|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร ค่ายธรรมบุตร รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง เอกสารประกอบ คำบรรยาย ๒๒ ธันวาคม ๒๕๑๑
เพื่อนเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลาย ทั้งที่เป็นและมิได้เป็นสมาชิก พ.ส.ล.* (* เรื่องนี้บรรยายในคราวประชุมใหญ่ พุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก เมื่อ ๑๕ เม.ย. ๑๒ ที่มาเลเซีย) โลกเราทุกวันนี้ กำลังตกหนักอยู่ในห้วงแห่งอันตรายจนถึงกับจะต้องแก้ไขโดยวิธีที่ รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง, อย่างไม่มีทางที่หลีกเลี่ยงได้. แต่เขาผู้ที่จะกำลังรบกันอยู่เหล่านั้น ไม่เคยสำนึกถึงความจริงข้อนี้ หรืออาจจะถึงกับไม่ยอมรับฟังข้อเท็จจริงข้อนี้. นี้คือข้อที่อาตมานำมาปรับทุกข์, และเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว พวกเราจะทำอย่างไรกันดี ? นี้เป็นข้อที่อาตมานำมาหารือ. ทีนี้ แม้พวกพุทธบริษัทเรากันเอง บางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเราจะต้องทำตนเป็นเจ้ากี้เจ้าการ กับโลกส่วนรวมทั้งโลก ? เราสนใจกันแต่เรื่องภายในของพุทธบริษัทเราเท่านั้น จะมิเป็นการถูกต้องกว่าหรือ ? ถ้ามีใครคิดเช่นนี้ อาตมาขอวิงวอนให้ทุกคน ระลึกถึงพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ว่า "ตถาคตเกิดขึ้นในโลก เพื่อความสุขและความเกื้อกูล แก่สัตว์โลกทั้งเทวดาและมนุษย์" - (ภยเภรวสูตร มู.ม. ๑๒/ ๓๗/ ๖), และที่ตรัสไว้อีกว่า "การมีระเบียบวินัย (ธรรม) ของตถาคตอยู่ในโลกนั้นคือความสุขของโลก ทั้งเทวดาและมนุษย์" - (จตุกฺก. ๒๑/ ๑๙๗/ ๑๖๐). ยิ่งกว่านั้นอีก เมื่อพระองค์จะทรงส่งพระสาวกชุดแรก ออกไปประกาศพระศาสนา ก็ได้ทรงกำชับว่า "เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประกาศพรหมจรรย์, เพื่อประโยชน์และความสุข แก่โลกทั้งเทวดาและมนุษย์" - (มหา. วิ. ๔/ ๓๙/ ๓๒) อีกเช่นเดียวกัน. การที่พระองค์ตรัสถึง โลก ทั้งเทวดาและมนุษย์ อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ เช่นนี้ ย่อมเป็นการแสดงว่าพระองค์ทรงมุ่งหวังประโยชน์แก่ สากลโลก, แล้วยังทรงสั่งให้พวกเรากระทำทุกอย่าง เพื่อสากลโลก, ด้วยกันเหมือนกัน. ข้อนี้ เท่ากับทรงฝากโลกไว้กับพวกเรา, ทั้งโดยตรงและโดยปริยาย ดังนี้แล้ว พวกเราจะมัวนึกถึงกันแต่เรื่องภายในขอบเขตอันจำกัด อยู่แต่ในวงของพุทธบริษัทอย่างเดียว ได้อย่างไรกันเล่า ? มันเป็นการสมควรแล้วที่เราจะต้องอุทิศตนเป็นเหมือนเจ้ากี้เจ้าการ มองเรื่องของโลกทั้งโลก ให้ตรงตามพระพุทธประสงค์. อาตมารู้สึกด้วยใจจริงว่า มันเป็นเรื่องที่ควรนำมาปรึกษาหารือกัน ในที่ประชุมของพุทธบริษัท ซึ่งมีองค์การ พ.ส.ล. เป็นผู้นำ. ดังนั้น เราควรจะพิจารณากันถึงสภาพของโลกในปัจจุบันกันต่อไป. โลกในสภาพปัจจุบัน
ลกในสภาพปัจจุบันนี้ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปโดยไม่มีใครแย้ง ว่ากำลังตกอยู่ในวิกฤตกาลอย่างหนัก ใกล้ต่อความวินาศ ยิ่งขึ้นทุกที. ทั้งนี้ เนื่องมาจากการที่โลกตกเป็นทาสของวัตถุ หรือวัตถุนิยม, มากเกินไปนั่นเอง. โลกกำลังก้าวหน้าแต่ทางวัตถุ. โดยไม่มีความก้าวหน้าทางวิญญาณ (spiritual) เอาเสียเลย, มีแต่จะตกต่ำหรือถอยหลังไปเสียอีก. โลกกำลังหลงใหลในความสุขทางเนื้อหนัง, กำลัง หันหลังให้ธรรม, หันหลังให้ศาสนา, หันหลังให้พระเจ้า, จนกระทั่งไม่ให้ความสำคัญแก่สิ่งเหล่านี้เลย. คนในโลกกำลังคิดว่าเขาสามารถจะจัดโลกให้มีสันติภาพได้ โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องหรือพึ่งพาอาศัยสิ่งทั้งสามนั้น. โลกยิ่งก้าวหน้าในทางความเห็นแก่ตัวจัด ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางวัตถุที่วิ่งจัด จนเราให้ชื่อมันว่า โลกยุคปรมาณูและอวกาศ. ความก้าวหน้าทางวัตถุของโลกในลักษณะนี้ ต้องถูกควบคุมด้วยความก้าวหน้าทางวิญญาณ ตามแบบของธรรมหรือของพระเจ้า ที่ทัดเทียมพอดีกัน เสมอไป, มิฉะนั้นแล้วความก้าวหน้านั้น จะเป็นการก้าวหน้าที่นำโลกไปสู่นรก, หรือถึงกับเปลี่ยนแปลงโลกนี้ ให้กลายเป็นนรกไปเสียเอง. ความก้าวหน้าทางวัตถุของโลกสมัยนี้ กำลังนำมาซึ่งผลร้ายหลายประการ. คือ : - (๑) ทำให้คนในโลก ค่อย ๆ กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวจัด, เป็นความเห็นแก่ตัวแปลก ๆ ใหม่ ๆ ซึ่งกำลังนำความชั่วร้ายใหม่ ๆ มาอีกมากมาย หลายสิบชนิด อย่างไม่เคยมีมาก่อน, ซึ่งทุกคนอาจทราบได้ดี จากสถิติต่าง ๆ ที่กำลังแสดงกันอยู่ทั่วไปในทุกประเทศ ที่มีความก้าวหน้าจัด. (๒) ทำให้คนมีจิตใจเสื่อมศีลธรรมทางเพศ จนกล้าแก้ไขหลักจริยธรรม หรือจริยศาสตร์ทางเพศ ที่ได้บัญญัติไว้แล้ว เพื่อความสะอาด และความมีสันติสุขของสังคม. สิ่งลามกอนาจาร กลายเป็น "ศิลปะ" ซึ่งเป็นที่รับรอง และแพร่หลายตำตาเยาวชน อนุชน จนเขาเหล่านั้นไม่อาจจะทราบความแตกต่างระหว่าง ศิลปะและสิ่งลามกอนาจาร ; ลืมตาขึ้นมาในโลก ด้วยการบูชาความสุขทางเนื้อหนัง แทนพระเจ้า หรือธรรม. (๓) ทำให้เกิดการล้น หรือเฟ้อ ที่ไม่สมดุลแก่กันในหลาย ๆ ทาง จนเกิดปัญหาหนักและยุ่งยากในทางวัตถุนั้นเอง, เช่นการต้องคุมกำเนิด, การต้องเอาสินค้าไปทิ้งหรือทำลาย, โดยจะแจกจ่ายแก่คนยากจนก็ไม่ได้, เพื่อรักษาระดับของราคา, การไม่มีที่ขายสินค้า หรือการไม่มีที่อยู่อาศัย : มีปัญหาที่แปลกใหม่ จนต้องแสวงหาเมืองขึ้น หรือดินแดนภายใต้อิทธิพล อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. (๔) ทำให้โลกกลายเป็นโลกของวัตถุนิยม หนักขึ้น ๆ กระทั่งมี dialectic materialism ขึ้นมากมายหลายแขนง ซึ่งล้วนแต่ทำให้คนเป็นทาสของวัตถุ บูชาวัตถุแทนพระเจ้ากันทั่วไปทั้งโลก, ทำลายศาสนาให้สูญสิ้นไปโดยไม่รู้สึกตัว เหลืออยู่แต่เปลือกของศาสนา. (๕) ทำให้คนสมัยใหม่ หันหลังให้ธรรม หันหลังให้ศาสนา หันหลังให้พระเจ้า, จนกระทั่งสิ่งเหล่านั้นเหลืออยู่แต่ในรูปของ พิธีรีตอง สำหรับประดับเกียรติของผู้บูชาวัตถุ หรือความสุขทางเนื้อหนังนั้นเอง. (๖) ทำให้เกิดความผิดปรกติ ความไม่สมประกอบ หรือความไม่สมดุลขึ้นในตัวมนุษย์ ระหว่างร่างกายกับจิตใจ จนกลายเป็นครึ่งคนครึ่งปีศาจ. แทนที่มนุษย์จะเป็นบุตรของพระเจ้าเหมือนแต่โบราณกาล ก็มากลายเป็นลูกของลิงทะโมนไปเสียหมด. (๗) ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงทวีขึ้นโดยเร็วในหมู่มนุษย์ ในนามอันไพเราะที่เรียกกันว่า "สงครามเพื่อสันติภาพหรือความเป็นธรรม" อันไม่รู้จักสิ้นจักสุด. เท่าที่นำมากล่าวนี้ ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ที่เราอาจจะสรุปความได้ว่า ความก้าวหน้าทางวัตถุโดยปราศจากการควบคุมของความก้าวหน้าทางวิญญาณ นั้นคือมูลเหตุแห่งวิกฤตกาลอันถาวรของโลกนั่นเอง. สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าส่งมาในรูปของซาตาน, เพื่อเป็นของขวัญสำหรับมนุษย์ที่บูชาวัตถุเหนือพระเจ้า. หรือบูชาพระเจ้ากันแต่ปาก. สำหรับสิ่งที่เรียกกันว่า ซาตาน นั้น ควรจะเข้าใจกันเสียให้ถูกต้อง โดยถือกันว่า เป็น อนุภาคของพระธรรมหรือของพระเจ้า ที่ถูกทำให้เกิดขึ้นหรือถูกส่งมา เพื่อประโยชน์แก่การทดสอบของมนุษย์, เพื่อเป็นทั้งบทเรียนพร้อมทั้งการสอบไล่แก่มนุษย์ เพื่อลงโทษมนุษย์, เพื่อลวงมนุษย์ให้กลับตัวโดยวิธีทรมาน, เพื่อพัฒนามนุษย์ที่ดื้อด้านให้ก้าวไปในทางที่พระเจ้าต้องการ. โดยวิธีที่สาสมกันกับความปลิ้นปล้อนของมนุษย์เอง. เราควรจะเข้าใจซาตานกันเช่นที่กล่าวนี้ สำหรับมนุษย์แห่งยุคอวกาศนี้, แทนที่จะเข้าใจอย่างลูกเด็ก ๆ ที่มักจะเข้าใจกันว่า เป็นปีศาจ ที่มาหลอกมนุษย์เล่นสนุก ๆ โดยไร้เหตุผลหรือความมุ่งหมายของผู้ใด. อาตมาจะได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีกโดยละเอียดข้างหน้า. บัดนี้ มนุษย์กำลังทำสงครามกับพระเจ้าเสียเอง โดยผ่านทางซาตานที่พระเจ้าส่งมาเพื่อทดสอบมนุษย์แห่งวัตถุนิยม. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วองค์การโลกต่าง ๆ ซึ่งตั้งขึ้นโดยมนุษย์ ที่เป็นเพียงคู่สงครามฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวนั้น จะแก้ปัญหาสงครามนี้ได้อย่างไรกัน. การกระทำนั้น ย่อมเป็นเพียงการละเมอเพ้อฝันอย่างไม่รู้สึกตัว, และจะเป็นการละเมอมากสักเท่าไร ท่านทั้งหลายย่อมจะคำนวณดูได้ด้วยตนเองแล้ว. อาตมาขอยืนยันอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ต่อท่านทั้งหลายว่า มนุษย์กำลังทำสงครามกับพระเจ้า. และกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำอย่างไม่มีหวังว่าจะสิ้นสุดลงได้ก่อน แต่จะได้รับความพินาศกันสักคราวหนึ่งก่อน. ข้อยืนยันของอาตมามีดังต่อไปนี้ : - มนุษย์กำลังแสวงหาวัตถุ และมีไว้ในครอบครอง เกินกว่าที่พระเจ้าต้องการให้มีเท่าที่จำเป็น โดยประณามพระเจ้าให้กลายเป็นคนครึคระ ล้าสมัยไป. นี้เป็นการทำสงครามกับพระเจ้า. มนุษย์กำลังยืนยันจะยึดมั่นในลัทธิ "ฟันต่อฟัน - ตาต่อตา" สืบต่อไป โดยไม่เอื้อเฟื้อต่อคำสอนที่ว่า "ถ้าเขาตบแก้มขวา ให้เขาตบแก้มซ้ายด้วย, ถ้าเขาขโมยเสื้อไปก็จงเอาผ้าห่มตามไปให้ด้วย !" นี้ก็เป็นการทำสงครามกับพระเจ้า. มนุษย์บูชาความสุขทางเนื้อหนัง ยิ่งกว่าบูชาพระเจ้า, หรือถึงกับไม่ยอมบูชาพระเจ้าเอาเสียเลย, แม้นี้ก็เป็นการทำสงครามกับพระเจ้า. ธรรมชาติ หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทุกชนิดเป็นของพระเจ้า, มนุษย์ก็ปล้นเอาของธรรมชาติ หรือของพระเจ้ามาเป็น "ของกู", แผ่นดินของกู, เงินทองของกู, ลูกเมียของกู, อะไร ๆ ก็ของกู, แม้นี้ ก็เป็นการทำสงครามกับพระเจ้า อย่างโจรปล้นสดมภ์. มนุษย์มี "ประชาธิปไตย" ในการบูชาความสุขทางวัตถุอย่างพร้อมเพรียงกัน ชนิดที่ไม่มีความพร้อมเพรียงชนิดไหนเท่า. นั่นก็คือการพร้อมเพรียงกันทำสงครามกับพระเจ้า เพื่อให้ตนได้มีความสมบูรณ์ด้วยความสุขทางเนื้อหนัง, ส่วนในเรื่องที่จะต้องพร้อมเพรียงกันเพื่อยุติสงคราม หรือเพื่อไม่ตกหลุมพรางของซาตาน ก็พร้อมเพรียงกันไม่ได้, มีแต่เกี่ยงงอน ขัดแย้งกันตลอดเวลาประชุม. สรุปความว่า มนุษย์ในทุกวันนี้ ทำสงครามกับพระเจ้า. กำลังเอาชนะพระเจ้า เพื่อให้ตัวเองได้ทำอะไรตามชอบตัว ตามความเห็นแก่ตัว ตามกิเลสของตัว, โดยยกเอากิเลสนั้นขึ้นเป็นพระเจ้า เสียเอง. ข้อนี้เท่ากับการตั้งตัวเอง เป็นพระเจ้า, โดยการทำสงครามกับพระเจ้าตามที่มีอยู่ในบทบัญญัติทางศาสนา. เขาไม่เข้าใจพระเจ้าในบทบัญญัติของศาสนาอย่างถูกต้อง จนถึงกับมอบชีวิตกับพระเจ้าจริง จึงได้สร้างพระเจ้าองค์ปลอมขึ้นตามที่ตนจะถูกลวงด้วยซาตานอย่างไร พระเจ้ากิเลสของเขา ก็คือตัวเขาเอง กำลังเหยียบย่ำบทบัญญัติทางศาสนา ที่ได้ตราไว้โดยพระเจ้าที่แท้จริง. นั่นคือการทำสงครามกับพระเจ้า ของมนุษย์แห่งยุคปัจจุบันนี้. จากผลของการสำรวจดูโลกในสภาพปัจจุบันอย่างทั่วถึงนี้ เราได้พบข้อเท็จจริงอันมีความสำคัญที่สุดว่า โลกแห่งวัตถุนิยม กำลังเจริญด้วย วัฒนธรรมทางวัตถุ อย่างกะความเจริญของโรคระบาด. วัฒนธรรมฝ่ายวัตถุ กำลังท่วมท้น วัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณ ในลักษณะที่กำลังทำโลกนี้ให้กลายเป็นเมืองนรก. ดังนั้นเราต้องเร่งมือกันช่วยโลก ให้กลับมีธรรม, หรือมีวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณกันโดยเร็วที่สุด. เราต้องแลกธรรมกันในระหว่างประเทศ แม้ที่กำลังเป็นคู่สงครามต่อกันอยู่ในเวลานี้. ประเทศคู่สงครามเวลานี้ ก็มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน หากแต่เป็นวัฒนธรรมฝ่ายวัตถุไปเสียทั้งนั้น จึงไม่สามารถทำความเข้าใจอันดีต่อกัน ในการยุติสงคราม. เมื่อมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณกันอย่างถูกต้องและเพียงพอแล้ว ก็มีความรู้ ธรรม หรือ "พระคำของพระเจ้า" อย่างเพียงพอ. เมื่อรู้ธรรมเพียงพอ สงครามก็จะกลายเป็นของน่าขยะแขยง หรือน่าละอาย แก่ทุกฝ่าย. ทุกฝ่ายจะทำความตกลงกันได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาไป ในการกระทำอย่างที่เด็กทารกกำลังกระทำกันอยู่. นั่นคือการที่ประเดี๋ยวก็ดีกัน ประเดี๋ยวก็โกรธกัน ประเดี๋ยวก็ดีกันอีก อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นั่นเอง. อาตมาขอวิงวอนให้ทุกคนยอมสละเวลา ทำความสนใจในสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" กันต่อไป, โดยรีบด่วน. ธรรม คือ พระเจ้า
งที่เรียกว่า "ธรรม" สำหรับทำการแลกเปลี่ยนกันนั้น อาตมาเล็งถึงสิ่งที่ควรจะเรียกกันง่าย ๆ ในสมัยนี้ว่า "วัฒนธรรมทางฝ่ายวิญญาณ" หรือ Spiritual Culture สิ่งนี้ได้แก่หลักแห่งสัจธรรม อันเกี่ยวกับสันติภาพทั้งส่วนบุคคลหรือส่วนสังคม และเป็นหัวใจของศาสนา ทุกศาสนาในโลก นั่นเอง. หากแต่คำว่าธรรมนี้ยังมีความหมายกว้างขวางอีกหลายแง่หลายมุม ซึ่งล้วนแต่ต้องนำมาทำความเข้าใจกันทั้งนั้น. อาจจะมีผู้แย้งเสียตั้งแต่ทีแรกว่า สิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณตามแบบของศาสนาต่าง ๆ นั้น มีคณะมิชชั่นนารี่ของแต่ละศาสนา ทำการเผยแพร่กันเป็นประจำอยู่แล้วอย่างแพร่หลายทั่วโลก, ทำไมเราจะต้องเข้าเกี่ยวข้องกับงานนี้ด้วยอีกเล่า ? อาตมาขอตอบว่า การกระทำเช่นนั้นยังไม่เพียงพอถึงขนาดที่จะช่วยโลกได้. มิหนำซ้ำในบางกรณี ยังเป็นการเผยแพร่อันผิดจากวัตถุประสงค์ ของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" หรือพระเจ้าไปเสียอีก. มิชชั่นนารี่บางคณะ เผยแพร่ ความแตกสามัคคีระหว่างศาสนา, สร้างความเกลียดชังระหว่างศาสนาขึ้นมาใหม่ อย่างไม่ตรงตามประสงค์แห่งพระศาสนาของตน ที่ ประสงค์ให้รักผู้อื่น อย่างเอาชีวิตของตนเองเป็นเดิมพันทีเดียว. พระศาสดาของแต่ละศาสนามุ่งทำประโยชน์ แก่โลกทั้งโลกเป็นส่วนรวม, แต่มิชชั่นนารี่ทำเพื่อคณะของตัว เป็นคณะ ๆ ไป. สรุปความว่า งานมิชชั่นนารี่ชนิดนี้ ยังไม่ถึงขนาดที่จะเรียกได้ว่า "งานเผยแพร่วัฒนธรรมทางวิญญาณระหว่างชาติของสากลโลก". ความผิดพลาดอันนี้ ทำให้มนุษย์ร่วมมือกันไม่ได้ แม้แต่ในวงของผู้ที่อยู่ในศาสนาเดียวกัน. ความแตกแยกมีอย่างรุนแรง ในวงศาสนาเดียวกัน จนทะเลาะวิวาทกันให้ซาตานดู. เมื่อเป็นเช่นนี้เสียแล้ว จะเป็นผู้ทำความเข้าใจอันดีระหว่างชาตินั้น ยังไม่มีลู่ทางที่จะเป็นไปได้. เพื่อการขจัดเสียซึ่ง สิ่งอันเป็นเสนียดของโลก ข้อนี้ เราจะต้องทำความเข้าใจ ในสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" กันให้ถูกต้องจริง ๆ . อาตมาขอร้องให้สนใจกันอย่างครบถ้วนหรือเพียงพอในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปดังนี้ : (๑) ธรรม เป็นสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า. เราอาจจะแจงข้อเท็จจริงออกไปได้ดังนี้ คือ : - ก. ตัวธรรมชาติ หรือปรากฏการณ์แห่งธรรมชาติทั้งมวล นั้นคือ กายของพระเจ้า ( Physical body of God). ข. กฎธรรมชาติอันใหญ่ยิ่งและเฉียบขาด นั้นคือ จิตของพระเจ้า (Spiritual body God). ค. หน้าที่ของมนุษย์อย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นั้นคือ ข้อเรียกร้องของพระเจ้า ( Demand of God). ง. ผลที่มนุษย์ได้รับจากการทำหน้าที่ของตน นั้นคือ สิ่งที่พระเจ้าโปรดประทานอำนวยให้ ( Supply of God). พระเจ้าในลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งสิ่งเดียวกัน กับสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ในพระพุทธศาสนา. ธรรมหรือพระเจ้าในลักษณะนี้ ต้องเป็นของสากล, จะเป็นของศาสนาไหนโดยเฉพาะไม่ได้. ถ้าเกิดเป็นของศาสนาไหนขึ้นมาโดยเฉพาะแล้ว ต้องเป็นพระเจ้าเก๊ หรือธรรมเก๊, คือไม่สามารถจะช่วยโลกได้ เพราะเป็นผู้ทำความแตกแยกเสียเอง. การที่พุทธบริษัทเรียกสิ่งนี้ว่า "ธรรม" ในขณะเดียวกันกับที่เพื่อนมนุษย์เหล่าอื่นเรียกสิ่งนี้ว่า "พระเจ้า" นั้น ไม่เป็นของแปลกอะไร, และไม่ทำสิ่งนั้นให้กลายเป็นคนละอย่าง ไปได้เลย. (๒) ธรรม ในพุทธศาสนา. เมื่อกล่าวตามหลักแห่งพุทธศาสนา คำว่า "ธมฺม" ในภาษาบาลี ย่อมเล็งถึง ของทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่เว้นอะไร, และแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ : - ก. ตัวธรรมชาติหรือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติทั้งหมด เรียกว่า สภาวธัมม์. ข. กฎของธรรมชาติทั้งหมด เรียกว่า สัจจธัมม์. ค. หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ เรียกว่า ปฏิปัตติธัมม์. ง. ผลที่ได้รับจากการทำหน้าที่ เรียกว่า วิปากธัมม์. ทั้ง ๔ ประเภทนี้ รวมเรียกด้วยคำเพียงคำเดียวว่า ธัมม์, ในภาษาบาลี. ทั้ง ๔ ประเภทนี้ ล้วนแต่เป็นตัวธรรมชาติ หรือขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ไม่เป็นของศาสนาไหน หรือขึ้นอยู่กับมนุษย์ชาติพันธุ์ ( race ) ไหนเลย. หลักเกณฑ์เกี่ยวกับคำว่า "ธัมม์" นี้ เป็นสิ่งที่ใช้แก่ทุกคนในโลก ทั้งเทวดาและมนุษย์, แม้กระทั่งแก่สัตว์เดรัจฉานโดยปริยาย. "ธัมม์" นี้ มีความหมายอย่างเดียวกัน และทำหน้าที่ต่อมนุษย์อย่างเดียวกัน กับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า". (๓) ธรรม ของธรรมชาติ. ท่านจะเห็นได้เองแล้วว่า ธรรมใน ๔ ประเภท, หรือ ๔ ความหมาย, ดังที่กล่าวมาแล้วในข้อ (๑) และ (๒) นั้น เป็น ตัวธรรมชาติของธรรมชาติ ( nature of nature ). เป็นสมบัติของธรรมชาติ. เพราะฉะนั้น "ธรรม" จึงเป็นของกลางของสากลโลก, ไม่อาจแบ่งแยกเป็นของศาสนาไหนหรือมนุษย์พวกไหนโดยเฉพาะ ถ้ายังแบ่งแยกอยู่ ก็เป็นความโง่ของผู้แบ่งแยกนั้นเอง ; นั่นไม่ใช่ธรรมที่แท้จริง ที่สามารถช่วยโลกได้. คณะมิชชั่นนารี่ของแต่ละศาสนายังทำการเผยแพร่ธรรม ไปในลักษณะที่แบ่งแยกเป็นศาสนาของตน ๆ . ยิ่งกว่านั้น ยังมีการยกตนข่มผู้อื่น ว่าศาสนาของตนดีหรือถูกต้องแต่ฝ่ายเดียว. งานมิชชั่นนารี่ชนิดนี้ แม้จะทำกันให้เต็มโลก ก็ไม่มีทางที่จะช่วยโลกให้รอดได้, เพราะยังไม่ถึงขนาดมาตรฐานที่เรียกว่า "ธรรม" หรือ "พระเจ้า" ไปได้เลย. (๔) ธรรม คือ ทุกสิ่ง ธรรมคือ "ทุกสิ่ง" ไม่ยกเว้นสิ่งใด แม้แต่สิ่งที่เราเรียกกันว่า ซาตาน หรือ มาร ตามที่พุทธบริษัทเรียก. มีผู้พูดกันทั่วไปว่าซาตานนั้น เป็นข้าศึก หรือคู่ปรับกันกับพระเจ้า. การพูดเช่นนั้น เป็นการทำลายค่าของพระเจ้าลงไปจนหมดสิ้น โดยผู้ที่อ้างตัวว่านับถือพระเจ้านั้นเอง. การกล่าวเช่นนั้นย่อมหมายความว่าพระเจ้ามิใช่ "สิ่งทุกสิ่ง", คือ ยังมีบางสิ่งที่มิใช่พระเจ้า และอยู่นอกเหนืออำนาจของพระเจ้า, พระเจ้าเลยถูกลดระดับลงมาเป็นคู่แข่งกับความชั่วหรือซาตาน, ข้อนี้ เหมือนกับคนที่รู้จักแต่ความดีกับความชั่ว, ไม่รู้จักสิ่งที่อยู่เหนือความดีความชั่ว. เขาไม่รู้จักรวมสิ่งทั้งสาม คือความดี ความชั่ว ความอยู่เหนือความดีและความชั่วเข้าด้วยกัน เพื่อเป็น "สิ่งทุกสิ่ง" ( all thing ) จริง ๆ. เขาได้ทำให้พระเจ้า หรือธรรม เป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ ( perfect ). เมื่อไม่สมบูรณ์ ก็เป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่หรือแท้จริงไปไม่ได้. ซาตานนั้น คือ อนุภาคของพระเจ้า ส่วนที่มีไว้เพื่อการทดสอบ หรือลองดีกับ มนุษย์ผู้กล้าลองดีกับพระเจ้า. ซาตานจึงคือบทเรียน และข้อสอบไล่พร้อมกันไปในตัว ที่พระเจ้าจัดขึ้นหรือส่งมา เพื่อทดสอบคนของพระองค์บางคน ในบางโอกาส บางกรณี. ข้อนี้ เพื่อการคัดเลือก หรือ "กลั่นกรอง" มนุษย์ ไปเป็นคนของพระเจ้าโดยถาวร. ดังนั้น ซาตานหรือมาร จึงสามารถหรือกล้าทำการทดสอบ แม้แก่บุคคลเช่นพระเยซูคริสต์ หรือพระพุทธเจ้า ทั้งก่อนแต่เป็นพระศาสดา และเป็นพระศาสดาแล้ว. แต่ซาตานไม่กล้า หรือไม่จำเป็นที่จะทำการทดสอบต่อพระเจ้าเอง. เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็ต้องกล่าวว่า ซาตานก็คือธรรม หรือพระเจ้าส่วนหนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่ในรูปของการสอบไล่มนุษย์ หรือ ลองดี กับมนุษย์ผู้กล้าลองดีต่อธรรมะหรือพระเจ้า ดังที่กล่าวมาแล้ว. ซาตานในปัจจุบันนี้ กำลังอยู่ในรูปของสงคราม ที่กำลังระบาดอยู่ทั่วไปทั้งโลก. สงครามกำลังเป็นวิกฤตกาลเรื้อรังของโลกมาเรื่อย ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด. ใคร ๆ ก็พากันมองในแง่ที่ว่า มันอยู่นอกเหนืออำนาจหรือความสามารถขององค์การโลกต่าง ๆ ของมนุษย์อย่างไม่มีปัญหา. ทั้งนี้ เพราะว่า สงครามนั้น คือการลองดีระหว่างมนุษย์กับอิทธิพลของพระเจ้า หรือของธรรม ที่ส่งออกมาในรูปของซาตาน เพื่อการทดสอบมนุษย์, คัดเลือกมนุษย์, หรือลงโทษมนุษย์ พร้อมกันไปในตัว. เราจะเอาชนะสงครามได้ แต่โดยวิธีเดียวเท่านั้น. นั่นคือ การมีธรรม หรือพระเจ้าที่แท้จริง ให้ถูกต้องกันเสียที. นี่แหละคือข้อที่อาตมากล่าวว่า โลกตกอยู่ในสถานะคับขัน ถึงขนาดที่จะต้อง "รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง" อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง. เราจะต้องทำเช่นนี้กันเรื่อยไป จนกว่าคู่สงครามทุกฝ่ายจะมีธรรมที่แท้จริง อย่างเพียงพอกันเสียที ถ้าขืนกระทำแก่กัน อย่าง "ฟันต่อฟัน, ตาต่อตา" สืบไปแล้ว โลกนี้ก็จะมีซาตานที่แยกตัวมาจากพระเจ้า เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้นไปอีก จนมีซาตานเต็มไปทั้งโลกอย่างแน่นอน. วิธีการ "ฟันต่อฟัน, ตาต่อตา" นั้น มีไว้สำหรับพระเจ้าใช้แก่มนุษย์แต่ฝ่ายเดียวเท่านั้น. มนุษย์ไม่มีทางที่จะใช้วิธีการนี้เลย. (๕) ธรรม คือ สิ่งที่กำลังไม่ได้รับความเป็นธรรม. ในโลกปัจจุบันนี้ ธรรมหรือพระเจ้า กำลังถูกเหยียบย่ำ โดยน้ำมือของมนุษย์ที่กำลังบูชาวัตถุ. กำลังเป็นสิ่งที่ถูกกลบเกลื่อนให้ลับไป โดยมนุษย์ผู้เห็นแก่ตัว และต้องการจะตามใจกิเลสของตัว, แต่กำลังร้องให้พระเจ้าช่วย. เมื่อเขาต้องการจะตามใจตัว เขามีตัวเองเป็นพระเจ้าเสียเอง. เมื่อมีวิกฤตกาลเกิดขึ้น เขาเรียกหาพระเจ้าอีกองค์หนึ่ง ในความละเมอเพ้อฝัน, ซึ่งได้แก่พระเจ้าองค์ที่เขาเหยียบย่ำและกลบเกลื่อนอยู่นั่นเอง. นี้คือความไม่เป็นธรรม หรือความอยุติธรรมอย่างยิ่ง ที่สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า กำลังได้รับจากมนุษย์. ข้อนี้เอง ได้ทำให้พระเจ้า เปิดฉากการลองดีกับมนุษย์ โดยทำให้ลัทธิวัตถุนิยม ที่บูชาความสุขทางเนื้อหนัง เกิดขึ้นและเจริญขึ้น เต็มโลกทั่วไปหมด. ลัทธิวัตถุนิยม ได้เป็นชนวนให้เกิดการแย่งชิงระหว่างชาติ ที่เราเรียกกันว่า สงคราม, ถึงขนาดที่เป็นวิกฤตกาลถาวร ยืดเยื้อเรื้อรังเหลือความสามารถขององค์การโลกทุกชนิดจะระงับได้ ดังที่ทุกคนได้เห็นกันอยู่แล้วในบัดนี้. นี่แหละคือการกระทำและผลงานของซาตาน ที่กระทำหน้าที่ของตนได้อย่างดีที่สุด ในการรับใช้พระเจ้า เพื่อการทดสอบมนุษย์และลงโทษมนุษย์ผู้สอบไล่ตก พร้อมกันไปในตัว. ดังนั้น เพื่อการที่มนุษย์เราจะเปลี่ยนกลับไปเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า จนได้รับสันติภาพที่แท้จริงเป็นรางวัลนั้น เราจะต้องมองลงไปยังสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยม หรือ "วัฒนธรรมทางวัตถุ" ที่เรากำลังบูชากันยิ่งกว่าพระเจ้านั่นเอง ว่าเป็นสิ่งที่ตั้งขวางกีดกั้นอยู่ ระหว่างเรากับพระเจ้า. ทำให้เราเกลียดพระเจ้าที่แท้จริง และตั้งตัวเอง เป็นพระเจ้าเสียเอง. เราจะต้องค้นให้พบว่า "วัฒนธรรมทางฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า" หรือที่เรียกกันสั้น ๆ เพียงพยางค์เดียวในที่นี้ว่า "ธรรม" นั้น ได้สูญหายไปไหนหมด. มนุษย์มัวแต่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวัตถุ กันอย่างจริงจัง ไม่มีหยุด. การแลกเปลี่ยนนั้นกระทำกัน แม้กระทั่งระหว่างคู่สงครามที่กำลังรบกันอยู่แบสงครามเย็น. ทำไม จึงไม่มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณ ตามแบบของพระเจ้ากันเสียเลย, ทั้งที่ในสนามรบนั้น ก็มีการเอ่ยชื่อพระเจ้ากันไม่หยุดหย่อน ตลอดเวลาที่มีความกลัว, เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลที่ได้รับก็คือ ซาตานในรูปลักษณะของ "ปิศาจแห่งวัตถุนิยม" ได้ทำการมอมชาวโลกให้มึนเมา ในความสุขทางเนื้อหนัง มากถึงกับกล้าเหยียบย่ำจริยธรรมอันดีงามของศาสนาแต่กาลก่อน ให้สูญสิ้นไป. ข้อนี้ ได้ทำให้มนุษย์จำต้องรับเอา "สงครามอันยืดเยื้อ" เป็นรางวัลในการกระทำเช่นนั้นจากพระเจ้า อย่างยุติธรรมแท้. ดังนั้น เราจะต้องขวนขวายกันต่อไป ในการที่จะรู้จัก และได้มีวัฒนธรรมทางวิญญาณอันแท้จริง เพื่อผลรางวัลอันตรงกันข้ามจากที่แล้วมา. วัฒนธรรมทางฝ่ายวิญญาณ
ว่า "วัฒนธรรมทางฝ่ายวิญญาณ" นี้ เป็นคำที่อาจจะตีความหมายได้แตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ. นักศึกษาตะวันตก กับตะวันออก ก็ตีความแตกต่างกันไปอย่างหนึ่ง ๆ แล้ว แต่ว่าพวกไหนบูชาวัตถุมากน้อยกว่ากันอย่างไร. ผู้ศึกษาอย่างแผนใหม่กับแผนเก่า ก็จะตึความของคำ ๆ นี้ไปคนละทาง. ผู้รู้ศาสนาอย่างดี กับผู้รู้ศาสนาอย่างเป็นพิธีรีตองก็จะยิ่งตีความแตกต่างกันไกลลิบ. นี้เป็นของธรรดาที่สุดของการตีความหมายของคำพูดแต่ละคำ ซึ่งพอจะทราบกันได้อยู่แล้ว. ยกตัวอย่างเช่น คำว่า สวรรค์. ชาวตะวันตกที่ถือศาสนาอย่างตะวันตก จะถือว่าเรื่องสวรรค์นี้ เป็นเรื่องศาสนาเป็นที่อยู่ของพระเจ้า ดังนั้นต้องเป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ, ไม่ใช่ฝ่ายวัตถุ. แก่พวกตะวันออก โดยเฉพาะพุทธบริษัทจะให้คำอธิบายไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นการขัดแย้งกัน. เขาจะอธิบายว่า สวรรค์หมายถึงความสมบูรณ์ด้วยรสอร่อยทาง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ชั้นเลิศ หรือเป็นของทิพย์, มันเป็นความสุขทางเนื้อหนัง, เป็นกามารมณ์ชั้นประณีตทางเนื้อหนัง ดังนั้นจึงต้องจัดเป็นเรื่องฝ่ายวัตถุ ( materialism ) หาใช่เรื่องฝ่ายวิญญาณ ( spiritual ) ไม่. ต่อเมื่อเป็นเรื่องเหนือไปกว่านั้น คือ เอาชนะกามารมณ์ทุกชนิดได้, ไม่ว่าจะเป็นอย่างมนุษย์หรืออย่างสวรรค์, มีจิต สะอาด - สว่าง - สงบ จากสิ่งเหล่านั้น จึงจะถือว่าเป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ. ผู้มีการศึกษาแผนใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ทางวัตถุธาตุ ก็จะถือว่าสวรรค์ไม่ใช่วัตถุธาตุ, ต้องจัดเป็นเรื่องของวิญญาณ, ผู้มีการศึกษาแผนเก่า โดยเฉพาะฝ่ายตะวันออกจะอธิบายว่า สวรรค์เป็นเรื่องเกี่ยวกับนามธรรมก็จริง แต่หวังผลอย่างเดียวกับความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ คือทางตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง, ดังนั้น ต้องจัดเป็นเรื่องฝ่ายวัตถุ, หาใช่เรื่องทางฝ่ายวิญญาณไม่. ผู้ถือศาสนาอย่างพิธีรีตอง ไม่มีปัญญาทางธรรมอันถูกต้อง ที่เราเรียกกันว่าพวกตาสีตาสา ยายมียายมา นั้นถือว่าสิ่งต่าง ๆ สูงสุดอยู่เพียงแค่สวรรค์, นิพพานก็เป็นสวรรค์ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, ดังนั้น สวรรค์ก็ถูกจัดเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ. ส่วนพุทธบริษัทผู้คงแก่เรียนก็จะอธิบายไปในทำนองว่า สวรรค์ก็คือกามารมณ์ของมนุษย์กำลังสอง กำลังสาม หรือกำลังสิบ กำลังร้อยก็ตาม, เท่านั้นเอง, ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เนื่องด้วยวัตถุ หรือเนื้อหนัง ; จึงจัดเป็นเรื่องฝ่ายวัตถุ. ส่วนเรื่องนิพพานนั้นเดินกันคนละทาง อยู่กันคนละระดับ, ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และไม่ใช่เรื่องที่ขึ้นอยู่กับวัตถุหรือเนื้อหนัง. จากตัวอย่างนี้ เราจะเห็นได้ว่า พวกที่มีจิตใจอยู่ในระดับต่าง ๆ กัน ย่อมตีความหมายของคำ ๆ เดียวกัน ในลักษณะที่แตกต่างกัน ถึงกับสับสนกัน. ดังจะยกตัวอย่างอีกสักเรื่องหนึ่ง คือ ความหมายของสัญลักษณ์กางเขนในศาสนาคริสเตียน, ตามที่อาตมาได้เคยประสบมา. คริสตศาสนิกชนพวกหนึ่ง อธิบายว่า กางเขนเป็นสัญลักษณ์ของบันไดขึ้นสู่สวรรค์. นี้เห็นได้ว่า มีจิตใจอย่างวัตถุนิยมมุ่งความสุขในสวรรค์ ตามที่สอนกันไว้อย่างไร. คริสตศาสนิกชนพวกหนึ่ง เคยอธิบายถึงกับว่า กางเขน เป็นสัญลักษณ์การแบ่งเขตแดนระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ โดยถือเอาขีดอันขวางเป็นเส้นเขต. แม้อย่างนี้ก็ยังอยู่ใต้อิทธิพลของความรู้สึกฝ่ายวัตถุ. คริสตศาสนิกชนพวกหนึ่ง อธิบายว่า กางเขนคือสัญลักษณ์แห่งการเสียสละชีวิต เพื่อช่วยโลกให้รอดจากความเข้าใจผิดหรืออวิชชา. นี้เป็นคำอธิบายที่ใคร ๆ อาจเข้าใจได้ทันทีว่า เป็นการถูกต้องแก่การที่จะเป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณหรืออยู่เหนือความลุ่มหลงในวัตถุ. สำหรับอาตมาเองนั้น รู้สึกว่า รูปกางเขน คือสัญลักษณ์แห่งการตัดเสียซึ่ง "ตัวกู" เส้นยืนของกางเขน เท่ากับตัวอักษร I (ไอ) หรือ "ตัวกู" อันนับได้ว่าเป็นการกระทำอันประเสริฐที่สุดของพระเยซูคริสต์ที่สละชีวิตของตัวเอง เพื่อเห็นแก่ผู้อื่น. หัวใจของศาสนาทุกศาสนาสอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว ( selfishness ), ให้ทำลายความรู้สึกว่ามีตัวกูของกู ( egoism ), ให้ทำลายความรู้สึกที่เป็นไปในทำนองเข้าข้างตัว ( egoistic idea) ด้วยกันทั้งนั้น. ดังนั้น กางเขนก็คือสัญลักษณ์แห่งหัวใจของศาสนาทุกศาสนานั่นเอง. ศาสนิกที่ดีของศาสนาไหนก็ตาม ต้องไม่มีตัวเป็นของตัวเอง, ถ้าจะมีตัวกันบ้าง ก็ต้องเป็นตัวของพระเจ้า, หรือของธรรม, หรือของธรรมชาติ, โดยไม่ทำตนเป็น โจรปล้นธรรมชาติ ดังที่กล่าวมาแล้ว. นี่แหละ ขอให้พิจารณาดูเถิดว่า คำพูดคำเดียวกัน, หรือสัญลักษณ์อันเดียวกัน, ก็ยังอาจถูกตีความหมายได้ต่างกันหลายทาง หรือหลายระดับ แล้วแต่ความรู้สึก หรือความเข้าใจในสิ่งนั้น ของบุคคลนั้น ๆ เป็นคน ๆ ไป. ด้วยเหตุนี้แหละ อาตมาจึงขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่า "วัฒนธรรมทางฝ่ายวิญญาณ" นั้น มีการตีความที่แตกต่างกันไปหลายทาง อย่างไม่น่าเชื่อ คือถึงกับขัดแย้งกันทีเดียว. บัดนี้ เราจำเป็นที่จะต้องให้คำจำกัดความ แก่คำ ๆ นี้ เพื่อความเข้าใจอันดีต่อกันในการที่จะทำการแลกเปลี่ยนสิ่งนี้แก่กัน, โดยถือเอาผลที่จะพึงได้ ในลักษณะที่ตรงกันข้ามากวัตถุนิยม โดยประการทั้งปวง, ดังต่อไปนี้ : - (๑) วัฒนธรรมทางวิญญาณ นั้น คือหนทาง หรือวิธีที่มนุษย์จะเข้าถึงธรรมหรือพระเจ้า. กล่าวโดยเฉพาะ ก็คือ วิธีที่มนุษย์จะทำกายของตน ให้เป็นส่วนหนึ่งของกายธรรม หรือกายพระเจ้า เสมอไป. นั่นคือการทำให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. (๒) วัฒนธรรมทางวิญญาณ คือสิ่งที่จะทำให้มนุษย์หมดปัญหาอันเกี่ยวกับซาตาน ที่กำลังอยู่ในรูปของสงคราม อันเป็นวิกฤตกาลถาวร ของโลกในปัจจุบันหรือในรูปอื่น ๆ นานาชนิด. (๓) วัฒนธรรมทางวิญญาณ คือวิธีการวิธีเดียว ที่สามารถระงับข้อขัดแย้งนานาชนิด ในหมู่มนุษย์นานาชาติ แห่งยุคปัจจุบัน. เช่นปัญหาการลดกำลังอาวุธไม่สำเร็จ เป็นต้น. (๔) วัฒนธรรมทางวิญญาณ เป็นเหมือนยาฆ่าเชื้อของสงครามในโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามลัทธิ, หรือสงครามเบ็ดเตล็ด เช่นปัญหาเรื่องดินแดนหรือประโยชน์ เป็นต้น. (๕) วัฒนธรรมทางวิญญาณ จะทำโลกนี้ ให้ปราศจากนายทุนและกรรมกรให้ คงมีอยู่แต่บิดากับบุตร. (๖) วัฒนธรรมทางวิญญาณ มีวัตถุประสงค์ทำลายความเห็นแก่ตัว ของคนทุกคนให้หมดไปจากโลก. (๗) วัฒนธรรมทางวิญญาณ คือหนทางทางเดียวที่จะ มีการกระทำอันถูกต้องทางวิญญาณ ของมนุษย์ทุกยุค ทุกสมัย ทุกเชื้อชาติ. (๘) วัฒนธรรมทางวิญญาณ คือสิ่งที่ต้องเคียงคู่กันไปกับวัฒนธรรมฝ่ายวัตถุ, เพื่อควบคุมความก้าวหน้าทางวัตถุ ของมนุษย์มิให้เกิดเป็นพิษขึ้นมา. เพียงเท่านี้ ก็น่าจะเป็นการเพียงพอแล้ว ที่เราจะรู้จักกันว่า วัฒนธรรมทางวิญญาณนั้น คือวัคซีนที่สามารถป้องกันพิษร้ายทุกชนิด อันจะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ จากการทำผิดต่อสิ่งแวดล้อมหรือเกี่ยวข้อง เช่น พระเจ้า, ธรรม, ธรรมชาติ, มนุษย์ด้วยกันเอง, วัตถุที่ประดิษฐ์ขึ้นด้วยการค้นคว้าในยุคอวกาศ ปรมาณู และ ฯลฯ. เพื่อเข้าใจความแตกต่างระหว่าง วัฒนธรรมทางวัตถุ กับวัฒนธรรมทางวิญญาณให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราอาจจะเทียบกันดูเป็นคู่ ๆ ได้ดังต่อไปนี้ : - (๑) ดนตรีที่เร่าร้อนยั่วยุ ตามไนท์คลับ ตามบาร์ เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ หรือทางเนื้อหนัง, ตรงกันข้ามดนตรีที่ทำความเย็นสงบ เช่นที่ได้รับเมื่อก้าวเข้าไปในโบสถ์ เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. (๒) การเต้นรำที่เร่าร้อนมีอาการเหมือนลิงถูกเฆี่ยนหรือปิศาจเมาเหล้า เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, การเต้นรับที่เยือกเย็นชดช้อยเหมือนต้นสนต้องลม ทำจิตให้สงบลงไป นี้เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. (๓) การกินอยู่หลับนอน เพื่อรสอร่อยด้วยการบำรุงบำเรออย่างฟุ่มเฟือยนี้ เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, การกินอยู่นอนหลับ เพียงเพื่อสามารถทำงานของพระเจ้าหรือหน้าที่ของมนุษย์ ตามกฎธรรมชาติ นี้เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. กล่าวให้สั้นที่สุดก็กล่าวว่า การกินดีอยู่ดี เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, การกินอยู่พอดี นี้เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. (๔) การสมรสเพื่อผลทางกามารมณ์ หรือความมั่นคงของวงศ์สกุลนี้ เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, ส่วนการสมรสเพื่อสืบต่อการเดินทางของมนุษย์อย่าให้ขาดตอนลงได้ จนกว่าจะเข้าถึงพระเจ้า, หรือเพื่อมีการเข้าถึงพระเจ้า หรือบรมธรรมของมนุษย์อยู่เสมอนั้น เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. (๕) การอยากไปสวรรค์ ที่เต็มไปด้วยสีสรรแสงเสียงแพรวพราวนั้น เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, การอยากไปสวรรค์ชนิดที่มีความหมายเป็นความสะอาด สว่าง สงบ, หรือที่สามารถสอนให้รู้จักเบื่อสีสรรแสงเสียงอันแพรวพราวนั้นเสียโดยเร็ว นี้เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. (๖) ลัทธิการเมือง ที่มีเจตนารมณ์ในการดูดซับเอาประโยชน์ของผู้อื่น มาเป็นของตัวโดยวิธีเร้นลับแยบคายนั้น เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ. ส่วนลัทธิการเมือง ที่มุ่งสร้างสันติขึ้นในโลกโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของตนเองนั้น, ถ้าหากเป็นสิ่งที่มีอยู่นั้น เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. (๗) การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ด้วยพัฒนา เพื่อซื้อเขาเอามาเป็นพรรคพวกของตัวนั้น เป็นการค้า, เป็นวัฒนธรรมฝ่ายวัตถุ. ส่วนการช่วยเหลืออย่างบริสุทธิ์ใจ และตรงตามความมุ่งหมายของธรรม หรือของพระเจ้า นั้นเป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. (๘) การศึกษาพระศาสนา หรือการบวชในพระศาสนาก็ตาม เพื่อเป็นสะพานอาชีพ หรือสื่อประโยชน์ของตนในอนาคต นั้นเป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ. ส่วนการศึกษาหรือการบวช เพื่อยกสถานะทางวิญญาณของตนให้สูงขึ้นตามแนวที่พระเจ้าได้วางไว้ นั้นเป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. (๙) การจัดพิมพ์พระคัมภีร์ของศาสนาให้แพร่หลาย เพื่อประโยชน์แก่ความยิ่งใหญ่แห่งศาสนาของตน ๆ นั้นเป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ. ส่วนการกระทำเพื่อชี้ชวนให้มหาชนได้เข้าถึงธรรม หรือพระเจ้าจริง ๆ นั้น เป็นวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณ. (๑๐) การทำเพื่อนมนุษย์ให้ร่ำรวยและมัวเมาอยู่ในผลของประดิษฐกรรมอันก้าวหน้า เพื่อแข่งกับเทวดาในสวรรค์นั้น เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, ส่วนการกระทำเพื่อให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับจริง ๆ คือ summum bonum ที่ถูกต้องตามแบบของพระเจ้า นั้นเป็นวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณ. เท่าที่กล่าวมาพอเป็นตัวอย่างนี้ น่าจะเป็นการเพียงพอแล้ว สำหรับการที่จะทราบว่า "วัฒนธรรมทางวิญญาณ" ของพวกพุทธบริษัท ผู้มีความหนักในธรรม หรือพระเจ้านั้นมีอยู่ในลักษณะเช่นไร. ท่านทั้งหลายไม่ควรเข้าใจ ตาม ๆ กันไปในทำนองว่า ถ้าเป็นเรื่องทางศิลปะ, ทางวรรณคดี, ทางปรัชญา, จิตวิทยา ฯลฯ เหล่านี้แล้ว จะเป็นเรื่องทางวิญญาณไปเสียหมด. มันมีทั้งฝ่ายวัตถุ และฝ่ายวิญญาณ ครบทั้งสองทาง. หากแต่ว่าในสมัยปัจจุบันนี้ สิ่งเหล่านี้ ได้ตกเป็นทาสของวัตถุ ถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงวัตถุ หรือความก้าวหน้าทางวัตถุ ไปเสียหมดแล้ว, และไม่เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณอีกต่อไป. วัฒนธรรมทางวิญญาณนั้น มีความสำคัญอยู่ตรงที่มุ่งหมายจะทำมนุษย์ให้มีความเต็มเปี่ยม ( perfect ) ทั้งทางกายและทางจิต. นั่นคือมีความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง ทั้งทางกายและทางจิต. วัฒนธรรมทางวิญญาณจะช่วยควบคุมมนุษย์ให้มีความถูกต้องทางวิญญาณ, และพร้อมกันนั้นก็จะช่วยควบคุมวัฒนธรรมทางวัตถุ ให้ช่วยสร้างความถูกต้องทางกาย ให้แก่มนุษย์อย่างสมบูรณ์. มนุษย์จะไม่ต้องเป็นเหมือนต้นไม้ที่ดูแต่ไกลก็งดงามดี แต่พอเข้าไปใกล้ ก็ปรากฏว่ากลวงเป็นโพลง, หรือมีไฟไหม้อยู่ข้างใน อย่างน่าเวทนาสงสาร. สิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม หรือ culture นั้น คือตัวไถสำหรับไถนา. มันจะต้องถูกลากไปโดยวัว ๒ ตัว ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวนำตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวฉลาด เข้าใจคำสั่งของเจ้าของดี, และเป็นตัวตาม คือไม่ฉลาด แต่มีเรี่ยวแรงดีอีกตัวหนึ่ง. เมื่อทั้งสองตัวทำงานอย่างประสานกันดีแล้ว ผลงานก็เป็นอันดีเลิศ. ข้อนี้เป็นฉันใด ชีวิตของมนุษย์ก็ควรจะถูกลากไป โดยวัฒนธรรมทั้งสองชนิด คือทั้งวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณและฝ่ายวัตถุ อย่างประสานกลมกลืนกันดี, และมีวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณเป็นฝ่ายนำ ให้วัฒนธรรมฝ่ายวัตถุเป็นฝ่ายตาม เสมอไป, ฉันนั้น. เมื่อมองเห็นว่า วัฒนธรรมทางวิญญาณ เป็นสิ่งเดียวที่จะดับยุคเข็ญของโลกได้จริงดังนี้แล้ว เราควรจะได้นึกถึง วิธีการแลกเปลี่ยนกัน ในระหว่างชาติ คู่สงครามสืบไปอีกสักเล็กน้อย เท่าที่เวลาเหลืออยู่. การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณ
ลักธรรม ที่อยู่ในระดับที่เป็นหัวใจของศาสนาทุกศาสนา ย่อมตั้งอยู่ในฐานะเป็น "วัฒนธรรมทางวิญญาณ" ได้ด้วยกันทั้งนั้น. ดังนั้น ไม่ว่าผู้ใดจะนับถือศาสนาไหน ย่อมเป็นผู้อยู่ในฐานะที่จะทำการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณได้ด้วยกันทุกคน. ศาสนาแต่ละศาสนา แม้จะต่างกันโดยระเบียบปฏิบัติภายนอก แต่ก็มีความมุ่งหมายภายในเหมือนกัน คือ การทำลายความรู้สึกที่เป็นการเห็นแก่ตัว เป็นขั้นแรก, และทำลายความรู้สึกว่ามีตัวเป็นของตัว เป็นขั้นสุดท้าย. ใครจะมีตัวก็ได้ แต่ต้องเป็นตัวของธรรม, หรือตัวของธรรมชาติ, หรือของพระเจ้า, ไม่ใช่ของตัวเอง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด, หรือเป็นการสมมติ มากเกินไป. ดังนั้น ศาสนาทุกศาสนาเป็นศาสนาเดียวกันแท้. แต่มนุษย์ผู้ถือศาสนา ไม่ได้ถือกันในลักษณะเช่นนี้ เขาถือไปในลักษณะที่ต้องมีตัวฉัน และมีของฉัน ในลักษณะที่ดีกว่าของคนอื่น. ข้อนี้นำไปสู่การแบ่งแยกเป็นพวก ๆ เป็นศาสนาแต่ละศาสนาไป. เมื่อไรเขาเข้าถึงหัวใจของศาสนาจริง ๆ ก็จะรู้สึกว่ามันเหมือนกัน จนถึงกับว่าใครจะถือศาสนาไหนก็ได้. บัดนี้ โลกเราอยู่ในฐานะที่แบ่งแยกกันหมด โดยต่างฝ่ายต่างถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลักสำคัญ, ไม่ได้ถือเอาหลักธรรมในศาสนาเป็นสิ่งสำคัญ, สงครามเกิดขึ้นได้แม้เพื่อศาสนานั้นเอง. การพยายามแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมที่เป็นหัวใจของศาสนาจริง ๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับสันติภาพของมนุษย์ในปัจจุบัน, เราจะต้องรีบเร่งหาทางทำการแลกเปลี่ยนกันโดยเร็ว. เราต้องมีระบบวัฒนธรรมทางวิญญาณ ที่เหมาะสมกับโลกปัจจุบัน และเข้ากันได้กับหลักของศาสนาทุกศาสนา แม้ว่าดูภายนอกจะคล้ายกับว่าเดินกันคนละทาง, หรือต่างกันราวฟ้ากะดิน. ยิ่งกว่านั้น จะต้องเป็นระบบวัฒนธรรม ที่สามารถทำการแลกเปลี่ยนกันได้แม้ในสนามรบ. และยิ่งกว่านั้นอีกก็คือ ต้องเป็นระบบวัฒนธรรมที่เข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือวัตถุธรรมตามธรรมชาติ เป็นหลักด้วย. ข้อนี้ จะเป็นสิ่งง่ายดายที่สุด ถ้าหากว่า เราสามารถทำความเข้าใจกันได้ว่า สิ่งทั้งสาม คือ ธรรม ธรรมชาติ และพระเจ้า นั้น เป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน. อาจจะมีผู้สงสัยว่า ธรรม นั้นเป็นนามธรรม ( non - concrete ). ธรรมชาตินั้นเป็นวัตถุ, ส่วนพระเจ้านั้นเป็นบุคคล, แล้วสิ่งทั้งสามนี้จะเป็นสิ่งเดียวกันได้อย่างไร. อาตมาขอตอบว่า นั่นแหละคือความเข้าใจผิดต่อสิ่งทั้งสามนั้น ของบุคคลผู้มีความสงสัยเช่นนั้น. กฎธรรมชาติที่มนุษย์รู้จักกันน้อยเกินไปนั่นแหละ คือพระเจ้าซึ่งมักถูกกล่าวในลักษณะที่เป็นปุคคลาฐิษฐาน ( personification ), ถ้ากล่าวอย่างธรรมาธิษฐาน เราก็เรียกมันว่า ธรรม. ถ้าพูดกันตามภาษาวิทยาศาสตร์ มันก็คือกฎทางวิทยาศาสตร์. ดังนั้น ใครจะถือศาสนาที่มีพระเจ้าก็ตาม, ที่ไม่มีพระเจ้าก็ตาม, หรือไม่ถือศาสนาอะไรเลย หากแต่ถือกฎทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม, นั่นเขากำลังถือหลักธรรมอันเดียวกันแท้. พวกวัตถุนิยมชนิด dialectic materialist ไม่ถือศาสนาหรือพระเจ้า อย่างที่กับพวกอื่นถือกัน ถึงกระนั้นเขาก็ต้องยอมรับถือกฎทางวิทยาศาสตร์ หรือกฎธรรมชาติ และมีพระเจ้าหรือศาสนาไปตามแบบนั้น. เมื่อเขาปฏิเสธไม่ได้ในหลักเกณฑ์ ๔ อย่าง อันเกี่ยวกับธรรมชาติ, กฎธรรมชาติ, หน้าที่ตามธรรมชาติ, และผลจากหน้าที่ตามธรรมชาติ, แล้วเขาก็ต้องมีพระเจ้าที่แท้จริง คือกฎของธรรมชาติ นั่นเอง. เมื่อเขามีปัญหาเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนคนพวกอื่น เขาก็ต้องมีวิธีการแก้ปัญหานั้น ตามแบบของเขาด้วยเหมือนกัน. ด้วยเหตุดังนี้เอง ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ก็มีวัฒนธรรมทางวิญญาณ เพื่อแลกเปลี่ยนกับพวกเสรีประชาธิปไตยบ้างเหมือนกัน. นั้นคือข้อที่ว่า จะใช้กฎธรรมชาติข้อไหน อย่างไร เพื่อแก้ปัญหาอันเกี่ยวกับความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหล่านั้น. ถ้าต่างฝ่ายต่างพยายามแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ อยู่เสมอ ๆ ก็จะเป็นผลดีกว่าการที่จะพูดใส่ร้ายกันอย่างไม่หยุดไม่หย่อน ; ทั้งที่ตามความจริงแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็มีกฎของธรรมชาติ เป็นพระเจ้าด้วยกันทั้งนั้น. มันผิดกันแต่เพียงแต่ที่ฝ่ายหนึ่งเรียกว่าพระเจ้า แต่อีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่ากฎของธรรมชาติ หรือกฎทางวิทยาศาสตร์ ไปตามเดิมเท่านั้น. พวกวัตถุนิยม กับพวกวิญญาณนิยมก็ยังมีพระเจ้าร่วมกันด้วยเหตุนี้, ผิดกันก็แต่เพียงชื่อ, และพวกนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เจี๊ยบ ก็พลอยมีพระเจ้าองค์นี้ร่วมกันได้ด้วย. ดังนั้น เราอาจแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณกันได้ แม้ในระหว่างพวกวัตถุนิยม, วิญญาณนิยม, นักวิทยาศาสตร์, นักจิตตวิทยา และนักปรัชญา เป็นต้น. ในที่สุดทุกฝ่าย จะมีพระเจ้าร่วมกันเป็นองค์เดียว, แต่ภายใต้ชื่อที่ต่าง ๆ กันเท่านั้น. วัฒนธรรมทางวิญญาณอย่างอื่น ๆ ยังมีอีกมากมายหลายแขนง. ตัวอย่างเช่น ทุกคนมีปัญหาเรื่องการบังคับตัวเอง หรือจิตของตัวเองไม่ได้. ถ้าเขาต้องการผลดีในเรื่องนี้แล้ว หนทางอื่นไม่มีดีไปกว่า การแลกเปลี่ยนความรู้อันเกี่ยวกับวิธีการ เพื่อผลอันนี้ ในรูปของวัฒนธรรมทางวิญญาณ อันเป็นของสากล, ดีกว่าในรูปของศาสนา ซึ่งกำลังมีการแตกแยกเกลียดชังกัน หรือถึงกับยกเลิกไปเสียแล้วก็มี. ฝรั่งหนุ่ม ๆ ที่ไปเที่ยวที่สวนโมกข์ มีถึง ๘๐ % ที่ยืนยันหน้าเฉยตาเฉยว่า ตัวเป็นผู้ไม่มีศาสนา ด้วยความภาคภูมิใจ. นี่แหละคือข้อที่มนุษย์กำลังไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าศาสนาหรือพระเจ้า หรือแม้แต่คำว่าธรรม. แต่พอได้รับคำอธิบายเรื่อง ธรรมชาติ, กฎของธรรมชาติ, หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ, และผลอันแน่นอนจากการทำหน้าที่นั้นแล้ว เขาก็กลับเป็นผู้ที่พอใจที่จะมีศาสนา หรือพระเจ้า อย่างแท้จริงขึ้นมาทันที. พอใจศึกษาเรื่อง อานาปานสติตามแบบพุทธศาสนาเพื่อผล คือการบังคับจิตใจของตนเองได้ตามปรารถนา. แต่ทางการทุกฝ่าย ไม่อนุญาตให้เขามีเวลามากพอที่จะอยู่ศึกษา หรือหัด "วัฒนธรรมทางวิญญาณ" แบบนี้ ให้แตกฉานได้, ต้องกลับไปเสีย ก่อนที่จะมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณข้อนี้กันได้อย่างสมบูรณ์. ถ้ามนุษย์ในโลกนี้ บังคับตัวเองได้, นั่นก็คือบังคับกิเลสที่เป็นเหตุให้เกลียดชังศาสนา หรือเกลียดชังพระเจ้าได้. เขาเหล่านั้นจะมีศีลธรรมดี, มี เมตตา กรุณาอันบริสุทธิ์, รักผู้อื่นเท่ากับรักตัวเอง, และมีอะไร ๆ ทุกอย่างตามที่ทางศาสนาต้องการ, วิธีการบังคับตัวเองได้ จึงเป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณที่สากลที่สุด สำหรับทุกคนที่อยู่ในโลก ที่กำลังมีแต่การเย้ายวนของประดิษฐกรรมแผนใหม่ เพื่อความสุขทางเนื้อหนัง และเป็นต้นตอของความเสื่อมศีลธรรม, สงคราม, และอื่น ๆ อีกมาก. แม้ที่สุดแต่ปัญหาอันเนื่องด้วยการเกิดพวกฮิปปี้ขึ้นมาในโลก ก็รวมอยู่ในข้อนี้. ต้นเงื่อนของวัฒนธรรมทางวิญญาณ สำหรับโลกสมัยนี้ คือปัญหาหรือคำถาม ที่ควรจะตั้งขึ้นว่า : - ลัทธิอัตตนิยม ทั้งแบบนายทุน และแบบกรรมกร เกิดขึ้นมาในโลกได้อย่างไร ? ทำอย่างไร คนเราจึงจะรักผู้อื่นเท่ากับรักตัว ? กรรมกรจะมองเห็นนายทุนเป็นบิดา และนายทุนจะมองเห็นกรรมกรเป็นบุตร ได้โดยวิธีใด ? ทำไมกรรมกรจึงไม่เชื่อกฎแห่งกรรม และยินดีรับผลกรรมตามที่ตนได้ทำไว้อย่างไร ? ทำไมนายทุนจึงไม่เชื่อพระเจ้า ในข้อที่ว่า ควรแสวงหาและมีไว้เท่าที่จำเป็น เหลือนอกนั้นใช้ไปในการสงเคราะห์ผู้อื่น เหมือนบิดามารดาสงเคราะห์บุตร ? ทำอย่างไร ทุกคนในโลกจะรู้สึกว่า ทุกคนเป็นคน ๆ เดียวกัน ? หรืออย่างน้อยก็มาจากบิดามารดาคู่แรกในโลก เช่นอาดัมกับอีฟ คู่เดียวกัน ? และ ปัญหาสุดท้ายว่า : ทำอย่างไร มนุษย์จะไม่ถูกลวงด้วยซาตานอีกต่อไป ? ปัญหาชนิดนี้เป็นปัญหาที่จะถกกันจริง ๆ , หรือคุยกันเล่น ๆ ก็ได้, แม้ในสนามรบซึ่งกำลังเต็มไปด้วยภาพอันน่าสังเวชและน่าขยะแขยง. มันจะมีผลเป็นการแลกวัฒนธรรมทางวิญญาณขึ้นมาโดยไม่รู้สึกตัว. การทำเช่นนี้ย่อมดีกว่าการใช้เวลานั้นไป ในการด่ากัน ว่าร้ายป้ายสีกัน เผยแพร่เรื่องเท็จแทนเรื่องจริงอย่างมีศิลป์, ซึ่งเป็นการวิญญาณให้โสโครกและตกต่ำลงไปอีกเหลือที่จะประมาณได้. การแลกวัฒนธรรมทางวิญญาณในสมัยนี้ เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำกันไปพลางและรบกันไปพลาง อย่างการเล่นกีฬา การรบกันมีขึ้นมา เพราะโลกกำลังขาดวัฒนธรรมทางวิญญาณ, และขาดยิ่งขึ้นทุกที. เรามองไม่เห็นเวลาที่จะหยุดรบ เพราะยิ่งขาดวัฒนธรรมทางวิญญาณ ยิ่งขึ้นไปทุกทีนั่นเอง. แม้จะมีเวลาหยุดรบหรือพักรบสักนิดหนึ่ง เราก็ใช้เวลานั้นไปเพิ่ม ให้แก่วัฒนธรรมทางวัตถุ เสียร่ำไป. ดังนั้น เราจงพยายามแลกวัฒนธรรมทางวิญญาณกัน ในขณะแห่งการรบเถิด. รบกันไปพลาง ขบคิดปัญหาวัฒนธรรมทางวิญญาณกันไปพลาง. นั่นเป็นวิธีเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ทุกคน, ไม่ว่าจะเป็นนายทุนหรือกรรมกร, เกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาได้ว่า เรามีพระเจ้า, และเป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน, ทุกคนเป็น "ลูก" ของพระเจ้าที่แท้จริง, อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้. ในพุทธศาสนาเรา มีวัฒนธรรมทางวิญญาณ อยู่ทั่วไปในทุกตัวอักษรแห่งพระไตรปิฎก. พระพุทธองค์ตรัสว่าคำสอนหมดทั้งสิ้นที่ได้ทรงสอน สรุปลงได้ในประโยคสั้น ๆ เพียงประโยคเดียวว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย, แปลว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราหรือของเรา ( ม.ม. ๑๒/ ๔๗๐/ ๔๓๙ ) จิตที่ปราศจากความยึดมั่นในสิ่งใด นั้นเป็นจิตที่มีวัฒนธรรมทางวิญญาณสูงสุด. การฝึกตนไม่ให้ยึดมั่นในสิ่งใดด้วยความรู้สึกที่เป็นตัวตนหรือของตน ( I or My) นั้นคือระเบียบวัฒนธรรมทางวิญญาณอันสูงสุด. ผลของการที่จิตไม่ยึดมั่นถือมั่น นั้นคือนิพพาน. นั้นเป็นผลสุดท้ายของวัฒนธรรมทางจิต. เมื่อไม่มีความรู้สึกที่สำคัญมั่นหมายสิ่งใดว่าเป็น "ตัวกู - ของกู" , ก็หมายความว่า มิได้เป็นโจรปล้นเอาสิ่งใด ๆ ของธรรมชาติหรือของพระเจ้ามาเป็นของตัว. นั่นแหละคือความเป็นสุภาพบุรุษอันสูงสุด ตามแบบวัฒนธรรมทางวิญญาณ. สำหรับสิ่งที่เรียกว่านิพพานนั้น เราควรจะช่วยกันทำให้ชาวต่างชาติหรือต่างศาสนา มีความเข้าใจถูกต้องกันเสียที นิพพานนั้นไม่ใช่ความไม่มีอะไร ( nothingness ) หรือ nihilism ; แต่หมายถึง สภาพที่ปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง. เมื่อถือเอาความหมายตามภาษาบาลี ดังที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์มัชฌิมนิกาย ( มัช. มัช. ๑๓/ ๑๗๖/ ๑๗๔ ) แล้ว คำนี้หมายถึง เย็นเพราะหมดพิษร้อนหรือพิษร้าย. ถ่านไฟลุกโชนเย็นลงแล้ว ก็เรียกว่ามันนิพพาน. อาหารร้อน ๆ เย็นลงจนรับประทานได้ ก็เรียกว่ามันนิพพาน นี้นิพพานของวัตถุ. สัตว์เดรัจฉานที่ได้รับการฝึกอบรมดีจนไม่มีอันตรายใด ๆ แล้ว ก็เรียกว่ามันนิพพาน มนุษย์หมดกิเลสหรืออารมณ์ร้ายโดยประการทั้งปวงแล้ว เรียกว่านิพพาน. นิพพานไม่ใช่ความตาย หรือความไม่มีอะไร ดังที่เข้าใจกันผิด ๆ ; นิพพานเป็นความเย็น หรือสันติ ที่ทุกคนปรารถนา, และควรถูกจัดเป็นยอดสุดของวัฒนธรรมทางวิญญาณของมนุษย์. พุทธบริษัท มีเรื่องอันเกี่ยวกับนิพพาน ในฐานะเป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ สำหรับทำการแลกเปลี่ยนกับชนพวกอื่น ที่ยังไม่มีความเข้าใจเรื่องนี้ ในฐานะที่เป็นเรื่องอันธรรมชาติ หรือพระเจ้า ได้กำหนดไว้สำหรับมนุษย์ทุกคนที่ต้องการความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์. เรื่องมรรคมีองค์แปด, เรื่องไตรสิกขา, เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น, เหล่านี้ล้วนแต่รวมอยู่ในเรื่องของนิพพาน. การพัฒนาจิตให้เจริญถึงขั้นนิพพาน คือยอดสุดของวัฒนธรรมทั้งปวง, เป็นที่ยอมรับได้ แก่คนทุกคนโดยธรรมชาติ, หากแต่ว่าเขายังไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องนี้อย่างถูกต้องมาก่อนเท่านั้น และเป็นเรื่องที่ใช้คุยกันได้ แม้ในสนามรบที่กำลังร้อนเป็นไฟและต้องการความเย็น. คอมมิวนิสต์ก็ต้องการความเย็น เสรีประชาธิปไตยก็ต้องการความเย็น อย่างเดียวกัน, แต่แล้วก็เย็นไม่ได้ เพราะยังขาดการแลกเปลี่ยนธรรมทางวิญญาณข้อนี้เอง. อาตมาขอสรุปความตอนนี้อีกครั้งหนึ่งว่า การแลกธรรมต่อกัน คือการทำความเข้าใจอันดีต่อกัน ในระหว่างมนุษย์ผู้ยังมีความเข้าใจผิดต่อพระเจ้า อยู่ด้วยกัน. การแลกธรรมแก่กัน ทำให้รู้ความจริงที่ว่ามนุษย์ทุกคน เป็นของพระเจ้าองค์เดียวกัน. การแลกธรรมต่อกัน ทำให้มนุษย์เข้าถึงพระเจ้าในภาคที่ไม่ใช่ซาตาน, อันจะทำให้สงครามสลายตัวไปในที่สุด เพราะไม่มีซาตานมาลวงให้หลงทำสงคราม อันเป็นการลองดีกับพระเจ้า จนถูกลงโทษอย่างหนัก อีกต่อไป. เราจงเร่งทำการแลกเปลี่ยนธรรมแก่กันและกัน แม้ในสนามรบเถิด. หน้าที่ขององค์การ พ.ส.ล.
เถิด ! องค์การ พ.ส.ล. อุบัติขึ้นในหมู่มนุษย์ผู้อยู่ในดินแดนที่ร่ำรวยด้วยเครื่องเทศ ( spice ) ดังนั้น แม้จะเป็นองค์การที่ยังมีขนาดเล็ก ก็เล็กอย่างพริกขี้หนู. เราจะต้องทำหน้าที่ของเราให้เต็มได้ตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ ในการฝากหน้าที่นั้นไว้กับพวกเรา. เราต้องระลึกถึงพระพุทธภาษิต ๓ ข้อ ดังที่ได้ยกมากล่าวแล้วข้างต้น. บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องทำไม่ให้พระพุทธภาษิตนั้นเป็นหมัน. เสียงนั้นจะต้องดังก้องอยู่ในหูของเราตลอดเวลา : "ตถาคตเกิดขึ้นในโลก เพื่อประโยชน์แก่โลกทั้งเทวดาและมนุษย์ ! " "การมีธรรมของตถาคตอยู่ในโลกนั่นคือความสุขของโลก ทั้งเทวดาและมนุษย์ ! " "เธอทั้งหลายจงจาริกไปประกาศธรรม เพื่อประโยชน์แก่โลก ทั้งเทวดาและมนุษย์ !" พ.ส.ล. มีหน้าที่ ที่จะต้องบอกประเทศคู่สงครามให้ทราบว่า ราคาของเครื่องบินรบอย่างใหญ่เพียงลำเดียวก็พอแล้วสำหรับจะใช้เป็นทุน ทำการโฆษณาให้มนุษย์ ทั้งโลก มีความเข้าใจเรื่องสันติภาพ และมูลเหตุแห่งสงคราม ขอแต่ให้ทำการโฆษณาอย่างถูกวิธีเท่านั้น. เราโฆษณาให้คนยอมตายเป็นแสน ๆ ล้าน ๆ ก็ยังทำได้, ทำไมจะโฆษณาให้เขาหยุดทำการฆ่ากันไม่ได้เล่า ? มีผู้กล่าวว่าไอนสไตน์ได้คำนวณไว้ว่า ถ้าชายฉกรรจ์ในโลก สูญเสียกำลังงานสำหรับทำการรบไปสัก ๒ % เท่านั้น การทำสงครามในโลกจะเป็นไปไม่ได้. ถ้าคำกล่าวนี้จริง มันไม่เป็นการยากเลย ที่เราจะกระทำกันในลักษณะที่จะลดกำลังงานนั้นเสียสัก ๒ % โดยอำนาจแห่งการเผยแพร่วัฒนธรรมทางศาสนา หรือทางวิญญาณนั่นเอง. แต่มันจะยังคงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หากว่าเราเผยแพร่ศาสนากันอย่างผิด ๆ ไม่ตรงตามที่ธรรมชาติ หรือพระเจ้าต้องประสงค์. องค์การ พ.ส.ล. จะต้องทำการขยายขอบเขตของพุทธบริษัทออกไป ทั้งโดยคำพูดและโดยความหมาย. สำหรับชื่อนั้น อยากจะขยายออกไปว่า " All Round the World & Every World Fellowship of Buddhists". คำว่า "มิตรภาพทั่วโลกของพุทธบริษัท" ( World Fellowship of Buddhists ) นั้น, คำว่าพุทธบริษัท จะต้องไม่จำกัดอยู่แต่ในวงของสมาชิกผู้ได้รับการจดทะเบียน. คำว่า "พุทธบริษัท" จะต้องเล็งถึงมนุษย์ทุกคน ที่มีความเข้าใจเรื่องธรรม, ธรรมชาติ, และพระเจ้า อย่างถูกต้อง ; เขาจะจดทะเบียนตามกฎหมาย ว่าเป็นคนในศาสนาไหนนั้นไม่สำคัญ, ขอแต่ให้เขาเข้าถึงธรรมในศาสนาของเขา เข้าถึงธรรมชาติในธรรมชาติของธรรมชาติ, อย่างถูกต้องจริง ๆ ก็แล้วกัน. สิ่งทั้งสามนั้นเป็นสิ่ง ๆ เดียวกันโดยเนื้อแท้ ต่างกันแต่สักว่าชื่อ ดังที่ได้วินิจฉัยกันมาแล้วข้างต้น. ยิ่งกว่านั้นอีก คือ แม้ว่าในเวลานี้ เขายังไม่เข้าถึงธรรม หรือพระเจ้า, แต่เขาอยู่ในลักษณะที่ อาจจะ เข้าถึงได้ ในเมื่อได้รับการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณกันเป็นอย่างดีแล้ว, เราก็ต้องถือว่าเขาเป็น พุทธบริษัทด้วยเช่นเดียวกัน, ทั้งที่เขากำลังเป็นคู่สงครามกันอยู่กับเรา ในเวลานี้. องค์การ พ.ส.ล. ต้องเป็นเจ้าภาพ หรือเจ้ากี้เจ้าการจัดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณ ในระดับที่เป็นงานระหว่างชาติ, ระหว่างคู่สงคราม หรืองานระดับสากลโลก ดังที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์. พุทธบริษัท, โดยเฉพาะองค์การ พ.ส.ล. มีภาระและหน้าที่ ที่จะต้องทำการพิสูจน์ให้ทุกคนในโลกมองเห็นว่า ธรรม คือสิ่ง ๆ เดียว ที่ทุกคนจำเป็นต้องมี และเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยโลกได้ ในฐานะที่เป็นพระเจ้า. ธรรมนี้ไม่เป็นของศาสนาไหน หรือมนุษย์ชาติพันธุ์ไหน, แต่เป็นของธรรมชาติ, เป็นของพระเจ้าแห่งสากลโลก, เป็นของตัวธรรมเอง. ขอให้เราพยายามกันทุกวิถีทาง เพื่อให้เกิดการ รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง มีลักษณะดังที่กล่าวแล้วนั้นเถิด. อาตมาขอขอบคุณท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง, ปาฐกถานี้ อาจจะเป็นที่น่าเบื่อหน่ายไม่มากก็น้อย เพราะกล่าวถึงธรรม, พระเจ้า, และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณ, อย่างซ้ำ ๆ ซากมากกว่า ๑๐๐ ครั้งในเวลาเพียงชั่วโมงเดียว, ท่านอุตส่าห์ทนฟังอย่างให้อภัยแก่อาตมา. อาตมาขอจบปาฐกถาลงด้วยความขอบคุณ. ขอบคุณแก่ท่านทุกคน, สวัสดี.
|
||||||||||||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๑๘. รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง | |||||||||||
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org