|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
๒ จิตตภาวนา คือ ชีวิตพัฒนา ๘ มกราคม ๒๕๒๖
ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๒ ในวันนี้ อาตมาก็จะได้กล่าวต่อจากครั้งที่แล้วมา ในฐานะเป็นการบรรยายชุด ตามความตั้งใจว่า จะมีหนังสือธรรมะเล่มน้อยเล่มเดียวจบ สักเล่มหนึ่ง เป็นคู่มือการศึกษาและปฏิบัติสำหรับทุกคน ไม่ว่าบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ไม่ว่าคนห่างวัดหรือคนคร่ำวัด ควรจะได้มีหนังสือเล่มเดียวเป็นคู่มืออย่างเพียงพอ ให้ชื่อคำบรรยายชุดนี้ว่า ธรรมะเล่มน้อย.ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดถึงข้อมูลหรือที่ควรจะเรียกว่าข้อมูล ของสิ่งที่เรียกว่า มนุษย์ หรือจิตของมนุษย์ ว่ามันมีธรรมชาติธรรมดาของมันอย่างไร. ถ้าเรารู้จักธรรมชาติธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ หรือจิตของมนุษย์ อย่างครบถ้วนแล้วก็ย่อมจะเป็นการง่ายที่จะทราบได้ต่อไปว่า เราควรจะทำอย่างไร เราควรจะจัดการอย่างไรกับความเป็นมนุษย์ของเราเอง; ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายพยายามที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้เพียงพอ. ในครั้งที่ ๒ นี้ มีหัวข้อว่า จิตตภาวนา ก็คือชีวิตพัฒนา จิตตภาวนาคือการทำจิตให้เจริญ ก็คือชีวิตพัฒนา; นั่นคือ การพัฒนาชีวิต หมายความว่า ทำให้มากขึ้น ให้ดีขึ้น จึงจะเรียกว่า พัฒนา. ถ้ามากขึ้นแต่ไม่ดีขึ้นหรือเลวลง อย่างนี้ไม่เรียกว่าพัฒนา. ชีวิตพัฒนาคือทำจิตให้เจริญ.
ดี๋ยวนี้ คำว่า พัฒนา ยังเป็นคำที่กำกวม ใช้กันผิด ๆ หมายความว่าเอาแต่มากขึ้นก็แล้วกัน, จนโลกเจริญนี้กลายเป็นเจริญด้วยปัญหา : ด้วยความทุกข์ ด้วยการเบียดเบียน ด้วยความเลวร้าย, เรียกว่า โลกมันเจริญ. หรือว่า การศึกษาเจริญพัฒนาแต่ก็ไม่มีสิ่งที่เป็นที่พอใจหรือควรจะพอใจ ที่เป็นผลของการศึกษา เราก็ยังมีอันธพาลเต็มบ้านเต็มเมืองมากขึ้นทุกที มีสิ่งเลวร้ายนานาประการเกิดขึ้น ในคนที่เรียกว่ามีการศึกษา. อันธพาลทุกคนก็มีการศึกษา, เขาก็เป็นอันธพาลทั้งที่มีการศึกษา นี้มันมากขึ้น ในส่วนที่ไม่แน่ว่าจะเป็นประโยชน์. คนรู้มากมันก็โกงเก่ง อย่างนี้ก็มี, คนรู้มากกลายเป็นคนยากนาน คือกลายเป็นคนลำบากไปเสียก็มี, นี่ก็เพราะว่า คำว่า พัฒนา นั้นถูกใช้กันอย่างผิด ๆ. ถ้าใช้กันอย่างถูกต้องแล้ว คำว่า พัฒนา ต้องเป็นไปในทางที่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเสมอ. ทีนี้ การภาวนา ก็แปลว่า การทำให้เจริญ, การพัฒนา ก็แปลว่า การทำให้เจริญ, มีคำใช้เป็น ๒ คำอยู่. แต่คำว่าภาวนาใช้กันอยู่แต่ในวัด ไม่ค่อยมีความเปลี่ยนแปลงไปตามโลก. ในที่นี้ใช้คำว่า จิตตภาวนา คือการทำจิตให้เจริญ นั่นแหละคือชีวิตพัฒนา การทำชีวิตให้เจริญ ทำไมจึงมาเป็นอย่างเดียวกันดังนี้? ข้อนี้ มีหลักในพระบาลีว่า ทุกอย่าง มันรวมอยู่ที่จิต, มันขึ้นอยู่กับจิต; ดังคำที่กล่าวว่า ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ เกวลา ชีวิตก็ดี อัตตภาพนี้ก็ดี หรือความทุกข์ในชีวิตในอัตตภาพนั้นก็ดี; เอกจิตฺตสมายุตฺตา ประกอบรวมอยู่ที่จิตดวงเดียว, ลหุโส วตฺตเต ขโณ เวลาที่เป็นขณะ ๆ ก็เคลื่อนไปโดยเร็วดังนี้. ข้อความนี้แสดงว่าจิตมันสร้างอะไรขึ้นได้มากมาย ไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้าไม่มีจิตอย่างเดียว ท่านลองคำนวณดูเองซิ: อย่าต้องเชื่อตามที่คนอื่นพูดนักซิ; ถ้าสมมุติว่า เราทุกคนในโลกนี้ไม่มีจิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแหละ อะไรมันจะเกิดขึ้น? มันก็จะเหมือนกับมีท่อนไม้ ก้อนหิน ระเกะระกะไปหมด ทำอะไรไม่ได้เพราะมันไม่มีจิต : เพราะมีสิ่งที่เรียกว่าจิต มันจึงมีอะไรเกิดขึ้นมามากมาย จิตคิดได้ก็คือทำให้เกิดอะไร ๆ ขึ้นมาได้ : มันเป็นของประหลาดอยู่, ร่างกายถ้าไม่มีจิต มันก็คือ ไม่มีชีวิต ไม่มีร่างกาย ; เพราะร่างกายมันมีจิต มันจึงทำอะไรได้. และจิตมันก็ทำหน้าที่ของมันทางอายตนะ คือที่สืบต่อ ระหว่างภายในกับภายนอก คือมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ๖ ทาง คู่กันกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ มีการติดต่อระหว่างภายในกับภายนอก โดยสิ่งที่เรียกว่าจิต จะทำหน้าที่ในการติดต่อ. ถ้าเราไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตก็ไม่มีเครื่องมืออะไรจะทำหน้าที่ ก็ทำไม่ได้ มันก็เท่ากับไม่มีจิตอยู่เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ความสำคัญแก่สิ่งที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสิ่งที่ทำให้จิตทำหน้าที่ของมันได้ แล้วทำหน้าที่สัมผัส สัมพันธ์กับสิ่งภายนอก คือรูป ที่เข้ามาทางตา, เสียงที่เข้ามาทางหู, กลิ่นที่เข้ามาทางจมูก, รสที่เข้ามาทางลิ้น, สัมผัสผิวหนังที่เข้ามาทางผิวหนัง, ความรู้สึกที่เข้ามาทางจิตเอง. สัมผัสแล้วก็เกิดเวทนา คือรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ได้. ดูให้ดี, เพราะมีตัวจิตเป็นเจ้าหน้าในการสัมผัส แล้วก็เกิดเวทนาเป็นสุขเป็นทุกข์ได้. ครั้นเกิดเวทนาแล้ว จิตก็โง่ต่อไป ในการที่ยินดีส่วนที่เป็นสุขเวทนา, ยินร้ายในส่วนที่เป็นทุกขเวทนา มันก็ได้เกิดกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น; เพราะความยินดียินร้าย จนเคยชินเป็นนิสัย คือมีกิเลส, มีความเคยชินแห่งกิเลส นี่เรียกว่ามันเกิดกิเลส จะเรียกชื่อต่อไปก็คือตัณหา. ตัณหานั้นเป็นความอยากด้วยความโง่ ความอยากมี ๒ ชนิด ถ้าอยากด้วยสติปัญญา อยากด้วยวิชชาความรู้ อย่างนี้ไม่เรียกว่าตัณหา, เขาเรียกชื่ออย่างอื่น. แต่ถ้ามันอยากด้วยความโง่เขลา ไม่รู้ตามที่เป็นจริง จึงจะเรียกว่าตัณหา; เช่น น่ารักก็รัก น่าโกรธก็โกรธ อย่างนี้ก็เรียกว่ามันโง่, แล้วมันก็อยากไปตามความรักหรือความโกรธ อยากได้ก็มี อยากเอาอยากเป็นก็มี อยากไม่เอาไม่เป็นก็มี: ล้วนแต่ความโง่ทำให้อยาก ก็เรียกว่าตัณหา. จิตมีความรู้สึกเป็นตัณหาคือความอยาก; ถ้าไม่มีจิตก็ไม่มีอะไรจะรู้สึกเป็นความอยาก. ครั้นเกิดความอยากขึ้นในจิตแล้ว โดยธรรมชาตินั่นแหละ มันก็ปรุงความคิดอีกชนิดหนึ่งเรียกว่าอุปาทาน คือรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า กูนี่แหละอยาก กูเป็นผู้อยาก, กูเป็นผู้ได้ กูเป็นผู้ไม่ได้ กูเป็นผู้เสียหาย, กูเป็นผู้อะไรต่าง ๆ. นี่เพราะมีตัณหาคือความอยาก จึงได้เกิดอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่น, แล้วก็เคยชินแต่ที่จะยึดมั่นถือมั่น ในตัวตนหรือของตน ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตน ก็มีโดยความเป็นของตนก็มี ยึดมั่นในกามารมณ์ก็มี, ยึดมั่นในทิฏฐิความคิดความเห็นก็มี, ยึดมั่นในความงมงาย ที่ปฏิบัติสืบต่อ ๆ กันมาก็มี, ยึดมั่นในตัวตนก็มี. นี่คือความยึดมั่นเต็มอัดอยู่ในจิตในสันดานของแต่ละคน ก็เพราะจิตอย่างเดียว จึงมีอย่างนี้. ทีนี้ก็มีปัญหา คือว่า ทำไปตามอำนาจของอวิชชานั้น ๆ เป็นการเบียดเบียนตนเองด้วย เป็นการเบียดเบียนผู้อื่นด้วย หมายความว่า เมื่อทำไปตามความอยากหรืออุปาทานแล้ว ก็เกิดความทุกข์หรือการเบียดเบียนขึ้น ทั้งฝ่ายตนเองและฝ่ายผู้อื่น. นี่พูดมายืดยาวเหลือเกินแล้ว ก็พอแล้ว เพื่อจะบอกให้รู้ว่าอะไร ๆ น่ะ มันขึ้นอยู่ที่จิต, อะไร ๆ มันรวมอยู่ที่จิต, มันขึ้นอยู่ที่จิต, มันเกี่ยวข้องอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าจิต. จิตเป็นอย่างไร เหตุการณ์มันจะเป็นอย่างนั้น; เราจึงมีหน้าที่ที่จะอบรมจิตทำให้จิตเจริญ, ให้เจริญไปในทางถูกต้อง. อย่าให้มันโง่หรืออย่าให้มันกลับโง่ กลับหลงใหลไปในทางที่ผิดพลาด ซึ่งมันจะต้องทำผิด แล้วทำปัญหาหรือทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นโดยรอบด้าน. จุดตั้งต้นเรียนศาสนาคือ อายตนะ.
รื่องอย่างนี้ถือว่าเป็น ก ข ก กา ของพระพุทธศาสนา คือต้องเรียนก่อน. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้เองว่า เรื่องอายตนะหกนี่ ปรุงแต่งกันเป็นเวทนาสุขทุกข์ กิเลสตัณหานี้ เป็นจุดตั้งต้นของการศึกษาพุทธศาสนา. ถ้าจะศึกษาพุทธศาสนาก็ขอให้เรียน ก ข ก กา ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ว่ามันทำหน้าที่กันอย่างไร. นี่ขอให้นักเรียน นักศึกษา ครูบาอาจารย์ทั้งหลายทราบไว้ว่า การที่คุณจะเรียนจะศึกษาพุทธศาสนานั้น จะต้องตั้งต้นที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; ซึ่งมันมีคู่ที่ทำงานกันคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ สัมผัสกันแล้วก็เกิดเวทนา เกิดอุปาทาาน; แล้วก็มีแต่เรื่องของกิเลส และก็มีความทุกข์เป็นผล. ถ้าท่านไม่มองเห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจน ประจักษ์แก่ใจของตนเองแล้ว ยากที่จะรู้พระพุทธศาสนา. มันจะรู้ชนิดที่ฟังทางหู แล้วจดไว้ในกระดาษ; แล้วมันไม่มีความเข้าใจ. เมื่อไม่มีความเข้าใจ ก็ไม่มีความเห็นแจ้ง มันก็ไม่มีอะไรที่จะเป็นประโยชน์ได้. ฉะนั้น จงรู้จัก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นแหละให้ดีที่สุดก่อน. เรามีตาสำหรับเห็นรูป มันก็มีการเห็นทางตาอยู่บ่อย ๆ แล้วแต่ว่ารูปอะไรจะเข้ามาทางตา ก็มีการเห็นทางตา. ในพระบาลี ภาษาพระธรรมนี่ เขามีคำแปลกซึ่งพวกคุณยังไม่รู้ก็ได้ เขามีคำว่า เกิดดับ. ตาเกิดตาดับ หูเกิดหูดับ จมูกเกิดจมูกดับ ลิ้นเกิดลิ้นดับ กายเกิดกายดับ ใจเกิดใจดับ นี่คุณจะเข้าไม่ได้ เพราะมันคนละภาษา. ในภาษาธรรมะนี้ มันสูง ลึก และละเอียด เขาจึงพูดว่า ตา นี้เพิ่งเกิดเมื่อตาทำการเห็น, หูก็เพิ่งเกิดเมื่อหูทำหน้าที่ฟัง, จมูกก็เพิ่งเกิดมันทำหน้าที่ดม, เมื่อมันไม่ทำหน้าที่ถือว่ามันดับอยู่ ฟังดูซิ. แต่ในภาษาไทยธรรมดาเราไม่พูดกันอย่างนั้น คือว่า เรามีตา หู จมูก ฯลฯ กันอยู่ตลอดเวลา, ว่ามีอยู่ตลอดเวลา นั้นเรียกว่าปัญญามันยังตื้นเกินไป เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ตลอดเวลา, นั้นเป็นความรู้ที่ยังตื้นเกินไป; ในภาษาธรรมะ ต่อเมื่อมันทำหน้าที่จึงจะเรียกว่ามันเกิด,พอมันทำหน้าที่เสร็จแล้วมันก็ดับ. ที่มากไปกว่านั้นก็ว่า กายเกิดกายดับ, นามเกิดนามดับ, รูปเกิดรูปดับ, หมายความว่า ต่อเมื่อร่างกายนี้ทำหน้าที่ จึงจะพูดว่า ร่างกายเกิด; พอกายทำหน้าที่เสร็จแล้วมันก็ดับ. กายเกิดทำหน้าที่ เช่นว่า ร่างกายส่วนที่มันเป็นลูกตาน่ะมันก็ทำหน้าที่ให้เป็นลูกตาสำหรับจะเห็น; นี่กายส่วนที่เป็นลูกตานั้นมันก็เกิด แล้วก็ทำหน้าที่ทางตา เสร็จแล้วมันก็ดับ. ทีนี้ มากไปกว่านั้นอีกก็ว่า ธาตุดินน้ำไฟลม ก็เกิดดับ. ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายนี้ก็มีเกิดดับ เกิดดับ ก็หมายความอย่างเดียวกันอีกแหละ; เมื่อธาตุดินน้ำไฟลม ประกอบกันเข้าเป็นร่างกาย ทำอะไรได้ในขณะนั้น, ในขณะนั้นก็เรียกว่ามันเกิด; ดินเกิด น้ำเกิด ลมเกิด ไฟเกิด; เป็นร่างกายที่ทำหน้าที่อะไรได้ มันก็ขึ้นอยู่ที่กายเกิด กายดับ. แล้วใจก็อาศัยร่างกายเกิด แล้วใจก็อาศัยร่างกายดับ จึงมีเกิดและมีดับทุกสิ่งทุกอย่างไม่ยกเว้นอะไรว่าเมื่อมันทำหน้าที่ของมันจึงเรียกว่า เกิดขึ้นมา, พอทำหน้าที่เสร็จแล้วก็ดับไปอยู่ตามเดิม. นี่ถ้าเข้าใจข้อนี้แล้วจะมีประโยชน์มาก เพราะว่าธรรมะมีหลักการพูดการอธิบายอย่างนี้ ไม่มีอะไรที่จะไม่เกิดและไม่ดับ เพราะมันเป็นสังขารทั้งนั้น; เดี๋ยวตาเกิด เดี๋ยวหูเกิด ลิ้นเกิด กายเกิด ใจเกิด. ทำความเข้าใจเสียให้ดีอย่าให้เป็นเพียงความจำตามที่ได้ยินเขาพูด หรือว่าอ่านหนังสือ. นี้เป็น ก ข ก กา ของพระพุทธศาสนา คือจุดตั้งต้น; เหมือนอย่างเราจะเรียนหนังสือเรียนภาษาเราก็เรียน ก ข ก กา กันก่อนทั้งนั้น. เราจะต้องเรียนให้ดีที่สุดที่จะรู้เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, อะไร ๆ มันจะมารวมอยู่ที่นี่. ศึกษาให้รู้จักระบบของอายตนะ.
า ตัวลูกตานั้นมันเป็นธาตุดิน, มันเป็นตัวตา เป็นเนื้อ, แล้วมีอุณหภูมิบ้าง เป็นธาตุไฟ, มีน้ำอยู่บ้างเป็นธาตุน้ำ, มีธาตุระเหยได้อยู่บ้างเรียกว่าธาตุลม, นี้ส่วนก้อนลูกตามันเป็นอย่างนี้; แล้วมันยังมีระบบประสาท ประสาทตารวมอยู่ที่นั่นด้วย. ระบบประสาทตาอาศัยอยู่ที่ก้อนลูกตา รวมกันเป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณทางตาคือจิตสำหรับจะทำหน้าที่ทางตา นี่ตามันมีอะไรลึกซึ้งอยู่อย่างนี้ จะต้องรู้จักมัน. ทีนี้ หน้าที่ต่อไป มันก็มีอยู่สำหรับจะเห็นรูป; พอรูปเข้ามากระทบตา พอรูปมากระทบประสาทตา ก็เกิดการเห็นทางตาคือ จักษุวิญญาณ. จักษุวิญญาณการเห็นทางตา : มีรูปด้วย มีตาด้วย มีการเห็นทางตาด้วย เนื่องกันอยู่เป็น ๓ อย่าง; นี่เรียกว่า ผัสสะ, มีผัสสะ แล้วก็ต้องมีเวทนาแน่นอน คือสบายตาหรือไม่สบายตาหรือเฉย ๆ เรียกว่าเวทนา. ครั้นมีเวทนาแล้ว มันก็เกิดความอยากไปตามอำนาจของเวทนานั้น สบายตาก็อยากได้เป็นต้น. ไม่สบายแก่ตาก็อยากจะฆ่าอยากจะทำลายเป็นต้น. นี่เวทนาก็ให้เกิดความอยากคือตัณหา; จิตเกิดความอยากแล้ว จิตเกิดความรู้สึกว่าตัวกูผู้อยาก, ตัวกูผู้มีอยู่, ตัวกูผู้จะสุขจะทุกข์, จะได้จะเสีย, จะแพ้, จะชนะ, อะไรกันอยู่ที่ตรงนั้น โลกทั้งหมดอยู่ที่อายตนะ.
ะบบ โลกทั้งหมดในพระพุทธศาสนา เรียกว่าโลกทั้งหมด อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ที่คุณเรียกกันในโรงเรียนนั้น โลกคือแผ่นดิน โลกอย่างที่เรารู้จักกันในฐานะเป็นโลกแผ่นดิน แบ่งเป็นทวีป แบ่งเป็นประเทศ แบ่งเป็นส่วน ๆ นั้นมันโลกแผ่นดิน มันก้อนโลกที่เป็นตัวแผ่นดิน. ถ้ารู้จักใช้คำว่า The globe ก็รู้เสียด้วยว่ามันต่างกันกับคำว่า The world. The globe หมายถึง ตัวโลกแผ่นดิน, The world มันหมายถึงแผ่นดินด้วย และหมู่สัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิต มีจิต มีความรู้สึกรวมอยู่ด้วย. เพราะฉะนั้น โลกในภาษาพระธรรม ภาษาพระศาสนานี้ ระบุไปยังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่สัมผัสกันอยู่กับคู่สัมผัสของมัน คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. ทีนี้ ไกลไปกว่านั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นรกก็อยู่ที่อายตนะ เรียกว่า อายตนิกนรก คือ เมื่อร้อนทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีนรกอยู่ที่นั่น, เมื่อสบายดีเป็นที่พอใจตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็มีสวรรค์อยู่ที่นั่น. ดู นรก สวรรค์ ของพระพุทธเจ้าซิ. ท่านไม่กล่าวเหมือนกับที่เขากล่าวไว้แต่ก่อน ๆ นู้น; ก่อนพระพุทธเจ้าเขากล่าวว่าสวรรค์อยู่บนฟ้า นรกอยู่ใต้ดิน ตายแล้วจึงไปถึง, แล้วมีเรื่องราวอย่างนั้น ๆ ก็กล่าวไปซิ ท่านไม่ได้คัดค้านอะไร, แต่ท่านกล่าวที่มันแปลกกว่าน่าสนใจกว่า ว่านรกหรือสวรรค์นี่มันอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ฉะนั้นขอให้ทุกคนสนใจดี ๆ ว่าที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันมีโลกทุกโลกอยู่ที่นั่น, มีนรกมีสวรรค์อยู่ที่นั่น; แม้จะมีพระนิพพานก็จะต้องปรากฏเกี่ยวกับการทำที่ถูกต้อง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันจึงจะดับเย็นเป็นนิพพาน. เราเรียนเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรื่องเดียวเท่านั้น มันพอไปหมดทุกเรื่อง. ฉะนั้นขอให้สนใจ; ถ้าไม่เคยฟังอย่างนี้มาก่อนก็ฟังเสียเดี๋ยวนี้, แล้วก็ให้สนใจให้เข้าใจ เพื่อจะเข้าใจต่อ ๆ ต่อ-กันไปทุกเรื่อง. ฉะนั้นจึงให้ถือว่าเป็นเรื่อง ก ข ก กา จงดูความประหลาดของตัว ก ข ก กา เราเรียนเมื่อแรกเรียนที่สุด เรียกว่าตั้งต้นที่สุด แต่แล้วมันก็ไปถึงเบื้องปลายที่สุด คืออักษรศาสตร์วรรณคดี อักษรศาสตร์ศัพทศาสตร์ทั้งหลายนั้น คุณจะเรียกกันไปถึงไหน, เรียนกันไปถึงไหน กี่ปี ๆ มันก็ไม่พ้นจากตัว ก, ตัว ข, ตัว ค, ตัว ง ถึงตัว ฮ อยู่นั่นเอง. ฉะนั้น ก ข ก กา มันจึงเป็นจุดตั้งต้น แล้วก็เป็นหมดตลอดสายจนไปถึงวาระสุดท้าย. คุณจะเขียนคำพูดชั้นประเสริฐวิเศษสูงสุดคำไหนที่ไม่ต้องใช้ ก ข ก กา. ฉะนั้น อายตนะนี่แหละคือเรื่องทั้งหมด; จะสุขหรือทุกข์ จะไม่สุขหรือไม่ทุกข์ มันก็อยู่ที่การกระทำทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; ทำให้ถูกต้องก็ไม่เป็นทุกข์ ทำผิดพลาดเป็นทุกข์ทันที. ต้องศึกษาจิตอย่างวิทยาศาสตร์.
ต่เดี๋ยวนี้ในทุกเรื่องนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ทุกเรื่อง นั้นมันสำคัญอยู่ที่คำว่า ใจ หรือ จิตนั่น. จิตนี่มันมีหน้าที่คิดนึกได้ จึงเรียกว่าจิต คือมันสร้างเรื่องราวขึ้นมาได้; ถ้าคนเราคิดนึกอะไรไม่ได้ มันก็ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมา ไม่มีเรื่องที่จะเกิดขึ้น. ทีนี้จิตมันคิดนึกได้ เพราะฉะนั้นมันจึงสร้างขึ้นมาได้ทุกเรื่อง. เมื่อ ทำหน้าที่คิดก็เรียกว่าจิต เมื่อทำหน้าที่รู้ เป็นความรู้หรือความรู้สึก ก็เรียกว่า มโน ก็ได้ เมื่อทำหน้าที่รู้แจ้งทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะเรียกว่า วิญญาณ ก็ได้. เรื่องจิต เรื่องมโน เรื่องวิญญาณ นี้ถามกันมากถามกันอย่างไม่รู้จะถามอย่างไร. เอากันแต่ใจความก็คือว่า เมื่อมันทำหน้าที่คิดก็เรียกว่าจิต, เมื่อมันทำหน้าที่รู้สึกก็เรียกว่ามโน, เมื่อมันทำหน้าที่รู้แจ้งที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เรียกว่า วิญญาณ; แล้วยังมีชื่อเรียกแปลกไปจากนี้อีกมาก อย่าเอาเลยมากนัก. เอาแต่ว่าเมื่อทำหน้าที่อย่างไรเรียกว่า จิต, ทำหน้าที่อย่างไรเรียกว่า มโนหรือใจ, ทำหน้าที่อย่างไร เรียกว่า วิญญาณ, แล้วก็อย่าให้มันหายอยู่ในกระดาษในหนังสือ. รู้จักตัวจิต ตัวมโน ตัววิญญาณ จริง ๆ ตรง ๆ ลงไป ในสิ่งที่มันรู้สึกอยู่ในใจของเรา. คนโง่เรียนธรรมะในกระดาษที่จดไว้, คนฉลาดเขาเรียนธรรมะที่ตัวจริงที่มันมีอยู่ข้างใน. ถ้าคุณจดไว้ว่าจิต มโน วิญญาณ มันก็อยู่ในกระดาษ, แล้วก็ท่องจำไปซิ. แต่ถ้าว่าคนมันฉลาดเขาก็ โอ้, เมื่อไรเป็นจิต เมื่อไรเป็นมโน เมื่อไรเป็นวิญญาณ ฉะนั้นเราจึงถือว่า เรียนธรรมะนั้นต้องเรียนจากของจริง; เหมือนกับเรียนวิทยาศาสตร์ ถ้าเราเรียน philosophy เรียนปรัชญา เรียนตรรก เป็นต้นไม่ได้เรียนจากของจริง มันเรียนจากสมมติฐาน. แต่ถ้าเราจะเรียนวิทยาศาสตร์ เราต้องเอาของจริง ๆ มา, แล้วดู แล้วค้นคว้า แล้วทดลอง อะไรไป จะเป็น รู้อย่างนี้เรียกว่าเรียนอย่างวิทยาศาสตร์, ถ้าเรียนธรรมะจากหนังสือ จากการคิดคำนวณ แล้วก็ไม่เป็นพุทธศาสนา; ถ้าจะให้เป็นพุทธศาสนาต้องเรียนเหมือนกับเรียนวิทยาศาสตร์. ถ้าพูดว่า ตา ก็ที่ตาจริง ๆ เลย; ถ้าพูดว่า หู ก็คือหูจริง ๆ, จมูก ก็ที่จมูกจริง ๆ, แล้วรูป เสียง กลิ่น รส ฯลฯ ที่เข้ามากระทบมันก็ต้องเป็นของจริง. ครั้นมากระทบแล้วเกิดวิญญาณทางตา ทางหู ฯลฯ ขึ้นมาก็ต้องรู้สึกจริง ๆ ไม่ใช่จำไว้แต่ชื่อต้องรู้สึกตัวจริงที่มันได้กระทบแล้วเกิดขึ้นนี้; เดี๋ยวนี้มันก็เกิดเป็นผัสสะขึ้นมา ซึ่งเร็วมากแหละผัสสะ ผัสสะนั้นเร็วมาก ต้องรู้จักตัวผัสสะให้จนได้ แม้จะเร็วอย่างไรก็ต้องรู้จักมันให้ได้ จึงจะรู้ของจริง; พอผัสสะแล้วก็เกิดเวทนา พอใจไม่พอใจนี่เวทนา พอเกิดเวทนาแล้วเกิดตัณหาอยาก, อยากไปตามความพอใจหรือความไม่พอใจ แล้วเกิดโง่ว่ามีตัวกู ตัวกูผู้อยาก. มันก็ความโง่ของจิต มันทำให้เกิดความรู้สึกเป็นตัวกู เป็นตัวตนเป็นของตน ขึ้นมา นั่นแหละคือตัวปัญหา ตัวที่ให้ความทุกข์. กิเลสทั้งหลายมันตั้งอาศัยอยู่ที่ตัวตนนั่นแหละ มันก็เกิดมาตามลำดับแล้วมาลงรกรากมั่นคงอยู่ที่ตัวตน ซึ่งมีอยู่เป็นพื้นฐานอยู่ในจิต. ทั้งหมดนี้จะพูดกันอีกกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่มันสรุปอยู่ที่คำ ๖ คำนั้น เท่านั้นแหละ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เท่านั้นแหละ. เราจะพูดกันแต่เรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กี่ชั่วโมงก็ได้. แต่มันไม่ใช่โอกาสที่จะพูดหรือมันไม่อาจจะพูด จึงฝากไว้ให้ทุกคนนี่จำเอาไป แล้วไปคอยศึกษาคอยจ้องโอกาสที่จะศึกษา ให้รู้เรื่องที่เกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือทั้งหมด แล้วมัน เป็นจุดตั้งต้นด้วยแล้วมัน เป็นจุดสุดท้ายด้วย. อย่างอันธพาลเขาข่มขืนแล้วฆ่า เพราะเขาไม่รู้ความหมายแห่งสัมผัสและเวทนา เขาให้ความหมายมันมากเกินไป; เขาจึงลงทุนถึงกับว่าข่มขืนแล้วฆ่า เพราะโง่ มันโง่มากไปกว่าธรรมดา. ถ้าเห็นผัสสะหรือเวทนาเป็นของธรรมดา มันไม่ต้องทำถึงอย่างนั้น เรื่องอย่างนี้มันก็ไม่เกิด. ฉะนั้นกิเลสตัณหาที่เลวร้ายทั้งหลาย ที่มีขึ้นมาในโลกก็เพราะว่าไม่รู้เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ระวังให้ดี เดี๋ยวนี้เงินไม่พอใช้กันอยู่ทุกคน : ที่เป็นนักเรียนก็ดี นักศึกษาก็ดี ทำงานอาชีพแล้วก็ดี เงินไม่พอใช้กันอยู่ทุกคน เพราะว่าเอาไปซื้อเหยื่อให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. พูดเพียงเท่านี้ดูจะฟังยาก มันรวบรัดเกินไป แต่ไปขยายความเอาเองเถอะ ซื้อเหยื่อ เหยื่อเอร็ดอร่อยน่ะให้ตา แล้วก็ให้หู ให้จมูก ให้ลิ้น ให้ผิวหนัง ให้จิตใจ เท่าไร ๆ ก็ไม่พอ มันกินจุไม่มีเพียงพอ; ฉะนั้นเราก็เงินเดือนไม่พอใช้. ฉะนั้นเราต้องรู้เรื่องเจ้านี่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เสียให้เพียงพอ เพื่อว่าจะควบคุมมันได้ จะควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ต้องควบคุมจิต; เพราะจิตมันเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ถ้าพูดว่าควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ถูกโดยอ้อม; แต่ถ้าพูดว่าควบคุมจิตที่จะมาทำหน้าที่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ถูกโดยตรงและถูกหมด. เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตให้ดี, แล้วมันแสดงบทบาทของมันทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็รู้จักให้ดี ควบคุมให้ดี. อย่าให้เป็นไปในทางผิด คืออย่าให้เป็นไปในทางอวิชชา โง่ หลง ไม่รู้ตามที่เป็นจริงมันผิด; พอมันผิดแล้วมันก็ผิดจนมีความทุกข์ทั่วไปหมด. นั่นมันเป็นความผิด ฉะนั้นควบคุมให้อยู่แต่ในความถูกต้อง ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์. ศึกษาไม่ถูกตัวพุทธศาสนา จึงไม่เกิดผล.
นี้ ก็อยากจะบอกเลยว่า อุตส่าห์ศึกษาพระพุทธศาสนากันเป็นวักเป็นเวรกี่ปี ๆ มาแล้ว ไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะว่ามันไม่ถูกตัวของพุทธศาสนา คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำหน้าที่อย่างไร? เกิดกิเลสอย่างไร, เกิดทุกข์อย่างไร ท่านทั้งหลายมักจะเรียนพุทธศาสนาในฐานะเป็นวิชาทั่วไป, วิชาสำหรับพูด หรือเป็นปรัชญาแบบฝรั่งไปเลย. ถ้าเรียนพุทธศาสนาอย่างปรัชญาแบบฝรั่งแล้วก็ ไม่มีวันละที่จะรู้พุทธศาสนา. มาว่ากันลับหลังก็ได้ พวกที่เรียนพุทธศาสนาอย่างปรัชญาให้เรียนจนตาย, ตาย, ตาย, ก็ไม่มีทางที่จะรู้พระพุทธศาสนา. ฉะนั้นขอให้เลิกเรียนพุทธศาสนาอย่างปรัชญา. คำ ๆ นี้ต้องเอาคำว่าตะวันตกเป็นหลักคือ philosophy คำว่าปรัชญายืมของอินเดียไปใช้ผิด ๆ ในเมืองไทยยืมคำอินเดียคือปรัชญาไปใช้ผิด ๆ. คำว่า ปรัชญานั้นถูกต้องแล้วไปเป็นคำแปลของ philosophy ซึ่งโง่ ซึ่งมืด ซึ่งยังไม่รู้ว่าอะไร ฉะนั้น ระวังให้ดีในเมืองไทยพอพูดว่า ปรัชญาแล้วก็ให้รู้เถอะว่าหมายถึง philosophy ไม่ใช่สัจจะ, ไม่ใช่ธรรมะที่เป็นสันทิฏฐิโก. philosophy เขาเรียนอย่างสมมติฐาน มีสมมติฐานมาแวดล้อมด้วยเหตุผลแล้วลงมติ นี้มันก็ไม่ใช่ตัวจริงและไม่มีสันทิฏฐิโกเลย. เราจึงต้องเอาตัวจริงมา เอาตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมา เอาผัสสะ เวทนา ตัณหามา เอาความทุกข์มา แล้วดูกันไปจริง ๆ ที่นั่น, แล้วก็เข้าใจมันที่นั่น อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นสันทิฏฐิโก เป็นธรรมะที่เป็นสันทิฏฐิโก ไม่ใช่ philosophy แล้วก็ไม่ใช่ตรรกlogic แล้วก็ไม่ใช่อะไร ๆ อีกหลาย ๆ อย่าง ที่พวกฝรั่งเขาชอบกันนัก, ไม่ใช่. แล้วที่คุณกำลังตามก้นฝรั่งน่ะระวังให้ดี จะไม่มีวันพบกันกับพุทธศาสนาถ้าเรียนพุทธศาสนาอย่าง philosophy. ฉะนั้นจึงมาบอกกันวันนี้เผื่อ ๆ เผื่อตลอดกาลเลยว่า จงพยายามเรียนเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยตรง, โดยตรงลงไปที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, อย่าไปเรียนมันอย่างปรัชญา philosophy, และจับตัวมันให้ได้ เมื่อมันมี มันเกิดขึ้นมา แล้วควบคุมมันให้ได้ เมื่อมันจะทำหน้าที่มันผิด ๆ. นี่เรียกว่า เรื่องเกี่ยวกับจิต เกี่ยวกับควบคุมจิต เกี่ยวกับเจริญจิต เกี่ยวกับพัฒนาจิตให้ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องของการว่าเอาตามเหตุผล ปรัชญา แต่ต้องเป็นเรื่องจริงของธรรมชาติ; ไม่มีสมมติฐานอย่างปรัชญา, นี่ช่วยจำไว้ตลอดชีวิตของการที่จะศึกษาพุทธศาสนาว่า ทุกเรื่องมันจะรวมอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; พอมันแยกออกไปจากนี้แล้วไม่ต้องเรียนก็ได้ไม่มีประโยชน์, แล้วไม่จำเป็นดอก จะเป็นเรื่องนรก สวรรค์ เรื่องนิพพาน เรื่องอะไรก็สุดแท้ มันจะเนื่องกันอยู่กับเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เสมอ เว้นแต่ว่าเราดูไม่เป็น. นี่ยิ่งพูดยาวไปอีกแล้วใช่ไหมว่า เพื่อจะให้เห็นข้อเดียวเท่านั้น ว่าทุกเรื่องมันรวมอยู่ที่คำว่าจิต, ทุกเรื่องมันรวมอยู่ที่คำว่าจิต, แล้วจิตนั้นมันแสดงบทบาทที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. จะควบคุมอายตนะให้ได้ ต้องควบคุมจิต.
นี้ถ้าเราจะควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ มันก็ควบคุมถึงจิตแต่ถ้าควบคุมจิตที่เป็นต้นเหง้าของมันแล้ว ก็จะควบคุมถึงตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ฉะนั้นเดี๋ยวนี้เราจะพัฒนาจิต ก็คือจะทำให้จิตอยู่ในภาวะที่ถูกต้อง, อย่าให้ผิดไปตามธรรมชาติที่ปราศจากความรู้. ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ มันก็ปราศจากความรู้ คือเป็นอำนาจอวิชชา. ขอโอกาสทบทวนอีกทีหนึ่ง ช่วยฟังให้ดีว่า ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติแล้ว มันจะเป็นเรื่องของอวิชชา คือเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ สำหรับเป็นคู่กัน : ยกตัวอย่างแต่คู่แรกฟังให้ดีคู่ต่อไปจะไม่พูด คู่แรกคือ ตา กับ รูป. ตา ดวงตา กระบอกตา เบ้าตา มีประสาทตา แล้วก็มีที่เกิด ที่จะให้ทำงาน ทำหน้าที่ของจิต นี้เรียกว่า มี ตา แล้วก็มี รูป อยู่ข้างนอก มากระทบตา รูปกับตานี้มาถึงกันเข้าแล้ว, มันทำหน้าที่แล้ว ก็เรียกว่า ตานี้เกิดแล้ว รูปนั้นก็เกิดแล้ว; เมื่อยังไม่มากระทบตา ไม่ทำหน้าที่ก็ยังไม่เกิด แต่นี่ตาก็เกิดแล้ว รูปก็เกิดแล้ว, ตากับรูป ถึงกันเข้าแล้วก็เรียกว่ามีการเห็นทางตาเกิด คือจักษุวิญญาณ คือเกิดจักษุวิญญาณ นี่จักษุวิญญาณเกิดแล้ว สามเกิด แล้ว : ตาเกิด รูปเกิด จักษุวิญญาณเกิดสามอย่างนี้เกิดแล้ว รวมกันแล้วเรียกว่า ผัสสะ. ผัสสะนั่นแหละตัวร้ายกาจที่สุดของทุกเรื่องแหละ ตัวผัสสะจำให้ดีเถอะว่า ตัวเหตุการณ์ของทุกเรื่อง ในพระบาลีในพระคัมภีร์ก็ตาม ในโลกก็ตามมันอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่าผัสสะ สามอย่างถึงกันเข้าอยู่ในการทำหน้าที่เรียกว่าผัสสะ. แล้วเร็วมากพอมีผัสสะแล้วก็ผลิตผลเป็นเวทนาออกมา คือจะรู้สึกเป็นเวทนาออกมาจากผัสสะนั้น. ถ้าพอใจก็เรียกว่า สุขเวทนา, ไม่พอใจก็เรียกว่า ทุกขเวทนา, เฉย ๆ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรก็เรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา. นี้มันแสดงบทบาทรุนแรงแล้ว คือมันจะครอบงำจิตแล้ว ชนิดที่เรียกว่าปล่อยไปตามธรรมชาติ คือไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้มาแต่ก่อนเลย; เหมือนกับที่จะได้พูดเมื่อครั้งที่แล้วมาว่า เด็ก ๆ ไม่ได้มีความรู้มาแต่ท้อง, ความรู้เรื่องดับทุกข์ว่าเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อะไรเป็นต้นนี้ ไม่ได้มีมาแต่ในท้อง, เด็กทารกมันไม่มี; นี่จนเดี๋ยวนี้มันก็ยังไม่มี มันก็ไม่มีความรู้เรื่องนี้. เพราะฉะนั้น พอเกิดเวทนาเป็นสุขน่าพอใจ มันก็หลงรัก, พอเกิดเวทนาไม่พอใจมันก็หลงโกรธหลงเกลียด, พอเกิดเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์มันก็สงสัยไม่รู้จักจบ มันสนใจไม่รู้จักจบ. นี่ เวทนา, จำคำว่าเวทนาไว้ให้ดี ๆ มีความร้ายกาจเท่า ๆ กับ ผัสสะแหละ, ไม่เท่าเทียมกับผัสสะทีเดียว แต่พอกันนั่นแหละ ผัสสะน่ะตัวร้าย พอมีเวทนามันก็มีแต่จะมีเรื่องนี้, นี้มันจะมีเรื่อง เพราะมันขาดวิชชา เมื่อมีผัสสะนั้นปล่อยไปตามธรรมชาติก็คือขาดวิชชา; ผัสสะตามธรรมชาติของคนมันธรรมดานี้มันขาดวิชชา; ฉะนั้นมันจึงขาดวิชชาในเวทนาจึงไม่รู้จักเวทนาตามที่เป็นจริง ว่าเวทนานั้นเป็นอย่างไร. อวิชชาหรือความโง่นั่นแหละ ตามธรรมชาติที่มันโง่นั่นแหละ มันก็หลงรักสุขเวทนา หลงเกลียดทุกขเวทนา หลงสงสัยห่วงใยในอทุกขมสุขเวทนา, นี้ก็เรียกว่ามันโง่ เพราะมันโง่มันจึงอยากไปตามที่ไม่ควรจะอยาก, หลงรักหลงโกรธ หลงพะวงหลงใหลอย่างนี้; เรียกว่ามันโง่ มันไม่ควรจะหลง, ไม่ควรจะอยากอย่างนั้น. นี่คือความหมายของคำว่า ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติแล้ว มันเป็นอย่างนี้; แล้วมันก็ได้แก่พวกเรานี่แหละ พวกเราทุกคนนี่ มันเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นขอให้รู้จักตัวเองให้ดี ๆ ธรรมะทุกข้อเรียนจากตัวจริงในร่างกายเรา อย่าเรียนจากกระดาษที่จดไว้อย่างเดียว. ที่จดไว้นั้นกันลืมเท่านั้นแหละอย่าให้อะไรมากไปกว่านั้น ที่จดในกระดาษนี้เพื่อกันลืม เพื่อจะเอาไปทบทวน แล้วจะเรียนจากของจริง ตัวจริง ที่มันมีอยู่ในเรา. นี่เข้าใจหรือยังว่า ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ แล้วจะเป็นเรื่องของอวิชชาคือมันปราศจากความรู้; ดังนั้นเราจึงต้องมาอบรมจิตให้ประกอบไปด้วยความรู้. ที่เราทำวิปัสสนากัมมัฏฐาน อะไรต่าง ๆ นี้ก็เพื่อจะทำให้จิตมันมีวิชชา มีความรู้ สำหรับจะใช้ในโอกาสที่มีผัสสะและมีเวทนา; ถ้าไม่อย่างนั้น มันจะมีอวิชชาไปตามธรรมชาติที่มันปราศจากความรู้ นี่ช่วยฟังให้ดี ๆ ว่าถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติแล้ว มันปราศจากวิชชา; มันมีแต่อวิชชาความโง่ มันจึงไปหลงรักที่น่ารัก หลงโกรธที่น่าเกลียดน่าโกรธ จนเกิดกิเลส. จะควบคุมจิตได้ต้องมีปัญญา, วิชชา.
นี้ เราอบรมจิตของเราให้มีปัญญา ให้มีวิชชา จิตนี้จะไม่ไปหลงรักที่น่ารัก จะไม่ไปหลงโกรธหลงเกลียดที่น่าโกรธน่าเกลียด, จะไม่พะวงหลงใหลในสิ่งที่มันยังไม่รู้ว่าอะไร, ก็รอดตัวซิ ไม่หลงรัก ไม่หลงโกรธ ไม่หลงเกลียด ไม่หลงกลัว ไม่หลงวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉา ริษยา หึงหวงอะไรนี้ไม่มี มันก็รอดตัว : ฉะนั้นเราจึงต้องอบรมจิตอย่างไร เห็นได้หรือยังว่า จิตตภาวนา นั้นสำคัญหรือไม่สำคัญ? ถ้าจิตของเราไม่ได้รับการอบรม กระแสจิต การปรุงแต่งจิต จะเป็นไปอย่างธรรมชาติแห่งอวิชชาคือปราศจากความรู้. เอ้า, ทีนี้เรามาอบรมเสีย ให้จิตมันมีวิชชา จะได้ควบคุมกระแสจิต กระแสการปรุงแต่งของจิตในทางอายตนะทั้งหลายนี้ให้มันมีวิชชา ให้มันมีปัญญา แล้วก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์ พออะไรมากระทบ กระทบนะ, ผัสสะนะ จะมีเวทนาชนิดไหนขึ้นมา เราเช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง, ไม่ไปหลงรักมัน แม้จะน่ารักเท่าไร ไม่ไปหลงโกรธหลงเกลียดหลงกลัวมัน แม้จะน่าเกลียดน่ากลัวสักเท่าไร ไม่หลงอะไรหมดมันก็รอดตัว. นี่เห็นหรือยังว่า จิตตภาวนานี้สำคัญเท่าไร; ถ้าไม่สำคัญจริง ๆ ไม่เอามาพูดให้คุณนั่งเสียเวลาดอก บอกกันอย่างนี้ ถ้ามันไม่สำคัญถึงที่สุดแล้ว ไม่เอามาพูดให้คุณต้องเสียเวลามาก ๆ ดอก จิตตภาวนาการอบรมจิตมันสำคัญอย่างนี้; เพราะฉะนั้นจึงเอามาพูดให้เป็นที่เข้าใจ ว่าเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ จิตตภาวนาคือการอบรมจิตนั่นแหละ คือการพัฒนาชีวิต. จะอบรมจิต ต้องรู้จักธรรมชาติของจิตก่อน.
นี้ก็ดูว่า ที่ว่าอบรมจิต หรือจิตตภาวนา เจริญจิตนี้มันทำได้ไหม? มันทำได้ไหม? คุณคงตอบไม่ถูกว่าทำได้ไหม. หรือคนทั่วไปก็ไม่รู้ว่าทำได้หรือไม่ได้, ก็พลอยเห่อ ๆ ตามเขาว่า ว่าทำได้ ข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ดีที่สุดแหละ คือตรัสไว้ในลักษณะที่ให้เห็นว่า ทำได้ คือท่านได้ตรัสไว้เป็นพระบาลีที่สำคัญ; ถ้าจำก็จำให้ดี ๆ ว่าจิตนี้มีธรรมชาติประภัสสร, ท่านตรัสว่าจิตนี้มีธรรมชาติประภัสสร, คือสว่างไสวรุ่งเรืองไม่มีกิเลส : ธรรมชาติของจิตแท้ ๆ. แต่แล้วจิตประภัสสรนั้น กลายเป็นจิตเศร้าหมองขุ่นมัว เพราะมีอุปกิเลสเข้ามาครอบงำ. เข้าครอบงำตอนไหน? ตอนผัสสะนั่นเอง ตอนเวทนา ตอนผัสสะนั่นเอง. อวิชชาเข้ามาครอบงำ จนเกิดความโลภความโกรธเป็นต้น จิตที่เคยประภัสสรไม่มีกิเลสมาแต่ก่อน มันก็มีกิเลสซิก็เลยเป็นจิตเศร้าหมอง. จิตนี้มีธรรมชาติประภัสสร ประภัสสร แปลว่า สว่างไสวรุ่งเรือง ตามความหมายของคำนั้น; ไม่ใช่เป็นแสงตะเกียงอย่างนี้ดอก คำว่า ประภัสสร นั้นมันไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่าอะไรแปลกันง่าย ๆ ไปทีก่อนก็ว่ามันเรืองแสง มันเรืองแสง : แต่ไม่ใช่แสงไฟ ไม่ใช่แสงตะเกียง. เช่นอย่างว่า เพชร, เพชรนี้มันมีน้ำเพชรแวววาวเรืองรัศมีของเพชร ลักษณะนั้นน่ะเรียกว่าประภัสสร; หรือว่าท่านยกตัวอย่างไว้ว่าเหล็กโลหะที่เขาเอามาเผาไฟ เอามาเผาไฟ เหล็กก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเพราะร้อน, เติมไฟให้แรงเข้าอีก เหล็กก็เปลี่ยนเป็นสีเหลือง, แล้วเติมไฟให้แรงเข้าไปอีกเหล็กก็กลายเป็นสีขาว, เติมไฟเข้าไปอีก ก็จะมีลักษณะที่เรียกว่า ประภัสสร เหล็กที่เผาจนมีแสงชนิดนั้นมีรัศมีชนิดนั้น. นี่ธรรมชาติของจิตนั้นมันมีความเป็นประภัสสร คือเรืองแสงหรือเรืองรัศมี, แล้วเศร้าหมองมืดมัวเพราะกิเลสเข้ามาครอบงำ; พอกิเลสออกไปก็ประภัสสรตามเดิม. ฉะนั้น จิตของเรานี้มันก็แจ่มใสประภัสสรเรืองแสง จนกว่าจะเกิดกิเลส; เกิดกิเลสเสร็จ เสร็จแล้วมันก็กลับประภัสสรอีก, กิเลสมาอีกก็ไม่ประภัสสรอีก กิเลสดับไปก็ประภัสสรอีก. นี้คือธรรมชาติของจิต. ตัวจริงนั้นเป็นประภัสสรแต่แล้วไม่ประภัสสร เพราะกิเลสเข้ามา. ผู้เห็นธรรมชาติของจิตแล้วจักเจริญภาวนาได้.
ระพุทธองค์ได้ตรัสต่อไปว่า ผู้ใดเห็นแจ้งข้อนี้ตามที่เป็นจริง, ผู้ใดเห็นแจ้งข้อนี้ข้อที่จิตประภัสสรแล้วเศร้าหมองเพราะกิเลส, แล้วไม่เศร้าหมองเพราะไม่มีกิเลส; ผู้ใดเห็นข้อนี้ตามที่เป็นจริง จิตตภาวนาย่อมสมควรแก่ผู้นั้น. จิตตภาวนาย่อมสมควรแก่ผู้เห็นความจริงข้อนี้ว่า จิตนั้นตามธรรมชาติเป็นประภัสสร; แล้วมีอะไรมาทำให้ไม่เป็นประภัสสร, พออันนั้นหมดเหตุหมดปัจจัยดับไปแล้วมันก็กลับประภัสสร. ผู้ใดเห็นความจริงข้อนี้ตามที่เป็นจริงแล้ว จิตตภาวนาย่อมสมควรแก่ผู้นั้น, หรือผู้นั้นสามารถจะเจริญจิตตภาวนา; เพราะเขาเห็นได้ว่าจิตแท้ ๆ มันเป็นประภัสสร ฉะนั้นเราจึงมีหวังที่จะทำให้จิตประภัสสรคือไม่มีกิเลส. ส่วนคนที่เขาไม่เห็นอย่างนี้. เขาไม่เชื่ออย่างนี้ หรือเขาเชื่อผิด ๆ ไปว่า จิตมีกิเลสตลอดเวลาเลยนี้ อย่างนี้ไม่มีทาง ผู้ที่เข้าใจผิดไปว่าจิตมีกิเลสตลอดเวลา, หรือว่าเป็นธรรมชาติของจิต คือมีกิเลสแล้วก็ไม่มีทางที่จะอบรมจิตตภาวนา. เมื่อเรารู้ความจริงข้อนี้เราก็เห็นได้ด้วยตนเองว่าจิตตภาวนาทำจิตให้เจริญนี้เป็นสิ่งที่มีได้. ทีนี้จิตเจริญแล้วมันก็ควบคุมกระแสผัสสะ เวทนา ตัณหา อะไรได้ มันก็ไม่มีทุกข์ ฉะนั้นเราจึงสนใจหรือตั้งใจที่จะอบรมจิตที่เรียกว่าจิตตภาวนา. เอ้า, ทีนี้ก็พูดขั้นต่อไปที่จะเรียกว่า จิตตภาวนาอบรมจิต อยากจะให้เข้าใจส่วนที่ไม่เคยเข้าใจก็ได้ จะยังไม่เคยฟังก็ได้ เขาแบ่งเป็นศีล สมาธิ ปัญญา : แล้วเขามักจะพูดว่าศีลไม่เกี่ยวกับจิต, สมาธิกับปัญญาเกี่ยวกับจิต เราจะพูดว่านั่นไม่ถูกดอกพูดอย่างหละหลวมหรือพูดอย่างผิวเผิน เราจะมีการภาวนาอบรมจิตให้เจริญทั้งส่วนศีล ทั้งส่วนสมาธิ และทั้งส่วนปัญญา. การที่เราจะไม่ล่วงศีลห้า ไม่ฆ่า ไม่ลักไม่ขโมย ไม่อะไร จิตต้องดีเหมือนกันจิตต้องรู้ถูกต้องในธรรมะระดับต้นนี้ ว่าไม่ควรฆ่า ไม่ควรขโมย ไม่ควรล่วงกาเมฯ ไม่ควรโกหก ไม่ควรดื่มน้ำเมา จิตต้องสูงถึงขนาดนั้นมันจึงจะเว้นได้. ถ้าจิตไม่สูงถึงขนาดนั้นแล้ว มันเว้นไม่ได้ดอก มันเมาแอ๋คลานมา แล้วก็มาขอทิ้งเหล้า แล้วมันก็ทำไม่ได้ เราก็ไม่พูดกับมันดอก. มันไม่มีการบังคับจิต มันไม่รู้เรื่องจิต มันจะบังคับแต่ลิ้นปากไม่ให้กินเหล้า นี้มันทำไม่ได้ดอก มันต้องบังคับจิตต้องอบรมจิตภายในให้เกลียดกลัวการกินเหล้า; จิตมันสูงพอที่จะเกลียดกลัวการกินเหล้าแล้วมันก็ไม่กินเหล้า หรือมันจะไม่ฆ่า, มันไม่ขโมย มันจะไม่ประพฤติล่วงกาเมฯ มันจะไม่โกหกอะไรต่าง ๆ; แม้ในระดับศีลนี้ ก็ต้องอบรมจิต. จิตในระดับศีล จิตที่เป็นพื้นฐานของศีล, ต้องอบรมจิตนี้ แล้วจิตนี้ก็จะช่วยรักษาศีลได้; ฉะนั้นจิตตภาวนาจึงมีแม้ในระดับศีล อบรมจิตในระดับศีลให้ดีแล้ว ก็จะถือศีลได้ จะเว้นขาดจากการทุศีลโดยประการทั้งปวง นี้เรียกว่าจิตตภาวนาในระดับศีลหรือในส่วนศีล. ทีนี้ จิตตภาวนาในส่วนสมาธิ นี้ฝึกจิตโดยตรงเลย; จิตที่อ่อนแอไม่อยู่ในอำนาจ เต็มไปด้วยนิวรณ์ เต็มไปด้วยสิ่งรบกวน นี้มาฝึกกันเสียใหม่, ให้จิตนี้อยู่เหนือข้าศึกของจิต, ให้จิตเป็นสมาธิ พูดง่าย ๆ นี้ก็เรียกว่าจิตตภาวนาในส่วนจิต. ทีนี้ สูงขึ้นไป จิตตภาวนาในส่วนปัญญาความรู้ นี้เราต้องอบรมจิตให้รอบรู้สิ่งที่ควรจะรอบรู้; อะไร ๆ ที่มนุษย์ควรจะรอบรู้ เราต้องอบรมจิตให้รู้ในสิ่งที่ควรรู้. มันต่างกันอยู่เป็น ๓ ชั้น ระดับศีล อบรมจิตให้ถือศีลให้ได้. ระดับจิต อบรมจิตให้เป็นสมาธิให้มั่นคงให้มีสมรรถภาพถึงที่สุดให้จนได้ ระดับปัญญา อบรมจิตให้รู้สิ่งที่ควรรู้ ที่มนุษย์ควรจะรู้ คือดับทุกข์ให้ได้; อย่าได้ขาดแคลนเลยในความรู้ข้อนี่ นี้จิตตภาวนา ระดับการอบรมจิตมีทั้งส่วนศีล ทั้งส่วนสมาธิ ทั้งส่วนปัญญา ที่อื่นหรือพวกอื่นอาจารย์อื่น เขาก็บอกไปอย่างอื่น อาตมาไม่รับผิดชอบ, ไม่ได้พูดคัดค้านอะไรเขา แต่ว่าอยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า มันต้องเป็นอย่างนี้จิตตภาวนาจะต้องมีทั้งส่วนศีล ทั้งส่วนสมาธิ และทั้งส่วนปัญญา. ให้เป็นจิตตภาวนา แปลว่า เจริญขึ้น, เจริญขึ้น. ระดับที่ ๑ จิตธรรมดาเป็นระดับสัตว์ มีความรู้อย่างสัตว์ สัตว์เดรัจฉานนั่นแหละ. จิตตามธรรมดาที่ไม่ได้รับการอบรมอะไรเลย มันจะรู้ตามธรรมชาติ รู้เท่าที่ธรรมชาติให้รู้, แล้วรู้ในระดับสัตว์เดรัจฉานเลย ต่ำมาก นี้เราจะเรียกว่าระดับสัตวศาสตร์ ระดับสัตวศาสตร์, สัตวศาสตร์. ระดับที่ ๒ พอสูงขึ้นมากว่าสัตว์เดรัจฉานเป็นคนป่า เป็นคนโง่ เป็นคนเยิงมาตั้งแต่ครั้งกระโน้น แล้วก็ถือปัจจัยภายนอก ถือผีสางเทวดา ไม่เข้าถึงธรรมะนี่จิตก็สูงกว่าสัตว์เดรัจฉานจริง มันเพียงแต่สูงกว่าสัตว์เดรัจฉาน ก็เลยเรียกว่า ระดับไสยศาสตร์, ระดับไสยศาสตร์. ไสยะ นี้แปลว่าดีกว่า ก็ได้ แปลว่า หลับอยู่ก็ได้ ฉะนั้นระดับไสย-ศาสตร์นั้น มันเป็นเพียงดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน เท่านั้นแหละไม่ใช่มนุษย์สูงสุด ถ้าว่าโดยแท้จริงแล้วมันยังหลับอยู่ แม้จะดีกว่าสัตว์เดรัจฉานแล้วมันก็ยังหลับอยู่ ฉะนั้น ไสยศาสตร์ก็คือมันยังหลับอยู่ แม้ว่าจะดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน, มันดีกว่าระดับสัตว์เดรัจฉานแล้ว; แต่มันก็ยังหลับอยู่ เราเลยเรียกว่าระดับไสยศาสตร์. ไสยศาสตร์นี้ไม่ใช่ย่อยสูงขึ้นมา สูงขึ้นมา จนถือผีสาง เทวดา พระเป็นเจ้า, พระอะไรที่อธิบายไม่ได้ อธิบายไม่ได้ เกณฑ์ให้ยึดถือ, เกณฑ์ให้เชื่อไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์, นี้คือระดับไสยศาสตร์. ต่อมาถึงยุคพระพุทธเจ้า ท่านไม่เอาดอกอย่างนี้ไม่เอา. ท่านค้นพบความจริงของธรรมชาติ เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ เรื่องทางถึงความดับทุกข์. ท่านก็สอนระบบนี้ขึ้นมาใหม่ เรียกว่า พุทธศาสตร์ พุทธศาสตร์ ที่จริงก็ไม่ค่อยถูกต้องนักคำเหล่านี้ แต่ไม่มีคำอื่นที่ดีกว่า หรือนึกคำอื่นไม่ถูกไม่ออก ก็เลยบอกให้จำไว้สัก ๓ คำ ว่า: จิตระดับสัตวศาสตร์ คือสัตว์เดรัจฉานทั่วไป. จิตระดับไสยศาสตร์ คือโง่งมงาย หลับอยู่ แม้ว่าจะดีกว่าระดับสัตว์เดรัจฉาน นี่ระดับไสยศาสตร์. ระดับสุดท้ายคือ พุทธศาสตร์, พระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจจธรรมของธรรมชาติเรื่องดับทุกข์ได้; นี้เรียกว่าพุทธศาสตร์ ใครชอบจะใช้คำอื่นก็ได้ แต่เราเลือกได้ ๓ คำนี้ เท่าที่นึกออกเดี๋ยวนี้ว่า สัตวศาสตร์ศาสตร์ของสัตว์; ไสยศาสตร์ศาสตร์ที่ดีกว่าสัตว์ แต่ยังหลับอยู่; พุทธศาสตร์ คือศาสตร์ของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่มีหลับอีกต่อไป, พุทธะ แปลว่า ตื่น ไม่หลับ. การพัฒนาจิตต้องทำให้เลื่อนสู่พุทธศาสตร์.
ราจะต้องพัฒนาจิตของเรา ให้พ้นจากระดับสัตวศาสตร์, ให้พ้นจากระดับไสยศาสตร์ มาสู่ระดับพุทธศาสตร์ให้จนได้ นี่จะเอาหรือไม่เอาก็ตามใจ บางคน ดูจะยอมแพ้เสียแล้วเห็นว่ายุ่งยากลำบากนัก และไม่รู้ว่าจะได้อะไร; ถ้าอย่างนี้ละก็ ก็ป่วยการละ ป่วยการที่มาศึกษาพุทธศาสนาครึ่งท่อนแล้วก็ยอมแพ้ แล้วก็ไม่เอาไปทำให้ถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง. นี้เราเรียกว่า จิตตภาวนา ระดับสุดท้ายจะต้องมาถึงพุทธศาสตร์ ก้าวล่วงสัตวศาสตร์ ก้าวล่วงไสยศาสตร์มาเสียได้, มันเป็นเรื่องของจิตที่จะต้องอบรม. เมื่อตะกี้นี้ที่พูดว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น ๓ ระดับนั้น ขอพูดเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่า มันเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ ศีล สมาธิ ปัญญา จิตตภาวนาในระดับศีล ระดับสมาธิ ระดับปัญญา มันแยกกันไม่ได้ดอก. ในชีวิตมนุษย์เรานี้จะอยู่อย่างไม่มีศีลไม่ได้ดอก มันก็ตีกันตาย มันก็ฆ่ากันตาย มันก็เดือดร้อนผิดพลาดในบ้านเรือนหมด. ฉะนั้นต้องมีศีล, ชีวิตคนต้องมีศีล จะอยู่คนเดียวก็ตาม จะอยู่หลายคนก็ตาม ต้องมีระบบศีล; แล้วก็ต้องมีระบบจิตที่ถูกต้อง เพราะว่ามีศีลดีแล้วมันก็ง่าย ที่ระบบจิตมันถูกต้อง เมื่อระบบจิตมันถูกต้องแล้วระบบปัญญามันก็ถูกต้องเองแหละ ระบบจิตมันถูกต้องแล้ว ระบบปัญญามันจะถูกต้องเอง ฉะนั้น การที่เลื่อนมาจากสัตวศาสตร์มาสู่ไสยศาสตร์ มาสู่พุทธศาสตร์นี้ มันต้องมาตามแนวนี้ตามธรรมชาติ ซึ่งมันไม่แยกกัน เราลองอยู่ให้ดีให้ถูกเรื่อย ๆ ไปเถอะ มันจะสูงขึ้นมากขึ้นมาตามกฎเกณฑ์อันนี้. จิตเป็นสมาธิแล้ว จะมีศีล ปัญญา เกิดขึ้น.
เห็นได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก ก็เช่นว่า ตั้งจิตทำสมาธิเถิด ตั้งจิตทำสมาธิเถิด, แล้วศีลจะมีเป็นของพลอยได้, เป็นของพลอยได้ ที่เราเรียกว่าพลอยได้ไม่ต้องลงทุนอะไร by product ตั้งจิตทำสมาธิท่าเดียวแหละ แล้วความเป็นศีล ความมีศีลจะรวมอยู่ในนั้นเอง โดยไม่ต้องตั้งใจ; นี่เพราะว่ามันแยกกันไม่ได้. แต่ว่าที่อื่น อาจารย์อื่นเขาอาจจะสอนอย่างอื่นนะ เขาเกณฑ์ให้ทำพิธีรับศีล สมาทานศีลอะไรกันก่อน จึงจะไปทำสมาธิอย่างนี้เบื้องต้น ก็ตามใจเขา; เราไม่มีหน้าที่คัดค้านเขา แล้วเราก็ไม่อยากจะคัดค้านแต่เราบอกว่ามันแยกกันไม่ได้ ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาเจริญสมาธิเถอะแล้วรวบรวมกำลังกายกำลังจิตเจริญสมาธิ ความหมายแห่งศีลจะมีขึ้นมาทันที, จะมีศีลอยู่ในการเจริญสมาธิ. ทีนี้ พอเจริญสมาธิ, ขอให้จริงเถอะ เจริญสมาธิเถอะ ปัญญามันจะออกมา; เพราะว่าการเจริญสมาธินั้น มันเป็นการปรับปรุงจิตที่ดีที่สุด ความรู้ที่ไม่รู้ที่มันอยากจะรู้อยู่ข้างใน มันจะค่อย ๆ ออกมา. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า สมาหิโต นถาภูตํ ปชานาติ; คล้าย ๆ กับพูดเล่นง่าย ๆ ว่าผู้มีจิตเป็นสมาธิ แล้วย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง. มนุษย์อยากรู้อยู่แล้วโดยไม่รู้สึกอยู่ใต้สำนึก มันอยากรู้นั่นอยากรู้นี่ อยากรู้อยู่พร้อมไปหมด เพราะจิตไม่เป็นสมาธิ เพราะจิตมันที่เห็นว่าจะต้องรู้ หรือว่าเป็นอันตราย. ความอยากรู้มีอยู่แล้ว แต่มันรู้ไม่ได้ เพราะจิตไม่เป็นสมาธิ เพราะจิตมันหมกมุ่นบ้าง พัวพันบ้าง เศร้าหมองบ้าง พอทำจิตให้เกลี้ยง ความรู้นั้นมันจะออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ว่าอย่างนั้นดีกว่า. พอจิตเป็นสมาธิ ความรู้หลายอย่าง หลายประการจะออกมา ตามที่เราน้อมนึกอยู่ : น้อมนึกอยู่เดี๋ยวนั้นก็ได้ : หรือว่าน้อมนึกอยู่ในจิตใจใต้สำนึกไม่รู้สึกได้ มันจะออกมา; เมื่อจิตสบายดีมันนึกอะไรออกนี้ ขอให้สังเกตกันทุกคน พอเรานอนพักผ่อนสบายดี นอนหลับพักผ่อนสบายดีแล้วความรู้ความคิดพรูออกมาทีเดียว : เพราะว่าจิตมันเหมาะที่จะรู้. เพราะฉะนั้นเมื่อตั้งจิตทำสมาธิ ศีลจะมีมาเอง; เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วปัญญาจะค่อย ๆ ไหลออกมาเอง ตามที่เราน้อมนึกเพื่อจะรู้โดยเจตนาหรือไม่เจตนา. ฉะนั้น ขอให้รู้ว่า เราทุกคนนี่แหละ มันอยากรู้อะไรอยู่แล้วโดยที่เราไม่รู้สึกตัว หรือว่าโดยที่เราเคยรู้สึกอยาก, แล้วเราก็เลยไป เปลี่ยนไป มันก็เก็บไว้ว่าอยากจะรู้แล้วก็ไปอยากรู้เรื่องอื่นต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด. แต่ว่าเรื่องที่เราอยากรู้ มันจะเก็บไว้เป็นปัญหา เป็นความอยากจะรู้ : เมื่อจิตดีจิตเหมาะที่จะรู้ มันก็ออกมา, คำตอบมันก็ออกมา. นี้มันจึงคิดอะไรได้มาก, ไม่น่าเชื่อ, จะคิดอะไรได้มากไม่น่าเชื่อ จะรู้อะไรได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะว่าพยายามทำจิตให้เหมาะที่จะรู้. ฉะนั้นจึงขอร้องให้สนใจ ทำจิตให้เป็นสมาธิ นี่เป็นตัวแกนกลาง แกนกลางยืนโรงอยู่ ตั้งจิตให้เป็นสมาธิ ศีลมันจะมาตลอดเวลาที่เราตั้งจิตทำสมาธิพึงที่สุด, จะไปทุศีลขาดกันไม่ได้ดอก เมื่อตั้งใจจะทำสมาธิอยู่ แต่ถ้ามันขาดศีลอยู่ก่อนโน้น ก็ตามเรื่อง นั้นก็ทำไป ไปชะล้างกันเสียก่อน; ไปปลงอาบัติกันเสียก่อน, ไปทำอะไรกันเสียก่อน, แล้วมาตั้งหน้าตั้งตาทำสมาธิ แล้วศีลก็จะมีมาเองอย่างเพียงพอ แล้วปัญญาก็จะค่อย ๆ ออกมาอย่างเพียงพอแล้วมันก็เกิดความเพียงพอทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา. นี้เรียกว่า จิตตภาวนา การเจริญจิต หรือการอบรมจิต. ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่อาจแยกกันได้ เรียกว่า โดยธรรมชาติแล้วศีล สมาธิ ปัญญา สามอย่างนี้ไม่อาจแยกกัน; ถ้าจะให้ทำการงานอะไรสักอย่างแล้ว ไม่อาจแยกกัน; ไม่ต้องพูดถึงเรื่องธรรมะ เรื่องธรรดาสามัญในบ้านในเมืองเราจะทำอะไรอย่างนี้ มันต้องมีการควบคุมมือ, หรือควบคุมสิ่งที่จะทำ, แล้วก็ควบคุมจิตแล้วก็มีปัญญาที่จะทำ. อย่างเราจะผ่าฟืน เลวอย่างต่ำที่สุด เราจะผ่าฟืน เราต้องควบคุมมือนี้มันเป็นศีล; เราต้องควบคุมจิตนี้มันเป็นสมาธิ, แล้วต้องมีความรู้พอที่จะผ่าอย่างไร สำหรับไม้ชิ้นนี้ มันก็เป็นปัญญา ฉะนั้นในการกระทำของมนุษย์ที่จะสำเร็จประโยชน์แล้ว จะต้องมีพร้อมทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ขาด; ถ้าขาดแล้วทำไม่ได้ ตัวอย่างผ่าฟืนนั่น ลองขาดการควบคุมมือ เดี๋ยวมันก็ตัดเอาตีนแหละ แทนที่จะไปตัดไม้ฟืน, มันก็ทำไม่ได้ดอก, ไม่ว่าจะทำอะไร. คุณจะทำเลข คุณจะเรียนหนังสือ คุณจะทำอะไรมันจะต้องมีลักษณะแห่งศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมกันอยู่ที่นั่น แล้วกลมกลืนกันเป็นอันเดียวกัน ไม่แยกกันเป็น ๓ อย่างดอก. นี้เป็น หลักสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ว่าจะต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา ตามสัดส่วน แล้วกลมกลืน เป็นอันเดียวกัน; เขาเรียกว่า ธัมมสมังคี ความสมังคีแห่งธรรมะ. สมังคี แปลว่า มีส่วนประกอบเสมอพอดี, พอดีกัน คือเหมาะส่วน ถ้าแจกเป็นแปด เป็นอริยมรรคมีองค์แปด แล้วก็เรียกว่า มัคคสมังคี, มรรคทั้งแปดองค์ต้องมาพร้อมกันหมดเลย ทั้ง ๘ องค์ มาเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วก็ทำหน้าที่ตัดกิเลส มรรคมีองค์แปดก็คือศีล สมาธิ ปัญญา เพียงแต่ว่ากระจายออกเป็น ๘ ส่วน. ไม่ว่าอะไร ๆ ละ มันจะรวมอยู่ที่ศีล สมาธิ ปัญญา จะลดให้น้อยลงก็ได้จะให้พูดมากออกไปก็ได้ แต่แล้วต้องมาด้วยกันทั้งนั้นแหละ. ฉะนั้นเรารู้เรื่องธรรมชาติ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา มันไม่เคยแยกกัน ถ้ามันจะต้องทำงานหรือทำหน้าที่. ลักษณะของความมีสมาธิ
นี้ จะพูดถึงเรื่องความมีสมาธิ ความมีสมาธินั้นคืออย่างไร? นี่นักเรียน นักศึกษาอาจจะรู้อยู่แล้วว่า นั่งทำสมาธิตัวแข็งอยู่ เรียกว่า มีสมาธิ อย่างนี้ไม่ถูกตามความจริง. คำว่ามีสมาธิ คือจิตอบรมเป็นสมาธิแล้ว เดินอยู่ก็ได้ นั่งอยู่ก็ได้ ยืนอยู่ก็ได้ นอนอยู่ก็ได้ ไม่จำกัด แต่ขอให้จิตมันมี ลักษณะเป็นสมาธิ. เป็นสมาธิในที่นี้ พระบาลีจำกัดความไว้หลายคำ แต่คำที่เป็นหัวข้อสำคัญมีอยู่ ๓ คำ เท่านั้นแหละ คือ จิตบริสุทธิ์ เรียกว่าจิตมันบริสุทธิ์, ตอนนั้นไม่มีนิวรณ์ ไม่มีกิเลสรบกวน : จิตบริสุทธิ์ คำแรก ปริสุทฺโธ; ทีนี้จิตตั้งมั่นนี้เรียกว่า สมาหิโต; แล้ว กมฺมนีโย จิตว่องไวในหน้าที่ของจิต; สามอย่างนี้เรียกว่าเป็นองค์ประกอบ, เป็น factor ที่ขาดไม่ได้ของความเป็นสมาธิ. อันแรกต้องบริสุทธิ์ เป็นความบริสุทธิ์ของจิต เรียกว่า ปริสุทฺโธ จะเรียกว่า pureness, cleanliness อะไรก็ตามเถอะ ขอแต่ให้มันเป็นเรื่องสะอาดบริสุทธิ์. ทีนี้ ต่อมามันก็เป็น สมาหิโต ตั้งมั่น firm, firmness, stableness; แล้วแต่จะใช้คำไหนว่า จิตมันตั้งมั่น มั่นคง รวมกำลังแล้วมั่นคง ทีนี้ อีกคำหนึ่งก็ว่า กมฺมนีโย แปลว่า ควรแก่การกระทำ ภาษาฝรั่งเขาก็มีใช้กันอยู่แล้ว คำว่า active active ความหมายตรงกันเลย ควรแก่การกระทำ activeness มันมีความควรแก่การกระทำการงานของจิต. เขาจะนั่งอยู่ เดินอยู่ นอนอยู่ เดินคิดอยู่ อะไรก็ได้ สามอันนี้จะมีเต็มที่; นี้คือว่าจิตเป็นสมาธิ ไม่หมาย--ความว่าไปนั่งตัวแข็งเป็นท่อนไม้ อยู่ในฌานในสมาบัติ; นั้นเกินไป, ไม่ต้อง, ไม่ต้องหมายความอย่างนั้น หรือว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่เราไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ ไปฝึกสุดโต่ง ไปฝึกอย่างสุดโต่ง นั่งแข็งเป็นท่อนไม้อยู่ในฌานในสมาบัติ นั้นก็เรียกว่าสมาธิได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่สมาธิที่ใช้งานหรือที่ต้องการจะใช้งาน. หลักปฏิบัติในการทำสมาธิ.
ราเริ่มกระทำ เริ่มกระทำสมาธิ เป็นสมาธินิดหน่อยก็เรียกว่า ปริกัมมสมาธิ เริ่มทำสมาธิพอสักว่าเริ่มทำ เช่นเริ่มกำหนดลมหายใจ มันก็เริ่มเป็นสมาธิหน่อยหนึ่ง ๆ ตามแบบนั้น, แล้วทำไป ทำไป ดีขึ้น ๆ เฉียด ๆ สมาธิสูงสุดก็เรียกว่า อุปจารสมาธิ. ทีนี้ทำต่อไป ๆ เป็นอัปปนาสมาธิ นั้นมันจะเงียบ หยุดถึงขั้นสูงสุดที่ว่าแม้แต่ลมหายใจนี้; อันนั้นเอามาใช้อะไรไม่ได้ มันเป็นบทเรียนว่าทำให้ไปถึงนั่น, ไปถึงที่สุดนั่น เสร็จแล้วก็ถอยกลับออกมาอยู่ตรงที่ว่า เฉียด เฉียด, อุปจารสมาธิ คือ เฉียด. ฉะนั้นจะมาเดินอยู่ก็ได้ มานั่งอยู่ก็ได้ มาคิดนึกอะไรอยู่ก็ได้ ความเป็นสมาธิของจิตยังอยู่ แม้มาเดินคิดอะไรอยู่ เดินจงกรมอยู่ คิดอะไรอยู่ มันก็มี ปริสุทฺโธ คือจิตบริสุทธิ์ มี สมาหิโตจิตตั้งมั่นแน่วแน่, แล้วก็เป็น กมฺมนีโย คือว่องไวต่อการคิดของจิต; นี่พอแล้ว พอแล้วสำหรับสมาธิที่จะใช้เป็นประโยชน์พิจารณา เห็นปัญญาดับทุกข์ได้. ถ้าเกินกว่านั้น ก็เข้าไปเก็บตัวเงียบอยู่ในฌานเป็นสมาบัติ อันนั้นจะใช้ประโยชน์อย่างนี้ไม่ได้; เขาใช้อย่างอื่น ใช้ไปในทางอยู่เป็นสุข, หรือว่าจะฝึกให้มันมาก ๆ ไว้ ฝึกให้ถึงขั้นที่สุดไว้ แต่พอเวลาใช้จริงนั้นไม่ใช้ในลักษณะอย่างนั้น ต้องออกมาจากสมาบัติ, ต้องออกมาจากอัปปนาสมาธิมาอยู่ในขั้นสมาธิธรรมดาสามัญ ที่เรียกว่า อุปจารสมาธิ; เราก็คิดได้ เดินคิด นั่งคิด นอนคิดอะไรอยู่ก็ได้. นี่คือ จิตประกอบด้วยองค์แห่งความเป็นสมาธิ คือบริสุทธิ์ หนึ่ง, ตั้งมั่นหนึ่ง, ควรแก่หน้าที่การงานของจิตหนึ่ง, นี่จำเป็นอย่างยิ่งแม้แก่ลูกเด็ก ๆ นักศึกษา นิสิตนักศึกษา อะไรก็ตาม; ถ้าต้องการจะให้จิตตภาวนาเป็นประโยชน์แก่พวกท่านทั้งหลายแล้วก็ ทำสมาธิอย่างนี้ให้ได้แล้ว เอามาใช้ให้ได้, คือสามารถทำจิตให้ว่างจากกิเลสนิวรณ์รบกวน เป็นบริสุทธิ์ได้ ทำจิตตั้งมั่นรวมกำลังทั้งหมดไม่มีฟุ้งซ่านได้แล้วจิตนั้นกำลังอ่อนไหว รวดเร็วในการทำหน้าที่ของจิต เราก็คิดนึกได้. นี่สมาธิชนิดนี้เป็นสมาธิที่เรียกว่า เอามาใช้ประโยชน์ได้ อย่างที่เรียกกันว่ามัน practical คือมันกำลังใช้เป็นประโยชน์อยู่ได้, มันไม่เกินจนเป็นของเก็บ, แล้วมันก็ยังไม่น้อยจนว่าใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้. ฉะนั้นพยายามทำให้สามาถใช้จิตที่พัฒนาดีแล้วนี้ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด. เทคนิคของสมาธิ.
นี้ ก็จะพูดต่อไปถึงเรื่องที่เนื่อง ๆ กันอยู่ ว่าองค์ประกอบ ที่จะรวมกันเข้าเป็นเรื่องของสมาธิ จะเรียกว่าเทคนิคก็ได้ มันคำเดียวกันนั่นแหละต้องมีส่วนที่ต้องการมาครบถ้วนถูกต้อง เป็นเทคนิค. ส่วนประกอบที่จะเกิดความมีสมาธิขึ้นมาได้นี้ เราจะพูดเป็นเค้า ๆ; เพราะว่าแบบของสมาธิก็มีมาก, แบบของสมาธิก็มีมาก. พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็มากแบบเหมือนกัน แต่พอมาชั้นหลังอาจารย์ชั้นหลัง ยิ่ง เพิ่มแบบมากขึ้นไปอีกจนจำไม่ไหว, แล้วมันน่าหัวที่ว่า เดี๋ยวนี้เกิดมีแบบวัดนั้นแบบวัดนี้ แบบอาจารย์นั้นแบบอาจารย์นี้. ฟังดูเป็นเรื่องบ้า สมาธิแบบวัดนั้น สมาธิแบบวัดนี้ แบบอาจารย์นั้นแบบอาจารย์นี้ มันเป็นเรื่องบ้า. สวนโมกข์ไม่มีแบบ ไม่มีสมาธิแบบสวนโมกข์ มีแต่แบบของพระพุทธเจ้า ที่เราไปศึกษาแล้วเลือก เอามาใช้หลาย ๆ แบบเหมือนกัน แบบของพระพุทธเจ้า, ไม่มีแบบของสวนโมกข์. นี้ต่อให้เป็นแบบของพระพุทธเจ้า นี้พูดไม่ใช่จ้วงจาบพระพุทธเจ้า มันก็ยังเป็นแบบของธรรมชาติ เพราะว่าพระพุทธเจ้าจะตั้งแบบตั้งกฎอะไรขึ้นมาไม่ได้ดอก พระพุทธเจ้าจะตั้งกฎของธรรมชาติให้จิตเป็นสมาธินั้นไม่ได้ดอก มันเป็นแบบของธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ. ท่านตรัสรู้แล้วท่านค้นพบแบบของธรรมชาติแล้วท่านเอามาสอนพวกเรา. จะสอนได้กี่แบบ ท่านก็สอนหมด เรียกว่าแบบของพระพุทธเจ้า ที่ท่านค้นเอาของธรรมชาติได้. ฉะนั้น อาจารย์ไหนมาเรียกว่าแบบของตัว แบบของวัดนั้น แบบของวัดนี้ อาจารย์ขี้ตู่ทั้งนั้นแหละ, เล่นไม่ซื่อแหละ, ลูกศิษย์ก็เหมือนกันแหละ อย่าไปพลอยโง่ เรียกแบบวัดนั้นแบบวัดนี้ขึ้นมา มันเป็นไปไม่ได้, มันเป็นแบบของพระพุทธเจ้า ที่ท่านไปค้นเอามาจากธรรมชาติ. ในบรรดาแบบหลาย ๆ แบบ ที่พระพุทธเจ้าท่านชี้แนะไว้ เราชอบแบบที่เรียกว่า อานาปานสติภาวนา แบบนี้มันเรียบ เงียบ เย็นสนิท ไม่ตื่นตูม ไม่น่ากลัว ไม่เหมือนกับแบบบางแบบ เช่น กายคตาสติ หรือสุภกัมมัฏฐาน เป็นต้น นั้นมันน่ากลัวโกลาหลวุ่นวาย. แบบกำหนดลมหายใจนี้เงียบสงบ เย็นตลอดเวลา. ที่นี่เราชอบแบบอานาปานสติ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงสรรเสริญ ท่านแนะไว้โดยเฉพาะว่า แบบอานาปานสติดีที่สุด เรียกว่าสงบ เงียบที่สุด เยือกเย็นที่สุด; แม้แต่ตถาคตก็อาศัยอานาปานสติ ภาวนาในการตรัสรู้. แบบที่พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ใช้และตรัสรู้. นี่เรียกว่าแบบอานาปานสติภาวนา. ทีนี้ จะมีกี่แบบ โดยรายละเอียดปลีกย่อย, มันจะมีกี่แบบก็ ตามใจ; แต่เนื้อแท้ของสมาธิจะตรงกันหมดแหละ จะตรงกันหมด ในการที่จะทำสมาธิได้ คือว่า : ข้อแรก จะต้องมีความเหมาะสม, ความเหมาะสมของสิ่งที่แวดล้อม. เราจะทำสมาธิสักที เราก็หาเลือกที่ที่พอเหมาะสม; ร่างกายก็เหมาะสม ไม่เจ็บไข้อยู่ ไม่เป็นไรอยู่ ไม่มีเรื่องรบกวนอยู่. นี้ต้องได้ความเหมาะสมเกี่ยวกับร่างกาย เกี่ยวกับที่ที่เราจะนั่งทำสมาธิ คือปรับปรุงร่างกาย สิ่งแวดล้อมนี่ ให้เหมาะสมซิ แล้วก็ได้อารมณ์ของสมาธิที่เหมาะสม; เช่น อานาปานสติ, ใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์ นี้ก็เรียกว่าเหมาะสม. ข้อที่ ๒. มีกัลยาณมิตรที่จะให้ความช่วยเหลือ, มันน่าแปลกที่เรียกว่า กัลยาณมิตร. คำนี้ขอให้นักศึกษาทั้งหลายทราบไว้ด้วยว่า ครูสอนกัมมัฏฐานนั้นเขาไม่เรียกอาจารย์ หรือไม่เรียกครู, ไม่เรียก กลับเรียกว่ากัลยาณมิตร. ใช้กันมาแต่เดิม แต่ว่าเดี๋ยวนี้เปลี่ยนแล้ว บางสำนักเขาเปลี่ยนเป็นให้เรียกนั่นเรียกอะไรที่คล้าย ๆ กับว่ามันดีกว่ากันมาก, แต่ของเดิมแล้วก็ใช้คำว่ากัลยาณมิตร. จะเล่าให้ฟัง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายมีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดานี่ ถ้าได้อาศัยตถาคตเป็นกัลยาณมิตรแล้ว; เป็นกัลยาณมิตรแล้ว ที่มีความเกิดจะพ้นจากความเกิด, ที่มีความแก่จะพ้นจากความแก่, ที่มีความเจ็บจะพ้นจากความเจ็บ, ที่มีความตายจะพ้นจากความตาย อย่างนี้เป็นต้น. ท่านใช้คำว่ากัลยาณมิตร ไม่ใช่ใช้คำว่าอาศัยเราเป็นครู เป็นอาจารย์ เป็นผู้นำ เป็นอะไร, ไม่เคยใช้คำนั้น; ใช้คำว่ากัลยาณมิตร คือเป็นเพื่อนที่ดี แล้วก็ปรากฏว่าไม่ใช้กันมาอย่างนี้แหละ. แม้ในหนังสือเก่า ๆ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเองก็ดูจะใช้คำนี้ ใช้คำว่ากัลยาณมิตร แล้วคงจะได้ใช้กันมาเรื่อย ๆ ในหมู่กัมมัฏฐาน สอนกัมมัฏฐาน; แม้กระทั่งบ้านเรานี้ที่ไชยา นี้แหละเขาจะเรียกอาจารย์ผู้สอนกัมมัฏฐานว่ากัลยาณมิตร กันทั้งนั้นแหละ ติดปากมาในยุคที่เขาทำกัมมัฏฐานกันเป็นประจำ เป็นของธรรมดา เพราะว่าเมื่ออาตมาไปเรียนที่กรุงเทพฯ เรียนบาลีแล้วกลับมานี่; อาจารย์กัมมัฏฐานคนหนึ่งในชั้น อาจารย์รุ่นแรก ๆ นู้นที่เหลืออยู่ ท่านมาแสดงความยินดีด้วยกับอาตมาว่า ยินดี ๆ ต่อไปนี้เราจะได้กัลยาณมิตรอีกคนหนึ่ง; หมายความว่าให้อาตมานี้เป็นกัลยาณมิตรของท่าน ทั้งที่ท่านก็เป็นผู้สอนกัมมัฏฐานจนใครเรียกว่าอาจารย์ นี้แปลว่าท่านใช้ถ้อยคำเหล่านี้กันมาถูกต้องแล้ว เรียกว่า กัลยาณมิตร ฉะนั้น เราต้องมีกัลยาณมิตร. ในการทำสมาธิต้องมีกัลยาณมิตร คือผู้ที่ให้ความรู้ หรือคอยให้คำปรึกษาช่วยเหลือตามสมควร แต่ต้องไม่ใช่อาจารย์ผูกขาดเก็บภาษี, เดี๋ยวนี้พวกอาจารย์เหล่านี้ไว้ใจไม่ค่อยได้ เป็นอาจารย์เก็บภาษีเสียโดยมาก ไม่ใช่กัลยาณมิตรด้วย. มีกัลยาณมิตรที่บริสุทธิ์ คอยให้คำปรึกษาที่เหมาะสม แต่ไม่ใช่มานั่งคุมอยู่ข้าง ๆ ทั้งวันทั้งคืนเหมือนบางแบบ. ในสมัยพุทธกาลก็เหมือนกันแหละ เข้ารับกัมมัฏฐานจากพระพุทธเจ้าแล้วไปปฏิบัติล้มลุกคลุกคลาน, ล้มลุกคลุกคลาน, ล้มลุกคลุกคลาน, อยู่จนถึงที่สุดแล้วจึงจะค่อยมาทูลถามให้แก้ปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง ไม่ใช่ถามทุกวัน ไม่ใช่มีอะไรนิดหนึ่งก็ต้องถาม. เดี๋ยวนี้ก็มีปัญหาที่ว่า พอไปทำสมาธิเข้าแล้วมันก็เกิดอาการประหลาด ๆ น่ากลัวก็มี, น่าอัศจรรย์ก็มี ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของจิต เป็นอย่างนั้นเอง แล้วคนนั้นก็กลัว แล้วก็ไม่รู้จะถามใคร เลยวุ่นวายกันใหญ่ ถ้าถือตามแบบโบราณก็ไม่ต้องกลัว; ไม่ต้องกลัว, พอลงมือทำสมาธิแล้วเห็นอะไรแปลก ๆ รู้สึกอะไรแปลก ๆ เป็นปรากฏการณ์แปลก ๆ ก็ไม่ต้องกลัว, ช่างหัวมัน, ไม่ใช่, เราไม่ต้องการ. เราต้องการแต่ความสงบ เราเปลี่ยนหาความสงบ, ตั้งต้นทำไปใหม่จนกว่าจะสงบ; เพราะฉะนั้น จึงไม่จำเป็นจะต้องมีกัลยาณมิตรมานั่งคุมแจอยู่ข้าง ๆ ดอก นาน ๆ พบกันทีก็ได้. นี่ขอให้รู้ไว้ว่า จะต้องมีกัลยาณมิตร คือที่ปรึกษาก็แล้วกัน คนหนึ่ง. ทีนี้ ข้อที่ ๓ กำหนดอารมณ์ในขั้นเริ่มแรก ที่เรียกว่า ปริกัมมภาวนา ซึ่งได้รับคำอธิบายหรือได้รับการเล่าเรียนมาพอสมควร ก็ทำเถอะ มันก็ล้มแหละ, ทำเถอะมันก็ล้ม ทำล้ม, ทำล้ม, เหมือนกับขี่รถจักรยาน ไม่มีใครขึ้นขี่รถจักรยานทีเดียวไปได้ ทั้งที่เห็นอยู่ : สอนกันอย่างไร, ขี่ให้ดูอย่างไร, คนนั้นพอขึ้นมันก็ล้มแหละ เพราะฉะนั้นมันต้องขึ้นอีกแหละ ล้มก็เอาอีก, ล้มก็เอาอีก, ล้มก็เอาอีกไม่กี่ล้ม ไม่กี่ ๒๐๓๐ ล้ม มันก็ขี่ได้. เพราะฉะนั้นให้การงานนั่นแหละมันสอนดีกว่า อย่าให้คน สอนกันนัก มันจะโง่. ให้คนสอนกันนักนี่มันจะโง่ ให้การกระทำนั่นแหละ สอนจะเป็นผลดีกว่า แล้วจะได้, ได้จริง. ฉะนั้นเราก็ทำซิ ปริกัมมภาวนา ทำเถอะทำเถอะทำเถอะทำเถอะ แล้วมันก็ไม่ได้, แล้วมันก็ไม่ได้, แต่มันค่อย ๆ ได้ขึ้นมาทุกที เหมือนกับเด็ก ๆ มันจะสอนยืน เด็กทารกมันได้แต่นั่งนอนแล้วมันจะสอนยืนมันก็ล้มแหละ, มันก็ล้มแหละ, แต่แล้วมันก็ยืนเรื่อยแหละ มันก็ค่อย ๆ ได้ ค่อย ๆ ได้มันจนตั้งไข่ได้อย่างนี้ เป็นต้น. นั่นแหละคือธรรมชาติสอน. แม้แต่จะพายเรืออย่างนี้ มันก็ต้องหัดพายกันหลายสิบครั้งแหละ กว่าเรือมันจะตรง ไม่ใช่เห็นอยู่อย่างนี้แล้วก็ทำแล้วมันจะได้. ฉะนั้นขอให้การทำซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ซ้ำแหละเป็นผู้สอน มันก็จะค่อย ๆ ได้เหมือนกับหัดพายเรือหรือเหมือนกับเด็กมันหัดยืน แล้วมันหัดเดิน, หรือว่าเหมือนกับหัดขี่รถจักรยาน. ตอนนี้เป็นปริกัมมภาวนาทั้งนั้น คือเราต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก, ซ้ำแล้วซ้ำอีก. ทีนี้ ก็ทำต่อไปซิขั้นที่ ๓ ก็จะถึงขั้นที่เรียกว่าเฉียด, เฉียดไปข้างฝ่ายโน้นน่ะ ก็เรียกว่าอุปจารภาวนา. จิตมันจะเริ่มสงบ; พอจิตมันเริ่มสงบมันก็อยู่ในสภาพอื่นแล้ว ไม่เหมือนทีแรกแล้ว ก็ทำให้มัน อย่างนั้นแหละ, ให้มันมากขึ้น ๆ, ทำซ้ำซ้ำอยู่นั่นแหละ, มันดีขึ้น ๆ จนมันถึงขั้นสุดท้ายคือขั้นแน่วแน่. ฉะนั้นมันจึงอยู่ในขั้นที่เรียกว่าเริ่มกระทำ, แล้วขั้นที่เรียกว่า เฉียดเข้าไปแล้ว, แล้วขั้นที่ว่าแน่วแน่แล้ว. นี้จะมีอยู่สามอย่างนี้ ทุกแบบ ทุกแบบ ไม่ว่าจะแบบไหน. ฉะนั้นเราอย่าไปกลัว เมื่อรู้สึกอะไรแปลกประหลาด หรือมันเห็นอะไรแปลกประหลาด มันเป็นอย่างนั้นเองตามแบบของจิต, ไม่กลัว; ถ้ามันไม่ใช่เรื่องความสงบแล้ว ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่รู้ไม่ชี้ ทำต่อไปเพื่อความสงบ. ในขั้นที่เรียกว่า ริเริ่ม มันก็โกลาหลวุ่นวายเป็นธรรมดา, ไม่ต้องกลัว, แล้วมันค่อย ๆ สงบ ค่อย ๆ สงบลง นี้มันเฉียดเป็น อุปจาระเฉียดเข้าไปแล้ว, ทำต่อไปอีกมันจะเป็นอัปปนา คือแน่วแน่. แล้วมันแน่วแน่ถึงขั้นที่เป็นฌาน. พอเข้าฌานได้ มันก็แน่วแน่ มันไม่มาทำอะไรได้ดอก ที่อยู่ในฌานนั้น จะมาคิดนึกเดินยืนอะไรไม่ได้. อยู่ในฌานมันต้องอยู่ในอิริยาบถที่แน่แน่วคือนิ่งนั่นแหละ แล้วฌานนั้นถ้าไปหยุดอยู่นาน หยุดอยู่ในฌานนาน เขาเรียกว่าสมาบัติ. เริ่มเข้าฌาน แล้วหยุดอยู่ในฌาน แล้วกว่าจะออกจากฌาน นี้เรียกว่าสมาบัติ. ทำจนเฉียด เฉียดแล้วก็ถึงขั้นแน่วแน่ คือเข้าฌานได้ แล้ว ระยะที่อยู่ในฌาน นานตามต้องการนี้เรียกว่าสมาบัติไม่ต้องสนใจดอก, แล้วไม่ใช่สำหรับทุกคน; จะบอกให้รู้ว่า ที่จะเข้าฌานหรืออยู่ในสมาบัตินั้น ไม่ใช่เรื่องสำหรับทุกคน ธรรมชาติไม่ได้กำหนดมาสำหรับทุกคน. แม้พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้สอนไว้ในฐานะเป็นสำหรับทุกคน; แต่ว่าทุกคนทำจิตให้เป็นสมาธิอย่างที่ว่า นี้ ปริสุทฺโธ สมาหิโต กมฺมนีโย, นี้ทำได้ทุกคน อยู่ในชั้นที่เรียกว่า เฉียด หรือ อุปจาระ ทีนี้ ถ้าว่าทำถึงชั้นแน่วแน่ได้ มันก็มีความเป็นสมาธิมาก เรียกว่ามันประกอบอยู่ในจิตแหละ จึงเอามาใช้ได้; เมื่อออกจากฌาน, เมื่อออกจากสมาบัติแล้วมาอยู่ในชั้นที่มีความตื่นตัวรู้สึกอยู่นี้ มันก็มีอานุภาพของสมาธิมากพอที่จะทำอะไรได้ดีกว่า. แต่คำว่า สมาธิ ที่เราทุกคนจะเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์นั้น มันเป็นชั้นอุปจารสมาธิทั้งนั้น คืออานุภาพของสมาธิ เมื่อฝึกมันมาอยู่ในจิต จิตนี้มันจะยังบริสุทธิ์หรือว่ายังตั้งมั่น หรือยังว่องไวอยู่; แม้ว่าเราจะออกจากฌานแล้ว ออกจากสมาธิแล้วก็มาอยู่ในสมาธิในความหมายทั่วไปนี้. ฉะนั้นเขาจึงเดินคิดก็ได้ นอนคิดก็ได้ นั่งคิดก็ได้ หรือว่าจะทำอะไรก็ได้ ด้วยจิตเป็นสมาธิ ทำอะไรก็ได้ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ คือลักษณะ ปริสุทฺโธ สมาหิโต กมฺมนีโย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเรียนหนังสือที่ยาก ๆ นี่เรียกว่า องค์ประกอบที่มันจะต้องถูกลักษณะของสมาธิ มันจะต้องมีอย่างนี้ : มีสิ่งแวดล้อมพอสบาย, มีอารมณ์พอสบาย, แล้วมีที่ปรึกษาที่เหมาะสม, แล้วก็เจริญอย่างปริกัมม์, แล้วก็เจริญอย่างอุปจาระ, แล้วก็เจริญอย่างอัปปนา แล้วก็หมด. เรื่องมันก็จบ เรารู้จักทำเป็นไปตามกฎเกณฑ์อันนี้. รู้จักคำว่า สมถะ, วิปัสสนา ให้ถูกต้อง.
นี้ ไหน ๆ พูดแล้วก็พูดให้จบเสียดีกว่า เพราะมันจะต้องพูดครั้งเดียวเท่านั้น. นี้ถ้อยคำที่กำลังสับสนกันอยู่มีอยู่ ๒ คำ คือว่า สมถะ กับคำว่า วิปัสสนา. สมถะ แปลว่า สงบรำงับ. วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้ง. ทำสมาธิในขั้นแรกเรียกว่า สมถะ สงบจิต. ขั้นต่อไป เรียกว่าวิปัสสนา คือเห็นแจ้ง.ความหมายมันชัดเจนอยู่แล้ว สมถะทำให้สงบ ไม่ได้เกี่ยวกับคิดเลย ไม่ได้เกี่ยวกับคิดหรือใคร่ครวญ ทำให้สงบ ทำให้สงบ ให้เป็นสมาธิเถอะ. เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ความรู้จะค่อย ๆ แสดงตัวออกมา. ทีนี้ คำว่า วิปัสสนา นี้แปลว่า เห็นแจ้ง ก็ไม่ใช่คิด ไม่ใช่พิจารณา. เดี๋ยวนี้มักจะเข้าใจว่าเรื่องคิด เรื่องพิจารณา เรื่องใช้เหตุผล อย่างนี้กันเกือบจะทั้งนั้น. อาตมาเองก็เคยเข้าใจผิด เพราะว่าเรียนมาในโรงเรียนเขาสอนอย่างนั้น มันกลายเป็นเรื่องของการคิดด้วยเหตุผล, คิดด้วยวิธีคิดไปเสียหมด; ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องของการคิด. สมถะเป็นเรื่องของการดู, วิปัสสนาเป็นเรื่องของการเห็น. เราต้องดูเสียก่อนมันจึงจะเห็น. ในระยะที่ดูนั้นมันเป็นสมถะ ในระยะที่เห็นนี้มันเป็นวิปัสสนา; ฉะนั้นเราจะต้องเริ่มด้วยการดู ตานี่ดูเสียก่อนซิ พอดูแล้วมัน จึงจะเห็น. นี้เริ่มด้วยการดู นี้ดูมันยังดูไม่ได้ เพราะว่าตามันมัว ต้องทำตาให้ใสให้กระจ่างเสียก่อน; ฉะนั้น จึงทำสมาธิขจัดนิวรณ์, นิวรณ์ห้า; ดูจะเข้าใจกันดีอยู่แล้วนิวรณ์ห้า ขจัดนิวรณ์ห้าออกไป มันเหมือนกับของสกปรกที่มาเปื้อนแว่นตา แล้วแว่นตามันดูไม่เห็น. นิวรณ์ห้า เหมือนของสกปรกที่แว่นตา เช็ดออกไปเสีย แล้วแว่นตามันก็จะใส จะดูเห็น. นิวรณ์ห้า คือความเคยชินตามธรรมชาติ ไปในทางเพศ กามฉันทะ, ในทางพยาบาท คือหงุดหงิด ไม่ค่อยชอบใจอะไรอยู่ เป็นธรรมดา, แล้ว ถีนมิทธะ ความหดหู่ ห่อเหี่ยว ลดต่ำ, อุทธัจจกุกกุจจะ มันฟุ้งซ่านไปทางตรงกันข้าม, แล้ว วิจิกิจฉา คือความลังเล ใจมันลังเล ไม่แน่ใจในสิ่งที่กระทำ; นี่เรียกว่า นิวรณ์ห้า มีอยู่ตามธรรมชาติ มันจะคอยรบกวนจิตอยู่เสมอ. แล้วยังมีธรรมะอื่น ๆ ที่เนื่องกันอยู่กับนิวรณ์ มันก็ยังมีอยู่เหมือนกัน แต่รวมสงเคราะห์เรียกว่านิวรณ์ห้าก็พอแล้ว ต้องเช็ดออกไปเสียจากตาหรือจะเรียกว่า แว่นตาก็ได้ หรือจะเปรียบเหมือนกับเอาน้ำยาล้างตา มาล้างตาให้มันสะอาดเสียก่อน. นี่เป็นเรื่องของสมาธิ หรือสมถะ ทำจิตให้สงบ คือทำตาให้เหมาะสำหรับที่จะดู พอมันเหมาะที่จะดูแล้ว ทีนี้ก็ทำวิปัสสนาคือถึงขั้นที่เห็น. สมถะ คือ ดู, วิปัสสนา คือ เห็น. รวบรวมปรับปรุงจิตให้เหมาะที่จะดู แล้วมันก็จะเห็น แล้วมันไม่ค่อยแยกกันดอก ดูแล้วเห็นนี่ไม่ค่อยแยกกัน เพราะว่าเราอาจจะเช็ดแว่นตาให้สะอาดที่สุด แล้วดู แล้วก็เห็น. ถ้าเช็ดแว่นตาไม่ได้ เต็มไปด้วยฝ้าเปรอะไปหมดมันก็ไม่เห็น แม้จะดูมันก็ไม่เห็น. ฉะนั้นหัดทำสมาธิเหมือนกับการเช็ดแว่นตา เสร็จแล้วก็ดู แล้วก็เห็น คือวิปัสสนา. แต่ว่าบางทีเขาเรียกรวมกันทั้งสองอย่างนี้ว่า วิปัสสนาก็มี เช่น เขาพูดกันว่าไปทำวิปัสสนา, ไปทำวิปัสสนา, นี้เขารวมทั้งสองอย่างนี้เข้าเป็นคำเดียวกัน เรียกว่าไปทำวิปัสสนา. แต่เนื้อแท้มันจะแยกกันอยู่เป็น ๒ ตอน คือสมถะเหมือนกับเตรียมการดู วิปัสสนาคือการเห็น; ส่วนศีลนั้น ฝากเนื้อฝากตัว อยู่ในสมถะในสมาธิแล้ว. ฉะนั้น เข้าใจคำว่า วิปัสสนา ให้ดี ๆ มันเป็นเรื่องดู ไม่ใช่เรื่องคิด; ถ้าเรื่องคิดด้วยเหตุผลแล้ว ความคิดหรือความรู้ของเราจะนำ นำความคิด แล้วไปกันผิดทางได้, คือมันคิดไปตามความรู้ที่ได้เล่าเรียนมา; ฉะนั้นจึงทำวิปัสสนาไม่สำเร็จ เพราะเขาไปมัวคิดตามที่ได้เล่าเรียนมา; ไม่ใช่เช็ดแว่นตาให้ดี แล้วดูอย่างเป็นอิสระแล้วก็เห็นจริง, ไม่ใช่; นี่เรียกว่า สมถะและวิปัสสนา. เมื่อจิตสงบก็ดูให้เห็นตถตา.
หลังจากเช็ดนิวรณ์ ที่เปื้อนแว่นตาออกไปแล้ว ทีนี้ ก็เห็น ก็เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละ เห็นไตรลักษณ์นั่นแหละ คือเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเรียกว่า เห็นธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา; นี่ก็เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือจะเรียกรวม ๆ กันว่าเห็นสุญญตาก็ได้. อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ล้วน แต่เป็นสุญญตา คือว่างจากตัวตน. เรียกให้ไพเราะก็ว่าเห็นตถตา คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง; ถ้าเห็นก็เห็นสรุปยอดว่าเห็นเช่นนั้นเอง ไม่น่ายึดถือ ไม่น่ายึดมั่น ไม่น่าไป หลงรัก หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวงอะไรต่าง ๆ นี้เรียกว่า เห็นตถตา. พูดให้ดีกว่านั้นอีก ก็คือเห็นพระตถาคตแหละ; เมื่อเห็นตถตา จิตนั้นจะเป็นจิตตถาคต. ตถาคต แปลว่า ผู้ถึงซึ่งตถา, ผู้ถึงซึ่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือสุญญตา. ฉะนั้น ผู้ที่ทำวิปัสสนาสำเร็จ เห็นตถตาเป็นต้นแล้ว ก็คือเห็นพระพุทธเจ้านั่นเอง; เห็นตถาคต เห็นพระตถาคต หรือจะเรียกว่าเห็นพระอรหันต์. พระอรหันต์ทุก ๆ องค์เป็นตถาคต คือพระอรหันต์ทุกองค์ถึงแล้วซึ่งตถา ถึงแล้วซึ่งความจริงของความเป็นเช่นนั้นเอง. พระพุทธเจ้าเป็นจอมพระอรหันต์เท่านั้นแหละ; แต่ก็เรียกว่าตถาคต ได้เหมือนกัน แล้วพระองค์ก็ทรงเรียกพระองค์เองด้วยคำว่า ตถาคต คือผู้ที่ถึงแล้วซึ่งตถา. ฉะนั้นการเห็นของวิปัสสนานี้ไม่ใช่เล่น จะเห็นธรรมทั้งปวง แล้วจะเห็นพระตถาคต เห็นความเป็นตถาคต. นี่เรียกว่า เห็น. ดู แล้ว เห็น ก็ได้อานิสงส์, ได้อานิสงส์ทุกอย่างที่มันควรจะได้. ที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะความโง่ว่ามีตัวตน, มันก็เลิกเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะไม่มีตัวตน. ทีนี้แม้ว่าอยู่ในโลกนี้ ประกอบการงานเหงื่อไหลไคลย้อยอยู่ แต่ถ้าเห็นธรรมะเห็นตถตาแล้ว มันจะไม่เป็นทุกข์, มันจะสนุกอยู่ในการทำงาน; เพราะมันเช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง. จะทำนา ทำสวน ค้าขาย หรือทำอะไรก็ตาม มันเช่นนั้นเอง จะเป็นนักเรียนนักศึกษา เรียนอะไรยากลำบากอยู่ มันก็เช่นนั้นเอง แล้วมันก็ไม่เป็นทุกข์; เรียกว่าทำงานไปพลางสนุกไปพลาง นั่นแหละวิเศษที่ตรงนั้น. คนที่ไม่มีธรรมะ มันก็ทำงานไปพลาง ด่าตัวเองไปพลาง เป็นทุกข์ไปพลาง ด่าผีสางเทวดาไปพลาง คนที่ไม่มีธรรมะ. คนที่มีธรรมะ เอ้า, มันเป็นเช่นนั้นเอง ก็ทำไปซิ, เอ้า, ก็พอใจที่ทำได้มันก็พอใจ. ที่อาตมาบอกว่ามันเป็นชีวิตแบบผีเสื้อ ผีเสื้อเที่ยวทำมาหากิน ดูดเกษรดอกไม้ที่สวย ๆ ในป่า สวย ๆ นั้น ได้เลี้ยงชีพด้วย แล้วก็ได้เป็นสุขสนุกสนานในการเลี้ยงชีวิตนั้นด้วย ไม่มีความทุกข์เลย. ถ้า-มนุษย์เราสามารถจะใช้ความรู้ตถตาประกับกันอยู่กับหน้าที่ การงานที่กระทำแล้ว เขาจะพอใจเป็นสุขในการงานที่กระทำ เป็นชีวิตแบบผีเสื้อ แต่ไม่ใช่หมายความว่าผีเสื้อนี้อ่อนแอ เดี๋ยวก็ตายไม่ทันรู้ ไม่ใช่อย่างนั้น. เราเอาความหมายแต่ว่า ทำงานด้วย แล้วเป็นสุขอยู่ในการงานนั้นด้วย; เมื่อเรียนอยู่ก็เป็นสุข, เมื่อเป็นครูอาจารย์ก็เป็นสุข, ในขณะที่ทำการงานนี่สามารถจะทำให้การงานเป็นความสุข เป็นความสนุกสนานอยู่ในตัวการงานนั้น เพราะมีจิตเป็นอย่างนี้. ทีนี้ ทางสังคม เขาเป็นผู้ไม่เห็นแก่ตัวแล้วปัญหาทางสังคมก็ไม่มี เขารักผู้อื่น เพราะไม่เห็นแก่ตัว; เมื่อเขารักผู้อื่น เขาก็ฆ่าใครไม่ได้ ขโมยใครไม่ได้ ล่วงกาเมฯ ใครไม่ได้ พูดเท็จไม่ได้ ดื่มน้ำเมาให้ใครเกลียด เหม็น ก็ไม่ได้, มันก็เป็นการดีในทางสังคม. ผู้ที่มีจิตประกอบด้วยธรรมะมันจะดีในทางสังคม คือเป็นสุขไปด้วยกันทั้งหมด, แล้วเขาก็จะหยุดเวียนว่ายไปในกองทุกข์ คือไม่มีการเวียนว่ายในกองทุกข์อีกต่อไป. นี่สรุปยอดมันเป็นอย่างนี้. ขอให้มีจิตตภาวนา การอบรมจิตให้สมบูรณ์ เรียกว่า ทั้งส่วนศีล สมาธิ ปัญญา ให้ละเสียซึ่งส่วนต่ำ ๆ แล้วก็สูง ๆ ขึ้นไป ละจากสัตวศาสตร์ มาสู่ไสยศาสตร์พักหนึ่ง แล้วก็ละจาก ไสยศาสตร์ไปสู่พุทธศาสตร์ถึงที่สุด นี่คือจิตตภาวนา. จะทำอย่างไรได้เล่า เราเกิดมาจากท้องแม่ มันไม่มีความรู้ติดมาด้วยนี่ มันโง่มาจากในท้องแม่ นี่, แล้วพอคลอดออกมาแล้ว ยังถูกทำให้โง่เพิ่มเติมขึ้นมาอีก จนได้รับความทุกข์, จนได้รับความทุกข์. เอ้า, พอมาเห็นความทุกข์นี่จึงค่อยมีความคิดว่า โอ๊ะ, ต้องทำกลับอย่างตรงกันข้าม เพื่อจะไม่ต้องเป็นทุกข์. นี้เราจึงตั้งต้นทำจิตตภาวนา แล้วก็เอาชนะได้ ไม่ต้องมีความทุกข์อีกต่อไป. เป็นอันว่าจิตตภาวนานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ใช่เหลือวิสัย ไม่ใช่สุดวิสัย แล้วก็ยังจะทำได้ตลอดไปไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดยุค ไม่จำกัดสมัย,. ถ้าคนมันมีปัญญาเห็นความทุกข์ ที่เกิดอยู่ในชีวิตแล้วมันก็ต้องทำได้แหละ เพราะมันเห็นว่าเป็นสิ่งที่ทำได้. ทุกสิ่งรวมอยู่ที่จิตจึงต้องพัฒนาจิต.
อาละ, เป็นอันว่า ทุกสิ่งมันรวมอยู่ที่จิต จะเป็นเหตุก็รวมอยู่ที่จิต จะเป็นผลก็รวมอยู่ที่จิต จะเป็นกระแสแห่งการปรุงแต่งของเหตุและผล มันก็รวมอยู่ที่จิต, อะไร ๆ มันรวมอยู่ที่จิต, เราก็จัดการกับจิต เรียกว่าจัดการกับจิต จิตตภาวนา หรือชีวิตพัฒนา. ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาใช้กันมาก คำว่าพัฒนา ๆ แต่เขาพัฒนาผิดทาง ยิ่งพัฒนายิ่งบ้าก็มี, ยิ่งพัฒนาให้เจริญยิ่งมีปัญหามาก ยิ่งมีความทุกข์มากก็มี, นั้นมันเป็นพัฒนาผิด. เราเอากันแต่ที่พัฒนาถูก และพัฒนาที่ต้นเหตุอันเป็นภายใน คือพัฒนาจิต. พัฒนาจิตก็คือการพัฒนาชีวิตชนิดที่ถูกต้อง ไม่ใช่พัฒนาให้มันมาก ให้มันรกรุงรัง ให้มันเพิ่มปัญหา เหมือนโลกที่กำลังพัฒนา. โลกยุคนี้ยิ่งเจริญยิ่งพัฒนา; แต่ยิ่งเพิ่มปัญหา ยิ่งเพิ่มความทุกข์ยากลำบาก อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่. เขาจะต้องหันไปพัฒนาส่วนลึกในทางจิตใจ ให้จิตใจมันถูกต้องเสียก่อน ให้มันมีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเสียก่อน, แล้วมันก็จะเดินไปในทางที่ไม่ให้เกิดความทุกข์แต่ประการใด. เอาละ, เป็นอันว่า ความประสงค์ของอาตมา ที่ตั้งใจจะบรรยายธรรมะเล่มน้อย ในบทที่ ๒ มันมีอยู่อย่างนี้ คือ การพัฒนาจิต. อะไร ๆ รวมอยู่ที่จิต. ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺข จ เกวลา ชีวิตก็ดี อัตตภาพก็ดี ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี อะไร ๆ ทั้งปวงก็ดี; เอกจิตฺตสมายุตฺตา เนื่องเฉพาะอยู่ที่จิตดวงเดียว; ลหุโส วตฺตเต ขโณ ความเปลี่ยนแปลงเป็นไปเร็วมาก. เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงอย่ารีรอ อย่าเฉื่อยชา จงรีบกระทำให้ทันกับขณะที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก แล้วประสบความสำเร็จในการที่ได้มาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา ด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าได้สวดบทพระธรรมคณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจให้เข้มแข็งในการปฏิบัติธรรมะสืบต่อไป.
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๒. จิตตภาวนา คือ ชีวิตพัฒนา | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org