|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร ค่ายธรรมบุตร การสังคมสงเคราะห์ส่วนที่ยังขาดอยู่ โอวาทแก่ คณะสภาสังคมสงเคราะห์ ผู้มาพักแรมที่ค่ายธรรมบุตร ๑๙ กันยายน ๒๕๑๓
ท่านผู้ดำเนินงาน แห่งสภาสังคมสงเคราะห์ทั้งหลาย. ท่านทั้งหลายประสงค์จะให้พูดเรื่องอะไร ? (ตอบว่า แล้วแต่ใต้เท้าจะกรุณา) ถ้าจะให้พูดตามชอบใจ ก็อยากจะพูดตามชอบ ดังต่อไปนี้ : เรื่องการศึกษาก็ดี, เรื่องการสังคมสงเคราะห์ก็ดี, เราทำกันแต่ฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายรูปธรรม, ฝ่ายนามธรรม ฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณนั้น ไม่ได้สนใจกันเลย. เราน่าจะนึกถึงเรื่องการศึกษาก่อน เพราะว่าการศึกษาของโลกนั้น ก็ก้าวหน้าในเรื่องทางวัตถุ ซึ่งมีผลให้เห็นแก่ตัวมากขึ้น ; ส่วนทาง จิตใจนั้นไม่ก้าวหน้า มันก็เลยไม่สมดุลกัน ; ฉะนั้น โลกนี้จึงมีแต่เรื่องทุกข์ภัยที่เกิดมาจากความเห็นแก่ตัว. ขอให้ไปคิดเรื่องนี้กันก่อน เพราะว่า ถ้าการศึกษานั้นผิด มนุษย์ก็มีจิตใจผิด คือ เห็นแก่ตัวจัด แรงกว่าเดิม ; ฉะนั้น ก็เลยเห็นแก่ตัวจัด. ทีนี้เราจะ ไปสงเคราะห์คนที่เห็นแก่ตัวจัด นี้จะทำให้มีผลดียากมาก : ไปสงเคราะห์คนที่เห็นแก่ตัวจัดยิ่งเป็นเรื่องยุ่ง, หรือบางที ก็เป็นคนเห็นแก่ตัวจัดด้วยกันทุกฝ่าย, ซึ่งเป็นเรื่องหาวัตถุ เป็นเรื่องกอบโกยเอาวัตถุ, เป็นเรื่องได้เปรียบทางวัตถุ ; ผลสุดท้ายโลกมันก็ไม่ดีขึ้น. ขอให้ยอมรับกันได้แล้วว่า เรื่องศีลธรรม, หรือ เรื่องจิต เรื่องวิญญาณ มันเสื่อมลง : โดยเฉพาะที่เห็นง่าย ๆ เกี่ยวปรากฏการณ์ทางศีลธรรม อย่างในกรุงเทพฯ หรือทั่วโลก ; เดี๋ยวนี้กำลังเป็นอย่างไรรู้ดีกันอยู่แล้ว ; ถ้าไม่แก้ไขเรื่องนี้แล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็เหลวหมดทั้งนั้น. เรื่องการกุศลต่าง ๆ : เช่นช่วยชีวิตคนให้รอดมีชีวิตอยู่ได้เท่าที่ทำกันอยู่ก็ทำกันไป ; แต่แล้วเขาก็ยังเป็นคนเห็นแก่ตัวจัดอยู่ ; โลกนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น. เรื่องสงเคราะห์ไม่เลือกหน้า, คนพาลก็ได้รับการสงเคราะห์เท่ากับคนดี มันก็มีผลให้คนพาลมีอยู่มากในโลก. อาตมาเคยพูดเรื่องการกุศลสูงสุด เมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่าคืออะไร ; แล้วได้รับการคัดค้าน ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก ; ว่า การกุศลสูงสุดนั้น คือช่วยมนุษย์ให้มีหู ตา สว่าง ในเรื่องการมีชีวิตอยู่ในโลก, นั่นคือการกุศล แล้วก็สูงสุด ; เพียงแต่ให้รอดตาย, เพียงแต่ให้สบาย ; อย่างนี้มันยังไม่สูงสุด ; ถ้าช่วยไม่เลือกหน้า มันก็มีปัญหาเพิ่มขึ้น. เราจะต้องนึกถึงต้นเหตุ, ต้นเหตุที่สุด, ต้นเหตุอย่างยิ่ง ก็คือว่า ความเสื่อมทรามในทางด้านจิตใจ ด้านฝ่ายวิญญาณ ; ควรจะช่วยกันแก้ไขส่วนนี้. การศึกษาก็ดี, การสงเคราะห์การกุศล อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี, ให้ระดมมุ่งตรงไปยัง การช่วยแก้ไขความเสื่อมทรามทางวิญญาณ แล้วโลกจึงจะได้รับผลเป็นความสงบสุข ; สงเคราะห์ตะพึดมันก็ยังไม่ได้รับผลตามที่ต้องการ. และเดี๋ยวนี้สงเคราะห์การเมืองด้วยแล้วละก็ ยิ่งไม่ได้ผล ; ถูกละมันก็ได้ผลทางการเมือง ; การสงเคราะห์ในนาม ในรูปของการกุศล แต่เป็นเรื่องการเมือง ก็เป็นเรื่องการเมือง อย่างที่เขาเรียกว่า ช่วยกัน, ช่วยกัน ระหว่างชาติ ระหว่างประเทศ ; อย่างนี้ก็เป็นเรื่องสงเคราะห์การเมือง, เอาผลที่ไม่เป็นธรรมก็มี คือเอาไปเป็นพวก เอาไปรบราฆ่าฟันกัน ; นี้ก็ยิ่งใช้ไม่ได้. ทีนี้ การสงเคราะห์ที่บริสุทธิ์ มันก็ยังมีอยู่ว่า ทำให้ผู้ได้รับสงเคราะห์นั้นเป็นอย่างไร ; บางทีมันทำให้ผู้ได้รับการสงเคราะห์นั้นอ่อนแอลงไปก็มี ; ก็ต้องระวังด้วยเหมือนกัน. ถ้าว่า สงเคราะห์ได้ผล จำกัดอยู่เพียงวัตถุ เพียงรู้จักเรื่องทำมาหากิน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ; อย่างนี้ มันก็ ยังเป็นช่องโหว่อยู่ในทางศีลธรรม ทางจิต ทางวิญญาณ ; เพราะฉะนั้น จะต้องไปให้ถึงที่สุดต้นเหตุคือความเสื่อมทางจิต ทางวิญญาณ. เราสงเคราะห์เขา ควรจะมีหลักใหญ่ ๆ ว่า : สงเคราะห์เพื่อให้เขาช่วยตัวเองได้, คือทำให้เขารู้และสามารถที่จะช่วยตัวได้ ก็เป็นการสงเคราะห์ที่มีผลยืดยาว และมีผลจริง. สงเคราะห์ตะพึดมีแต่จะทำให้คนอ่อนแอ, สงเคราะห์ด้วยวัตถุมากเกินไป ก็ทำให้โง่ลง ; จะต้องสงเคราะห์ให้เขาฉลาดขึ้น ; ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ? ชีวิตเป็นอย่างไร ? เกิดมาทำไม ? จะต้องทำอะไร ? จะต้องตั้งหน้าช่วยตัวเองเป็นข้อแรก. คนโดยมาก ยังขาดความรู้ทางธรรมะ ที่จะทำให้มีจิตใจเข้มแข็งในการปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ ; ประชาชนยังขาดสิ่งนี้มาก, เหลวไหล โลเล เหลาะแหละเสียมาก, และที่เอาจริงก็เอาจริงไม่ถูก. ฉะนั้นเรา จะต้องช่วยเขาเอาจริงให้ถูก ในการที่จะมีชีวิตอยู่ในโลก ให้สมกับที่เป็นมนุษย์ที่ดีในโลก. เพราะฉะนั้น สงเคราะห์ทางวัตถุ ก็ทำไป ทำไป ตามสมควร ; แต่ต้องสงเคราะห์ให้เกิดความสว่างไสวทางวิญญาณนี้ ซึ่งไม่ต้องลงทุนมาก, ส่วนสงเคราะห์ด้วยวัตถุสิ่งของนั้นต้องลงทุนมาก. อาตมาเคยสรุปความให้จำกันไว้สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า ชีวิตนี้ต้องเทียมด้วย "ควาย" สองตัว. ถ้าสมมติว่าเป็นรถ เป็นเกวียน ชีวิตนี้ต้องเทียมด้วยม้าหรือวัวสองตัว, ชีวิตของคนในโลกนี้ก็ควรต้องเทียมด้วย " ควาย " สองตัว คือความรู้และความสามารถที่เพียงพอในฝ่ายวัตถุ ที่เรียกกันว่าเทคโนโลยี่นี้ตัวหนึ่ง แล้วก็ความสว่างไสวทางวิญญาณ ทางเรื่องทางจิตใจนั้นอีกตัวหนึ่ง ; ต้องเป็นควายสองตัวหรือวัวสองตัว ไถลากแอกไป จึงจะปลอดภัย. เดี๋ยวนี้โลกนี้เป็นส่วนรวม หรือว่าชีวิตส่วนบุคคลก็ตาม มันเหลือแต่ "ควาย" ตัวเดียว คือเรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่องทำมาหากิน เรื่องเทคโนโลยี่ เกี่ยวกับอาชีพ ; มันก็เลยเข้ารกเข้าพง เพราะ ไม่มีความสว่างไสวทางวิญญาณ ซึ่งเป็นควายอีกตัวหนึ่ง หรือวัวอีกตัวหนึ่ง ที่จะเดินไปให้ถูกทาง ; แยกกันพอจะมองเห็น : คือ ฝรั่งทางตะวันตก เขากำลัง วิ่งจัดในทางเทคโนโลยี่ เขาก็สูญเสียความสว่างไสวทางวิญญาณ, นี่พวกตะวันตก หรือพวกฝรั่งกำลังเป็นอย่างนี้. เพราะไปเมาในเทคโนโลยี่แล้วได้ผล ได้ผลแล้วก็เลยเมาใหญ่ เลยทิ้งพระเจ้า ทิ้งศาสนา ; เดี๋ยวนี้ไม่มีศาสนา. เขาพอใจที่จะพูดว่า " ไม่มีศาสนา และไม่มีพระเจ้า " , ชีวิตหรือความรอดของเขาขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี่อย่างเดียว. เขาจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ด้วยเทคโนโลยี่ ; นี้ยิ่งเป็นควายตัวเดียว ควายเปลี่ยว ควายบ้า พาชีวิตไปลงเหว. การที่คนตะวันตกบางคนจะนึกได้ แล้วมาแสวงหาความสว่างไสวทางวิญญาณ คือเรื่องทางศาสนาฝ่ายตะวันออก ก็เพราะเห็นโทษอันนี้ ; แต่ก็มีไม่กี่คน แล้วเขาก็ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ผู้นำของกลุ่มชน ; คนเหล่านี้ทำอย่างเป็นเรื่องส่วนตัวทั้งนั้น เป็นส่วนบุคคล, ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้. ชาวโลกทางฝ่ายตะวันตกส่วนใหญ่ ยังเป็นควายบ้า ควายเปลี่ยวของเทคโนโลย พากันไปลงเหว : นั่นคือความล่มจมของมนุษย์ ในทางศีลธรรม, แล้วก็ทางวัตถุในที่สุด. ถ้าทางจิตใจมันล่มจมไปแล้ว ทางวัตถุมันก็จะล่มจมตามไปทีหลังโดยไม่ต้องสงสัย. ทีนี้ทางฝ่ายตะวันออกเรา ไม่เก่งทางเทคโนโลยี่ แต่พอใจตามก้นฝรั่งในเรื่องนี้ ; แต่ว่าเคยเก่งในทางสว่างไสวทางวิญญาณ ทาง spiritual enlightenment ; เดี๋ยวนี้เขาเรียกกันอย่างนี้. เพราะว่าศาสนาทุกศาสนา เกิดทางฝ่ายตะวันออก ; ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดู เล่าจื๊อ ขงจื๊อ อะไรนี้ เป็นดงของความสว่างไสวทางวิญญาณ ; ก็เคยอยู่เป็นสุขกันมา แม้ว่าไม่ร่ำรวย ก็มีความสุข เป็นที่พอใจ. แต่เดี๋ยวนี้ เกิดโชคร้าย พากันตามก้นฝรั่ง ละทิ้งความสว่างไสวทางวิญญาณ ไปหลงเทคโนโลยี่ แล้วก็ไม่ทันฝรั่ง, ละทิ้งความสว่างไสวทางวิญญาณ ไปหลงเทคโนโลยี่ แล้วก็ไม่ทันฝรั่ง, มันก็กลายเป็นตามก้นฝรั่ง ในเรื่องเทคโนโลยี่, แล้วก็ทิ้ง สมบัติเดิมของตัว คือ ความสว่างไสวทางวิญญาณ. บัดนี้ฝรั่งก็จะมาหาความสว่างไสวทางวิญญาณ ทางตะวันออก, ฝ่ายพวกตะวันออกนี้ก็กลับเหลวไหลเข้าทุกที เพราะไปตามก้นฝรั่ง เรื่องเทคโนโลยี่. นี่มันน่าสังเวช น่าสงสาร น่าหัวเรา น่าขบขัน, มันเล่นเอาเถิดกันในทางที่จะไปหาความล่มจม ฉะนั้น ฝ่ายตะวันออกนี้ ควรจะต้องก้าวหน้า ต้องเจริญด้วยความสว่างไสวทางวิญญาณ ทางธรรมะนี้อยู่ตามเดิม, แล้วก็แลกให้ฝรั่ง ; แล้ว ฝรั่งเจริญด้วยเทคโนโลยี่ ก็แลกสอนเทคโนโลยี่ให้ตะวันออก. ถ้าเป็นอย่างนี้ ทั้งตะวันออก ตะวันตก ก็จะได้มีควายสองตัวด้วยกัน คือ มีความก้าวหน้าทางวัตถุ และความสว่างไสวทางวิญญาณ และ ทั้งโลกก็จะรอดได้, คือ ไม่ต้องตกเหว มีความทุกข์แสนสาหัส เหมือนที่เราเห็นเงาอยู่ในเวลานี้. ปัญหาของโลกก็เป็นอย่างนี้, ปัญหาของประเทศหนึ่งก็เป็นอย่างนี้ ปัญหาส่วนบุคคลหนึ่ง ก็เป็นอย่างนี้ ; งานสังคมสงเคราะห์นี่มันเกี่ยวกันโดยตรงเลย เพราะว่า ต้องการจะช่วยสังคมให้รอด. สังคมรอดก็ต้องมีควายสองตัว ลากแอก ลากไถ. ฉะนั้น ถ้ามัวสงเคราะห์กัน ในทางฝ่ายวัตถุ หรือจะให้ถึงขีดสูงสุดย่างไร ทางวัตถุมันก็ไปไม่รอด มันยังทำให้คนเห็นแก่ตัว เป็นอันธพาลทางวิญญาณ. คนที่อยู่ดี กินดี ทางวัตถุนั้น เป็นอันธพาลทางวิญญาณ มีอยู่ทั่วไป, แล้วยิ่งก้าวหน้าทางวัตถุมากขึ้นเท่าไร มันยิ่งเป็นอันธพาลทางวิญญาณง่ายขึ้น มากขึ้น เท่านั้น. เพราะวัตถุมันให้ความเอร็ดอร่อย สนุกสนาน เพลิดเพลิน. พอไปติดมันเข้า มันค่อย ๆ เห็นแก่ตัว, ค่อย ๆ เห็นแก่ตัว. คนที่ไม่เคยเห็นแก่ตัว ก็จะค่อย ๆ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ . นี้ก็กลายเป็นโลกของความเห็นแก่ตัว มีเครื่องมือคือเทคโนโลยี่. ฉะนั้น ถ้าจะให้รอด ก็ต้องเอาความสว่างไสวทางวิญญาณกลับมาอีก ; คือศาสนา, พูดตรง ๆ ก็คือศาสนา, แต่ว่า ต้องเป็นศาสนาจริง ๆ ไม่ใช่ศาสนาที่เป็นพิธีรีตอง ไม่ใช่ความโง่เขลางมงาย. ศาสนาอย่างแบบพิธีรีตอง ด้วยความโง่เขลางมงายนั้น ช่วยไม่ได้, นั่นไม่ใช่ความสว่างไสวทางวิญญาณ. มันมีประโยชน์น้อยนักที่จะถืออย่างงมงาย อย่างเชื่อดายไปนี้ มันมีประโยชน์น้อย มันไม่พอ. ที่เราตั้งพุทธสมาคม ตั้งอะไรทำนองนี้ ที่แท้มันเพื่อความสว่างไสวทางวิญญาณ ; แต่ว่า พุทธสมาคม หรือสมาคมอื่น ๆ ก็มักจะเผลอบ่อย ๆ, ไปสาละวนเรื่องทางวัตถุเสียมากกว่าเรื่องทางวิญญาณ, เราไปช่วยทางวัตถุมากไปเสียอีก. เมื่อมีสมาคม หรือผู้อื่นที่ช่วยทางวัตถุมากอยู่แล้ว สมาคม เช่น พุทธสมาคม เป็นต้นนี้ ควรจะต้องขะมักเขม้นช่วยเหลือ ในทางฝ่ายใจ หรือฝ่ายวิญญาณ ซึ่งมันยังขาดอยู่ ; ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็จะเท่าเดิม : คือมีแต่ความก้าวหน้าทางวัตถุ แล้วก็ค่อยเผลอ, เผลอเห็นแก่ตัวมากขึ้น. นี้ขอให้สังเกต ในข้อที่ว่า มันเนื่องกัน หรือมันร่วมกัน, กิจการของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และกิจการสังคมสงเคราะห์ กุศลสงเคราะห์ กระทั่งถึงการศึกษา, นี้มันเนื่องกัน, เป็นอันเดียวกัน คือต้องเพื่อมนุษย์อยู่รอดได้ สังคมรอดได้. ที่ สังคมรอดได้ก็เพราะ "มีความสองตัว". มีความตัวเดียวรอดไม่ได้ จะต้องไปลงเหว แม้ให้ฉลาดเกินกว่าที่จะไปโลกพระจันทร์ได้สักร้อยเท่า มันก็ไปลงเหว ; นี่กล้าท้าอย่างนี้. มีความฉลาดแค่ไปโลกพระจันทร์ได้ นี้ยังไม่พอ, ให้ฉลาดกว่านี้ร้อยเท่า โลกนี้ก็ยังลงเหวแห่งความทุกข์ยาก ทรมานแสนสาหัส หรือวินาศ หรือเป็นประลัยกัลป์. ฉะนั้น ต้องช่วยกันแก้ปัญหา คือทำส่วนที่ยังขาดอยู่ให้เกิดขึ้น คือความสว่างไสวทางวิญญาณ. การสงเคราะห์แบบไหนก็ตาม รูปไหนก็ตาม หน่วยไหน คณะไหนก็ตาม จะต้องไม่ลืมว่า ต้องมีการสงเคราะห์ฝ่ายวิญญาณด้วยเสมอไป, อย่าสงเคราะห์แต่ทางฝ่ายวัตถุอย่างเดียว, เพราะว่า วัตถุนั้นจะช่วยให้เห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ แล้วก็จะลงเหวของกิเลส ของความทุกข์. แต่ ถ้ามีความรู้ทางธรรม มีแสงสว่างทางวิญญาณประคับประคองอยู่แล้วก็จะเดินได้ถูกทาง. ตรงนี้มันมีพยานเห็นอยู่ง่าย ๆ ว่า การศึกษาสมัยปัจจุบันนี้ มันช่วยโลกไม่ได้ แล้วกำลังทำให้เสียหาย โลกนี้ให้เสียหายมากขึ้น. การศึกษาของโลกในปัจจุบันนี้ กำลังทำโลกเห็นแก่ตัวมากขึ้น, หรือว่า มันงง มันหลง มันงงไปหมด : อย่างที่เกิดพวกที่เรียกว่า ฮิปปี้ อะไรขึ้นมา, พวกนี้ก็ออกมาจากมหาวิทยาลัยทั้งนั้น หนีมหาวิทยาลัยมาเป็นฮิปปี้พ่อแม่น้ำตาไหล. นี้คือการศึกษาปัจจุบันนี้ มันเป็นอย่างนี้, แล้ว อย่าเข้าใจว่า อุดมคติของพวกฮิปปี้นั้น เป็นเรื่องอุดมคติทางวิญญาณ ที่แท้มันเป็นอุดมคติทางเนื้อหนัง, เป็นความสุข ความเพลิดเพลิน ทางเนื้อ ทางหนังทั้งนั้น ; ไม่ใช่ทางวิญญาณ. แต่เขาก็หลงไปว่าเป็นอิสรภาพ เป็นความหลุดพ้นทางวิญญาณ ; การที่ไปหลงทางวัตถุหลงผลที่เกิดจากวัตถุ ที่ปรากฏทางเนื้อ ทางหนัง เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง นั่นไม่ใช่เรื่องทางวิญญาณ. ถ้าต้องการอิสรภาพจริงต้องมาหาเรื่องทางวิญญาณ : คือจิตใจอิสระจากความโง่ ความหลง หรือจากกิเลส, เป็นอิสระจากกิเลส เป็นเรื่องทางวิญญาณ. นี่การศึกษาของโลก ทางหนึ่งก็นำไปสู่ความเป็นอย่างนี้, อีกทางหนึ่งก็นำก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่ ; ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ก็เพื่ออยู่ดีกินดี, เพื่ออยู่ดีกินดี มากเข้าก็เห็นแก่ตัวมากเข้า, ก็มีการกอบโกย ต่างคนต่างกอบโกย, เมื่อมีคนกอบโกยก็มีคนต่อต้าน. ในโลกนี้ถ้าไม่เกิดลัทธินายทุนขึ้นมา ลัทธิกรรมกรก็เกิดไม่ได้ ; ฉะนั้นลัทธินายทุนจึงเป็นบ่อเกิดของลัทธิกรรมกร, อย่าไปโทษกรรมกรกันหนัก ; ลัทธินายทุนเกิดจากความเห็นแก่ตัว มีสติ มีปัญญา มีอำนาจ มือยาวสาวเอา ๆ, สาวเอามากองอยู่ที่พวกนายทุน ; อันนี้ต้องเกิดก่อน จึงจะเกิดลัทธิต่อต้าน คือพวกกรรมกร. นี้เป็นพยานว่า ความก้าวหน้าทางวัตถุนั้น นำไปสู่ความยุ่งยากอย่างนี้ : เห็นแก่ตัวจัด เกิดลัทธินายทุนขึ้นมา ก็มีกรรมกรเกิดขึ้นต่อต้าน. ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีปรปักษ์กันอย่างนี้ ก็มีลัทธิพ่อกับลูก. ในประเทศไทย หรือประเทศในเอเซียนี้เห็นได้ชัด : คนรวยเป็นเศรษฐี มีลักษณะเหมือนพ่อ เลี้ยงบ่าว เลี้ยงไพร่ เหมือนกับลูก, ไม่มีความหมายแห่งนายทุน หรือกรรมกรเลย แม้ที่เรียกว่าเป็นทาส. สมัยก่อนที่เรียกว่าเป็นทาสนั้น ก็ไม่ใช่มีความหมายดุร้าย อย่างความเป็นทาสเหมือนในประเทศตะวันตก, ความเป็นทาสในประเทศไทย หรือในประเทศทางตะวันออกนี้เหมือนกับพ่อ กับลูกอยู่มาก ; แต่ความเป็นทาสทางตะวันตกนั้น มันเป็นทาสจริง ๆ เป็นทาสอย่างที่เรียกว่า เป็นทาสสมบูรณ์. ในโลกนี้ควรต้องมีธรรมะสำหรับทำให้คนอยู่กันในโลก เป็นสองพวก คือพวกบิดา กับบุตร : คนรวยก็เป็นบิดา คนจนก็เป็นบุตร. ธรรมะนั้นช่วยได้, และช่วยให้เป็นอย่างนี้ได้, และได้เป็นมาแล้วระยะหนึ่ง หรือยุคหนึ่ง ; ต่อมาความก้าวหน้าทางวัตถุ มันก้าวหน้ามาก จนวิ่งไปทีเดียว ; เพราะความเห็นแก่ตัว ได้เกิดขึ้นแก่คนกลุ่มหนึ่ง หรือสังคมหนึ่ง เกิดสังคมนายทุนขึ้นมา ก็เป็นต้นเหตุให้เกิดสังคมกรรมกรขึ้นมา ก็เลยรบราฆ่าฟันกัน เป็นสงครามลัทธิ ; แม้กระทั่งทุกวันนี้ มันก็ยังเป็นสงครามลัทธิ, เพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิ. นี่แหละคือ โทษของความก้าวหน้าทางวัตถุ คือความเห็นแก่ตัว. ทีนี้เมื่อทั้งโลกมันเลือดเข้าตา เป็นอย่างนี้เสียแล้ว ขอให้คำนวณดูให้ดี ๆ ว่าคนในโลก แม้ในประเทศไทยเราก็เลือดเข้าตา, เป็นลัทธินายทุน กรรมกรอย่างนี้อยู่แล้ว ; การสงเคราะห์เขานั้น ดูแทบจะหาผลที่น่าชื่นใจได้ยาก นอกจากจะไปสงเคราะห์ให้เขาเดินถูกทางกันเสียใหม่ : นับตั้งแต่ ให้เปลี่ยนความคิดที่จะรู้จักสันโดษ มักน้อย อย่าทำ อย่ากิน อย่าใช้อะไรในส่วนเกิน ส่วนที่ไม่จำเป็นคือฟุ่มเฟือย. ให้มีความอดกลั้น อดทน ; ถ้าว่าไม่มีความอดกลั้น อดทน หรือสันโดษแล้ว วิญญาณจะสูงไม่ได้. อาตมายังยืนยันอยู่จนเดี๋ยวนี้ว่า ถ้ากินอยู่ต่ำ ๆ แล้ว จิตใจก็สูง, ถ้ากินอยู่สูง ๆ แล้วจิตใจมันต่ำ, กินอยู่ต่ำ ๆ นี้ จิตใจก็มุ่งจะทำสูง ๆ . ถ้ากินอยู่สูง ๆ เสียแล้วมันไม่มีทางไปแล้ว จิตใจมันก็ลงต่ำ. ฉะนั้น ขอให้ถือหลักพื้นฐานว่า : เราจงเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ อย่างต่ำ ๆ ตามพระพุทธเจ้าสอนว่า "จงกินอยู่ แต่พอดี". ขอให้จำกันไว้ให้ชัดเจนสักหน่อย : พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ให้กินอยู่แต่พอดี - มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ นี้กินอยู่แต่พอดี ; อย่าไปถือลัทธิ "กินดีอยู่ดี" ซึ่งนั้นเป็นเรื่องบ้า. กินดี อยู่ดี ; ไม่มีขอบเขต ไม่รู้ว่า ดีแค่ไหน ดีจนเฟ้อ จนเกิน จนอะไรก็ยังว่าไม่พอ อยู่นั่นแหละ. การ "กินดีอยู่ดี" มันเปิดช่องโหว่ ให้เตลิดเปิดเปิงไป จนเฟ้อไปด้วยซ้ำ, ถ้ากินอยู่แต่พอดีไว้เรื่อยแล้ว มันก็จะอยู่ในสภาพที่ไม่เป็นอันตราย. ฉะนั้น เป็นอยู่อย่างต่ำนี้ จิตใจมันเหลืออยู่แต่จะทำให้สูงขึ้น ; ถ้าไปเมาอยู่ ในเรื่องกินอยู่สูงแล้ว จิตใจมันเหลืออยู่แต่จะลงต่ำเท่านั้น. มัน น่าจะสงเคราะห์ประชาชนทั่วไป ให้ถือหลักอันนี้, อย่าไปเพิ่มอะไร ให้มันเฟ้อ ให้มันเหลือ ; จะได้เกิดแสงสว่างทางวิญญาณมากกว่า ; จะต้องกินอยู่พอดี กินอยู่อย่างต่ำ ๆ, มุ่งจะทำอย่างสูง, มุ่งช่วยตัวเอง ; ให้สมกับ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ - ให้ทานธรรม นั่นแหละเลิศประเสริฐกว่าให้ทานอะไรทั้งหมด. ทีนี้ กิจการของสมาคมสงเคราะห์ นั้นก็คือ เรื่องให้, เรื่องให้ทาน, หรือเรื่องให้. ถ้าเผื่อจะ เชื่อพระพุทธเจ้ากันบ้างว่า ให้แสงสว่างทางวิญญาณ นั่นเลิศกว่าการให้อะไรทั้งหมด. แต่การให้ทางวัตถุนั้น ก็ไม่ใช่ว่าให้งด หรือว่าจะเป็นของเลว ของผิด ; มันก็ยังคงถูก และทำไปตามสมควร ; แต่ถ้าทำชั้นเลิศ ชั้นสูงสุด เหนือการให้ทุกอย่าง ก็คือว่าให้แสงสว่างทางวิญญาณ. ฉะนั้น ไปที่ไหนก็สงเคราะห์ให้เกิดแสงสว่างทางวิญญาณ ให้คนนั้นเข้าใจถูกต้องในการช่วยตนเอง ในการฉลาดที่จะช่วยตนเอง. อย่า "ฉลาดเพียงแต่นั่งรับทาน", "ฉลาดแต่เท่าที่นั่งรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น " นี้ไม่ควร. อีกประการหนึ่ง น่าจะมีโครงการ ที่ปรับปรุงให้ถูกต้อง ให้ดี ให้แน่นอน ว่าเรา จะช่วยมนุษย์ในโลกนี้ ให้มีความสว่างไสวทางวิญญาณ เป็นข้อแรก เป็นข้อหนึ่ง เป็นหมายเลขหนึ่ง, แล้วก็ช่วยอย่างอื่นไปตามลำดับ ตามที่ควรช่วย ; แต่แล้วก็ไม่มีอะไรสูงสุดไปกว่า ช่วยทางจิตใจ ทางวิญญาณ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่างนั้น แล้วก็จริงอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้เราช่วยกันน้อยเกินไป, หรือว่า ผู้ช่วยก็ไม่รู้จักว่าจะช่วยอย่างไร ; เพราะตัวเองก็มีความมืด ความบอดทางวิญญาณ. ผู้ที่ดีแต่จะให้การสงเคราะห์แต่ทางวัตถุนั้น อาจจะมีความมืดความบอดทางวิญญาณอยู่เต็มที่ก็ได้. ฉะนั้นจะต้องทำตัวให้มีความสว่างทางวิญญาณเสียก่อน, แล้วจึงช่วยในกรณีที่ให้เกิดความสว่างทางวิญญาณ. ถ้าจะช่วยในกรณีที่ให้เกิดความสะดวกสบายทางวัตถุ ก็ต้องให้เขาช่วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ; ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็ไม่รู้จบ, เขาช่วยตนเองไม่ได้แล้ว ก็จะเลวลง ๆ คือ เป็นคนอ่อนแอลง อ่อนแอลงทุกที. การทำแต่เพียงพอเป็นพิธีรีตอง ทำแต่พอให้ได้เขียนรายงาน นี้ก็ทำได้, แล้วมันก็เลิกกันแค่นั้น ผลมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ; เพียงแต่ว่า ผู้ช่วยนั้นได้เกียรติ ได้ชื่อเสียง ได้รับความดีความชอบ. ในโลกนี้มักจะทำกันแต่เพียงอย่างนี้. การทำอย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญ เพราะมันไม่จริง ในการกระทำนั้นอย่างหนึ่ง, แล้วมันไม่ได้ผลจริง คือไม่ได้ช่วยให้รอดจริง นี้อย่างหนึ่ง. ขอให้ถือเอาเรื่องนี้เป็นเบื้องหน้า ให้เกิดความสว่างทางวิญญาณ ให้ประชาชนเข้าใจศาสนาของตน ๆ โดยถูกต้อง, แล้วในศาสนานั้น มีหลักธรรมสำหรับช่วยตัวเองที่เพียงพอ ทั้งทางฝ่ายวิญญาณ และทางฝ่ายวัตถุ. โดยเฉพาะทางพุทธศาสนานี้ ช่วยแก้ปัญหาได้ ทั้งทางฝ่ายวัตถุ และทางฝ่ายจิตใจ. แต่โดยเหตุที่ว่าเรื่องจิตใจมันสำคัญกว่า ; ถ้าคนสว่างทางจิตใจแล้ว ทางร่างกายนี้ไม่มีปัญหา. ความเข้มแข็ง ความเฉลียวฉลาด ความสามารถอะไร มันอยู่ที่จิตใจทั้งหมด. ถ้าแก้ปัญหาทางจิตใจตก ให้เสร็จไปเสียก่อน, ปัญหาทางวัตถุมันก็ง่ายขึ้น. นี้เราพูดอย่างนี้ ไม่มีใครเชื่อ โดยเฉพาะพวกวัตถุนิยมตะวันตก ตะวันออกก็ตาม, พวกวัตถุนิยมไม่ยอมเชื่อ เขาว่าต้องทำให้วัตถุเจริญก้าวหน้า อิ่มหมีพีมันเต็มทีกันเสียก่อน แล้วคนก็จะดีเอง โลกก็จะเป็นสุขสงบเอง ; อย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้ ; พูดละก็ได้ แต่ทำจริงนั้น เป็นไปไม่ได้ ; เพราะ วัตถุก้าวหน้าเท่าไร ก็เพิ่มความเห็นแก่ตัวเท่านั้น. แล้วการช่วยเช่นนั้น จะช่วยพอกันเมื่อไร ? จะช่วยให้พอได้เมื่อไร ? เพราะว่า ยิ่งช่วยเท่าไร ก็จะยิ่งเห็นแก่ตัวมากเข้าเท่านั้น, ยิ่งต้องการมากขึ้นไปกว่าเดิม ; มันก็ช่วยไม่ทันเท่านั้นเอง. ในพระไตรปิฎกมีพระพุทธภาษิตอยู่บทหนึ่ง ซึ่งน่าจะนึกถึงกันบ้าง ; ไม่ใช่ของขบขัน แต่มันก็ดูคล้ายเป็นของน่าขบขัน คือ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอยู่ในรูปพระพุทธภาษิตเองว่า : ให้ภูเขาเป็นทองคำทั้งลูก ๆ คือภูเขาทั้งลูกเป็นทองคำ แล้วก็ ตั้งสองลูก ก็ไม่พอแก่ความต้องการของมนุษย์เพียงคนเดียว. ทีนี้มนุษย์ในโลกมีกี่พันล้าน ลองคิดดูซิ ; มนุษย์คนเดียวนี้ ภูเขาทองคำตั้งสองลูก ก็ไม่พอแก่ความต้องการของเขา. เพราะฉะนั้นให้รู้ข้อนี้เสีย แล้วให้ประพฤติพอเหมาะพอสมเถิด. ขอให้ทำให้พอเหมาะพอสม ให้ประพฤติเรื่องกิน เรื่องหา เรื่องใช้ เรื่องมีเรื่องอะไรให้พอเหมาะพอสมเถิด, นั่นแหละคือแสงสว่างทางวิญญาณที่จะต้องช่วยกันสงเคราะห์ให้เข้ามี. ช่วยสงเคราะห์ให้เขามีแสงสว่างทางวิญญาณ ว่า : อย่าไปหลงความก้าวหน้า ในทางความอยากในทางวัตถุ ซึ่งมันไม่รู้จักพอ ; แล้วอีกอย่างหนึ่ง อย่าไปคิดว่า มีความขาดแคลนทางวัตถุอะไรมากมายนัก เขาจะเข้มแข็งดีอยู่แล้ว, แล้วเราไปทำให้เขาอ่อนแอก็ได้. เรานั้นเคยสบาย เรามีกินมีใช้ มีอะไรอยู่ฟุ่มเฟือย เหลือเฟือ, แล้วบางคนบางระดับไปเห็นว่า แหม มันขาดแคลนทางวัตถุอะไรมาก. ที่จริงมันเป็นเรื่องที่เราเข้าใจผิด ; เราเสียอีกเป็นคนอ่อนแอ และฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ แล้วเราไปสอนให้เขาฟุ้งเฟ้ออย่างเรา. ทีนี้โลกนี้ก็มีไม่พอให้. ฉะนั้น อย่าไปทำระดับใหม่ในลักษณะอย่างนั้น เพราะว่า เขาเข้มแข็งดีอยู่แล้ว ก็ให้เข้มแข็งอดทนอย่างนั้น จะได้ทำความก้าวหน้าที่เป็นธรรม ที่พอเหมาะพอดีเรื่อย ๆ ไป, ไม่เท่าไรมันจะเหลือกิน เหลือใช้ในระดับของคนอย่างนั้น. ไม่ใช่เหลือกินเหลือใช้ของพวกนายทุน หรือมหาเศรษฐี ; อย่างนั้นมันใช้ไม่ได้, อย่างนั้นมัน "ภูเขาทองคำสองลูกก็ไม่พอแก่ความต้องการของคนคนเดียว". ทีนี้เราเอาหลักทั่วไป ว่า "คนเราเกิดมาทำไม ?" เกิดมาให้มีกินมีใช้มีชีวิตอยู่ได้, แล้วทำอะไร ; แล้วก็ทำให้ได้ความสงบสุขทางจิตใจ. สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ มันอยู่ที่ความสงบสุขทางจิตใจ, แล้วเขาได้มาโดยวิธีใดก็เรียกว่า เขาได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ฉะนั้น พวกฤาษี มุนี ที่อยู่ตามป่า ตามเขา ตามถ้ำ ไม่มีบ้าน ไม่มีเรือน ผ้าก็แทบจะไม่มีพันกาย แต่เขาก็ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ฟังดูให้ดี ๆ เถอะ มีความพอใจสบายใจ เยือกเย็น เป็นสุข ตลอดวันตลอดคืน ไม่มีความทุกข์. เขาได้สิ่งที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องตั้งต้นขึ้นมาจากการมีบ้าน มีรถยนต์ มีตึก มีอะไรเหล่านี้. แต่ถ้าสมมุติว่า ใครจะตั้งต้นขึ้นมาจาก การมีบ้าน มีรถยนต์ มีตึกก็ได้เหมือนกัน ; แต่ ขอให้ไปพบจุดที่ว่า มีความสุข เป็นสุขใจ สะอาด สว่าง สงบ ในใจก็แล้วกัน. เดี๋ยวนี้กลัวอยู่ว่า ถ้าจะไปแนะเรื่องบ้าน เรื่องรถยนต์ เรื่องตึก เรื่องอะไรเหล่านี้แล้ว จะไม่มีวันพบความสงบใจ เพราะมันมากเกินไป คือ มันเกินจำเป็น, เกินจำเป็นสำหรับจะมีชีวิตอยู่ เพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ฉะนั้นถ้าใครมีตึก มีรถยนต์ มีอะไรอยู่แล้ว ก็ขอให้รู้จักให้ถูกความหมาย คือว่า : มีไปก็แล้วกัน ; แต่ให้ไปหาจุดที่ว่า มีความสุขใจนั้น, ให้พบด้วยจึงจะดีกว่า. คือว่า เราได้รับความสุขใจเหมือนกัน แต่คนหนึ่งยากจน คนหนึ่งร่ำรวย, คนร่ำรวยย่อมต้องดีกว่า ต้องยอมรับว่าดีกว่า. มาตรฐานที่พอดีสำหรับคนทั่วไป มันก็มีอยู่อย่างหนึ่ง มาตรฐานหนึ่ง, ขอให้ถือ มาตรฐานนั้นเป็นหลักสำหรับดำรงชีวิตอยู่ เพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ คือ ความสุขใจ. เดี๋ยวนี้พวกเศรษฐีก็ยังนอนไม่หลับ ยังเป็นโรคเส้นประสาท ยังหิวเหมือนเปรตอยู่ ; เพราะมันยังต้องการไม่มีที่สิ้นสุด. พวกเศรษฐีก็เป็นเปรตชนิดหนึ่ง คือ หิวไม่มีที่สิ้นสุด. นั่นคือการที่ไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง ในทางจิต ทางวิญญาณ มันไขว้กันไปหมด. ฉะนั้น จะต้องสงเคราะห์มนุษย์ ให้มีความเข้าใจถูกต้องในเรื่องนี้ : ให้คนที่โชคดี เป็นเศรษฐีก็มีความสุขใจ คนทั่วไปก็มีความสุขใจ, คนขอทานก็มีความสุขใจ, ฤาษี มุนี ที่อยู่ตามป่า ตามเขา ไม่มีบ้านไม่มีเรือน ก็ให้มีความสุขใจ ; นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้น คือ เราก็มีความสบายใจ หรือมั่นใจว่า มันต้องได้, มันต้องได้กันทุกประเภท คือคนมีบุญมากก็ได้รับความสะดวกสบายด้วยในเรื่องทางฝ่ายร่างกาย ; แต่แล้วก็อย่าลืมว่า อย่าเผลอนะ, ถ้าเผลอเมื่อไร ความสุขทางฝ่ายกายนี้ จะดึงไปหาความเห็นแก่ตัว แล้วก็จะเป็นผู้ไม่รู้จักพอขึ้นมา ต้องระวัง. การอยู่ใกล้ชิดกับความสุข ทางวัตถุนั้น ต้องระวัง ; มันจะดึงไปหาความตกต่ำทางวิญญาณ ไม่ทันรู้ตัว, นี้เราอยู่ในฐานะเช่นไร จะไปสงเคราะห์ใคร นี้ระวังให้ดี. ทีนี้ ถ้าสมมติว่าจะยกกองสังคมสงเคราะห์ ไปสงเคราะห์พวกฤาษีมุนีในป่าในถ้ำนั้น ลองดูซิใครจะถูกตะเพิดกลับมา. พวกฤาษีมุนีเหล่านั้นไม่มีบ้านไม่มีเรือนไม่มีหยูกยา ผ้าก็แทบจะไม่มีพันกาย ; เรา, สมาคมสงเคราะห์ยกพวกไปหา แล้วก็บอกว่าจะมาสงเคราะห์. นี่จะสงเคราะห์กันอย่างไร แล้วใครจะหัวเราะเยาะใคร, แล้วใครจะวิ่งหน้าแจ้นกลับมา ; ต้องคิดอย่างนั้นบ้าง. นี้เขาได้สิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้อยู่เป็นปกติแล้ว เราจะไปสงเคราะห์เขาในเมื่อเราเองยังไม่ได้ ; แล้วก็มีแต่เรื่องวัตถุ เรื่องของ เป็นต้น นี่เราจะต้องคิดเผื่อ ๆ ไว้บ้าง. เรื่องอย่างนี้คงจะไม่ขึ้นแต่ว่าคิดไว้สำหรับคำนวณดูบ้าง ว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้ แล้วมันจะน่าหัวสักเท่าไร. เมื่อเราไปสงเคราะห์คนยากจน ก็ต้องระวังด้วยเหมือนกัน ถ้าไปถูกคนยากจนแต่มีจิตใจสูงเข้า แล้วละก็ระวังให้ดี มันจะเป็นรูปเดียวกัน. แล้ว ถ้าคนเขาโง่อยู่แล้ว ไปบูชาวัตถุอยู่แล้ว เราไปสอนให้เขาบูชาวัตถุยิ่งขึ้นอีก มันจะยิ่งไม่ใช่สงเคราะห์. ฉะนั้น การสงเคราะห์ทางวัตถุนี้ เป็นสิ่งที่ต้องระวังที่สุด, ระวังไว้อย่างยิ่งเทียว มีทางพลาดได้. แต่ การสงเคราะห์ทางวิญญาณนั้นไม่มีทางพลาด. ขอให้ทำไปเถอะ ทำไปอย่างเต็มที่เลย จะไม่มีพลาด, แล้วก็ไม่เกิน, มันยังขาดอยู่ แล้วมันไม่มีทางจะผิดพลาด. ขอจงสอนให้เขามีจิตใจเป็นธรรม ประกอบไปด้วยธรรมทุก ๆ แขนง ทุก ๆ ชนิดของธรรมที่เรียกว่า ความสว่างไสวทางวิญญาณ. นี่อาตมาพูดอย่างอื่นไม่เป็น เมื่อให้พูดตามพอใจก็พูดอย่างนี้ แล้วก็ไม่มีใครฟัง แล้วก็ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครเห็นด้วย. แต่เอามาคิดดูแล้วมันก็ไม่มีอย่างอื่น ไม่มีความคิดอย่างอื่น ไม่มีความรู้สึกอย่างอื่น ล้วนแต่มองเห็นอยู่ว่า ทั้งโลกนี้มันยังไม่ปลอดภัย มันมี "ควายบ้าตัวเดียวลากไปสู่เหว". ฉะนั้น ต้องมีควายอีกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นควายดี สว่างไสวทางวิญญาณนั่นพาโลกนี้ไป จึงจะปลอดภัย. นี่ขออภัยอยากจะพูดเรื่องไถนาสักหน่อย เดี๋ยวจะพูดนอกเรื่อง. เรื่องไถนาแต่โบราณใช้ควายสองตัว หรือวัวสองตัว, ตัวหนึ่งเป็นควายโง่แต่มีกำลัง ตัวนั้นจะอ้วนท้วนแข็งแรงมีกำลัง เขาเรียกว่าควายตัวปลาย ; อีกตัวหนึ่งผอมก็ได้ เล็กก็ได้ แต่ฉลาด ฟังคำสั่งเจ้าของ, มีหน้าที่ฟังคำสั่งเจ้าของ. เจ้าของที่ออกคำสั่งไป เขาออกคำสั่งแก่ ควายตัวต้น ตัวเล็ก ตัวผอม ตัวฉลาด ตัวนี้ไม่ต้องมีกำลัง ; ตัวกำลังคือตัวที่มันอยู่ตัวปลาย, ตัวนั้นมันเป็นกำลังแรงสำหรับดันไปข้างหน้า, แต่จะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หรือหยุดอะไรทำนองนี้ มันเป็นหน้าที่ของตัวต้น ตัวผอม ซึ่งไม่ค่อยมีกำลัง ; ไม่ใช่ว่าควายสองตัวนั้นทำหน้าที่อย่างเดียวกัน อย่าเข้าใจเอาเอง. ขอให้ไปดูที่เขาไถนาด้วยควายสองตัว ตัวหนึ่งเป็นตัวโง่ ตัวหนึ่งเป็นตัวฉลาด แล้วมันไปได้จริง ; คำสั่งของเจ้าของมีประโยชน์ มีความหมาย เพราะตัวฉลาด. ตัวหนึ่งมันเดินตะพึด พอเลี้ยวตัวนี้มันหยุด อีกตัวหนึ่งก็ต้องเลี้ยวอย่างนี้ มันทำงานไม่เหมือนกัน ; แปลว่า ควายสองตัวไม่ได้ทำงานเหมือนกัน ทำงานตรงกันข้าม. อันหนึ่งทำงานทางกำลัง อันหนึ่งทำงานทางสติปัญญา. ฉะนั้นชีวิตนี้ มนุษย์นี้ โลกนี้ ก็ต้องเทียมด้วยควายสองตัวอย่างนี้จึงจะรอด. ฉะนั้น ขอให้กิจกรรมของสังคมสงเคราะห์ หรือผู้สงเคราะห์เหล่านี้ พึงทำให้เขามีควายสองตัว. พอกันที วันนี้มีใจความเพียงเท่านี้.
|
||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๒๓. การสังคมสงเคราะห์ส่วนที่ยังขาดอยู่ | |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org