าลัทธิของตน-ของตน-ลัทธิของตน, ทุกคนจะสะสมลัทธิต่าง ๆ ปรับปรุงกันขึ้นมา จนเป็นลัทธิของตน ถืออยู่จนตาย มันมี โอกาสที่จะปนกันได้ เพราะไปเก็บนั่นเอามา เก็บนี่เอามา เก็บโน่นเอามา ตามที่ตนเชื่อและพอใจ อย่างไร มันก็เลือกเก็บเอามา, มารวม ๆ กันเข้า ก็เป็นลัทธิของตน. บุคคลนั้นจะถือลัทธิของตนอยู่ไปจนกระทั่งตาย, ถ้าว่าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะการรู้ธรรมะ, เพราะการบรรลุ มรรค ผล. ถ้ามันไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในการบรรลุ มรรคผล เป็นพระโสดาบันหรือเป็นอะไรเสีย ลัทธินั้นจะอยู่กับ ตนไปจนตาย มันปนกันได้อย่างนี้.

          เราชอบอะไรเราก็ไปเอาส่วนนั้นมา, ชอบอะไรก็ไปเอาส่วนนั้นมา มาหลอมกันเข้า ก็เป็น ลัทธิของตนลัทธิของเรา, อย่างนี้ไม่ค่อยเหมือนกันดอก. แต่จะเห็นได้ว่า ในลัทธิของตน ๆ ของแต่ละคนนั้น ปนกันอยู่มากหลาย ๆ อย่าง; นี้คนโดยมากโดยทั่วไปถือว่า การศึกษาไม่พอ, การศึกษาทางธรรมะไม่พอ, เขาก็เลือกผิด ๆ ถูก ๆ. เราไม่มีความรู้ทางธรรมะพอ เราก็เลือกเอาตามชอบใจ แล้วมันก็มี การปนกันได้ง่ายที่สุด จะถือลัทธิหลาย ๆ ลัทธิพร้อมกันไปได้ โดยไม่รู้สึกตัว, เมื่อหลอมกันเข้าเป็นอันเดียว แล้วก็ถือว่าลัทธินี้ของเรา เราพอใจ.

          ฉะนั้นเราจึงมีลัทธิปลอมปน เรียกว่าพันทาง ทำนองเดียวกับที่เรื่องวัตถุ. เรื่องวัตถุเดี๋ยวนี้เรามีการกินอาหาร การแต่งเนื้อแต่งตัว การอยู่บ้านอยู่เรือนปน-ปนกันหลายอย่าง : เป็นไทยบ้าง เป็นจีนบ้าง เป็นฝรั่งบ้าง เป็นแขกบ้าง, ครอบครัวบางครอบครัวหรือบ้านเรือนบางหลังไปดูเถอะ มันจะมีวัฒนธรรมปนกันอยู่มาก ๆ หลาย ๆ อย่าง เพราะคนเขาชอบ, เขาชอบไปตามความรู้สึกพอใจของ เขาความปนมันก็มีได้ง่าย. ลัทธิทางจิตใจก็เหมือนกัน พอเห็นอะไรแปลกดีก็รับเอาเข้าไว้, เห็นอะไรแปลกดีก็รับเอาเข้าไว้ เพราะฉะนั้นจึงมีลัทธิปลอมปน หรือลัทธิพันทาง อยู่มากทีเดียว.

          เมื่อมองดูในแง่นี้แล้ว มันน่าเศร้า น่าสลด น่าสังเวชใจ ที่พุทธบริษัทเราก็ยังมีเป็นส่วนมาก ที่ถือลัทธิปน, ลัทธิปลอมปน ลัทธิพันทาง จนไม่รู้อะไรเป็นอย่างไร. เอาพระเจ้าในศาสนาอื่น มาปนรวมกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างนี้ก็มี. ระวังให้ดีเถอะ บทกรวดน้ำมันเกิดขึ้นได้อย่างไร, บทกรวดน้ำน่ะดูให้ดีเถอะมันมีปนกันยุ่งไปหมด. อย่างนี้น่ากลัวว่าจะเป็นของใหม่; ครั้งพระพุทธเจ้านั้นไม่มีแน่, แม้ครั้งแรก ๆ ก็คงจะไม่มี, แล้วต่อมาโอกาสมันอำนายให้ปน-ปน ลัทธิพิธีกรรมก็ปน. การท่องพระพุทธคุณ ก็กลายเป็นอ้อนวอนของร้องของไสยศาสตร์ไปเสียนี้เรียกว่าปลอมปน.

          รวมความว่าเรากำลังถือลัทธิปน, เรากำลังถือศาสนาปน จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นทองคำ อะไรเป็นทองแดง อะไรเป็นทองเหลือง เอามาหลอมปนกันเข้า แล้วก็เป็นของเรา เราก็ไม่ได้รับ ประโยชน์จากสิ่งที่ดีที่สุด; เพราะเมื่อเราเอาทองคำมาปนกับทองแดงทองเหลืองดีบุกเป็นต้นแล้ว เราจะได้ประโยชน์จากทองคำได้อย่างไร, เพราะเราเอามาปนกันเสีย เราก็ไม่มีทางที่จะได้รับประโยชน์จากสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ ที่ดีที่สุดได้. นี่พยายามกันสักหน่อยจะดีละมั้ง คือพยายามแยกออก ๆ ให้ได้เหลือของดีของจริงของแท้ จะได้รับประโยชน์มากกว่า.

          เดี๋ยวนี้มันมีลักษณะปนกันอยู่ทั่วไป แต่ถ้าเราจะถือหลักว่า ถ้ามันดีกว่าไม่ปน ก็เอาสิ ก็ได้เหมือนกัน ถ้ามันปนดีกว่าไม่ปนก็เอา เพราะมันเป็นประโยชน์ได้เดี๋ยวนี้มันปนกันเข้ามา แม้ในโบสถ์, ในโบสถ์ของพุทธบริษัท มันก็มีลัทธิอื่นเข้าไปปน ในวัดในวาก็มีลัทธิอื่นเข้ามาปน. บางทีเขาทำพิธีที่ไม่ใช่พุทธในวัด, แม้แต่ในโบสถ์มันก็มีอะไรเข้าปนไป เหมือนอย่างที่ว่าโบสถ์วัดแก้วพบศิวลึงค์กับคเณศ อย่างนี้เป็นต้น.

          ที่องค์พระพุทธรูป ระวังให้ดีเถอะจะมีปน ที่องค์พระพุทธรูป อุตส่าห์เอาผ้าไปห่มให้พระพุทธรูป ห่มทำไมคิดดูซิ. พระพุทธรูปก็เป็นอิฐเป็นปูน แล้วก็เอาผ้าไปห่มให้พระพุทธรูป ให้ปลวกมันกิน นี่ห่มทำไม? คิดว่าพระพุทธเจ้าจะหนาว ถ้าอย่างนี้มันเป็นลัทธิวิญญาณอย่างไสยศาสตร์. ระวังให้ดี ที่พระพุทธรูปนั่นมันมีไสยศาสตร์เข้าไปเสียแล้ว. บางทีก็เอาของถวายพระพุทธรูปอย่างเหมือนของเซ่นผี, เหมือนของเซ่นสรวง ที่พระพุทธรูป, บางทีก็ทำอย่างพระพุทธรูปเป็นวิญญาณเป็นผีเป็นอะไรอย่างนี้ก็มี. ที่วัดตระพังจิกสวนโมกข์เก่า เขาไปขอลูกกันที่นั่น, ที่พระพุทธรูปองค์นั้นเขาไปขอลูกกัน แล้วบางคนที่เป็นลูกของพระพุทธรูปองค์นั้นเขาก็มีนะ เพิ่งตายไปอย่าออกชื่อดีกว่า ไปขอลูกจากพระพุทธรูปองค์นั้นแล้วก็ได้มา. นั่นที่พระพุทธรูปกลายเป็นไสยศาสตร์ไปที่องค์พระพุทธรูปเสียแล้วก็มีนี่, เรียกว่าไม่ปนอย่างไรเล่า. เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง แต่อย่าออกชื่อเขาเลยว่า มันเป็นใครที่เป็นลูกพระพุทธรูปที่ วัดสวนโมกข์เก่าน่ะมันมี.

          ฉะนั้นเราดูและให้รู้ไว้ เหลียวดูให้รู้ไว้ ให้รู้ว่าอะไรเป็นพุทธ อะไรเป็นไสย อะไรปน, แล้วก็ตั้งพิธีแยกชำระสะสางกันเท่าที่จะทำได้, คือเพียงแต่เราเลิกเราละทิ้งเสีย มันก็หมดไป. เราเอาไว้แต่ที่มันถูก ที่มันจริง ที่เป็นพุทธะ, ที่เป็นไสยศาสตร์ก็ไม่รู้ไม่ชี้มันเลิกไปเอง มันหายไปเอง. อย่าไปทำชุ่ย ๆ หวัด ๆ ง่าย ๆ ปล่อยตามชุ่ย ๆ ทำชุ่ย ๆ : เพื่อนทำเราก็ทำ, เพื่อนทำเราก็ทำ อย่างนี้เอาผ้าไปห่มจอมปลวกมีเหตุผลกว่าเอาไปห่มพระพุทธรูป เพราะว่ามันมีความหมายคนละอย่าง, แล้วเอาผ้าไปห่มพระธาตุหรือพระพุทธรูปนั้น ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โตนะ, เป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร ฉลองกันเป็นการใหญ่ ทำกันเป็นอย่างสุดชีวิตจิตใจก็มี, นี่มันไม่ใช่พุทธศาสตร์, มันไม่ใช่พุทธะเลย แต่ทำกันเป็นการใหญ่ ยิ่งกว่าเรื่องที่เป็นพุทธเสียอีก. ฉะนั้นเรียกว่าไสยศาสตร์นี่ ก็ยังมีกำลังมากมายอยู่เสมอ. เราควรจะรู้ไว้ อย่าให้ครอบงำเราได้, รู้ไว้ เพื่ออย่าให้มันมาครอบงำเราได้, ให้เรามน คงเป็นพุทธอยู่ ให้เป็นพุทธมากขึ้น.

ขึ้นด้านบน

มีวิธีแยกตัวออกจากไสยศาสตร์.

ที  

นี้จะทำอย่างไรที่เราจะแยกตัวเองออกจากไสยศาสตร์ จะต่อต้านต่อสู้กับไสยศาสตร์. อยากจะเอ่ยถึงเรื่องหนึ่ง ที่อาจจะเป็นตัวอย่างอุทาหรณ์ได้ดีว่า : เมื่อพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ โดยการอุปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช ส่งพระเถระพระอรหันต์ชื่อโสณะ อุตตระ มาเผยแผ่พุทธศาสนาที่สุวรรณภูมิ คือบ้านเรานี่. สุวรรณภูมิคือแผ่นดินทองแหลมทองบ้านเรา พระเถระมาเผยแผ่พระศาสนาที่สุวรรณภูมินี้ ต้องมาเรียกว่า ทำสงคราม ต่อสู้ปราบปรามพวกยักษ์ พวกรากษส พวกปิศาจ, พวกร้าย ๆ ทั้งนั้น พวกผีพวกปิศาจร้าย ๆ ทั้งนั้นแหละ จนพวกปิศาจเหล่านั้นตายไปหมด แพ้ไปหมด, จึงเผยแผ่พุทธศาสนาลงในแผ่นดินสุวรรณภูมินี้ได้. หมายความว่า ในแผ่นดินสุวรรณภูมินี่มันมีการถือลัทธิอย่างนี้อยู่อย่างเหนียวแน่น, ไม่ยอมรับ เอาลัทธิพุทธศาสนามาให้ใหม่, ไม่ยอมรับ ต่อสู้. นี้พระเถระสององค์นี้ก็คงจะเก่งมากละ จึงปราบยักษ์ปราบมารปราบผีปีศาจรากษสอะไรหมด ทำให้ประชาชนแผ่นดินสุวรรณภูมินี้ รับนับถือพุทธศาสนา. แล้วข้อความในนั้นยังเขียนไว้ว่า ท่านใช้พรหมชาลสูตรเป็นเครื่องมือ.

          พรหมชาลสูตร บางคนคงไม่รู้ว่าอะไร? พรหมชาลสูตรคือเรื่องลัทธิมิจฉาทิฏฐิ ๖๒ ลัทธิ. ท่านเอาพระสูตรเรื่องมิจฉาทิฏฐิ ๖๒ ลัทธิ มาปราบยักษ์ปราบมารปราบอะไร หมายความว่าเอามาแสดงให้เห็น จนเห็นว่ามันเป็นเรื่องผิดนั่นแหละจนประชาชนเห็นว่าเป็นเรื่องผิด ทั้ง ๖๒ ลัทธินี้ ก็เลยเลิก เปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาได้. ฉะนั้นเขาเอาเรื่องที่สูงสุด ที่ลึกซึ้ง ที่ศึกษายากที่สุด, พรหมชาลสูตรเป็นสูตรที่ศึกษายากที่สุดในพระไตรปิฎก เอามาใช้เป็นเครื่องมือขับไล่ยักษ์ภูตผีปีศาจรากษสไปจากแผ่นดิน แล้วก็ประดิษฐานพุทธศาสนาลงไปได้สำเร็จ มาจนบัดนี้.

          แต่เดี๋ยวนี้เราก็เห็นได้ว่า มันไม่ราบคาบนี่ มันยังมีไสยศาสตร์งอกงามขึ้นมาอีกอยู่เรื่อย ๆ ไป ถึงแม้จะไม่รุนแรง แม้ว่าแผ่นดินนี้จะได้เปลี่ยนมา ได้ชื่อว่าถือพุทธศาสตร์ แต่ไสยศาสตร์มันก็ไม่ได้หายไปไหน, แล้วมันก็ผสมดรงปนเข้าไปในพุทธศาสตร์. เราก็ถือศาสนาพุทธปนไสย ไสยปนพุทธ- พุทธปนไสยกันอยู่เป็นประจำ. ฉะนั้นเราจะต้องรู้ว่า อะไรจะเป็นเครื่องขจัดไสยศาสตร์ออกไปได้ เช่นเดียวกันพรหมชาลสูตร ทำลายล้างยักษ์มารภูตผีปีศาจออกไปได้ แล้วนับถือพุทธศาสนากัน.

ขึ้นด้านบน

เข้าใจพุทธศาสตร์ให้ถูกต้องจะกำจัดไสยศาสตร์ได้.

ที  

นี้สิ่งที่จะกำจัดไสยศาสตร์ออกไปได้ ก็คือพุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง นี้จะพูดให้มันชัดกันตรง ๆ ง่าย ๆ ก็คือว่า พุทธศาสนาแท้ ตัวพุทธศาสนาแท้. หลักพระพุทธศาสนาแท้ ตัวธรรมะที่เป็นพุทธศาสนาแท้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็เคารพเลยนั่นอะไรรู้ไหมล่ะ? ที่จริงก็พูดมาหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่บางคนยังงอยู่ แสดงว่าลืมไป สิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ แล้วท่านเคารพเลยคืออะไร? ก็คือกฎอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท : ความทุกข์เกิดขึ้นอย่างนี้, ความทุกข์ดับลงไปอย่างนี้, ความทุกข์เกิดขึ้นอย่างนี้ดังนี้; นั้นคือกฎปฏิจจสมุปบาทหรือ อิทัปปัจจยตา. นี่หัวใจพระพุทธศาสนาแท้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้แล้วท่านเคารพเลย, เคารพ เป็นสิ่งสูงสุดเลย, นั่นแหละมันจะกำจัดไสยศาสตร์ได้.

          ถ้ามีความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตาแล้ว ไม่มีทางสำหรับไสยศาสตร์. ถ้าในจิตใจมันเต็มไปด้วยความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตาแล้ว มันไม่มีเนื้อที่สำหรับให้ไสยศาสตร์ตั้งอยู่ได้. ฉะนั้นสนใจเรื่องอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท อันนี้เข้ามาแล้วก็ไสยศาสตร์มันก็ไปหมดแหละ; เหมือนกับโรยผงดีดีทีมดแมลงไปไหนหมดก็ไม่รู้, มันง่ายถึงขนาดนั้น. ศึกษาเรื่องอิทัปปัจจยตา ให้มันแจ่มแจ้งประจักษ์อยู่ในจิตใจของเรา พุทธศาสตร์จะทำหน้าที่เต็มที่ แล้วไสยศาสตร์จะถอยหนีไปไหนไม่รู้ โดยไม่ต้องไปยุ่งยากลำบาก, เพียงแต่ทำให้ธรรมะเรื่องอิทัปปัจจยตาเกิดขึ้นในจิตใจเท่านั้น ไม่ต้องไปเตะต่อยไล่ตี ไสยศาสตร์มันหายไปเอง มันหนีไปเองหายไปเอง.

          ฉะนั้น ชวนกันศึกษาเรื่องอิทัปปัจจยตาให้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้นไปทุกปี ๆ, อย่าได้งมงาย เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; เพราะว่ามีความโง่เป็นปัจจัย ไสยศาสตร์จึงเกิดขึ้น ให้รู้ว่าอย่างนั้นซิ, เพราะว่ามีอวิชชามีตัณหาในจิตใจของเรา ไสยศาสตร์จึงเข้ามา รู้ว่าอย่างนี้ซิ, มันก็มีความรู้ที่ถูกต้อง แล้วความรู้ที่ไม่ถูกต้องมันก็หายไปเอง.

          พระธรรมสูงสุดเหมือนกับพระเจ้าสูงสุด คืออิทัปปัจจยตา เอามาซิ แล้วภูตผีปีศาจทั้งหลายจะไปหมด จะหนีหมด จะไม่มีรอหน้าเลย, ไสยศาสตร์จะหนีไปหมด นี้ไปสวดภาณยักษ์ ที่จะให้บ้านเมืองเป็นสุข, ไปสรรเสริญยักษ์ ไปเชื้อเชิญยักษ์ ไปสวดภาณยักษ์ แล้วก็ไม่สวดอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท ที่มันน่าฟัง, แล้วก็น่าหัวที่ว่า ใบตาลที่เขาให้เขียนกันนะ-สพฺพา ยกฺขา ปิสาเจว -จะวิ่งหนีไปด้วยอำนาจของพระธรรม. ใบตาลนั้นเมื่ออาตมาแรกบวชก็เคยช่วยเขียนให้เขาแยะ ใบตาลเอามาขดหัวแล้วก็เขียนที่ใบตาลว่า... ลืมเสียแล้วเดี๋ยวนี้ ได้ความว่า ยักษ์ทั้งหลายปีศาจทั้งหลาย จะหนีไปด้วยอำนาจของพระธรรม. แต่วดภาณยักษ์ มันขวางกันสิ้นเชิงเลย, ไปส่งเสริมยักษ์ ไปรับรองยักษ์ ตระกูลยักษ์เรื่องภาณยักษ์ ทั้งนี้ให้เขียนข้อความว่า ยักษ์จะหนีไปหมด เพราะอำนาจของพระธรรม. ใบตาลชนิดนั้นเขาเรียกว่าตะบองเพชรน่ะ, ตะบองเพชร เข้าใจว่าหลาย ๆ คนคงเคยเห็นและเคย ทำด้วย. แต่อาตมานี้ เคยทำเคยเขียนเยอะแยะไป เขียนแจกชาวบ้าน เมื่อเขาสวดภาณยักษ์กัน.

          ฉะนั้นเราจะต้องเอาอิทัปปัจจยตามาสวดแทนภาณยักษ์, แล้วก็เขียนอิทัปปัจจยตาลงไปใน ใบตาลแจกกันอีก, ทำพิธีอย่างเดิม แต่เปลี่ยนบทสวดแล้วก็เปลี่ยนบทจารึกในใบตาลนั้นเสีย. นี่ไสยศาสตร์จะค่อย ๆ หายไป พุทธศาสตร์จะเข้ามาแทนที่อิทัปปัจจยตาเข้ามาช่วยกำจัดไสยศาสตร์.

ขึ้นด้านบน

รู้หลักอิทัปปัจจยตาแล้วไสยศาสตร์จะหมดไป.

อิ  

ทัปปัจจยตานี้มันมีความหมายหลายอย่าง น่าจะรู้ แต่ไม่ค่อยสนใจ มันก็ไม่ค่อยจะรู้. ถ้าเราเห็นว่ามันเป็นอิทัปปัจจยตาเท่านั้น มันก็ไม่มีตัวตนแหละ, มันถอนความคิดความเห็นว่าตัวตนตัวกู- ของกู ตัวตนของตนออกไปเสียได้; นั่นมันจะเป็นไสยศาสตร์อยู่ที่ไหนได้ล่ะ, มันถอนตัวตน-อัตตา ของตน-อัตตนียา ออกไปเสียได้ ไสยศาสตร์ไม่มีที่ตั้งดอก. เพราะมันถึงขนาดไม่มีตัวตน ถึงขนาดเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วไสยศาสตร์มันจะอยู่ที่ตรงไหนล่ะ. ฉะนั้นเมื่ออิทัปปัจจยตาเข้ามาแล้วไสยศาสตร์มันก็จะหมดไป, แล้วถ้าว่าเห็นอิทัปปัจจยตานั้นน่ะ มันไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล มันไม่มีกรรม มันพ้นกรรม มันเหนือกรรม. ที่ว่าไปตามกรรม ไปตามกรรมนี้, ที่คำสอนว่าไปตามกรรมนี้ มันก็ยังมีส่วนเป็นไสยศาสตร์ เป็นของมีตัวตน. ฝ่ายอื่นนอกจากพุทธศาสนาเขาก็สอนเรื่องกรรมทำนองนี้ ว่ามีตนตน-ตัวตนแท้ ๆ เลยเวียนว่ายตายเกิด-เวียนว่ายตายเกิด ตัวตนแท้ ๆ นั้นน่ะไม่ใช่พุทธศาสนา. ถ้าพุทธศาสนาต้องไม่มีตัวตน, ไม่ต้องมีตัวตน, มีแต่จิตที่โง่หรือฉลาดกับร่างกายที่ว่ามันอาศัยกันอยู่ มันไม่ต้องมีตัวตน.

          ถ้ารู้เรื่องอิทัปปัจจยตา มันก็หมดตัวหมดตน หมดความยึดถือว่าตัวว่าตน ไสยศาสตร์มันก็เกลี้ยงไม่มีเหลือ เพราะมันไม่มีตัวตน ไม่มีของตน, พอรู้เรื่องอิทัปปัจจยตาแล้วก็อยู่เหนือกรรม. เหนือกรรมคือกรรมที่สิ้นกรรม กรรมที่ทำให้หมดตัวตน กรรมเก่าก็สิ้นไป กรรมใหม่ก็ไม่มี เพราะมันไม่มีตัวตน. นี่ไสยศาสตร์ มันถูกถอนรากถอนโคนไม่มีเหลือ เพราะธรรมะที่ชื่อว่าอิทัปปัจจยตา. เดี๋ยวนี้ไม่มีกิเลสแล้ว เพราะว่ารู้จักควบคุมกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทแล้ว, กิเลสมันเกิดขึ้นในกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิด ฝ่ายผิด ฝ่ายโง่ ฝ่ายอวิชชา. พอเรากำจัดอวิชชาควบคุมกระแสปฏิจจสมุปบาทฝ่ายโงได้แล้ว มันไม่เกิดกิเลสได้, ไม่เกิดโลภะ โทสะ โมหะได้ ไสยศาสตร์ก็ไม่มีที่นอน, ไสยศาสตร์จะไม่มีที่อาศัยอยู่ในจิตใจ ที่ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ, เดี๋ยวนี้เราก็มีสิ่งสูงสุดพระเจ้าสูงสุดคืออิทัปปัจจยตาอยู่ในจิตใจ, มีพระเจ้าสูงสุดคืออิทัปปัจจยตาอยู่ในจิตใจ ไสยศาสตร์เข้ามาไม่ได้; เช่นเดียวกับโรยดีดีทีไว้แล้วมดแลงไม่เข้ามา, มันไม่ยากหรือลำบากอะไรนัก แต่ว่าทำให้มันถูกวิธีก็ แล้วกัน. ต้องมีการศึกษาถูก.

ขึ้นด้านบน

ต้องมีปัญญา กล้าหาญ จึงจะเปลี่ยนไสยเป็นพุทธได้.

ที  

นี้จะพูดถึงสิ่งที่มันเกี่ยวเนื่องกัน คือ การศึกษาที่ไม่สมบูรณ์. การศึกษาที่ไม่สมบูรณ์ไม่ถูกต้อง คือเป็นการศึกษาเพียงหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง รู้หนังสือ รู้วิชาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง; การศึกษาในโลกมีอยู่เพียงเท่านี้ ไม่รู้เรื่องจิตใจ ไม่รู้เรื่องกิเลส ไม่รู้เรื่องวัฏฏสงสารนิพพานอะไรเลย, นี้เรียกว่าการศึกษาไม่สมบูรณ์. เมื่อการศึกษาไม่สมบูรณ์ มันก็เว้นที่ว่างไว้ให้ไสยศาสตร์เข้ามายึดครอง; ฉะนั้นเราจัดให้มีการศึกษาสมบูรณ์กันเสียเถิด; ถ้ารัฐบาลเขายังไม่จัด เราจัดซิ, ถ้ารัฐบาลเขายังไม่จัดการศึกษาที่สมบูรณ์กันเสียเถิด; ถ้ารัฐบาลเขายังไม่จัด เราจัดซิ, ถ้ารัฐบาลเขายังไม่จัดการศึกษาที่สมบูรณ์ พวกเรานี่จัด.

          เหมือนเด็กนักเรียนทั้งหลายที่เข้ามาที่สวนโมกข์นี่ อาตมาถือว่า เขามาหาการศึกษาที่ยังขาดอยู่ เขามีแต่การศึกษาหมาหางด้วน มันยังขาดอยู่ เขาก็มาหาการศึกษาที่สมบูรณ์ ให้รู้ว่า มันจะต้องเป็นมนุษย์กันอย่างไร, เป็นคนกันอย่างไร นั้นน่ะการศึกษาที่สมบูรณ์. เพราะการศึกษาไม่สมบูรณ์ มันก็เปิดเนื้อที่ไว้ให้ไสยศาสตร์; ฉะนั้นหาการศึกษาที่สมบูรณ์เสีย มันก็ไม่มีเนื้อที่สำหรับไสยศาสตร์ เราก็เป็นมนุษย์กันถูกต้อง, เป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น ๆ จนเป็นพระอริยเจ้า. นี่ไสยศาสตร์ไม่มีแล้วมันดีอย่างนี้.

          ในขั้นสุดท้าย ก็ต้องขอร้องให้มีความกล้าหาญ. เดี๋ยวนี้ยังขี้ขลาดไม่กล้าแตะต้องไสยศาสตร์, กลัวผีกลัวสางกลัวเทวดากลัวพ่อตากลัวอะไรก็ไม่รู้ ไม่กล้าแตะต้อง, สู้เด็ก ๆ บางคนก็ไม่ได้ ไม่มีใครกล้าทำให้ผิดเรื่องไสยศาสตร์.

          เอ้า, ไหน ๆ เล่าเรื่อง ก็ถือโอกาสเล่าเรื่องที่มันค่อนข้างจะโสกโดก ว่าเมื่อเขาจะทำถนนพัทลุงไปตรัง ถนนเขาพับผ้ายืดยาวนั่นแหละ พระยารัษฎานุประดิษฐ์เป็นเทศาฯ อยู่. ทีนี้คนเขาไปทำถนนกันมาก มีอำนาจเกณฑ์ไป. แล้วพอถึงจอมปลวกมันไม่ขุด พอถึงจอมปลวกใหญ่มันไม่ขุดมันบอกว่ามันกลัว มันจะตาย, คล้าย ๆ มันจะหลีกเลี่ยงหรือจะอะไรก็ไม่รู้. พระยารัษฎา ฯ ก็ว่าเอ้า, กูเอง-กูเอง ขึ้นไปเยี่ยวใส่เลย เอ้า มึงขุด-มึงขุด กูเยี่ยวใส่แล้ว ไอ้ผีสางอะไรของมึงไม่มีแล้ว. อย่างนี้มันแก้กันได้ด้วยความกล้าหาญ, ด้วยความกล้าหาญ เดี๋ยวนี้ มันไม่มีความกล้าหาญพอที่จะไม่ปฏิบัติอย่างนั้นนี่.

          เมื่อก่อนที่อาตมามานี่ใหม่ ๆ ที่ตรงโน้นที่เลยจะขึ้นไปบนเขานั้น มีปลวกอยู่ปลวกหนึ่ง เต็มไปด้วยไม้ชิ้นเล็ก ๆ สุมลงไปบนปลวก, สุมลงไปบนปลวก. อาตมาถามว่านี้มันอะไรกัน เขาบอกว่ามันเป็นยายปลวก ใครมาต้องหักไม้อันหนึ่งใส่สุมลงไปน่ะยังอยู่, เดี๋ยวนี้จะยังอยู่หรือไม่ก็ไม่ทราบ. แต่เมื่ออาตมามานี้ยังอยู่ จอมปลวกนั้นยังอยู่; ถ้าไม่ทำอย่างนั้นเขาว่าจะเคราะห์ร้าย จะเจ็บจะไข้จะเป็นจะตายอะไรก็ไม่รู้. ปลวกเลยได้รับชิ้นไม้ที่ไปสุม ๆ กันเข้ากินสบายไปเลย, เป็นความโง่ของคนของประชาชนปลวกมันก็ได้กินอาหารสบายไปเลย, มีเท่านั้นแหละ ผลมันมีเท่านั้นแหละ. เดี๋ยวนี้มันยังจะมีอยู่อย่างนี้ มันจะไม่ไหวกระมัง. แล้วยังมีเรื่องตลกที่คนพวกนั้นมันบอกอีกว่า บางทีก็มีคนตัดผมให้แม่ยาย เอาไปสุมเข้าไปไหม้เผาเลย. นี่ก็ยังมีนะ, มันกล้าหาญนะ คนนั้นมันน่าจะเอามาเป็นตัวอย่างที่พิจารณาว่ามันกล้าหาญ. เดี๋ยวนี้คนกล้าหาญอย่างนั้นจะมีอยู่สักกี่คน; ถ้ามันมีคนกล้าหาญอย่างนั้น ปลวกนั้นมันจะไม่มีไม้นับด้วยพันอันหมื่นอันสุมอยู่ได้ดอก ถ้าชิ้น ๆ สักคืบหนึ่งเล็ก ๆ เท่านิ้วก้อยนี่ มันมีคนที่ กล้าหาญพอที่จุดไฟสุมให้แม่ยาย.

          เดี๋ยวนี้ก็เหมือนกันแหละ ถ้าว่าเรามันมีความกล้าหาญสักหน่อย แล้วมีศรัทธาในพระพุทธ-ศาสนาจริงสักหน่อย ไสยศาสตร์จะหมดไป. เดี๋ยวนี้เราจะมีขี้ขลาด, ไม่กล้าเว้นที่ควรเว้น, ไม่กล้าทำที่ควรทำ, มันขี้ขลาด. ฉะนั้นจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ขั้นสุดท้ายก็คือ มีความกล้าหาญ อย่าขี้ขลาดเหมือนที่แล้วมา. พอจะลงบันไดเรือนจิ้งจกทักช่างหัวมัน; นั่นต้องกล้าหาญขนาดนั้น. อย่าไปกลัว จิ้งจกทักแล้วก็ไม่กล้าไปไม่กล้าทำ หรือว่ามีอีกเยอะแยะไปหมดแหละ ที่ว่าเขาขลาด แล้วเขาจะต้องทำอย่างขนาด ๆ. ต้องมีการศึกษาที่ถูกต้อง แล้วมีปัญญา แล้วมีความกล้าหาญ จึงจะเปลี่ยนความเชื่อที่งมงายเสียได้, เปลี่ยนจากไสยศาสตร์มาเป็นพุทธศาสตร์ได้.

ขึ้นด้านบน

เจริญจิตตภาวนาให้ถูกจะละไสยศาสตร์ได้.

นี่  

ชีวิตที่เราจะทำจิตของเราให้เจริญจิตตภาวนา จะทำจิตของเราให้เจริญจนละไสยศาสตร์เสียได้ คืออย่างนี้ : คือ ข้อที่หนึ่ง มีความกล้าหาญ มีศรัทธากันขึ้นมา ลุกขึ้นมาแล้วก็มีการศึกษาที่ถูกต้องและเพียงพอ, แล้วก็ยึดหลักพระเจ้าอิทัปปัจจยตาว่าเป็นพระเจ้าเหนือสิ่งใดหมด; จะเป็นผีสางเทวดาพระเจ้าพวกไหนก็ตาม, ไม่มีพระเจ้าไหนเหนือกว่าพระเจ้าอิทัปปัจจยตา. เราก็เชิญพระเจ้า อิทัปปัจจยตาลงมา ไล่ผีสางเทวดาเหล่านั้นออกไป ก็เหลือแต่ธรรมะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงเคารพ. ว่านี่ที่เคารพ พระพุทธเจ้าทุกองค์ในอดีตอนาคตปัจจุบัน ล้วนแต่เคารพธรรมะที่พระองค์ได้ตรัสรู้ คือเรื่องอิทัปปัจจยตา.

          นี่ วิธีที่จะเปลี่ยนไสยศาสตร์ให้เป็นพุทธศาสตร์ ขอให้กล้าหาญกันเป็นเบื้องต้น, แล้วก็มีศรัทธามีปัญญา แล้วก็ศึกษาให้มันถูกต้องในเรื่องของธรรมะยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งพระเจ้าอิทัปปัจจยตามาอยู่กับเรา, จนกระทั่งพระเจ้าอิทัปปัจจยตามาอยู่กับเรา เอามาแขวนคอไว้.

          พระเครื่องที่แขวน ๆ กันไว้นั้น มันไปเป็นฝ่ายไสยศาสตร์ไปเสียแล้ว, พระเครื่องที่เขาเอามาแขวนคอกันไว้นั้น มันไปเข้าฝ่ายไสยศาสตร์ไปเสียแล้ว. เอาพระเจ้าอิทัปปัจจยตามาแขวนที่คอซิ. ทำไมว่าพระเครื่องที่เขาแขวน ๆ คอกันอยู่นั้นเป็นไสยศาสตร์ไปเสียแล้ว? เพราะเขานีบถืออย่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีเหตุผล, บนบานอ้อนวอน เอาสิ่งอื่นนอกจากตัวมาเป็นที่พึ่ง ยกแก้วเหล้าข้ามหัวทุกวัน ๆ มันจะศักสิทธิ์ไปได้อย่างไร. จะต้องมีพระเจ้าอิทัปปัจจยตา มาประคับประคองขนาบแวดล้อมจิตใจของเราอยู่เสมอ, แล้วจะมีการกระทำที่ถูกต้อง ตามหลักพุทธศาสนา.

          ทีนี้เพื่อจะให้ง่ายขึ้น เพื่อจะทำอย่างที่ว่านี้ได้ง่ายขึ้น ก็จะขอพูดอีกตอนหนึ่งว่า ความต้องการโดยสัญชาตญาณของมนุษย์, ความต้องการโดยสัญชาตญาณของมนุษย์ ที่มันเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ที่มันส่งเสริมไสยศาสตร์. ความรู้ตามธรรมชาติตามสัญชาตญาณของมนุษย์ มันส่งเสริมไสยศาสตร์ เราจะต้องรู้ จะต้องเปลี่ยนแปลงกันบ้าง.

          มนุษย์ที่มีชีวิตนี้ สัตว์ที่มีชีวิต คนมีชีวิต มันต้องการอะไรบ้าง เคยคิดหรือเปล่า ? คนหรือสัตว์ที่มีชีวิต มันต้องการอะไรบ้าง เคยคิดหรือเปล่า ? ถ้ารู้ เห็นแล้วก็มันเข้าใจง่ายว่า ทำไมไสยศาสตร์มันจึงรุ่งเรือง ข้อแรกก็คือความปลอดภัย. ความปลอดภัย สิ่งที่มีชีวิต คนก็ดีสัตว์ก็ดี, ข้อแรกโดยพื้นฐานมันต้องการความปลอดภัยไม่ตาย ไม่เป็นอันตราย มันต้องการความปลอดภัยทั้งนั้นแหละ; พอเขาเสนอไสยศาสตร์ในฐานะที่ว่า เอ้า ทำอย่างนี้ บริกรรมอย่างนี้ สวดมนต์อย่างนี้ อะไรอย่างนี้แล้วจะปลอดภัย จะมีสวัสดีมงคล คนก็รับเอาทันทีซิ มันง่ายกว่าวิธีของพุทธศาสตร์ที่ว่าจะต้องประพฤติชอบประพฤติดีทางกายวาจาใจ จึงจะปลอดภัย. ทีนี้ก็คนหนึ่งบอกว่า แกสวดคาถานี้สิ สองสามคำสวดแล้วจะปลอดภัย นะมะพะทะ อะอึอะอุอะ อะไรก็ตามเถอะ ว่าเท่านี้แล้วปลอดภัย ๆ. ที่กรุงเทพฯ มากที่สุดเลย ที่ถือคาถาอย่างนี้แล้วก็ว่าปลอดภัย, บ้านเราค่อยยังชั่ว. มนุษย์ก็ต้องการความปลอดภัย พอใครมาเสนอวิธีปลอดภัยที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่ไม่ให้ถาม ไม่ให้ซัก ไม่ให้อธิบายอะไร, ไม่ยอมให้ซักถาม ให้ว่าท่าเดียวแหละ ก็รับเอา เพราะอยากจะปลอดภัย โดยวิธีง่าย ๆ อย่างนี้ ก็รับเอาวิธีไสยศาสตร์ไป.

          ทีนี้ข้อที่สอง คนนี่มันก็ต้องการปัจจัยสี่นะ, ปัจจัยสี่เหมือนที่พูดไว้ในเรื่องของพระ : คนต้องการ อาหาร ต้องการเครื่องนุ่งห่ม ต้องการที่อยู่อาศัย ต้องการยารักษาโรค มันต้องการอย่างยิ่ง : เช่นต้องการข้าวกิน มันต้องการจะมีข้าวกิน อย่างนี้. พอใครมาบอกว่า อ้าว ว่าคาถาอย่างนี้ ทำพิธีอย่างนี้ ที่เหลืออยู่เป็นพิธีเกี่ยวกับรวงข้าวนั่นแหละ แกทำสิแกจะได้ข้าวมาก, จะไม่มีอะไรมาเบียดเบียนข้าว จะได้มาก, ก็เอาทันทีเลย, แล้วในพิธีไสยศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องรวงข้าว ทำนาดำนาอะไรนา ทุกอย่างล่ะ มันก็รับเอาได้ง่าย. นั่นแหละระวังให้ดี ถ้าว่าไปรับเอาว่า เพียงแต่สวดคาถาหรือทำพิธีอย่างนี้แล้วไม่เป็นไร ; แล้วลองไม่ทำอะไรเถอะ ปุกินหมดแหละ. มันต้องรู้ว่า มันต้องทำอะไรชนิดที่ว่า มันจะไม่เสียหายด้วย, แล้วมันจะต้องขยันบังคับน้ำหล่อเลียงข้าวให้ดีอะไรให้ดีด้วย. แต่ถ้าเขาบอกว่า อย่างนี้สิง่ายนิดเดียว ลงทุนกันนิดเดียว พักเดียวทำบัดพลีบวงสรวงกันนิดเดียว แล้วข้าวก็งาม ข้าวก็ได้มาก มันก็เอาสิ เพราะว่ามันง่าย มันสะดวด มันลงทุนน้อย แล้วเราก็ต้องการข้าวอยู่ด้วย.

          เครื่องนุ่งห่ม ก็เหมือนกันและ ให้ทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้ ให้เสกคาถาหรือให้เขียนให้วาด. เรื่องบ้านเรื่องเรือนนี้ ก็ทำพิธีกันไปตามแบบไสยศาสตร์, เรากลัวนี่ เราก็ต้องทำทุกอย่างตามแบบไสยศาสตร์. เรื่องหยูกยารักษาโรค ก็เหมือนกันและ ไม่สามารถจะทำตามแบบวิทยาศาสตร์ เพราะเราไม่รู้ และเพราะความกลัวมันมากเกินไป รีบด่วนเกินไป มันก็ยอมทำแบบไสยศาสตร์, ฉะนั้นการรักษาโรคแบบไสยศาสตร์มันก็มีมาก.

          การแสวงหาปัจจัยสี่จึงเข้ไปเกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์เสียเต็มตัว, ที่จะเป็นไปอย่างถูกต้องตามแบบพุทธศาสตร์นั้นมันก็น้อยลง ๆ จนกว่าจะมีการศึกษาที่ถูกต้องและเปลี่ยนแปลง. แต่เรื่องนี้หน่อย ขอให้พิจารณากันเองด้วยว่า ถ้ามันมีประโยชน์แก่เด็ก ๆ บ้าง ก็เก็บไว้ให้เด็ก ๆ ก็แล้วกัน.

          อาตมาเขียนลงไปโดยไม่กลัวใครด่าว่า ไสยศาสตร์ยังจำเป็นสำหรับคนปัญญาอ่อน; เมื่อในโลกนี้มันยังมีคนปัญญาอ่อนอยู่มาก ก็เก็บไว้อย่าเลิก อย่าเพ่อเลิกเรายังอ่อนแอ ปัญญาอ่อนคืออ่อนแอ เราไม่กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัว ที่เขาว่าไว้อย่างน่ากลัว เข้าใจไม่ได้ , นั่นแหละปัจจัยของไสยศาสตร์ เรียกว่าที่มั่นป้อมค่ายของไสยศาสตร์ มันมีอย่างมั่นคง คือความไม่รู้ของเราและความกลัวของเรา.

          ทีนี้ข้อที่สามสิ่งถัดไปก็คือว่า ทุกคนต้องการอำนาจที่จะเหนือผู้อื่น มันอยากเหนือผู้อื่นทั้งนั้นแหละ. นี้ก็เป็นความรู้สึกอย่างสัญชาตญาณ หมู หมา กา ไก่ ตัวไหนก็ตาม มันอยากเก่งเหนือตัวอื่นทั้งนั้นแหละ มันจะยกตัวข่มตัวอื่นทั้งนั้นแหละ. อาตมาเลี้ยงไก่เลี้ยงสุนัขเลี้ยงแมวมามากแยะแล้ว เห็นชัดเลย ว่าแต่ละตัวอยากจะเหนือตัวอื่น อยากจะข่มตัวอื่น, มันเป็นสัญชาตญาณ. ฉะนั้นคนนี่มันก็เหมือนกันละ มันอยากจะเหนือผู้อื่น พอเขามาบอกว่าถือคาถานี้สิ จะเหนือใครหมด ชนะใครหมดเลย, คือคาถานี้สอง - สามคำสิ คนก็รับเอาไป. เราจะเก่งกว่าผู้อื่นจะเหนือกว่าผู้อื่น. มีตบะมีเดชมีอะไรก็ไม่ทราบ, ที่ว่ามันถือคาถานี้เท่านั้นแหละ แล้วมันจะเหนือผู้อื่น. เพราะฉะนั้นไสยศาสตร์มันก็เต็มไปหมด ที่จะมีอำนาจเหนือผู้อื่น ; อุตส่าห์ทำสมาธิทำอะไรต่าง ๆ นานา เพื่อจะมีตบะเดชะอยู่เหนือผู้อื่น, ไสยศาสตร์เป็นอย่างนั้น.

          ทีนี้อีกทางหนึ่งข้อที่สี่มันตรงกันข้าม ทุกคนอยากจะให้คนอื่นเขารัก, โดยเฉพาะคนเรารักเขา เราก็อยากจะให้เขารัก, โดยเฉพาะคนที่เรารักเขา เราก็อยากจะให้เขารักเรา. ทุกคนอยากที่จะให้คนอื่นรัก พอมีคนมาเสนอคาถาอีกแหละ เสนอคาถามันก็เลยรับเอาทันที, เรื่องเสน่ห์เรื่องเมตตามหานิยม เรื่องอะไรต่าง ๆ นั้น.เมื่ออาตมาเด็ก ๆ มีเพื่อนเด็กนักเรียนบางคนเขามีสมุดเล่มหนึ่งเขียนคาถาอย่างนี้เต็มไปทั้งนั้น อาตมาก็เอาซิ ชอบสิ ; คาถาอย่างนี้มันง่ายดีนี่ มันเป็นคาถาให้ผู้หญิงรักก็มี ให้รวยก็มี ให้เก่งก็มี ก็คัดลอกไป แล้วเอาไปอวดโยมที่บ้าน ถูกไล่เอาไป - เอาไป - เอาไป ให้พ้น โยมไล่เอาไปให้พ้นอย่าเอามาที่นี่. นี่เรามันเด็ก ๆ ชอบสิ เพราะทุกข้อล่ะมันมีฝอย บอกว่าผลอย่างดีเลิศ : ภาวนาสามครั้ง คนที่รักก็มา ทุกอย่างทุกข้อมีทุกอย่าง กันผีก็มี กันอะไรก็มี. นี่เอาตัวเองเป็นประมาณ เห็นได้ว่าความรู้สึกของเราเมื่อเด็ก ๆ ชอบอย่างยิ่ง เชื่ออย่างยิ่ง คัดลอกต่อ ๆ กันไป . เพราะเราอยากจะให้คนอื่นรัก แต่เราไม่ปฏิบัติธรรมะให้คนอื่นรัก ซึกมันยากมันลำบาก สู้ว่าคาถาสองสามคำไม่ได้, ว่าคาถาสองสามคำ หรือเสกพลูเสกอะไรตามเรื่อง แล้ไปให้เขากิน ไปอะไร ลงทุนนิดเดียวแล้วก็ได้ประโยชน์มาก.

          นี้ข้อที่ห้ามันเป็นความจริงข้อหนึ่งที่ว่า ไสยศาสตร์ได้เปรียบ เพราะว่ามันเข้ากันได้กับสัญชาตญาณของมนุษย์ของคนนี้ ที่มันต้องการความปลอดภัยเพราะมันขี้ขลาด, มันต้องการร่ำรวยด้วยปัจจัยสี่, มันต้องการจะมีอำนาจเหนือ ผู้อื่น,มันอยากจะให้ทุกคนรัก. ดูเถอะ ไม่มีอิทัปปัจจัยตาอยู่ที่ตรงไหนเลย, ในสิ่งเหล่านี้ไม่มีอิทัปปัจจยตาอยู่ที่ตรงไหนเลย, แล้วเราก็ถือกันมา ถือกันมา แล้วจะเป็นพุทธศาสนาได้อย่างไร

          วันก่อนก็ได้พูดถึงปัญหาเรื่องนี้ เรามีสรณาคมน์ไสยศาสตร์กันเสียมากให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้วิเศษศักดิ์สิทธิ์คอยช่วยเรา, ให้พระสงฆ์คอยช่วยเรา; ไม่มีเรื่องช่วยตัวเอง ไม่มีการปฏิบัติธรรมะที่ช่วยตัวเอง. สรณาคมน์มันเขวหมด, มันเป็นสรณาคมน์ไสยศาสตร์. ทีนี้แม้จะมีกว่านั้นก็สรณาคมน์ตามเขาว่า ว่าตาม ๆ, สรณาคมน์นกแก้วนกขุนทอง, จนกว่าเมื่อไรจะรู้ธรรมะโดยเฉพาะเรื่องอิทธิตานี่อย่างแท้จริง เมื่อนั้นจึงจะเป็นสรณาคมน์ที่แท้จริงของพุทธบริษัทเรา, นี่มันต้องปรับปรุง.

          มีปัญหาปัจจุบัน พุทธศาสตร์เสียเปรียบไสยศาสตร์ เพราะมันไม่ถูกกับสัญชาตญาณเดิม ๆ ของคน, ไม่ถูกกับสัญชาตญาณของคน, ถ้าฟังไม่ถูกก็ว่าพุทธศาสตร์มันไม่ถูกกับความโง่เดิม ๆ ของคนมันก็เสียเปรียบไสยศาสตร์. ไสยศาสตร์มันก็รุ่งเรืองซิ ก็ขึ้นหน้าซิ เพราะมันถูกับความโง่เดิม ๆ ของคน, ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงความโง่เดิม ๆ เสีย มันก็ยังต้องบูชาไสยศาสตร์กันต่อไป.

          มันน่าสงสัยอยู่ว่า ถ้าพลเมืองทั้งหมดบูชาไสยศาสตร์นี้ มันจะสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติได้หรือไม่ ? ช่วยกันคิดดูกันทุกคนด้วย ถ้าพลเมืองยังบูชาไสยศาสตร์อยู่ทุกคน นี้มันจะทำประเทศชาติให้เจริญได้หรือไม่ ? อาตมาสงสัยแต่ไม่กลัวพูด, ให้เป็นสิทธิของทุกคนพูดดีกว่า. เราจะสร้างชาติกันไดโดยวิธีใด ถ้ายังบูชาไสยศาสตร์กันอยู่ อย่างที่มีพิธีรีต้องเต็มไปหมด. นี่ข้อนี้ไม่ออกชื่อ มันกระทบกระเทือนแต่ว่าเรามีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์, ยิ่งสร้างด้วยไสยศาสตร์ก็ยิ่งเพิ่มปัญหา.

          อาตมาว่า ถ้าเราสร้างอะไรที่เป็นความเจริญสร้างด้วยไสยศาสตร์จะเพิ่มปัญหา; ถ้าเราสร้างด้วยพุทธศาสตร์จะหมดปัญหา. ถ้าเราจะไปสร้างอะไรที่ว่า ความดีความงามความเจริญ สร้างด้วยไสยศาสตร์นี้ มันจะเพิ่มปัญหา ; ฉะนั้นเราจะต้องสร้างด้วยพุทธศาสตร์ มันจึงจะลดปัญหา, ถ้าสร้างด้วยไสยศาสตร์มันเพิ่มปัญหา แล้วมันก็จะกระจายออกไปนอกทาง ขยายตัวออกไปนอกทาง, แล้วปัญหามันก็จะมากกว่าเก่า. ฉะนั้น ช่วยกันกระทำเถิด บ้านเรือน ก็ดี วัดวาอารามโบสถ์วิหารก็ดี ให้มันเต็มไปด้วยพุทธศาสตร์, อย่าให้ไสยศาสตร์เข้ายึดครอง.

          สรุปความว่า เราจะต้องทำจิตตภาวนา คืออบรมจิต ชักนำจิต ปรับปรุงจิต เจริญจิตกันเสียใหม่, ทำจิตให้เจริญกันเสียใหม่, ทำจิตให้เจริญกันเสียใหม่ ในลักษณะที่ถูกต้อง. เรารู้เรื่องจิตตภาวนาที่ถูกต้อง ตามหลักของพุทธศาสนาให้มากขึ้น แล้วเราก็ทำถูกต้อง.

          นี่คือปัญหาที่ว่า จิตตภาวนาทำไปในรูปพุทธศาสตร์ก็ได้, ทำไปในรูปพุทธศาสตร์ก็ได้, ทำไปไนรูปไสยศาสตร์ก็ได้, การทำจิตให้เข้มแข็ง ให้แก่กล้า ให้เจริญนั้น เป็นไสยศาสตร์ก็ได้, เป็นพุทธศาสตร์ก็ได้ มันแล้วแต่การกระทำ; จึงขอร้องว่าพวกเราที่เป็นพุทธบริษัทด้วยจริงใจนี่ต้องรับผิดชอบในข้อนี้ ช่วยกัน, ช่วยกันอย่าดูดายปรับปรุงตัวเราหรือพุทธศาสนาของเรา บ้านเรือนของเรา อะไรของเรานี้ให้มันมีความถูกต้องตามแบบพุทธศาสนา ก็จะไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพุทธศาสนา เรื่องมันจะจบที่นี่. ถ้าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพุทธศาสนา และเรื่องจบแหละ, เรื่องจบไม่ต้องพูดกันอีกแล้ว, เรื่องมันจบได้ ก็ต้องทำให้เป็นพุทธศาสนา, อย่าให้ไปบูชาไสยศาสตร์ โดยความเขาใจผิดว่า เป็นธรรมะในพระพุทธศาสนา ต่อไปอีกเลย

          การบรรยายนี้สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย ให้ พระคุณเจ้าสวดบทพระธรรมสาธยาย เป็นกำลังใจในการที่จะก่อกู้ ชำระสะสาง มลทอนในศาสนา หรือในจิตใจแห่งตน ๆ ด้วยกันจงทุก ๆ คนเทอญ.

ขึ้นด้านบน

 

ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ >
> ๕. จิตตภาวนาในแง่ของไสยศาสตร์.

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.