|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร ค่ายธรรมบุตร อาสาสมัครของพระพุทธเจ้า บรรยายอบรมสมาชิกอาสาสมัครรักษาดินแดน ซึ่งประชุมอบรมที่ค่ายลูกเสือ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๒
ท่านที่เป็นสมาชิกอาสาสมัครรักษาดินแดน และท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, ในโอกาสนี้เป็นโอกาสที่จะทำความเข้าใจแก่ท่านทั้งหลาย บรรดาที่เป็นสมาชิกอาสาสมัครฯ เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้อง ในหน้าที่ของตน หรือเพื่อขจัดความสงสัยบางอย่างบางประการ. สิ่งแรกที่ราจะนึกถึงก็คือ เราเป็นพุทธบริษัท, หรือแม้จะถือศาสนาอื่นก็ตาม ก็มีความหมายคล้ายกัน คือว่า เป็นผู้ปฏิบัติในพระศาสนา. ที่เกี่ยวกับการฝึกฝนชนิดนี้ มันมีความขัดข้องหรือมีความกลมกลืนกันอย่างไรกับความเป็นพุทธบริษัทของเรา ? เราเป็นพุทธบริษัทชนิดที่เปลี่ยนไม่ได้ คือมันมีมาในสายเลือดสายเนื้อของบรรพบุรุษ สืบมาจนถึงเรา, เราเป็นพุทธบริษัทโดยเลือดโดยเนื้อ แล้วก็ยังแถมปฏิญาณตน สมาทานการเป็นพุทธบริษัทยิ่งขึ้นไปอีกอยู่เสมอ ๆ . เมื่อพูดถึงการป้องกันรักษาดินแดน มันก็มีความหมายกินความไปถึงการที่ว่า ในบางคราว จะต้องใช้อาวุธ แล้วมันจะมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างไร ? ในขั้นแรกที่สุด อยากจะพูดให้เข้าใจ โดยหลักใหญ่กว้าง ๆ กันเสียก่อน : การ ใช้อาวุธนั้น มันเพื่อทำร้ายเขา ก็ได้อย่างหนึ่ง, การใช้อาวุธนั้นเพื่อป้องกันตัว ก็ได้ นี้อย่างหนึ่ง, และการใช้ อาวุธนั้นเพื่อป้องกันธรรม หรือพระธรรม หรือความเป็นธรรมก็ได้ นี้อย่างหนึ่ง, อย่างน้อยเป็น ๓ อย่างด้วยกัน. ใช้อาวุธทำร้ายเขา ใช้อาวุธป้องกันตัวเอง ใช้อาวุธป้องกันพระธรรม คือความเป็นธรรมในโลกนี้ ; นี่มันยิ่งกว่าตัวเอง ฉะนั้น ๓ อย่างนี้ต่างกันลิบลับ. ใช้อาวุธทำร้ายเขา นี้มันก็ต้อง เป็นบาป อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบาย. ใช้อาวุธป้องกันตัวเอง นี้เราเล็งถึงการป้องกันตัวเอง ; ไม่ได้มุ่งหมายจะใช้อาวุธไปทำร้ายใคร นี่เป็นสิ่งที่ พระพุทธเจ้าท่านอนุญาต และไม่ผิดข้อห้ามในการที่ป้องกันตัวเอง แม้จะทำให้ผู้อื่นหรือสัตว์อื่นต้องเสียชีวิตไป. ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นว่า ถ้าภิกษุเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่จะต้องกินยาบางชนิด โดยเฉพาะเช่นยาถ่าย มันก็จะต้องถ่ายตัวพยาธิ เช่นไส้เดือนเป็นต้น ออกมา มันก็ต้องตาย. การกระทำอย่างนี้ใช้เครื่องมือไปในลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่การทำร้ายผู้อื่น เป็นการป้องกันตัวเอง. แม้วินัยที่เกี่ยวกับภิกษุโดยเฉพาะ ถ้าภิกษุถูกรังแกข่มแหง ก็ป้องกันตัวเองได้ตามสมควร, กระทั่งไปขอร้องอารักขาจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ซึ่งบางทีก็ทำให้มีคนตายได้เหมือนกัน คือถูกลงโทษถึงตาย. การกระทำไปเพื่อป้องกันตัวเองโดยบริสุทธิ์ใจนั้น มันคนละเรื่องกับการทำร้ายผู้อื่นหรือฆ่าฟันผู้อื่น ; เป็นอันว่าในทุกลัทธิศาสนาก็ยอมรับ ว่าการป้องกันตัวเองนั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับการทำร้ายผู้อื่น. แต่มันอยู่ที่เจตนาบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ เช่นอย่างว่าจะกินยาถ่ายพยาธิ ด้วยความโกรธแค้น จะทำให้สาสมกับมัน อย่างนี้มันก็มีความโกรธแค้น มันก็เจือด้วยการทำร้ายผู้อื่นเสียแล้ว ; แต่ถ้าทำไปด้วยความรู้สึกที่บริสุทธิ์ใจ รู้สึกฝืนใจที่จะต้องทำอย่างนี้ มันก็เป็นการป้องกันตัวเองได้ล้วน ๆ ; มันก็ต่างกัน. เรื่อง การทำร้ายผู้อื่น กับการป้องกันตัวเองนี้ เป็นคนละอย่าง : อย่างแรกทำให้ขาดศีลปาณาติบาต ที่สมาทานไปหยก ๆ เมื่อตะกี้นี้ ; แต่อย่างที่สองนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ทำให้ขาดศีลข้อนั้น, หรือแม้จะด่างพร้อยไปบ้าง มันก็ไม่ถึงกับขาดศีล ; แต่ถ้ามีเจตนาบริสุทธิ์จริง ๆ แล้ว ก็ไม่มีเรื่องที่จะต้องขาดศีล. ทีนี้ มาถึงอย่างที่ ๓ ที่ใช้อาวุธ ป้องกันพระธรรม นี้อาจไม่ค่อยจะได้คิดหรือเคยคิดกันนัก ; แต่ว่ามีอยู่ในแบบฉบับ และมีอยู่ในข้อเท็จจริงที่ปฏิบัติกันอยู่ด้วย. การใช้อาวุธเพื่อป้องกันพระธรรมนั้น มันสูงไป แล้วจะกลายเป็นเรื่องบุญเรื่องกุศลไป. สิ่งที่เรียกว่าพระธรรมโดยสรุปแล้ว หมายถึงสิ่งที่จะคุ้มครองโลก ให้อยู่เป็นผาสุก. โลกต้องมีความเป็นธรรม ประกอบอยู่ด้วยธรรมะจึงจะอยู่เป็นผาสุก. ถ้าเกิดมีผู้ใดทำลายพระธรรม ทำลายความเป็นธรรม เหยียบย่ำพระธรรม ; ผู้ที่เคารพและบูชาพระธรรม ก็จะต้องต่อสู้และป้องกัน ให้ความเป็นธรรมยังมีอยู่ในโลก, ให้พระธรรมยังมีอยู่ในโลก เพื่อคนทั้งโลกจะได้มีที่พึ่ง. เมื่อทำไปด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์อย่างนี้จริง ๆ แล้ว มันกลายเป็นเรื่องได้บุญได้กุศล ในการที่รักษาความเป็นธรรม ให้ยังคงมีอยู่เป็นที่พึ่งของโลก. ท่านทั้งหลาย ลองคิดดูว่า ความมุ่งหมายที่เป็นวัตถุประสงค์ ของหน่วยอาสาสมัครรักษาดินแดนนี้ ถ้ามีการที่จะต้องใช้อาวุธบ้างแล้ว มันจะเป็นไปในรูปไหน ? ถ้าท่านเป็นพุทธบริษัทโดยสมบูรณ์แบบ พูดกันภาษาใหม่ ๆ ก็ว่า โดยสมบูรณ์แบบ มันก็ต้องเป็นไปในอย่างที่ ๓ คือ เพื่อพิทักษ์ความเป็นธรรมของโลกของมนุษย์ทั้งหมด, ไม่ใช่ของเราหรือของพวกเราหรือของใครโดยเฉพาะ. นี้เป็นความคิดที่ประกอบด้วยธรรม เป็นความคิดที่กว้างอย่างที่เรียกว่า ไม่เห็นแก่ตัว. การเห็นแก่ตัวหรือเห็นแก่พวกของตัวนี้ มันยังแคบอยู่บ้าง, หรือแคบอยู่มากในบางกรณี. มันต้องไม่มีความเห็นแก่ตัว หรือพวกของตัว ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ในการที่จะใช้อาวุธเป็นต้น. ฉะนั้น เราก็มีการเปิดกว้างไปถึงว่า เพื่อความจริง เพื่อความยุติธรรม เพื่อความดี เพื่อความงาม ความถูกต้อง หรือความเป็นธรรมของโลกนี้ จึงมีการต่อสู้และป้องกัน ; ในกรณีที่ต้องใช้อาวุธ ก็ต้องใช้อาวุธ ด้วยการมุ่งหมายที่จะรักษาความเป็นธรรมอันแท้จริงในโลก. ถ้าคิดอย่างนี้แล้ว มันคุ้มได้หมด. การต่อสู้ป้องกันชีวิตของตัว มันก็กลายเป็นเรื่องเล็กไป, สูญหายหรือถูกกลืนหายไป ในการป้องกันความเป็นธรรม ; ปัญหาก็หมด. ไม่ควรจะมีข้อข้องใจว่า สิ่งนี้มันจะนำมาซึ่งบาปซึ่งกรรม หรือว่าอะไรที่มันขัดกันกับความเป็นพุทธบริษัท ในเลือดในเนื้อของเรา. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้คิดถึงข้อนี้เป็นข้อแรก แล้วหมดข้อวิตกกังขาอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตใจ แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำให้ดีที่สุด. จะผดุง "ธรรม" ต้องรู้จัก "ธรรม"
นี้ ก็จะได้พูดถึงธรรมะในฐานะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่เราจะต้องช่วยกันผดุงเอาไว้ รักษาเอาไว้ หรือต่อสู้อุปสรรคต่าง ๆ เพื่อป้องกันเอาไว้. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" นี้ ก็ยังเข้าใจกันน้อยมาก ; เข้าใจแต่ที่ว่าธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สั้น ๆ ลุ่น ๆ อย่างนี้ มันยังแคบไป. ธรรมะมันมีอะไรมากกว่านั้น แล้วเป็นทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดเลย ไม่ได้ยกเว้นอะไร ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ. รูปธรรม นามธรรมนี้ก็เป็นธรรมะ, ความจริงของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นธรรมะ, แล้วมันทำให้เกิด หน้าที่ที่เราจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ต่อสิ่งเหล่านั้น การปฏิบัตินั้นมันก็ คือธรรมะ, แล้ว ผลที่ได้รับเป็นความสุขสบายอยู่เป็นผาสุก นี้ก็คือ ธรรมะ ด้วยเหมือนกัน. คำว่าธรระมันกว้างถึงอย่างนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็หมายถึง หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำ ; ฉะนั้นเมื่อเรา ทำหน้าที่ที่ควรทำเมื่อไร ก็มีธรรมะ เป็นธรรมะเมื่อนั้น ; แม้ที่สุดแต่การป้องกันตัวเองหรือป้องกันธรรมะ ต้องทำให้ใช้อาวุธออกไป อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นธรรมะ อยู่ในการกระทำนั้น. นี่คำว่าธรรมะมีความหมายกว้างถึงอย่างนี้ จนพูดได้ว่า การทำการงานที่ถูกต้อง ตามหน้าที่ ที่ควรจะทำนั้นแหละคือธรรมะ ; แล้วมันก็สำคัญอยู่ที่ความเสียสละ ถ้าปราศจากการเสียสละแล้ว มันก็ไม่ใช่ทำหน้าที่ที่ถูกต้อง หรือที่ควรจะทำ. ฉะนั้น การเสียสละนั้นมันก็คือธรรมะ ธรรมะที่แท้จริงมันอยู่ที่การเสียสละ. ลองไม่เสียสละ แม้จะมีความรู้ความเข้าใจอย่างไร แล้วเกิดไม่เสียสละเท่านั้น มันก็ไม่มีธรรมะขึ้นมาได้, หรือไม่มีการปฏิบัติหรือการกระทำอะไรได้. นี้เราจะ ต้องมอบให้เห็นว่าที่กำลังกระทำอยู่นี้มันเป็นธรรมะ, และเป็นได้อย่างไร ? การปฏิบัติที่ถูกต้องนั้นแหละ คือตัวธรรมะอย่างยิ่ง. การศึกษาเล่าเรียนก็เป็นธรรมะเหมือนกัน แต่ยังไม่สำเร็จประโยชน์ ; มันต้องมีการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว จึงมีธรรมเกิดเป็นประโยชน์ขึ้นมา นี้ก็เป็นผล ; ก็เป็นธรรมะในฐานะที่เป็นผล. ฉะนั้น เราจะต้อง มีธรรมอยู่ที่เนื้อที่ตัว ของเรา คือการปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้อง ; ไม่ใช่เพียงแต่ว่าเช้าสวดมนต์ หรือไม่ใช่เพียงแต่ท่องอะไรได้ ; หรือแม้ที่สุดแต่ว่าจะไปบวชชี บวชเณร บวชพระอะไรก็ตาม มันยังไม่สำคัญเท่าที่ว่าจะต้องมีการประพฤติกระทำที่ถูกต้อง อยู่ที่เนื้อที่ตัว นั่นคือธรรมะ. แล้วมันจึงเป็นอันเดียวกันกับการทำงาน ; ถ้าเราทำงานที่ควรกระทำให้ถูกต้อง นั้นก็คือการปฏิบัติธรรมะ ธรรมะคือการงาน การงานคือธรรมะ. ท่านอาจจะไม่เคยคิดในข้อนี้ เพราะว่าอาจจะไม่เคยได้รับการแนะนำสั่งสอนอย่างนี้ จึงถึงกับเข้าใจไปว่ามันคนละอย่างกันเสีย ว่าทำงานทำมาหากินนั้นไม่ใช่ธรรมะ, ธรรมะต้องไปที่วัด ต้องไปรับศีลต้องไปฟังเทศน์. เอาธรรมะไว้ที่วัด เอาตัวเองไว้ที่บ้าน อยู่กับการงาน ; นี้เป็นคนที่ว่ายังไม่ลืมตา ยังไม่ลืมหูลืมตา ต่อสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ. ถ้า รู้จักธรรมะจริง จะรู้จักธรรมะที่มีอยู่ที่การงาน ที่ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ; เพราะธรรมะมีหลายชั้น มีหลายระดับ ถูกต้องน้อยก็เป็นธรรมะน้อย, ถูกต้องมากก็เป็นธรรมะมาก. เราหากินให้ถูกต้อง นี้ก็เป็นธรรมะ, เรากินให้ถูกต้องนี้ก็เป็นธรรมะ, เราจะต้องอาบต้องถ่ายต้องปฏิบัติร่างกายให้ถูกต้อง นี้ก็เป็นธรรมะ ; ไม่ว่าอะไรหมด ถ้าเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว เป็นธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่งไปทั้งนั้น ; มันก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัว ไม่ใช่เอาไว้ที่วัด แล้วเราอยู่ที่บ้าน. คำว่า "ธรรมะ" นี้ ยังใช้กว้างไปถึง ธรรมะฝ่ายที่เป็นบาปเป็นอกุศลก็มี. อกุศลธรรมนี้ คือธรรมะฝ่ายที่เป็นบาป, ที่เป็นอกุศลนั้นคือทำผิด ผิดธรรมะ เป็นธรรมะฝ่ายผิด ; อย่างนี้ไม่ต้องพูดถึงกัน. ธรรมฝ่ายถูกต้องนี้คือธรรมะในที่นี้ และได้แก่การทำการงานที่ถูกต้อง ทุกอย่างทุกชนิดไม่ยกเว้นอะไร ; แม้กระทั่ง นั่ง นอน ยืน เดิน อะไรให้ถูกต้อง พูดจาให้ถูกต้อง, จะต้องคบหาสมาคมให้ถูกต้อง แม้แต่จะต้องเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูให้ถูกต้อง ; ทำทุกอย่างให้มันถูกต้องมันก็เป็นธรรมะไปหมด. ขอให้รู้จักธรรมะที่เนื้อที่ตัวกันอย่างนี้ แล้วขยายออกไปถึงที่มันเกี่ยวกับผู้อื่น แล้วขยายออกไปที่มันเกี่ยวกันทั้งโลก หมดทั้งโลก หรือทุก ๆ โลก, ถ้ามันมีหลาย ๆ โลก ; เป็นความถูกต้องของทั้งหมด นี่คือธรรมะ. ในเรื่อง กิน อยู่ พูดจา กระทำ คิดนึก อะไรก็ตาม ถ้ามีธรรมะเมื่อไร มันก็มีประโยชน์ขึ้นมาทันที. อย่างแรกมันทำให้ชีวิตมีค่ามีราคา, ธรรมะนี้มันช่วยให้ชีวิตของคน ๆ หนึ่งนี้มีค่ามีราคาขึ้นมา, มีความหมายอย่างถูกต้องขึ้นมา, เป็นมนุษย์ที่ถูกต้องขึ้นมา ; แล้วมันทำให้เป็นบุคคลที่มีที่พึ่ง. ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว แม้มันจะเป็นคนเหมือน ๆ บุคคลอื่น แต่มัน ไม่มีที่พึ่ง. ถ้ามีธรรมะ ก็กลายเป็นคนที่มีที่พึ่ง. บางคนอาจจะเถียงว่ามีเงินให้เยอะแยะเข้าไป แล้วมันก็มีที่พึ่ง. ที่พึ่งอย่างนั้นมันเป็นเรื่องของเด็กอมมือของคนขลาด แล้วก็ไม่จริงด้วย ; มันพึ่งได้แต่ในบางอย่าง แล้วเป็นส่วนน้อย. แล้วบางทีความงกเงินนั้นแหละ จะทำให้ไม่มีธรรมะเสียเลยก็ได้. ที่พึ่งที่แท้จริงมันคือ ธรรมะ. ความมีธรรมะ คือมีความดีอยู่ที่เนื้อที่ตัว ; ธรรมะจะเป็นที่พึ่งให้แก่เราได้ ก็เพราะเรามีความดีที่ตัว ; เจ้านายเขาจึงรักจึงเอ็นดูเรา. และการที่เราจะหาเงินที่ดีที่บริสุทธิ์มาได้ ก็ต้องเพราะธรรมะ เพราะประพฤติธรรมะ ; แม้จะไปขโมยเขามา ก็เป็นธรรมะ เป็นบาปธรรม เป็นอกุศล เป็นอกุศลธรรม. แต่เราไม่พูดถึงการกระทำชนิดนั้น. การที่เราจะหาเงินมาด้วยเหงื่อ ก็เพราะธรรมะนั่นเอง เพราะการกระทำไปอย่างถูกต้อง เหงื่อไหลไคลย้อยนี้ก็เป็นการประพฤติธรรม ได้เงินมาเป็นเงินบริสุทธิ์ เงินก็ยังได้มาจากธรรมะ ; ถ้าเงินนั้นพึ่งได้ ก็หมายความว่าธรรมะนั้นเป็นที่พึ่ง. เราจะต้องมองให้เห็นว่า ธรรมะอย่างเดียวเป็นทั้งหมด เป็นตัวเราและเป็นที่พึ่งของเรา. ธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัวที่กาย วาจา ใจของเรา แล้วก็เป็นที่พึ่งแก่เรา : ฉะนั้น เราจะต้องสนใจสิ่งนี้ให้มากเป็นพิเศษ และเราจะต้องเสียสละเพื่อสิ่งนี้ ; แม้เราจะต้องเสียชีวิตไป เราก็เสียสละได้เพื่อให้สิ่งนี้ยังอยู่. ฉะนั้น ถ้าท่านจะเป็น สมาชิกอาสาสมัครรักษาดินแดนหรืออะไรก็ตาม ต้องมีความแน่ใจที่ว่า : แม้ชีวิตก็สละได้ เพื่อความถูกต้องยังอยู่ เพื่อความเป็นธรรมยังอยู่ ; นี้ตัวธรรมะอยู่ที่นี่. เอาละทีนี้เรามองต่อไปถึงข้อที่ว่า : ธรรมะนี้เป็นของเฉพาะคน ประพฤติแทนกันไม่ได้ ; ธรรมจึงเป็นที่พึ่งเฉพาะคน ๆ อย่างที่เรียกว่า พึ่งตัวเอง. ในพุทธศาสนานี้ยืนยันการพึ่งตัวเอง มีตนเองเป็นที่พึ่ง ; แต่แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ที่ว่ามีตนเองเป็นที่พึ่งนั้น คือมีธรรมะเป็นที่พึ่ง. หมายความว่า ตนต้องปฏิบัติธรรมะ ตนจึงจะเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง ; หมายความว่า พึ่งตนกับพึ่งธรรมะนั้นเป็นของอันเดียวกัน, มีธรรมะเป็นที่พึ่งกับมีตนเองเป็นที่พึ่งนั้น เป็นของอย่างเดียวกัน, เป็นคำพูดคำเดียวกัน. ตนต้องประกอบด้วยธรรมะ ตนจึงจะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสควบไปเสียทีเดียวว่า : อตฺตทีปา อตฺตสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา - มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ มีธรรมะเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นสรณะ ; เป็นเรื่องเดียวกัน และใจความของมันก็อยู่ที่การประพฤติหรือกระทำที่ถูกต้องตามหน้าที่ของตน. ขอให้มองเห็นให้ชัดลงไปว่า การทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องนั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมะ, เป็นธรรมะอยู่ที่นั่น. เดี๋ยวนี้ท่านมองเห็นหรือเปล่า ว่า การที่เสียสละทำหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดนนี้ มันเป็นการทำหน้าที่ที่ถูกต้องหรือไม่ ? ถ้าจะว่ากันแล้ว มันเป็นหน้าที่ที่ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงที่ว่า เราเสียสละทุกอย่าง เตรียมพร้อมที่จะเสียสละทุกอย่าง และพอถึงเวลาก็จะเสียสละทุกอย่างจริงด้วย เพื่อความมีอยู่แห่งธรรมะ, นี่คือหน้าที่ที่ถูกต้อง เป็นปฏิบัติธรรมะอยู่ในตัว. การกระทำนี้มัน เพื่อหน้าที่ แล้วก็เพื่อธรรมะด้วย. การกระทำหน้าที่ที่ถูกต้องนี้ มันทำไปเพื่อหน้าที่ด้วย, แล้วก็เพื่อธรรมะด้วย. อย่ากล้ามองไปในแง่ว่า เพื่อตัวกูหรือเพื่อตัวเรา ; ถ้าเพื่อตัวกูเพื่อตัวเราขึ้นมาแล้ว มันไม่ใช่ธรรมะขึ้นมาทันที เป็นไม่ใช่ธรรมะขึ้นมาทันที. มันต้องเพื่อธรรมะ หน้าที่นี้ต้องเพื่อธรรมะ ; ถ้าเพื่อตัวเราแล้ว ไม่เท่าไรก็จะเกิดความเห็นแก่ตัว, แล้วก็จะเฉออกนอกทาง ไปเป็นเห็นแก่ตัว. คำพูดที่เคยอื้อฉาวกันคราวหนึ่ง ก็คือเรื่อง "ทำงานเพื่องาน" กับ "ทำงานเพื่อเงิน" จำคำคู่นี้ไว้เปรียบเทียบ แล้วก็จะช่วยให้ไม่ลืม จะช่วยให้ไม่ฟั่นเฝือ. ทำงานเพื่องานนั้นอย่างหนึ่ง, ทำงานเพื่อเงินนั้นอีกอย่างหนึ่ง. ทำงานเพื่อเงินนั้นมันเพื่อตัว เพื่อเห็นแก่ตัว ; เผลอนิดเดียวก็ทำทุจริต. แต่ถ้าทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ละก็ ไม่มีทางที่จะทุจริตได้ ; เพราะว่าหน้าที่มันตายตัว หน้าที่มันมีอยู่อย่างนี้ ๆ เราก็ต้องทำ ; มันก็ไม่มีทางจะเผลอ เฉออกไปนอกทาง จนกลายเป็นทุจริต. เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่าทำหน้าที่เพื่อตัวกู ; จะต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่. ถ้าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ คือทำหน้าที่เพื่อธรรมะ, นี่คือทำงานเพื่องาน. อย่างเป็นสมาชิกอาสาสมัครนี้ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, เพื่อหน้าที่ก็เพื่อธรรมะ ; กลายเป็นบริจาคหมด. ตัวเราก็บริจาคหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือไว้เป็นของเรา : อุทิศให้แก่หน้าที่ อุทิศให้แก่ธรรมะหมด ตั้งแต่เวลานี้ด้วยความมุ่งหมายอย่างนี้ ; แล้วพอถึงเวลาเข้าจริงก็ทำอย่างนั้นจริง ๆ ด้วย. นี่อย่างนี้หน้าที่เพื่อหน้าที่ หน้าที่บริสุทธิ์ หน้าที่เพื่อธรรมะ ไม่ใช่ทำงานเพื่อตัวกู. ทำงานเพื่อตัวกูนั้น มันเพื่อเงิน หรือแม้แต่เพื่อชื่อเสียงก็ตามเถอะ ; ถ้ามันเพื่อตัวกูแล้ว ระวังให้ดี มันจะย้อนมากัดเอาเข้าวันใดวันหนึ่ง : คือมัน จะเกิดเป็นพิษร้ายขึ้นมา ในวันใดวันหนึ่ง จะทำให้คนนั้นนอนไม่หลับ กระทั่งวิกลจริต เป็นบ้าตายไปก็ได้. ดูไปเถอะคนในโลก ในบ้านเรานี่แหละ ; คนไหนที่มันกำลังเป็นโรคเส้นประสาท กำลังเป็นโรคจิต หรือเป็นบ้า หรือตายไปเลยนี้ เป็นคนทำอะไรเพื่อตัวกูทั้งนั้นแหละ. ทำอะไรเพื่อตัวกู, ทำอะไรเพื่อตัวกู, หนักเข้า - หนักเข้า - หนักเข้า มันมืดไปหมด ; มันล้วนแต่ความวิตกกังวล ความหวาดกลัว ความระแวง ความอะไร, นานเข้าหลาย ๆ ปี ก็เป็นโรคเส้นประสาท แล้วก็เป็นบ้าตาย ; นี่ถ้าทำงานเพื่อตัวกู มันเป็นอย่างนี้. แต่ถ้า ทำงานเพื่อความถูกต้อง หรือหน้าที่เพื่อหน้าที่แล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างนี้ จะนอนหลับสบาย ใจคอมันปกติ แล้วก็ทำไปได้จนตาย ไม่ต้องเป็นโรคเส้นประสาท. นี่ธรรมะคุ้มครองให้ได้ถึงอย่างนี้ ; ฉะนั้น ขอให้ทุกคนทำงานเพื่อธรรมะ ชีวิตนี้จะมีค่า, แล้วชีวิตนี้จะมีที่พึ่ง. เรียกว่าทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ; แล้วนั่นแหละคือเพื่อธรรมะ. ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องเพื่อธรรมะ แล้วให้ มองเห็นชัดว่าธรรมะนี้คือเครื่องคุ้มครอง ; ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าธรรม. พึงมีธรรม เป็นเครื่องคุ้มครอง
รรมะเป็นทั้งหมดในการคุ้มครอง : คุ้มครองเราก็ตาม, คุ้มครองประเทศชาติของเราก็ตาม, คุ้มครองโลกทั้งโลกก็ตาม ; มีแต่ธรรมะเท่านั้น. พอผิดธรรมะเมื่อไร มันก็จะเกิดสิ่งที่ตรงกันข้าม : คือไม่มีการคุ้มครอง แล้วก็จะทำผิด แล้วก็จะมีบาป แล้วก็จะต้องมีความทุกข์ ไม่มีอะไรคุ้มครอง. ถ้าธรรมะคุ้มครอง ไม่มีบาป ไม่มีทุกข์. สมมติว่าท่านต้องยิงปืนออกไป ยิงข้าศึกหรือศัตรู ถ้าไม่มีธรรมะ ท่านก็เป็นผู้ร้ายฆ่าคน และมีบาป แล้วจะต้องตกนรก ; แต่ถ้าว่ามีธรรมะคุ้มครอง คือว่ามีจิตใจประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ยิงปืนลั่นไกออกไปนี้ เพื่อคุ้มครองให้โลกนี้มีธรรมอย่างนี้ ก็ไม่มีบาป ก็ไม่ต้องตกนรก ; เพราะไม่มีเจตนาที่จะฆ่าใคร มีแต่จะคุ้มครองโลกนี้ให้ยังคงมีธรรมะ. นี่เห็นได้ว่าธรรมะนี้คุ้มครองคนให้ไม่ต้องเป็นบาป เพราะยิงปืนออกไป. ไม่มีอะไรแล้วที่จะสำคัญยิ่งไปกว่าธรรมะ แล้วไม่มีอะไรที่จะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ นอกจากธรรมะอย่างเดียว ; ฉะนั้น จงฝากเนื้อฝากตัวไว้กับธรรมะ ด้วยการทำเนื้อทำตัว ทำชีวิตของเราทั้งหมดนี้ ให้ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ แล้วธรรมะคุ้มครอง ไม่ต้องมีความทุกข์ แม้จะต้องตายก็หัวเราะได้. สมาชิกอาสาสมัครคนไหน มีใจจริง เสียสละจริง อุทิศชีวิตเพื่อธรรมะจริง พอถูกยิงจะต้องตาย จะหัวเราะได้, ไม่ร้องครางด้วยความขี้ขลาด, ไม่ร้องครางด้วยความเสียดายอะไร ; ธรรมะช่วยได้ถึงอย่างนี้. ฉะนั้น เราจะต้องรู้หน้าที่ หรือความมุ่งหมายของหน้าที่ของเราในการเป็นสมาชิกนี้ ว่าเพื่อจะคุ้มครองความเป็นธรรมของโลก. เราทำทุกอย่างเพื่อให้โลกนี้มีธรรมะคุ้มครองอยู่ ให้ความเป็นธรรมเหลืออยู่ในโลก. เรายอมเสียสละชีวิตของเรากี่คนก็ได้ ทั้งหมดก็ได้ ทั้งประเทศก็ได้ เพื่อความมีอยู่ของธรรมะในโลกนี้. ถ้าเราทำถูกวิธี มันก็ไม่ต้องถึงกับเสียชีวิต เสียสละชีวิตอะไร ถ้าทำถูกวิธีก็มีธรรมะเกิดขึ้น แล้วธรรมะก็คุ้มครองเอง. เดี๋ยวนี้โลกอยู่ในฐานะที่ต้องมีธรรมะมากขึ้นทุกที มิฉะนั้นมันจะวินาศ จะวอดวายไป ด้วยการทำลายล้างกัน. อาตมาจึงบอกเขาว่า รบกันไปพลาง แลกธรรมะกันไปพลางเถอะ แล้วก็จะปลอดภัย. ที่เขากำลังรบกันอยู่ในโลกเวลานี้ ใกล้ ๆ จะเอาระเบิดปรมาณูหรืออะไรโยนใส่กันอยู่แล้วนี้ ; ระวังให้ดี กำลังจะวินาศ. ฉะนั้น แม้รบกันไปพลาง แต่ต้องแลกเปลี่ยนธรรมะกันไปพลาง ในระหว่างศาสนา ในระหว่างบุคคล ; ไม่เท่าไร ธรรมะนั้นจะคุ้มครอง ไม่ให้โยนลูกระเบิดนี้ใส่กัน เป็นต้น. เพราะว่าศาสนาทุกศาสนา จะสอนเรื่องความเป็นคน ๆ เดียวกันทั้งหมดในโลก คือให้มีความรักเหมือนกับคน ๆ เดียวกันทั้งโลก ทุกศาสนาสอนอย่างนี้. ถ้าใครเข้าใจเป็นอย่างอื่น ก็เข้าใจเสียใหม่ว่า ทุกศาสนานั้นสอนอย่างนี้. ที่เราไปได้ยินมาผิด ๆ ว่าศาสนาบางศาสนาสอนให้ฆ่าพวกอื่นนั้น มันไม่จริง ; มันมีเหตุผลอย่างอื่น มีการกระทำอย่างอื่น. หัวใจของศาสนาทุกศาสนา ต้องการให้คนหมดความเห็นแก่ตัว ; เมื่อหมดความเห็นแก่ตัวแล้ว ก็ไม่ทำอันตรายใคร ก็อยู่กันเป็นผาสุกได้. ทีนี้ เราทำให้โลกนี้มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครอง แล้วก็เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว. ธรรมะจะคุ้มครองเราได้ ก็ต่อเมื่อเราประพฤติธรรม ในลักษณะที่ทำลายความเห็นแก่ตัว. หน้าที่อาสาสมัคร ของเรานี้ มันจะ ต้องเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวด้วยเหมือนกัน. ทำลายความเห็นแก่ตัวนี้เราจะยักพูดให้เป็น ๒ อย่างก็ได้ : สมมติว่าเราต้องรบ และการรบของเราเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว. อันแรก มันเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวเราเอง ไม่ยอมเสียสละเพื่อธรรมะอยู่ในโลก หรือว่าขี้ขลาดหรือว่าวิ่งหนีอะไรก็ตาม มันเรื่องเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวเราเอง. นี่เราเป็นผู้เสียสละไม่เห็นแก่ตัว ทำลายความเห็นแก่ตัวเรา เราจึงรบ. อันที่สอง ทำลายความเห็นแก่ตัวของฝ่ายศัตรู คนที่เป็นศัตรูของเรานั้น มันเป็นผู้ที่มีความเห็นแก่ตัว มันจึงเอาประโยชน์ของตนข้างเดียว แล้วจึงมาเบียดเบียนคนอื่น ; ฉะนั้น เราจะฆ่าความเห็นแก่ตัวของเขา. อย่าไปคิดมุ่งฆ่าร่างกายชีวิตของเขา เรามุ่งหมายจะฆ่าหรือจะทำลายความเห็นแก่ตัวของมัน ของศัตรู. อย่าว่าแต่ความเห็นแก่ตัวของศัตรูเลย แม้แต่ความเห็นแก่ตัวของเราเอง เราก็ต้องฆ่า. เราจะต้องทำลายหรือฆ่า ความเห็นแก่ตัว ทั้งของเราและของฝ่ายศัตรู. ฉะนั้น การรบจึงกลายเป็นบุญเป็นกุศลไป เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว ที่เป็นข้าศึกศัตรู ข้อนี้ต้องช่วยจำไว้ด้วยว่า ความเห็นแก่ตัว อย่างเดียวนั้นแหละ ทำให้เกิดความโลภ ทำให้เกิดความโกรธ ทำให้เกิดความหลง ทำให้เกิดอะไรอีกหลายอย่าง บรรดาที่เป็นกิเลส กิเลสมีหลายสิบชื่อ หลายร้อยชื่อ กิเลสทุกชนิดมาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น : เห็นแก่ตัว จึงโลภ, เห็นแก่ตัว จึงไม่ยอม. ไม่ยอม จึงโกรธ, เห็นแก่ตัวมันก็โง่หลงไปต่าง ๆ นานา. นี่กิเลสทั้งหมดมาสรุปรวมอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว เราจะต้องทำลายความเห็นแก่ตัว ฆ่าความเห็นแก่ตัว ทั้งของเราเอง และทั้งของผู้อื่น. อาสาสมัครของพระพุทธเจ้า
าเราทำได้อย่างนี้ เรากลายเป็นอาสาสมัครของพระพุทธเจ้า. ฟังดูให้ดี ; น่าขันหรือไม่น่าขัน ? แทนที่จะเป็นหน่วยสมาชิกอาสาสมัครของประเทศไทยนี้ กลายเป็นของพระพุทธเจ้าไปเลย ; เพราะพระพุทธเจ้าท่านต้องประสงค์ให้ทำอย่างนั้น ให้ทุกคนทำลายความเห็นแก่ตัว. นี้เมื่อเราทำหน้าที่ของเรา เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมในโลก และเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวทุกชนิดทุกฝ่าย แล้วมันก็เป็นบุญเป็นกุศลเท่านั้น ; ไม่ใช่เป็นเรื่องฆ่าคน ไม่ใช่เป็นเรื่องบาปกรรม ; แต่กลายเป็นการทำบุญอย่างยิ่ง, ทำบุญอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าที่ทำ ๆ กันอยู่เดี๋ยวนี้. การที่ทำบุญกันอยู่เดี๋ยวนี้ เสียสละเงิน ห้าบาท สิบบาท ร้อยบาท พันบาท หมื่นบาทอะไรก็ตาม ยังเป็นของขี้ประติ๋วไปเลย ; ถ้าเอาไปเทียบกันกับความที่เราเสียสละชีวิต เสียสละชีวิตทั้งหมด เพื่อความคงอยู่แห่งพระธรรม หรือเพื่อจะทำลายกิเลสของเราเองนี้. เราเสียสละชีวิตน่ะมันมากกว่าเสียสละเงินสักร้อยสักพันสักหมื่น ; ฉะนั้น ขอให้ประพฤติปฏิบัติธรรมะในลักษณะนี้ให้ถูกต้อง มันกลายเป็นทำบุญทำกุศลมหาศาล ; หรือยิ่งกว่านั้นจะเป็นปัจจัยเพื่อ มรรค ผล นิพพาน ไปโดยตรง ; เพราะว่าเป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว ทำลายโลภะ โทสะ โมหะ. สักโอกาสหนึ่งก็จะหมดกิเลสโดยประการทั้งปวง ; หมดอย่างนี้เราก็เป็นอาสาสมัครของพระพุทธเจ้า อย่างไม่รู้จักสิ้นสุด. ท่านจงรู้จักพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไรให้ถูกต้อง พระพุทธเจ้าท่านเป็นทั้งหมดของการเสียสละเพื่อผู้อื่น, พระพุทธเจ้าองค์เดียวนี้เป็นทั้งหมดของการเสียสละทุกชนิดเพื่อผู้อื่น. ไปอ่านดูเรื่องของพระพุทธเจ้าเถอะ ในชาติก่อน ๆ โน้นก็ดี ในชาติปัจจุบัน ชาติสุดท้ายก็ดี ที่เป็นพระพุทธเจ้านี้ก็ดี มีแต่ความเสียสละ ; การเป็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นเพื่อผู้อื่น. ถ้าส่วนตัวท่านนั้นเป็นเพียงพระอรหันต์ก็พอ นิพพานแล้วดับทุกข์ไปเลย เป็นเพียงพระอรหันต์ก็พอ, ไม่จำเป็นจะต้องเหนื่อยยากลำบากให้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา. นี้ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นเพื่อผู้อื่น เพื่อช่วยผู้อื่น เพื่อช่วยโลก เพื่อช่วยสัตว์ทั้งปวง จึงกลายเป็นการเสียสละมหาศาล. ทีนี้ ถ้าเราจะเป็น สาวกของพระพุทธเจ้าจริง เราก็ต้องทำอย่างท่าน คือการเสียสละ, คือการทำลายความเห็นแก่ตัว มีการเสียสละตามแบบฉบับที่พระพุทธเจ้าท่านเป็น. นี่ถ้าใครยังอยากจะเป็นพุทธบริษัท ยัง เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า อยู่ละก็ ต้องพร้อมที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น ; มิฉะนั้นก็จะเป็นแต่ปาก, เป็นแต่ปากว่า ไม่เป็นจริง ; ปากว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ, เมื่อตะกี้นี้ก็ว่า แล้วก็ว่าแต่ปากไม่รู้กี่ร้อยครั้งมาแล้วก็ได้ ; ถ้าใจไม่เป็นจริง ก็เป็นได้แต่ปาก. ถ้าจะให้ใจเป็นจริงแล้ว ก็ต้องแน่ใจกันตลอดเวลา ในการที่จะทำตามพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านทำอย่างไร เราต้องทำอย่างนั้น ; ท่านเสียสละหมด ไม่มีอะไรเหลือเพื่อผู้อื่น เราก็ต้องทำอย่างนั้น ด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น อุดมคติของอาสาสมัครนี้ เป็นอุดมคติอย่างเดียวกันกับของพระพุทธเจ้า ; แม้ว่าน้ำหนักหรือปริมาณจะไม่เท่ากัน แต่มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน หรือจะมีคุณสมบัติอย่างเดียวกัน นี่เราจึงจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้ด้วยเหตุนี้. เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอให้มองดูให้ดีว่า เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้ว ไม่ใช่เรื่องเอาเวลาว่าง ๆ มาทำหน้าที่อาสาสมัคร นอกนั้นก็อยู่กับลูกกับเมีย แล้วก็ทำนาทำไร่ทำมาหากินไปตามเคย, เอาเวลาว่างนิด ๆ หน่อย ๆ มาทำหน้าที่อาสาสมัคร ; อย่างนี้เป็นการเข้าใจผิด และไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร. ถ้าเข้าใจถูกจะต้องเข้าใจว่า ที่ทำมาหากินทำไร่ทำนา หาลูกหาเมียไว้ให้พร้อมนั้น ก็เพื่อให้เรามีกำลังที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น. ทุกอย่างนั้นช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้ ; แล้วถามว่า มีชีวิตนี้อยู่เพื่ออะไร ? ก็ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อพระธรรม เพื่อความถูกต้อง และเราจะสละทั้งหมดนี้เพื่อสิ่งนั้น. แล้วกลายเป็นว่าทั้งหมดนั้น กลายเป็นของสำหรับจะอุทิศบูชาคุณของพระธรรม, หรือทำตามอย่างพระพุทธเจ้าไปเลย. ถ้าอย่างนี้เราก็เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าที่ดีที่สุด ที่ถูกต้องที่สุด ที่สมบูรณ์ที่สุด แล้วก็ไม่อดตาย, ยังมีอะไรกินอยู่เหมือนที่มีอยู่นี้ ยังทำนา ทำไร่ ยังทำอะไรเหมือนที่ทำอยู่นี้, แล้วก็มีกินมีใช้ ยังสะดวกสบายเหมือนที่อยู่นี้, เพียงแต่เราเข้าใจให้ถูกต้องว่า ทั้งหมดนี้ เพื่อสิ่งที่ประเสริฐที่สุดอย่างเดียว คือพระธรรม ที่จะอยู่คุ้มครองโลกไม่ให้ล่มจม. เราทุกคนอุทิศทั้งหมด ที่เป็นทรัพย์สินสมบัติของเรา เพื่อความมีอยู่แห่งพระธรรม, บุตรภรรยาสามี ที่ดินเรียกสวนไร่นา วัวควายช้างม้า เกียรติยศชื่อเสียงอะไรทั้งหมดนี้มีไว้เพื่ออุทิศให้แก่พระธรรม, เพื่อให้พระธรรมยังคงมีอยู่ในโลก. ฉะนั้น การเป็นสมาชิกอาสาสมัคร ของเราไม่ใช่งานอดิเรก ไม่ใช่เรื่องสำหรับทำเวลาว่าง หรือเป็นเรื่องปลีกย่อยเล็กน้อย ; แต่ว่าเป็นทั้งหมด เป็นชีวิตจิตใจ เป็นดวงวิญญาณทั้งหมด ว่าจะดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้ธรรมะอยู่ครองโลก เพื่อคนทั้งโลก. เราก็เลยไม่ต้องทำอะไรกี่อย่าง ทำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันก็ได้หมด, เป็นการกระทำหมด : มีชีวิตอยู่เพื่อเป็นธรรม เพื่อผดุงเอาไว้ซึ่งพระธรรมอยู่เป็นที่พึ่งของโลก. เราเป็นสัตว์ที่มีชีวิต เราต้องทำมาหากิน ทำมาหากินคนเดียวลำบาก เราต้องมีลูก มีเมีย, มีเพื่อนมีฝูง มีเครื่องมือเครื่องใช้ ; แต่แล้วทั้งหมดนั้น ก็เพื่อมีชีวิตอยู่. เราก็ตาม ลูกเมียของเราก็ตาม เพื่อนฝูงของเราก็ตาม ก็ล้วนแต่เพื่อจะรักษาไว้ซึ่งพระธรรม ที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรในโลกนี้ ของโลกนี้. เราก็ดีหมด ลูกเมียเพื่อนฝูงทรัพย์สมบัติอะไรของเรา ก็เป็นของดีหมด มีค่าหมด, ตรงตามความมุ่งหมายของธรรมะหมด, ประกอบอยู่ด้วยธรรมะหมด ; แล้วเราก็มีอะไรดี ยกมือไหว้ตัวเองได้ ว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา. ดูอะไรมันก็ดีไปหมด : มีเมียก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด สำหรับมีชีวิตอยู่เพื่อต่อสู้ เพื่อความเป็นธรรม ความถูกต้องในโลกนี้, มีกำลังอะไรก็ตาม เพื่อความถูกต้องอันนั้น ก็เลยดีหมด ; เนื้อตัวของเราก็ดี ความคิดของเราก็ดี คำพูดของเราก็เป็นของดี การกระทำของเราก็เป็นของดี อะไรก็ดีหมด ; ก็ยกมือไหว้ตัวเองได้. ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ มันก็ไม่มีอะไรดี แล้วจะกลายเป็นคนโกหกหลอกลวง โดยที่ปากพูดว่าเป็นพุทธบริษัท พุทธัง สรณัง คัจฉามิ อยู่เสมอ ; แต่แล้วจิตใจหรือการกระทำมันไม่เป็น ก็เป็นคนหลอกลวง แล้วก็ไม่มีอะไรดีอยู่ที่เนื้อที่ตัวอะไร ก็ไม่ดีไปหมด มีลูกก็พลอยไม่ดี มีเมียก็พลอยไม่ดี มีทรัพย์สมบัติก็พลอยไม่ดีไปหมด ; เพราะว่าเราคนเดียวไม่ดีเสียอย่างเดียว ก็เลยไม่มีอะไรดี. เมื่อจะให้มันเป็นไปในทางประเสริฐที่สุด ในการที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็ไม่มีอย่างอื่น นอกจากธรรมะ คือ การปฏิบัติหน้าที่ เสียสละเพื่อธรรมะ เพื่อธรรมะมีอยู่ในโลก ซึ่งเป็นอุดมคติของหน่วยอาสาสมัครของเรานี้. ขอให้หมุนมาให้ถูกทาง นี้ อย่าให้เป็นไปเพื่อฆ่าคน อย่าให้เป็นไปเพื่อป้องกันตัวเองล้วน ๆ แต่ให้เป็นไปเพื่อรักษาไว้ซึ่งธรรมะ ให้คงมีอยู่ในโลก โดยทำดีกันหมด ดีกันทั้งโลก ไม่มีอะไรที่ไม่ดี. ถ้าว่าทำผิดตรงกันข้าม มันก็ไม่มีอะไรดีจริงเหมือนกัน จนถึงกับว่าไม่มีอะไรให้สุนัขกิน. ขอให้ไปดูภาพเขียนในตึก ที่เรียกกันว่าโรงหนังนั้น มีภาพเขียน เรื่องหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก เรียกว่า "เรื่องไอ้ชาติคน".
นี้ว่าคนทั้งคน คนนั้นน่ะไม่มีอะไรที่ดีจนสุนัขกินได้ ; ฉะนั้น เราก็เหมือนกัน ยังไม่ตายนี้ระวังให้ดีว่า มันควรจะตายลงไปในลักษณะที่อะไร ๆ ก็สุนัขกินได้ ; เพราะว่ามือตีนของเราก็ทำแต่สิ่งที่ดี, หูตาจมูกอะไรของเราก็ทำแต่สิ่งที่ดี, จนกระทั่งหัวใจของเราก็ดี มีความเสียสละเพื่ออุดมคติตามแบบของพระพุทธเจ้า ; สุนัขจะกินตรงไหนก็ได้ทั้งนั้นเลย มีอะไร ๆ ดีให้สุนัขกิน. ยิ่งด่าว่า "ไอ้ชาติมนุษย์" ละก็ยิ่งถูก ; เพราะว่ามันดี มันมีจิตใจสูง. นี้เรียกว่าเราจะต้องรู้จัก อุดมคติสุดยอด คือการเสียสละเพื่อผู้อื่นนั้นเสียก่อน, แล้วจึงจะทำอะไร ๆ ของเรานี้ให้ดีหมด เนื้อตัวดี ชีวิตดี ร่างกายดี จิตใจดี อะไร ๆ ดีหมดเลย. ดีอยู่ตรงที่เสียสละเพื่อผู้อื่นตามแบบของพระพุทธเจ้า, ปู่ย่า ตายาย แต่โบราณ. น่าภาคภูมิใจที่ว่าบ้านเรานี้ ไม่ใช่บ้านอื่น พูดว่า "งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายเสียแต่ก่อนตาย" นี้ ตายเสร็จแล้ว แต่ก่อนตาย. มันต้องกันอยู่ที่ว่า งามอยู่ที่ดี ดีอยู่ที่ละ ดีอยู่ที่สละ ไม่ใช่ดีอยู่ที่ เอา ๆ ๆ แต่ว่าดีอยู่ที่สละไป. งามอยู่ที่ผี หมายความว่า ซากผีมันทำให้เราไม่ประมาท ไม่เกิดกิเลส ส่วนของสวยงามอย่างอื่น ที่เขาว่าสวยงามกันนักนั้น ทำให้เกิดกิเลส ; เขาจึงว่า งามจริง ๆ มันอยู่ที่ซากผี ดูแล้วเกิดความไม่ประมาท. แล้วก็ ดีอยู่ที่สละที่ละ แล้ว พระก็อยู่ที่จริง พูดจริง ทำจริง บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง สอนจริงอะไรเหล่านี้ พระอยู่ที่จริงอย่างนี้. แล้ว นิพพานนี้อยู่ที่ตายเสียก่อนตาย ท่านทั้งหลายทุกคนได้ปฏิบัติได้ คืออย่ามีตัวกู อย่าเห็นแก่ตัวกู - ของกู, อย่ามีตัวกูแต่เดี๋ยวนี้ซิ. นี่เขาเรียกโดยโวหารอย่างหนึ่งว่า ตายเสร็จแล้วตั้งแต่ก่อนตาย ไม่มีปัญหาของตัวกู ไม่มีความทุกข์เพื่อตัวกู อีกต่อไป. นี้เป็นนิพพานอย่างถูกต้องขึ้นมาทันทีอย่างนี้. รวมความแล้ว มันอยู่ที่ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู อะไร นั่นคือ นิพพาน. นิพพานที่แท้จริง เราอาจะถึงได้เป็นขณะ ๆ : ขณะใดเราทำตามอุดมคติของอาสาสมัครอย่างเคร่งครัด บริจาคชีวิตเลือดเนื้อทั้งหมดเลย ; เมื่อนั้นเป็นนิพพานไปชั่วขณะหนึ่ง คือหมดตัวกู หมดความเห็นแก่ตัวกู - ของกู จนกว่าจิตมันจะกลับมาใหม่ มันก็เป็นปุถุชนไปอีก. แต่ถ้าเราไม่ยอมให้มันกลับ มีแต่ให้ไปข้างหน้าเรื่อย ๆ เป็นไม่มีตัวกู ไม่มีของกูอยู่ตลอดเวลา อุทิศกันจริง ๆ ; อย่างนี้เป็นนิพพานยืดออกไป ยืดออกไปเรื่อย ๆ จนเป็นนิพพาน สิ้นสุดและเด็ดขาดลงไปได้เหมือนกัน. เวลานี้ทำกันแต่เพียงว่านิพพานบ่อย ๆ ก็ยังดี ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ไม่เห็นแก่ตัวกูนี้ให้บ่อย ๆ ก็ยังดี ; แล้ว อุดมคติของอาสาสมัคร ก็สอนอย่างนี้อยู่แล้ว ชวนอย่างนี้อยู่แล้ว บริจาคทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผู้อื่นเถิด, เพื่อบำบัดความทุกข์ของเขา ในยามสงครามก็ดี ในยามสงบก็ดี อะไรก็ดี ; ถ้าขึ้นชื่อว่าการเสียสละเพื่อผู้อื่นแล้ว เป็นทำทั้งหมด. นี่คือการฆ่ากิเลส ฆ่าตัวกู ฆ่าของกู ; รบกับข้าศึกศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดคือกิเลส, แล้วเราก็เป็นสมาชิกของพระพุทธเจ้า เป็นอาสาสมัครของพระพุทธเจ้า, หรือว่าพูดอีกที ก็เป็นของโลกทั้งโลกไปเลย ไม่ใช่เป็นของเรา หรือของพวกเราโดยเฉพาะ. พึงได้รับ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้
ท่านทั้งหลาย จงพอใจในการที่จะรับการอบรม อย่างที่กำลังอบรมอยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นการอบรมให้หมดความเห็นแก่ตัว. ที่มายากลำบากนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องอด ๆ อยาก ๆ เรื่องหนาว ๆ ร้อน ๆ ทนยุงทนหนาวอะไรก็ตามนี้ มันเป็นเรื่องเล็กน้อย. เราพอใจในการอบรม เพื่อผลอันใหญ่หลวง คือจะได้มีชีวิตจิตใจชนิดที่เรียกว่าเป็นอย่างสูงสุด ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. สละตัวกู สละชองกู ไม่มีความเห็นแก่ตัวกู ไม่มีความเห็นแก่ของกูอยู่ตลอดเวลา. ในขณะใดจิตใจของเราไม่มีความโง่ ชนิดนั้นมันย่อมเป็นความฉลาดอยู่เอง. ความเห็นแก่ตัวกูของกู มันเป็นความโง่ ความเข้าใจผิด ๆ และเมื่อความโง่นั้นออกไปเสียแล้ว ก็มีความฉลาดอยู่ในตัวเองทันที ; ฉะนั้น ไม่ต้องกลัวว่า จะทำอะไรไม่ถูก แต่กลับทำอะไรถูกหมดเลย. ขอให้ เอาความเห็นแก่ตัวออกไปเสียเท่านั้น มันจะฉลาดและทำอะไรถูกไปหมดเลย ไม่ต้องมีใครมาสอน ก็ทำถูก ; ฉะนั้น เราอุทิศชีวิต อุทิศทุกสิ่งเพื่อความถูกนี้ เพื่อธรรมะ หรือเพื่อความถูกนี้ ; แล้วยินดีรับการอบรม ชนิดที่มีอุดมคติ มีวัตถุประสงค์เพื่อความถูกอย่างยิ่งชนิดนี้ เพื่อทำลายเสียซึ่งความเห็นแก่ตัว ให้ได้มาซึ่งสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ อย่างที่ว่ามาแล้ว : คือทั้งเนื้อทั้งตัวนี้ประกอบอยู่ด้วยธรรม แล้วทุกคนจะประกอบอยู่ด้วยธรรม แล้วทั้งโลกก็ประกอบอยู่ด้วยธรรม ก็จะมีแต่ความสงบสุข เรื่องก็จบไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว. เดี๋ยวนี้เรื่องไม่รู้จักจบ เพราะว่ามันมีแต่ปัญหา มีแต่ความทุกข์ยากลำบากมีแต่ปัญหาเรื่อยไป ; เพราะคนแต่ละคนในโลกนี้ กำลังทำงานเพื่อเงิน ทำงานเพื่อตัวกู - ของกู จนได้รบราฆ่าฟัน เป็นเรื่องถาวร. เขาจะต้อง รบกันพลาง แล้วก็แลกเปลี่ยนธรรมะกันพลาง จนรู้จักธรรมะแล้ว ก็หยุดรบกันได้. นี่เราก็อยู่ในพวกที่จะต่อสู้ เพื่อความเป็นอย่างนี้ แล้วก็เรามีการป้องกันตัวในลักษณะที่ป้องกันพระธรรม ; ไม่ใช่เห็นแก่ตัว, แต่เห็นแก่พระธรรม เห็นแก่ความถูกต้อง เห็นแก่เพื่อนสัตว์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่เห็นแก่ตัวเราคนเดียว. ถ้าว่าจะเห็นแก่ประเทศไทย มันก็ถูก แต่ยังแคบอยู่ ควรจะ เห็นแก่มนุษย์ทั้งหมด ไม่ยกเว้นใคร ; นั่นแหละมันจะ ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ ; แล้วเราก็ทำได้ง่าย ๆ โดยที่อุดมคติตรงกันกับอุดมคติของอาสาสมัครของเรา. ขอแต่ทำให้ถูก ให้จริง ให้ตรง ให้สมบูรณ์เท่านั้น ให้ถูกต้องและสมบูรณ์เท่านั้น ถูกต้องด้วยแล้วสมบูรณ์ด้วย, ถูกต้องนิดเดียวใช้ไม่ได้, ถูกต้องแล้วต้องสมบูรณ์ด้วย. จะสมบูรณ์มันต้องมาจากการเสียสละ. ถ้ารู้แต่ความถูกต้อง แล้วถูกต้องอยู่แต่ในใจ ไม่มีการเสียสละ อย่างนี้มันไม่สมบูรณ์. เมื่อเรารู้จริงแล้ว เราต้องเสียสละทำตามนั้น ให้ถูกต้องให้สมบูรณ์ ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้กันเพียงเท่านี้เอง. นี่อาจจะเลยเวลาไปบ้าง ก็เพราะว่านาน ๆ พูดสักครั้งหนึ่ง. ขอสรุปความว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ตรงตาม spirit เจตนารมณ์ของพุทธศาสนา ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท ; เห็นแก่ธรรมะคือเห็นแก่ทั้งหมด แล้วก็ต่อสู้ กระทำเพื่อเห็นแก่ทั้งหมด. ในคำที่เป็นอุดมคติสั้น ๆ ว่า "อาสาสมัครรักษาดินแดน" ดินแดนคืออะไร ? ดินแดนของใคร ? ดินแดนนั้นคือธรรมะ ธรรมะนั้นของพระธรรม ; ไม่มีดินแดน ไหนที่จะดีจะจริงเท่าดินแดนของธรรมะ. ที่เป็นดินแดนอะไรอยู่ได้ก็เพราะประกอบอยู่ด้วยธรรม ; ปราศจากธรรมะเมื่อใด ก็ไม่มีดินแดนเมื่อนั้น : ฉะนั้น รักษาดินแดน ก็คือรักษาธรรมะ ให้ยังคงมีอยู่ในทุกเม็ดทรายเม็ดกรวดในผืนแผ่นดินไทยนี้. การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลา ขอให้ยุติลงด้วยการกล่าวคำว่าสวัสดีแก่ท่านทั้งหลายทุกคน.
|
||||||||||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๑๙. อาสาสมัครของพระพุทธเจ้า | |||||||||
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org