||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร
ขอขอบคุณและอนุโมทนา คุณอุทัยวรรณ เอกพินิทพิทยา
ผู้อาสาพิมพ์ต้นฉบับเรื่องนี้เพื่อเผยแพร่ในเว็บพุทธทาสศึกษา

ค่ายธรรมบุตร
(เรื่องที่ ๒๑)

อนามัยคือการประพฤติธรรม

บรรยาย อบรมคณะพัฒนาอนามัย ที่ค่าย ธรรมบุตร

๒ กรกฎาคม ๒๕๑๒

 

ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย,

          ท่านคงจะมีความฉงนบ้างว่า ในการประชุมอบรมต่าง ๆ อย่างที่ทำที่นี่ ทำไมจึงต้องมีพระมาพูดเรื่องธรรมะในพุทธศาสนาด้วย. นี้ก็เป็นข้อที่จะต้องทำความเข้าใจกันด้วยเหมือนกัน ; หลายครั้งหลายหนมาแล้ว มีการประชุมที่นี่ เพื่ออบรมลูกเสือก็มี ครูก็มี อย่างอื่นก็มี ; อาตมาเคยถูกขอร้องให้มาบรรยายธรรมะครั้งหนึ่งเสมอเป็นอย่างน้อย, บางคนอาจจะคิดไปว่าเป็นเรื่องเกินความจำเป็น หรือว่าทำเพียงพอเป็นพิธี ให้พิธีมันหรูหราขึ้น ที่จริงมันควรจะมองกันให้ลึกกว่านั้น. ขอให้พิจารณาไปโดยลำดับ ๆ .

ทุกอย่าง คือ ธรรมะ

 

ารบรรยายธรรมะนั้น ส่วนใหญ่มีความมุ่งหมายจะให้คนรู้จักใช้ตัวเองในทางที่ถูกต้อง ให้ถูกต้องแล้วให้สมบูรณ์ด้วย. คนที่ไม่รู้ธรรมะย่อมไม่รู้ทุกอย่าง หรือย่อมมีอุปสรรคเกิดขึ้นทุกอย่าง เพราะว่า ทุกอย่างมันคือธรรมะ. ท่านอาจจะแปลกหูในคำพูดที่ว่า ทุกอย่างคือธรรมะ. ถ้าแปลกหูก็ฟังไว้ หรือฟังไปเรื่อย ๆ ว่าไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ เพราะว่าคำ ๆ นี้เป็นคำที่ประหลาดที่สุดในภาษาบาลี ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ ดี ชั่ว ผิด ถูก รูปธรรม นามธรรม อะไรก็ตาม ล้วนแต่เรียกว่าเป็นธรรมชนิดหนึ่งทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้จักธรรมะในแง่ที่สมบูรณ์ ซึ่งจะได้ว่ากันต่อไป.

          สำหรับการพัฒนานั้น สิ่งที่เรียกว่า การพัฒนานี้มันก็เป็นธรรมะด้วย การทำให้เจริญนั้น มันก็เป็นตัวธรรมะอย่างหนึ่งด้วย. ทีนี้ ธรรมบรรยายมันช่วยได้ในสองแง่ : แง่ที่ ๑ ก็คือ ธรรมะจะช่วยพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น. เมื่อบุคคลมีจิตใจสูงขึ้น ย่อมทำการพัฒนาไม่ว่าในด้านไหน ได้ดี ; มีจิตใจที่ประกอบไปด้วยธรรมะแล้ว ย่อมไม่อาจจะพัฒนาอะไรได้. ฉะนั้น ธรรมะที่มันช่วยให้พัฒนาจิตใจ เมื่อจิตใจมีการพัฒนาแล้ว ก็พัฒนาอะไรก็ได้ นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมะนั้นให้กำลังใจในการพัฒนา; คนที่ไม่มีธรรมย่อมไม่มีกำลังใจ ไม่มีความกระตือรือล้นในการที่จะทำการพัฒนา.

          นี้เรียกว่า ธรรมะมีอยู่หลายอย่าง หลายแง่ หลายชั้น หลายมุม เอามาเป็นตัวเรื่องเสียเลยก็ได้ เอามาเป็นเครื่องมือ หรืออุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้. หมายความว่า การรู้ธรรมะทำให้มีจิตใจสูงขึ้น ก็ได้อานิสงฆ์อย่างหนึ่ง, แล้วการรู้จักใช้ธรรมะให้เกิดกำลังใจ เกิดความสนุกสนานในการที่จะทำการงาน นี้มันก็อีกอย่างหนึ่ง ; เป็นสองอย่างด้วยกัน. แล้วคนเราก็ยังขาดอยู่ในสองอย่างนี้ ; จิตใจไม่สูงพอ ไม่รับผิดชอบในความเป็นมนุษย์ของตน ไม่คิดที่จะทำการงานตามหน้าที่ของมนุษย์, หรือถึงกับไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรด้วยซ้ำไป. หรืออีกอย่างหนึ่ง ทำงานไม่สนุก, ทำงานอย่างฝืน อย่างขอไปที อย่างเสียไม่ได้. ในการทำงานส่วนตัวก็ตาม หรือแม้ที่สุดแต่การถูกเรียกประชุม มาปรึกษาหารือ หรือเพื่อการอบรมอะไรก็ตาม ไม่รู้สึกสนุกเลย ; เพราะว่าขาดธรรมะ อย่างนี้ก็มี. ขอให้เข้าใจไว้ว่า ธรรมะนั้นเป็นตัวเรื่องก็ได้ เป็นอุปกรณ์ของเรื่องก็ได้.

อย่าเป็นคนทำโลกให้รก

ที  

นี้ต่อไป ก็อยากจะพูดถึงคำว่า "พัฒนา" ถ้าเป็นอย่างเทศน์บนธรรมาสน์ วันนี้ก็เป็นการเทศน์โดยหัวข้อว่า .- น สิยา โลกวฑฺฒโน. เป็นภาษาบาลี.

          คำนี้ถ้าแปลตามตัวหนังสือก็แปลว่า : อย่าเป็นคนทำโลกให้รก, แต่เขาเอาความกันว่า "อย่าเป็นคนรกโลก" . ภาษาบาลีเมื่อเอามาแปลเป็นภาษาไทย ย่อมมีความหมายได้เป็นสองอย่างสามอย่างเสมอ. มันเกี่ยวกับแง่ของภาษา วิธีของภาษา ไวยากรณ์ของภาษา. โลกวัฑฒโน แปลว่า ทำโลกให้รกก็ได้, เป็นคนรกโลก หรือ เป็นเครื่องรกของโลกก็ได้. เอาบาลีเป็นหลักว่า อย่าเป็นคนรกโลก ; แต่ตัวหนังสือ มันว่า วัฑฒนะ โลกวัฑฒนะ - อย่าทำให้โลกเจริญ. คำว่าเจริญหรือวัฑฒนะนั้น หมายถึง รก ; เราจะต้องรู้ว่า มันหมายถึงอย่างไรกันแน่ ก็ต้องมองกันต่อไป ในความหมายของคำว่ารก เดี๋ยวจะงงกันหมด.

          ขอให้เข้าใจว่า คำว่า วัฑฒนะ แปลว่า รก, รกหนาขึ้น มีมากขึ้น หนาขึ้น รกขึ้น นี้ก็เรียกว่า วัฑฒนะ. มาเป็นไทย แปลว่า พัฒนา, แต่ภาษาเดิมเป็นคำกลาง ๆ แปลว่า มันรกหนาขึ้นก็แล้วกัน : รกหนาด้วยหญ้า ด้วยพงที่ไม่มีประโยชน์อะไร ; นี้ก็เรียกว่าวัฒนะด้วยเหมือนกัน เช่นผมยาวจนต้องตัด อย่างนี้ก็เรียกว่า รก. "ผมมันรก" ภาษาบาลีเป็นอย่างนั้น ความหมายของคำว่า รก มันก็เกิดเป็นสองอย่าง ขึ้นมา : คือ รกด้วยสิ่งที่มีประโยชน์ หรือว่า รกด้วยสิ่งที่ไร้ประโยชน์. ถ้ารกด้วยสิ่งที่มีประโยชน์เราก็พอใจ เพราะว่าตรงตามความหมายของคำว่าพัฒนาอย่างที่เราต้องการ ; ถ้ามันรกไปด้วยสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เราก็ถือว่าเป็นโทษ.

          ทีนี้ มนุษย์นี้มีเต็มไปอยู่ในโลก หรือว่าโลกมันเต็มไปด้วยมนุษย์. ถ้ามนุษย์เป็นผู้ไม่มีประโยชน์ก็เรียกว่าเป็นคนรกโลก โลกนี้รกไปด้วยมนุษย์ที่ไร้ประโยชน์. ถ้าหากว่าคนมันดี ก็เรียกว่า โลกนี้รกไปด้วยคนที่มีประโยชน์ ก็เรียกว่าโลกมันเจริญ. แต่แล้วความหมายทางธรรมมันยังมีลึกไปกว่านั้นอีก ; ที่เราพูดกันว่ามีประโยชน์ มีประโยชน์ นั้นแหละระวังให้ดี ; บางทีอาจจะรกรุงรัง, หรือว่าเพิ่มปัญหา เพิ่มภาระ เพิ่มความยุ่งยากไปเสียอีกก็มี. นี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวังอย่าให้มันขัดกันขึ้นมาได้.

          สมมติว่าเขาเอาของใช้ไม้สอย ที่แพงที่ทันสมัยไม่มีประโยชน์อะไร มาใส่ให้คุณเต็มไปทั้งบ้าน, แล้วคุณก็ใช้มันไม่ได้ ; มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร มันก็รกบ้านเปล่า ๆ , ราคาเป็นแสน เป็นล้าน เป็นร้อยล้าน อะไรก็มี. มันก็รกบ้านเปล่า ๆ มันก็กลายเป็นรกไปด้วยสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อีกเหมือนกัน.

          ทีนี้ ถ้าว่าใช้มันเป็น ใช้ได้ทุกอย่างเลย ; แต่ทีนี้ มันมาก มันเกินจำเป็น มันเกินฐานะ สิ่งเหล่านั้นมันก็ทำให้คุณปวดหัว แม้แต่จะเก็บรักษาเช็ดถูมัน ก็ไม่ไหวแล้ว ; นี้มันเกินฐานะ หรือเกินความจำเป็น. สิ่งนั้นก็ดีหรือมีประโยชน์อย่างที่เขาเรียกกันเหมือนกัน ; แต่ถ้า มองดูให้ดี มันกลายเป็นมาเพิ่มให้เกิดความทุกข์. นี่ดูความหมายของคำว่า พัฒนาหรือวัฒนา หรือวัฑฒนะ ในภาษาบาลีมันเป็นอย่างนี้.

          ถ้าเรา มีแต่เพียงพอเหมาะพอดี กับความเป็นอยู่หรือความเป็นไป ก็ ไม่ทำให้ปัญหายุ่งยากเกิดขึ้น. นี่เราจะเห็นวี่แววได้ว่า สิ่งที่มีประโยชน์ หรือสำเร็จประโยชน์ ไม่เป็นความทุกข์ขึ้นมานั้น มันอยู่ที่พอดี ; ตามหลักของพุทธศาสนาที่ว่า มันต้องมีความพอดี มากไปก็ไม่ได้ น้อยไปก็ไม่ได้. ที่เราจะทำให้มัน พัฒนานั้นจะทำอย่างไร จะให้มันมาก ไม่มีขอบเขต อย่างที่ว่า, หรือว่าจะทำให้มันพอดี ; เป็นสิ่งที่จะต้องคิดกันให้มาก มันต้องพอเหมาะพอดีไปด้วยสิ่งที่มีประโยชน์.

          ทีนี้ ถ้าพูดกันอีกแง่หนึ่ง ที่ว่าพอเหมาะพอดี หรือมีประโยชน์ของคนพวกหนึ่งอาจจะไม่จำเป็นเลยสำหรับคนบางพวก ; เช่นในเรื่องสิ่งของต่าง ๆ ที่ชาวบ้านจะต้องมี ไม่จำเป็นที่พระจะต้องมี ขืนเอามาใส่ไว้ในวัด มันก็รกเปล่า ๆ เหมือนกัน. หรือว่าวัดธรรมดาสามัญ รกไปด้วยอะไรหลาย ๆ อย่างก็ไปดูก็แล้วกัน ; แต่พระอรหันต์ท่านก็ไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้เลย อย่างนี้เป็นต้น. มันก็กลายเป็นของรกสำหรับพระอรหันต์ไปอีก.

          รกอย่างไม่มีประโยชน์ นี้เรียกว่า วัฒนา หรือวัฑฒนะ นั้น, มันแปลว่า รก ; แล้วเราจะเอาประโยชน์จากอันนี้ ก็ต้องเอาอย่างว่า รกด้วยสิ่งที่มีประโยชน์. แต่เมื่อ รกแต่สิ่งที่มีประโยชน์แล้ว มันต้องรกแต่พอดี ; ไม่ใช่เอาอะไรมาใส่มาสุมไว้จนเต็มบ้านเต็มเรือน ถึงหลังคา, ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น มันก็ไม่มีที่นอน ไม่มีที่เดิน อย่างนี้เป็นต้น. เพราะคำว่า วัฑฒนา นี้ มันมีความหมายเปิดให้เป็นอย่างยิ่ง : อย่างหญ้ารกเป็นพง บุกเข้าไปไม่ไหว อย่างนี้ก็เรียกว่า มันเวัฑฒนา, ผมยาวจนรุงรังรุ่มร่ามเป็นปิศาจ อย่างนี้ก็เรียกว่า มันวัฑฒนาเหมือนกัน ในเรื่องเส้นผมจนมันต้องตัด. นี้เราเอาเป็นที่แน่นอนกันว่า ; จะต้องรกด้วยสิ่งที่มีประโยชน์ และพอดี หรือตรงกับความต้องการของเรา หรือของสังคมของเรา.

คำว่า " พัฒนาอนามัย "

สำ  

หรับคำว่า อนามัย ไม่ใช่เป็นคำใหม่ เป็นภาษาบาลี ซึ่งท่านก็เห็นอยู่แล้วว่ามันเป็นภาษาบาลี. ภาษาบาลีนี้ในรูปคำว่า อนามัย นี้ เป็นคำที่ใช้มาแล้วตั้ง ๒ - ๓ พันปี เป็นอย่างน้อย. เพราะเราไปอ่านหนังสือเก่า ๆ พบเรื่องราวของคำว่า อนามัยนี้ ในหนังสือขนาดก่อนพุทธกาลประมาณสองพันปี สามพันปีมาแล้ว คนทักกัน ก็ทักกันด้วยคำ ๆ นี้.

          ถ้าเราสนใจสักหน่อย เมื่อไปฟังเทศน์เวสสันดรชาดก ตอนที่มีคำทักกันระหว่าง อัจจุตฤาษีกับชูชก. หรือระหว่างเวสสันดรกับฤาษี หรืออะไรก็ตาม ; คำแรกที่เขาทักกันจะพูดว่า "กจฺจิ โภโต อนา" ซึ่งแปลว่า อนามัยของท่านยังดีอยู่หรือ ? อนามัย นี้ไม่ใช่คำในสองสามวันนี้ เป็นคำที่เขาใช้พูดกันอยู่จริงในรูปนี้ คือคำว่า "อนามัย".

          ในกรณีทักกันนั้น คำว่า อนามัย หมายถึงปกติภาวะ ที่ทำให้มนุษย์ ไม่ต้องทน ; พูดเป็นคำนิยาม ก็ต้องพูดอย่างนี้ มันรุ่มร่ามอย่างไรอยู่. ปกติภาวะที่ทำให้มนุษย์ไม่ต้องทน ; คำว่า "ทน" นี้ คงเข้าใจกันได้แล้ว ทนเพราะมันเจ็บปวด ไม่สะดวก ไม่สบาย และไม่มีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งจนต้องทน ; ถ้ามีปกติภาวะ ที่เรียกว่าอนามัยนั้น มันไม่มีอะไรที่ต้องทน. เขาไม่ได้หมายเฉพาะแต่ว่า โรคภัยไข้เจ็บอย่างเดียว มันหมายถึงความปกติของร่างกายทุกชนิด. ถ้าโรคภัยมันมีอยู่ละก็ต้องเกิดการทน ; แต่ว่าถ้าต้องทน เราก็เรียกว่า โรคชนิดหนึ่งได้เหมือนกัน.

          อนามัย แปลว่า ปกติภาวะที่ไม่รู้สึกว่ามีโรค. นี่คืออนามัย ใคร ๆ ก็ต้องการ, โดยธรรมชาติก็ต้องการ ปกติภาวะอันนี้. คุณไปนึกเอาเองก็แล้วกันว่า พอมีอะไรผิดปกติขึ้นมา มันต้องทนทันที : เช่นเดี๋ยวมันก็จะปวดปัสสาวะขึ้นมาแล้ว มันต้องทน ; หรือจะปวดอุจจาระขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องทน ; แล้วมันต้องไปจัดการให้หายภาวะที่ต้องทน, เพื่อไม่ต้องทน ให้หายภาวะที่ต้องทน ; หรือมันเกิดเป็นโรคอะไรขึ้นมา อย่างแม้ที่สุด แต่มันเมื่อยหลัง เราก็ต้องทน. มันต้องแก้ไขให้ปราศจากภาวะที่ต้องทน ; ฉะนั้น ปกติภาวะที่ให้มนุษย์ไม่ต้องทนนั้นแหละคืออนามัย.

          เมื่อเรามี อายุมากเข้า เช่น แก่ ชรา มากเข้า ก็มีเรื่องที่จะ ต้องทน มากเข้า เพราะว่าอนามัยมันเสื่อมไป. เดี๋ยวนี้เอากันแต่ว่าคนหนุ่ม ๆ และปัญหาเฉพาะหน้าคือเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ, เรื่องที่ทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้นในตัว ในครอบครัว เราจะสนใจมันในลักษณะที่ว่า จะทำให้สูญสิ้นภาวะที่ต้องทน.

          แต่บัดนี้เรามุ่งหมายกันเฉพาะเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ และทุก ๆ อย่างที่มันเนื่องอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บ ; มันก็เลยเนื่องมาถึงเรื่อง กิน อยู่ นุ่งห่ม หลับนอนอะไร ๆ ทุก ๆ อย่างไปหมด ที่มันเนื่องกันอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บ, ถ้าทำผิดแล้วมันก็เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ; ฉะนั้น สิ่งใดที่มันเนื่องกันอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บ เราจะควบคุมมันให้ได้ ก็เรียกว่า เป็นผู้ที่มีอนามัย.

          เดี๋ยวนี้ เราก็มองกันในเรื่อง ความสะอาดซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของความไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ, ความรู้ความฉลาดที่จะป้องกันทางมาของความเสื่อมสุขภาพ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บทุกอย่าง ; รวมเป็นคำว่าอนามัย ; แล้วก็ไม่ควรถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ๆ เพิ่งนึกกันขึ้นมา. แต่ให้รู้ไว้ว่า มันเป็นเรื่องจำเป็น มีความสำคัญแก่มนุษย์มา ตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักความเป็นมนุษย์ ; แต่ไม่มีหลักฐานชัดโดยเหตุที่ว่า มันไม่มีอะไรบันทึกอยู่เป็นลายลักษณ์อักษร ในสมัยหมื่นปี หรือกี่หมื่นปีมาแล้ว. อย่างที่จะมีเป็นลายลักษณ์อักษร บันทึกเรื่องอะไรเหล่านี้ให้เรารู้ได้ นี้ก็เพียงสองสามพันปีมานี่เอง, แต่มันก็นานโขอยู่. ฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่า เรากำลังทำกันอยู่กับเรื่องที่มนุษย์ได้เคยทำมาแล้ว ในฐานะเป็นเรื่องที่สำคัญ.

          ในท้องถิ่นของเรายังจะต้องมีการนำ ในการพัฒนาเรื่องอนามัยนี้ มันก็เป็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาดูว่า ; มันทำเพื่อแก้ความล้าหลังป่าเถื่อน, หรือว่าทำเพื่อความเจริญที่สูงขึ้นไปจากระดับธรรมดา. ถ้ามัน เป็นการทำเพียงว่าแก้ไข ความป่าเถื่อนที่ต่ำมาก มันก็เป็นเรื่องน่าละอาย อย่างยิ่ง ; ถ้าเป็นการกระทำเพื่อพัฒนาให้มันสูงขึ้นกว่าระดับธรรมดา มันก็น่าชื่นใจ หรือน่าพอใจ. เหมือนในเรื่องที่จะมาขอร้องกันให้ทำส้วม, ทำอะไรอย่างนี้ ไปคิดดูเองก็แล้วกัน ; อย่างนี้มันยังอยู่ในระดับที่ยังไม่พ้นไปจากความเป็นป่าเถื่อน. จะต้องทำให้พ้นสูงกว่าป่าเถื่อน หรือว่ายังไม่สูงพ้นระดับธรรมดา ก็เขยิบขึ้นไปหน่อยอย่าถึงระดับธรรมดานัก, ให้ดีกว่าธรรมดาขึ้นไปสักหน่อย.

          มีหินอยู่แผ่นหนึ่งอยู่ที่สุโขทัย พบอยู่ในบริเวณเขตพระราชฐานสมัยพระร่วง, เป็นหินแผ่นขนาดเท่าโต๊ะ มีรูตรงที่แห่งหนึ่ง คล้าย ๆ พอจุโถส้วมแห่งหนึ่ง แล้วก็มีรางยาวออกไป. เมื่อแรกพบ เถียงกัน วิจารณ์กันต่าง ๆ นานา ครั้งแรกก็มองไปในแง่เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ เช่นโสมสูตร, ศินานโธรณี, ที่รดน้ำพระพุทธรูป หรือเทวรูปอะไร. ในที่สุด หลายปีเข้า มาพบความจริงว่ามันเป็นแผ่นหินที่ปิดส้วม ; เลยหัวเราะกันใหญ่ว่า เรื่องส้วมแบบปิดแมลงวัน หรือปิดอะไรนี่ เคยมีมาแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย ตั้ง ๘๐๐ ปีมาแล้ว. ลองคิดดูซิ นี่ก็แปลว่า เขารู้จักใช้ส้วม ชนิดที่มีอนามัยมาแล้วด้วยเหมือนกัน ในสมัยสุโขทัยนั้น.

          ทีนี้คนทีหลัง เป็นคนมักง่าย หรือเป็นคนอะไรก็ตาม ไม่สนใจ ใช้ส้วมธรรมชาติ เรี่ยราดไป ; มันก็เป็นเรื่องถอยหลังเข้าคลอง. ถอยหลังไปสู่ความป่าเถื่อน, ฉะนั้น เราจะมาอวดดีไม่ได้ เราจะอวดดี อวดเก่งกว่าบรรพบุรุษในเรื่องชนิดนี้คงไม่ได้, มันเป็นความเหลวไหลของลูกหลานชั้นหลัง, หรือว่าความบังเอิญเป็น หรืออะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ความเคยเจริญ เคยก้าวหน้าแล้วชะงักสูญหายไป ; ต้องมารื้อฟื้นกันใหม่. มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะนึกไปในทางอวดดีได้, ควรจะนึกไปในทางที่น่าสลดหรือสังเวช มากกว่า.

          ทีนี้ คำว่า อนามัย กับคำว่า พัฒนา มันมาด้วยกัน ก็อยากจะพูดถึงคำว่าพัฒนาต่อไปอีกสักหน่อย. การพัฒนาอนามัยนี้ อย่าเข้าใจว่า มันจะเป็นเรื่องที่ทำได้ตามลำพัง, แล้วมันคงจะไม่มีปัญหาเพียงแต่เรื่องทำส้วม ทำบ่อน้ำ หรือทำอะไรทำนองนี้ ; ถึงแม้ว่าในวันนี้ เราจะมิได้มีความมุ่งหมาย ที่จะทำความเข้าใจกันในขอบเขตที่กว้างขวางทั้งหมด ; แต่มันก็จำเป็นที่จะต้องรู้. เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าอนามัยนั้น มันมิได้มีแต่ทางร่างกาย มันมีทางจิตใจด้วย ; ถ้าอนามัยในทางจิตมันเสื่อมแล้ว อนามัยทางกายมันก็สูญเสียไปทันที นี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันไปเสียมาก.

          อนามัยทางกายก็มีมาก ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องส้วมเรื่องบ่อน้ำ มันมีมากอีกหลายสิบอย่าง ; แต่ว่าทั้งหมดนั้น มันก็ยัง ขึ้นอยู่กับอนามัยทางจิต. ถ้าอนามัยทางจิตดี อนามัยทางกายก็จะดี อนามัยทางจิตเสีย มันจะเสียหมด.

          พวกโยคีที่มีอนามัยทางจิตสูง, เขาอยู่อย่างไม่รู้จักกับโรคภัยไข้เจ็บ กินอาหารดิบ ๆ ก็ได้, กินใบไม้อะไรดิบ ๆ ก็ได้, กินของแข็งชนิดที่คนธรรมดาย่อยไม่ออกก็ได้ แล้วผ้าก็ไม่ค่อยจะนุ่ง, อยู่ในป่าที่ไม่มีบ้านเรือนปิดบัง ปกปิดมิดชิดอะไร ; แต่เนื่องจากอนามัยทางจิตสูง เพราะเขาฝึกเฉพาะ ก็เลยไม่มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวนเหมือนกัน ไม่รู้จักกับหยูกยาที่เรารู้จักกันนี้ อย่างยาปวดท้องปวดหัวนั้นไม่มีความหมายสำหรับคนพวกนั้น. อนามัยทางจิตของเขาแข็งแกร่ง จนไม่มีโอกาสที่จะปวดท้อง ปวดหัว.

          ไปคิดดูให้ดีเถิด อาการปวดท้อง ปวดหัวนี้มาจากอะไร ? มันมาจากร่างกายที่มัน ไม่มีอนามัยเพียงพอ ถูกแดดถูกฝนทนไม่ได้ ; หรือน้ำย่อยอาหารไม่แข็งแรงพอ มันย่อยอาหารไม่ได้. พวกแข็งแกร่งจนกินยาพิษได้ มันก็เลยมีอะไรแข็งแกร่งไปหมด ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโลหิต ความต้านทานในโลหิตสูงมาก. ในทางร่างกายก็สามารถต้านทานเชื้อหนอง ในทางเชื้อโรคอะไรต่าง ๆ ที่จะเข้าไปได้ ; แล้วมันก็ถูกหยุด ถูกระงับได้. ในทางจิต มันก็ต้านทานมาก ไม่รู้จักเกลียด ไม่รู้จักกลัว ไม่รู้จักโกรธ ไม่รู้จักรัก ไม่รู้จักยินดียินร้ายทั้งนั้นแหละ ; เพราะฉะนั้น คนเหล่านี้จึงไม่มีวิตกกังวล.

          พวกโยคีเหล่านั้นไม่มีได้ ไม่มีเสีย, จิตอยู่ในสภาพที่ไม่มีได้ ไม่มีเสียกับใคร, ก็เลยไม่มีเศร้า ไม่มีรัก ไม่มีขึ้น ไม่มีลง ไม่มีฟู ไม่มีแฟบ ; ฉะนั้น ก็เลยไม่รู้จักวิตกกังวล. ก็เลยไม่รู้จักเป็นโรคกระเพาะ ไม่ย่อยอาหาร นอนไม่หลับ ปวดหัว ความดันโลหิตสูง อะไรทำนองนี้ไม่มี, ไม่รู้จักกัน. เพราะอาการเหล่านี้มาจากความตกต่ำของโลหิต ของความต้านทานของโลหิต ของกำลังของโลหิต หรือความผิดปกติของมันสมอง.

          เดี๋ยวนี้เรามีอนามัยทางจิตเลวลง ๆ ทุก ๆ ชั่วอายุคน, ร่ายกายมันก็เลวลง ๆ มันก็ต้องการความช่วยเหลือจากภายนอก ทางการแก้ไข หรือหยูกยาอะไรก็ตามมากขึ้น, โรคภัยไข้เจ็บอะไรก็มีมากขึ้น และแปลกออกไปทุกที ๆ จนความรู้หรือการค้นคว้าเรื่องป้องกันโรคภัยไข้เจ็บนี้ มันตามหลังโรคอยู่เรื่อย เพราะมันอ่อนแอไปในลักษณะอื่นยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก.

          นี้จะเห็นได้ว่า อนามัยทางกายมันขึ้นอยู่กับอนามัยทางจิต. ถ้าเราจะมามัวแก้ไขแต่อนามัยทางกาย มันก็เป็นเรื่องน่าหัว ที่จะมาแก้กันแต่ปลายเหตุ ไม่เหลียวดูต้นเหตุ ; ไม่ค้นคว้าต้นเหตุ มามัวแก้แต่ปลายเหตุ มันก็มีปัญหามากขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ จนทำไม่ไหวในที่สุด. ฉะนั้น ควรจะฟังควรจะศึกษาธรรมะกันบ้าง ในฐานะเป็นเครื่องช่วยอนามัยทางจิต นั้นแหละ จะเป็นการพัฒนาอนามัยทางกายพร้อมกันไปในตัว จึงเป็นอันว่า เราต้องทำพร้อมกันไปทั้งสองอย่าง. ปัญหาเฉพาะหน้าของเรามี ในการที่จะต่อสู้มัน พร้อมกับการตัดต้นเหตุของมัน ; ในที่เฉพาะหน้าเรา จะต้องแก้ไขมันและพร้อมกันนั้น เราจะต้องมีความรู้เท่าทันที่จะป้องกันมัน จึงจะเป็นไปได้.

          ทีนี้ เราพิจารณาดูแล้ว เรียกว่าเรายังล้าหลัง แม้อาการภายนอก ที่เป็นปลายเหตุนี้ก็ยังมองกันไม่ลึก. ประชาชนของเราส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า แม้โรคอหิวาต์เป็นต้นนี้ มันมีเชื้อโรค ; เพิ่งจะรู้กันเมื่อเร็ว ๆ นี้ แล้วก็รู้กันเพียงไม่กี่คน, คนที่ไม่รู้และไม่ยอมเชื่อก็ยังมีอยู่อีกมาก. เขาเชื่อว่ามันเป็นผีบันดาล, หรือว่ามันเป็นอาการของผีให้ร้าย เทวดาให้ร้าย จึงเป็นอหิวาต์, คิดดูซิ มันก็เป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลายซึ่งเรียกว่า ผู้นำท้องถิ่นนี้จะต้องชี้แจงเขาให้ดี ๆ ให้เขาเข้าใจว่า นั่นมันเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะ สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร.

          เราจะต้องมองให้ลึกเข้าไป ถึงต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บทางกาย, และมองให้ลึกเข้าไปถึงขนาดที่ว่า นี่มันก็ยัง มาจากการที่จิตใจของมนุษย์นี้มันเลวลง มันเข้มแข็งไม่พอ ร่างกายอ่อนแอลง จนไม่มีกำลังจิตพอที่จะต่อสู้ตัวมันเองได้. เรายังมีหน้าที่ที่จะต้องทำอยู่อีกหลายระดับ ให้ลึกเข้าไป ๆ. สิ่งใดจำเป็นก่อน, หรือจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ, จะเป็นตายกันพรุ่งนี้มะรืนนี้ ; นี้จะต้องทำก่อน แล้วก็ทำไปตามลำดับ, ให้ลึกเข้าไปถึงส่วนลึก จนกระทั่งถึงเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ.

          คำว่า "พัฒนาอนามัย" นั้น ควรจะศึกษาให้สูงขึ้นไปจนถึงพัฒนาอนามัยทางจิต อันเป็นต้นเหตุของอนามัยทางกายด้วยเสมอไป. การพัฒนาทุกสาขาไม่ใช่เฉพาะสาขาอนามัย มันมีเรื่องทั้งอนามัยทางกายและทางจิต, และยังมีขอบเขตที่ว่ากว้างออกไป ที่ว่าเป็นเรื่องของบุคคลเพียงคนเดียวหรือเป็นเรื่องของสังคมทั้งหมดอีกด้วย. ฉะนั้น จึงต้องรู้ให้พอที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์ได้ ; และ ถ้าพัฒนาในทางวิญญาณได้ มันจะป้องกันได้กว้างขวาง มากกว่าที่จะพัฒนาทางจิตอย่างเดียว ; และมันจะเป็นการปฏิบัติธรรมะในพุทธศาสนา อย่างสมบูรณ์พร้อมกันไปในตัว.

พัฒนาอนามัย ก็เป็นการประพฤติธรรม

นี่  

อาจจะฟังไม่เข้าใจก็ได้ หรือว่าไม่เห็นด้วยก็ได้ ที่ว่าการปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง ในเรื่องพัฒนาอนามัยทางจิต แล้วก็สืบต่อลงมาถึงทางกายนี้ มันเป็นการปฏิบัติธรรมะในพุทธศาสนาโดยเฉพาะ พร้อมกันไปในตัว. การทำร่างกายให้ดี ทำจิตใจให้ดี นี่แหละคือการประพฤติธรรม.

          ทีนี้ มีไม่กี่คน ที่จะมองเห็นว่า การทำร่างกายให้ดี ทำจิตใจให้ดี อย่างนี้แหละคือการประพฤติธรรม ; โดยมากก็รู้สึกกันแต่ว่าประพฤติธรรมะก็ต้องไปที่วัด ต้องไปฟังเทศน์ ต้องไปให้ทาน ต้องไปสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร จะต้องไปนั่งวิปัสสนาจึงจะเป็นการปฏิบัติธรรม. นั่นมันนึกเอาเองตามประสาคนที่มองไม่เห็น ส่วนลึกของข้อเท็จจริงของธรรมชาติ.

          ธรรมะ มันอยู่ที่การทำให้ได้ขึ้นมา ที่เราเรียกว่า พัฒนาทั้งทางกายและทางจิต ; กายก็คือร่ายกาย จิตก็คือใจนี้. การที่จะแก้ไขกายและจิตสองอย่างนี้ให้มันดีขึ้นมา นี่เรียกว่าการปฏิบัติธรรม. โดยเนื้อแท้ที่ว่าไปเที่ยวสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ไปเที่ยวได้ทำบุญกันใหญ่โตนั้น มันก็เพื่อผลคือว่า จะทำให้ร่างกายและจิตใจของมนุษย์มันดีขึ้น แต่แล้วมันก็ไม่ได้ทำ. สร้างวัดเฉย ๆ, สร้างโบสถ์เฉย ๆ, ฟังเทศน์เฉย ๆ, ฟังเฉย ๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่ได้ปฏิบัติอะไร มันก็เลยตายด้านหมด.

          ทีนี้ เรามาพูดถึงสิ่งที่มันจริงจังว่า คือไม่ต้องพูดถึงโบสถ์ วิหาร หรือไปนั่งวิปัสสนาเลย ; พูดถึงการ แก้ไขสิ่งต่าง ๆ ภายในตัวเรา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ร่างกายกับจิตใจเรานี้ให้มันดีขึ้น ๆ ; นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมะในพุทธศาสนา. ฉะนั้น การพัฒนาร่างกายหรือจิตใจอะไรก็ตามนี้ มันก็เป็นการปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนา. การที่แก้ไขอนามัยทางกายก็ดี ทางจิตก็ดี ให้มีอนามัยทั้งสองทางนี้ดีขึ้นนั้น นี้คือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา.

          อาตมาไม่กลัวว่า ใครจะว่าอะไรก็ตามใจ ; ก็อยากจะพูดยืนยันอยู่อย่างนี้ว่า ; ไม่ต้องไปที่วัดก็ได้ ไม่ต้องไปสร้างโบสถ์ สร้างวิหารอะไรที่ไหนก็ได้ ถ้าอยากจะปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนานั้น จงทำไปในทางที่แก้ไขร่างกายและจิตใจนี้ให้มันดีขึ้น, ทำกันจริง ๆ จัง ๆ ในการแก้ไขร่างกายและจิตใจ ให้มันดีขึ้น ๆ . นี้แหละ จะเป็นการปฏิบัติธรรมในศาสนา. เป็นตัวการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา ; ทำที่นี่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ที่วัดก็ได้ ที่บ้านก็ได้ ; ก็ทำให้มันมีผลกว้างออกไปถึงขนาดที่ว่ามีผลเพื่อสังคมด้วย อย่าเพื่อตัวเองคนเดียว.

          นี้ถ้าท่านฟังดูจนเข้าใจแล้ว จะเห็นว่าในการที่เอาใจใส่เรื่องอนามัยให้ดีนี้ มันก็เป็นการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาด้วยเหมือนกัน, อย่าคิดเขลา ๆ ตื้น ๆ เพียงว่าโอ๊ย, มันเป็นเรื่องที่เขาบังคับให้ทำ หรือเขาชักชวนกันให้ทำเพื่อประโยชน์เพียงว่า จะอยู่กันสบายสักหน่อย โรคภัยไข้เจ็บสักหน่อย. นี่ก็เป็นคนที่เห็นอย่างสั้น ๆ ตื้น ๆ ในแง่ตื้น ๆ ไม่มองให้ลึก ให้เห็นว่า การแก้ไขนี้เป็นการแก้ไขที่มุ่งหมายจะให้มนุษย์ดีขึ้น ทั้งในทางกายและทางจิต.

          การที่รู้ว่าไข้เจ็บเป็นอย่างไร, แก้ไขได้อย่างไร, นี้มันก็เป็นความฉลาด ; ถ้ามี ความฉลาด ก็เรียกว่า มันดีขึ้นแล้วในทางจิตใจ. แล้วทาง ร่างกายก็แก้ไขให้มันดี ไปตามที่เรารู้ ; มันก็ดีขึ้น ๆ ทั้งทางกายและทางจิตใจ, ก็เรียกว่าปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาได้.

          อยากจะพูดว่า สิ่งที่เรียกว่า การทำบุญ. ทำบุญ นั้นแหละ ก็คือการพัฒนา เป็นการช่วยกันพัฒนา. ถ้าผิดจากนี้แล้วไม่ใช่การทำบุญ. อยากจะพูดตรง ๆ อย่างนี้ ถ้ามันเป็นการทำบุญที่แท้จริง มันต้องเป็นการทำที่มีการพัฒนา, หรือช่วยให้มีการพัฒนา ; อย่างเช่นเราทำบุญ เหมือนที่ทำ ๆ กันอยู่ จะทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างวัดวาอะไรนี้ ไปมองดูเถิด มันมุ่งหมายการพัฒนาทางกายและทางจิตของมนุษย์ทั้งนั้นแหละ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จนั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง.

          อย่างการทำบุญนี้ มันทำออกไปเพื่อให้เพื่อนมนุษย์ได้รับประโยชน์มีความเจริญขึ้น อย่างน้อยก็ทางร่างกาย มีการสร้างศาลา สร้างบ่อน้ำ สร้างอะไร ก็เป็นการทำบุญ เพื่อให้มนุษย์ได้รับประโยชน์ทางร่างกาย. ทีนี้มันไม่ใช่แต่เพียงทางร่างกาย ; การทำบุญนั้น มันมีการทำให้มีการสั่งสอน มีการแนะนำ มีการถือศีล มีการปฏิบัติธรรม มันก็ทำให้มีจิตใจดีขึ้น, และในบางแง่ มันก็เป็นการชักชวนกันมาก ๆ ช่วยกันพัฒนา. การทำบุญตามวัดวาอารามอะไรต่าง ๆ นี้ แล้วผู้ทำนั้น ทำด้วยหวังว่าทั้งตัวเองและเพื่อนมนุษย์จะดีขึ้น ; อย่างนี้ มันก็เป็นการพัฒนาอย่างยิ่งทั้งกายและทางวิญญาณ ; ถ้าผิดจากนี้ไม่ใช่การทำบุญ.

          ถ้าผิดจากการพัฒนาไปแล้ว ไม่ใช่การทำบุญ มันเป็นการค้ากำไร ; ไม่ใช่การทำบุญ เช่น เราสร้างวัด โดยคิดว่าเราจะได้สร้างสวรรค์วิมานอย่างนี้ มันก็เป็นการค้ากำไรเกินควร ไม่ใช่การทำบุญ ; แต่ถ้าเราสร้างวัดเพื่อให้มนุษย์ดีขึ้น รวมทั้งตัวเราเองด้วย อย่างนี้เรียกว่าเป็นการทำบุญที่แท้จริง เพราะมันเป็นการพัฒนา. ส่วนผู้ทำบุญสักนิดหนึ่งแล้วจะเอาวิมาน จะเอาสวรรค์ นี้มันเป็นเรื่องละเมอเพ้อฝัน, เรื่องทำบุญอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ใช่บุญจริง ; แต่คนชอบอย่างนั้น เขาก็ต้องพูดอย่างนั้น. ถ้าทำบุญจริงมันก็ต้องเป็นการกระทำที่มีการพัฒนาแก่ร่างกายและจิตใจของมนุษย์โดยตรง ; ไม่ต้องเป็นเรื่องสวรรค์วิมาน ซึ่งมันมีการเฟ้อไปด้วยกามคุณ หรือกามารมณ์ จนไม่เป็นการพัฒนาและไม่เป็นอนามัยที่ดี.

          สมมติว่ามันจะเป็นได้จริง ตามที่เขาพูดกันว่า ทำบุญไปได้วิมาน แล้วก็มีนางฟ้าเป็นบริวารเป็นร้อยเป็นพันอย่างนี้ มันก็ตายหมด ; เพราะผู้ชายคนหนึ่งจะไปอยู่กับผู้หญิงเป็นร้อย ๆ พัน ๆ อย่างนี้มันก็ต้องตาย มันยิ่งกว่าไม่มีอนามัย ; มันก็เป็นคนละเรื่อง. แต่ทว่า ถ้าเราสร้างโบสถ์ สร้างวิหารอะไรก็ตาม เพื่อแก้ไขทางจิตใจทำมนุษย์ให้เห็นแก่ตัวน้อยลง. นี่เป็นการพัฒนาทางจิตอย่างสูง แล้วก็เพื่อประโยชน์แก่คน แม้เพียงว่า ให้คนไปนั่งพักผ่อนหย่อนใจในวัดที่สร้างขึ้น ; นี้มันก็เป็นการพัฒนาอนามัยทางกาย. ทุกอย่างมันต้องเป็นการพัฒนาที่ถูกต้องตามความหมาย มันจึงจะเป็นการทำบุญ ; ถ้าไม่เช่นนั้นมันเป็นเรื่องหลอกกันให้ทำบุญ หรือว่าเป็นการค้ากำไรเกินควร.

          นี่ถ้าเมื่อพูดถึงอนามัยทางจิต อนามัยทางวิญญาณกันแล้ว ก็ต้องนึกให้กว้างถึงอย่างนี้ เพราะมันเป็นปัจจัยสำคัญของอนามัยทางร่างกาย. ถ้าคนมีจิตใจสูง มีอนามัยทางจิตจนมีจิตใจสูง ก็จะชิงกันสร้างส้วมสาธารณะ. คุณมองเห็นไหม ? ถ้าคน มีจิตใจสูงไม่เห็นแก่ตัว จะชิงกันสร้างส้วมสาธารณะ. แต่เดี๋ยวนี้สร้างส้วมใช้เองก็ยังไม่ทำ เพราะมันมีความเห็นแก่ตัวมาก, มันมีความเห็นแก่ตัวสองซ้อน.

          คนที่เราไปชวนเขาให้สร้างส้วมให้ถูกอนามัยใช้ เขาก็ไม่ยอมทำ ; อย่างนี้ทั้ง ๆ ที่เขาก็เป็นคนเห็นแก่ตัว ; แล้วสร้างนี่ก็สร้างเพื่อตัวเขา เขาก็ยัง ไม่ยอมทำ ; เรียกว่า เขามีความเห็นแก่ตัวสองซ้อนหรือสองชั้น คือมันมากเกินไป. แปลว่า จิต นั้นไม่มีความสูงในทางอนามัยเสียเลย ไม่มีความสูงในทางจิตใจเสียเลย ; มันเป็นจิตที่สกปรก ตกต่ำ มืดมัว เศร้าหมอง เร่าร้อน เป็นอันธพาล.

          แต่ ถ้าจิตใจนั้นถูกแก้ไขให้ดีขึ้นโดยธรรมะ มันก็จะเป็นจิต ที่มีอนามัยทาจิต มีความถูกต้องทางจิต มันก็จะชิงกันสร้างส้วม ; แม้เป็นส้วมสาธารณะ ไม่ใช่เพื่อใช้เอง อื่น ๆ ก็เหมือนกัน. ถ้าคนมีอนามัยทางจิตดี มีธรรมะ มีความถูกต้องทางจิต มีความปกติทางจิตแล้ว ; จะฟังสิ่งต่าง ๆ เข้าใจ, แล้วก็จะชิงกันปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องหรือควรปฏิบัติ.

          ถ้าเป็นเรื่องพัฒนา มันก็ต้องเป็นการปฏิบัติธรรม นี่คือหัวข้อในตอนนี้ ถ้ามีการปฏิบัติธรรม มันก็จะต้องเป็นการพัฒนา : ไม่ว่าทางกายก็ทางจิต หรือทั้งสองทาง ไม่แก่ตนเอง ก็แก่ผู้อื่น หรือสังคม ; ถ้าไม่เช่นนั้น ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม.

          อาตมาอยากจะขอร้องว่าให้ทุก ๆ ท่านที่มานี้ เข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจการอนามัย ในฐานะเป็นการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เป็นการจำใจที่จะต้องทำ เพราะกลัวโรคอหิวาห์ ; อย่างนั้นไม่ใช่การปฏิบัติธรรม ; มันขี้ขลาด มันกลัวตาย แล้วมันจึงทำ, หรือว่า เพราะเจ้านายบังคับ ; อย่างนี้มันใช้ไม่ได้. จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานเหล่านี้ ในฐานะที่มันเป็นการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา หรือตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ปฏิบัติธรรม.

จะปฏิบัติธรรม ต้องรู้จักธรรม

ที  

นี้ อยากจะพูดถึง คำว่า ธรรม กันเสียสักหน่อย เมื่อตะกี้ก็ได้พูดกันแล้วบ้าง อย่าหาว่าดูถูก ดูหมิ่นเลย อยากจะพูดว่าเพื่อนมนุษย์ของเรานี้ ยังรู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรมนี้น้อยไป ; บางทีก็น้อยมากจนน่าสงสาร ธรรมอยู่ที่วัด พระธรรมอยู่ที่วัด บางทีก็อยู่ในใบลาน อยู่ในหนังสือ อยู่บนธรรมาสน์ ไม่รู้ว่า ธรรมะนั้นมันคือทุกสิ่งและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือหน้าที่.

          ขอให้เข้าใจไว้ให้ถูกต้องว่า ธรรมะที่แท้จริงนั้น คือหน้าที่ที่มนุษย์ต้องกระทำ : หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องกระทำต่อตัวเอง คือต่อเนื้อตัวของตัวเอง ต่อลูก ต่อเมีย ต่อครอบครัว ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่ออะไรทั้งหมดนี้ หน้าที่นี้แหละคือธรรม. เราต้องทำหน้าที่นี้ จึงจะเป็นการปฏิบัติธรรม ; แต่แล้วก็ไม่มีความรู้พอ ไม่มีความเข้าใจพอว่า ธรรมะนั้นคือหน้าที่. เราจะต้องกินอยู่ให้ถูกต้อง จะต้องถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะให้ถูกต้อง จะต้องนุ่งห่มให้ถูกต้อง จะทำอะไรให้ถูกต้องตามหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำตามกฎของธรรมชาติ ตามที่ธรรมชาติระบุไว้ ให้ทำสิ่งเหล่านี้ทุก ๆ อย่างให้ถูกต้อง, นั่นแหละคือธรรม, คือการปฏิบัติธรรม, นั่นคือตัวธรรม.

          ถ้าจะพูดให้มากไป มันจะกินเวลามาก จึงจะสรุปสั้น ๆ คำว่า " ธรรม, ธรรม " นี้ว่า ถ้าเอาตัวภาษาบาลีเป็นหลัก เพราะคำนี้เป็นภาษาบาลี คำว่า ธรรม ๆ คำเดียวนี้ หมายถึงตัวธรรมชาติ ทั้งหมดด้วย, แล้วหมายถึง กฎของธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในตัวธรรมชาติเหล่านั้นด้วย, แล้วก็หมายถึง หน้าที่ที่มนุษย์ทุกคน จะต้องทำ ให้ถูกตรงตามกฎของธรรมชาตินั้นด้วย, นี่คือตัวธรรมที่สำคัญมันอยู่ตรงนี้ ; แล้วก็จะได้เกิดผลขึ้นมาจากการกระทำหน้าที่นั้น ก็เรียกว่าธรรมอีกเหมือนกัน คำว่า ธรรม มันมี ๔ ความหมายลึก ๆ :-

          ๑. ธรรมชาติ หมายถึง รูปธรรม นามธรรม แผ่นดิน โลก ที่เราเห็น ๆ อยู่ จิตใจหรือชีวิตของสิ่งที่มีชีวิต นี้ก็เรียกว่านามธรรม, รูปธรรม นามธรรมนี้คือตัวธรรมชาติ : เป็นสัตว์ เป็นคน เป็นต้นไม้ เป็นก้อนดิน ก้อนหิน อะไรก็ตามเป็นธรรมชาติ เป็นรูปธรรม นามธรรมทั้งหมด นี้ก็เรียกว่าธรรมเหมือนกัน คือธรรมชาติ.

          ๒. ในธรรมชาติทั้งหมด มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวว่า ; นั้นต้องเป็นอย่างนั้น มาปนเข้ากับอันนี้นั้นต้องเป็นอย่างนั้น, มาผสมเข้ากับอันนั้นต้องเป็นอย่างนั้น. แล้วจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนั้น, มีกฎที่ตายตัว ; นี่เราเรียกว่า กฎของธรรมชาติ. กฎของธรรมชาตินี้ ภาษาบาลีก็เรียกว่า ธรรม เหมือนกัน.

          ๓. ทีนี้กฎของธรรมชาติมีอยู่อย่างนี้ มนุษย์ต้องทำตาม หลบหลีกไม่ได้ หลบหลีกเป็นเกิดเรื่อง ที่จะต้องทน. ถ้าทำผิดจะมีเรื่องที่ต้องทน ; ทำถูกไม่มีเรื่องที่ต้องทน. นี่เรียกว่า หน้าที่ มนุษย์ต้องทำหน้าที่ของตนตามที่กฎธรรมชาติต้องการ.

          ๔. เมื่อทำหน้าที่ตามที่กฎธรรมชาติต้องการแล้ว ก็เกิดผลจากการทำหน้าที่นั้น. คำว่า "หน้าที่" นี้มันมีตั้งแต่ต่ำที่สุด ไปจนถึงสูงที่สุด ; หน้าที่ทางกายต้องกินอาหาร ต้องอาบ ต้องถ่าย ต้องนุ่งห่ม ต้องทำอะไรให้มันถูกต้อง นี่หน้าที่ทางกาย แล้วหน้าที่ทางจิตใจ ก็ต้องรู้จักตั้งจิต ดำรงจิต ฝึกฝนจิต อย่างนั้น ๆ ให้ถูกตามหน้าที่ ; มิฉะนั้น มันจะเป็นไฟ หรือเป็นนรกขึ้นมาในจิต ถ้าทำถูกต้องตามหน้าที่ ผลก็เกิดเป็นสวรรค์ขึ้นมาในจิตใจของเรา.

          ทีนี้ เนื่องจากเราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ ธรรมชาติมันบังคับว่า คนอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ ต้องนึกถึงหน้าที่ ที่เราจะต้องทำแก่สังคมอีก มันก็เลยเป็นหน้าที่ส่วนตัว, หน้าที่เกี่ยวกับสังคม, หน้าที่เกี่ยวกับร่างกาย, หน้าที่เกี่ยวกับจิตใจ, ทั้งหมดนี้เรียกว่า หน้าที่ คำเดียวเท่านั้น. หน้าที่นั้นคือธรรม ฉะนั้น หน้าที่ทางอนามัยก็คือธรรมชนิดหนึ่ง แต่พวกอนามัยกลับไม่เรียกว่าธรรม ; ฉะนั้น หน้าที่ทางอนามัยก็คือธรรมชนิดหนึ่ง แต่พวกอนามัยกลับไม่เรียกว่าธรรม ; ไปเรียกว่าอนามัย เรียกว่าทำส้วม เรียกว่าทำบ่อน้ำ เรียกอะไรก็ตามใจ. แต่โดยธรรมชาติแล้ว อันนั้นแหละคือธรรมชาติที่มนุษย์จะต้องทำ แล้วก็เรียกว่า ธรรม เรียกว่าหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ คือปฏิบัติธรรม จะต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ; ถ้าไม่ทำ ธรรมชาติก็ลงโทษ, ไม่ทำพระเจ้าลงโทษ.

          สิ่งที่เรียกว่า ธรรม นั้นคือหน้าที่, สิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ นั้นคือธรรม ; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า อนามัย ก็คือธรรมะแขนงหนึ่งในหลาย ๆ แขนง ที่จำเป็นแก่มนุษย์. อย่าเตะให้มันกระเด็นออกไป ในฐานะเป็นกิจการอนามัย. จงดึงมันเข้ามาหาสิ่งที่เรียกว่าธรรม ในฐานะเป็นธรรม, เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ, เป็นธรรมะแขนงหนึ่งของธรรมะทั้งหลาย.

          อย่าสนใจกับอนามัยในฐานะเป็นอะไรก็ไม่รู้ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา แยกขึ้นมาพูดเอาเอง ; ที่จริงมันเป็นของธรรมชาติ ธรรมชาติกำหนดไว้ ธรรมชาติระบุไว้ ธรรมชาติควบคุมอยู่ ; ไม่ทำไม่ได้ ; และเมื่อทำไปตามนี้ จะได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธศาสนา : คือว่า มันดีขึ้น พัฒนาขึ้น ทั้งทางกายและทางจิต นี่คือการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา.

          ขอให้มองเห็น ให้ยุติธรรมกันอย่างนี้ จะได้รักงานนี้ จะได้สนุกในการทำงานนี้ ไม่ใช่ฝืนใจทำ มันเป็นสิ่งที่น่าทำอย่างยิ่ง, ชวนทำอย่างยิ่ง, ทำแล้วภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ; เพราะว่าเป็นการปฏิบัติธรรมตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้า ; หรือถ้าพูดอย่างกว้างขวาง ก็คือว่าตามที่ธรรมชาติมันต้องการ.

          ถ้าพูดอย่างอุปมาอีกที ก็ว่าตามที่พระเจ้าเรียกร้อง ศาสนาที่เขาถือพระเจ้า เขาก็พูดว่าพระเจ้าเรียกร้อง, หน้าที่ที่มนุษย์ควรทำทั้งหมดนี้ เขาว่าพระเจ้าเรียกร้อง ว่าเราจงมาทำหน้าที่ ที่พระเจ้าเรียกร้อง. แต่ถ้าเราเป็นผู้ที่ไม่ถือศาสนา มีพระเจ้าหรือไม่ถือศาสนาอะไรเลย เราก็ยัง หลีกไม่ได้ เพราะมัน เป็นสิ่งที่ธรรมชาติเรียกร้อง, ลองไม่ทำดูซิ มันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าธรรมชาติมันมีอำนาจมากยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ไม่มีสิ่งใดจะมีอำนาจเหนือธรรมชาติ.

          ธรรมชาตินั่นแหละคือตัวพระเจ้า คือตัวพระธรรม หรือคือตัวอะไร ๆ ที่นับถือกันอย่างยิ่ง หรือกลัวกันอย่างยิ่ง แล้วความโง่ทำให้ไม่กลัว แล้วก็พากันไม่ปฏิบัติ ; เมื่อไม่ปฏิบัติ ; มันก็มีผลเกิดขึ้นมาอย่างน่าเศร้า น่าละอาย.

          สรุปความว่า พัฒนาอนามัยนั้น คือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา.

พระพุทธเจ้า ทรงเป็น จอมนักพัฒนา

ที  

นี้ อยากจะขอร้องให้นึกถึงพระพุทธเจ้าบ้าง พระพุทธเจ้าทรงเป็นจอมหรือเป็นโจกของนักพัฒนา ; ฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อ เพราะความอวดดีหรือความเข้าใจผิดของเราว่า เราเป็นนักพัฒนา เลยเห็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพัฒนา.

          ขอให้มองตามความที่กล่าวมาแล้วว่า : ธรรมะทั้งหมดเป็นการพัฒนา, การปฏิบัติธรรมทั้งหมดนั่นแหละเป็นการพัฒนา. พระพุทธเจ้าเป็นจอมโจกของนักพัฒนา ทั้งทางกายและทั้งทางจิต, มีระเบียบวินัย ที่เป็นอนามัยทั้งทางร่างกายมากกว่าที่พวกคนเหล่านี้ปฏิบัติกันเสียอีก. ไปอ่านดูในสิกขาวินัย วินัยที่เกี่ยวกับรักษาร่างกายให้ถูกอนามัย อย่างนี้มีมาก : เช่น ถ่ายอุจจาระเบ่งแรงก็เป็นอาบัติ. ส่วนพวกชาวบ้านนี้ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้เลย, นักอนามัยชาวบ้านนี้ก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้.

          ยังมีอะไรอีกมาก ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ในสิกขาบทที่จะต้องปฏิบัติเพื่ออนามัยเท่านั้น. แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทำอะไรเพียงเท่านี้ ; เพราะว่าเป็นนักพัฒนาจิต, และเพราะว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับจิต ทุกอย่างที่เกี่ยวกับมนุษย์ มันขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวที่เรียกว่าจิต ; ฉะนั้น ท่านจึงมุ่งพัฒนาจิต ; เมื่อจิตพัฒนาแล้วมันก็ควบคุมทุกสิ่งให้เป็นการพัฒนาไปหมด ทั้งทางกาย ทางอะไร.

          ถ้าเราจะพูดกันถึงพระพุทธเจ้าในลักษณะนี้แล้วละก็ พูดกันหลายวันหลายเดือนก็ไม่จบ แต่พูดได้ทันทีเลย พูดได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นจอมโจกแห่งนักพัฒนาก็ตาม นักเศรษฐกิจก็ตาม นักอะไรก็ตาม ฉะนั้น เราต้องนึกถึง การพัฒนาจิตตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้ากันด้วย.

          นี่ถ้าเราไปทำกับประชาชน กับชาวบ้านของเรานี้ ; ถ้าจิตใจของเราต่ำ เขาจะไม่เล่นด้วยกับคุณ. เขาจะหาหนทางหลบเลี่ยงเบี่ยงบ่าย อย่างที่เรียกว่า "เหมือนกับจับปูใส่กระด้ง" อยู่เสมอไป. เราต้องไปพัฒนาจิตใจของเขาให้สูงขึ้นมาบ้าง ตามสัดส่วน ที่เราจะไปทำกันต่อไป ; เขาก็จะหันมาหาเรา, เขาจะนึกสนุกในการงาน. เพราะว่าถ้าจิตมันดีแล้ว ทุกอย่างมันดีเองหมด, แล้วการงานมันสนุกด้วย. ถ้าจิตมันต่ำแล้ว การงานมันน่าเบื่อระอา ; ผู้ที่มีจิตใจต่ำ จะเห็นการงานเป็นของน่าเบื่อ น่าระอา ; ถ้ามีจิตใจสูงแล้ว การงานเป็นของน่าสนุก เพราะว่าการงานนั้นเป็นการปฏิบัติธรรม.

          การงานเป็นการปฏิบัติธรรมนี้ ขอให้ท่องเป็นมนต์ไว้สักบทหนึ่ง ; ว่าการงานนั้นคือการปฏิบัติธรรม. บอกลูกบอกหลาน บอกลูกแดง ๆ เลยว่า มาเถียงกันเท่าไรก็เอา พิสูจน์ได้ทุกเมื่อว่า : "การงานนี้คือการปฏิบัติธรรมตามแบบของพระพุทธเจ้า" ; ที่บ้านก็ได้ ที่วัดก็ได้ ที่ทุ่งนาก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ในห้องน้ำก็ได้ ห้องส้วมก็ได้ ; ขอให้ทำหน้าที่หรือการงานให้ถูกต้อง ก็จะเป็นการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา. แล้วลูกเด็ก ๆ ของเราก็จะมีพื้นฐานทางจิตใจที่ดี, มีอนามัยทางจิตใจที่ดี, แล้วก็จะพูดกันง่ายในเรื่องอื่น รวมทั้งเรื่องอนามัยทางร่างกายด้วย.

          เดี๋ยวนี้ จิตใจมันกำลังเป็นโรค โรคทางจิต โรคความโลภ ความโกรธ ความหลง, โรคอะไรแล้วแต่จะเรียกกัน ; แต่มัน สรุปรวมอยู่ที่โรค ๆ เดียวกัน คือโรคเห็นแก่ตัว. กิเลสทั้งหมดที่เป็นโรคทางจิต มีหลายร้อยหลายพันชนิด รวมแล้วเป็นโรคอย่างเดียว คือโรคเห็นแก่ตัว : ความโลภก็เพราะว่าเห็นแก่ตัว, ความโกรธก็มาจากเหตุที่มันเห็นแก่ตัว มันจึงโกรธได้, ความหลงความโง่ มันก็เพราะเรื่องเห็นแก่ตัว. กิเลสทั้งหมดมันสรุปอยู่ที่เห็นแก่ตัว, มีความยึดมั่นถือมั่นโดยเป็นตัวกู - ของกู โรคมันอยู่ที่โรคนี้โรคเดียว. ถ้าแก้ไขโรคทางจิตนี้ให้หายไปได้ มันก็จะมีอนามัยทางจิตดีขึ้น ; นอนหลับสนิท ไม่สะดุ้ง ไม่หวาดเสียว ไม่ขี้โกรธ ไม่วิตกกังวล อะไรอย่างนี้ ; แล้วก็จะ ไม่มีโรคทางกายอีกเยอะแยะ : ไม่มีโรคปวดหัว ไม่มีความดันโลหิตสูง ไม่มีโรคลำไส้ตลอดกาลอะไรอย่างนี้.

          นี้เรื่อง พัฒนาทางจิตซึ่งเป็นสิ่ง ๆ เดียวที่เป็นต้นเหตุของการพัฒนาทุก ๆ แขนง ทุกสาขา ถ้าเราชักชวนให้เพื่อนมนุษย์ของเราเข้าใจเรื่องนี้ มันจะสนุกในการพัฒนา ; ไม่มีใครดื้อดึง ไม่มีใครคอยขัดคอ ขัดขา. อย่าไปชวนกันแต่เพียงว่า มันเป็นของที่จะต้องทำตามทางราชการขอร้องหรือบังคับ, หรือว่าถ้าไม่ทำอหิวาต์ก็จะกินเรา อะไรทำนองนี้; อย่างนั้นก็พูดได้เหมือนกัน พูดไปได้ , แต่ว่าอย่าให้มันเพียงเท่านั้น.

          ให้เขาเห็นว่า นี้คือการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง, ให้เขาเห็นว่า นี้แหละคือการทำบุญกุศลที่แท้จริง ไม่ใช่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วก็แท้จริงด้วย ; ไม่ต้องเสียเวลา เป็นหลายฝักหลายฝ่ายไปทำบุญที่วัด ทำงานที่บ้านอะไรอย่างนี้ นั่นมันเป็นความเข้าใจผิด ทำงานที่ไหน มันเป็นการทำบุญที่นั่น. ขอให้งานนั้น มันเป็นงานที่ต้องทำไปตามหน้าที่ ที่ธรรมชาติต้องการ ตามที่ธรรมะต้องการ ; มีการทำงานที่ไหน ก็มีการทำบุญที่นั่น, แล้วเป็นการทำบุญจริง ๆ เสียด้วย ; ไม่ใช่บุญชนิดที่มาหลอกเอาเหยื่อมาล่อหรืออะไร ให้มันยุ่งกันไปหมด.

          ก็เป็นอันว่า นอกจากจะไปชักชวนกันไปทำงานเกี่ยวกับอนามัยแล้ว, เป็นการปฏิบัติธรรมะไปในตัว, เป็นการสอนศาสนาไปในตัว, เป็นการรู้จักพระพุทธเจ้ามากขึ้นพร้อมกันไปในตัว, นั้นมันเป็นของสูงสุด. และให้ถือไว้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นหัวหน้าพัฒนาการ เป็นจอมโจกของนักพัฒนา ; พัฒนาทั้งทางกาย พัฒนาทั้งทางจิต แล้วก็มุ่งพัฒนาทางจิต เพราะว่าจิตเป็นที่รวมยอดของสิ่งทั้งปวง.

          เดี๋ยวนี้ลูกหลานของเรา หรือเพื่อนฝูงของเรา ไม่มีจิตที่เจริญแล้ว : คือไม่มีจิตที่ถูกพัฒนาแล้ว ; เป็นโรคเห็นแก่ตัวจัด มันไม่ยอมฟังเสียง ; แม้แต่ให้ทำประโยชน์แก่ตัวเขาเอง ก็ยังไม่ยอมทำ อย่างที่พูดมาแล้วว่า ให้ทำส้วมใช้เองมันก็ยังไม่ยอมทำ ; แล้วเหตุไฉน จะไปทำส้วมสาธารณะได้. ฉะนั้น ต้องมาพิจารณากันในข้อที่ว่า มันกำลังเป็น โรคชนิดหนึ่ง ที่เป็นอุปสรรคแก่การพัฒนาอย่างยิ่ง : คือโรคเห็นแก่ตัว. มันต้องพัฒนาจิตเสียก่อน ให้ความเห็นแก่ตัวซาลงไป ซาลงไป ก็จะง่ายแก่การพัฒนาที่แท้จริงทุก ๆ อย่าง.

ความเห็นแก่ตัวจัด ก็สูญเสียอนามัยทางจิต

 

ดี๋ยวนี้มันมีความเห็นแก่ตัวจนถึงขนาดว่า จะไม่ยอมทำอะไรให้เหน็ดเหนื่อย, ให้ผู้อื่นมาทำให้. เห็นแก่ตัว ; แล้วก็ขยันทำเอาเองเพราะเห็นแก่ตัว นี้ยังดีนะ เดี๋ยวนี้มันเห็นแก่ตัวขนาดสองซับสองซ้อน ถึงขนาดว่าไม่อยากทำ แต่จะให้ผู้อื่นมาทำให้ ; มันเหมือนกับคนทั่ว ๆ ไป ไม่อยากทำอะไรจะรอแต่ให้รัฐบาลมาทำให้. จะเป็นเรื่องถนนหนทาง จะเป็นเรื่องเหมืองเรื่องฝาย เรื่องอะไรก็ตามใจ จะรอแต่ให้รัฐบาลทำให้ หรือว่ารอให้คนอื่นมาทำให้ ; อย่างนี้มันเห็นแก่ตัวสองซ้อน.

          ถ้าเห็นแก่ตัวชั้นเดียว มันก็ขยันทำเพื่อเห็นแก่ตัวกู - ของกู นี้ก็ยังดี ; เห็นแก่ตัวสองชั้นนี้ มันขี้เกียจ, ไม่อยากทำ ไม่อยากเหนื่อย ไม่อยากขยับกาย, รอให้คนอื่นมาทำให้ ; ครั้นไม่มีใครเขามาทำให้ก็โพนทะนาด่าว่า. นี้เป็นเรื่องที่มีจิตใจตกต่ำ สูญเสียอนามัยทางจิตอย่างสิ้นเชิง ; แล้วคนชนิดนี้จะมีการพัฒนาอะไรไม่ได้ เพราะว่าเป็นคนที่มีกิเลสเป็นพระเจ้า ไม่ใช่มีธรรมะเป็นพระเจ้า ; เพราะมีกิเลสเป็นตัวเขา มีกิเลสเป็นพระเจ้า.

          ถ้าเราถามกิเลสดูว่า เกิดมาทำไม ? สมมติว่า, หรือว่า ถ้าเป็นเรื่องจริง ที่เราทำได้. เราถามกิเลสดูว่า เกิดมาทำไม ? กิเลสก็จะบอกไปตามภาษากิเลส : เกิดมาเพื่อเอา เพื่อได้ เกิดมา เพื่อกาม เพื่อกิน เพื่อเกียรติ ; กิเลสมันก็จะว่าอย่างนี้ : ว่าเกิดมาเพื่อ กิน กิน กิน เล่น เล่น, เกิดมาเพื่อกาม เพื่อกามารมณ์, เกิดมาเพื่อเกียรติ มีหน้ามีตา อะไรอย่างนี้.

          แต่ถ้าเราจะถามธรรมะ หรือถามพระธรรมดูบ้างว่า เกิดมาทำไม ? พระธรรมก็จะตอบว่า เกิดมาเพื่อสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ; เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินั้น ยังไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ซึ่งถ้าว่าไปแล้ว มันเป็นเรื่องสัญชาตญาณอยู่มาก.

          เกิดมาเพื่อกินนี้ เป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง สัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น. เกิดมาเพื่อกามารมณ์ บางทีก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน แม้ว่าจะมีอะไร ๆ แปลกกันโดยรูปร่าง แต่ความหมายอย่างเดียวกัน. หรือว่า เกิดมาเพื่อเกียรติ ที่เขาพูดถึงกันนัก มันก็ยังไม่สูงอะไรนัก เพราะมันเป็นเรื่องที่หลงใหลชนิดหนึ่ง. มันควรจะต้องมีอะไรที่ดีกว่านั้น ถึงเป็นเกียรติก็ไม่เป็นเกียรติที่ควรหลงใหล. ถ้าว่ามันมากนักแล้ว มันก็จะเป็นเหมือนกับว่า สุนัข, ที่พอเราตบมือ มันก็กระโดดสูงขึ้นมาทันที ; แปลว่า เขายุให้ทำอะไรก็ได้. ถ้าว่าเมาเกียรติถึงขนาดนั้นแล้ว มันก็ไม่ใช่เกียรติแล้ว. เดี๋ยวนี้ก็ชอบให้คนอื่นมาประจบ มายกยอปอปั้น มายุ มาเสริม มาใส่หาง ตามภาษาที่บ้านเราเรียกกัน มันจึงจะทำ ; นี้ไม่ไหว. ถ้าไม่มีใครมายกมายอ อย่างนี้ก็ไม่ยอมทำ ; อย่างนี้ก็ไม่ไหว. ฉะนั้น คำว่าเกียรติชนิดนั้นมันใช้ไม่ได้.

          ถ้ามันเป็นเกียรติที่ถูกต้องบริสุทธิ์สมกับคำว่า เกียรติ มันก็ควรจะเกี่ยวกับธรรมะอีกเหมือนกัน ; ประพฤติถูกต้อง จึงจะเป็นที่นิยมยกย่องของคนทั้งหลาย แล้วเป็นเกียรติอย่างนี้มันก็ยังพอฟัง. แต่ว่าถ้าเป็นไปเพื่อหลงใหล เพื่อหลงอยู่ในเกียรติมันก็ใช้ไม่ได้อีกเหมือนกัน ; เพราะมันทำให้นอนไม่หลับได้เหมือนกัน.

          คนเป็นโรคเส้นประสาท เพราะเกียรติยศ นี้มากเหมือนกัน, เป็นโรคเส้นประสาท หรือเป็น บ้าวิตกจริต เพราะเกียรตินี้มีมากเหมือนกัน ; เพราะเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องไม่พอกิน เรื่องกามไม่ได้อย่างที่ต้องการแล้ว เป็นโรคประสาทโรคจิตนั้นก็มีมากอยู่แล้ว. แต่เป็นเรื่องเพราะไม่มีเกียรติ เพราะไม่มีเกียรติ กลัวเสียเกียรติ นอนไม่หลับ เป็นโรคเส้นประสาท อย่างนี้ก็มีอยู่มาก. ดูให้ดีเถอะ ; มันเป็นคุณหรือเป็นโทษ ? ฉะนั้น ต้องไม่หลง ต้องไม่เป็นทาสของมัน จึงจะเรียกว่าเป็นเกียรติ. ถ้าไปหลงในเรื่องเกียรติจนนอนไม่หลับแล้ว มันก็ไม่มีอนามัยเหลือ : เพราะจะเป็นโรคจิตโรคเส้นประสาทหรือจะต้องตาย ไม่มีอนามัยเหลืออยู่เลย.

          การที่ กิเลสมาเป็นนาย แล้วปล่อยให้เป็นทาสของกิเลส เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ อะไรเหล่านี้ ไม่มีอนามัยเหลือ เป็นเรื่องผิดอนามัยไปหมด ไม่มีธรรมะเหลืออยู่เลย.

          ถ้าถามธรรมะว่า เกิดมาทำไม ? ก็ตอบได้ว่า เกิดมาเพื่อให้ทำสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะทำ ; นี่แหละคือธรรมะ. สิ่งที่เรียกอย่างนี้คือธรรม, คือหน้าที่ที่มนุษย์ควรทำหรือต้องทำ, เราเกิดมานี้เพื่อทำหน้าที่ ที่มนุษย์ควรทำ ; และนั่นแหละสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรทำหรือต้องทำ. ถ้าอธิบายออกไปอีกก็คือว่า มีอนามัยทางจิต ; ถ้ามีอนามัยทางจิต จะไม่มีความเห็นแก่ตัว จะนอนหลับสนิท จะมีจิตใจสะอาด จิตใจสงบ นอนหลับสนิท เยือกเย็นเป็นสุข นี่คืออนามัยทางจิต.

          นี่คือผลของหน้าที่ ที่ถูกต้องที่มนุษย์จะต้องทำ. เราจะไปชวนเขาพัฒนาทางอนามัย เราก็จะต้องพัฒนาตัวเราเองก่อน ให้ถูกต้องทางอนามัยเสียก่อน ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็ทางจิตด้วย. เราเป็นคนมีใจคอปกติ เยือกเย็น เป็นสุขทางจิต มีทางร่างกาย ที่เราแสดงเป็นพยานได้ ว่าเราเป็นผู้มีความสุข ทั้งในทางกายและทางจิต ; เขาก็จะเชื่อเรา. ถ้าเราเป็นผู้มีความสุข ทั้งในทางกายและทางจิต ; เขาก็จะเชื่อเรา. ถ้าเรามีอะไรที่ตัวเรา ซึ่งมันแสดงค้านกันอยู่ละก็เขาจะไม่เชื่อเรา. เช่นอย่างอาตมาอ้วนอย่างนี้ จะไปแนะให้คนอื่นลดความอ้วนเขาคงไม่เชื่อ ; เพราะว่าอาตมาก็ลดความอ้วนให้ตัวเองไม่ได้. ฉะนั้น เราจะต้องทำได้เป็นพยานอยู่ เพราะว่าเราหรือครอบครัวของเรา หมู่คณะของเรา มีความร่มเย็นเป็นสุข เขาก็ทำตามทันที.

ถามตัวเองก่อน เกิดมาทำไม ?

นี่  

เราจะต้องมีความเข้าใจถูกต้องในข้อที่ว่า เราเกิดมาทำไม ? ทุกท่านต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้องว่า เกิดมาทำไม ? ทีนี้ จะตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า เกิดมาเพื่อมีอนามัยดี ทั้งทางร่างกายและทางจิต อย่างนี้ถูกที่สุดเลย. ฉันนี้เกิดมาเพื่อมีอนามัยดีทั้งทางกายและทางจิตใจ ; อนามัยทางจิตดีนั้นถ้ามัน ถึงยอดสุด คือนิพพาน : คือความหมดกิเลส.

          อนามัยทางกาย ก็นับว่าเอาละพอละ มีความสบายทางกาย ; เพราะว่าโรคทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณมันไม่มี ร่างกายสดชื่นแจ่มใส แม้แต่ตายก็ยิ้มตายมันก็หมดปัญหา ; ไม่มีใครว่าเราได้. จึงขอให้เราหัดคิดว่า เราเกิดมาทำไม นี้ให้ถูกต้อง ; แล้วจะเข้าใจคำว่าอนามัยดีหมด เพราะ เกิดมาเพื่อมีอนามัยดีทั้งทางกายและทั้งทางจิต.

          เดี๋ยวนี้เรามีความคิดสับสน สับสนทั้งทางร่างกายและทางจิต มีความเชื่อหรืออะไรก็สับสนปนกัน ยุ่งไปหมด ความทุกข์ ความสุข หรือนิพพาน. มีกี่คนที่รู้จักว่า นิพพานคือยอดสุดของอนามัยทางจิต. เขาจะพูดว่าสุข สุข นี้ ไม่มีอะไรจะสูงสุด ไม่มีอะไรยิ่งกว่าความสุข เพราะไม่รู้จักว่า นิพพาน คืออะไร ? มีความหมายอย่างไร ?

          อาตมากำลังมาบอกว่า นิพพานนั่นแหละคือยอดสุดของอนามัยทางจิต คือตั้งรากฐานเป็นพื้นฐานของอนามัยทางกายด้วย. มันต้อง มีความเย็นอกเย็นใจ จึงจะมีความเยือกเย็นทางร่างกาย. อย่าเข้าใจว่ามีความเยือกเย็นทางร่างกายก่อน แล้วจะมีความเยือกเย็นทางใจ ; นั้นมันเป็นไปไม่ได้. อย่างนั้นมันเป็นวัตถุนิยมอย่างที่พวกคอมมิวนิสต์เขาพูดถึง ให้กายดีเสียก่อนแล้วใจจะดี นี่เป็นอุดมคติของพวกวัตถุนิยม ที่เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นหัวโจก. แต่ว่าถ้าให้ จิตดีเสียก่อนแล้วร่างกายจะดีเอง นี่คือธรรมะในพระพุทธศาสนา ; หรือศาสนาไหนก็ตาม ต้องแก้ไขทางจิตใจให้ดีเสียก่อน โดยมีอนามัยทางจิตให้ดีเสียก่อน แล้วอนามัยทางกายจะดีไปตาม. ความเป็นไปทางจิตถูกต้องให้ดีเสียก่อน ความเป็นไปทางบ้านเรือน ร่างกายทางภายนอกก็จะดีไปตาม.

          ได้พูดมาแล้วว่า ความรู้ทางธรรมะนี้มันช่วยการพัฒนา เป็นตัวการพัฒนา ก็อยากจะแนะที่ตรงนี้เลยว่า ให้เข้าใจคำ ๓ คำนี้ให้ถูกต้อง : คำว่า ความทุกข์ คำหนึ่ง ความสุข คำหนึ่ง แล้วคำว่า นิพพาน อีกคำหนึ่ง ช่วยจำไว้ให้ดีว่า : ความทุกข์คำหนึ่ง ความสุขคำหนึ่ง นิพพานคำหนึ่ง มันไม่ใช่อันเดียวกัน. แต่เดี๋ยวนี้เอามาปนกันยุ่ง เพราะว่าคำพูดทำให้เข้าใจผิด คำพูดมันสับปลับ คำพูดที่พูดกันอยู่นี้มันสับปลับ ในวัดวาก็พูดกันสับปลับ ไป ๆ มา ๆ ปนกันยุ่ง.

          สิ่งที่ ๑ ความทุกข์ หมายความว่า มันต้องทน ทนยากเหลือทน กระทั่งทนไม่ไหว เรียกว่าความทุกข์. ความทุกข์คือสิ่งที่ทนยาก ทนอย่างเหลือทน กระทั่งทนไม่ไหว กระทั่งตาย.

          สิ่งที่ ๒ ความสุข นั้นทนง่าย น่าทน แล้วก็ ชวนให้ทน. ความสุขนี้มันทนง่าย ; เพราะมันสนุกในการทน มันจึงน่าทน แล้วมันชวนให้ทน.

          สิ่งที่ ๓ คือ นิพพาน นี้ไม่ต้องทนอะไรเลย. แล้วไปดูความแตกต่างของมันซิ ความทุกข์นี้มันต้องทน เหมือนกับเอาไฟเผา เอาไฟลน เหมือนถูกอะไรทิ่มตำอะไรแทงอยู่เสมอ ต้องทนถึงขนาดนี้เป็นความทุกข์ : ส่วนความสุขนั้นทนเหมือนกัน แต่มันทนง่าย แล้วมันสนุกในการทน มันชวนให้ทน มันน่าทน.

          เปรียบเทียบเห็นง่าย ๆ อย่างว่าเป็นคนขอทานนี้ มันทนยาก แต่ถ้าเป็นเศรษฐี เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นอะไรอย่างนี้ มันน่าเป็น มันน่าทน. เป็นนายกฯ มันต้องทน ; แต่ก็เห็นอยู่ว่ามันต้องทน มีมีภาระที่จะต้องทน แต่มันน่าทนและมันชวนทน. ถ้าเป็นสัตว์นรกมันก็เหลือทน ; แต่ถ้าเป็นเทวดาในสวรรค์ อิ่มเอิบด้วยกามารมณ์ มันก็น่าทนหรือชวนทน. แต่แล้ว มันก็มีการทนอยู่ตลอดเวลา เหมือนกัน ; ต้องทน ไม่ใช่ไม่ทน. กินของขมก็ต้องทน กินของหวานก็ต้องทน. ไม่เชื่อไปลองดู แต่ว่ากินของหวานนั้นมันไม่รู้สึกในความที่ต้องทน ; เพราะมันชวนให้กิน กินเข้าไป ๆ มาก มันก็ต้องตายเหมือนกัน.

          การบริโภคกามารมณ์ ที่ถือกันว่าเป็นเรื่องวัตถุประสงค์ของความเหงื่อไหลไคลย้อยนี้ เพื่อผลของกามารมณ์นี้ , ได้มา กินเข้าไปซิ มันก็ต้องทน ทนหลาย ๆ แง่, แล้วทนในทางจิตทางวิญญาณด้วย. ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าความสุขก็คือสิ่งที่ต้องทน ; แต่ว่ามันทนง่าย หรือน่าทน หรือชวนทน. ส่วน นิพพานนั้นไม่ต้องทนอะไรเลย มันต้องต่างกันลิบถึงขนาดนี้.

          ทีนี้ เรามองดูในเรื่องอนามัย เราจะแก้ไขให้ไปในทางที่ไม่ต้องทนอะไรเลย. อย่าลืมคำพูดที่ได้กล่าวในตอนต้นว่า อนามัยคือปกติภาวะที่มนุษย์จะไม่ต้องทนอะไรเลย ; นั้นเป็นเจตนารมณ์ของความหมายของคำ ๆ นี้. เราจะต้องแก้ไขไม่ให้ต้องมีการทน ไม่อร่อยเราก็ต้องทน อร่อยเราก็ต้องทน ; แต่ถ้าเราเลิกไปเสียหมดได้ ทั้งอร่อยทั้งไม่อร่อย : นั่นแหละคือไม่ต้องทน.

          ความเป็นอยู่ที่สายกลาง หรือตรงกลางอย่างยิ่ง หมายความว่า นิพพาน ไม่ได้ ไม่เสีย ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่อะไรทุกอย่างเลย ไม่มีอะไรที่เป็นคู่ ๆ จึงจะไม่เป็นเรื่องทน. จิตในขณะที่เราไม่ขมไม่หวานนั้นแหละไม่ต้องทน ถ้าขมก็ต้องทนขม ถ้าหวานก็ต้องทนหวาน. อนามัยที่ถูกต้องแท้จริงต้องเป็นภาวะที่ไม่ต้องทน. ที่ปราศจากความทน จึงจะเป็นอนามัยที่แท้จริง ที่ทำให้มีความปกติสุข ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ.

          ถึงแม้ว่า การทำส้วม การทำบ่อน้ำ การทำความสะอาดบ้านเรือน จะเป็นเรื่องเบื้องต้นก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของมันเป็นไปเพื่อไม่ต้องทน ; ฉะนั้น อย่าไปทำจนต้องทน หรือหลงในการทน หรือชวนทน เตลิดเปิดเปิงไปทางโน้น ; หรือว่าปล่อยปละละเลยในการต้องทน จนไม่ไหว จนเหม็นอื้อไปหมด ! อย่างนี้มันก็ไม่ได้. มันต้องอยู่ในระดับที่ไม่มีการต้องทน.

          ดังที่พูดมาเมื่อกี้นี้ว่า ถ้ามันเฟ้อมากไป เปลืองมากไป หรือเต็มรุงรังไปหมดด้วยเครื่องวัตถุอนามัย เต็มบ้านเต็มเรือน มันก็อยู่ไม่ได้บ้านนั้น. มันยิ่งจะต้องมีความต้องทนอะไร ๆ , มันเลยต้องทนทางเศรษฐกิจ มันต้องทนทางเก็บรักษา มันก็เกินไป ; เอาแต่ว่ามันเป็นภาวะที่ไม่ต้องทน ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเป็นอนามัยที่ดี. เราไม่ได้พูดถึงตู้เย็น, ไม่ได้พูดถึงเครื่องล้างชาม, ไม่ได้พูดถึง เครื่องสำรวยสำอางอะไรเลย ; เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับอนามัย ; มันเกี่ยวกับการสะดวกสบายหรือเป็น การตามใจกิเลส อย่างอื่น, แล้วมันต้องทนต้องหาเงินมามาก ๆ ต้องเก็บรักษามาก ต้องลำบากมาก มันก็กลายเป็นเรื่องต้องทน อย่างทนหวาน.

          เดี๋ยวนี้เราจะไม่ทนทั้งขมและหวาน, จะปราศจากความทนโดยประการทั้งปวง จึงจะเรียกว่า ตรงตาม spirit ของคำว่าอนามัย ; ไม่ทรมานกาย ไม่ทรมานจิต ให้มีความพักผ่อนทั้งทางกายและทางจิต นั้นแหละคือความหมายของคำว่านิพพาน ; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าอนามัย ก็คือปัจจัยแห่งความไม่ต้องทน.

          อาตมาก็ไม่รู้ว่าจะใช้คำพูดอะไรให้มันรัดกุมกว่านี้. สิ่งที่เรียกว่าอนามัยนี้คือ ปัจจัยแห่งความไม่ต้องทน ; ถ้าไม่ต้องทนแล้วก็เป็นสุขเลิศ เป็นนิพพาน ; ถ้ายังต้องทนขม ทนหวาน อยู่แล้ว ไม่ไหวทั้งนั้น มันใช้ไม่ได้ทั้งนั้น.

          สรุปความว่า รวมความกันที่ว่าเรื่อง อนามัยนี้ ไม่ใช่เรื่องของเด็ก ๆ ; และไม่ใช่เรื่องของชาวบ้านร้านตลาด, ทำเพียงป้องกันแมลงวันหรืออะไรทำนองนั้น. มันเป็นการประพฤติธรรมอย่างสูง คือทำไป เพื่อให้ถึงภาวะที่ไม่ต้องทน ซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกันกับนิพพาน. เดี๋ยวนี้มันเป็นไปไม่ได้ มันติดขัดอยู่ตรงที่คนเป็นโรคทางวิญญาณ, มนุษย์กำลังเป็นโรคทางวิญญาณ ; คือความเห็นแก่ตัว แม้จะชักชวนทำส้วมใช้เอง ก็ไม่เอา ; อย่าว่าถึงจะทำส้วมสาธารณะเป็นต้นเลย. นั้นแหละคือโรคทางวิญญาณ โรคเห็นแก่ตัวจัด ; นี้เป็น สิ่งที่น่าหัวเราะที่สุดในโลก คือการที่ต้องขอร้องให้ทำอะไรเพื่อตัวเอง.

          คุณไปคิดดูเถอะ อย่าว่าอาตมาประชดแดกดันอะไรเลย สิ่งที่น่าหัวที่สุดคือ การขอร้องให้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง ; ต้องให้คนอื่นมาขอร้องชักชวนชี้ชวนบังคับให้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง นี่อะไรจะมาน่าหัวเท่าสิ่งนี้ไม่มี. ฉะนั้น ควรจะเลิกกันเสียที สิ่งที่น่าหัวกันที่สุดนี้เลิกกันเสียที. ไปบอกญาติโยม มิตรสหาย ลูกเล็กเด็กแดงอะไรให้เลิกกันเสียที, ให้ เลิกภาวะที่ต้องให้ผู้อื่นมาขอร้องชี้ชวนให้ทำทุกสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองนี้ มันน่าละอายที่สุดในโลก, แล้วก็ยัง น่าขบขัน น่าหัวเราะที่สุดในโลกด้วย.

          ทุกคนก็เห็นแก่ตัวอยู่แล้ว ควรจะเห็นแก่ตัวให้ถูกทาง ก็ทำประโยชน์แก่ตัวก็แล้วกัน, ความเห็นแก่ตัวนั้นมันเป็นต้นทุนพอแล้ว ทำทุกอย่าง ทำอะไรสักนิดหนึ่งก็ให้เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว. พวกเด็ก ๆ จะช่วยทำความสะอาดอะไรสักนิดหนึ่ง ก็ให้มุ่งว่าเราจะทำลายความเห็นแก่ตัว ให้มีจิตใจดีขึ้น, แล้วส่วนนอกนั้นเป็นผลพลอยได้เล็ก ๆ น้อย ๆ และให้ถือว่า เวลานั้นแหละคือการปฏิบัติพระธรรมในพระพุทธศาสนา, ศาสนาทุกศาสนา ไม่เฉพาะแต่พุทธศาสนา ต่างมุ่งหมายทำลายความเห็นแก่ตัว.

          อย่าเข้าใจผิด อย่าไปดูถูกศาสนาอื่น เพราะว่าที่เป็นเนื้อแท้ ที่เป็นหัวใจของศาสนา ทุกศาสนานั้น มุ่งกำจัดทำลายความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น, ไปศึกษาดูให้ดีเถอะ นอกนั้นเป็นเรื่องฝอย เรื่องปลีกย่อย ; อย่าไปเอาเข้ามาเป็นหลัก ; หลักใหญ่นั้นเขาให้ทำลายความเห็นแก่ตัว. ศาสนาพุทธสอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว จนไม่มีตัว จนหมดตัว เป็นพระอรหันต์ไปเลย.

          ศาสนาต่าง ๆ ที่มีพระเจ้า ศาสนาคริสต์ อิสลามอะไรก็ตาม เขามีพระเจ้า เขาว่าเอาตัวไปให้พระเจ้าเสีย, เอาตัวไปให้พระเจ้าเสีย อย่ามีตัวของตัวเป็นอันขาด แล้วก็ ทำตามพระเจ้าสั่ง ก็เลยทำอย่างที่ว่านี้ : เป็นการพัฒนาทั้งทางกายและทางจิตตามที่พระเจ้าสั่ง. มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ? เพียงแต่พูดคำเดียวว่า นี่เป็นเรื่องพระเจ้าสั่งไปทำส้วม ทำบ่อน้ำ ทำอะไรก็ตาม เขาก็ทำกันพรึบไปเลย. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครนับถือพระเจ้า ไม่รู้จักพระเจ้า ไม่รู้จักหัวใจของศาสนาของตัว เลยต้องเข็นกันเหมือนอย่างที่เข็นครกขึ้นภูเขา.

          ทีนี้ ถ้าจะให้ดีถึงที่สุด ก็ต้องคิดว่า เราเกิดมาเพื่อส่วนรวม เกิดมาเพื่อผู้อื่น ; อย่ามีตัว อย่ามีความเห็นแก่ตัว นั้นแหละเป็นเรื่องจบ เป็นเรื่องที่สิ้นสุดของมนุษย์ ไม่มีอะไรดีที่สุดยิ่งกว่านั้นอีกแล้ว. พระพุทธเจ้าท่านเกิดขึ้นเพื่อผู้อื่น ท่านทำเพื่อผู้อื่น, เรื่องของตัวเป็นเรื่องเล็กน้อย แล้วก็สอนให้ทุกคนเห็นแก่ผู้อื่น ; พอเห็นแก่ผู้อื่น มันทำชั่วไม่ได้ แล้วการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น มันเป็นการทำดี ทำให้ตัวมีกินมีใช้ พร้อมกันไปในตัว. ฉะนั้น จึงไม่ห่วงตัว โดยฝากไว้กับการเห็นแก่ส่วนรวมนั้นแหละทั้งหมดเลย.

          ถ้าเราทำเพื่อประเทศชาติ มันต้องมีกินมีใช้ด้วย เพราะว่าประเทศชาติมันรวมทั้งเราด้วย ; แล้วเราก็ทำเพื่อประเทศชาติ มันจะอดไปได้อย่างไร. ชีวิตนี้ต้องจบลง โดยบทสุดท้ายว่า เพื่อผู้อื่นจึงจะสมบูรณ์. ไม่มีใครฝันอย่างนี้ ไม่มีใครหวังอย่างนี้ และไม่กล้าหวังอย่างนี้, หวังแต่เรื่องตัวกู - ของกูทั้งนั้น จะเหลือมรดกทิ้งไว้ให้ลูกหลานของกูเท่านั้น ไม่เพื่อผู้อื่น ; กูตายไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ต้องเป็นของลูก ของหลาน ของกู ไม่มีเพื่อผู้อื่น ; นี่มันเป็นเรื่องที่กิเลสครอบงำมากเกินไป.

          ไปดูภาพเขียนในตึก ที่ในวัดก็จะพบภาพ ภาพที่น่าสะดุดตาว่า ชีวิตมนุษย์เป็นฉาก ๆ ฉาก ๆ มานั้น รวมมี ๑๐ ฉากด้วยกัน. ฉากที่ ๘ นั้น หมดตัวเองเลย ว่างเลย ไม่มีตัวเอง ไม่มีตัวกูที่จะไปหาความสุข ความเอร็ดอร่อยอะไรที่ไหนแล้ว, เป็นภาพความว่าง กลมไปเลย. อีก ๒ ภาพ ก็คือ momentum - เป็นแรงงานสติปัญญาเมตตาเหลืออยู่ เป็นภาพสุดท้าย คือเที่ยวแจกของ เที่ยวส่องตะเกียง เที่ยวแจกของให้ผู้อื่น เที่ยวส่องตะเกียงผู้อื่น เป็นภาพสุดท้ายของชีวิต.

          นี่ ชีวิตที่สมบูรณ์ ต้องจบลงด้วยคำว่า ผู้อื่น. นี้เรื่องอนามัย เรื่องอะไรก็ตาม เรื่องธรรมะ เรื่องอะไรต้องเป็นความมุ่งหมายที่เห็นแก่ตัว ; ถ้ายังคงเห็นแก่ตัวแล้ว มันไปไม่รอด, มันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ; มันก็ถึงขนาดที่ว่า ชักชวนให้ทำส้วมใช้เองก็ยังไม่เอา เพราะความเห็นแก่ตัว. แต่ถ้าเห็นแก่ผู้อื่นแล้วจะ ทำส้วมสาธารณะก็ได้ แล้วตัวเองก็ใช้ด้วยได้.

          นี่ความมุ่งหมายของธรรมะ ของกฎของธรรมชาติเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องอนามัยทางจิตอย่างสูงสุด. ผู้ที่เจริญอนามัยทางจิต ย่อมเจริญอนามัยทางกายด้วย เพราะมันเป็นของเล็กน้อยแฝงอยู่ในเรื่องของจิต. ทีนี้ก็เกิดภาวะที่ไม่ต้องทนอะไรเลย สมตามความหมายของคำว่า อนามัยอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ ; ถูกต้องนั้นก็ถูกต้องละ, แต่ก็สมบูรณ์ด้วย คือถูกต้องหมด. นี่เราจะใช้ได้แค่ไหน ต้องใช้วิจารณญาณดู ; อะไรเป็นเบื้องต้น อะไรเป็นเรื่องริเริ่มลงมือก็ทำไป ; แต่ทำให้ถูกความหมายเถิด มันจะเป็นเรื่องเดียวกันหมด.

          พระพุทธเจ้าท่านว่า ทำบุญสักบาทหนึ่งหรือสักสตางค์หนึ่ง มันก็ได้ผล ได้ผลเหมือนกับทำบุญสักล้านหนึ่ง ๒ - ๓ ล้าน, ขอให้มีเจตนาทำลายความเห็นแก่ตัวเถอะ ให้เขาเป็นเศรษฐีทำบุญเป็นล้าน ๆ , ขอให้ทำลายความเห็นแก่ตัวเถิด ถ้าเขาเป็นชาวบ้าน ทำบุญเพียง ๑๐ สตางค์ ก็เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวเถิด แล้วก็ได้บุญเท่ากัน.

          นี่เรื่องต่าง ๆ มันทำได้อย่างนี้ รวมทั้งเรื่องอนามัย ; จึงหวังว่า ท่านทั้งหลายผู้เป็นหัวหน้าท้องถิ่นของกิ่งพัฒนาอนามัยนี้ จะได้ เอาคำตอบของอาตมาไปคิดไปนึกดู ; มันจะช่วยให้เกิดกำลังใจในการทำงานต่อไป, แล้วมันจะเป็นการพัฒนาจิตใจของท่านด้วย, ให้มีอนามัยในทางจิตดีด้วย, มันก็หมดเรื่องเท่านั้นเอง : เกิดมาทีก็หมดเท่านี้เอง. จิตเมื่อมีอนามัยดี มีธรรมะแล้ว มันก็จะไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู. อย่าให้ลิงล้างหู ด่าใส่หน้า ปัญหามันก็หมด, อยากรู้เรื่องลิงล้างหูละก็ ไปดูภาพที่ในตึกโรงมหรสพทางวิญญาณ.

          ขอยืนยันในที่สุดจบนี้ว่า ธรรมะจำเป็นในทุกกรณี, แม้ในกรณีของการพัฒนาอนามัย. โลกกำลังอยู่ในฐานะที่ว่า ต้องรบกันไปพลาง แลกเปลี่ยนธรรมะกันไปพลาง ให้ไปอ่านเรื่องนี้ดู เถอะตามหนังสือที่แจกไป.

          ขอยุติคำบรรยายวันนี้ ด้วยการกล่าวคำสวัสดีแก่ท่านทั้งหลายทุกคน.

ขึ้นด้านบน

เรื่องลิงล้างหู

-----------------------------

(ที่เสากลาง ระหว่างประตูสองข้างของโรงมหรสพทางวิญญาณ ภายในเนื้อที่เล็ก ๆ
เป็นภาพเขียนนิทานชาดก เรื่องลิงล้างหู ซึ่งมีเรื่องเดิมมาดังต่อไปนี้).

          พระโพธิสัตว์ สมัยเมื่อเสวยพระชาติเป็นพญาวานร ครอบครองบริวารลิงฝูงใหญ่ อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ เป็นที่รักใคร่เลื่อมใสแก่วานรทั้งปวง.

          ครั้นสมัยต่อมา โพธิสัตว์พญาวานรถูกพรานป่าจับตัวไปได้ เพราะนายพรานเห็นเป็นลิงเผือก ท่าทางเฉลียวฉลาด จึงได้นำไปถวายให้แก่พระราชา : คือพระเจ้าพรหมทัตต์แห่งกรุงพาราณสี พระราชาทรงเลี้ยงพระโพธิสัตว์ไว้ในพระราชอุทยานอันรื่นรมย์.

          พระโพธิสัตว์อยู่ในบ้านเมืองเป็นเวลาหลายสิบปี พระราชาเกิดเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ จึงได้ตรัสสั่งให้พรานป่านำพระโพธิสัตว์ไปปล่อย ให้ได้รับอิสรภาพอย่างเดิม.

          บรรดาวานรบริวารทั้งหลาย ทราบข่าวการกลับมาของผู้ที่เป็นที่รักแห่งตนเยี่ยงบิดา ก็ชวนกันมาชุมนุมที่เนินหิน เพื่อเยี่ยมเยือนพระโพธิสัตว์ ; กระทำสัมโมทนียกถา เจรจาถามทุกข์สุขแล้ว จึงถามว่า พระโพธิสัตว์หายไปอยู่ที่ไหนมาตลอดเวลาที่เขาไร้ที่พึ่ง.

          พญาวานรผู้ประเสริฐ จึงเล่าความเป็นมาให้ฟังโดยตลอด เว้นแต่บางเรื่องที่ตนพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ควรเล่า, เพราะอาศัยความกรุณาในสาวกทั้งหลาย.

          บริวารลิงจึงถามว่า : "ข้าแต่ท่านผู้พญาวานร, ถ้าอย่างนั้น ท่านคงจะรู้จักกิริยาที่คนในเมืองหลวงเขาประพฤติกัน ในหมู่ชนที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ ข้าพเจ้าทั้งหลายปรารถนาจะฟัง ท่านจงเล่าเถิด".

          พระโพธิสัตว์จึงว่า "ดูกร ท่านทั้งหลายอย่าได้ถามเรา ถึงความประพฤติของมนุษย์ทั้งหลายเลย เราไม่อยากเล่า". แต่ผลที่สุด พระโพธิสัตว์ขัดการรบเร้าของบริวารไม่ได้ ก็กล่าวคาถาว่า : -

          "หิรญฺญํ เม สุวณฺณํ เม เอสา รตฺตึ ทิวา กถา" ความว่า มนุษย์ในเมืองหลวงทั้งหลายนั้น เขาพูดกันแต่ว่า เงินของกู ทองของกู ทั้งคืนทั้งวัน ดังนี้.

          พระโพธิสัตว์กล่าวยังไม่ทันจบเรื่อง วานรทั้งหลายก็เอามือและเท้าปิดหูแล้วร้องห้ามว่า : -

          "ท่านอย่าเล่าอีกเลย, ท่านผู้เป็นหัวหน้า ท่านอย่าเล่าอีกเลย เราไม่ขอฟังเรื่องของมนุษย์อีกแล้ว" ; ว่าแล้วก็กระโจนกันสุดฤทธิ์, วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ไปยังลำธารที่ใกล้ที่สุด เพื่อล้างหูของตนให้หมดจากข่าวลามกธรรมทั้งหลายของมนุษย์ในเมืองหลวง ; แล้วชวนกันย้ายฝูง หายสาบสูญเข้าไปในป่าลึก ให้ไกลแสนไกลจากกลิ่นของมนุษย์ มิช้ามินานก็ตายตามยถากรรม มิได้มีใครพบเห็นวานรฝูงนี้อีกเลย.

          ท่านทั้งหลาย จงระวังให้ดี ๆ อย่าให้ลิงล้างหูเอาเพราะเราได้ ดังเรื่องที่เล่ามานี้.

ขึ้นด้านบน

ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ >
> ๒๑. อนามัยคือการประพฤติธรรม

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.