||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร
ขอขอบคุณและอนุโมทนา คุณอุทัยวรรณ เอกพินิทพิทยา
ผู้อาสาพิมพ์ต้นฉบับเรื่องนี้เพื่อเผยแพร่ในเว็บพุทธทาสศึกษา

ค่ายธรรมบุตร
(เรื่องที่ ๒๔)

การพัฒนาอนามัย

โอวาททัศนาจรแก่ คณะกำนันพัฒนาอนามัย

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๑๕

 

วั  

นนี้จะพูดกันเรื่อง พัฒนาอนามัย เรื่องอนามัยนี้เป็นเรื่องเก่าแก่ในพระคัมภีร์ก็มีคำพูดว่า "อนามัย" เข้าใจว่าเขายืมมาแต่ในบาลี. ในคัมภีร์ ในพระไตรปิฎก คำว่าอนามัยนี้ ในเมืองไทยจะต้องใช้คำนี้ ให้เป็นคำแปลของคำฝรั่ง. เดิมเขาใช้คำว่าอนามัยเป็นคำที่มีอยู่เก่าแก่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ตั้งใหม่ ถึงตั้งใหม่ก็ตั้งไม่ได้และไม่ดี ; เรื่องตั้งใหม่นี่สู้เอาของเก่ามาใช้ให้ถูกต้องไม่ได้.

          อนามัย หมายถึงการบริหารควบคู่กันไปกับธรรมชาติอย่างถูกต้อง และมีความเหมาะสม ; จะเรียกว่ามีความสบายก็ยังไม่ถูก จะต้องเรียกว่ามีความเหมาะสม : เหมาะสมมันก็สบาย, พอไม่เหมาะสมมันก็ไม่สบาย. เรื่องอนามัยนี้มันแล้วแต่ธรรมชาติ เราจะต้องทำให้ถูกต้องตามความต้องการของธรรมชาติ มันจึงสบายจึงจะแข็งแรง จึงจะไม่เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา. บางคนคิดว่า เราทำให้ดีกว่าธรรมชาตินี้มันพูดกันคนละที, ความคิดมันพูดกันคนละที.

          คำว่า ธรรมชาติ นั้น มีความหมายลึกลับซับซ้อนมาก ; หมอที่เก่ง ๆ พูดว่า เราหาได้รักษาโรคอะไรหายไม่ ที่จริงเพียงให้โอกาสธรรมชาติมันรักษากันเอง ; เช่นเราเป็นแผล นี่แผลมันเป็นเอง มันหายเองโดยธรรมชาติ. เราเพียงแต่ป้องกันไว้อย่าให้เป็นหนองเป็นอะไรขึ้นมา อย่าให้เชื้อโรคเข้ามา ; เราช่วยเหลือธรรมชาติแล้วธรรมชาติมันก็ทำหน้าที่ของมันเอง. เมื่อเป็นหัดนี่ใครรักษามันได้ เชื้อไวรัสใครไปทำลายมันได้ ; มันต้องเป็นไปตามธรรมชาติจนครบกำหนดแล้วมันหายเอง ; แต่ว่าระวังอย่าให้มันเป็นอื่นแทรกเข้ามาก็แล้วกัน รักษาป้องกันอย่าให้อื่นแทรกเข้ามา. ธรรมชาตินั่นแหละคือธรรมะ, ธรรมะอย่างกว้าง ๆ อย่างทั่วถึง, ธรรมะก็เป็นกฎธรรมชาติ ประพฤติให้ดี ประพฤติตามธรรม ประพฤติตามธรรมะนั้นก็คือประพฤติธรรมชาติเหมือนกัน.

          ถ้าในทางศาสนาเขามองอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าธรรมชาติแล้วเขาจะเป็นคนป่าคนดง ถ้าไม่นุ่งผ้าอะไรเช่นนั้น. ธรรมชาตินี้ลึกซึ้ง มีตั้งแต่ต่ำที่สุดจนถึงสูงสุดคือบรรลุนิพพาน, นิพพานนั้นคือธรรมชาติ ; นั่นแหละถ้าทำถูกต้องตามเรื่องแล้ว มันไปได้ไกลจนถึงบรรลุ มรรค ผล นิพพาน.

          มองในแง่ธรรมชาตินี้ วิชาอนามัยนี้ ก็เป็นวิชาธรรมะชนิดหนึ่งเหมือนกัน ; ที่ถูกคนต้องการธรรมตามธรรมชาติ แล้วคนเราจะสบาย. เวลานี้ก็มี อนามัยทั้งทางกายและทางจิต, ทีนี้อบรมกันแต่เรื่องทางกาย หรือทางฝ่ายวัตถุ : เป็นบ้าน เป็นเรือน เป็นส้วม เป็นน้ำกินน้ำใช้ อาหาร อะไรพวกนี้ ; นี่อนามัยเกี่ยวแก่ร่างกายก็ต้องทำได้ดีนะ ทำให้มันถูกต้อง.

          ทีนี้ เรื่องทางจิต ก็มีอนามัยทางจิต ซึ่งกำลังสนใจกันมาก พรุ่งนี้หมอตั้งหลายสิบคนมาที่นี่ จะมาคุยกันเรื่องนี้ เรื่องอนามัย แต่ว่าเรื่องทางจิต อนามัยทางจิต.

          นี่เราพูดกันแต่เรื่องอนามัยทางกาย มันเป็น ก.ข. ก.กา ถ้าทำไม่ถูกละก็ มันไม่ไหวละ ไม่รู้เรื่อง ก.ข. ก.กา จะอ่านหนังสือรู้เรื่องหรือ ? ทำเรื่องอนามัยทางวัตถุร่างกายให้ดีเสียก่อน แล้วเรื่องทางจิตก็ค่อยทำต่อไป แล้วจะค่อยง่ายเข้า. เรื่องทางจิตนั้นยังไม่รู้ประสีประสาทั้งนั้น เรื่องนี้ประชาชนชาวไทยของเรายังล้าหลัง เราก็ต้องช่วยกัน. เราคุยได้ทีเดียวว่าเรื่องทางจิต คนไทยเรา หรือฝ่ายตะวันออกเรานี้เก่งกว่าฝรั่ง ; แต่ถ้าเรื่องทางกายทางวัตถุ ฝรั่งเก่งกว่าเรา. ส่วนที่เรายังไม่เก่งจึงต้องช่วยทำให้มันถูกต้อง ให้มันเพียงพอเสีย ให้มีความเป็นอยู่ทางวัตถุทางร่างกายนี้ถูกต้อง.

          เรื่องทางกายทำให้พอดี ถ้าถูกต้องมันก็พอดี ; ถ้ามากไปละก็น่าหัว มันจะกลายเป็นเรื่อง เป็นทุกข์ เป็นอะไรต่อไปแล้ว. จะพูดถึงเรื่องที่เกิน เช่นว่า อนามัยดีจนทุกคนเกิดมารอด รอดหมดไม่ตาย, เด็ก ๆ เกิดมารอดหมดไม่ตายสักคนเดียว ; แล้วคนอายุยืน ๑๐๐ ปี คิดดูอะไรมันจะเกิดขึ้น จะไม่มีข้าวกิน จะไม่มีที่อยู่. นี่มันยังไม่รอดหมด ยังต้องคุมกำเนิดกันแล้วไม่ใช่หรือ ? เมื่อสัก ๒๐ ปีมานี่มีสถิติว่าเด็กรอดตาย ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหละ. เด็กที่เกิดมามันรอดตาย ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นอกนั้น ๗ คนมันตายไป ใน ๑๐ คน. เดี๋ยวนี้การอนามัยดีขึ้นถึงเท่านี้แต่ยังไม่ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ดี ก็ชักจะลำบาก จะต้องดีตามกันไปหมด แต่ก็น่าหัว มีความก้าวหน้าทางสุขภาพอนามัยเพื่อการคุมกำเนิด.

          เรื่องคุมกำเนิด เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณา ไม่ใช่เหลือความสามารถ มันอยู่ในเรื่องที่เรียกว่าอนามัยเหมือนกัน ; นี่ความความว่าลืมหูลืมตากันได้บ้างแล้วละ พวกเรานี้ลืมหูลืมตาในเรื่องอนามัยกันได้แล้ว. ปัญหาที่ยุ่งยากมากขึ้น ที่ประสงค์จะให้ถูกต้องพอเหมาะพอดี เกินก็ไม่ได้ขาดก็ไม่ได้นั้น ถ้าถือหลักของพุทธศาสนาจะต้องถือว่าพอดีคือ มัชฌิมาปฏิปทา. คำสำคัญที่สุด เรื่องมัชฌิมาปฏิปทา คือพอดีไม่เกิน ไม่ขาด ไม่ตึงไม่หย่อย : ความถูกต้องพอดี แม้แต่การกินอยู่ก็ต้องพอดี อย่าให้มันดีจนเกิน หรือว่าดีจนไม่มีขอบเขต มันจะกลายเป็นเรื่องกิเลสไปเลย.

          ส่วนใหญ่คำพูดที่กว้างที่สุด ก็ เป็นอยู่ให้พอดี นี่แหละถูก กินอยู่ให้พอดี ; แต่เรา กินดีอยู่ดี มักจะเกิน ; นี่มันเกี่ยวข้องกันอยู่. เวลานี้มันหลงใหลในกินดีอยู่ดีกันเกินไป คนเราจึงเดือดร้อนมาก, จะเอาตามแบบที่เขานิยมว่า ถ้าจะรู้ว่ามีเกียรติเขาว่าต้องกินดีอยู่ดี ; แล้วตัวเองก็ลำบาก หาไม่ทันก็ไปฉ้อโกง ไปคอรัปชั่นเอามามันเป็นเสียอย่างนั้น ; มันเกินไป. พระพุทธเจ้าสอนว่าให้กินอยู่พอดี คำพูดนี้ชัดอยู่แล้ว : มตฺตญฺุตา จ ภตุตสุมึ - ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค ; คนเคยบวชเคยเรียนก็ได้ยิน ให้กินอยู่พอดี ให้ถูกต้องตามประมาณคือพอดี.

          เวลานี้ เขาจะตักเตือนกันว่าให้กินดีอยู่ดี แล้วก็ไม่ให้ขอบเขตว่าเท่าไร คนมันก็จะเอากันให้สุดเหวี่ยง : เป็นพลตำรวจก็อยากมีตู้เย็น อยากมีรถยนต์ แล้วก็ทำให้ตนลำบาก ทุกคนพลอยลำบาก. ถ้าว่าขนาดตำรวจจะมีตู้เย็น จะมีรถยนต์ จะมีตึกแล้วก็ลำบากทั้งนั้น ; เพราะ กินดีอยู่ดีจนไม่มีขอบเขต. พวกเราก็เหมือนกัน ช่วยกันชี้แจงกันให้ดี ๆ : ให้กินอยู่พอดี อย่าให้กินดีอยู่ดี จนไม่มีขอบเขตจำกัด นี้ก็เรียกว่าเป็นเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา. ทำข้อนี้แหละสบาย ทุกคนสบาย ไม่เบียดเบียน ; พอมัน ขาด หรือ เกิน แล้ว ก็ยุ่งละ เพราะผิดกับธรรมชาติ.

          นี่พูดถึงเรื่องอนามัย ให้เราตั้งใจไปพิจารณากันว่า มันยังขาดอยู่. มันยังขาดอยู่ โดยเฉพาะ เรื่องความสะอาดเรียบร้อยนี้ ยังไม่ค่อยจะพอ, คงจะพูดกันมาแล้วในเรื่องวิชา หรือหลักการ เรื่องส้วม เรื่องน้ำ เรื่องบ้าน เรื่องเรือน เรื่องอาหาร คงพูดกันมาแล้ว ก็ยืนยันว่าถูกต้องที่สุดเลย และอยากจะพูดกันเรื่องนี้อีกที.

          ให้แก้ไขให้ปรับปรุง ให้มันถูกต้องพอดี ให้มันถึงระดับมาตรฐาน ; ไม่ใช่อยู่ดีจนเกิน มันไม่ใช่เกินไป, ให้อยู่ในอัตราเฉลี่ยว่าให้อยู่ดีกินดีนั่นแหละ แต่ว่าให้มันพอดี เรียกว่ากินอยู่พอดี. ครั้นพูดอย่างนี้ก็ว่าไม่ได้ ต้องการให้ทำห้องน้ำแบบโมเสส, เครื่องสำอางอย่างนั้น ; นั่นมันเกินไป. เอาแต่เพียงว่า ให้มันปลอดภัยจากโรค มันก็ไม่สู้เท่าไร แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ใคร่เอา เพราะชาวบ้านนั้นคิดไม่เป็นในเรื่องนี้ เพราะเคยทำมาพรรค์นั้น เคยพูดแต่ว่าไปทุ่งไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะกันตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ถูกแล้วสำหรับสมัยนี้.

          ธรรมชาติมันเปลี่ยนแปลง คนมันมากกว่าสมัยก่อน ทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว ; เช่น เมื่อก่อนนั้น มีที่ดินไร่หนึ่งก็อยู่กันสักคนสองคนเท่านั้น ทำอย่างนั้นก็ทำได้. เดี๋ยวนี้ ที่ไร่หนึ่งอยู่กัน ๑๐ คน ๒๐ คน จะทำอะไรอย่างนั้น มันทำไม่ได้ ; เหมือนในตลาดอย่างนี้ ที่ไร่หนึ่งมีคนอยู่ ๔๐๐ คน. นี่บอกไว้ให้รู้ว่า จะทำอะไรอย่างแต่ก่อนหาได้ไม่ มันเดือดร้อน หรือว่าเดือดร้อนเป็นอันตรายแล้ว และเราก็จะเสียเวลา ถ้าการจัดเรื่องอาบ เรื่องถ่าย เรื่องกิน เรื่องอยู่ ไม่เรียบร้อย ไม่ถูกต้อง มันจะทำให้เสียเวลา เสียเวลาการงาน ; แล้วนอกจากเสียเวลาแล้วก็ทำให้เราไม่สะดวก ทำให้ลำบากมาก, แล้วจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างที่ไม่ควรเกิด. ต้องหาวิธีอย่างไรพูดให้ชาวบ้านเชื่อเรื่องนี้เสียที ต้องใช้เวลาบ้างเหมือนกัน ต้องใช้เวลานาน เขาก็ค่อยเชื่อทีละนิด ๆ.

          เมื่อก่อนแถวนี้อาตมาอยู่ ราว ๓๐ ปีมาแล้ว ให้กินยาควินิน ยาสีขาว ๆ เขาไม่เอา ไม่กิน ไม่ยอมกิน ไม่เอา, ให้ก็ไม่เอา ให้กินก็ไม่กิน แถวนี้ให้กินควินิน เป็นไม่กิน. เมื่อก่อนนั้นไม่กิน ยาแอสไพริน ก็ไม่กิน ; แล้วทีหลัง บังคับกันบ้าง, ขอร้องกันบ้าง หลอกกันบ้าง ก็ค่อย ๆ กิน. ทีหลังก็ชอบ แล้วเวลาจะไปเกี่ยวข้าว หรือไปหาบของ ต้องกินยาควินินเม็ดหนึ่ง ; ไปอยู่ในนาวันหนึ่ง ตอนเย็นกลับบ้าน ต้องกินยาแอสไพรินเม็ดสองเม็ด บอกว่ามันไม่เมื่อย มันนอนหลับ ไม่อย่างนั้นมันเมื่อย นอนไม่หลับ.

          พอเมื่อยขึ้นมาเขากินยาแอสไพรินเม็ดสองเม็ด มันหายเมื่อยและนอนหลับ สว่างก็มีแรงดี ; เวลาจะลงไปในนากินยาควินิน ไม่ใช่แอสไพริน ๑ เม็ด มันจะทำให้ไม่ไข้ ไข้ไม่ออก. มันคงเป็นทั้งยาธาตุ เป็นทั้งยาอะไร ช่วยได้หลายอย่าง มันไม่ไข้ในระหว่างที่ไปทำงาน, ระหว่างที่ไปหาบข้าว เกี่ยวข้าว ก็ไม่เป็นไข้ในระหว่างนั้น. ผัวเมียสองคน ถ้าเจ็บไข้ไปเสียคนหนึ่ง ก็ลำบากมาก เพราะเป็นคนจน. ทีหลังเขาชอบแล้วกินยานี้แล้วไม่ใช้ นอนกลางคืนก็หลับสบาย ไม่ไข้ พอสว่างขึ้นมาก็มีแรง ไปทำงาน เสร็จแล้วก็ไม่ไข้ ก็เลยกล้ากินพวกยาเม็ดขาว ๆ.

          เมื่อก่อน เอาไปให้ไม่กิน บังคับให้กินก็ไม่กิน กลัว ต้องหลอก ต้องเอาปนกับยาเขียว ยาไทย ๆ ใส่ให้กิน ; พอกินแล้วมันหายดี ถามว่ายาอะไร ทีหลังก็ค่อยบอก ก็หาญกิน. ญาติโยมไกล ๆ ห่าง ๆ ออกไป ยังคงเป็นอย่างนี้อยู่ ยังมีอยู่มาก พวกตลาดนั้นพอค่อยยังชั่วแล้ว เพราะคุ้นเคยกับหมอ คุ้นเคยกับการใช้ยาตามแบบปัจจุบันกันบ้างแล้ว แต่ตามไร่ตามนานั้น ยังไม่หาญกิน ; เข้าใจว่าอีกไม่กี่ปีก็หมดละแบบนี้ นี่เมื่อ ๓๐ ปีมาแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว หมดแล้ว รู้จักกินยาที่เคยเข็ดมาก่อน ๆ ที่หมอให้นั้น ยาที่กลัวกันก่อน ๆ นั้น.

          เรื่องอย่างที่เล่านี่ มันต้องใช้เวลา ต้องหลอกกันอย่างนี้ ; เรื่องส้วม เรื่องบ่อน้ำก็เหมือนกัน ต้องใช้เวลา ต้องพยายามกันหลาย ๆ ปี กว่าเขาจะเชื่อ, หรืออย่างว่าทำบ้านเรือนให้สะอาด เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ทำอะไรให้สะอาดและเรียบร้อย แล้วก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อ. ถ้าลูกบ้านอนามัยดีและแข็งแรงดี และอะไรดีทั้งหมด กำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ค่อยมีเรื่องมาก ต้องการอะไรก็ได้. ถ้าลูกน้องมัวแต่เจ็บไข้ กำลังมันจะมาจากไหน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการปกครองบ้านเมืองอย่างเดียว ต้องเป็นเรื่องสุขภาพอนามัยของบุคคลด้วย.

          ความจริงยังขาดเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องอนามัยทางจิตต้องทำต่อไป ; ทำอนามัยทางกายให้ดีเสียก่อนเป็นพื้นฐานก่อน แล้วต่อไปก็แก้ไขอนามัยทางจิต. เด็กที่เกิดมาจิตไม่สมประกอบก็มีมาก เรียกว่าเกิดมาแล้วไม่ได้รับการอบรมที่ดี จิตใจมันเปลี่ยนแปลงไปในทางไม่สมประกอบ : มันดื้อบ้าง ขี้คร้านบ้าง ไม่รักดีบ้าง ปัญหาจึงมีมาก. ถ้ามีเด็กเท่าไรก็เป็นอันธพาลเท่านั้น มี ๑๐๐ คนเป็นอันธพาลเสีย ๕ คน กำนันก็สุดปล้ำละ.

          ทางกายไม่ดีเป็นเพราะอนามัยทางจิตไม่ดีด้วย ; อนามัยทางกายมันไม่ดีทุกคนละก็ต้องแก้ไข ; จะช่วยกันทำอะไรก็ทำไม่ได้ มันไม่มีแรง ไม่มีความมานะพยายาม. คนเรา ถ้าร่างกายไม่สมบูรณ์ คืออนามัยไม่ดีไม่สมบูรณ์ จิตใจจะอ่อนเพลีย ไม่อยากจะเคลื่อนไหว ไม่อยากจะทำอะไร. สังเกตดูเถิดไม่อยากจะทำอะไร อยากแต่จะนอนเท่านั้น ; จะขึงขังขึงขัง ทำอะไรสนุกสนาน ก็เมื่อร่างกายมันสบายอยู่. ฉะนั้นจึงต้องรักษาร่างกายให้สบายอยู่เสมอ จึงจะสนุกสนานในการทำงาน ; ถ้ามันเป็นโรคอืด ๆ ผอมเหลืองอะไรแล้ว ทำอะไรก็ไม่สนุก จะให้ทำงานมันก็ไม่ทำ ; บางทีจะคิดว่านอนตายไปเสียดีกว่า ความเสื่อมมันก็เกิด. ร่างกายต้องดี และจิตใจถูกต้อง จึงจะสนุก ในการทำงาน ; ให้ทุกคนไปสังเกตข้อนี้. เวลาไหนทำงานสนุกมันมือไปเลย เวลานั้นร่างกายสบาย จิตใจก็ดี จิตใจโปร่งไม่หงุดหงิด. เราก็ต้องการเท่านี้แหละ ตลอดเวลาให้อยู่กันดี มีความเจริญ มีความก้าวหน้าให้เป็นมนุษย์ อย่าเป็นแค่คน, เป็นคนมันไม่ต้องมีอะไรดีนัก ถ้าเป็นมนุษย์มันต้องมีอะไรดี.

          นี่พูดอีกนิดหนึ่งก็ได้ว่า พระพุทธเจ้านี้เป็นนักอนามัย ถ้าใครเคยบวชเคยเรียน และเคยเรียนวินัย และเรียนจริง ๆ จะพบเองแหละ ; เท่าที่เขาเอามาให้นักเรียนเรียนในโรงเรียนนักธรรมนี้ก็มีมากแล้ว แล้วก็ยังอยู่ในพระไตรปิฎกเองก็ยังมีที่ว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติสิกขาต่าง ๆ ไว้ เกี่ยวกับอนามัยมีมาก. รวมทั้งทำร่างกายให้สะอาด.

          เรื่องบริหารร่างกายให้ดีก็ประหลาด พระพุทธเจ้าให้ทำเว็จกุฎี คือส้วม ท่านเรียกว่าเว็จกุฎี ตามปกติต้องมีเว็จกุฎี ; ที่วัดที่อาศัยอยู่นั้น ไม่ใช่ว่าจะเที่ยวให้ไป เที่ยวถ่ายตามชอบใจ, ไม่ได้ บังคับว่าวัดจะต้องมีเว็จกุฎี คือส้วม แล้วยัง มีข้อระเบียบปลีกย่อยว่า ต้องทำอย่างนั้น ๆ ทำอย่างนั้น ๆ ทำอย่างนั้นในเรื่องเว็จกุฎี อีกหลายอย่าง : นับตั้งแต่เรื่องความสะอาด เรื่องการใช้ เป็นวินัย มีมากในวินัย, เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ ก็ยังมีอีก. นอกจากเกี่ยวกับความสะอาดแล้ว ยังเกี่ยวกับความประหยัด ความปลอดภัยนี้ยังมีอีกเล่า. เรื่องของการทำส้วมให้เรียบร้อยนี้ ก็เอาทางวินัยเป็นเกณฑ์ตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว. ถ้าเราพูดกันแบบนี้แล้วมันน่าหัว เรื่องที่มันเคยมี เคยทำกันมาแล้วตั้งสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว มาพูดกันอีกเล่า แล้วมันต้องบังคับ มันน่าหัวใหญ่.

          เรื่องนี้เคยพูดกันทีหนึ่งแล้ว ต้องบังคับให้ทำประโยชน์แก่ตัวเอง มันน่าหัวไหมคนเรา ? คิดแล้ว คนโง่ หรือคนดี หรือคนบ้า ต้องบังคับให้ทำประโยชน์แก่ตัวเอง ; นี้คิดดูบ้าง. เวลานี้ก็หนักอกหนักใจอยู่แก่พวกกำนัน ต้องบังคับลูกบ้านให้ทำประโยชน์ให้ตัวเอง แล้วยังไม่ค่อยยอมเลย มันก็น่าหัว เป็นเรื่อง น่าอาย ด้วย. อยู่อย่างไรกันจนเขาต้องบังคับให้ทำประโยชน์ให้ตัวเอง ไม่ใช่ว่ามันได้ประโยชน์แก่กำนันสักที มันได้ประโยชน์แก่ตัวเอง แก่เจ้าของบ้านผู้ทำเอง มันยังไม่ค่อยเอา ; นี่ก็เรียกว่ามันอันธพาลทางวิญญาณ ไม่ใช่อันธพาลทางร่างกาย แต่ว่าเป็นอันธพาลทางวิญญาณ คือโง่. โง่ ดื้อ นี้ เรียกว่าเป็นอันธพาลทางวิญญาณ ประชาชนโดยมากยังเป็นอันธพาลทางวิญญาณ เห็นได้จากเรื่องทางอนามัยเป็นต้น ที่ต้องบังคับ.

          นี่พูดให้เขาฟังก็ดีเหมือนกัน ให้เขาอาย เรื่องเป็นอันธพาลทางวิญญาณ จนต้องบังคับให้ทำประโยชน์ให้ตัวเอง หนักเข้าก็ต้องบังคับให้กินข้าว. เรื่องที่ทำให้แก่ตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ทำให้อยู่สบาย คิดดูเถอะ จะต้องใช้วิธีพูดจาให้เข้าใจ ; เรื่องบังคับกันนี้ เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดเรื่องที่ ๒ ที่ ๓ ลำบาก. เรื่องใช้อำนาจนี่แล้วจะไปไม่ค่อยรอด มันต้องใช้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ; หลักธรรมนี้ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าทรงใช้อย่างที่ทำให้มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ ต้องทำเองทั้งนั้น.

          เวลานี้เรามีปัญหาที่เรื่องปราบคอมมูนิสต์ ปราบอะไรต่ออะไรกันนั่น มัน ขาดความเข้าใจกันอย่างถูกต้อง มันไม่พอ เป็นเพราะต่างคนต่างเอาอำนาจเข้าว่ากัน เอากำลังเข้าว่ากัน มันก็เลยเดือดร้อนทั้งสองฝ่าย. พวกฝรั่งเดี๋ยวนี้ก็กำลังไหวตัวเปลี่ยนแปลง ในทางที่จะทำความเข้าใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องศาสนาก่อน ศาสนาก็ไม่เข้าใจกัน ; มันเกลียดกัน แข่งขันกันทางทำลาย. ศาสนาเองยังเป็นอย่างนี้ ชาวบ้านจะว่าอย่างไร ; ศาสนาเป็นของสูงสุด ยังเป็นอันธพาลเสียเอง เบียดเบียนหรือเกลียดกัน และคิดทำลายกัน, นี่ก็กำลังทำความเข้าใจในระหว่างศาสนา ให้เข้าใจกันก่อน แล้วเรื่องที่ไม่ใช่ทางศาสนา ก็จะเข้าใจกันต่อไป ก็จะไปได้ดี. เรื่องที่ในภายในก็เหมือนกัน จะทำกับผู้ก่อการร้าย หรือจะทำกับคนปกติ ก็ต้องทำความเข้าใจกัน ; ต้องทำอย่างพลเรือน อย่าเอาอย่างทหาร.

          การทำความเข้าใจซึ่งกันและกันยังไม่พอ แม้ว่าเพียงให้ทำส้วมให้เรียบร้อยก็ยังไม่เข้าใจ เรื่องอื่น ๆ นั้นมันยากกว่านี้มาก. ตามความเห็นของอาตมาเห็นว่าต้องไปคิดหาทาง หาอุบายที่จะทำความเข้าใจกันให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ; ใน การปกครองลูกบ้าน นี้ก็ดี ใน เรื่องอนามัย นี้ก็ดี เรื่องการศึกษา ก็ดี อะไรนี้ก็ดี มันต้องอาศัยความเข้าใจอันถูกต้อง แล้วก็อยากสมัครจะทำเอง ; ถ้าเป็นเรื่องบังคับก็เหมือนจับปูใส่กระด้ง เรื่องนิดเดียวก็กระทบกระทั่งแล้ว. ถ้าเป็นพุทธบริษัทอยู่แล้วละก็ ช่วยบอกกันด้วยว่า พระพุทธเจ้าบัญญัติเรื่องส้วมมาตั้ง ๒๕๐๐ ปีแล้วโว้ย, ถ้าว่าเขาเป็นพุทธบริษัท อุบาสก อุบาสิกาละก็ จงเห็นแก่พระพุทธเจ้าบ้างซิ เรื่องส้วม เรื่องน้ำ เรื่องบ่อ เรื่องอะไรอย่าให้มีปัญหา ; พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้ในวินัยให้ภิกษุทำอย่างดีที่สุด ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว.

          ถึงแม้ว่าเป็นศาสนาคริสเตียน ถ้าลูกบ้านเป็นคริสเตียน หรือลูกบ้านเป็นอิสลามก็เหมือนกันแหละ ทั้งพระเยซู ทั้งพระนาบีโมหมัด ทั้งนั้นเลย ล้วนมุ่งหมายจะทำเรื่องความสะอาดเป็นข้อใหญ่ มีอยู่มากในคำสอนในวินัยเหล่านั้น. นี่อะไรช่างมาถอยหลังถึงขนาดนี้ ; เราไปโลภไปหลงเรื่องกิน เรื่องอะไร เรื่องแต่จะทำให้เกิดกิเลสทั้งนั้น. ทีเรื่องที่จะทำให้อยู่ผาสุกนี้ไม่ค่อยเอาใจใส่กัน แกล้งปล่อย แกล้งให้มันเลือน ๆ เสีย. เหมือนกับว่าธรรมชาติ. ธรรมชาตินี้มันสบาย, นั่งกลางดินมันสบาย ตามธรรมชาติมันสบาย ; แต่เราจะมีส้วมตามธรรมชาติไม่ได้นะ มันคนละเรื่อง.

          นั่งตามธรรมชาตินี่มันสบาย สบายกว่าบนเรือน นั่งนอนตามธรรมชาติสบาย อาตมาชอบตามธรรมชาตินี้ พื้นดินดี แต่อย่าทำให้สกปรกเสีย. พื้นดินดี ๆ ถ้ามาเที่ยวถ่ายไปทั่ว มันก็สกปรกหมดแล้ว พอฝนตกมันก็สกปรกหมด แล้วมีเชื้อโรคปากขอบ้างอะไรบ้าง แล้วมันมีกลิ่นเหม็นใช่ไหม ; อย่าทำลายธรรมชาติที่สบายสะอาดเสีย ทำส้วมให้ดี ทำบ่อน้ำให้ดี มันสบาย ; ต้องการเท่านั้นแหละ ; ช่วยกันรักษาต้นไม้ธรรมชาติ ป่าไม้อะไรนี้ให้มันเป็นเรื่องอนามัย ถ้ารกนักก็มองไม่เห็นป่าไม้.

          ถ้าไม่มีป่าไม้ ก็ตายหมด คนเรา ; การที่ชอบป่าไม้ หรือว่า สงวนป่าไม้นี้ ทำตรงตามประสงค์ของพระพุทธเจ้า บอกให้รู้กันด้วย. พระศาสดาทุกองค์ตรัสรู้อยู่ป่าอย่างนี้ ศาสดาพุทธ ศาสดาอิสลาม ตรัสรู้ในป่าทั้งนั้น ไม่เคยตรัสรู้ ในบ้าน ในเมือง ไม่ใช่บนบ้านบนเรือน ; ป่ามันมีประโยชน์ทำให้เกิดจิตใจอย่างลึกซึ้ง.

          พระพุทธเจ้านั้นประสูติกลางดิน ตายกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน อยู่กลางดินทั้งนั้น ไม่มีใครสนใจทั้งเพ ; นั่งกลางดินนี่เหมือนนั่งอาสนะของพระพุทธเจ้า. ขอให้ไปอ่านดูพระพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน ประสูติกลางทางเดิน ขณะกำลังเดินทางจะไปเมืองหนึ่ง ประสูติกลางดิน นี่ก็เรียกว่าเกิดกลางดิน. พอตรัสรู้ก็รู้กลางดิน ที่โคนต้นไม้ริมตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตรัสรู้กลางดิน มีหญ้าคารองนั่งหน่อยเท่านั้น. ถึงเวลานิพพาน ก็นิพพานกลางดิน ไม่ใช่นิพพานบนศาลาหรือบนกุฏิ บนอะไร ; ไม่ใช่. นิพพานกลางดิน เกิดกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน ตายกลางดิน ทั้งนั้น, แล้วส่วนมากก็อยู่กลางดิน. พระสูตรทั้งหลายที่ตรัสสอนสาวก ก็ตรัสกลางดิน มานั่งคุยก็นั่งคุยกันที่กลางดิน ตามเขาค้นคว้าไว้ ; หรือว่าเมื่อเดินทางเมื่อครั้งไปอินเดีย อาตมาก็ไปดูกุฏิของพระพุทธเจ้า ก็เป็นพื้นดิน ; แล้วทำไมจะไม่อยู่กลางดินเล่า เมื่อกุฏิก็อยู่บนพื้นดินที่บนเขาคิชกูฏก็ดี เมืองสาวัตถีก็ดี กุฏิของพระพุทธเจ้าอยู่บนพื้นดิน.

          เราจะต้องคิดถึงข้อนี้ไว้ คือชอบธรรมชาติให้มาก ๆ ; อย่างที่เรากำลังนั่งอยู่กลางดินตามธรรมชาติ นั่งกลางดินที่ไรก็นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระศาสดาองค์อื่น ๆ ล้วนอยู่กลางดิน ประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน อย่างนี้แล้วปัญหามีไม่มากไม่ต้องคอรัปชั่นเหมือนเขาอื่น. ต้องการมากเกิน มันก็ต้องหา หาไม่ทันมันก็เลยโกง ; นี่เกินพอดี. ทุกอย่างมันต้องอยู่ในลักษณะแค่พอดี ทางร่างกายก็ให้ถูกต้องทางจิตใจก็ให้ถูกต้อง.

          ถ้าว่าประชาชนของเรามีความเข้าใจในข้อนี้ข้อเดียวเท่านั้นแหละ จะเบาอกเบาใจกำนันผู้ใหญ่บ้านอีกมาก ; ถ้ารักความถูกต้องตามทางศาสนาสอนแล้ว ปัญหาจะเหลือน้อยทันที. ถ้าเชื่อตามศาสนาก่อน จะมีความถูกต้องทางกินทางอยู่ ทางรักษาความสะอาด ทางการศึกษาเล่าเรียน ทางความอดกลั้นอดทน ทางทุกอย่างแหละ เกือบจะไม่มีอะไรเหลือเป็นปัญหาเลย ; ถึงแม้เรื่องทำมาหากินก็มีสอน ธรรมะทางศาสนาก็มีสอน เรื่องทำมาหากิน, แต่ไม่ใช่ว่าต้องสอนละเอียด เพราะว่าเรื่องนี้ชาวบ้านเขารู้อยู่แล้ว.

          ศาสนาก็สอนเรื่องให้มีจิตใจดี ลงมาถึงให้ร่างกายดี เคยได้ยินกันบ้างไหม ? เป็นคนไทยหรือเป็นอิสลามก็ตาม ; เป็นคนไทยมาบวชต้องเคยอ่านวินัย ว่าถ่ายอุจจาระเบ่งแรง เป็นอาบัติทุกกฎ เคยได้ยินไหม ? พระวินัยข้อนี้ หรือใครจำได้บ้าง ? ที่ว่าถ่ายอุจจาระเบ่งแรงเป็นอาบัติก็เพราะมันผิดอนามัย แม้ไม่ล้างก็เป็นอาบัติ แต่ถ้าเบ่งแรงเป็นอาบัติเพราะเหตุไร ? นั่นแหละเพราะผิดอนามัย มันจะเป็นโรคริดสีดวงนั่น ; การถ่ายอุจจาระพรวดพราดเบ่งแรง จะเป็นโรคริดสีดวง จะมีเขียนไว้ในวินัยเสร็จว่า ถ่ายอุจจาระห้ามไม่ให้เบ่งแรง. เดี๋ยวจะคิดว่าพระพุทธเจ้านี้แกล้งว่ากลัวนักอนามัยจะไม่รู้ ท่านเป็นห่วงหมอ.

          ข้อความมีอยู่ว่า สพุพโลกติกิจุฉโก มีอยู่เป็นคำบาลีในพระวินัยปิฎก คือมีพระภิกษุองค์หนึ่ง รักษาอนามัยดี สบายดี กล้าหาญดี สรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นนายแพทย์ผู้เยียวยาโรคของสัตว์ทั้งปวง ภิกษุรูปนี้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นนายแพทย์ ผู้เยียวยาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง สพุพโลกติกิจุฉโก มหากรุณิโก สตุถา - พระศาสดาของเรามีกรุณาใหญ่หลวง เป็นนายแพทย์ผู้รักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง.

          พระพุทธเจ้าทรงเป็นนายแพทย์ คิดดู ; ก็มีเรื่องส้วม เรื่องอะไรมีมากกว่า เดี๋ยวนี้เสียอีก มันแน่นอนละ สมัยนั้นต้องใช้ล้างแน่นอน. ศาสดาทุกศาสนาย่อมบัญญัติเรื่องนี้แหละ เพราะมันไม่สะอาด เครื่องมือทำความสะอาดสมัยโน้นไม่มี ; สมัยนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามีสิ่งใดมาใช้แทนน้ำได้ และสะอาดเหมือนกัน ก็ใช้ได้ดี ; ไม่ใช่ถือตามตัวอักษรไปเสียหมด แต่ว่าเมื่อถ่ายอุจจาระเสร็จแล้ว จะต้องทำความสะอาดถึงที่สุด. นี้เป็นเรื่องอนามัย.

          แล้วท่านยังตรัสว่า ถ้าพุทธบริษัทถือธรรมะในศาสนากันให้ครบตามหน้าที่ของตัว ปัญหาก็เกือบจะหมด ปัญหาทางการปกครองก็ดี ทางการศึกษาก็ดี ทางอนามัยก็ดี การอะไรทั้งหมด มันเกือบจะหมดปัญหาไปเลย. ทีนี้ต่างก็นับถือศาสนากันอยู่แล้ว ก็ลองหันมาสนใจปฏิบัติทางศาสนาไม่ดีหรือ ?

          ขอให้กำนันผู้ใหญ่บ้านช่วยกันพยายามทำให้ประชาชนสนใจปฏิบัติตามศาสนากันให้มากขึ้น นั่นแหละ ปัญหามันจะหมดไปมากทีเดียว ถึงแม้จะเรื่องส้วมนี้ก็จะพูดกันง่ายขึ้น ; ของพระพุทธเจ้าทำไว้ดี ว่าไว้ชัดเจน ถ้านับถือพระพุทธเจ้าก็ต้องทำตาม. เรียกกลับมานับถือพระพุทธเจ้ากันเสียใหม่ให้ถูกต้อง แล้วทุก ๆ อย่างมันจะเป็นไปด้วยดี : การทำมาหากินก็ดี การศึกษาก็ดี การเล่าเรียนก็ดี การอยู่เป็นหมู่เป็นสังคมก็ดี มันจะดีขึ้นมาทั้งทางจิตทั้งทางร่างกาย ทั้งทางร่างกายทั้งทางจิตมันสัมพันธ์กันไป.

          นี่เรียกว่าเราพูดกันเรื่องพิเศษ เรียกว่านอกหลักวิชาตามรายการที่เขามีตามทางราชการ นี่พูดว่าจะต้องรู้ถึงรกรากของเรื่องนี้ เรื่องมันอยู่ที่จิตใจ ถ้าจิตใจมันดีอะไรมันก็ดี ดีทุกอย่าง.

          อาตมาก็พูดแต่อย่างนี้ แล้วก็อยากให้ทุกคนรู้ว่า ในฐานะเป็นพุทธบริษัท หรือว่า ศาสนาคริสต์ อิสลามอะไรก็ตาม ศาสดาเขาต้องการอย่างนี้ ทีนี้ เราทำตนเป็นลูกศิษย์ของพระศาสดาให้ถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น แล้วปัญหามันหมด. นี่มันมีปัญหาขึ้นไปทุกด้าน ทุกด้าน ทุกด้าน หลาย ๆ ด้าน ก็แก้ไม่ไหว มันมากด้านนัก ; นี่ถ้าว่า รู้จักหัวปมเงื่อนของมันก็แก้มันตรงนั้นที่เดียว ตรงอื่นมันก็พลอยหมดนั่นแหละ.

          ที่สวนโมกข์นี้ มุ่งหมายจะแก้ หัวใจ คือเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ; ที่ทำไว้ที่ต่าง ๆ ทั่ววัดนี้ เพื่อว่าคนเข้ามาในวัดนี้แล้ว จะเกิดความเข้าใจเรื่องในทางจิตใจ ; และสำคัญที่สุด ให้ใจมันดีให้มันถึงความสงบสุขตรงนี้ ตรงที่นั่งตรงนี้แหละ สบายดี ไม่ต้องมีอะไรสักนิดเดียว ไม่ต้องมีอะไรมาบำรุงบำเรอ มันก็สบาย. เพราะเหตุอะไร ? มันอยู่ที่จิตใจ.

          ขอให้เราเห็นแก่จิตใจมากสักนิด อย่าเห็นแก่ร่างกายให้มาก ; ถ้าเห็นแก่ร่างกาย ไม่เท่าไรก็ทำชั่ว. ถ้าเห็นแก่จิตใจมันไม่มีโอกาส ไม่มีทางที่จะทำชั่ว เพราะจิตใจมันไม่ต้องการอะไรมากมาย มันต้องการแต่ความถูกต้องอย่างเดียว. เวลานี้ประชาชนจะเป็นโรคเส้นประสาทกันเสียทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว, ระวังให้ดี ๆ เถอะ มันทำจิตใจไม่ถูก แล้วกำนันจะปกครองไหวหรือ ? ปกครองคนที่เป็นโรคเส้นประสาทกันทั้งบ้านทั้งเมือง มันจะไม่ไหว, พูดกันไม่รู้เรื่อง.

          ทำให้เขาปฏิบัติให้ถูกต้องทั้งกายทั้งใจ โดยเฉพาะทางศาสนา คนจะไม่เป็นโรคประสาทมากขึ้น มันเป็นเท่าที่จำเป็นก็ต้องเป็น. คนเขาไม่รู้จักอนามัยทางจิตใจนี่มันสำคัญ, โรคประสาทมันเป็นก็เพราะว่า มีความโลภ ความโกรธ ความหลง มากเกินไป ตลอดเวลานั่นแหละ ; จิตอย่างนี้มันเป็นกันทุกคน.

          โรคเส้นประสาทมันทรมานเมื่อเป็นเข้าแล้ว เนื่องจากมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา และนานเกินไปก็ต้องเป็นโรคเส้นประสาท ; อย่างน้อยมีความหลง คือ วิตกกังวล ติดต่อกันนานก็ต้องเป็นโรคเส้นประสาท เพราะไม่รู้จักปัดเป่าให้จิตใจไม่วิตกกังวล. เมื่อมานั่งตรงนี้จิตใจมันเกลี้ยง ถ้าไม่เกลี้ยงจะไม่รู้สึกสบาย ; ถ้าใครมานั่งตรงนี้รู้สึกสบาย ต้องเป็นที่แน่นอนว่าหัวใจมันเกลี้ยง มันเกลี้ยงจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ไปพักหนึ่ง แล้วมันสบาย.

          ทีนี้ ถ้ามีโลภ โกรธ หลง ตลอดวันตลอดคืน เนือย ๆ อ่อน ๆ เรื่อย ๆ หลาย ๆ คืน หลาย ๆ เดือน หลาย ๆ ปี ก็ต้องเป็นโรคเส้นประสาท ; นี่ก็เรียกว่าอนามัยทางจิตมันเสียไปแล้ว ทำผิดแล้ว ก็ต้องเป็นโรคเส้นประสาท นับว่าก็ต้องบ้า, หรือบางทีมันฆ่าตัวตายโดยไม่ต้องบ้าก็ได้ เพราะทำอะไรไม่ถูกขึ้นมา. เดี๋ยวนี้มันฆ่ากันง่าย ๆ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องฆ่าก็ฆ่ากันง่าย ๆ , แล้วไม่มีเหตุผลที่จะต้องฆ่าตัวเอง มันก็ฆ่าตัวเองง่าย ๆ ; นี่มันเป็นเรื่องอนามัยทางจิต ทางวิญญาณเสียหมดแล้ว ทางร่างกายมันก็เสียตาม ปัญหาเหล่านี้มีมากแก่ผู้ปกครอง กำนันก็ดี ผู้ใหญ่บ้านก็ดี หรือว่านายอำเภอ ผู้ว่าการก็ดี มันจะลำบากเรื่องนี้แหละ ; เรื่องประชาชนพลเมืองไม่มีจิตใจสมประกอบ.

          นี่เรามุ่งหมายจะพูดกันในเรื่องอนามัยทางกาย ก็พูดกันไปแต่เรื่องทางกาย มีทางจิตบ้างเพราะเกี่ยวเนื่องกัน แล้วยังมีเรื่องอื่นอีกที่มันเนื่องกัน ; แต่ผลสุดท้ายนั้นมารวมอยู่ที่เรื่องเดียว ว่าต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักของศาสนา ให้เกิดความพอดี ; ความพอดีคือหัวใจของศาสนา.

          เมื่อนั่งตรงนี้ให้ได้ความรู้สูงสุดสักข้อหนึ่งไม่ได้หรือ ? ข้อเรื่องที่วิตกกังวลตัวกู - ของกูเข้ามา เราก็เป็นทุกข์ จิตใจกระวนกระวายแล้ว พอเราไม่มีจิตใจกังวลเรื่องตัวกู - ของกู เราก็สบาย อย่างนี้ก็สบายแล้ว ; นี่แหละ ธรรมะทั้งหมดในพระคัมภีร์ ไม่มีกิเลส ว่างจากกิเลส ไม่ยึดมั่นถือมั่นชั่วขณะหนึ่งแล้ว ก็มีความสุขชั่วขณะหนึ่ง.

          ฝนจะตกแล้ว. นั่งตรงนี้ก็ดี ที่อื่นก็ดี ตั้งใจจะสอนเรื่องนี้ทั้งเพ. ภาพทั้งหมดในตึกนั้น ก็ตั้งใจจะสอนเรื่องนี้ สอนเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ของกู แล้วตรงโน้นมีสระ มีมะพร้าวต้นหนึ่งเห็นหรือไม่ ? ทุกคนแหละเคยเห็นและเคยจำติดตา แล้วมีประโยชน์. ต้นมะพร้าวอยู่ตรงนั้นแล้วที่นั่นไม่ใช่น้ำ ; มะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญ. ต้นมะพร้าว เขาหมายถึง นิพพาน น้ำ เขาหมายถึง วัฏฏสงสาร คือ เวียนว่ายตายเกิด, เดี๋ยวดี เดี๋ยวชั่ว เดี๋ยวบุญ เดี๋ยวบาป เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์.

          นิพพานคือขึ้นพ้นไปเลย มันจึงไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่บุญไม่บาป นั่นน่ะคือไม่ทุกข์. จำภาพต้นมะพร้าวติดตา มันจะได้เตือนเวลาที่เกิดยุ่งยากใจ. มะพร้าวนั้น ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง คือมันไม่มีความทุกข์ไปถึงนิพพานได้ ; ความสุขความทุกข์มันอยู่แต่ในน้ำ ใน วัฏฏสงสาร - ทะเลขี้ผึ้ง ทะเลขี้ผึ้งนั้นเดี๋ยวเป็นน้ำเหลว เดี๋ยวเป็นของแข็ง พอร้อนเป็นน้ำเหลว พอเย็นเป็นของแข็ง ; ทะเลขี้ผึ้งมันเวียนว่ายขึ้นลง ๆ ขึ้นลง ๆ.

          อาตมาอุตส่าห์ทำสระนั่น ลงทุนหลายสตางค์กว่าจะเกิดสระนั่น ไม่ใช่มันเป็นอยู่เอง. มันต้องทำเช่นเดียวกับภาพ ต้องเขียนต้องทำขึ้นด้วยเจตนา จะทำสระให้มีมะพร้าวต้นหนึ่งอยู่กลางสระ ให้คนมาแล้วดูติดตากลับไป, ให้จิตใจที่มีความสุขมันอยู่ได้กลางความทุกข์. ความดับทุกข์มันอยู่ตรงกลางความทุกข์นั่นแหละ อย่าไปหาที่อื่นเลย ; พอเราทำจิตผิด มันเป็นทุกข์ทันที, พอเราทำจิตถูกมันก็ไม่มีทุกข์ทันที ; ตรงนั้นแหละ ตรงแห่งเดียวกันนั้น ที่เดียวกันนั้น ให้รู้จักแก้ปัญหาตรงนั้นเอง.

          เย็นที่สุดอยู่กลางเตาหลอมเหล็ก เตาหลอมเหล็กมันร้อนจัด ถ้าเราดับได้มันเย็นที่สุดเลย ; ตรงอื่นมันร้อนน้อย ถ้าดับได้มันก็เย็นน้อย, ตรงไหนร้อนมากดับได้มันก็เย็นมาก. ถ้าเป็นวัฏฏสงสารละก็ต้องดับทุกข์ แล้วก็เป็นนิพพานไปตรงนั้นแหละ ; อย่าไปแยกกันเสียให้ไกล มันจะหาไม่พบ. ฉะนั้นเราดับทุกข์อยู่กับบ้าน ; ถ้าดับแค่วัดก็จะไม่รู้จักพบกัน, ความทุกข์อยู่ที่ตรงไหน ก็ต้องดับที่ตรงนั้น ต้องการจะสอนอย่างนี้.

          เรื่องศาสนามันก็ยังอาจจะเข้าใจผิดกันอยู่ตอนนี้ แยกไปไว้คนละทาง พระพุทธเจ้าตรัสไม่เหมือนกับที่ตัวเราพูด, เราพูดว่าสวรรค์อยู่บนโน้น นรกอยู่ใต้ดินไม่ใช่หรือ ? ที่ว่าสวรรค์อยู่ข้างบนโน้น ทีนี้เขาไปเที่ยวค้นจนทั่ว เขาไปทั่วแล้วก็ไม่เห็นสวรรค์กันสักที. มันหามีข้างบนไม่ มันไม่มีทั้งข้างล่าง เพราะว่ามันกลม ข้างบนคือมันออกไปจากส่วนกลาง ข้างล่างเข้าไปหาศูนย์กลางคือแผ่นดิน.

          พระพุทธเจ้าตรัสว่า สวรรค์อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นรกก็อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. พระพุทธเจ้าพูดก็พูดอย่างนี้ มีข้อความในพระบาลี สวรรค์อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นรกก็อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ทำให้ถูกตรงนั้นแหละ. ถ้าทำถูกก็เป็นสวรรค์ ทำผิดก็เป็นนรกตรงนั้นนั่นแหละ, เล่นเอานรกไว้ทางโน้น เอาสวรรค์ไว้ทางนี้ นี่มันทำไม่ถูก. ปู่ย่าตายายก็พูดไว้ดีแล้ว สวรรค์ในอก นรกในใจ นี้ถูกมาก, สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจนี้. แต่พระพุทธเจ้ายังพูดดีกว่านั้น ว่าอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ๖ อย่างนี้เท่านั้น จะเป็นนรกขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ เป็นสวรรค์ขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ แล้วแต่จะทำถูกหรือทำผิด.

          สอนอย่างพระพุทธเจ้าทำให้คนเชื่อกรรม และมองเห็นว่าทำได้ ปฏิบัติได้ จะตกนรกกันจริง ๆ ก็ได้ จะได้สวรรค์กันจริง ๆ ก็ได้ ; เป็นอย่างนี้ไม่งมงาย ก็นับว่าดีแล้ว ทำให้ใจคอปกติ. ใจคอปกติหมายความว่าจิตใจดี อนามัยทางจิตดี อนามัยทางกายก็ดี แล้วเราก็ทำอนามัยทางวัตถุให้ดี ก็แปลว่าดีหมดแล้ว, ทางใจดี ทางกายดี วัตถุเครื่องอยู่ที่อาศัยดี ก็ดีหมด นี้มันเป็นอนามัย, ก็ต้องให้ดี ๓ ดี. ต้องให้รักษาอนามัย เกี่ยวกับ วัตถุก็ให้ดี เกี่ยวกับ ร่างกายก็ให้ดี เกี่ยวกับ จิตใจก็ให้ดี ก็รู้เท่านี้ ; ถ้าไปศึกษาเล่าเรียนก็รู้เท่านี้. จะพูดให้ฟังได้เพียงเท่านี้ เพราะรู้เท่านี้.

          ขอให้ทุก ๆ คนสำเร็จประโยชน์ในการที่มาที่นี่ ให้ได้ความรู้ ให้ได้ความเข้าใจ ให้ได้แสงสว่าง ไปปฏิบัติหน้าที่ของตนให้มีความเจริญก้าวหน้าทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

          เวลานี้เท่านี้ต้องยุติ.

ขึ้นด้านบน

ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ >
> ๒๔. การพัฒนาอนามัย

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.