|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
๓ ผลของจิตตภาวนา คือ มรรค ผล นิพพาน. ๑๕ มกราคม ๒๕๒๖
ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชาเป็นครั้งที่ ๓ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวคำบรรยายในลักษณะธรรมะเล่มน้อยต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า ผลของจิตตภาวนา คือมรรค ผล นิพพาน.ในครั้งแรก ที่สุดพูดถึงธรรมชาติธรรมดาของจิต ว่ามันเป็นอย่างไร, จะเป็นอะไรได้บ้างเท่าไร, เพื่อให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิต ให้สมควรแก่การที่เราจะพัฒนาจิต. ในครั้งที่สอง พูดถึงจิตตภาวนา คือการพัฒนาจิตนั่นเอง. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า มันเนื่องกันอย่างที่จะไม่แยกจากกัน. ในวันนี้ก็จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ผลของจิตตภาวนานั้น คือ มรรค ผล นิพพาน, กล่าวถึงผลของจิตตภาวนา ในฐานะที่เป็น มรรค ผล นิพพาน. ท่านทั้งหลายบางคนอาจจะสั่นหัว ว่าจิตตภาวนาก็เป็นสิ่งที่รู้จักแล้ว, มรรค ผล นิพพาน ก็เป็นคำที่ฟังแล้วฟังเล่าจนเบื่อหูแล้ว, ทำไมจะต้องเอามาพูดกันอีก. แล้วก็พูดว่า ผลแห่งจิตตภาวนาคือมรรค ผล นิพพาน นี้มันเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ก็จะรู้ได้เสียแล้ว, ทำไมจะต้องเอามาพูดกันอีก. ถ้าท่านผู้ใดรู้สึกอย่างนี้ ก็ขอให้ตั้งอกตั้งใจฟังให้ดีเป็นพิเศษ, มันไม่ได้เป็นเรื่องชนิดที่ว่า รู้แล้วและเอามาพูดกันอีกแล้ว ๆ เล่า ๆ, มันยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้รู้ คือมันอยู่ลึกกว่าหรือไกลออกไปกว่า ที่จะต้องรู้ไปถึงนั่น. นี่จึงขอร้องให้ฟัง หรือให้ทนฟัง สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาแล้วเกือบจะตลอดเวลา คือ จะขยายความของคำว่า จิตตภาวนา หรือการอบรมจิตนี้ ให้ยิ่งขึ้นไป ให้ละเอียดออกไปโดยรอบ, และขยายความของคำว่า มรรค ผล นิพพาน ให้ละเอียดออกไป, จนครอบคลุมไปหมดในทุกสิ่งที่มนุษย์พึงปรารถนา. มันไม่ใช่สิ่งที่จะมาพูดกันอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ, ถ้าท่านฟังให้ดีจะรู้สึกว่า ไม่มีเรื่องซ้ำ ๆ ซาก ๆ. ความหมายของคำ มรรค ผล นิพพาน.
อ้า, ทีนี้ก็จะได้พูดต่อไปตามที่ตั้งใจไว้ ในชั้นแรกนี้ก็คือ ความหมายของคำแต่ละคำที่พูดนั้นเอง; คำว่ามรรค ผล ท่านก็จะได้ยินแต่ว่ามันเป็นเรื่องสูงสุด อยู่ที่วัดอยู่ในป่า เป็นการบรรลุมรรคผล เพื่อ-เป็นพระอรหันต์ไปเลย, ไม่รู้ว่าคำว่ามรรคผลนี้มันเป็นคำธรรมดา ๆ, อยู่ที่บ้านที่เรือนก็มีการบรรลุมรรคผล ในความหมายของคำว่ามรรคผล, ไม่ต้องไปเป็นพระอรหันต์. มันมีใจความสำคัญอยู่ที่ว่า ทำอะไรต้องให้สำเร็จ. คำว่านิพพานก็เหมือนกันอีก คนได้ยินคำว่านิพพานก็นึกไปถึงที่ไหนก็ไม่รู้, ที่ตายแล้วไปนิพพาน โลกอื่นไปจากนี้ที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วก็ไปนิพพาน, หรือว่านิพพานชนิดที่พระอรหันต์ท่านบรรลุ, จนไม่รู้ว่า นิพพานในบ้านเรือนมันก็ยังมี และจำเป็นกว่า จำเป็นก่อน ที่เราจะต้องมีให้ได้. ถ้าเราไม่มีนิพพานในบ้านเรือน หรืออยู่ที่เนื้อที่ตัวเป็นปรกติพอสมควรแล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะเข้าใจคำว่าพระนิพพานอันสูงสุดเต็มตามความหมาย ที่ว่าบรรลุพระนิพพาน คือเป็นพระอรหันต์. ที่พูดนี้ หมายความว่า จะบอกให้ทราบว่า คำว่ามรรคผลนี้ในภาษาคน ภาษาชาวบ้านนี้ ก็มีความหมายหนึ่งระดับหนึ่ง ซึ่งเราจะต้องรู้. นิพพานก็เหมือนกัน ในภาษาคน ภาษาชาวบ้านนี้ก็จะต้องรู้ ว่ามันมีความหมายอีกระดับหนึ่ง. คำว่า มรรคผลนั้น ขอให้นึกถึงคำที่ว่า บางทีคนไม่รู้อะไรมันก็พูด มันยืมมาพูด, หรือพูดต่อ ๆ กันมาจนชินว่า ทำอะไรต้องให้บรรลุมรรคผล, จนอาจจะพูดได้ว่า ทำนาปีนี้ไม่ได้มรรคผล เพราะการทำนาปีนี้มันเสียหายหมด หรือมันไม่ได้เต็มที่ ไม่เป็นมรรคเป็นผล คือมันไม่ได้เต็มที่; มรรคผลอย่างนี้ควรจะสนใจเป็นเบื้องต้น. และคำว่านิพพานนี้ก็เหมือนกัน, คำว่านิพพานแปลว่าเย็น, ต้องปรากฏที่ชีวิต ให้เป็นชีวิตเย็น, ความเป็นอยู่กันอย่างเยือกเย็นที่บ้านที่เรือน ไม่มีความเร่าร้อน เย็นตามที่คนธรรมดาทั่วไปจะพอใจ. นี่คือความหมายของคำว่าเย็นหรือนิพพาน ซึ่งเป็นคำเดียวกันในภาษาคน; แต่ว่าดูไม่ออก ก็เลยไม่มีในภาษาคน, คำว่านิพพานในภาษาคนเลยกลายเป็นนิพพานที่เข้าใจไม่ได้ไปเสียอีก. คนธรรมดาครั้งโบราณนั้น เขาพูดถึงคำว่านิพพานกันอยู่ทั่วไป ในเรื่องนั้น ในเรื่องนี้ ในเรื่องโน้น เป็นประจำวันในบ้านเรือน, ถ้าว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องทำให้เย็น : ทำไฟให้ดับนี้ก็เรียกว่าทำไฟให้นิพพาน, เอาน้ำมาสาดให้ไฟดับ อย่างนี้ก็เรียกว่าทำไฟให้นิพพาน, หรือว่าช่างทองเขาเผาทอง แล้วเขาชุบน้ำให้สีมันดี เขาก็เรียกว่าทำแท่งทองให้นิพพาน, อะไร ๆ ก็ตามแม้แต่ในครัว ถ้ารอให้ข้าวมันเย็นเสียก่อน แกงเย็นเสียก่อน จึงจะกินได้ ก็ใช้คำว่านิพพานหมด. ฉะนั้น คำว่านิพพาน ในความหมายธรรมดาทั่วไปนั้น ก็คือว่า เย็น หรือทำให้เย็น. ท่านเข้าใจความหมายของคำพูดแต่ละคำไว้ให้สมบูรณ์ ทั้งภาษาคนและทั้งภาษาธรรม นั่นแหละจึงจะเข้าใจพระธรรมได้อย่างเต็มที่ คือเป็นประโยชน์ได้จริง. เดี๋ยวนี้เข้าใจ เรียนมาก แล้วบอกว่าเข้าใจ แต่ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย; นั่นมันเท่ากับไม่เข้าใจ จึงต้องเอามาพูดกันอีก. อย่าเพ่อรำคาญ ว่าเอาเรื่องที่พูดกันอยู่ก่อนนั้นมาพูดอีก เพื่อให้รู้จนมันเป็นประโยชน์, จนใช้ให้เป็นประโยชน์ได้, เช่นคำว่ามรรคผลนี้ ขอให้มันอยู่กับเราอยู่ตลอดเวลา, ทำอะไรจะให้มันสำเร็จประโยชน์เต็มที่หรือดีที่สุด. บางทีแม้แต่ว่าจะทำกับข้าวสักอย่างหนึ่ง ก็ขอให้มันสำเร็จประโยชน์ดีที่สุด, ดีที่สุดที่มันจะดีได้. นี้ก็เรียกว่ามันเป็นมรรคเป็นผลด้วยเหมือนกัน, แล้วมันมีผลสบายใจเย็นใจได้ มันก็มีความหมายแห่งนิพพาน. ภาษาธรรมะล้วนแต่ยืมไปจากภาษาชาวบ้าน หรือคนธรรมดา ภาษาธรรมะจะมีอยู่ในพระบาลีพระคัมภีร์กี่ร้อยคำเถอะ, แต่ละคำนั้นยืมไปจากภาษาที่ชาวบ้านเขาพูดกันอยู่ก่อนทั้งนั้น; ข้อนี้ขอให้เข้าใจและมองเห็นเถอะ แล้วก็จะเห็นอะไรต่อไปอีกมาก. พวกที่ไปค้นทางธรรมะ ครั้นรู้ธรรมะแล้ว เขาไม่อาจจะตั้งชื่อขึ้นใหม่มาได้ เขาตั้งชื่อใหม่ขึ้นมาไม่มีใครฟังถูก; แต่ถ้าเอาชื่อที่ชาวบ้านเขารู้กันอยู่แล้วนั่นแหละมาเป็นชื่อและพูด ชาวบ้านเขาก็รู้สิ ยกตัวอย่าง เช่นคำว่า นิพพานอย่างนี้ มันแปลว่า เย็น; ไปอยู่ป่าเสียนานไปค้นพบธรรมะ ที่เป็นความเย็นแห่งจิตใจ, แล้วพอกลับเข้ามาในเมือง ก็มาบอกชาวบ้านว่า ฉันพบความเย็นแล้ว ซึ่งหมายความถึงความเย็นใหม่ ที่ชาวบ้านยังไม่เคยรู้เรื่อง. เขามาแสดงความเย็น ชาวบ้านก็สนใจ เพราะว่าชาวบ้านก็ต้องการความเย็นอยู่ และความเย็นที่มีอยู่ตามธรรมดานั้นไม่เพียงพอ ไม่เป็นที่น่าพอใจ ยังไม่สูงสุด จนกระทั่งคนทีหลังพบดีไปกว่านั้น ก็ยังใช้คำว่าความเย็นอยู่นั่นเอง มาบอกคนในเมืองว่าพบความเย็นที่ดีกว่า. นี่คำว่านิพพาน มันก็เลื่อนชั้นตัวเองได้ คือเย็น ๆ ๆ จนเย็นที่สุดที่ไม่มีเย็นกว่านั้น คือหมดกิเลส. ก่อนนี้เขาเอาความได้ตามอารมณ์ที่ต้องการ ว่าเป็นนิพพานก็มี, แล้วมันก็ไปไม่รอด เพราะมันเย็นเดี๋ยวเดียว แล้วมันเย็นชนิดที่หลอก ๆ จนกระทั่งมีคนพบเรื่องสมาธิ เรื่องฌาน เรื่องสมาบัติว่าเป็นนิพพาน ว่าเย็น ก็ไปกันได้พักหนึ่ง พักใหญ่แหละ เพราะมันมีหลายระดับ, ฌานสมาธิมีหลายระดับ ก็เป็นความเย็นไปได้หลายทอด. เย็นคนสุดท้ายก็คืออาจารย์ของพระพุทธเจ้านั่นเอง คืออาฬารดาบส อุทกดาบสนั่นเอง ที่เขาพบความเย็นในระดับอากิญจัญญายตนะ, เนวสัญญานาสัญญายตนะ อย่างนี้เป็นต้น. แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ยอมรับว่ามันเย็นเพียงเท่านั้น, ท่านต้องไปค้นหาของท่านเองจนพบว่า สิ้นกิเลส, สิ้นความยึดถือว่าตัวตนที่เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส, สิ้นกรรม ถ้าสิ้นความยึดถือว่าตัวตน มันก็สิ้นกิเลสด้วยสิ้นกรรมด้วย ทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่, กรรมทั้งหลายเลิกล้างกันไปหมด เพราะความสิ้นความยึดถือว่าตัวตน, นี่กรรมมันเลิกละลายไปเอง เมื่อหมดความยึดถือว่าตัวตน. นี่นิพพานแท้จริงสูงสุดครั้งสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าท่านพบ แล้วก็นำมาสอน แล้วก็ใช้ชื่อเดิม นั่นเองชื่อเดิมอีก, แท้จริงครั้งสุดท้าย คำว่านิพพาน นิพพาน. พวกอื่นเขายังถือลัทธิตามแบบของเขา, เขาก็เอานิพพานตามแบบของเขา ก็มีคำว่านิพพานนิพพาน. ฉะนั้นมันจึงมีคำว่านิพพานเต็มไปหมด, หรือกลุ้มไปหมด แต่มีความหมายเฉพาะพวก. ที่ต่ำที่สุดก็เรื่องกีสาโคตมี ใช้คำว่านิพพานในฐานะความเย็นอกเย็นใจ, ความเย็นอกเย็นใจที่เราพูดถึงกันอยู่ตามธรรมดานั่นแหละ; ถ้าเย็นอกเย็นใจได้แล้วก็ใช้คำว่านิพพานเหมือนกัน. เช่นประโยคที่ว่า บุรุษนี้ถ้าเป็นลูกของใคร บิดามารดาของเขาก็จะนิพพาน, นิพฺพุโต คือ นิพพาน ในที่นั้นหมายความว่าเย็นอก เย็นใจ. ถ้าพูดเป็นไทย ๆ ก็ว่า บุรุษนี้เป็นลูกของใครพ่อแม่ของเขาก็จะเย็นอก เย็นใจ; คำว่าเย็นอกเย็นใจนั้นคือนิพพาน. นิพพานภาษาธรรมะที่ใช้กันอยู่แล้วในบ้านเรือนก็มีอยู่ก่อนแล้วอย่างนี้เป็นอย่างต่ำ จนกว่าจะพบเป็นลัทธิที่สูงขึ้นไปขึ้นไป นี่ขอให้เรารู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ แล้วเราก็จะหาพบชนิดที่ต้องหาให้ได้ หรือตามที่เราควรจะต้องการ, คืออย่างน้อยเป็นนิพพานชนิดที่อาจจะมีได้จริง อยู่กะเราได้จริง, แล้วก็อยู่ได้ตลอดไป. นี่ขอให้รู้จักและเอามาให้ได้ แม้จะยังไม่ใช่นิพพานสูงสุด คือสิ้นกิเลสอาสวะ ก็ขอให้มีความเย็นอกเย็นใจอยู่ที่นี่, อย่าให้อยู่ด้วยความร้อน หรือความรบกวนของกิเลสเลย. นี่คำว่า มรรคผลก็ดี, คำว่านิพพานก็ดี มีความหมายตั้งแต่ต่ำที่สุดจนถึงสูงที่สุด; แม้ว่าจะเป็นอย่างที่ว่าถูกต้องแท้จริง ก็ยังมีตั้งแต่อย่างต่ำที่สุด จนถึงอย่างสูงที่สุด. ถ้าจะเป็นเรื่องที่ผิดพลาดไม่ถูกต้องก็ไม่ต้องเอา, เราก็ไม่ต้องเอา ซึ่งมันก็มีหลายอย่างหลายแบบออกไปอีก. แต่ที่ถูกต้องที่ควรจะเอา มันก็ยังมีหลายอย่างหลายแบบ; เช่นคำว่านิพพานมีความหมายหลายระดับ ขอให้อยู่กับพระนิพพานอันแท้จริงระดับใดระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ขอให้เป็นชาวบ้านที่มีความเย็นอกเย็นใจ. อย่าไปนึกถึงหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์เลย อยู่ที่บ้านที่เรือนกะวัวกะควายกะไร่กะนานั่นแหละ, ขอให้ฉลาดกว่าคนอื่น ๆ อยู่อย่างที่มีความเย็นอกเย็นใจ สูงสุดในประโยชน์ในโลกนี้ ตามที่ควรจะได้ควรจะมี, แล้วก็มีความหมายแห่งพระนิพพานอันแท้จริง เป็นที่มุ่งหมายปลายทาง. อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสแก่ฆราวาสแท้ ๆ พวกหนึ่ง มีลูกมีเมียจูงลูกจูงหลานไปด้วยกัน ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าขอให้แสดงธรรมะที่เป็นประโยชน์แก่ฆราวาสมากที่สุด. พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงสุตตันตะอันเกี่ยวกับสุญญตา : สุตฺตนฺตา สญฺตปฺปฏิสํยุตฺตา ตถาคตภาสิตาคือความรู้เรื่องสุญญตา นี่ตรัสแก่ชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนา มีลูก มีบ้านมีเรือนมีอะไรอยู่, ก็ขอให้อยู่อย่างมีความรู้เรื่อง สุญญตา, ไม่ต้องร้อนใจ ไม่มีความเร่าร้อนเป็นทุกข์เพราะสิ่งเหล่านั้น. เรื่องวัวควายไร่นาก็เป็นไปตามเรื่องของวัวควายไร่นา; ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นมา ก็ไม่ต้องร้อนใจ, แก้ไขไปโดยไม่ต้องร้อนใจ. นี่ความรู้เรื่องสุญญตา ที่สูงสุดในพระพุทธศาสนาเทียบชั้นนิพพาน กลับมาทรงสอนแก่ชาวบ้าน ชั้นต่ำชั้นธรรมดา, เป็นชาวไร่ชาวนา ให้รู้เรื่องสุญญตา ว่าสิ่งทั้งปวงมันเป็นธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติของมันเช่นนั้นเอง. อย่าเอามาเป็นตัวกูเป็นของกู ก็จะไม่เกิดความร้อนหรือความทุกข์ชนิดใด. นี่เมื่อเราพูดอย่างนี้ คนบางพวกเขาหาว่า พูดไม่จริงบ้าง, หลอกชาวบ้านบ้าง, ชาวบ้านที่นี่ก็จะถูกหลอกมากกว่าใครที่สุด ที่ได้ยินได้ฟังคำว่า เรื่องนิพพานเรื่องหลุดพ้นนี้, มันมีได้ระดับหนึ่ง แก่ชาวบ้านทั่วไปในระดับธรรมดาทั่วไป. ใครจะว่าอย่างไรก็ตามใจ แต่ยังขอบอกกล่าวท่านทั้งหลายอย่างนี้อยู่เสมอ ว่าพวกชาวบ้านนี่แหละ อยู่อย่างชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนาชาวสวนตามธรรมดา แต่ให้อยู่ด้วยความรู้เรื่องสุญญตา คือความว่างจากตัวตนตามธรรมชาติของมันเอง, แล้วอย่าไปยินดียินร้าย เมื่อมันเปลี่ยนแปลง, มันเปลี่ยนก็เป็นไปตามที่มันเปลี่ยนแปลง เราไม่ต้องยินดียินร้ายให้โง่; นี่จะเป็นชีวิตที่เยือกเย็น. อย่าทำอะไรด้วยความหวัง ด้วยกิเลสตัณหา หิวกระหาย; อย่างชาวนาทำนา ทำให้ถูกต้องทำให้ดีที่สุดสนุกเมื่อทำด้วย เมื่อทำก็สนุก แล้วก็รอกว่ามันจะออกรวง ก็รออยู่ด้วยความสนุก, มันออกรวงก็เก็บเกี่ยวได้ด้วยความสนุก. อย่าไปหวังชนิดที่ให้มันออกวันนี้ให้มันออกพรุ่งนี้, หรือหวังว่ามันจะต้องได้เต็มที่, หรือหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เป็นชาวนาโง่ที่อยู่ด้วยความหวัง. จำนิทานเรื่องแม่ไก่ไว้ให้ดี ๆ พระพุทธเจ้าท่านเล่าเอง แม่ไก่ฟักไข่ให้ถูกต้องก็แล้วกัน, ไข่ก็ออกเป็นลูกไก่เองตามกำหนดตามเวลา. ถ้าแม่ไก่ตัวไหนมีความคิดความหวังทุรนทุรายอยู่ในใจ ว่าลูกไก่จงออกมา, ลูกไก่จงออกมา นี่มันเป็นแม่ไก่บ้า. นี่ระวังให้ดี, อย่าเป็นแม่ไก่บ้า อย่าเป็นชาวนาบ้า, ให้มันเย็นไปตั้งแต่ต้นจนปลายตลอดปีตลอดปีเพราะรู้ธรรมะที่เนื่องอยู่กับสุญญตา. พระบาลีนั้นมีว่า สุญฺตปฺปฏิสํยุตฺตา เนื่องเฉพาะอยู่ด้วยสุญญตา. ความรู้นั้นทำให้เรามองเห็นว่ามันเป็นสุญญตา คือว่างจากความหมายแห่งตัวตนหรือของตน ที่เราจะบังคับบัญชามันได้; เมื่อมันเป็นไปอย่างนั้น ก็อย่างนั้นสิ ก็อย่างนั้นสิ, ก็อย่างนั้นเอง, จะต้องเป็นทุกข์ทำไม. เราทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันก็ต้องเป็นตามที่มันควรจะได้; ถ้ามันพลาดไปบ้างก็ช่างมัน สี่ครั้งห้าครั้งมันจะพลาดสักครั้งหนึ่งก็ช่างมันสิ, เราอยู่โดยที่ว่า ได้มาก็อย่างนั้นเอง, ไม่ได้มาก็อย่างนั้นเอง, ได้สมหวังก็อย่างนั้นเอง, ได้ไม่สมหวังหรือไม่ได้มาก็อย่างนั้นเอง. ฉะนั้นอย่าอยู่ด้วยความหวัง, หรือถ้าหวังก็หวังด้วยสติปัญญา ก็ไม่เรียกว่าความหวัง หวังต้องด้วยความโง่, หวังอย่างกระหาย อย่างหิวกระหายหวัง นี้เรียกว่าความหวัง เป็นกิเลสมาจากอวิชชา. ถ้าต้องการด้วยสติปัญญา ไม่ต้องหวัง ไม่มีหวัง, จะต้องการก็ได้ ต้องการด้วยสติปัญญาที่ควรจะต้องการ รู้ว่าทำอย่างไรแล้วก็ทำ ทำแล้วก็ไม่ต้องหวัง. อย่างนี้ไม่เรียกว่าความหวัง ไม่เรียกว่าตัณหา ไม่เรียกว่าอาสาเป็นต้น ซึ่งแปลว่าความหวัง, ก็เรียกว่าสังกัปโป; เหมือนเขาให้พร เมื่อพระให้พรถวายทานนั้น สังกัปปะของท่านทั้งหลาย คือความต้องการความดำริของท่าน จงบริบูรณ์เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าหวังก็ต้องเป็นทุกข์ เพราะหวังด้วยความโง่ด้วยกิเลส; ถ้าต้องการด้วยสติปัญญามันไม่อยู่ในรูปของความหวัง. ถ้ามันจะออกมาในรูปที่ผิดจากความต้องการของเรา เราก็หัวเราะเยาะไว้ล่วงหน้าแล้ว, ต้อนรับได้ด้วยความหัวเราะเยาะ. บางที่จะบอกให้มันผิดหวังดูบ้าง ถ้ามันจะผิดหวังแล้วก็ส่งเลย, เอ้อ ผิดหวังก็ดีเหมือนกันให้มันผิดหวังไปเลย. ถ้ามันแสดงออกมาว่าจะผิดหวังตามที่เราหวังไว้ อย่าให้มันกัดเรา ผิดหวังก็ผิดสิ มันเป็นธรรมดาอย่างนี้. นี่ชีวิตที่เยือกเย็น พูดกันมาตั้งยืดยาวนี้ เพื่อจะบอกเพียงคำเดียวว่า มันเป็นชีวิตเยือกเย็น, ชีวิตที่ไม่ร้อน เพราะว่าเราได้จัดได้ทำไว้ อย่างถูกต้อง ก็อยู่เป็นสุขเต็มที่ที่ควรจะอยู่ได้, จะไม่เกิดโรคประสาท และเป็นบ้าในที่สุด เหมือนที่เป็นกันอยู่มาก ๆ นั่นมันอยู่ด้วยชีวิตร้อน ทนทรมานอยู่ตลอดเวลา ไม่เท่าไรก็ต้องเป็นบ้า, อย่างน้อยก็เป็นโรคประสาทคุ้มดีคุ้มร้ายไปทีเดียว. นี่คำว่ามรรคผลนิพพานนี้ ขอให้ขยายความหมายกว้างออกไป จนเป็นสิ่งที่มีได้ประจำบ้าน ประจำเรือน จะเลี้ยงไก่จะเลี้ยงหมู ขอให้มันเป็นมรรคเป็นผล. นี่ฟังดูให้ดีซิ จะเลี้ยงไก่เลี้ยงหมู ขอให้เป็นมรรคเป็นผล คือมันสำเร็จดีที่สุดนั่นเอง, หรือว่าจะทำนาก็ให้เป็นมรรคเป็นผล ให้มันสำเร็จดีที่สุด, นี่เราต้องการชีวิตชนิดนี้ จึงชวนกันมาอธิบายกันใหม่ ในความหมายของคำว่า มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นผลของจิตตภาวนา. วินิจฉัยคำว่าจิตตภาวนา.
นี้จิตตภาวนา ก็เป็นคำที่ต้องวินิจฉัย เช่นเดียวกัน เพราะว่าท่านทั้งหลาย จะได้ยินคำว่าจิตตภาวนามาแต่ในทางที่บำเพ็ญจิต ของพวกอยู่ป่าอยู่ดง ทำสมาธิ ทำวิปัสสนา ทำกัมมัฏฐานอะไรเหล่านั้นเท่านั้น นั้นเรียกว่าจิตตภาวนา. นั่นมันรู้แคบ ๆ มันมุ่งหมายแคบ ๆ, มันก็แคบจนไม่เอามาใช้เป็นประโยชน์ได้. คำว่า จิตตภาวนา ต้องให้หมายความหมดจดสิ้นเชิง ว่าเราทำจิตให้มันดีขึ้นได้อย่างไร เท่าไร ก็เป็นจิตตภาวนาหมด, แม้แต่จะทำจิตให้ดีขึ้นสักนิดหนึ่ง ก็เรียกว่าทำจิตตภาวนา, แม้ไม่ได้ทำกัมมัฏฐานภาวนา ออกท่าออกทางเหมือนที่เขาทำ ๆ กันอยู่ ก็ยังได้, เราทำตามแบบของเรา ที่ใครเห็นแล้วไม่เชื่อ ไม่ยอมรับว่าเป็นจิตตภาวนา. แต่เราสามารถทำให้จิตของเราดีขึ้น, ให้จิตของเราในวันนี้มันดีขึ้นกว่าจิตเมื่อวานนี้, ให้มันแจ่มแจ้งในอะไรดีกว่าวานนี้, ให้มันอดกลั้นได้ ให้มันเฉย ๆ ได้ ให้มันแก้ปัญหาได้ดีกว่าจิตเมื่อวานนี้, เพียงแต่เท่านี้ก็เรียกว่าเป็นจิตตภาวนาแล้ว ถ้าว่าเราทำ, ถ้าเป็นผลของการกระทำของเรา. ถ้ามันดีของมันเองตามธรรมชาติ นี้ไม่เรียกว่าจิตตภาวนา เพราะว่าเราไม่ได้ทำ, แต่ถ้ามันดีขึ้นเพราะการกระทำของเราเพราะการศึกษาอบรมของเรา ก็ต้องเรียกได้ทั้งนั้นแหละว่าจิตตภาวนา, คือว่ามันฉลาดขึ้นก็แล้วกัน. ในการงานทุกชนิดไม่ว่าการงานอะไร ถ้าผู้ทำคอยสังเกตดูให้ดี ๆ แล้วทำให้ดีขึ้น ฉลาดขึ้นกว่าที่แล้ว ๆ มา, อย่างนี้ก็เรียกว่าจิตตภาวนาได้เหมือนกัน. ฉะนั้นคนที่เป็นศิลปิน ทำงานฝีมือคิดนึก อะไรต่าง ๆ นี้ เขาก็มีจิตตภาวนาโดยอัตโนมัติอยู่ในการกระทำของเขา. คนที่ต้องใช้สติปัญญาทุกคนจงมองให้เห็นว่า มีจิตตภาวนา คือทำให้จิตมันดีขึ้น; จะเป็นชาวนาก็ได้, เป็นพ่อค้าก็ได้, เป็นหมอเป็นแพทย์เป็นทนายความ เป็นอะไรก็ตามเถอะ, ถ้าเขากระทำชนิดที่ว่าจิตของเขาดีขึ้น ฉลาดขึ้นนั้นก็รวมอยู่ในคำว่าพัฒนาจิต หรือทำให้จิตเจริญขึ้นได้ด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นให้พยายามเข้าใจความหมายของคำสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ที่เคยเข้าใจกันมาอย่างแคบ ๆ ให้ถูกต้องเสียใหม่, ให้กว้างขวางเต็มตามความหมายของคำ ๆ นั้น; เช่นว่าทำภาวนา จิตตภาวนา ไม่ใช่ไปนั่งพึมพำอยู่ในป่า, ที่ไหนก็ได้ที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ถ้าทำให้จิตมันดีขึ้น. ฉะนั้น คนที่ทำอะไรด้วยความระมัดระวังอย่างสุขุมรอบคอบอยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนนั้น คนนั้นเป็นจิตตภาวนา, ทำจิตตภาวนา, มีจิตตภาวนาอย่างดี, แต่คนที่ทำอะไรโง่เขลา พรวดพราด ชุ่ย ๆ หวัด ๆ อย่างนี้ มันไม่มีดอก มันไม่มีแก่คนชนิดนั้น. ส่วนที่ไปทำเป็นพิธีรีตอง ในที่สงบสงัดตามแบบฉบับที่วางไว้สำหรับกัมมัฏฐานสำหรับวิปัสสนา นั้นก็เป็นจิตตภาวนาถูกแล้ว แต่มันเฉพาะเรื่องมากเกินไป, หรืออยู่ในระดับที่ชาวบ้านทำไม่ได้. ต้องขยับขยายปรับปรุงลงมา ให้ถึงระดับที่ชาวบ้านเขาจะทำได้, ให้เวลาของเขาสามารถปรับปรุงจิตให้สูงขึ้นไปก็แล้วกัน. พูดอย่างหยาบคายที่สุด เมื่อนั่งอยู่บนโถส้วมนั่นแหละ ก็ทำจิตตภาวนาได้ ไม่เชื่อไปลองดูอาตมารับประกัน มันเป็นสิ่งที่ทำได้ แล้วบางทีจะดีหรือง่ายกว่าเวลาอื่นด้วยซ้ำไป เพราะเมื่อคนที่นั่งอยู่บนโถส้วมนั้น วิตกกังวลมันหายไปไหนหมดไม่รู้. บางทีความที่มันจะถ่ายออกมานั้น มันกลายเป็นนิมิตหรืออารมณ์อย่างเดียวให้, แล้วคนก็คิดนึกอะไรได้ดี เพราะว่าจิตมันเป็นอารมณ์เดียวได้เอง. ขอให้ใช้ประโยชน์ในทางจิตตภาวนาทุกขณะ ทุกระยะทุกเวลา แม้ที่สุดแต่ว่ากำลังนั่งอยู่บนโถส้วม. พูดแล้วมันก็ไม่น่าฟังแต่ถ้าไม่พูด มันก็ไม่มีทางที่จะรู้เหมือนกัน จึงต้องพูดว่ามันมีอะไรบ้าง. นี่คำที่เราเอามาพูดกันให้มันกว้างขวางออกไป คือคำว่ามรรคผลก็ดี นิพพานก็ดี จิตตภาวนาก็ดี. จิตนี้ฝึกอบรมพัฒนาได้.
อ้า! ทีนี้มาถึงคำว่าจิตแล้ว ก็ต้องพูดกันต่อไปในเรื่องที่เกี่ยวกับคำว่าจิตเคยพูดมาหลายครั้งหลายหนเต็มทีแล้ว จนบางคนเบื่อแล้วสั่นหัวแล้ว, ไม่อยากจะฟังแล้วมันซ้ำ ๆ ซาก ๆ คือคำพูดที่ว่า จิตนี้เป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้, จิตนี้เป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้ หมายความว่าฝึกฝนอบรมได้; แต่มีคนโง่จำนวนมากเกือบจะทั้งหมดของจำนวนคนเขาว่าไม่ได้ เขาว่าไม่ได้. แต่เราว่าได้, จิตนี้เป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้ นิสัยสันดานก็เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ เลิกเพิกถอนได้, อย่าหลงใหลไปว่ามันเปลี่ยนไม่ได้, จิตนี้มันเปลี่ยนได้ ถ้าทำให้ถูกวิธี. สิ่งที่เรียกว่า นิสัยก็เป็นสิ่งที่แก้ได้, เพิกถอนได้. คนโง่เท่านั้น มันพูดอย่างดันหลังหลับตา ว่านิสัยเปลี่ยนไม่ได้, นิสัยเปลี่ยนไม่ได้. นี้มันสำหรับคนโง่พูด ก็ให้มันพูดไปก็แล้วกัน; แต่ที่จะพูดกันอย่างหลักธรรมะกฎอิทัปปัจจยตาเป็นต้นแล้ว ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนไม่ได้, นิสัยสันดานก็เปลี่ยนได้. แต่มักจะยึดถือกันเสียว่า เปลี่ยนไม่ได้, เอ้า, เปลี่ยนไม่ได้ก็ตายไปกะอันนั้นสิ; แต่ถ้าใครคิดว่าเปลี่ยนได้ ก็อาศัยหลักธรรมะที่ถูกต้องกัน มันก็เปลี่ยนได้ แล้วมันก็ได้รับผลประโยชน์. นิสัยที่แท้นั้น มันก็เป็นความเคยชินที่เพิ่มเข้า เพิ่มเข้า ๆ ถ้าเราลดเสีย, ไม่เพิ่มเข้า มันก็ลดถอยลงและเปลี่ยนได้. นี้เป็นหลักในพระบาลีเอง ไม่ใช่ว่าเอาเอง; เช่นเรามีความโลภมีความรักทีหนึ่ง มันก็มีนิสัยเช่นนั้น หน่วยหนึ่งอันหนึ่งทีหนึ่ง, พอมีอีกมันก็เพิ่มเข้าอีก, พอมีอีกมันก็เพิ่มเข้าอีก ไปจนเป็นนิสัยเช่นนั้น. เช่นบางคนขี้โกรธยิ่งกว่าคนบ้า เพราะว่ามันเพิ่มนิสัยอย่างนั้นเข้าไปจนเป็นนิสัยเช่นนั้น. นี้เราจะรื้อจะถอนทิ้งก็ได้ ถ้าเรารู้วิธี, คือเมื่อถึงคราวมันยั่วให้โกรธ มาให้โกรธไม่โกรธ มันก็ลดลดไปหนึ่ง, มาอีกก็ควบคุมได้ไม่โกรธ มันก็ลดทีหนึ่ง, มันก็ลดไปเรื่อย ๆ จนมันหมดนิสัยที่จะโกรธ, หมดอุปนิสัยหรือหมดอนุสัยที่โกรธ. อนุสัยหมวดความโลภ เรียกว่าราคานุสัย, อนุสัยหมวดความโกรธ เรียกว่าปฏิฆานุสัย, อนุสัยหมวดความโง่ เรียกว่า อวิชชานุสัย. นี่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ในฐานะเป็นสิ่งที่ลดได้ ถอนได้, ถอนออกได้ทีละนิดทีละนิด ด้วยการที่ไม่ยอมทำ หรือไม่ปล่อยให้ทำชนิดนั้น ทุกครั้งที่มันมาสำหรับจะให้ทำ : มันมาให้รักให้โลภให้อยากได้, เอ้า, ไม่เอากะมัน นิสัยนั้นมันจะลดลงไปนิดหนึ่ง, ทีหลังมาอีกก็ไม่เอากะมันมันก็ลดลงไปอีกนิดหนึ่ง, ทีหลังมาอีกก็ไม่เอากะมัน, มันก็ลดลงไปอีกนิดหนึ่ง; นี่เรียกว่ามันถอนได้อยู่อย่างนี้. ที่ทำให้โกรธให้เกลียดก็เหมือนกัน ก็ไม่เอากะมัน มันก็ลดลงไปนิดหนึ่ง, ที่ให้โง่ที่ให้กลัว ที่ให้อะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความโง่นั้น ไม่โง่กะมัน ไม่ไปกลัวมัน, สิ่งที่มาให้กลัวเมื่อไรก็ไม่กลัวมันไม่กลัวมันไม่กลัวมัน มันก็ลดนิสัยกลัวลงไป, ลงไป จนไม่กลัวอะไร. นี่ขอให้รู้ว่า จิตเป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้ จนเหมือนกะว่าผิดตรงกันข้ามไปจากเดิม ที่เคยรักเคยอยากเคยโลภ ก็ไม่, ที่เคยโกรธเคยเกลียด ก็ไม่, ที่เคยกลัวเคยโง่ เคยหลงหรือเคยสะเพร่า อะไรก็ไม่; นี่มันเป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้ จนกระทั่งว่ารื้อทิ้งลงไปหมดเลย, รื้อทิ้งออกไป ไม่ให้เหลืออยู่ในจิตใจเลย ที่จะรักจะโกรธจะเกลียดจะกลัวนี้. แต่มันสูงขึ้นไป มันก็ต้องทำด้วยวิธีการที่สูงขึ้นไป. เดี๋ยวนี้ในระดับธรรมดานี้ แม้แต่เด็ก ๆ ก็จะทำได้. พ่อแม่อย่าโง่, พ่อแม่อย่าเป็นคนโง่ ทำให้เด็กเพิ่มความรักเพิ่มความเกลียดความกลัวความอะไรจนเป็นนิสัยขึ้นมา, หลอกให้เด็ก ๆ หลงใหลในของรักของสวยงาม, หลอกให้เด็กกลัวนั่นกลัวนี่ กลัวจิ้งจกตุ๊กแก. นี่เป็นเรื่องความโง่ของพ่อแม่ทั้งนั้นแหละ, มันเป็นความยากแก่เด็ก, มันก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่กับเด็ก ที่ทำให้เราทีหลังนี้มาพลอยลำบาก เพราะว่ามันทำผิดพลาดมาตั้งแต่ทีแรก. เอาละ, เป็นอันว่า ขอให้มองเห็นชัดว่า จิตเป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้ นั่นแหละคือจิตเป็นสิ่งที่พัฒนาได้; เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว จิตตภาวนาจะมีแก่บุคคลนั้น. ถ้าบุคคลนั้นไม่ยอม มันโง่มันปักหลักตายตัวว่า จิตเปลี่ยนไม่ได้ดังนี้แล้ว, จิตตภาวนาก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น. ฉะนั้นบุคคลใดจะมีจิตตภาวนา เขาต้องมีความเข้าใจอย่างพื้นฐานถูกต้องเพียงพอเสียก่อน. ขออย่าให้พ่อแม่สอนลูกเด็ก ๆ ผิดวิถีทาง จนเด็กไปรักไปโกรธไปเกลียดไปกลัวอะไรหนาแน่นจนแก้ไขยาก. นั่นน่ะพ่อแม่นั่นเอง เป็นผู้ทำความเสียหายให้แก่เด็ก ๆ, ทำให้เกิดปัญหาที่แก้ยากแก่เด็ก ๆ. ถ้าพ่อแม่อบรมสั่งสอนมาถูกต้องตั้งแต่เด็ก ๆ, ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่มี. นี้สรุปความว่า มันมีข้อเท็จจริงของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ ว่าจิตเป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้, หรือสามารถจะรื้อทิ้งออกไปหมดได้ ในส่วนที่ไม่พึงปรารถนา. ที่เรียกว่านิสัยที่ไม่พึงปรารถนาของจิต ที่ทำมาผิด ๆ แต่อ้อนแต่ออกนั้น เป็นสิ่งที่รื้อทิ้งได้, อยากจะพูดว่า แม้ติดมาจากชาติก่อนก็รื้อทิ้งได้. แต่เดี๋ยวนี้ไม่อยากจะพูด เพราะมันเอามาให้เห็นไม่ได้, เรื่องชาติก่อนมันเอามาให้เห็นไม่ได้, มันเป็นการบังคับให้เชื่อตามคนอื่น นี้ไม่ถูกตามหลักพุทธศาสนา. ฉะนั้น สิ่งที่เอามาให้เห็นไม่ได้ เราไม่พูด, เราไม่เอามาบังคับให้ใครเชื่อ. คนอื่นเขาทำกันก็ตามใจ เราไม่ทำ เราจะพูดแต่สิ่งที่พอมองเห็นได้ ว่ามันเป็นอย่างนั้น. นิสัยอะไรที่สร้างกันขึ้นมาตั้งแต่เป็นทารกแต่อ้อนแต่ออกมันแก้ไขได้ มันปรับปรุงได้, กระทั่งมันรื้อทิ้งเสียได้ จนมันเปลี่ยนนิสัยเป็นตรงกันข้ามแล้วเขาก็จะไม่มีความทุกข์เลย. จิตพัฒนาตัวเองได้ ถ้าอบรมให้ถูกวิธี.
นี้จะให้ดูโดยละเอียดต่อลงไปอีก สำหรับสิ่งที่เรียกว่าจิต คือดูที่จิต ซึ่งมีความแปลกประหลาดมหัศจรรย์. จิตนี้มีอะไร ๆ ที่มีความประหลาดน่าอัศจรรย์มาก, จนเรียกว่ามหัศจรรย์ เพราะมันอัศจรรย์มาก น่าอัศจรรย์มาก. ตามธรรมชาติแท้ ๆ ของจิต ธรรมชาติแท้ ๆ ของจิตนั้นมันก็น่าอัศจรรย์, คือว่าจิตนี้มันเป็นธาตุชนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่อาโปธาตุ ปฐวีธาตุ วาโยธาตุ เตโชธาตุ มันเป็นธาตุอีกชนิดหนึ่ง, เขาเรียกว่า มโนธาตุ หรือจิตตธาตุ หรืออรูปธาตุเป็นต้น, มันเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ธาตุตัวนี้ธาตุจิตนี้ มันก็เป็นธาตุเหมือนกับธาตุทั้งปวง, แต่ว่าคุณสมบัติของมัน มันต้องผิดจากธาตุอื่น ๆ มิฉะนั้นจะมาเรียกว่าธาตุจิตได้อย่างไร. จิตตธาตุ หรือมโนธาตุ นี้มันมีหน้าที่สำหรับรู้, สำหรับรู้สึก และมันจะรู้สึกต่อทุกสิ่งได้, มันจะรู้ทุกอย่างได้ ถ้าอบรมมันให้ถูกวิธี. เดี๋ยวนี้มันอาจจะรู้สึกได้แต่บางอย่าง มันอาจจะรู้ได้แต่บางอย่าง หรือในวงจำกัด; ถ้าเราอบรมให้ถูกวิธี. ถ้าเราอบรมให้ถูกวิธี มันก็จะรู้ได้หมดได้เต็มที่เหมือนกัน. เด็กทารกพอคลอดออกมาแล้ว มันก็เริ่มรู้, มันไปจับอะไรเข้ามันกัดเอาต่อไปมันก็ไม่จับ, ไปจับไฟเข้ามันร้อน ต่อไปมันก็ไม่จับแหละ. นี่เป็นคุณสมบัติของธาตุจิตที่มันจะรู้อะไรของมันได้เอง, แล้วมันก็รู้จักเลือก รู้จักคิด รู้จักนึกสูงขึ้นมาตามลำดับ ของเวลาของอายุของเด็กทารกนั้น. มันรู้สัมผัสได้ แล้วมันก็รู้ผลของสัมผัสได้ รู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ รู้สึกทุกข์ของการสัมผัสได้ แล้วมันก็รู้จักเข็ดหลาบต่อการที่จะสัมผัสสิ่งที่เป็นทุกข์. ถ้ามันเอามือไปจับไฟ มันก็ร้อนมันก็เข็ดหลาบ มันรู้จักเข็ดหลาบได้เอง พ่อแม่ไม่ต้องสอน, พ่อแม่สอนมันก็ยังไม่เชื่อนะ บอกว่าอย่าจับไฟ ลูกเด็ก ๆ มันก็ไม่เชื่อ มันไปจับเข้าแล้วมันก็ร้อน, ทีหลังมันก็เชื่อตัวมันเองได้. ฉะนั้นเด็ก ๆ มันไม่ไปจับแมลงที่กัดต่อย เพราะมันเคยถูกมาแล้ว, ทีแรกมันไม่รู้มันไปจับแมลงที่กัดต่อยเจ็บปวด, ทีหลังมันก็รู้จักเข็ดหลาบเองได้. ฉะนั้น ขอให้สนใจว่า จิตนี้มันรู้อะไรได้ มันรู้สึกได้ แล้วมันเข็ดหลาบได้. ความรู้สึกอย่างนี้ คือการที่จิตมันเจริญพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ; ดังนั้นจิตมันจึงมีความรู้ที่จะระมัดระวัง. เช่นเด็กมันจะระมัดระวังไม่จับไฟ หรือไม่เผลอไปเหยียบไฟ, หรือไม่เซไปหาไฟ, มันจะรู้จักระมัดระวัง. แล้วมันจะรู้จักที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นด้วยตัวเอง. ทำอย่างไรดีกว่า, ทำอย่างไรดีกว่านี้ เด็กเล็ก ๆ มันก็ค่อย ๆ รู้ขึ้นมาเอง หลายอย่างหลายประการ. ที่ว่าบิดามารดาครูบาอาจารย์สอนไม่ได้, หรือไม่มีโอกาสจะสอน, แต่เด็ก ๆ เขารู้สึกได้เอง นี่ความน่าอัศจรรย์ของสิ่งที่เรียกว่าจิต. บังคับตัวเองก็เริ่มมีขึ้นมา บังคับร่างกาย บังคับตัววัตถุ ก็เริ่มมีขึ้นมาเพราะว่าสัมผัสแล้วมันรู้, แล้วมันรู้จักเข็ดหลาบ. ที่น่าอันตรายก็รู้จัก พอใจที่เป็นผลดี ๆ เรียกว่ารู้จักสิ่งที่ดีกว่า ๆ ๆ เพิ่มขึ้น ๆ. นี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ของสิ่งที่เรียกว่าจิต. ไม่ต้องพูดรายละเอียดอย่างอื่นก็ได้ มันมากไป; เช่นว่ามันมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีผิวหนัง ที่จะสัมผัสรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ, แล้วมาเกี่ยวข้องกับจิต, จิตก็รู้เฉลียวฉลาดในสิ่งเหล่านี้มากขึ้น, แล้วมันจึงมีการพัฒนามากขึ้น พร้อมกันไปในทุกทางโดยอิทธิพลของจิต. เมื่อจิตน้อมไปอย่างไร กายก็จะน้อมไปตาม; เรื่องนี้ละเอียดมากขอให้สังเกตต่อไปข้างหน้า, หรือว่าถ้าเคยเรียนวิทยาศาสตร์ เคยเรียนอะไรมาบ้างแล้วก็ดี, ว่าจิตมันน้อมไปอย่างไร กายนี้มันก็จะน้อมไปตาม. ที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งในปัจจุบันนี้ ก็คือว่า ทารกที่เกิดมารุ่นหลัง ๆ นี้ จะสวยจะน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งกว่าทารกยุคแรก ๆ ยุคเก่า ๆ พูดง่าย ๆ ว่า เด็กยุคนี้มันเกิดมา สวยกว่าเด็กยุคก่อน, เด็กยุคก่อนมีหน้าตาน่าเกลียดน่าชังมากกว่า, เด็กยุคนี้จะมีเด็กที่หน้าตาน่าเกลียดน่าชังน้อย, จะมีเด็กที่สะสวยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมาก ไม่ว่าในกรุงไม่ว่าบ้านนอก, บ้านนอกมันอาจจะล้าหลังอยู่. แต่ถึงอย่างไรก็ดี เด็กที่เกิดสมัยนี้มันหน้าตาสะสวย และจะสะสวยยิ่งขึ้น, มันเพราะการน้อมไปแห่งจิตของบิดามารดา กระทั่งว่าของทารกนั้นเอง; มันมีจิตที่น้อมไปเพื่อความสะสวย ลูกคลอดออกมาสวย, ลูกเองมันก็ต้องการจะสวย, พ่อแม่ก็ต้องการให้สวย. ฉะนั้น ทารกเกิดมายุคนี้มันจึงสวยกว่ายุคก่อน ๆ แล้วก็เรื่อย ๆ มา, ที่หน้าตาไม่น่าดูนี้มันจะน้อย ๆ ไป, มันจะน้อยหายไป เพราะมันไม่มีใครต้องการ เพราะมันไม่มีจิตชนิดไหนที่ต้องการ. เดี๋ยวนี้จิตที่พัฒนาแล้วมันต้องการแต่ที่มันสวย. นี้ขอให้รู้เถอะว่า จิตนี้มันน่าอัศจรรย์, เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์. ฉะนั้นเราถือเอาประโยชน์ของความที่มันทำอะไรได้อย่างน่าอัศจรรย์นั่นแหละ ให้ได้รับประโยชน์ให้มาก. มันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก, เราก็ถือเอาประโยชน์ ที่มันน่าอัศจรรย์นั่นแหละ ให้ได้มากที่สุด ก็จะเป็นการดี. นี่เรื่องพัฒนาจิต หรือจิตตภาวนานี้ เป็นสิ่งที่มีหวังที่จะทำได้ ด้วยเหตุผลอย่างที่กล่าวมา. ฉะนั้นขอให้เราสามารถที่จะถือเอาประโยชน์อันนี้ให้ได้ คือพัฒนาสิ่งที่เรียกว่าจิตให้ได้ ของเราเองโดยตรง และของผู้อื่นโดยอ้อม, โดยเฉพาะของลูกหลานที่จะเกิดตามมา ให้ได้รับการพัฒนาในทางที่จะเป็นประโยชน์ เพราะว่าถ้าไม่พัฒนามันก็เปะปะ, ถ้าพัฒนาผิดมันก็เดินทางผิด ก็กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ, เป็นอันตรายแก่ตัวมันเองหรือแก่ทุกคน. ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่จะต้องรู้จะต้องเข้าใจ จะต้องพยายามในการที่จะพัฒนาจิตให้ถูกวิธี แล้วมันก็จะได้สิ่งที่เรียกว่ามรรค ผล นิพพาน ในทุกความหมายในทุกชั้นในทุกระดับ ที่เราจะได้กล่าวกันต่อไป. การพัฒนาผิดทาง, หลงวัตถุจึงต้องศึกษาธรรมะให้พอ.
ให้ดีว่า ถ้าจิตของมนุษย์ได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้องเรื่อย ๆ มา เรื่อย ๆ มา ตั้งแต่สมัยเป็นคนป่าแรกมีขึ้นในโลก เมื่อโลกมนุษย์แรกมีคนเป็นคนป่าครั้งแรกนั้น, ถ้าได้รับการพัฒนาจิตให้ถูกต้อง และเรื่อย ๆ มา จนกระทั่งถึงทุกวันนี้แล้ว โลกนี้ก็จะดีกว่านี้มาก, จะประเสริฐวิเศษกว่าที่มีอยู่ในบัดนี้มาก ซึ่งเต็มไปด้วยความเลวร้าย คือมนุษย์มันมีขึ้นมาในโลกแล้ว มันก็พัฒนาตามธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่, พัฒนาโดยสติปัญญาของมนุษย์เองนั้นมันมีน้อย แล้วมัน ยังผิดทางเสียอีก ที่มันน่าเศร้าน่าเสียใจ ก็คือว่ามันพัฒนาผิดทาง. เมื่อมนุษย์มีขึ้นมาในโลก รู้จักทำมาหากินเป็นมนุษย์แล้ว, รู้จักความก้าวหน้าทางวัตถุแล้ว มันก็หลงใหลแต่ในด้านฝ่ายวัตถุ ไม่ได้หลงใหลในด้านฝ่ายพัฒนาจิตใจ. มนุษย์ก็เลยพัฒนามาแต่ในทางวัตถุ โดยไม่รู้สึกตัว คือบูชาเรื่องทางวัตถุโดยไม่รู้สึกตัว, ยิ่งถูกใจยิ่งเอากันใหญ่. ฉะนั้นความพัฒนาในทางวัตถุมันก็มาก ๆ จนมนุษย์มันหลง; แม้จะมีการพัฒนาทางจิตใจก็น้อย หรือจะมีผู้ค้นคว้าการพัฒนา ทางจิตใจ มันก็สู้พวกที่พัฒนาทางวัตถุไม่ได้. เมื่อเป็นดังนี้การพัฒนาทางวัตถุมันก็เหนือกว่ามีอำนาจกว่า แล้วพอพัฒนาวัตถุขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง มันก็มีความดึงดูดมาก เอร็ดอร่อยสนุกสนาน มีอะไรมากมีความยั่วยวนมาก ก็เฮกันมาพัฒนากันแต่ในทางวัตถุ. ฉะนั้นความเจริญในทางวัตถุมันจึงวิ่ง, วิ่งเร็วมากคือเจริญมาก นับตั้งแต่คนป่าชนิดที่ขี่ควายก็ไม่เป็น, จนมาเป็นมนุษย์ยุคนี้ ที่เขาขี่เครื่องบินไอพ่น หรือเขาจะขี่อะไรที่ดีกว่านั้น. นี่เพราะว่ามันมีแต่พัฒนาทางวัตถุยิ่งขึ้น ๆ ทางจิตใจมันสู้ไม่ได้, มันสู้ไม่ได้เพราะมันไม่อร่อยสนุกสนานเหมือนกับทางวัตถุ, แม้ว่าจะมีคนบางคนหรือคนบางพวกในยุคที่แล้วมานั้น เขาพิจารณารู้สึกได้เองว่า ความสุขสนุกทางวัตถุนี้เป็นเรื่องหลอก ๆ, เขาไปค้นคว้าทางจิตใจ เป็นฤๅษีเป็นมุนีอะไรขึ้นมา, พบความสุขทางจิตใจก็มีเหมือนกัน. แต่แล้วมันก็สู้การพัฒนาทางวัตถุไม่ได้, การพัฒนาทางวัตถุมันจึงนำมานำมานำมา จนกระทั่งบัดนี้, แล้วก็ไม่มีใครชอบความสุขทางฝ่ายจิตใจ ซึ่งมันสงบเงียบ, มันไม่เร้าระบบประสาท มันไม่ปลุกความรู้สึกของกิเลสตัณหา มันสู้กันไม่ได้. ความพัฒนาทางจิตใจมันสู้การพัฒนาในทางวัตถุไม่ได้, มันเป็นความผิดพลาดของมนุษย์มาตั้งแต่แรก. เราจึงคำนวณเอาว่า ถ้าว่ามนุษย์มีการพัฒนาทางจิตมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที สมัยคนป่าโน่นแล้ว โลกมันก็จะเต็มไปด้วยความเจริญทางจิต แล้วก็จะไม่มีจิตทราม, แล้วโลกนี้ก็จะไม่มีความเลวร้ายใด ๆ, เป็นโลกที่น่าดูน่าเลื่อมใส. แต่แล้วจะทำอย่างไรได้ เพราะว่าโลกมันเป็นมาในลักษณะที่ว่า หลงใหลในการพัฒนาทางวัตถุ. ขอให้ดูข้อนี้เถอะ ดูให้มาก ๆ เถอะจะพบว่า เรากำลังอยู่ในความเลวร้ายหรือความบาป ที่เราทำขึ้นเอง ที่มนุษย์ทำขึ้นเอง. มนุษย์นิยมความก้าวหน้าทางวัตถุ จนลุ่มหลงกันไปหมดทั้งโลก ความสนใจทางธรรมทางจิตนั้นก็สู้ไม่ได้, มันก็ไม่ทัน เพราะว่ากิเลสตัณหาของมนุษย์มันรุนแรง จึงไปบูชาแต่เรื่องทางวัตถุ ที่จะสนองกิเลสตัณหาของมนุษย์, เราก็ต้องได้รับผลกรรมอย่างนี้. ในโลกที่มันโง่นี้ หลงบูชาวัตถุ แล้วมันก็เกิดความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ตัวเห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ, จนการแย่งชิงทำร้ายเบียดเบียนอิจฉาริษยา เป็นของธรรมดาเต็มไปทั้งโลก เพราะโลกมันไม่เห็นคุณค่าของความเจริญทางจิตใจ โลกส่วนใหญ่มันเป็นอย่างนั้น; นี่คนส่วนน้อยไม่กี่คน มันก็พลอยลำบากไปด้วย. ฉะนั้นเราจะต้องหาวิธีสักอย่างหนึ่ง ที่เราจะต้องไม่ถูกพ่วงติดเข้าไปในพวงใหญ่นั้น เราจะมีวิธีทำจิตใจของเราให้ปลีกออกมาได้ และแม้ว่าทุกคนมันจะเป็นบ้ากันหมด, เราก็ไม่บ้า, เราก็ยังอยู่ให้เป็นคนที่ถูกต้องได้ต่อไปตามเดิม. นี่มีความจำเป็นที่จะต้องรู้ธรรมะให้เพียงพอ ถึงขนาดที่ว่า ทุกคนในโลกจะเป็นบ้าทางวัตถุกันไปหมด เราก็ไม่เป็นบ้า เราก็จะอยู่ได้. เดี๋ยวนี้ปัญหามันได้เกิดขึ้นแล้ว โลกกำลังบูชาวัตถุหมุนจี๋ไปเลย แล้วเราจะอยู่กับเขาได้อย่างไร? ถ้ามีธรรมะพอมันก็ได้, มันก็แก้ปัญหาได้. ถ้ามีธรรมะไม่พอ มันก็ต้องกระโจนตามเขาไป. นี่เป็นปัญหาหรืออุปสรรค ของการที่จะมีจิตตภาวนา, คือการที่จะทำจิตให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป มันมีปัญหาและอุปสรรคอย่างนี้; แต่แล้วมันก็ต้องต่อสู้ จะยอมแพ้ไม่ได้. พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้ามันยอมแพ้ไม่ได้ มันจะต้องรักษาไว้ซึ่งความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไว้ให้ได้อยู่ตลอดไป. จิตตภาวนาจะต้องมีอยู่ตลอดไปสำหรับพุทธบริษัท, ขาดจิตตภาวนาเมื่อใด ความเป็นพุทธบริษัทจะสูญหายหมดไม่มีเหลือ, ยิ่งมายุคนี้สมัยนี้ จะต้องต่อสู้กับความหลงผิดของคนในโลกซึ่งมากขึ้น ๆ นี้, มันก็ทำยากแหละ; แต่มันก็ต้องทำได้ เพราะว่าไม่ตายดีกว่า; ถ้าทำไม่ได้มันก็ต้องตาย คือจิตเลว จิตทราม จิตต่ำไปตาม จนหมดไม่มีเหลือ; อย่างนี้เรียกว่าตาย ไม่ใช่ตายทางวัตถุมันเป็นการตายทางจิต. เราต้องอยู่อย่างไม่ตาย, ยังเป็นพุทธบริษัทอยู่ได้ คือมีความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร, ไม่โง่ และเอาชนะได้, มีความสุขอยู่ ก็เรียกว่าเบิกบาน, มีชีวิตที่เย็นอยู่ ก็เรียกว่าเป็นผู้เบิกบาน. การพัฒนาจิต ต้องมีศีล สมาธิ ปัญญาไม่แยกกัน.
อย้ำการพัฒนาจิต หรือจิตตภาวนา ในรูปแบบของศีล สมาธิ ปัญญา ชนิดที่ไม่แยกกัน ซ้ำอีกทีหนึ่ง, ทั้งที่เคยพูดมาแล้วเมื่อครั้งที่แล้วมานี้ จิตตภาวนาที่แท้จริง ที่จริงแท้ ที่เป็นพื้นฐานที่สุด ก็คือศีลสมาธิปัญญา ชนิดที่ไม่แยกกัน. เราเล่าเรียนจดจำไว้ชนิดที่มันแยกกัน เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา นั้นมันสำหรับเรียนและสำหรับพูด; แต่ถ้าสำหรับการปฏิบัติแล้ว มันไม่อาจจะแยกกัน, ถ้าแยกกันมันก็เป็นไปไม่ได้ มันก็ล้มเหลวหมด. ในชีวิตประจำวันของเราแต่ละวัน ๆ จะต้องอยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ชนิดที่ไม่แยกกัน; นับตั้งแต่ที่เป็นธรรมชาติธรรมดา ในบ้านเรือนชีวิตประจำวัน, จะต้องมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ถูกต้องทางศีล คือพัสดุสิ่งของ เนื้อหนังร่างกาย มรรยาท การพูดจา นี่ต้องถูกต้องนะ, นี่ส่วนศีล คือความถูกต้องของทุกเรื่องที่ฝ่ายร่างกาย, วัตถุสิ่งของทรัพย์สมบัติที่มีในบ้านเรือน ต้องมีอย่างถูกต้อง, ต้องมีอย่างถูกต้อง. ใช้คำว่าถูกต้อง พอดีไม่มากไม่น้อย ไม่เกิน ไม่เป็นบ้า, วัสดุสิ่งของที่เป็นทรัพย์สมบัติ ต้องมีต้องกินต้องใช้อย่างถูกต้อง. บ้านเรือนต้องมีต้องใช้อย่างถูกต้อง, เนื้อหนังร่างกายต้องบริหารอย่างถูกต้อง, มรรยาททางกาย มรรยาททางวาจาต้องถูกต้อง, นี่ขาดไม่ได้แน่. ช่วยดูให้ดี ว่าชีวิตประจำวันของคนระดับธรรมดาทั่วไปนี้จะต้องมีศีลอย่างนี้; นี่ศีลจริง, ไม่ใช่ศีลปาณาติปาตา ว่าตั้งร้อยครั้งพันครั้งแล้วไม่เห็นมีศีลสักที, รับศีลปาณาติปาตานี้กี่ร้อยครั้ง ไม่เห็นมีศีลสักที, แล้วมันก็ไม่มีความถูกต้องทางวัตถุทางบ้านเรือน ทางสิ่งของ ทางมรรยาท ทางการพูดจา. แล้วคนธรรมดาในบ้านเรือนนี้ คน ๆ นี้เจ้าของบ้านนี้ จะต้องมีจิตปรกติ. เขาต้องมีจิตปรกติ, มีจิตที่อยู่ในความถูกต้องของจิต, มีความมั่นคงของจิตเพียงพอ, มีสมาธิในการทำงานทุกอย่าง ไม่ว่างานเล็กงานใหญ่, มีสมาธิในการทำ. แม้ที่สุดแต่ไถนากับควาย คนนั้นก็ต้องมีสมาธิเพียงพอสำหรับไถนาให้ดีที่สุด, นี่มันแยกจากศีลไม่ได้. ในส่วนศีลก็ถูกต้องอย่างที่ว่ามาแล้ว, ในส่วนสมาธิก็ต้องถูกต้องอย่างที่กำลังว่าแล้วก็อยู่ด้วยกันกับความถูกต้องทางศีล. ทีนี้ทางปัญญา เขาก็ต้องได้ยินได้ฟัง ได้รับการศึกษาเล่าเรียนมาอย่างถูกต้อง ว่าเราจะต้องทำอย่างไร, ว่าเราจะต้องทำอย่างไร. อย่าได้มีมิจฉาทิฏฐิ, อย่ามีมิจฉาทิฏฐิชนิดเห็นกงจักรเป็นดอกบัว, แล้วก็ไปทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ไปสะสมสิ่งที่ไม่ควรสะสมไม่ควรจะเอามา, นี่เพราะว่ามันขาดปัญญา สำหรับจะควบคุมการกระทำการงาน ในที่ทุกแห่งในที่ทุกสถานทุกเวลา. เราจะต้องมีปัญญา รู้จักความถูกต้องทุกอย่างทุกประการ ที่มันเกี่ยวข้องกับบ้านเรือนของเรา ครอบครัวของเรา ชีวิตของเรานี่ศีล สมาธิ ปัญญาที่แท้จริง, จริงยิ่งกว่าที่ท่องที่พูดกันอยู่ สวดมนต์กันอยู่; นั้นก็เป็นเรื่องท่อง แล้วก็ไม่เห็นจะเอามาทำให้เป็นประโยชน์ได้. ส่วนที่จะทำให้เป็นประโยชน์ได้ ในชีวิตประจำวันในบ้านเรือน มันก็ไม่ได้ทำ. ฉะนั้น พ่อบ้านแม่บ้านดีที่เป็นพุทธบริษัท จงพยายามทำความเข้าใจในข้อนี้ ให้มันมีศีลจริง สมาธิจริง ปัญญาจริง ประกอบอยู่ในชีวิตประจำวัน ในบ้านในเรือนของเรา. พวกคนโง่เขาไม่เอาก็ตามใจเขาเถอะ, เราบังคับเขาไม่ได้ เขาก็ไม่เป็นพุทธบริษัทดอก, มันเป็นแต่ปากว่า ไม่เป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง. ถ้าเขาเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง มันต้องมีศีลอย่างที่ว่า, มีสมาธิอย่างที่ว่า, มีปัญญาอย่างที่ว่า, อยู่ในตัวเอง อยู่ในครอบครัว ทุกคนในครอบครัวในลักษณะอย่างนี้ คือมี ศีล สมาธิ ปัญญา ชนิดที่แฝดติดกันอยู่ไม่แยกกันได้. ถ้าแยกกันมันเป็นไปไม่ได้ดอก, ในสามอย่างนี้มันขาดไม่ได้แม้แต่เพียงอย่างเดียว. เรารีบอบรมให้ลูกเด็ก ๆ ของเรารู้จักสิ่งทั้งสามนี้ และรู้จักทำให้มันมีอยู่อย่างที่ไม่แยกกัน; ถ้าแยกกันแล้วมันล้มแหละ, เหมือนกับไม้สามขา; ไม้สามขาเมื่อพิงกันก็ยืนอยู่ได้ เอาออกเสียขาหนึ่งมันล้ม, แล้วมันทำอะไรไม่ได้เมื่อไม่ครบสามขา. ชีวิตจะต้องมีไม้สามขา คือศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในตัวชีวิตประจำวัน. คำว่าประจำวัน, ประจำวันนี้ มันเป็นภาษานักประพันธ์บ้า ๆ บอ ๆ อะไรอยู่ แต่ไม่รู้จะใช้คำอะไรดี ก็ต้องใช้ละ, ชีวิตประจำวันจะต้องมีศีล ความถูกต้องทางวัตถุ ทางบ้านเรือน ทางร่างกาย ทางทุกอย่างที่มันเนื่องอยู่กับร่างกาย เช่นมรรยาทก็ดี การพูดจาก็ดี นี้เป็นศีล ต้องมีเว้นไม่ได้ ขาดไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว, แล้วมีสมาธิ มีจิตใจถูกต้อง มีจิตใจที่ถูกต้อง ไม่วิปริตไม่บ้าบอ แล้วมีความแน่วแน่มั่นคง ไม่วอกแวกไม่ฟุ้งซ่าน, แล้วก็มีปัญญา หลักเกณฑ์ต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ถือเป็นหลักประจำใจอยู่. นี่ชีวิตชนิดนี้ เรียกว่ามีศีล สมาธิ ปัญญา แท้จริงครบถ้วน อยู่ในตัวมันเอง, อันนี้เป็นจิตตภาวนาอยู่ในตัวมันเอง; เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ มันก็มีความเจริญในทางจิตใจอยู่ในตัวมันเอง. เรื่องนี้พูดแล้วครั้งก่อนแต่ก็เอามาพูดอีก ว่าขอให้ทุกคนสนใจ ให้มีศีล สมาธิ ปัญญา ที่แท้จริง, ไม่ใช่ที่สอนกันอยู่ตามโรงเรียนตามวัดแล้วก็เลิกกันไป ไม่เอามาใช้อะไรได้. เดี๋ยวนี้มันมีอยู่จริงตามธรรมชาติ ที่มันต้องมีถ้ามันไม่มีมันล้มละลาย; แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็ต้องมีอยู่ในระดับหนึ่ง มิฉะนั้นมันจะต้องตาย, แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็ต้องมีความถูกต้อง ที่เราเรียกว่าศีล สมาธิ ปัญญานี้อยู่ในระดับใดระดับหนึ่ง ตามธรรมชาติของมัน เท่าที่มันจะทำได้ มิฉะนั้นมันจะต้องตาย. เดี๋ยวนี้คนเรามันดีกว่าสัตว์เดรัจฉานมาก มันผิดกันมาก มันต้องมีมาก อย่างที่จะต้องมี, ควรจะพอใจได้ว่ามันเป็นมนุษย์. ฉะนั้น ขอให้เห็นให้ชัดว่าตามธรรมชาตินี้ต้องมีนะ แล้วมีชนิดที่รวมกันอยู่นะ ไม่แยกจากกัน คือจะต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในเนื้อหาชีวิตประจำวัน, แล้วมีอย่างที่รวมกันอยู่ ร่วมกันทำงานอยู่ ไม่แยกจากกัน; ถ้าแยกจากกันแล้ว มันก็ล้มละลายหรือไม่อาจจะมีอยู่ได้. นี่เราจะเรียกได้ว่า เรามีชีวิตพัฒนา มีการภาวนาชีวิต เหมือนหัวข้อในครั้งที่แล้วมาที่ว่า จิตตภาวนาก็คือชีวิตพัฒนา. การพัฒนาชีวิตก็คือการพัฒนาจิต, การเจริญของจิตก็คือการเจริญของชีวิต มันประกอบอยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ที่ถูกต้องเพียงพอ แล้วไม่แยกกัน, นี่เราจะได้ชีวิตที่ถูกต้อง, จะเรียกว่าชีวิตใหม่ก็ได้เพราะก่อนนี้ไม่เคยมี. พระศาสดาบางศาสนา อย่าออกชื่อก็ได้หลายศาสนาทีเดียวแหละท่านจะพูดว่า เราจะบอกชีวิตใหม่ให้แก่ท่านทั้งหลาย เพราะแต่ก่อนนี้ท่านทั้งหลายเป็นอยู่อย่างโง่เขลา, เดี๋ยวนี้เราจะบอกชีวิตใหม่ให้แก่ท่านทั้งหลาย. ถึงแม้พระพุทธเจ้าของเรา ถ้าท่านจะตรัสในเรื่องนี้ ท่านก็ต้องตรัสอย่างนี้แหละ แต่เราไม่เคยพบเท่านั้นแหละ. แต่ท่านได้ตรัสข้อความไว้มากมายในความหมายอย่างนี้ ว่าเราจะบอกชีวิตใหม่ให้แก่พวกเธอ, ชีวิตที่เต็มไปด้วยศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ตามธรรมชาติ อย่างสมบูรณ์ อย่างถูกต้อง, แล้วก็ได้ชีวิตใหม่. ก็ลองปฏิบัติดูตามนี้สิ มันจะเป็นชีวิตใหม่จริง ๆ. ชีวิตก่อนหน้านี้มันเป็นชีวิตมืด, มันเป็นชีวิตร้อน มันเป็นชีวิตที่ไม่เป็นอิสระ. เดี๋ยวนี้เราจะได้ชีวิตใหม่ที่ไม่มืด ไม่ร้อนและเป็นอิสระ. มองดูกันง่าย ๆ ก็เป็นชีวิตอิสระ, ก่อนนี้ชีวิตนี้ไม่เป็นอิสระ กิเลสมันมากระชากหัวเอาไปทำตามอำนาจของกิเลส. อิสระอย่างไร ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่กิเลสมากระชากหัวเอาไป, เอาไปในกรณีที่โลภก็ไปโลภ, ในกรณีที่โกรธก็ไปโกรธ, ในกรณีที่ให้ทำอย่างไรตามอำนาจของกิเลส มันเป็นอย่างนั้น. นี่เราเรียกว่าชีวิตไม่เป็นอิสระ. เมื่อถูกกระทำอย่างนี้แล้ว มันก็ร้อน ไม่ใช่ชีวิตเบาสบาย, เป็นชีวิตหนัก. เดี๋ยวนี้เราจะให้ชีวิตใหม่แก่เธอ เธอไม่ต้องมีลักษณะชนิดนั้นอีกต่อไป ชีวิตใหม่นี้เป็นชีวิตเย็น ไม่มีภาระหนัก, เป็นชีวิตที่กิเลสหรือนิวรณ์ไม่อาจจะเรียกร้องได้, ไม่อาจจะเรียกร้องได้. ก่อนนี้ชีวิตไม่เป็นอิสระ กิเลสมาเรียกร้องมาเรียกตัว เอาไปให้ทำอะไรก็ได้ แม้แต่นิวรณ์, ไม่ต้องถึงกับกิเลส เป็นโลภะโทสะโมหะเต็มตัวดอก; แม้แต่นิวรณ์ซึ่งเป็นอุปกิเลส เป็นเพียงอุปกิเลส เป็นเพียงธรรมดาสามัญตามธรรมชาติ มันยังเรียกร้องได้, ยังมาสะกิดหลังรบกวนได้. นิวรณ์เรื่องกามฉันทะ เดี๋ยวก็มาเรียกร้องเอาจิตไปวุ่นอยู่กับเรื่องกามารมณ์, มันเรียกร้อง กิเลสมันเรียกร้องตัวเอาไปได้ ให้ไปขลุกอยู่กับกามารมณ์, เดี๋ยวก็เรียกร้องไปขลุกอยู่กับความพยาบาท เกลียดชังศัตรู, เดี๋ยวก็เอาไปทำให้จิตหดหู่ ห่อเหี่ยว แฟบ เกือบจะไม่มีอะไรเหลือ, เดี๋ยวก็เรียกร้องเอาไปทำให้ฟุ้งซ่านเหมือนกับเป็นบ้า เดี๋ยวก็เรียกร้องเอาไปทำให้เป็นคนลังเล จนไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม, เกิดมาทำไมก็ไม่รู้ เกิดมาทำอะไรดีก็ไม่รู้, จนไม่รู้, จนไม่รู้ว่าอะไรดีหรือดีไปหมด จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรนี่. กิเลสชั้นเล็กตัวเล็กที่เรียกว่านิวรณ์นี้ ก็ยังมาเรียกร้องได้มาสะกิดบอกมา, มาพาไป, เป็นชีวิตที่ไม่อิสระอย่างนี้. เดี๋ยวนี้เราจะอยู่เหนืออำนาจของสิ่งเหล่านั้น, ไม่มีอะไรมารบกวนได้ แม้ในเวลาที่ควรจะเกิดกิเลส. เรื่องนี้มีการสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระเจ้าปเสนทิโกศล ตอนหนึ่งมีคุยกันถึงว่า นอนหลับสบายไหม? พระเจ้าปเสนทิโกศลบอกว่านอนหลับไม่สบาย กิเลสมาเรียกร้องเรื่อยไปหากามารมณ์. ส่วนพระพุทธเจ้าตรัสว่าฉันไม่มีอย่างนั้น, ฉันไม่มีใครมาเรียกร้องไปหากามารมณ์ ฉันนอนหลับสบาย. แต่พระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นมีกิเลสมาเรียกร้องเรื่อย ไปหากามารมณ์ จนแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอน. นี่เรียกว่ากิเลสมันมาเรียกร้องอย่างนี้, บางทีก็มาสะกิดเบา ๆ ว่าต้องไปกับมัน, บางทีมันก็กระชากหัวไปเลย ก็ต้องไปกับมัน. นี่ชีวิตที่ไม่เป็นอิสระ เป็นชีวิตแบบเก่า, จะดีอย่างไรก็ดีสำหรับจะอยู่ใต้อำนาจกิเลสเท่านั้น. เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นชีวิตใหม่ อย่างที่พระศาสดาผู้มีความกรุณาบอกว่า ฉันจะบอกหรือจะให้ชีวิตใหม่แก่เธอ; แม้พระพุทธเจ้าของเราก็อยู่ในประเภทนี้ แต่ว่าเรามันไม่รับเอาเอง. ระบบชีวิตใหม่ในพระพุทธศาสนานี้ก็มีอยู่ โดยตรงคือศีล สมาธิ ปัญญา อย่างที่ว่านี้. ขอให้มีชีวิตอย่างที่มีศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในชีวิตเหมือนอย่างที่ว่ามาแล้วนั้น ก็เป็นชีวิตใหม่แล้ว, จะขยายออกไปเป็นอริยมรรคมีองค์แปดหรืออะไรก็ได้ มันก็แล้วแต่จะขยายจะอธิบาย. แต่ว่าเนื้อแท้ที่เป็นสาระเป็นแก่น ก็คือชีวิตที่ประกอบอยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ในความหมายอย่างนั้น, แล้วเราก็ได้ชีวิตใหม่ ในนั้นจะเป็น มรรค ผล นิพพาน ซึ่งจะอธิบายให้เห็นชัด ในความหมายของคำว่ามรรค ผล นิพพาน มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ชนิดที่เป็นชีวิตใหม่ ในการบรรยายครั้งต่อไป. การบรรยายครั้งนี้ก็เรียกว่าหมดเวลาแล้ว แล้วก็พูดลำบากแล้ว มันจะไอเสียเรื่อย. ฉะนั้นต้องยุติไว้สำหรับเรื่องนี้ ยังจะต้องพูดกันอีกครั้งหนึ่งในโอกาสหน้า. นี้พูดกันไว้แต่ครึ่งหนึ่งว่า ผลของจิตตภาวนา คือ มรรค ผล นิพพาน, จะเป็นมรรค ผล นิพพานอย่างไร จะพูดกันให้ละเอียดลออในการบรรยายครั้งต่อไป, ในคราวนี้มันสมควรแก่เวลา และสมควรแก่คนที่มันพูดไม่ได้แล้ว. เป็นอันว่า ขอยุติการบรรยาย ให้พระคุณเจ้าทั้งหลายท่านได้สวดบทธรรมคณสาธยาย เพื่อเป็นกำลังใจส่งเสริมให้ท่านทั้งหลาย สามารถประพฤติปฏิบัติธรรมะนั้นสืบต่อไปในบัดนี้.
|
||||||||||||||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๓. ผลของจิตตภาวนา คือ มรรค ผล นิพพาน. | |||||||||||||
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org