|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
๑ ภาวะธรรมดาแห่งชีวิตมนุษย์ ๑ มกราคม ๒๕๒๖
ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายวันนี้ เป็นการบรรยายวันเสาร์แรกแห่งปีใหม่ เราได้หยุดการบรรยายมาสามเดือน บัดนี้มาถึงงวดที่จะต้องบรรยายต่อไป. วันนี้เป็นวันแรก แห่งการบรรยายประจำวันเสาร์งวดนี้ ซึ่งท่านทั้งหลายก็พอจะทราบได้ว่า การบรรยายเป็นงวด ๆ เป็นเรื่องชุด เป็นชุด ๆ, เมื่อจบการบรรยายงวดหนึ่ง ก็ได้เรื่องชุดหนึ่ง สมบูรณ์ในข้อธรรมะเรื่องหนึ่ง ๆ เพื่อความสะดวกแก่การศึกษา การบรรยายชุดนี้เรียกว่า ชุด ภาคมาฆบูชา ซึ่งมี ๓ เดือน ประมาณ ๑๓ หรือ ๑๔ ครั้ง.
ความมุ่งหมายในการบรรยาย.
ารบรรยายชุดนี้ อาตมาตั้งใจที่จะได้คำบรรยายพิเศษสักชุดหนึ่ง, สึกชุดหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาที่กำลังมีอยู่ คือว่า เราจะหาหนังสือเล่มเดียวจบ ในเรื่องสำหรับจะศึกษาและปฏิบัติ สำหรับคนทั่วไปไม่ได้, มันมีกระจายอยู่ในหนังสือมากมายมหาศาล เขาก็ติดตามไม่ไหว, จึงตั้งใจว่า จะให้มีหนังสือเล่มเดียวครบ สำหรับการศึกษาของคนธรรมดาสามัญ. ดังนั้นจึงให้ชื่อธรรมบรรยายชุดนี้ว่า ธรรมะเล่มเดียวจบ, ธรรมะเล่มน้อย เล่มเดียวจบ. ขอฟังให้ดี ซึ่งมันก็ต้องมีการบรรยายครบทุกเรื่องเท่าที่ควรจะมี สำหรับคนทั่วไป; อาตมาเลยให้ชื่อชุดนี้ว่า ธรรมะเล่มน้อยหรือธรรมะเล่มเดียวจบ การบรรยายจะมีไปตามลำดับ ตามเรื่องที่ควรจะทราบก่อนทราบหลัง ที่จำเป็นสำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไปจะได้ศึกษา.ฉะนั้น ในเรื่องแรกสำหรับการบรรยายในวันแรกนี้ มีหัวข้อว่า ภาวะธรรมดาแห่งชีวิตมนุษย์ คือเราบรรยายเรื่องมนุษย์, บรรยายเรื่องของมนุษย์, บรรยายเพื่อมนุษย์ จะได้เป็นมนุษย์สูงสุดตามที่มนุษย์จะเป็นได้, จึงต้องพูดกันถึงเรื่องธรรมชาติธรรมดาของชีวิตมนุษย์ ให้เป็นที่เข้าใจโดยหลักพื้นฐานทุกแง่ทุกมุมกันเสียก่อน ว่าธรรมดาของมันมีอยู่อย่างไร, และจะไปถึงไหนกัน, โดยเจตนาว่า ผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติแล้วจะสามารถพัฒนาชีวิตนั้น ให้เจริญงอกงามไปตามทางของธรรมะ และเขาก็ได้ประสบผลสำเร็จในขั้นสุดท้าย คือเป็นมนุษย์ที่หมดปัญหา ฟังดูแล้วก็น่าขัน ที่ว่ามนุษย์นี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากมันหมดปัญหาคนทั่วไปมันมีปัญหาเรื่อย, ปัญหานั้นปัญหานี้ไม่มีที่สิ้นสุด ทยอยกันมา, มันจะต้องไปถึงขีดสูงสุดขีดหนึ่ง ซึ่งอยู่เหนือปัญหาโดยประการทั้งปวง. ถ้าพูดเจาะจงมันก็คือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง; ถ้าพูดอย่างนี้ก็จะพากันกลัวเสียอีก เพราะว่าคนโดยมากก็กลัวความเป็นพระอรหันต์ ว่าดีเกินไป ว่าสูงเกินไป, ว่าใช้กับเราไม่ได้ ชวนให้เป็นพระอรหันต์นั้น ดูน้อยคนจะเอา เพราะเห็นว่ามันดีเกินไป, นี่จึงติดอยู่ที่นี่ คือเป็นมนุษย์ที่อยู่ในท่ามกลางปัญหา, มีปัญหาอยู่ตลอดเวลา, หมดปัญหาต่ำ ๆ แล้วก็มีปัญหาสูง ๆ ขึ้นมา จนเดี๋ยวนี้ก็ยังมีปัญหา. อยู่ในโลกมนุษย์ก็มีปัญหา, ขึ้นไปอยู่ในโลกสวรรค์ก็มีปัญหา, อยู่ในพรหมโลกก็ยังมีปัญหา, นี่แม้ว่าจะมีจิตใจของเรานี้เป็นอย่างในเมืองสวรรค์ ก็ยังมีปัญหา, มีจิตใจเหมือนกับพวกพรหมอยู่ในพรหมโลก ก็ยังมีปัญหา. ปัญหาใหญ่ก็คือปัญหาเรื่องตัวกู-ของกู, ปัญหาเรื่องมีความโง่ว่ามีตัวกู-ของกู, แล้วมันก็ปรุงแต่งความอยากความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด, แล้วมันก็ได้อะไรมา ชนิดจะให้เกิดปัญหาแปลก ๆ ใหม่ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด, มนุษย์จึงมีปัญหาที่ไม่มีที่สิ้นสุด, นี้เรียกว่าธรรมดาของมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์. ถ้ามันไปถึงที่สุดแห่งปัญหา เป็นมนุษย์ที่ไม่มีปัญหา นั่นแหละคือสิ่งสูงสุด เรื่องก็จบ; ถ้าไปถึงนั่นท่านก็เรียกว่าจบ ในภาษาบาลีก็เรียกว่า จบพรหมจรรย์; ไม่มีอะไรที่จะต้องประพฤติให้ดีอย่างนั้นอีก, คือไม่มีอะไรที่จะต้องประพฤติให้ดีอย่างนั้น หรือให้ดีเกินไปกว่านั้นอีก มันจบเรื่อง. เรารู้กันก็แต่ว่าจบเรื่องเมื่อเป็นพระอรหันต์; เดี๋ยวนี้ก็มาพูดให้ชัด ให้ลงเป็นธรรมดาสามัญสักหน่อยว่า มันเป็นมนุษย์ที่จบ ก็เมื่อไม่มีปัญหา, เมื่อหมดปัญหาโดยประการทั้งปวง ก็มีชีวิตอยู่โดยปราศจากสิ่งที่เรียกกันว่าความทุกข์ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม. ถ้าท่านทั้งหลายสนใจ และไม่กลัวว่ามันจะดีเกินไป บางทีเราจะพูดกันได้จะพูดกันรู้เรื่อง; ถ้าเข้าใจว่ามันดีเกินไป จิตใจมันไม่สน โดยแท้จริงมันไม่อยากจะสนใจ แล้วมันก็พูดกันไม่รู้เรื่อง, ป่วยการเปล่าทั้งคนพูดและคนฟัง. นี่ก็คือปัญหาที่มันกำลังประสบอยู่กับพวกเรา, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คืออาตมา ซึ่งมีหน้าที่จะบรรยายธรรมะแก่ท่านทั้งหลาย, เท่าที่ทำมาเป็นสิบ ๆ ปีมันก็รู้สึกอย่างนี้ : รู้สึกเป็นปัญหาที่ว่าเราไม่สามารถจะจูงกันไปให้ขึ้นถึงระดับสูง คือหมดปัญหาได้ เพราะเหตุหลายอย่างอย่างที่กล่าวมาแล้ว ส่วนมากก็เห็นว่าดีเกินไป ไม่มีรสไม่มีชาติไม่สนุก สู้อยู่ในกองอบายมุขขึ้น ๆ ลง ๆ นี้ไม่ได้; แม้ว่าจะเป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่ได้ลุ่มหลงอบายมุขก็ยังเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องของเราอยู่นั่นเอง. เรื่องที่ดีที่สุดของพระพุทธศาสนานั้นไม่ใช่เรื่องสำหรับเรา, ไม่ใช่เรื่องของเราอยู่นั่นเอง; เป็นอย่างนี้กันทั้งพระทั้งฆราวาส, พวกพระในวัดก็เป็นอย่างนี้. ที่สังเกตเห็นเขาไม่ได้สนใจ อย่างยิ่ง อย่างแท้จริงด้วยจิตใจทั้งหมด ในเรื่องของธรรมะ ที่จะทำให้ขึ้นสู่ระดับสูงสุด คือผู้หมดปัญหา, แม้จะทนฟังเรื่องนี้ก็นั่งเหม่อ ๆ นั่งใจลอย นั่งหลับใน อย่างที่กำลังเป็นอยู่แล้วนี้ก็ได้, ไม่มีใครสนใจที่จะติดตามอย่างละเอียดลออ ไปสนใจเรื่องเล่นเรื่องหัว, ไปดูหนังสือที่พวกพระสมัยนี้เขาลงทุนซื้อมาดูบ้างซิ, ไปค้นหนังสือที่พวกพระสมัยนี้เขามีกันอยู่ดูบ้างเถิดว่าเขามีหนังสืออะไรกัน มันมีหนังสืออื่นไม่เกี่ยวกับเรื่องดับทุกข์, ไม่เกี่ยวกับเรื่องหมดกิเลสและหมดทุกข์เลย, หนังสืออ่านเล่นก็มีมาก, หนังสือวิชาทั่ว ๆ ไปไม่เกี่ยวกับดับทุกข์โดยตรงก็มีมาก เขาอยากจะเป็นนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงในทางภาษาในทางวิชาพิเศษอย่างนั้นอย่างนี้; ธรรมะแท้จริงในระดับสูงสุดจึงยังคงเป็นหมันอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้. คนที่เอามาพูดมาสอนนั่นแหละ มันจะกลายเป็นคนบ้าเอง เขาว่ามันเอาเรื่องที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ฟังมาสอน นี้คือปัญหาที่ได้ประสบมาตลอดเวลา จึงมีความตั้งใจว่า จะต้องมีหนังสือสักเล่มหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ จึงพยายามพูดด้วยการบรรยายชุด นี้แต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็ยังเป็นปัญหาอยู่อีกนั่นเอง อาตมาก็ยังไม่เชื่อว่า มันจะประสบความสำเร็จคอยดูกันต่อไปแล้วกัน. ทีนี้ก็จะพูดกันให้เป็นข้อ ๆ เพื่อฟังง่าย ศึกษาง่าย ธรรมชาติแห่งชีวิตมนุษย์ตามธรรมดานั้นเป็นอย่างไร ที่เราควรจะทราบเป็นประเด็น ๆ คือเป็นข้อ ๆ ไป. ขอให้สนใจจนเข้าใจชัดเจนทุก ๆ ประเด็น ข้อที่ ๑ ชีวิตมีหลายแบบตามเหตุปัจจัย
อแรกที่สุด อาตมาอยากจะเสนอว่า ชีวิตนี้มันเป็นสิ่งที่มีได้หลายแบบ ตามเหตุปัจจัยของมัน. ท่านทั้งหลายฟังดูให้ดีว่า ชีวิตนี้เป็นไปได้หลายแบบหรือทุกรูปแบบตามเหตุปัจจัยของมัน. ชวิตแบบที่เรามีกันอยู่เป็น ๆ กัน อยู่ตามธรรมดานี้ แน่นอนมันมีแล้วและเราต้องเห็นอยู่แล้ว; แต่มีเหตุมีปัจจัยของมันที่ทำให้เราต้องมีชีวิตแบบนี้, และขอให้เข้าใจต่อไปถึงว่า ชีวิตแบบอื่นมันก็มีได้อย่างเดียวกันนี้. ที่มันเลวมากกว่านี้ มันก็มีได้ง่าย ๆ เหมือนกับที่เรากำลังมีแบบของเราอยู่อย่างง่าย ๆ สำหรับเรา. ชีวิตแบบที่เลว ๆ มันก็มีได้ง่าย ๆ สำหรับคนเลวตามแบบของคนเลว, ชีวิตที่สูงขึ้นไปที่ดีที่ประเสริฐ จนถึงแบบของพระอรหันต์ มันก็มีได้อีกเหมือนกัน, มีได้ง่าย ๆ ตามแบบของพระอรหันต์ แต่ว่าสำหรับผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์. เราควรจะมองให้กว้างทั่วไปหมดว่า โอ้ ชีวิตนี้จะมีได้หลายแบบ หรือหลายสิบแบบ แล้วแต่จะจัดให้มันแตกต่างกันมากน้อยเท่าไร, แต่ละแบบมีเหตุมีปัจจัยเครื่องปรุงแต่งของมันเอง เราไม่รู้เรื่องนี้ เราก็ปล่อยให้มันลอยไปตามยถากรรม, ปล่อยไปตามยถากรรม แล้วแต่ว่ามันจะเป็นอะไร ตามความอยากความต้องการชั่วขณะของเรา. พระเณรเข้ามาบวชนี้ ไม่รู้ว่าต้องการอะไรโดยแท้จริง แล้วก็ปล่อยไปตามเหตุตามปัจจัยชั่วขณะ เห็นเพื่อนเขาเรียนนักธรรมก็เรียนนักธรรม, เห็นเพื่อนเขาเรียนบาลีก็เรียนบาลี แล้วไม่รู้ว่าเรียนไปทำไม โดยเรียนไปเผื่อว่ามันจะดี หรือมันอาจจะเป็นหนทางที่จะได้รับประโยชน์. อย่างนี้เรียกว่าไม่ได้รู้จักโดยแท้จริง ว่า จะทำอะไร, จะทำทำไม นี่เรื่องเกี่ยวกับพระธรรม หรือเกี่ยวกับพระศาสนาโดยเฉพาะ สำหรับผู้ที่เข้ามาบวช ผู้ที่ไม่ได้เข้ามาบวช ที่อยู่ที่บ้านที่เมือง ก็ปล่อยไปตามยถากรรม ของความต้องการเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ละวัน ๆ ของกิเลส เพราะมันไม่รู้ทั้งหมด, มันไม่รู้จักทั้งหมด, มันไม่รู้จนสามารถจะรวบรัดเอามาทั้งหมด, หรือรวบรัดเอามาแต่สิ่งที่ดีที่สุดเพราะมันไม่รู้ว่า มันเป็นได้ ถ้ารู้จักเหตุปัจจัยของชีวิตแบบนั้น ๆ เราต้องการชีวิตแบบไหนชนิดไหน, เราต้องรู้เหตุรู้ปัจจัย สำหรับการปรุงแต่งแห่งชีวิตแบบนั้น ๆ นี่ขอให้ท่านเข้าใจ หรือแน่ใจกันเสียก่อนสักข้อหนึ่งว่า ชีวิตนี้มีได้หลายแบบ แล้วแต่เหตุปัจจัยของมัน, และเราอาจจะเลือกเอาที่ดีที่สุดได้ ถ้าเรารู้จักเลือกรู้จักต้องการ ไม่ปล่อยไปตาม ยถากรรม สรุปความว่า เราไม่รู้ว่าเราเกิดมาทำไม, เพื่อจะได้อะไร, เราไม่รู้ก็ปล่อยไปตามยถากรรม, ให้ความเป็นยถากรรมมันเลือกเอาเองตามความชอบใจมัน ดูมันเป็นเรื่องบ้าบอไปเสียอีก, ให้ความเป็นยถากรรมมันเลือกเอาเอง ตามความชอบใจยถากรรม รู้สึกสงสารในข้อนี้ จึงพยายามที่จะพูดให้เข้าใจว่า มันมีเหตุปัจจัยเฉพาะที่จะปรุงแต่งให้ได้ตามที่ควรจะได้. ขอให้สนใจศึกษาให้มากพอตามที่ท่านได้กล่าวไว้ แล้วเลือกเอาแบบที่เหมาะสำหรับเราที่สุด โดยความรู้ที่เพียงพอ, ไม่ใช่ละเมอ ๆ หรือทำเพ้อ ๆ เผื่อ ๆ ไปเท่านั้น, อาจจะมีชีวิตที่ดีที่สุด ที่ชอบใจเราที่สุด แต่เราไม่รู้จัก เราก็เลยไม่ได้ อยากจะพูดว่า เราอาจจะทำชีวิตแบบหนึ่ง ให้เต็มไปด้วยความสุขสนุกสนาน ไม่มีความทุกข์เลยก็ได้ ถ้าเรารู้จักทำจิตใจ : เรามีธรรมะในพระพุทธศาสนามาทำจิตใจของเรา ให้อยู่ในสภาพที่เฉลียวฉลาดแจ่มแจ้ง รู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง, ไม่ยึดถืออะไร เอามาไว้เป็นของหนัก หรือเป็นความทุกข์เรื่องที่เขาถือกันว่าเป็นความทุกข์ เราก็เห็นว่ามันเช่นนั้นเอง หน้าที่ที่เราจะต้องทำ เราเห็นว่าดีแล้ว ประเสริฐที่สุดแล้ว เราก็พอใจ, เราจึงทำมาหากินอยู่ด้วยความพอใจ ในการงานที่กระทำ เป็นสุขที่ได้กระทำ ถ้าเราพอใจ อาตมาไปยืนดูเขาทำงานในโคลน, เขาจับปลากันในโคลน เลอะเทอะสกปรกแล้วเหม็น ด้วยรกรุงรังไปด้วยขวากหนาม แต่เขาก็ทำกันอย่างสนุกสนานเลยเพราะว่าเขาชอบที่จะได้ปลา. เขาก็เพลิดเพลินในการที่ได้มาทีละตัวสองตัว, มันจะยุ่งยากลำบากสกปรกเน่าเหม็นอย่างไร ก็ทำกันอย่างสนุกสนาน ชีวิตนี้ก็เหมือนกันแหละ; ถ้าเรารู้จักจัดรู้จักทำ ทำความเพลิดเพลินให้เกิดขึ้นในการกระทำ มันก็ไม่มีความทุกข์; ถ้ามันผิดหวังในบางกรณี เอ้า, มันเช่นนั้นเอง, มันเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ, จะต้องไปเป็นทุกข์กับมันทำไม; ถ้ามันเหนื่อยยากลำบากก็ยิ่งเห็นว่า เอ้า มันก็เป็นอย่างนี้เองเหมือนกัน ความเป็นอย่างนี้เพ่งแต่ในแง่ดี, เอาผลที่ได้เป็นวัตถุมุ่งหมายอยู่เสมอมันก็สนุก; ฉะนั้นเราได้มีงานที่สนุก และก็ได้ผลได้ประโยชน์มาหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ว่าคนทั่วไปเขาไม่คิดกันอย่างนี้ เขาว่ามันเหน็ดเหนื่อยลำบากยุ่งยาก, เขาคิดว่าวิธีอื่นมี ที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยยุ่งยากลำบาก เช่นไปขโมย ไปจี้ ไปปล้นเขาก็ยังได้ พักเดียวได้เป็นแสนเป็นล้านก็มี; เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีใครที่จะอดทน ทำสิ่งที่ยากลำบากในหน้าที่การงาน อย่างว่าจะแจวเรือจ้าง จะถีบสามล้อ จะล้างท่อถนน จะกวาดถนน จะอะไรก็ตามเถอะ ไม่มีใครชอบดอก เพราะว่าไม่รู้จักปรับปรุงจิตใจให้มันชอบ ต้องศึกษาธรรมะให้เพียงพอ สามารถปรับปรุงใจให้ชอบ สิ่งที่เป็นหน้าที่การงาน; แม้จะเหน็ดเหนื่อยลำบากเหงื่อไหลไคลย้อย ก็ปรับปรุงจิตใจให้มันรัก ให้มันชอบ ให้มันพอใจได้ ก็เลยไม่มีความทุกข์ในหน้าที่การงาน อุปมาเหมือนกับผีเสื้อ ทำมาหากินด้วยการเที่ยวสูบน้ำหวานในดอกไม้ ทำให้ธรรมชาติสวยงาม, ไม่มีความทุกข์เลย มองดูกันแต่ในแง่นี้ ว่ามนุษย์ก็สามารถจะทำได้ ให้ทำการงานสนุกสนานไม่มีความทุกข์เลย; แต่ต้องรู้จักปรับปรุงจิตใจ, ไม่ใช่มันจะทำได้เองตามธรรมชาติเหมือนผีเสื้อ ซึ่งมันเป็นได้เองตามธรรมชาติ, เราจะต้องรู้จักปรับปรุงจิตใจให้สนุกสนานในการทำงาน คนเขาไม่เชื่อก็ว่า มันทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำ มันต้องปรับปรุงจิตใจกันมากเกินไป; แต่ขอให้สนใจเถิดว่า ทางนี้มันเป็นทางสำคัญที่จะรอดได้:- อย่างว่าเราเป็นลูกจ้างซักผ้าล้างจานนี้ ทำไมจะทำให้สนุกไม่ได้ล่ะ เราอย่าเห็นเป็นความยากลำบาก เพราะมันก็ทำได้, แล้วมันก็ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมีตัวตนที่น้อยอกน้อยใจเสียใจในโชควาสนาอะไรทำนองนั้น, โดยเชื่อลงไปเถอะว่า มันเป็นของดี, มันเป็นของถูกต้อง, จนเรียกว่าเป็นธรรมะอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน ถ้าเราเป็นลูกจ้างล้างจาน ถูบ้านกวาดบ้าน หุงข้าว ทำข้าวปลาอาหาร,ทำอะไรก็ให้มันเป็นศิลปะสนุกสนานไปในการงานเหล่านั้น; แม้แต่จะกวาดบ้านหรือกวาดพื้นบ้านลานบ้านให้เตียนให้สวยงามนี้, ลองไปดูใหม่ซิ กวาดด้วยความรักศิลปะ มันจะรู้สึกพอใจทุกครั้งที่กวาด, ทุกครั้งที่กวาด พูดอย่างนั้นเลย, มันจะเป็นสุขทุกครั้งที่กวาดเลย ไม่ใช่ต่อกวาดเสร็จแล้วจึงจะเป็นสุข เพราะมันสามารถกวาดให้ ดีที่สุด ทุกครั้งที่ไม้กวาดมันจะเขี่ยไป แต่เดี๋ยวนี้คนไม่ได้ทำด้วยจิตใจ, จิตใจมันอยู่ที่อื่น, แล้วบางทีก็รู้สึกว่างานชนิดนี้งานไพร่ งานขี้ข้า กูไม่รัก กูไม่พอใจ มันก็ทำไม่ได้ ในการที่จะทำให้มันดี. ถ้าเราจะถือให้ตรงตามความจริงว่า ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องไพร่ เรื่องขี้ข้า, ถ้ามันเป็นการงาน มันจะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตได้เหมือนกัน; มันอยู่ที่จิตใจของเรารู้จักคิดนึกหรือไม่ต่างหาก ถ้าเราฉลาดพอ ก็สร้างความพอใจขึ้นมาได้ ในการงานทุกชนิด ที่ไม่ใช่เป็นเรื่องบาปเรื่องอกุศล, เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เขาถือกันว่าเป็นเรื่องที่ต่ำต้อย เรื่องของคนชั้นต่ำ ถ้าเราไม่มีปัญญาจะทำให้สูงไปกว่านั้น เราก็ต้องยินดี, เราจะค่อย ๆ มีปัญญาทำงานที่ดีกว่านั้น ง่ายกว่านั้น สูงกว่านั้น แต่ก็ต้องสำเร็จทำด้วยความพอใจ สมัครใจทำทั้งหมดทั้งสิ้นอีกเหมือนกัน, เราก็จะประสบความสำเร็จในการที่ว่า การงานนั่นแหละเป็นสวรรค์ของเรา. นี่ สรุปความนิดเดียวว่า ชีวิตนี้มีได้มากแบบ พัฒนาได้มากแบบ, แล้วบางแบบน่าอัศจรรย์ ประเสริฐ และมีปาฏิหารย์อยู่ในตัวของมัน, มีปาฏิหารย์อยู่ในตัวของมัน คือมันให้เกิดความพอใจที่สุดอย่างยิ่งได้ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเรารู้จักทำจิตใจนี่ไม่พูดถึงการงานทุจริตของพวกคนพาล อันธพาลนั้นมันก็เป็นที่พอใจของมันเพราะเขามีจิตใจอย่างนั้น เขาก็พอใจในสิ่งเหล่านั้น แต่พวกเราที่เป็นสัตบุรุษ ก็มีความพอใจตามแบบของสัตบุรุษ ก็มีความพอใจอย่างนี้, ความพอใจอย่างนี้ ได้ผลงานที่ดี ไม่ทำให้เกิดโทษ ลำบากยุ่งยากในภายหลัง จึงได้เลือกเอา. ขอให้ยุติกันทีว่า ชีวิตนี้มันมีมากแบบ เลือกได้ อย่าโง่เกินไป จนเลือกไม่ถูกต้อง, มันต้องเลือกได้มาอย่างหนึ่งเสมอ ที่เหมาะสมกับสถานะของเรา, จะเป็นคนโง่คนฉลาดมากน้อยเพียงไร อย่าต้องเสียใจ เพราะว่ามันอับโชค ไม่มีวาสนา, ถ้าพอใจให้ความสุขได้ แล้วก็เรียกว่ามันดี หรือมีโชคด้วยกันทั้งนั้น, เพียงแต่มันไม่เหมือนกัน ถ้าเราถือหลักกันอย่าง นี้ก็จะไม่มีใครทำผิดทำชั่ว หรือเป็นอันธพาล จะไม่มีใครว่างงาน จะไม่มีใครที่จะว่างงาน, จะมีคนที่มีงานทำกันอย่างสนุกสนาน และเป็นสุขในการงานอยู่ด้วยกันทุกคน. โรงเหล้าโรงยาโรงหนังโรงละครนั้นปิดได้ ปิดหมดเลยได้ เพราะไม่มีใครไป ไม่มีใครต้องการ; เพราะแต่ละคนมันสนุกสนานอยู่กับชีวิตการงานหน้าที่นั้น ๆ, จะไม่ต้องหมดเปลืองเรื่องสำรวย สำราญ สำเริง เกินความจำเป็น อยู่แต่พอดี ๆ มีความสงบสุข, ถึงเหน็ดเหนื่อยก็นอน หายเหนื่อยก็ทำงาน. เมื่อนอนก็เป็นสุข, เมื่อพักผ่อนก็เป็นสุข, เมื่อทำงานก็เป็นสุข, แล้วก็จะเอากันอย่างไร มันหมดแล้ว คือมันมีความสุขอยู่ทุกอิริยาบถ นี่ธรรมชาติเขามีให้เลือกถึงอย่างนี้; แต่คนมันโง่เอง มันเลือกเอาไม่ได้, มันไม่เลือกด้วยซ้ำไป, มันไม่รู้จะเลือกอย่างไร, ได้แต่คิดผิว ๆ เผิน ๆ : ดูตัวอย่างของการที่ไม่ต้องทำอะไรเหน็ดเหนื่อยแล้วก็ร่ำรวย, พอเขาบอกว่ามันมีได้ด้วยการเซ่นสรวงบนบานผีสางอะไร มันก็ทำไปอย่างนั้นแหละ ด้วยหวังว่าจะรวย หรือว่าซื้อหวยซื้อสลากกินแบ่งอะไรกันไปตามเรื่อง ว่ามันจะรวย แล้วมันก็รวยไม่ได้, แต่ว่ามันรวยด้วยโรคประสาท มันเป็นโรคประสาทกันได้มาก ๆ นี่ ข้อแรกที่จะขอให้สนใจว่า ชีวิตมีให้เลือกหลายแบบ ครบทุกแบบแล้วก็ล้วนมีเหตุมีปัจจัยของมัน ที่เราจะต้องทำให้ถูกต้อง ข้อที่ ๒ รู้จักธรรมชาติของชีวิต.
นี้ ข้อถัดไป อยากจะให้รู้ถึงธรรมชาติอีกข้อหนึ่งว่า เพราะคนเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันจึงมีเรื่อง ปัญหายุ่งยากลำบาก; ฉะนั้นอย่าไปทำเล่นกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นแหละตัวเจ้าเหตุ ตัวการแหละ เพราะมนุษย์หรือคนมันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ละอย่าง ๆ มันมีความรู้สึกรุนแรง, แล้วมันก็ปรุงแต่งอะไรต่าง ๆ นานา จนมีปัญหาทุกอย่างเลย. ถ้ามันเป็นก้อนหิน ก้อนหินไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่มีปัญหา, ก็เห็น ๆ กันอยู่. แต่นี้คนมันไม่ใช่ก้อนหิน มันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แต่ละอย่าง ๆ มีขอบเขต, มีหน้าที่อะไรของมันกว้างไกลมาก, กว้างไกลมากไปตามแบบของมัน ตามันก็ทำหน้าที่ไปตามแบบของตา ไม่ซ้ำกับหูหรือจมูกเป็นต้น. ตามันสร้างปัญหาทางตามากเหลือประมาณ, หูก็สร้างปัญหาที่เกี่ยวกับหูกับเสียงน่ะเหลือประมาณ, จมูกก็เกี่ยวกับกลิ่น, ลิ้นคู่กับรส, กายคู่กับความรู้สึกทางผิวหนัง, ใจก็ทางจิต ปัญหาของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์มีชีวิต มันที่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง; ถ้าอย่ามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่มีปัญหา. ถ้ามีกันน้อยหน่อยมันก็มีปัญหาน้อย เช่นต้นไม้มันไม่มีตา มีหู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรมากมายนัก หรือมันมีไม่ถึงกำหนด; ฉะนั้นปัญหาของต้นไม้มันก็มีน้อยกว่า, สัตว์เดรัจฉานมันก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในลักษณะที่น้อยกว่า มีสมรรถนะน้อยกว่าของมนุษย์, ปัญหามันก็น้อยกว่าของมนุษย์. มนุษย์นี่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มีความสามารถกว้างขวาง, แล้วยังเสริมสร้างออกไปได้อีกมาก ให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันขยายตัวออกไปได้มากมาย, แล้วมนุษย์ก็ชอบทำกันอย่างนั้น และกำลังทำกันอยู่อย่างนั้นทั้งโลก, เสริมปัญหาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ออกไป ด้วยสร้างสิ่งที่เอร็ดอร่อยสนุกสนานสวยงามเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้, แล้วก็หลงกันอยู่แต่กับเรื่องเหล่านี้ จนเห็นแก่ตัวจัด จะฆ่าเพื่อนมนุษย์ให้หมดทั้งโลก มันก็ไม่รู้สึกว่าเป็นอะไร. นี่ความคิดมันหลงขนาดนี้ : ประโยชน์ของเราก็แล้วกัน, ถ้าไม่ได้เราก็จะต้องเอาให้ได้, ถ้าไม่ได้เราก็จะต้องฆ่าคนดีมาขัดขวาง; ฉะนั้นเราจะทำสงครามรบราฆ่าฟันกัน, ฆ่ากันให้หมดโลกก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่, เขาคิดกันอย่างนี้. นี่เรื่องของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันดึงชีวิตไปในทางที่มีปัญหาทั้งนั้น อย่างรุนแรงด้วยกันทุก ๆ ทาง พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ตัวปัญหาตัวต้นตอของปัญหามันอยู่ที่นี่ ที่ผัสสะ คือการกระทบที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. อายตนะเป็นบ่อเกิดของทุกสิ่ง เพราะอายตนะเป็นที่กระทบให้เกิดความรู้สึก; เช่นเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราจึงฉลาดขึ้นทุกวัน. เราคลอดมาจากท้องแม่แล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ทำหน้าที่เพิ่มขึ้นทุกวัน, เพิ่มขึ้นทุกวัน เด็กก็รู้อะไรมากขึ้นทุกวัน ฉลาดขึ้นทุกวัน, รู้อะไรไกลออกไป, ไกลออกไป; เพราะว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเขาทำงานแปลกใหม่เพิ่มขึ้น ๆ ทุกวัน ความรู้ที่ถูกต้อง มันก็มาจากการสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ความคิดที่ผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็มาจากการสัมผัส หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, การสัมผัสบางอย่างมันไม่มีโอกาสของปัญญาของวิชชา มันก็ผิด,สร้างความเห็นผิดใหม่ ๆ ขึ้นมาอีก, ก่อนนี้ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิมากถึงขนาดนั้น, แต่เดี๋ยวนี้มีมิจฉาทิฏฐิมากขึ้น ๆ เพราะการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันหมุนไปทางผิดมันควบคุมไม่ได้. เมื่อทำผิดแล้วมันก็เกิดผลร้ายผลดีที่เรียกว่าวิบากกรรม, กรรมก็ดี วิบากกรรม ก็ดี มันมาจากสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ฉะนั้น นรกสวรรค์ก็อยู่ที่นี่ : นรกก็อยู่ที่สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ, สวรรค์ก็อยู่ที่สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่เราไม่บอกกันอย่างนี้, เราไม่สอนกันอย่างนี้, ไปชะเง้อมองกันที่อื่นโน่น, ไม่มองว่ามันอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. แม้แต่จะศึกษาเรื่องนิพพาน, มีนิพพานกันก็ต้องศึกษากันที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; แต่เราก็ไปศึกษากันที่อื่น, แล้วหวังที่อื่น หวังในอะไรก็ไม่รู้, ไกลออกไปจนต้องคาดคะเน ต้องเชื่อคนอื่นอย่างโง่เขลางมงาย, มันเป็นเสียอย่างนั้น ถ้าเรารู้จักใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เป็นประโยชน์ที่สุดในการศึกษาแล้ว เราจะรู้ อะไรหมดทุกสิ่ง; เพราะทุกอย่างมันมารวมอยู่ที่ความรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จริง ๆ. แต่เราก็ไม่รู้อย่างนี้ ไม่ถือหลักอย่างนี้, เราจะไปเรียนกันที่อื่น, มีหนังสือหนังหาตำรับตำราอย่างอื่นสำหรับไปเชื่อ สำหรับไปถือด้วยความยึดมั่นถือมั่น ส่วนตัวจริงของจริง อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ไม่สนใจทำไม่ถูกไม่สามารถจะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ท่านผู้ใดต้องการจะมีธรรมะ จะรู้ธรรมะแล้ว ก็จงสนใจศึกษาทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, และก็เป็นเรื่องแรกที่สุดด้วย. ถ้าจะมีการถามกันขึ้นมาว่า อะไรเป็น กข ก กา ของพระพุทธศาสนา? ก็บอกตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นแหละเป็น กข ก กา ของพุทธศาสนา; เริ่มเรียนพุทธศาสนาในขั้น กข ก กา ลงไปที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อะไรนั้นไว้ทีหลังก็ได้, มันไม่ใช่เงื่อนต้น, ไม่ใช่จุดตั้งต้นของปัญหา. ความทุกข์มันอยู่ที่ทำผิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. พระพุทธเจ้าท่านไม่อาจจะมาช่วยทำให้เป็นทุกข์ หรือช่วยให้หายทุกข์ได้โดยตรง, ท่านได้แต่แนะนำ ให้จัดกระทำเกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. การแสดงเรื่องความทุกข์ก็ดี ท่านแสดงที่เรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แสดงเรื่องดับทุกข์ ก็ดี ท่านก็แสดงเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; แปลว่าคำสอนทั้งหมด สอนเราให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้รู้จักควบคุมมัน, ให้รู้จักพัฒนามัน, ให้เป็นไปในทางถูกต้อง แล้วจะไม่เกิดความทุกข์ เรื่องมันก็จะจบกันตรงที่มันไม่เกิดความทุกข์ใด ๆ ขึ้นมาได้เลย. ฉะนั้น หนังสือเล่มน้อยเล่มนี้ ก็ต้องการให้ท่านทั้งหลาย สนใจเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในฐานะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่มนุษย์จะต้องรู้, ไม่อย่างนั้นท่านจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ในทางจิตใจ. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเป็นรากฐานของทุกเรื่อง ที่เกี่ยวกับชีวิตของคนเรา, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับใจ. ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้มันก็เป็นประตูที่ใจจะสัมผัสกับสิ่งภายนอก, ใจก็สัมผัสในภายในด้วย, สัมผัสเนื่องออกมาถึงภายนอกได้ด้วย, มันก็รวมเป็นเรื่องเดียวกันหมด คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าจิตใจ. ถ้าไม่มีจิตใจอย่างเดียว อะไรมันก็ไม่มีดอก เพราะมันมีจิตใจนี่แหละเรื่องทั้งหลายจึงมี, เรื่องรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรื่องเป็นเรื่องตาย เรื่องอะไรมันจึงมี เพราะมันมีจิตใจอย่างเดียว; ฉะนั้นเป้าหมายมันจึงอยู่ที่จิตใจ. ทีนี้ จิตใจนี้มันทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ; ถ้ามีแต่ตากับใจ มันก็รู้อะไรน้อยเกินไป มันจึงต้องมีหู มีจมูก มีลิ้น มีผิวหนัง สำหรับสัมผัสถึง ๕ อย่าง, ๕ อย่าง : ตา หู จมูก ลิ้น กาย สำหรับให้จิตใจติดต่อสิ่งทั้งหลายภายนอกติดต่อกับภาพทางตา, ติดต่อกับเสียงทางหู, ติดต่อกับกลิ่นทางจมูก, ติดต่อกับรสทางลิ้น, สิ่งที่มากระทบทางผิวหนัง. ถ้าอย่ามีสิ่งเหล่านี้ เรื่องก็แทบไม่มีเลย, และถ้าไม่มีจิตใจอย่างเดียว เรื่องหมดเลย, ไม่มีอะไรเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาได้. แต่แล้วคนเราก็ไม่สนใจเรื่องจิตใจ; ไปสนใจที่เรื่องผิวเรื่องเปลือกคือเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย, แล้วก็เลือกสนใจแต่ที่มันเป็นกิเลสตัณหา คือความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อย, เป็นกิเลสตัณหาสนใจกันนัก แล้วก็เสียสละ บูชากันอย่างยิ่งเลย, ไม่ได้สนใจตัวสุขทุกข์ที่จิตใจจริง ๆ ไปสนใจที่ผิวเปลือกที่มันหลอก, ที่มันหลอกให้หลงรักหลงเกลียด, หลงรักหลงเกลียด, อยู่กันแต่อย่างนี้ แล้วขยายออกไปเป็นความกลัว เป็นความวิตกกังวล อาลัย อาวรณ์ อิจฉา ริษยา หึงหวงอย่างนี้ เป็นต้น. แล้วไม่ดูว่าปัญหามันมาจากอะไร, ปัญหานานาชนิดนี้มันมาจากอะไร, มันมีมาจากความโง่ของจิตใจ เมื่อสัมผัสกันกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ นี่คือ กข ก กา แต่เรื่องอย่างนี้เขาว่าไม่ใช่, นี่เรื่องปรมัตถ์เรื่องสูงสุด อย่าเอามาศึกษา ยังไม่สมควร คนธรรมดายังไม่ต้องศึกษาปรมัตถ์อันสูงสุดอย่างนี้, เด็ก ๆ ก็เลยไม่ต้องรู้เรื่องนี้. ที่จริงถ้าเราไปดูตามพระบาลี ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้, เรื่องนี้ท่านว่าเป็นเรื่องเบื้องต้น เป็นจุดตั้งต้นที่จะต้องศึกษา เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เขาห้ามไม่ให้เอามาสอน กันว่ามันเป็นเรื่องสูงเรื่องไกล พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นอาทิพรหมจรรย์, เป็นจุดตั้งต้นของพระศาสนา ที่จะต้องเรียนรู้และปฏิบัติ, จึงขอร้องให้ท่านทั้งหลายทุกคนสนใจเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าเป็นเรื่องแรกที่เราจะต้องรู้ จะต้องเข้าใจ ครั้นรู้ครั้นเข้าใจแล้ว เราจะรู้เรื่องอื่น ๆ ต่อไป, แล้วเราก็จะรู้เรื่องที่ควรกระทำ, แล้วเราจะไม่ขโมย ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกามได้เองไม่ต้อง, มีใครมาบอกดอก เพราะเรารู้ความจริงอันลึกซึ้งที่เป็นรากฐานของมันหมดแล้ว. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้เราก็หลงไป แม้จะมีใครมาห้ามเรา ก็ไม่เชื่อ, เราก็ทำสิ่งที่เป็นของเลวร้าย ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น เพราะเรามันไม่รู้เรื่องนี้, เพราะเรามันไม่รู้เรื่องนี้. ขอให้คิดดูใหม่เถิด ให้ทุก ๆ คนไปคิดดูใหม่เถิด ว่าถ้าไม่เข้าใจเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยครบถ้วน เราจะไม่มีทางที่จะเข้าใจธรรมะ ให้ลึก ๆ เข้าไป จนถึงกับว่าจุดที่สำคัญที่สุด ที่มี ประโยชน์ที่สุดที่จะให้ความเป็นมนุษย์ของเราดีที่สุด หรือว่าดับทุกข์ได้. นี่อยากจะให้ถือเป็นหัวข้ออีกหัว ข้อหนึ่งว่า ต้องศึกษาให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ข้อที่ ๓ มีร่างกายและจิตใจได้โดยไม่ต้องมีตัวตน.
นี้ข้อถัดไปอีกก็ว่า เรามีร่างกายและจิตใจได้ โดยที่ไม่ต้องมีตัวตน นี้คงจะแปลกมากสำหรับบางคน ที่มีความรู้สึกว่ามีตัวตน มีตัวกูเสียเป็นประจำ ร่างกายของเรานี้ มีได้ตามหน้าที่ระบบของร่างกาย, ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็รวมกันอยู่ที่ร่างกาย, มีระบบประสาทมีระบบอะไรต่าง ๆ ได้ โดยผ่านทางร่างกาย เรามีสองอย่างนี้พอแล้ว, สองอย่างเท่านี้พอแล้ว เรียกว่า นามรูปก็ได้, เรียกว่า กายใจก็ได้ ในบาลีเรียกว่า นามรูปํ, นามรูป รวมกัน แฝดติดกันอยู่, นามรูปไม่แยกเป็นสองสิ่ง เรามีนามรูป คือกายกับใจหรือใจกับกายนี้พอแล้ว, ไม่ต้องมีอันที่สาม ที่เรียกว่า อัตตา หรือตัวตนนั้นไม่ต้องมีดอก. ถ้าเรารู้สึกว่ามีเรามันโง่ไปเอง; รู้สึกว่ามีตัวตนอะไรอีกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของกายและใจ ที่เป็นเจ้าของใจ บังคับกายบังคับใจอีกทีหนึ่งเรียกว่า ตัวตน. พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องนี้แปลกจากที่เขาสอนกันอยู่ก่อน ก็ตรงที่มาสอนว่า มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ตัวตน, มันมีสิ่งที่เรียกว่ากายกับใจ นามกับรูปก็พอแล้ว. ถ้ามันเกิดความคิดว่าตัวตนขึ้นมา มันก็เป็นความเข้าใจผิด คิดผิดของสิ่งที่เรียกว่าใจ, มันคิดผิดก็โดยที่การสัมผัสทางกาย ทางภายนอกมันผิด, แล้วก็ให้เกิดความสำคัญผิดในภายใน คือใจ, ใจก็สำคัญผิดว่ามีตัวตน เรื่องมันเลยยุ่งกันใหญ่จนตาย ก็ไม่สามารถจะดับทุกข์ได้, หรือแก้ไขอะไรให้มันดีขึ้นมาได้. ท่านทั้งหลายถือหลักข้อนี้ไว้ก่อนเถิดว่า เรามีกายกับใจโดยไม่ต้องมีตัวตนก็ได้, มีเพียงสองส่วนนี้ รวมกันเข้าเป็นอันหนึ่งเรียกว่าคน ๆ หนึ่งก็แล้วกัน สมมติเรียกว่าคน ๆ หนึ่ง แต่ที่แท้มันก็มิใช่คน ๆ หนึ่ง, มันเป็นเพียงร่างกายกับจิตใจรวมกำลังกันทำหน้าที่การงานอะไรของมันอยู่ตามธรรมชาติ. กายเป็นส่วนที่เป็นโครง, เป็นโครงสร้างเป็นเปลือกเป็นสิ่งที่รับใช้. ใจเป็นสิ่งที่รู้สึก ทำหน้าที่เหมือนนายบังคับร่างกายไป, ต้องอาศัยกันจึงจะอยู่ได้; ถ้าเกิดไม่อาศัยกันเมื่อใด ก็ตายหมดทั้งสองอย่าง กายอยู่ได้ก็เพราะมีใจ, ใจมีอยู่ได้ก็เพราะมีกาย, ทำหน้าที่ต่างกันอาศัยกันจึงอยู่ได้; ฉะนั้นจึงคลอดออกมาจากท้องแม่ พร้อมกันทั้งกายและใจ. แต่ทุกสิ่งเป็นการปรุงแต่งของธรรมชาติ : ปรุงแต่งอย่างหนึ่งเป็นเรื่องกาย, ปรุงแต่งอย่างหนึ่งเป็นเรื่องใจ, ไม่ใช่เรื่องของจริงแท้ถาวรอะไร, แต่มันก็ทำอะไรของมันได้ ตามที่มันเป็นอย่างนั้น. มันทำหน้าที่อะไรของมันได้ ตามที่มันทำได้อย่างนั้น, ทั้งที่มันไม่ต้องเป็นของจริงแท้แน่นอนตายตัว, มันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยเรื่อย, แล้วมันก็ทำอะไรได้แปลก ๆ. ก็คิดดูสิ กายใจนี้มันรู้สึกอะไรแปลก ๆ แปลก ๆ หลายหมื่นหลายแสนปีเข้าเดี๋ยวนี้มนุษย์ทำ อะไรได้บ้าง ดูเถอะ เขาไปนอกโลก หรือเขาทำอะไรกันได้อย่างน่าประหลาดน่ามหัศจรรย์ ซึ่งคนป่าสมัยโน้นทำไม่ได้; เช่นเรื่องวิทยุ เรื่องอิเลคโทรนิค คอมพิวเตอร์ อะไรต่าง ๆ มันทำไม่ได้ดอก แต่ที่มนุษย์สมัยนี้ทำได้ ใครมันสอนเล่า? มันก็ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มันมองเห็นมากเข้าลึกเข้าลึกเข้า กว้างออกไป กว้างออกไป มันก็มารวมเป็นความรู้, พบอะไรที่แปลกขึ้นมา แปลกขึ้นมา แปลกขึ้นมา, แล้วหลาย ๆ อย่างมารวมกันเข้า ก็แปลกออกไปอีก, จึงมีเรื่องเหมือนกับว่าเป็นของทิพย์เป็นของปาฏิหารย์ เหาะเหินเดินอากาศอะไรก็ไม่ได้. นี่ไม่ต้องมีตัวตนนะ มีแต่กายกับใจตามธรรมชาติ, ผสมปรุงแต่งกันไป ตามธรรมชาติมีความก้าวหน้า มีความเจริญพัฒนาออกไป ๆ , ไม่ต้องไปหลงยึดถือ ให้วิเศษประเสริฐไปกว่า ว่ามันเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง เราไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด เพราะมันเป็นธรรมดาเช่นนั้นเอง. แต่จิตใจตามปรกติมันไม่เป็นอย่างนั้น มันไปหลงรักหลงยึดถือ หลงความรู้ยึดถือความรู้ หลงการงานก็ยึดถือการงาน หลงทรัพย์สมบัติเกียรติยศชื่อเสียง ความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อย, ก็หลงไปจนสุดเหวี่ยง ก็ไม่ต้องมองหน้าใคร เพราะเราหลงของเราสุดเหวี่ยง ฉะนั้นการกระทำของเราจึงทำให้ผู้อื่นพลอยเดือดร้อน ซึ่งเป็นปัญหาคาโลกอยู่ในปัจจุบันนี้; พวกหนึ่งเขาเห็นแก่ประโยชน์ของเขา เพราะเขามีอำนาจ จนทำให้อีกพวกหนึ่งเดือดร้อน, โลกนี้มันจึงแบ่งเป็นซ้ายเป็นขวา แล้วก็ต่อสู้กันมาไม่มีที่ สิ้นสุด, ยังจะต่อสู้กันไปอีกนาน ระหว่างคนที่มีอำนาจกับคนที่ไม่มีอำนาจในการที่ยึดครองเหยื่อต่าง ๆ ในโลกนี้. มีกายกับใจโดยไม่ต้องมีอัตตา โดยไม่ต้องมีตัวตน นี้ก็ข้อหนึ่งนี่รู้ไว้เป็นหลักเถอะว่า มันมีนามรูป กายกับใจเท่านั้นพอแล้ว, ไม่ต้องมีอัตตา เรื่องต่าง ๆ ก็เป็นมาได้ หรือจะเป็นต่อไปได้, หรือว่าเราจะดับทุกข์ไปนิพพานกันก็ได้ก็ไม่ต้องมีอัตตา มีแต่กายกับใจที่มันอบรมดีขึ้น ๆ เพราะการถูกเข้ากับอารมณ์ในโลก มันทำให้เกิดความเฉลียวฉลาดเปลี่ยนแปลง, นี่เรียกว่ามันพัฒนาตัวเองดีขึ้น ๆ. คนทีแรกก็ไม่มีความรู้เรื่องนิพพาน แต่พอเขาเป็นทุกข์มากเข้า ๆ เขาค้นหาเรื่องเกี่ยวกับนิพพาน เขาก็พบ ๆ พบ ๆ จนพบถึงที่สุด ว่าอ้าว! จิตใจมันดำรงไว้ผิด จิตใจมันตั้งไว้ผิด มันก็มีความทุกข์, มาตั้งกันเสียใหม่ให้ถูกต้อง มันก็จะไม่มีความทุกข์, ไม่ต้องมีตัวตน ไม่ต้องมีพระเป็นเจ้า, ไม่ต้องมีอะไรที่ไหนมาเกี่ยวข้อง, มันทำผิดทำถูกได้ในตัวมันเอง ของกายและของใจ, นี่เรียกว่าไม่มีตัวตน. แล้วในกายและใจนี้มันมีส่วนที่เป็นใจนั่นแหละสำคัญที่สุด เป็นเหมือนกับว่าหัวใจ. ร่างกายนี้เหมือนกับเนื้อหนังหรือเปลือกนอก, ใจสำคัญที่สุด. เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะต้องรู้จักกันจริง ๆ ก็คือเรื่องใจ มากกว่าเรื่องกาย, ที่เราจะศึกษากันจริง ๆ นั้น เป็นเรื่องใจมากกว่าเรื่องกาย เพราะอะไรมันก็รู้สึกที่ใจ, ผลเสียผลได้ผลอะไรต่าง ๆ มันก็อยู่ที่ใจ. เรื่องของกายมันเป็นเพียงเปลือก หรือเครื่องใส่เครื่องรับรอง; ฉะนั้นจะต้องศึกษาเรื่องจิตเป็นพิเศษ; ถ้าเราเรียนเรื่องกายเท่าไร, เราต้องเรียนเรื่องจิต ให้ดีกว่านั้นให้มากกว่านั้นหลายเท่าทีเดียว. ข้อที่ ๔ รู้เรื่องธรรมชาติของจิต
อ้า, ทีนี้ก็มาถึงเรื่องจิต, ข้อถัดไปก็ให้รู้เรื่องจิต. จิตนี้ตามธรรมชาติตามธรรมดา มันเป็นสิ่งที่ไม่มีกิเลส, เขาเรียกจิตประภัสสร. จิตนี้ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง เรียกว่า จิตตธาตุ เรียกว่า มโนธาตุ เรียกว่า อรูปธาตุ อะไรก็แล้วแต่จะเรียก, มันเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เหมือนกับธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ นี้ก็เป็นธาตุ. มโน หรือ วิญญาณ หรือ จิต นี้มันก็เป็นธาตุ, ธาตุนี้มันปรุงแต่งตัวเองมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า จิต ในชั้นแรกพื้นฐานธรรมดา มันก็ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เศร้าหมอง ไม่มีกิเลส ไม่มีอะไร,ใช้คำเรียกว่า ประภัสสร คือแวววาวโชติช่วงเหมือนกับเพชร, หรือเหมือนกับว่าดวงอาทิตย์ที่ ประภัสสรรุ่งเรืองแสงอย่างยิ่ง; แต่มิได้หมายถึงว่าเป็นทางวัตถุนะ เป็นทางนามธรรม เป็นทางจิตใจ ไม่มีกิเลส. ธรรมชาติประภัสสรไม่มีกิเลส แต่แล้วมันเกิดปรุงกิเลสขึ้นมาได้ โดยทางเปลือกนอก : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ มันทำให้เกิดส่วนที่เป็นกิเลสขึ้นมาได้, ครอบงำความเป็นประภัสสร, ความประภัสสรก็สูญเสียไปเป็นคราว ๆ ไม่ประภัสสรเพราะมีกิเลสเกิดขึ้นเป็นคราว ๆ แต่โดยเหตุปัจจัยของกิเลสหมดไป กิเลสดับไปความเป็นประภัสสรก็มีอีก; นี่จิตมันอยู่อย่างนี้ ธรรมชาติของจิตแท้ ๆ เป็นอย่างนี้, มีความ เป็นประภัสสรในตัวมันเองตามธรรมชาติ, แล้วก็มีการปรุงแต่งผิด ๆ จนเกิดกิเลสครอบงำจิตนั้น ให้ สูญเสียความเป็นประภัสสร. ในขณะเป็นประภัสสรไม่มีทุกข์ ไม่มีวุ่นวาย ไม่มีอะไร, ในขณะที่ไม่ ประภัสสร คือเศร้าหมองแล้วนี้ ยุ่งมีกิเลสมีความทุกข์ มีวุ่นวายโกลาหลวุ่นวาย มันเป็นอยู่อย่างนี้. ความสำคัญมันอยู่ที่ว่า จิตนี้โดยเนื้อแท้มันไม่ใช่มีกิเลส, กิเลสมันเป็นของเพิ่งเกิด เพราะ ฉะนั้นจึงแยกออกกันได้ว่าจิตไม่ใช่กิเลส, กิเลสไม่ใช่จิต, จิตเกิดมาโดยไม่มีกิเลสแต่ถูกครอบงำโดย กิเลสคือ กิเลสเกิดขึ้นมาครอบงำจิต โดยการทำผิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, โดยการทำผิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และทางจิตเองนั่นแหละ มันจึงเกิดกิเลสขึ้นมาครอบงำจิต. เมื่อเราเชื่อหรือเห็นชัดลงไปว่า กายกับจิตมันแยกกันได้ คือว่าจิตนี้มันจะมีกิเลสครอบงำก็ได้, ไม่มีกิเลสครอบงำก็ได้ เราจัดให้มันอยู่อย่างที่ไม่มีกิเลสครอบงำ, เราจัดให้จิตมันอยู่โดยที่ไม่มี กิเลสครอบงำ ให้มันคงความเป็นประภัสสรไว้ นั่นคือทำวิปัสสนา,ทำกัมมัฏฐาน ทำวิปัสสนา, หรือการ อบรมจิต. การอบรมจิตหรือการทำจิตตภาวนา ก็คือการทำให้ไม่มีอะไรมาทำความเศร้าหมองแก่จิต; แต่เขาพูดกลับไปอีกทีหนึ่งว่า อบรมจิตชนิดที่ไม่มีอะไรมาทำให้เศร้าหมองได้, อบรมที่จิตให้อยู่ในลักษณะที่ไม่มีอะไรมาทำให้เศร้าหมองได้ ก่อนนี้มันง่ายเกินไป ที่จะมีอะไรมาทำให้จิตเศร้าหมองได้ ไม่ ประภัสสรและเป็นทุกข์, เดี๋ยวนี้เราทำจิตตภาวนา สมถกัมมัฏฐาน หรืออะไร ๆ ที่เรียกกันนั่นแหละ, เมื่อทำไป ๆ แล้ว จิตนั้นมันเปลี่ยนไปอยู่ในสภาพที่จะทำให้เศร้าหมองไม่ได้อีกเพราะมันฉลาดขึ้น นั่นเอง, เพราะมันสามารถมันฉลาดขึ้นมารอบตัว, ป้องกันก็ได้ ระวังก็ได้ แก้ไขก็ได้ ไม่ให้ เกิดความเศร้าหมองขึ้นแก่จิต. ฉะนั้นถ้าผู้ใด มีความรู้จักธรรมชาติของจิต ว่าเป็นอย่างนี้ ผู้นั้นก็เชื่อตัวเองว่า เราอบรมจิตได้, หรือจิตเป็นสิ่งที่อบรมได้, และเราก็อาจจะอบรมจิตได้; เพราะฉะนั้นเขาจึงยินดีที่จะทำการศึกษาเพื่ออบรมจิต. เมื่อเขายินดีที่จะอบรมจิต จิตตภาวนาก็มีแก่บุคคลนั้น มีแก่บุคคลนั้นที่เห็นว่า จิตนี้เป็นสิ่งที่อบรมได้. เดี๋ยวนี้เราไม่มองเห็นชัดถึงอย่างนี้ เราก็ไม่เชื่อว่าจะอบรมได้; ไปลองทำสมาธิดู ไม่ถึงอึดใจ ร้องยอมแพ้ ๆ ๆ , หลายคนมาที่นี่ถามว่าอบรมเท่าไร? ไม่ถึงอึดใจพอเห็นว่าจิตมันฟุ้งซ่าน มันไม่ยอมเอาด้วย ดิ้นรนอยู่นั่น ยอมแพ้ ๆ เลิก ๆ ๆ อย่างนี้ทั้งนั้นแหละ, ไม่มีใครต่อสู้ยืดเยื้อ ที่จะอบรมจิตให้อยู่ในอำนาจ อยู่ในอำนาจ อยู่ในอำนาจ จนอยู่ในอำนาจถึงที่สุด จนอุปกิเลสเกิดขึ้นในจิตไม่ได้นั่นแหละไม่มี, มีแต่ยอมแพ้ง่าย ๆ เกินไป ไม่ยอมต่อสู้เป็นครั้งที่ยี่สิบ สามสิบ ห้าสิบ หรือครั้งที่ร้อย, มันไม่เอานี่. ขอให้รู้เถอะว่า จิตเป็นธรรมชาติที่ไม่ได้เศร้าหมองอยู่ในเนื้อในตัว มีอะไรเข้าไปทำให้เศร้าหมอง; เพราะฉะนั้นเราจึงแยกความเศร้าหมองออกจากจิตได้ โดยวิธีการกระทำที่ถูกต้อง ที่เรียกว่าจิตตภาวนา : เป็นสมาธิก็ได้ เป็นวิปัสสนาก็ได้, รวมกันเรียกว่าจิตตภาวนา การอบรมจิต นี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องรู้. ข้อที่ ๕ ต้องเข้าใจเรื่องจิตให้ถูกตรง มิฉะนั้นจะหลงไสยศาสตร์.
อต่อไปนะ ที่ว่าประเด็นที่จะต้องรู้ เนื่องจากว่าจิตมันเข้าใจยาก, เข้าใจให้ถูกจริงให้ตรงไม่ได้ มันก็เข้าใจผิด, เห็นเรื่องจิตเป็นเรื่องผีสางเทวดา เป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้, แล้วก็พูดกันขึ้นมาตามพอใจ แปลก ๆ ประหลาด ๆ ที่เรียกกันว่าไสยศาสตร์. ไสยศาสตร์ คือ สิ่งที่เข้าใจไม่ได้ แล้วก็ว่าเอาเองผิด ๆ ไม่มีเหตุผลและงมงายอย่างยิ่ง. ฉะนั้น ไสยศาสตร์เกิดขึ้น ก็เพราะว่าคนไม่รู้เรื่องจิตโดยแท้จริง. ถ้าคนเราสามารถรู้เรื่องจิตโดยแท้จริงแล้ว ความรู้ทางไสยศาสตร์ก็เกิดขึ้นไม่ได้, ไม่มีใครคิดอย่างนั้น ไม่มีใครเชื่ออย่างนั้น. เดี๋ยวนี้ เราไม่รู้เรื่องจิตอันแท้จริง มันลึกลับต่อเรา, เราก็พูดกันอย่างสันนิษฐาน ตามความรู้ความเข้าใจของครูบาอาจารย์คนหนึ่ง ๆ ๆ ๆ. ความรู้ประเภทไสยศาสตร์ที่ไม่มีเหตุผลและงมงายเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าจิตนั้น ก็เกิดขึ้นสะพรั่งสะพราวไปหมด หลายลัทธิหลายแขนงหลายอาจารย์; นี่ไสยศาสตร์เกิดขึ้นมา จากการที่เราไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตอย่างถูกต้องตามที่เป็ฯจิง, แล้วไสยศาสตร์ก็มีอำนาจมากเหลืออยู่จนกระทั่งบัดนี้, ระบบไสยศาสตร์นี้มีอำนาจมาก แล้วยังเหลืออยู่กระทั่งบัดนี้. นี้มันได้เกิดขึ้นมาด้วยความเข้าใจผิดเป็นหมื่นปีแสนปี ตั้งแต่มนุษย์แรกมี ไม่รู้แน่ว่ากี่แสนปีหรือ กี่ล้านปี, ตั้งแต่มนุษย์เริ่มคิดเรื่องจิตแล้วเข้าใจผิด, เข้าใจผิดต่อจิต, ระบบความคิดประเภทไสยศาสตร์ก็เกิดขึ้น และมีมาจนกระทั่งบัดนี้. ทีนี้ไสยศาสตร์นั้นมันได้เปรียบ เพราะมันไม่ต้องอธิบายนี่ มันเชื่ออย่างเดียว, มันเชื่ออย่างเดียว มันก็เลยตั้งมั่น, แล้วเขาก็พูดไว้ในลักษณะที่เรียกว่าน่าเอาด้วย , น่าเอาด้วย สิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์นั้นน่าเอาด้วยที่สุดแหละ, แล้วมันลึกลับ, มันยิ่งลึกลับคนยิ่งเชื่อถ้าเปิดเผยชัดเจนเสียแล้วคนไม่ค่อยเชื่อดอก ถ้ายิ่งลึกลับเท่าไร เข้าใจไม่ได้เท่าไร จะยิ่งเชื่อตามที่เขาพูดเท่านั้น, นี่ข้อได้เปรียบของไสยศาสตร์. ที่น่าหัวกว่านั้น ก็คือว่า เรื่องไสยศาสตร์นี่ใคร ๆ ก็ชอบเพราะมันลงทุนน้อย, เข้าใจไหม? เรื่องไสยศาสตร์มันลงทุนน้อยนี่ เสียหัวหมูสักหัวหนึ่งแล้วเอาอะไรอีกเท่าไร ๆ ก็ได้, เสียเหล้าสักขวดหนึ่งให้เซ่นสรวง, ลงทุนน้อยที่สุด แล้วก็ได้ผลมากที่สุด มันก็เป็นข้อได้เปรียบของไสยศาสตร์ที่ ทำให้มนุษย์ชอบและใช้ไสยศาสตร์กันอยู่จนกระทั่งบัดนี้, แล้วไสยศาสตร์ชนิดนี้ มันเกิดมาจาก สัญชาตญาณแห่งความโง่, เพราะฉะนั้นมันจึงเข้ากันได้ กับสัญชาตญาณแห่งความโง่ที่ยังเหลืออยู่ สัญชาตญาณแห่งความโง่, เช่นว่า ความรู้สึกที่จะให้ผู้อื่นช่วย ไม่ช่วยตัวเอง นี้ ไสยศาสตร์เขาเสนอตัว เข้ามาช่วย, คนก็รับเอา เพราะเข้ากับสัญชาตญาณแห่งการให้คนอื่นช่วย. เด็ก ๆ พอเกิดมาจากท้องแม่ ก็ได้รับการช่วยเหลือจากบิดามารดาหรือคนเลี้ยง จนสูญเสียนิสัยที่จะช่วยตัวเอง, ต้องให้คนอื่นช่วย และช่วยเรื่อย ๆ มา เรื่อย ๆ มา จนเป็นนิสัยว่าต้องช่วย พ่อแม่ต้องช่วย ใคร ๆ ต้องช่วย นี่ก็ได้ เปรียบทางไสยศาสตร์เพราะเขาเสนอการช่วย ไม่ต้องทำเอง พระเจ้าผีสางเทวดาอะไรทำให้. เมื่อมันเดินไปทางนี้แล้ว มันก็เกิดอุปสรรคในทางความจริง, แล้วมันก็เหมาะสำหรับคนปัญญาอ่อน ในโลกนี้มีคนโง่มาก ในโลกนี้มี คนปัญญาอ่อนมาก; ฉะนั้น ไสยศาสตร์มันเหมาะกว่า, เหมาะกว่า พระธรรม เหมาะกว่าของจริง, โลกนี้จึงรับเอาไสยศาสตร์เข้าไว้อย่างแน่นแฟ้น อย่าเข้าใจว่าใน ประเทศในเมืองที่เขาเจริญกันเช่นพวกฝรั่งนั้นไม่มีไสยศาสตร์, มันก็มีเหมือนกันตรงแบบของเขาความ. เชื่อพระเจ้าให้พระเจ้าช่วยก็ยังมีอยู่, เพราะว่ามนุษย์มันมีสัญชาตญาณแห่งการให้คนอื่นช่วย. ในที่สุด มันก็สับสนกันหมด ไสยศาสตร์ที่คนสร้างขึ้นมา มันกลับเป็นเจ้าของคน, ไสยศาสตร์ที่ความโง่ของคนสร้างขึ้นมา มันกลับเป็นเจ้าเหนือหัวของคนสร้าง นี้มันไม่รู้จะประหลาดอย่างไรแล้ว สิ่งที่ความโง่ของคนสร้างขึ้นมา มันกลับเป็นเจ้านายของคนสร้าง. นี้เรียกว่าไสยศาสตร์ เป็นหัวข้อหัวข้อหนึ่งที่เราจะต้องเข้าใจชัดเจน เพราะเราทำผิดเข้าใจผิดต่อสิ่งที่เรียกว่า จิต, ความเข้าใจผิดความรู้ผิดมันก็เป็นระบบขึ้นมาสำหรับโง่สำหรับงมงาย, ระบบนี้เรียกว่าไสยศาสตร์ มีอะไร ๆ ตรงข้ามจากความเป็นจริงทั้งนั้น. พวกที่เขาถือไสยศาสตร์เขาด่าอาตมาจนไม่รู้จะด่าอย่างไรแล้ว, อาตมาก็ไม่กลัว พูดไปเรื่อย พูดไปตามความจริง ว่ามันมีอยู่อย่างนี้, เราก็พูดความจริงเหมือนกัน ว่ามันมีอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นถ้าว่ารู้จักเรื่องจิตเสียให้ตรงตามที่เป็นจริงแล้วระบบไสยศาสตร์ก็สลายไปหมดเอง. เดี๋ยวนี้มันถึงขนาดประหลาดมหัศจรรย์ที่สุด คนนี่เจิม เจิมพระพุทธรูปให้เป็นพระพุทธเจ้าได้ เขาหล่อพระพุทธรูปออกมาจากโรงหล่อ เป็นองค์พระพุทธรูปแล้ว ยังใช้ไม่ได้, ยังใช้ไม่ได้, ต้องไปเอาใครมาเจิม ๆ ๆ จึงจะเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา นี่ คิดดูเถอะ คนแท้ ๆ นี่เจิมพระพุทธเจ้า, สร้าง พระพุทธเจ้า, ก็ทำกันได้ในหมู่ไสยศาสตร์ แล้วก็เจิมนิดเดียวแหละ ดีตลอดชาติ : เอาปูนเอาแป้งมาแตะ หน้าผากนิดเดียว ดีไปตลอดชาติ, แล้วดีจริงไม่ดีจริงก็ดูเอาเองสิ. เรื่องความเข้าใจผิดต่อสัจจะ ต่อธรรมะ ต่อจิตแล้ว มันก็เกิดระบบไสยศาสตร์ขึ้นมา ถ้าเรายังพ่ายแพ้แก่ระบบไสยศาสตร์แล้ว เราไม่สามารถจะเข้าถึงธรรมะได้, ธรรมะจะเป็นหมัน, เป็นหมันต่อเรา, เราใช้ให้เป็นประโยชน์ไม่ได้เพราะเรามันเข้าใจผิด ต่อของจริงของธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือจิต เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าจิตผิดจากของจริง ก็ไปยึดถือไสยศาสตร์ มีเท่านั้นแหละ, แล้วมันกำลังเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ที่เราทำให้คนถือพุทธศาสตร์โดยสมบูรณ์ไม่ได้ ก็เพราะว่าระบบไสยศาสตร์นี้มันปิดกั้น มันต่อต้าน มันหุ้มห่อเอาไว้ ไม่ให้เข้าถึงของจริง. ถ้ามนุษย์ไม่รู้เรื่องนี้ ไสยศาสตร์มันก็ครอบงำมนุษย์ยิ่งขึ้น, แล้วโลกนี้ก็จะน่าหัวเราะยิ่งขึ้น คือจะดับทุกข์ไม่ได้, ทั้งที่ความทุกข์นั้น ความโง่ของคนก็สร้างขึ้นมาเอง แล้วคนก็ดับมันไม่ได้ เพราะไม่เข้าถึงของจริง ของสิ่งที่เรียกว่าจิตใจและร่างกาย. ศึกษาเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ให้พอเถิด แล้วจะรู้ความจริง, รู้ของจริง ที่เรียกว่าธรรมะอันสูงสุด ที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้อยู่เหนือความทุกข์, จิตใจจะไม่มีกิเลสอีกต่อไป, จิตใจจะประภัสสรตลอดกาล. จิตมีความรู้ผิดมาตั้งแต่เกิด กิเลสจึงมีมาก.
รามันไม่มีความรู้มาแต่ในท้องตามธรรมชาติ, เราไม่ได้มีความรู้ถูกต้องตามธรรมชาติมาแต่ในท้อง, มันว่างความรู้ที่ถูกต้องมาแต่ในท้อง จิตนั้นมีความรู้แต่จะรู้สึกสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเท่านั้น, มีแต่รู้อย่างนี้เท่านั้น; แต่ไม่รู้ว่าสัจจะของจริงคืออะไร, ไม่มีความรู้เรื่องปัญญาวิมุติเจโตวิมุติ, ไม่มีความรู้เรื่องทุกข์คืออะไร, เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร, ความดับทุกข์คืออะไร, ทางดับทุกข์คืออะไร, อย่างนี้มันไม่รู้มาแต่ในท้อง, จิตมันว่างความรู้ชนิดนี้มาแต่ในท้อง พอมันคลอดมาจากท้องแม่ สิ่งต่าง ๆ เข้ามาแวดล้อมเด็กนั้น ให้รู้ไปทางอื่น, ให้รู้ไปทางอื่นผิดตรงกันข้ามไปจากความจริง ตรงข้ามจากสัจจะ; แต่ไปเป็นเรื่องมิจฉา เท็จ มุสาไปหมดสิ้น. ฉะนั้นเด็กจึงเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความหลอกลวงของสิ่งแวดล้อมทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ยิ่งไม่รู้สัจจะ, ไม่รู้ทางรอด ไม่รู้นิพพาน, ไม่รู้อะไรยิ่งขึ้น ๆ. นี่คือบาปดั้งเดิมของเรา; พวกศาสนาอื่นก็มีบาปดั้งเดิม พูดไว้อย่างอื่น, พวกเราชาวพุทธนี่ มีบาปดั้งเดิมพูดไว้อย่างนี้ ว่าพอเราคลอดมาจากในท้องแล้ว สิ่งต่าง ๆ มันแวดล้อมให้เราเข้าใจผิดทั้งนั้น : คนเลี้ยงก็หาของเอร็ดอร่อยมาให้กิน จนเราหลงในความเอร็ดอร่อยแหละ, หาสิ่งสวยงามมาล่อให้หลง ก็หลงในทางสวยงาม แล้วหลงที่จะยึดถือตัวกูยึดถือของกู, ยึดถือความเห็นแก่ตัว ก็ผิดมาเรื่อย ๆ จนโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วมันก็ไม่ลดลง, มันก็มีความเห็นผิดชนิดนี้ไปจนแก่จนเฒ่า. ลองสังเกตดู ลองสอบสวนตัวเองดูซิ ว่าความเข้าใจผิดที่เราได้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่คลอดจากท้องแม่นั้น มันลดลงหรือเปล่า? มันมีแต่เพิ่มขึ้นเหนียวแน่นขึ้น เลยเป็นการลำบากยุ่งยาก ที่จะเอาสิ่งเหล่านี้ออกไป. เมื่อเอาออกไปไม่ได้ มันก็ต้องทนทุกข์, ต่อเมื่อเราไม่อยากจะทนทุกข์ เราจึงกระทำอย่างที่ตรงกันข้าม คือแก้ไขมัน, ฉะนั้นถ้ามันเป็นโชคดี เราได้รับความรู้ว่า โอ้! สิ่งเหล่านี้แก้ไขได้โว้ย แล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตาแก้ไข, แล้วมันก็จะแก้ไขได้, แล้วเราก็จะเป็นทุกข์น้อยลง. เราจะอยู่อย่างไม่มีความทุกข์. โดยบุคคลก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, โดยสังคมก็ไปต้องเป็นทุกข์, ทั้งครอบครัวก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, ทั้งบ้านทั้งเมืองก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, กระทั่งว่าทั้งโลกก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, นั่นแหละมันดีที่สุด ทำอย่างไรมันจึงจะได้อย่างนั้น? จะต้องให้ธรรมะช่วยโลก ครองโลก ให้โลกไม่มีความทุกข์. เราไม่มีความรู้มาแต่ในท้อง, หมายความว่าว่างมา; พอออกมาจากท้องก็บรรจุความรู้ผิด ๆ เข้าไป ๆ ความรู้ถูก ๆ มันไม่ได้สอนนี่. ใครบ้างที่สอนเด็ก ๆ ทารกให้มันรู้เรื่องดับทุกข์ มันไม่มีนี่, มีแต่ป้อนเข้าไปให้กินเข้าไป ประเล้าประโลมเข้าไป, ประคบประหงมเข้าไป เอาอกเอาใจเข้าไป จนเด็กมันเสียนิสัย; นี่มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นบาปของใคร? ที่เราไม่มีความรู้ที่ถูกต้องมาโดยธรรมชาติ โดยกำเนิดออกมาแต่ในท้อง ว่างออกมา, พอมาถึงก็ได้ รับการบรรจุผิด ๆ ผิด ๆ เห็นแก่ตัว ๆ ๆ, หลงใหลในความเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเพิ่มขึ้น ๆ จนถึงขนาดที่เรียกว่าบูชา บูชาความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ จนเงินไม่พอใช้, เงินเดือนไม่พอใช้ ที่เอามาหล่อเลี้ยงความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. รู้สึกกันเสียทีว่า ปัญหามีอยู่อย่างนี้, ความยากลำบากนั้นมันมีอยู่ถึงขนาดนี้, ความเป็นอย่างนี้มันชิน ๆ เพิ่มความชินซ้ำ ๆ ซาก ๆ ชิน ๆ ๆ นี้เขาเรียกว่า อนุสัย. กิเลสแล้ว เคยชินเพิ่มขึ้น, ความเคยชินแห่งกิเลสนั้นเขาเรียกอนุสัย. กิเลสก็เป็นกิเลสที่มันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยเป็นคราว ๆ เกิดโลภบ้าง เกิดโกรธบ้าง เกิดหลงบ้าง, นี้เรียกว่ากิเลส แต่พอเกิดแล้วมันก็เกิดความเคยชินที่จะเกิดนั้นเพิ่มขึ้น ๆ ; นี่มันได้เปรียบอย่างนี้ กิเลสเกิดทีหนึ่งมีความเคยชินเพิ่มขึ้นทีหนึ่ง, มันก็เกิดความเคยชินที่จะเกิดกิเลส มันก็เหนียวแน่น. เพราะฉะนั้นเราจึงสู้มันไม่ได้ มันเกิดเสียทุกที, กิเลสมันชิงเกิดเสียทุกที, เพราะมันมีความเคยชินในการเกิด. มากกว่าที่จะไม่เกิด ต้องต่อสู้ด้วยธรรมะมิให้กิเลสเกิด.
อ้า, ทีนี้มาตั้งป้อมธรรมะต่อสู้ไม่ให้มันเกิด, มีสติสัมปชัญญะต่อสู้ไม่ให้เกิด. ถ้าต่อสู้ได้ครั้งหนึ่ง ความเคยชินมันลดไปเหมือนกันแหละ, อำนาจกิเลสมันลดไปเหมือนกัน, มันลดไปเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นเราระวัง อย่าให้กิเลสเกิดซิ ด้วยเราควบคุมได้นะ, ไม่ให้กิเลสเกิดโดยเราควบคุมได้นี้ กิเลสมันจะลดอำนาจลดความเคยชินลงไป หน่วยหนึ่ง ๆ นี่มันจะเป็นทางรอดที่มันดีขึ้น. ฉะนั้นทุกคนอย่ายอมแพ้, อย่าท้อถอย ที่จะบังคับกิเลสให้ได้มากขึ้น หรือทุกคราวก็ยิ่งดี, แล้วความเคยชินนั้นจะหมดไป. กิเลสจะไม่มีเกิด. ทีนี้ก็มาถึงความเชื่อความคิดที่มันผิดมาแล้ว, มันไปชอบไปบูชาการได้ตามกิเลส ก็เลยบูชาการได้ตามกิเลสเป็นของดี. พูดแล้วมันก็ไม่น่าฟัง, ไปบูชาการได้ตามกิเลส ว่าเป็นประเสริฐ, ประเสริฐวิเศษอยู่ที่การได้ตามกิเลส มันก็เท่ากับบูชากิเลส บูชากิเลส. เราบูชากิเลส, คือเอาความได้ตามที่กิเลสต้องการ สนุกสนานเอร็ดอร่อยอย่างอกอย่างใจ, บูชาสิ่งนั้นเป็นพระเจ้า. คำว่าพระเจ้านั้นแปลว่าสูงสุด, สิ่งสูงสุดที่เราต้องเชื่อ เราต้องกลัว เราจะต้องปฏิบัติตาม. เราเชื่อกิเลส, เรากลัวกิเลส, เราปฏิบัติตามกิเลส, เป็นนิสัยไปเลยตลอดเวลา เรามีกิเลสเป็นพระเจ้า. ทีนี้จะมาเปลี่ยนให้เชื่อพระพุทธเจ้า ให้มาทำตามพระพุทธเจ้า มันก็ยาก เพราะบูชากิเลสเป็นพระเจ้าสูงสุดมาแต่อ้อนแต่ออก. นี่เรื่องลำบากของการที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน, เราบูชากิเลสมาตั้งแต่เกิดจนบัดนี้ แล้วจะไปเปลี่ยนบูชาพระธรรม ธรรมะนี้มันยาก. นี้มันก็แล้วแต่ว่า เหตุปัจจัยหรือโอกาสหรืออะไรก็อีกเหมือนกัน; ถ้ามันปะเหมาะมันก็เป็นได้ การอบรมมันดี หรือธรรมะมันมากพอ มันก็อบรมให้เปลี่ยนได้, ไม่เอากิเลสแล้ว. ทีนี้ไม่คบกิเลสแล้ว, มันจะมาคบธรรมะแล้วสนใจที่จะปฏิบัติตามธรรมะ. นี่แสงสว่างเกิดแล้ว, แสงสว่างแห่งความรอดมันเกิดแล้ว, เกิดตอนนี้ เกิดตอนที่เราเปลี่ยนว่า เราจะไม่บูชากิเลสอีกต่อไป, จะบูชาของจริง ของถูกต้อง ของประเสริฐ คือพระธรรม, หรือสัจจะความจริงของจริง นั่นนะเป็นพุทธศาสตร์ขึ้นมา. ก่อนนี้มันเป็นไสยศาสตร์, ความรู้ของคนหลับเรียกว่า ไสยศาสตร์, เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นความรู้ของคนตื่น ลืมตา ไม่หลับ นี่มันก็เข้ามาในทางของพุทธศาสนา :ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, แล้วก็ค่อย ๆ ไปตามทางนี้จนถึงปลายทางคือการบรรลุมรรคผลนิพพานนั่นเอง. ขอให้สนใจเถิดว่าทางมันมีอยู่อย่างนี้. ทั้งหมดนี้ เราจะต้องรู้สึก จะต้องรู้จักด้วยจิตใจแท้ ๆ จะมาเชื่ออาตมาก็ไม่ถูกดอก, เหมือนเรื่องกาลามสูตรนั่นแหละ ยืนยันอยู่เสมอว่าต้องเป็นไปตามนั้น ทุกเรื่องอย่าให้มันฝืนหลัก กาลามสูตร:ไม่เชื่องมงาย เชื่อเมื่อเห็นโดยประจักษ์ ว่ามันเป็นอย่างไร, แล้วมันจะค่อย ๆ เปลี่ยนมา มันค่อย ๆ เปลี่ยนมาในทางที่ถูกต้อง เคารพธรรมะคือสัจธรรมสูงสุด, แล้วทำตามการกระทำที่ถูกต้องให้ลุถึงสิ่งสูงสุดคือ พระนิพพาน, นี่มันถึงจุดจบกันที่นี่. ต้องศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างสันทิฏฐิโก
กอย่างมันเป็นสิ่งที่รู้สึกด้วยใจ สนฺทิฏฐิโก, สันทิฏฐิโก คำนี้ไม่ใช่คำเล็ก ๆ ไม่ใช่คำน้อย ๆ มันเป็นคำที่มีความหมายสูงสุด ถ้าไม่มีเรื่องสันทิฏฐิโกแล้วล้มเหลวหมด, เรื่องของธรรมะจะขาดสันทิฏฐิโกไม่ได้ดอก. เราอุตส่าห์ท่องเถอะ สฺวากฺขาโต ภควตา ธฺมโม สนฺทิฏฐิโก อกาลิโก ฯลฯ ปากว่ากันอยู่เรื่อย, แต่มันได้ใช้ประโยชน์จากสันทิฏฐิโก; นี่คิดดูเถอะมันไม่มีสันทิฏฐิโกนี่, มันว่าแต่ปากนี่ จิตใจมันไม่ได้เห็น คำใดที่เราว่าออกไป ท่องออกไป ขอให้เป็นสันทิฏฐิโก ถ้าว่าความทุกข์คำว่า ทุกฺโขทุกฺขํ เป็นทุกข์ แล้วก็ให้มันรู้สึกด้วยใจ ว่ามันเป็นทุกข์อย่างไร, เป็นกิเลสเหตุให้เกิดทุกข์ ก็รู้จักตัวกิเลสแล้วว่ามันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์อย่างไร, ให้มันสันทิฏฐิโกเสมอไป. สิ่งที่จะต้องสันทิฏฐิโกก่อนเรื่องอื่นนั้นก็คือ เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เรื่องรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ คู่ปรับของมัน, คู่สร้างของมัน, แล้วเกิดเป็นภาวิตญาณ เป็นผัสสะเวทนาอย่างไร นี้ต้องเป็นสันทิฏฐิโกแล้วก็เป็นเรื่องแรก ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า เป็นจุดตั้งต้นของพรหมจรรย์ ในส่วนปริยัติก็ต้องเรียนเรื่องนี้เป็นเบื้องต้น, ในส่วน ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติเรื่องนี้เป็นเบื้องต้น, ในส่วนปฏิเวธก็ต้องได้ผลเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก; นี่สันทิฏฐิโกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะมาสันทิฏฐิโก กับ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ยากนะ, นี้ว่าแต่ปากทั้งนั้น ยังไม่สันทิฏฐิโก นี้ยากที่สุด ไปสันทิฏฐิโกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เสียก่อน มันยังง่ายกว่าเพราะพอจะเห็นได้ว่า มันทำกันอย่างไร; แต่ที่จะมาให้รู้จัก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งยังไม่เข้าใจ เห็นไม่ได้นี้ยาก. แต่ก็ต้องว่ากันไปก่อนเถอะ, ว่าแต่ปากตามพิธีกันไปก่อน, รับ ๆ ตามพิธี แม้จะมีลักษณะเป็นไสยศาสตร์ก็ไม่เป็นไร, ยอมรับเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งที่ไม่รู้อะไรกันไปก่อน, แล้วค่อยศึกษาเพิ่มเติม, เพิ่มเติมจนกว่าสันทิฏฐิโก. ดับทุกข์ได้ทีหนึ่งจะรู้จักพระพุทธเจ้าขึ้นทีหนึ่ง, รู้จักพระธรรมขึ้นทีหนึ่ง, รู้จักพระสงฆ์ขึ้นทีหนึ่ง เราต้องดับทุกข์ในหัวใจของเราเองให้ได้เสียก่อน; พอรู้จักดับทุกข์ได้ นั้นนะ โอ้! พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น, ดับทุกข์คืออย่างนั้น, พระธรรมความดับทุกข์เป็นอย่างนั้น, พระสงฆ์ผู้ดับทุกข์ได้เป็นอย่างนั้น. ฉะนั้นจะเห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นสันทิฏฐฺโก ได้ก็ต่อเมื่อเราดับทุกข์ได้ ในจิตของเราเอง; เพียงแต่อ่านหนังสือเรื่องพระพุทธคุณ ธรรมคุณ นี้มันยังไม่ถึง, ยังไม่ถึงสันทิฏฐิโก สันทิฏฐิโกทางปริยัตินี้เป็นแนวบ้างเท่านั้น; แต่มันไม่ใช่ตัวจริง แต่ก็ยึดไว้ก่อน เพื่อเป็นหลัก เป็นแผนที่, เหมือนกับเป็นแผนที่ ยึดหลักไว้ก่อน : พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ก่อน อย่าให้เปลี่ยนได้ แล้วค่อยไต่เข้าไปหา, เข้าไปหา คอยจ้องที่จะรู้. พอจิตดับทุกข์ได้ รู้สึกว่าไม่มีทุกข์ทีหนึ่ง ก็โอ้! พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้, พระพุทธเจ้าองค์ไหนที่ไหนเมื่อไรก็เป็นอย่างนี้เอง, เป็นอย่างที่จิตของเรากำลังดับทุกข์, กำลังไม่มีทุกข์; พระธรรมก็คืออย่างนี้เอง คือความดับทุกข์. พระสงฆ์ผู้ดับทุกข์ตามก็เป็นอย่างนี้เอง; เมื่อนั้นแหละ มีสันทิฏฐิโกในพระพุทธ มนพระธรรม ในพระสงฆ์ ขึ้นมา. เดี๋ยวนี้กลัวว่า กี่ปี ๆ แล้วมันก็จะไม่มี จะไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสันทิฏฐิโก ฉะนั้นเราจึงเป็นกันจนตาย ก็ไม่ได้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นสันทิฏฐิโก พระเณรก็อย่าอวดดีไป จะไม่มีสันทิฏฐิโกในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; ฉะนั้นชาวบ้านก็อย่าปล่อยเฉยชาไป; พุทธบริษัททุกคนแหละ อย่าปล่อยปละละเลยในเรื่องที่จะทำให้มีสันทิฏฐิโกในตัวพระธรรม ในตัวพระศาสนา. พูดแล้วมันก็จะถูกหาว่ามากกไปกระมัง; พอเราดับทุกข์ได้, เห็นทุกข์และดับทุกข์ได้, เมื่อนั้นเราเป็นพระพุทธเจ้าเอง พูดอย่างนี้เขาหาว่าจาบจ้วงพระพุทธเจ้าที่จริงมันเป็นอย่างนั้น, จิตนั้นมันเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาแล้วน้อย ๆ องค์น้อย ๆ. จิตที่มันดับทุกข์ได้ รู้สึกความดับทุกข์ได้ จิตนั้นมันเป็นพระพุทธเข้าเสียเองแล้ว; จะเรียกว่าถึงพระพุทธเจ้าก็ได้, มีพระพุทธเจ้าก็ได้, เพราะมันอันเดียวกันแหละ. มันมีลักษณะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จึงเรียกว่า ถึง, ถึงความเป็นพระพุทธเจ้า. อุตส่าห์มีสันทิฏฐิโกในความทุกข์ให้มาก, ในความดับทุกข์ให้มาก, ในพระธรรมนั่นแหละให้มาก ธรรมะทุกอย่างมันเป็นไปเพื่อดับทุกข์; ทุกอย่างต้องเป็น สนฺทิฏฺิโกเห็นแจ้งด้วยตนเอง, อกาลิโกไม่ขึ้นอยู่กับเวลา มันมีความเป็นของมันเอง ไม่เกี่ยวกับเวลา ไม่มีฤดู ไม่มีเวลา, โอปนยิโกน้อมไปดูข้างใน, ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพรู้เฉพาะตน, เฉพาะตน, มันเห็นแทนกันไม่ได้. นี้เรียกว่าสิ่งที่จะต้องรู้หลายประการ, บางประการเกี่ยวกับพระธรรม, เกี่ยวกับการจะเข้าถึงพระพุทธศาสนา เอามาพูดเป็นเรื่องแรกเป็นบทแรก ของหนังสือธรรมะเล่มน้อย, ธรรมะเล่มน้อย ธรรมะเล่มเดียวจบ. ถ้าเราพูดเรื่องนี้จบ เราจะได้หนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งชื่อว่า ธรรมะเล่มน้อยเล่มเดียวจบ; หมายความว่า อาตมาจะพยายามอย่างยิ่ง ที่จะให้ศึกษาธรรมะกันเพียงจากหนังสือเล่มน้อย ๆ นี้เล่มเดียวแล้วก็รู้เพียงพอ, รู้หมดที่ควรจะรู้, ธรรมะเล่มน้อย ธรรมะเล่มเดียวจบ มีบทแรกว่าด้วยธรรมชาติธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต; เพราะมันไม่มีปัญหาอยู่ที่อื่น นอกจากที่ชีวิต ทีนี้เรารู้จักธรรมดาของชีวิตให้ถูก ต้องหรือธรรมชาติของชีวิตให้ถูกต้อง, แล้วก็จัดให้มันถูกต้อง เกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิต. ธรรมชาติของชีวิต นี้ก็ลึกลับอยู่เหมือนกัน แล้วก็มีหลายแง่ หลายหัวข้อ หลายประเด็น จึงเอามาพูดทีละข้อ ทีละแง่ ทีละประเด็น เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วเราก็จะได้อาศัยแนวนี้ เพื่อศึกษาไปยังจุดสำคัญ จุดสำคัญที่จะต้องปฏิบัติ, แล้วเราจะได้รับผลของการปฏิบัติเป็นแน่นอน เพราะว่าเราได้ทำอย่างถูกหลักวิชา, สมัยใหม่นี้เขาเรียกว่า ถูกเทคนิค พูดหลักวิชา, แล้วเราก็จะมีหวังที่จะประสบความสำเร็จ เราจะใช้หลักวิชาให้ถูกต้องเขาเรียกว่าเทคโนโลยี่ ฟังดูภาษาไม่ใช่ภาษาของเรา, เราต้องมีเทคนิคคือหลักวิชา, แล้วเรารู้จักใช้หลักเทคนิคให้ถูกต้อง เรียกว่าเทคโนโลยี่ มีเทคโนโลยี่ในพระธรรม, แล้วพระธรรมก็จะสำเร็จประโยชน์แก่เรา. นี้วันแรกของวันเสาร์แรก แห่งภาคมาฆบูชา เราเริ่มเรื่องธรรมะเล่มน้อย เล่มเดียวจบ เป็นการสมควรแก่เวลาแล้ว เข้าใจว่า เราคงจะได้ช่วยให้ธรรมะปรากฏแก่เราได้มากกว่าแต่ก่อน, ง่ายกว่าแต่ก่อน, สะดวกสบายกว่าแต่ก่อน ขอให้สนใจด้วย. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ ให้โอกาสแก่พระคุณเจ้า สวดบทธรรมะคณสาธยาย เป็นเครื่องส่งเสริมกำลังใจในการศึกษาปฏิบัติของท่านทั้งหลาย แต่ละคน ๆ สืบต่อไป.
|
||||||||||||||||||||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๑. ภาวะธรรมดาแห่งชีวิตมนุษย์ | |||||||||||||||||||
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org