||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร
ขอขอบคุณและอนุโมทนา คุณอุทัยวรรณ เอกพินิทพิทยา
ผู้อาสาพิมพ์ต้นฉบับเรื่องนี้เพื่อเผยแพร่ในเว็บพุทธทาสศึกษา

ค่ายธรรมบุตร
(เรื่องที่ ๑๗)

พึงประพฤติธรรม ให้สุจริต

โอวาทในโอกาสประชุมพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งมาพักแรมอยู่ที่ค่ายธรรมบุตร
แสดง บนเขาพุทธทอง, สวนโมกขพลาราม ไชยา

๒๒ ธันวาคม ๒๕๑๑

 

ที  

ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย,

บัดนี้ เป็นวาระของการปิดประชุม อาตมาจะได้กล่าวแทน ในนามของท่านที่เป็นประธานของที่ประชุม คือท่านผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยอีกส่วนหนึ่ง, ตามคำมอบหมายของท่าน ; และจะได้กล่าวโดยส่วนตัวซึ่งเรียกกันว่า โอวาท หรืออะไรทำนองนั้น เป็นข้อสุดท้าย.

          ท่านที่เป็นประธานในการประชุมคราวนี้ มีพฤติการณ์อย่างไร มีอะไรอย่างไร ก็ทราบกันดีอยู่แล้ว. อาตมากล่าวแทนท่านก็คือ ความขอบใจ ขอบคุณ ขอบพระคุณ ในบรรดาท่านที่มาประชุม และพร้อมกันนั้น ถ้ามีเรื่องบกพร่อง ก็ขออภัย, ทั้ง ๆ ที่ว่าเราทุก ๆ คน ตั้งแต่ท่านที่เป็นประธาน จนถึงคนสุดท้ายได้พยายามอย่างสุดความสามารถทุกอย่างทุกประการ ที่จะให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปด้วยดีในสถานที่ชนิดนี้ ซึ่งรู้กันดีว่าไม่ใช่ในเมือง. ถ้าการบกพร่องจะมีขึ้น ก็เป็นเหตุสุดวิสัยทั้งนั้น ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังขออภัย ขออภัย ขออภัยทุกอย่าง ; หวังว่าจะไม่มีอะไรที่จะเป็นข้อกินแหนงติดไปในใจ แม้แต่เล็กน้อย.

          สำหรับ การขอบคุณก็เป็นสิ่งที่จะต้องมี ในส่วนที่ว่า ท่านทั้งหลายอุตส่าห์ทนความลำบากมาให้เกียรติแก่จังหวัดนี้ ซึ่งได้กำหนดกันลงไปแล้วว่า จะประชุมกันในสถานที่เช่นนี้ ; ท่านยังมีแก่ใจเสียสละเพื่อการร่วมมือถึงเพียงนี้. เพราะฉะนั้น จึงต้องขอบใจ ขอบคุณ และขอบพระคุณ ; นี้เป็นความรู้สึกในใจอันแท้จริง.

          ทีนี้ ก็เป็น เรื่องกล่าวปิดประชุม ; อาตมาก็จะได้กล่าวปิดประชุมแทนท่านผู้เป็นประธาน คือท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ถือว่า การประชุมของเราได้สิ้นสุดลงไป เรียกได้ว่าดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ; เพราะฉะนั้น เราจึงควรจะพอใจ กระทำการปิดประชุมไปตามกำหนดการที่ได้วางไว้.

          ทีนี้ ก็ เหลือแต่ส่วนตัว อาตมา ที่ถูกกะเกณฑ์ให้กล่าวอะไรในวาระสุดท้ายนี้ ท่านทั้งหลาย จะเรียกว่า โอวาท หรือจะเรียกอย่างอื่นก็ได้ตามใจชอบ. การพูดจาหรือคำกล่าว ของอาตมาดูเหมือนจะถูกเรียกกันครบทุกอย่างแล้ว : โอวาท ก็มี คำปราศรัย ก็มี คำชี้แจงตักเตือน ก็มี กระทั่ง คำด่า ก็ยังมี ; เพราะเป็นที่ช่วยไม่ได้, เพราะว่าอาตมาก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร นอกจากการกล่าวไปตรง ๆ ตามความรู้สึก.

          สำหรับโอกาสนี้ ก็จะได้กล่าวสิ่งที่เห็นว่าเหมาะสม สำหรับจะฝากให้ติดไปในใจของท่านทั้งหลาย สรุปโดยหัวข้อลงในพระพุทธภาษิต ที่ว่า : ธมฺมํ สุจริตํ จเร ๓ คำเท่านั้น, ธมฺมํ สุจริตํ จเร ๓ คำเท่านั้น ซึ่งแปลว่า : พึงประพฤติธรรมให้สุจริต, พึง ประพฤติธรรม ให้สุจริต ๓ คำเท่านั้น, พึง ประพฤติธรรม ให้สุจริต ๓ คำเท่านั้น, ไม่มีอะไรมาก แต่อยากจะถือโอกาสขยายความ.

          ทำไมพระพุทธเจ้า ท่านจึงต้องตรัสว่า : จงประพฤติธรรมให้สุจริต ? ก็เพราะว่ามีการประพฤติธรรมชนิดที่คด ๆ งอ ๆ ทั้ง ๆ ที่เรียกว่าเป็นการประพฤติธรรม ; ประพฤติอย่างคดโกง ประพฤติธรรมไม่เป็นธรรม, ประพฤติอย่างชนิดหน้าไว้หลังหลอก, มีความเห็นแก่ตัว, มันมีอะไรขยุกขยิกกันอยู่ในนั้น ; เพราะฉะนั้นจึงได้ตรัสว่า : จงประพฤติธรรมที่ตถาคตประกาศแล้ว แสดงแล้ว นี้ ให้สุจริต หรือด้วยความซื่อตรง นั่นเอง.

          โลกเรานี้มันมีอะไรขยุกขยิก คด ๆ งอ ๆ ปิดฉลากไว้อย่างหนึ่ง, แต่ข้างในหรือเนื้อแท้นั้นมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง. จงดูแม้แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิตวิญญาณ : เช่นรถไฟนี่ มีสิทธิที่จะมาช้ากว่าเวลา ; แต่แล้วก็ไม่มีสิทธิที่จะมาก่อนเวลา อย่างนี้เป็นต้น. มันเป็นเรื่องขยุกขยิกในโลก อย่างนี้เสมอ : ว่าในโลกนี้มีอะไรที่ขยุกขยิกดูยาก เข้าใจยาก, เป็นนิสัย เป็นปกติวิสัยของสัตว์โลก ; เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการกำชับว่า : จงประพฤติความดีให้สุจริต, หรือว่าประพฤติความสุจริตนั่นแหละให้สุจริต, อย่าประพฤติความสุจริตให้เป็นทุจริต.

          เราดูกันให้ละเอียดลงไปถึงสิ่งต่าง ๆ ถึงบุคคล การกระทำของบุคคล ซึ่งมีอยู่ในเวลานี้ว่ามันมีอยู่อย่างไร ? ทำไมจึงเกิดเป็นภาพล้อขึ้นมาว่า : "สมัยนี้พวกเราเอาแต่ไหว้ พอบอกให้ประพฤติธรรมก็กำหู", เป็นภาพที่อาตมาเตรียมไว้แล้วที่จะแจกแก่ท่านทั้งหลายคนละแผ่น ๆ ตามวิสัยของคนที่ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร : มีอะไรแจกท่านทั้งหลายเพียงแผ่นภาพคนละแผ่น ; คือภาพที่ว่า "คนสมัยนี้พวกเราเอาแต่ไหว้ พอบอกให้ประพฤติธรรมก็กำหู". ส่วนไหว้นั้นไหว้จนนับครั้งไม่ถ้วน ไหว้ทุกอย่างทุกวิธีทุกประการ ; แต่ พอสั่งว่า ท่านจงปฏิบัติอย่างนี้ ๆ ก็เฉยเสีย ทำทองไม่รู้ร้อน ไม่รู้ไม่ชี้เสียบ้าง, นี้เรียกว่าอุดหู จึงเหลือแต่ไหว้ ; แล้ว อันนี้จะเรียกว่า ประพฤติธรรมสุจริตหรือไม่สุจริต ?

          การที่ดีแต่ไหว้ แล้วไม่ทำตาม นี้เรียกว่าประพฤติธรรมสุจริตหรือไม่สุจริต ; ขอให้ลองคิดกันดู. นี่มันไม่ใช่เป็นแต่พวกเราที่นี่, ดูมันจะเป็นกันทั้งโลก, ทุก ๆ ศาสนาในโลก. โลกมันเป็นอย่างไร ? โลกมันก็เป็นโลกที่ขยุกขยิก คด ๆ งอ ๆ จนกล่าวได้ว่า มีแต่การไหว้การกราบ เป็นพิธีรีตอง, แล้วไม่มีการกระทำอย่างเคร่งครัด ตามที่พระศาสดาแห่งศาสนานั้น ๆ ได้ทรงสั่งสอนไว้. โลกกำลังเป็นอย่างนี้ ; เราพุทธสมาคมทั้งหลาย อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. เราอุตส่าห์มาประชุมกัน ลงทุนลงแรง เหนื่อยยากลำบากเหลือเกิน, เราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย, เพราะว่าเราต้องการผลของพระธรรมของพระศาสนา.

          การที่เพียงแต่ไหว้อย่างเดียวนั้น ไม่สำเร็จประโยชน์อันใด เป็นท่าทางที่ทำไปอย่างละเมอ ; ถ้าไหว้จริง พระพุทธเจ้าท่านว่า จงไหว้ด้วยการทำตาม ; ให้การประพฤติตามเป็นการไหว้, ไม่ใช่เพียงแต่พนมมือไหว้ ; อย่างนี้ท่านเรียกว่า "ปฏิบัติบูชา". พระตถาคตชอบใจการบูชาอย่างนี้, ไม่ใช่ชอบอามิสบูชาอย่างที่ชอบทำกันโดยมาก. แต่ชาวโลกหาทางออก เอาเปรียบด้วยการสนใจกันแต่อามิสบูชา, และเป็นเพียงพิธีรีตอง เอาหน้าเอาตาอย่างนี้มากกว่า ; กำลังเป็นกันทั้งโลกอย่างนี้ เรียกว่าโลกเราอยู่ในสถานะที่น่าเศร้า น่าสลดใจ และน่าเป็นห่วง. คำว่า "น่าเป็นห่วง" นี้แหละควรจะเอาไปคิดไปนึกกันให้มาก ; ไปมัวเศร้า มัวสลดใจ มันก็คงไม่มีประโยชน์ ; แต่ถ้าเป็นห่วงคงจะมีประโยชน์ : คือจะได้ช่วยกันแก้ไข, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวแก่คนที่จะตามมา คือพวกอนุชน.

          โลกกำลังเป็นอะไร ๆ ไปในทางที่น่าเป็นห่วง ; อยากจะขอกล่าวเป็นตัวอย่างสักเล็กน้อยว่า สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรมนั้น กำลังไม่เป็นที่สนใจแก่คนในโลกสมัยนี้. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก ๆ. อาตมาจะยกตัวอย่าง เช่นในหนังสือชุดเอ็นไซโคลปิเดีย สำหรับเด็ก ๆ ชุดใหญ่ ๑๒ เล่ม ของบริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุด คือบริตานิกา ; ในชุด ๑๒ เล่ม สำหรับเด็ก ซึ่งมีราคาสองสามพันบาทนั้น ไม่มีคำว่า "ศีลธรรม" . ท่านจงจำไว้ว่า ในเอ็นไซโคลปิเดียชุดนั้น ไม่มีคำว่า ศีลธรรม ไม่มีคำว่า moral, morality ethics หรืออะไรทำนองนี้ ไม่มีเลยในชุด ๑๒ เล่มเบ้อเร่อนั้น ; แล้วราคาก็แพงมากนั้น แล้วก็ระบุเป็นหนังสือ "สำหรับเด็ก".

          ทีนี้ จะแก้ตัวว่า ศีลธรรม จริยธรรม เป็นคำสูงไปสำหรับเด็ก ไม่ควรนำมากล่าว ; แต่ทำไมไปเอาคำว่า Philosophy, Psychology จนกระทั่ง คำว่า communism มาอธิบายไว้อย่างยืดยาวในหนังสือชุดนั้น. นี้แสดงว่า ผู้นั้นมีจิตใจอย่างไร ; มีโปรเพสเซอร์เป็นฝูง ๆ ที่ทำหนังสือนี้ มีรายชื่อยาวเป็นหาง ช่วยกันทำคำนั้นคำนี้ แล้ว ไม่มีคำว่าศีลธรรม. Moral, morality หรือ ethics หรืออะไรทำนองนี้. ไปคิดดูเถอะว่า ผู้ทำนั้นมีจิตใจอย่างไร ; แล้วเด็ก ๆ ที่ใช้หนังสือนี้เล่าจะเป็นอย่างไร ; ย่อมจะไม่เคยพบคำว่า morality หรือ ethics เป็นต้น, แล้วจะไปพบคำว่า communism เป็นต้น. นี้เป็นเพียงตัวอย่างเรื่องหนึ่ง รายหนึ่ง ในพฤติการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ในโลกนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มันก็กำลังน่าจะเป็นห่วง. นี่มันหมายความว่า คนกำลังจะตัดคำว่า "ศีลธรรม" ออกไปจากโลก โดยรู้สึกตัวก็ตาม หรือโดยไม่รู้สึกตัวก็ตาม.

          ลองมองดูว่า สิ่งที่เรียกว่า "ศีลธรรม" นี้ กำลังจะถูกตัดออกไป หรือถูกลืมเสียให้หมดไปจากโลกโดยวิธีอย่างนี้ ก็ยังเป็นได้ ; มันจึงเป็นสิ่งที่น่าห่วง. นี่แหละ คือโลกที่กำลังน่าห่วง. หรือเป็นโลกที่จะหมุนไปในกลียุค.

          ทีนี้ ดูผลของมัน เพียงในระยะนี้เวลานี้. องค์การอนามัยโลก ประกาศออกมาเมื่อไม่กี่วันนี้ว่า มีคนฆ่าตัวตายในโลกนี้วันละประมาณ ๑ พันคน, กล่าวโดยเฉลี่ยในโลกนี้ เวลานี้ มีคนกำลังฆ่าตัวตายวันละประมาณ ๑ พันคน โดยเฉลี่ย. คนที่มีจิตวิปริตวิปลาสเหล่านี้มีขึ้นมาได้ เพราะเหตุอะไรกัน ? มันก็ต้อง ไม่มีเรื่องอะไร ; นอกไปจากความที่มันขาดพระธรรม, ขาดธรรม. พูดได้อย่างกำปั้นทุบดินว่า คนฆ่าตัวตายนั้น เพราะขาดธรรม, ขาดพระธรรม. เช่นว่า ขาดพระธรรมไปทำชั่ว, แล้วก็ฆ่าตัวตาย, หรือมีเรื่องเศร้ามีเรื่องกลัดกลุ้ม ไม่มีธรรมที่จะดับมัน แล้วก็ไปฆ่าตัวตาย, อะไร ๆ มันก็ไม่เว้นไปจากการขาดพระธรรม คนจึงได้ฆ่าตัวตาย.

          การที่เขาเอาสถิตินี้มาเผยแผ่ ก็เป็นเรื่องเบื้องต้นของแผนการ ขององค์การอนามัยโลก ที่คิดจะแก้ไขเรื่องนี้. แต่แล้วอาตมาก็ขอท้าทายล่วงหน้า, ขอทายล่วงหน้าว่า : เขาคงคิดแก้ไขโดยวิธีทางวัตถุอย่างเดียว อีกตามเคย ทำให้มีอะไรกิน ทำให้มีอะไรใช้, อย่างมากก็เพียงแต่ทำให้คนรู้หนังสือ ; เท่านี้มันแก้ไม่ได้. เพราะการ แก้แต่ทางวัตถุอย่างเดียวมันแก้ไม่ได้ ; มันต้องแก้ด้วยธรรมะทางจิต ทางใจตามแบบของพระศาสนา ของทุกศาสนา, และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของพุทธศาสนา ซึ่งสามารถจะแก้ได้โดยเด็ดขาด ไม่ต้องเป็นที่สงสัยเลย.

          ขอกล่าวท้าว่า ธรรมะทางจิตใจเท่านั้น ที่จะแก้สถานการณ์อันร้ายกาจนี้ได้. อาตมายังไม่เชื่อว่าองค์การอนามัยโลกจะใช้วิธีนี้ ; คงจะใช้วิธีทางวัตถุไปตามแบบขององค์การโลก ๆ มันก็เรียกอยู่แล้วว่า องค์การโลก ๆ.

          นี่แหละ ขอให้ท่านทั้งหลาย พุทธสมาคมแต่ละสมาคมเอาไปคิดไปนึก สำหรับอภิปรายกันต่อไปในโอกาสข้างหน้า. อย่าเสียเวลาแพง ๆ ไปอภิปรายเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ; อาตมา เดี๋ยวจะพูดออกมาว่า "ไม่คุ้มค่าข้าวสุก" แล้วท่านทั้งหลายก็จะโกรธอีก. อย่าเสียเวลาแพง ๆ หมายความว่า : ท่านมาไกล ท่านมาลำบาก เสียเวลา เสียค่าเดินทางแพง กินอยู่ที่นี่ก็ลำบาก ; นี้เรียกว่า เวลาแพง. แล้วท่าน มาอภิปรายกันด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องที่ไม่สำคัญ มันไม่คุ้มค่า ; ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีแม้ในทางเศรษฐกิจ, มันก็ไม่เป็นตัวอย่างที่ดี แม้ในทางธรรม. ฉะนั้น อุตส่าห์อดกลั้น อดทนตกลงกันโดยง่าย ในปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ปลีก ๆ ย่อย ๆ ให้สิ้นสุดไปเสียที่บ้าน ; เลือกมาพูดกันในที่อย่างนี้ ก็เฉพาะที่เรื่องเป็นเรื่องตายของประเทศเรา ของชาวพุทธเราหรือของโลก นั้นแหละก็จะคุ้มกัน ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ ปัญหาเรื่องทางธรรมะหรือทางจิตใจ.

          เรื่องทางธรรมะหรือทางจิตใจนี้ เป็นความรู้ชั้นลึกหรือชั้นพิเศษ ชั้นประเสริฐ ที่สามารถจะแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ ; แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยจะสนใจกันนัก. พอได้ยินว่าความรู้ ๆ แล้วก็พอใจเสียแล้ว โดยไม่คิดว่า ความรู้ชนิดไหน ในระดับไหน ; เพราะฉะนั้น อาตมาอยากจะขอให้สนใจในคำว่า " ความรู้ ๆ " นี้เป็นพิเศษกันบ้าง.

          ความรู้นั้นมีหลายระดับ นับตั้งแต่ความรู้ในระดับที่เป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติ. แม้แต่สัตว์มันก็มี นกกระจาบมันก็รู้จักทำรังประหลาดมาก, แมลงผึ้งรู้จักทำรังประหลาดมาก, แม่ไก่ฟักไข่ให้ออกมาเป็นตัว ด้วยการใช้นิ้วเท้าคนไปคนมาให้พลิกอยู่เรื่อย. อย่างนี้ ก็ดูเถอะ มันเป็นความรู้ที่น่าอัศจรรย์ ; แต่มันเป็นความรู้ตามสัญชาตญาณที่เราเรียกกันว่า instinct. ความรู้อย่างนี้มันไม่พอ ; ยังเนื่องอยู่กับวัตถุมาก ขึ้นอยู่กับวัตถุมาก ไม่พอที่จะแก้ไขปัญหาทางจิตใจ. คนเราก็มีความรู้ทาง instinct มากมายหลายอย่าง แต่ไม่พอสำหรับที่จะแก้ปัญหาของโลก.

          ทีนี้ก็มาถึงความรู้ที่เป็นเรื่องของสติปัญญา หรือที่เรียกกันว่า intellect ; นี้เราต้องเล่าเรียน เราต้องคิดนึกเป็น เราต้องมีความปกติของร่างกาย คือไม่บ้า ไม่บอ เราจึงต้องมีสติปัญญาในระดับนี้ ; เป็น intellect เราก็ใช้แก้ปัญหาได้ตามสมควร. แต่ความรู้ชนิด intellect นี้ ไม่สามารถจะแก้ปัญหาสูงสุดในทางจิตใจได้ ; intellect เป็นทาสของเหตุผล. ความรู้ที่เราจะใช้แก้ปัญหาทุกอย่างได้ ต้องเป็นนายของเหตุผล. ดังนั้น เราจึงต้องมีความรู้แจ้งแทงตลอดในจิตในใจเหนือเหตุผล อีกคำหนึ่งคือ intuition หรือ intuitive realization อีกคำหนึ่ง ทำนองนี้ เป็นต้น อาตมาขอใช้คำว่า intuition คำเดียวเฉย ๆ ก็พอ, คือมันสะดวกจำง่าย มันมี ๓ in ; instinct, intellect, แล้วก็ intuition.

          ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดไม่เป็นทาสของเหตุผล คือความรู้ที่ได้เปลี่ยนจิตใจของคนให้ไปในรูปหนึ่งแล้ว ; เพราะว่าคนนั้นได้เข้าสัมผัสกับธรรมชาติ ได้แทรกเข้าไปถึงธรรมชาติ. ธรรมชาติได้ช่วยเปลี่ยนจิตใจของบุคคลนั้น ให้รู้แจ้งแทงตลอดในทุก ๆ สิ่งตามที่เป็นจริงตามธรรมชาติ ; ไม่ใช่ตาที่มนุษย์ว่าเอาเอง, ไม่ใช่ตามที่มนุษย์ผู้เห็นแก่ตัวบัญญัติเป็นกฎเกณฑ์ เป็นตำรับตำราอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา ; นั้นมันไม่ใช่ของธรรมชาติ. เราจะต้องให้ความรู้ที่ได้มา จากการที่ได้เข้าถึงธรรมชาติ เป็นอย่างเดียวกันกับธรรมชาติ ปรุงขึ้นมาเป็นความรู้แจ้ง.

          จงจำสาม / นี้ไว้ให้ดี ๆ : I - instinct, I - intellect, I - intuition เราจะต้องอาศัยความรู้ขั้นที่ ๓ เพื่ออาศัยความรู้ขั้นที่ ๓ นี้ เราต้องเห็นเองก่อน ; เพราะมันไม่มีตำรับตำรา หรือเครื่องไม้เครื่องมือที่ไหน ที่จะเอามาใช้ได้ ; นอกจากความรู้แจ้งเห็นจริงภายในตัวเราเองก่อน ผ่านมาแล้วอย่างแท้จริง. เราจึงมีปัญญา มีความรู้ที่จะเข้าใจโลก, หรือจะแก้ไขความทุกข์ของโลก. ความรู้ที่เรียน ๆ กัน ตามสถาบันการศึกษานั้น เป็น intellect ทั้งนั้น ; จะเลิศลอยอย่างไร มันก็เป็นเรื่องที่ แก้ไขปัญหาทางจิตใจไม่ได้ ; และโดยมากก็ตก เป็นทาสของเหตุผล ยิ่งกว่านั้น ก็ เป็นทาสของวัตถุ ด้วย. เพราะว่าตำรับตำราที่เต็มเกลื่อนไปทั้งโลกนี้ อิงอาศัยวัตถุ มุ่งหมายวัตถุ เพื่อวัตถุ โดยวัตถุ ของวัตถุ อะไรไปหมด ; มันจึงใช้ไม่ได้.

          พวกเซ็นเขาล้อพวกนี้ว่า เป็นพวกที่จับปลาดุกด้วยลูกน้ำเต้า : คือไปเด็ดลูกน้ำเต้ากลม ๆ มาจากเครือน้ำเต้า ; แล้วเอามาใช้จับปลาดุกซึ่งลื่นมาก แล้วมันจะได้ปลาดุกอย่างไร, มันน่าหัวสักเท่าไร.

          นี่แหละคือวิธีการที่กำลังใช้กันอยู่เดี๋ยวนี้เพื่อสันติภาพของโลก มันก็เลยไม่มีสันติภาพ คือมันจับตัวสันติภาพไม่ได้ ; เพราะใช้ของกลม ๆ เกลี้ยง ๆ ลื่น ๆ อย่างลูกน้ำเต้าไปจับ มันก็ไหลลื่นหลุดไปทางนั้นทางนี้ได้เรื่อยไป ไม่มีการจับตัวสันติภาพได้. มันต้องใช้สติปัญญาที่บริสุทธิ์, บริสุทธิ์อย่างที่พระพุทธเจ้าว่า ประพฤติธรรมให้สุจริต ; คือตัวเองรู้จริง เห็นจริง เป็นจริง ทำได้จริง อะไรจริง แล้วก็สามารถจะใช้อะไรที่จริง ๆ นี้ช่วยผู้อื่นได้ ; อย่างนี้จึงจะจับตัวสันติภาพได้.

          ถ้ามัวแต่หลอกลวงกัน เห็นแต่ประโยชน์ตน เอาอะไรบังหน้าแล้วก็เที่ยวหลอกลวงผู้อื่น ; อย่างนี้มันประพฤติธรรมไม่สุจริต เป็นเรื่องตั้งค่ายหรือตั้งซ่องกัน เพื่อหาผลประโยชน์ให้แก่ฝ่ายตนมากกว่า. โลกเราอยู่ในภาพอย่างนี้ คือการประพฤติไม่สุจริต ; แม้ตะโกนว่าเพื่อความยุติธรรมของโลก เพื่อสันติภาพของโลก เพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่ออะไรทุกอย่างทุกประการที่เขาตะโกนกันอยู่นั่น ; แต่แล้วมันก็เป็นเรื่องคด ๆ งอ ๆ, ประพฤติธรรมไม่สุจริต. โลกจึงไม่ประสบสันติภาพ ; เพราะ ไม่เคารพธรรมในข้อที่ว่า "ธมฺมํ สุจริตํ จเร" นั่นเอง.

          อาตมาจึงขอร้องว่า ช่วยจำคำ ๓ คำนี้ไปให้ดี ; ใช้ความรู้ ใช้สิ่งที่เป็นเครื่องมือนั้นให้ถูกต้อง. เรื่องทางจิตใจนี่มันเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับเรื่องทางวัตถุอย่างเหลือที่จะกล่าว, หรือว่าเรื่องอันลึกล้ำของพระศาสนานี้ ตรงกันข้ามกับเรื่องของชาวบ้าน อย่างตรงกันข้าม เหลือที่จะกล่าว. ชาวบ้านนั้นขี้ขลาดด้วย, เห็นแก่ตัวด้วย. ท่านลองคิดดูว่า เอา ความขลาด และ ความเห็นแก่ตัว รวมกันเข้าแล้ว มันจะไปถึงไหน มันคงไปไกลมาก ในทางที่ไม่สุจริต. ความขลาดบังคับให้ไม่สุจริต, ความเห็นแก่ตัวบังคับให้ไม่สุจริต ; เอามารวมกันเข้า มันก็ยิ่งไปกันใหญ่. ธรรมะแท้ ๆ จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก สำหรับคนขลาดและคนเห็นแก่ตัว.

          อาตมากำลังบอกว่า ธรรมะที่แท้จริงเข้าใจได้ยาก สำหรับคนเขลาและคนเห็นแก่ตัว ; ท่านเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็โปรดจดจำไปทีก่อน. ไปคิดดูให้ดีว่า มันจริงไหม ? เราจึงต้องเป็นคนกล้า เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว. อย่าไปเห็นแก่ร่างกายหรือวัตถุเนื้อหนัง เรื่องนั้นเป็นเรื่องเล็ก ; เรื่องใหญ่คือ เรื่องจิตใจ ต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะได้. การทำมาหากินเป็นเรื่องของร่างกาย, การเสาะแสวงหาสิ่งสูงสุดเป็นเรื่องของจิตใจ ; โปรดแยกกัน.

          การทำมาหากินเป็นเรื่องของร่างกายนั้น มันจะเป็นเรื่องของคนชั้นไหน ระดับไหนก็ตาม, จัดให้เป็นเพียงเรื่องของร่างกายเป็นเปลือก. การแสวงหาสิ่งสูงสุดนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ, การทำมาหากินให้เป็นเรื่องของร่างกาย. การเข้าถึงธรรมะอันประเสริฐนั้นให้เป็นเรื่องของจิตใจ ; เรื่องของจิตใจ นั้นเป็นความมุ่งหมายที่จะมี ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ, คือความเป็นสุขอันแท้จริง. เราคงทำมาหากินไปได้ในส่วนกาย, แต่ส่วนใจไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ. เรามีจิตใจเป็นอิสระเหนือทุกสิ่ง ; ไม่เป็นทาสของอะไร ไม่ไปอยากอะไร ไม่ไปหวังอะไร ไม่ไปลุ่มหลงอะไร แม้แต่ความมีอยู่ เป็นอยู่ ที่เรียกกันว่า ชีวิต.

          นี่แหละคือเรื่องสุญญตา หรือเรื่องอนัตตา ให้เราทำมาหากินได้ โดยไม่ต้องอยากมีตัวเรา มีชีวิต หรือมีอะไรที่เป็นตัวเรา ; ฟังดูก็แปลกดี. เราอาจจะทำมาหากินประกอบอาชีพได้โดยไม่ต้องมีความอยากที่จะมีชีวิต. อาตมาพูดเหมือนคนบ้า ; ทำมาหากินได้โดยไม่ต้องอยากมีชีวิต. นี้เป็นใจความที่ถอดออกมาจาก พระพุทธภาษิตว่า "จงเป็นอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก โดยความไม่อยาก โดยความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในตัวกูหรือของกู".

          "ไม่อยาก และ ไม่ยึดมั่นในความเป็นตัวกู - ของกู" นี้ คือความไม่ต้องอยากมีชีวิต ; โดยจิตใจแล้วไม่ต้องมีการถูกผูกพันผูกมัดรัดรึงของอะไรหมด, ไม่มีความสำคัญมั่นหมายอะไร, จะเป็นตัวเราหรือของเรานี้เรียกว่า มันไม่ผูกพันเรา. เรามีแต่ความจริง ความถูกต้อง. หรือที่เรียกกันว่า "ธรรม". เรามีแต่ความเป็น "ธรรม", เป็นอยู่ในลักษณะที่ประกอบไปด้วยธรรม, ทำอะไร ๆ ก็เพื่อธรมะ. ส่วนร่างกายนั้นก็ทำมาหากินไป มันเป็นเรื่องส่วนนอกส่วนเปลือก ทำมาหากินไป, ทำมาหากินไปโดยสุจริต, แต่โดยเนื้อในโดยทางจิตหรือทางวิญญาณนั้นอยู่เหนือความเป็นอะไร : ไม่มีความเป็นตัวกู - ของกู. นี้เรียกว่ามันเกือบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับคนขลาด หรือคนเห็นแก่ตัว ; แต่ที่จริงมันเป็นไปได้.

          การที่ ฆราวาสจะมีความรู้เรื่องอนัตตา สุญญตา เพื่อไม่มีความทุกข์เลย แล้วทำมาหากินไปตามถนัดนี้เป็นสิ่งที่ทำได้. ท่านทั้งหลายจงมีธรรมะที่เป็นของแท้จริง, ที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาอยู่เป็นเครื่องประจำใจ ; แล้วทำมาหากินไป. ท่านกลับจะทำได้ดี ; เพราะว่าจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบ นั้นมันทำให้ทำอะไรไม่ผิด ง่ายดาย และทำได้มาก ; ลองทำสิ่งทุกสิ่งด้วยใจคออันปกติเถิด จะทำได้ดี. ถ้าทำด้วยใจคอที่วุ่นวาย ด้วยความยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันจะมืดมัว ; มันก็ผิดไปตั้งแต่ต้น, หรือก่อนแต่จะทำ. ฉะนั้นจึงว่า จงมีจิตใจที่เป็นอิสระเหนือโลก แล้วก็อยู่ในโลกด้วยชัยชนะ, แล้วก็จัดการกับตัวโลกนั้นไปตามที่ต้องการจะจัด.

          เราอยู่ในโลก มีชัยชนะเหนือโลก แล้วจัดการกับโลกไปตามที่เราต้องการจะจัด ; นี่คือเคล็ด หรือศิลปะ หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก. ที่เรียกว่าเป็นคนกันอย่างไร ? หรือทำไม ? และธรรมะก็มุ่งหมายในข้อนี้, สาระสำคัญของธรรมะอยู่ที่นี่ : อยู่ที่จะช่วย ให้เราชนะโลก อยู่ในโลกโดยมีชัยชนะต่อโลก ; ไม่ใช่เป็นบ่าวเป็นทาสของวัตถุ เหมือนดังที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้, อะไร ๆ ก็ล้วนแต่โลก ๆ ไปหมด ดังนั้นแหละ สันติภาพอันถาวรมันจึงไม่มี ; มันจึงมีแต่วิกฤตกาลถาวร ดังที่ท่านทั้งหลายก็เห็นอยู่แล้ว.

          ทีนี้ ก็จะมีปัญหากันบ้างว่า จิตนี้มันจะสู้วัตถุได้หรือไม่ ? จิตนี้อาจจะอยู่เหนือวัตถุได้หรือไม่ ? พวก dialectic materialism เขาไม่ยอมเชื่อว่า จิตจะมีอำนาจเหนือวัตถุได้. พวกนี้ถือว่าจิตนี้เป็น reaction ของวัตถุ, วัตถุมีอำนาจเหนือจิต. วัตถุดีแล้ว จิตก็ดีเอง, ร่างกายดีแล้ว จิตก็ดีเอง. เอาวัตถุนำหน้าเรื่อยไป โดยถือว่าวัตถุมีอำนาจเหนือจิต ; นี้พวกหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่พวกเราชาวพุทธ. พวกเราชาวพุทธ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจ ในลักษณะที่ทำให้จิตมีอำนาจเหนือวัตถุเสมอไป.

          แต่เดี๋ยวนี้ มันเนื่องจากข้อที่ว่า เราไม่เข้าใจคำว่า จิต จิต นี้เอง, หรือ เอาความรู้สึก ทาง mentality ว่าเป็นจิต ; อย่างนี้มันยังไม่พอ. จิตในระดับนี้ ในลักษณะนี้ มันขึ้นอยู่กับวัตถุจริง : เช่นว่า ต่อม gland ต่าง ๆ ในร่างกายนี้บังคับความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อ gland เกี่ยวกับเพศ ; เมื่อต่อม gland นั้นเจริญในระดับนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศชนิดที่ทนอยู่ไม่ได้. ถ้าเรามองกันแต่ในแง่นี้แล้ว เราอาจจะหลงผิดไปว่า จิตนี้อยู่ใต้วัตถุหรือร่างกายเสียแล้ว ; แต่อาตมาบอกว่านั้นยังไม่ใช่จิต. มันเป็นเพียง mechanism ทาง mentality ตามธรรมดาของจิตของร่างกาย ; ยังไม่ใช่จิต.

          จิตคือสิ่งที่จะฝึกได้ คือเป็นนามธรรมส่วนที่จะฝึกได้ develop ได้ จนมีอำนาจเหนือร่างกาย, เหนือความรู้สึกชนิดที่เนื่องมาแต่ต่อม gland ของร่างกาย ; เมื่อเราฝึกฝนจิตนี้ดีแล้ว จะตัดหนทางแห่งการเกิดราคะ เป็นต้นได้. นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าจิต และจิตนั้นต้องหมายถึงจิตที่ถูกพัฒนาแล้ว จิตที่ได้รับการอบรมแล้ว develop แล้ว จึงจะควรเรียกว่าจิต.

          จิตจริง ๆ ควรจะถูกเรียกว่าจิต ต่อเมื่อได้รับการพัฒนาแล้ว ; ถ้ายังเป็นเรื่องดิบ ๆ สด ๆ ตามธรรมชาติของร่างกายอยู่นี้ ยังไม่ควรจะเรียกว่าจิต. ดังนั้น จึงควรจะเรียกให้ชัดลงไปว่า : "ภาวนาจิต" นี่แหละเป็นจิต ส่วน ความรู้สึกที่อยู่ภายใต้อำนาจของต่อ gland ต่าง ๆ นั้น มันเป็น สัญชาตญาณจิต. คำว่า "สัญชาตญาณจิต" คงจะไม่มีใครเรียก อาตมาขอเรียก เพราะไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร.

          "สัญชาตญาณจิต" นี้ เรียกว่า สัญชาตจิต ก็ตาม, สั้นหน่อย. นี้มันไม่ใช่จิต มันเป็น mechanism เกี่ยวกับร่างกาย เกี่ยวกับระบบประสาท, เป็นความรู้สึกอยู่ใต้อำนาจของร่างกายจริง ไม่เถียง. แต่ส่วนภาวนาจิตนั้น เราอบรมได้ จนบังคับทุกอย่างได้ จนสร้างสติปัญญาชนิด intuition ได้ ; เราจึงบังคับร่างกายได้ บังคับกิเลสได้ ; ความเป็นพระอรหันต์จึงมีได้ เพราะว่าร่างกายถูกบังคับได้โดยจิตชนิดนี้. ฉะนั้น เมื่อถามขึ้นว่า จิตอยู่ใต้อำนาจวัตถุ หรือวัตถุอยู่ใต้อำนาจจิต ? ชาวพุทธเราจะต้องเข้าใจและตอบได้ทันทีว่า เรามีจิตชนิดที่มีอำนาจเหนือวัตถุ ดังนั้น เราจึงบังคับตัวเองได้, เราบังคับกิเลสได้, เราจะช่วยกันทำโลกนี้ให้มีสันติภาพได้.

          ถ้าเราไม่มีจิตชนิดที่เป็นภาวนาจิตนี้, เราไม่มีปัญญาที่จะมีจิตชนิดนี้ เราจะต้องจมโลกลึกลงไป ๆ คือจมอยู่ใต้วัตถุ แล้ววัตถุก็จะบังคับเราอย่างโงหัวไม่ขึ้น, แล้วโลกนี้ก็จะกลายเป็นโลกที่ต่ำทราม คือหลงใหลไปในเรื่องของวัตถุหรือกิเลสตัณหาในลักษณะที่ต่ำทรามกว่าสัตว์เดรัจฉานด้วยซ้ำไป. เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าคนนี้ มันทำอะไรได้มากกว่าสัตว์ ถ้ามันผิด มันก็ผิดได้ไกลกว่าสัตว์ ; ถ้ามันเลวร้าย มันก็เลวร้ายได้ไกลกว่าสัตว์. ฉะนั้น ต้องระวังให้ดี ๆ ; เราขาวพุทธสมาคม ต้องเป็นป้อมค่ายปราการที่มั่นคง ที่จะช่วยกันป้องกันโลกในข้อนี้ ในลักษณะนี้.

          อาตมาขอร้องว่า ปัญหาชนิดนี้เท่านั้นที่สมควรแก่เวลาอันแพงที่สุดของเรา, ควรจะยกขึ้นมาวินิจฉัย อภิปรายกันให้มาก ในสมัยที่มีการประชุมครั้งต่อ ๆ ไป ; ข้อปลีกย่อยนั้นควรจะสิ้นสุดกันเสียที. เพราะว่า ๑๖ ปีล่วงมาแล้ว อะไรยังจะมีเหลือปัญหาปลีกย่อยเหลืออยู่ตั้ง ๑๗ - ๑๘ ปี. ปัญหาที่เป็นเนื้อแท้ที่แพงที่สุด ควรแก่เวลาอันแพงของเรานั้น ควรจะได้ยกขึ้นมาเป็นปัญหา วินิจฉัยและ ให้เป็นไปในรูปปฏิบัติได้ คือ practical ไม่ใช่พูดแต่ปาก, ต้องปฏิบัติได้ด้วย.

          พุทธสมาคมจงรับเอาปัญหาที่มนุษย์ไม่สามารถปฏิบัติได้ในวัตถุประสงค์นั้น มาแก้ไขให้ได้ ทำให้ได้, ให้มันปฏิบัติได้ตามวัตถุประสงค์ของเรา, สำหรับหลักพระพุทธศาสนานั้น พูดได้หลายแบบ อย่างนี้มันไปไกลถึงขนาดนี้. ฉะนั้น ท่านจะต้องเอามาคิดกันให้มาก พูดกันให้มาก ศึกษากันให้มาก ให้พบสูตร formula ที่ดี, ให้มีเทคนิค (technics) หรือเทคหนีค (technique) ที่ดี พบวิธีการที่ดี แผนการที่ดี มี prospect ที่ดี แล้วก็ทำให้สำเร็จ โดยน้ำมือของชาวพุทธสมาคม.

          อาตมาอยากจะ คำสรุปในพระพุทธศาสนานั้น จะพูดอย่างไรก็ได้ เช่น อาตมามักจะพูดให้ตกใจเล่นว่า "จงตายเสียก่อนตาย" ; อย่างนี้ถ้าท่านไม่เข้าใจ ก็จะเห็นว่าเป็นคำพูดที่ไม่มีสาระอะไร. แต่ว่า "ตายเสียก่อนตาย" นี้ คือหัวใจของพุทธศาสนาในสำนวนโวหารหนึ่ง เราอย่ามีตัวเราเสียแต่เดี๋ยวนี้ เรา อย่ามีความคิด หรือความสำคัญมั่นหมายว่าตัวเราเสียแต่เดี๋ยวนี้ ; ไม่มีตัวเราก็คือตาย ; "ตายก่อนตาย" ก็คือยังมีตัวเราอยู่ไปอีกหลายสิบปีก็ได้, ยังทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้ ; ถ้าเราเป็น คือ เราเห็นแก่ตัว มีฉัน มีกู, มีฉัน มีกู ทุกโมงทุกยาม ลิงมันจะล้างหูรดหน้า. ถ้ายังไม่เคยฟัง จะเล่าเรื่องให้ฟังว่า ลิงล้างหูนี่เป็นอย่างไร.

          ลิงพระโพธิสัตว์ ตัวสวยงาม ถูกจับเข้าไปเลี้ยงไว้ในวัง ถวายพระราชา. เขาเลี้ยงดูกันอยู่ในวัง ตลอดเวลาสมัยหนึ่งจนพอใจแล้ว ก็ปล่อยกลับออกมา. พอมาถึง พวกบริวารก็ยินดี เข้าไปรุมล้อมโอภาปราศรัยแล้วถามว่า ไปอยู่ในเมืองมนุษย์มีอะไรดีบ้าง, จงเล่าให้ฟังที. ลิงพระโพธิสัตว์ก็บอกว่า ในเมืองมนุษย์นั้นทั้งวันทั้งคืน ได้ยินแต่คำบอกกันว่า เงินของกู ทองของกู ลูกของกู เมียของกู ผัวของกู อยู่เรื่อย. พวกลิงทั้งหมดฟังแล้ว ก็วิ่งไปล้างหูที่ลำธาร ; เพราะว่าหูได้ยินของสกปรกเหลือประมาณ ในวันนี้เป็นครั้งแรก. นี่เรียกว่าลิงล้างหูใส่หน้ามนุษย์.

          ระวังอย่าให้ลิงล้างหูใส่หน้าเรา ทำนองนี้ในสมัยนี้ ในสังคมพุทธบริษัทที่เรียกตัวเองว่าพุทธสมาคมเลย. พุทธสมาคมทั้งหมด อย่าให้ถูกลิงล้างหู รดหน้า ใส่หน้าเอา ; เพราะว่าไม่เข้าใจคำว่า "ตายเสียก่อนตาย" อย่ามีตัวกู - ของกู เสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เรียกว่า ตายแล้วก่อนตาย ; มีชีวิตเหลืออยู่กี่ปี ทำประโยชน์โดยไม่ต้องเห็นแก่ตัว, ทำประโยชน์แก่มนุษยชาติตามหน้าที่ที่จะพึงกระทำ. นี้ก็เรียกว่าเป็นประโยคหนึ่ง ซึ่งควรจะถือว่า เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. เอาไปคิดให้ดี ๆ ว่า "ตายเสียก่อนตาย, จงอยู่อย่างตายเสียก่อนตาย".

          ถ้าไม่ชอบประโยคนี้ ก็ยังมีประโยคอื่นว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น" ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น. มีจิตสำคัญมั่นหมายไปเอาอะไรเข้าเป็นของกู มันก็จะตบหน้าให้ทันที. ลูกของกู เมียของกู ผัวของกู พอเกิดอุปาทานอย่างนี้ มันก็จะตบหน้าให้ทันที. คิดดูซิว่า มีอะไรที่จะไม่เป็นทุกข์นั้นเป็นไม่มี ; เพราะคำว่า "มี" นี้มัน หมายความถึง ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า "เรามี" เราต้องถือว่า "มันไม่มี" ; แต่เราจัดเราทำไปได้ตามหน้าที่ที่ควรจะทำ. เช่นเรามีเงินอยู่ในเซฟหรือในธนาคาร ; ถ้าเรา มีอุปาทานว่าของเรา มันก็มาสุมอยู่บนศีรษะเรา เป็นทุกข์นอนไม่หลับ ; นี่คือมันตบหน้าเรา. ถ้าเราถือว่าไม่ต้องมี ไม่ต้องมีคิดอย่างนั้น, ไม่ต้องยึดมั่นอย่างนั้น เราจะทำอะไรก็ทำไป. เงินมันก็นอนอยู่ในเซฟ นอนอยู่ในธนาคาร ; เราจะใช้อะไรมันก็ได้ มันไม่ตบหน้าเรา, มันไม่กัดเรา มันไม่ทำอะไรเรา. นี้เรียกว่า รู้จักมี รู้จักเป็น โดยไม่ต้องมี ไม่ต้องเป็น.

          ถ้าเราสำคัญมั่นหมายว่าเป็นนาย ก็จะต้องมีความทุกข์อย่างเป็นนาย. ถ้าสำคัญมั่นหมายว่า เป็นบ่าว, มีอุปาทานว่าเป็นบ่าว ต้องทำอะไรอย่างบ่าว ก็จะต้อง มีทุกข์อย่างบ่าว, มีอุปาทานว่า เป็นแม่ก็จะต้องทุกข์อย่างแม่. มีอุปาทานว่า เป็นลูก ก็จะต้อง ทุกข์อย่างลูก. มีอุปาทานว่า เป็นเศรษฐี ก็จะต้อง เป็นทุกข์อย่างเศรษฐี. มีอุปาทานว่า เป็นคนจน คนขอทาน ก็จะต้องมีความ ทุกข์อย่างคนจน คนขอทาน. มีอุปาทานอย่างพวก นายทุน ก็จะต้องมีความ ทุกข์อย่างแบบพวกนายทุน จนนอนไม่หลับ ฆ่าตัวตายกันมาก. มีอุปาทานว่า เป็นกรรมกร มันก็เป็น ทุกข์อย่างตามแบบกรรมกร. โลกนี้มันก็มีปัญหาอยู่ตรงที่เป็นนายทุนกับเป็นกรรมกร ต่อสู้กันไม่มีที่สิ้นสุด ; มันก็เลยรวมทุกข์ทั้งสองฝ่ายเพิ่มเป็นทวีคูณขึ้นมาอีก.

          ถ้ายึดมั่นว่าเป็นอะไร ก็จะต้องเป็นทุกข์ไปตามแบบนั้น ; โดยส่วนรวมก็ตาม โดยส่วนตัวก็ตาม. ยึดมั่นว่าเป็นพ่อ ก็ต้องเป็นทุกข์อย่างพ่อ. ยึดมั่นว่าเป็นลูก ก็ต้องมีความทุกข์อย่างลูก. เราลองเชื่อพระพุทธเจ้า เป็นโดยไม่ต้องยึดมั่นว่าเป็นพ่อเป็นลูกกันดูสักที จะได้หรือไม่ ? ถ้าเป็นพุทธบริษัทจริงต้องได้ ; ถ้ายังไม่ได้ ยังไม่ใช่พุทธบริษัทจริง ; นี่เดี๋ยวจะหาว่าเป็นคำด่าอีกแล้ว.

          ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้าแล้ว เราต้องทำตามท่าน, ไม่เพียงแต่ไหว้อย่างเดียว. เราอาจจะเป็นพ่อเป็นลูกได้ โดยไม่ต้องมีอุปาทานในความเป็นพ่อเป็นลูก, เป็นแม่ เป็นลูก, เป็นสามีภรรยา, หรือเป็นอะไรต่าง ๆ ทุกอย่าง ; เพราะว่าไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นด้วยอุปาทาน. ถ้าไม่มีอุปาทาน มันก็ไม่มีการเอาการเป็น; คนขลาดหรือคนเห็นแก่ตัวจะฟังไม่ถูก. ถ้าเราไม่มีอุปาทาน มันไม่มีการเอาหรือการเป็น ; จะได้รับยศมีเกียรติอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่มีอุปาทาน มันก็เท่ากับไม่ได้รับโดยทางจิตใจ.

          ภายนอกโดยทางสมมติ ช่างมัน, คนบ้า ๆ เขาจะว่าอย่างไร คนนั้นว่าวิเศษอย่างนั้น คนนี้ว่าวิเศษอย่างนี้ ก็ตามใจเขา ; แต่ในใจของเราไม่เป็น ในใจของเราไม่เป็นอะไร, ไม่เอาอะไรตามคำที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ท่านแนะไว้ ท่านขอร้องไว้ ; ท่านถึงกับขอร้องว่า "พวกท่านอย่ายึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด มันจะเป็นความทุกข์". ฉะนั้น การทำไปตามหน้าที่อย่างที่เรียกว่าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพียงเท่านี้ อย่ามีตัวกูเป็นเจ้าของหน้าที่, อย่าทำงานเพื่อเงินของกู ; แต่ทำงานเพื่องาน, ทำไปด้วยสติปัญญา รู้จักผิดชอบ ชั่วดี ด้วยจิตที่วิวัฒน์ดีแล้ว จิตที่อบรมดีแล้ว กับร่างกายนี้เข้าหุ้นกันทำ.

          ทำงานไปทำไม ? ก็เพราะว่า มันอยู่นิ่งไม่ได้ มันต้องทำ ; เมื่อมันไม่ทำ ไม่ได้ มันก็ต้องเลือกทำตามสติปัญญาที่เห็นว่าควรทำ, ทีนี้ ใครจะกินผลงาน ? มันก็ผู้ทำนั้นแหละ ทำไปโดยไม่ต้องมีตัวกู ; มันก็กินไปได้ ใช้ไปได้ โดยไม่ต้องมีตัวกู.

          ถ้าพุทธบริษัทไม่ปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ไม่ใช่เป็นพุทธบริษัทเลย ; ไม่มีอะไรที่เป็นเนื้อแท้ของพุทธศาสนา นอกจากเรื่องนี้. ถ้าปลอดเรื่องนี้ออกไปเสีย มันก็อยู่ในระดับเดียวกับศาสนาอื่น ที่ต่ำกว่า. อย่าไปดูถูกพวกคริสเตียน นิวเทสตาเมนต์ตอนโครินเธียนว่า : มีทรัพย์สมบัติก็จงมีความรู้สึกหรือมีการกระทำก็ตาม เหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ, มีภรรยาก็จงให้เหมือนกับไม่มีภรรยา, มีสามีก็จงให้เหมือนกับไม่มีสามี, มีความสุขก็จงให้เหมือนกับไม่มีความสุข, แล้วมีความทุกข์ ก็จงให้เหมือนกับไม่มีความทุกข์ ; บรรทัดสุดท้ายว่า ไปซื้อของที่ตลาด อย่าได้เอาอะไรมา.

          นี่คนขลาด หรือคนเห็นแก่ตัว ฟังไม่รู้เรื่อง คนขลาดหรือคนเห็นแก่ตัว จะฟังประโยคนี้ไม่รู้เรื่องว่า "ไปซื้อของอย่าเอาอะไรมา" หมายความว่า : ที่ซื้อหิ้วมาจากตลาดนั้น เราไม่มีอุปาทานสำคัญมั่นหมายว่าของกู มันจึงมีผลเท่ากับไม่ได้หิ้วเอาอะไรมา ; มันไปไกลถึงอย่างนี้ ในระดับเดียวกับเรื่องอนัตตาหรือสุญญตา ; แล้วพวกพุทธบริษัทเราประพฤติไม่ได้ มันก็ขายขี้หน้าพวกคริสเตียน.

          นี้ต้องพูดกันตรง ๆ ในระหว่างพวกเรา ; แล้วทำไมเราจะไปสนใจกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อภิปรายกันไม่มีที่สิ้นสุด. ไม่อภิปรายเรื่องว่า "ไปซื้อของที่ตลาด อย่าเอาอะไรมา" นี่เราจะทำได้อย่างไร, หรือว่า "มีอะไรเหมือนกับไม่มี" นี้เราจะทำได้อย่างไร. นี่ขอให้รีบ ๆ รีบ ๆ รีบขยับขยาย ปรับปรุงให้มันมาถึงจุดของปัญหาที่ว่าเป็นเนื้อแท้ เป็นหัวใจ เป็นสาระของชาวพุทธเรา. นี้ก็เป็น formula หนึ่ง ที่ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น", ท่านจงจดจำเอาไปว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น". เอาหรือเป็นนี้, เอา - เป็น ด้วยอุปาทาน, สำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวกู - ของกู ; นี้ก็คือ อย่ากล้าไปคิด หรือปล่อยให้ความคิดเกิดขึ้นว่า ตัวกูหรือของกู, แล้วมันก็ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นอยู่เรื่อย ก็เฉยได้อยู่เรื่อย.

          ทีนี้ ยังมีประโยคอื่น ๆ เช่นว่า "จงเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง, จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง" อะไรทำนองนี้. เรื่องจิตว่างมันก็เหมือนกันอีก ; จิตที่ปราศจากตัวกูของกู นั่นแหละคือจิตว่าง ; จิตชนิดนั้นฉลาดที่สุด หนักแน่นที่สุด สุขุมที่สุด สะอาดที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด อะไรที่สุดไปหมด, เป็นอยู่ด้วยจิตว่างชนิดนั้นแล้วหมดปัญหาทุกประการ. เรื่องการทำมาหากินก็ดี, เรื่องเข้าถึง มรรค ผล นิพพานก็ดี มันหมดปัญหาพร้อมกันไปในคราวเดียวกัน.

          หรือเราจะพูดอีกประโยคต่อไปว่า "เราอยู่โดยไม่ต้องมีตัวผู้อยู่" ซึ่งมีสำนวนบาลี ; "อยู่โดยไม่ต้องมีตัวผู้อยู่". คนทั่วไปจะฟังไม่รู้เรื่องว่า : มีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องมีตัวผู้มีชีวิตอยู่, อยู่โดยไม่ต้องมีตัวผู้อยู่ : อย่างนี้ก็ยังได้อะไร ๆ อีกแยะ เดี๋ยวไม่มีเวลาพอ. ต้องรวบรัดที่ว่า ทั้งหมดนี้มันจะสรุปลงไปในหลักที่ว่า ปราศจากความสำคัญมั่นหมายว่าตัวกู - ของกู โดยบทว่า "สิ่ง หรือ ธรรม หรือ อะไรทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู ของกู" หัวใจของพระพุทธศาสนา มีเป็นบาลีว่า :- สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย.

          สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู ว่าของกู นี้พระพุทธเจ้าท่านว่าเอง ไม่ใช่อาตมาว่า ; ว่าคำสั่งสอนทั้งหมดของตถาคต สรุปลงในคำว่าอย่างนี้ ในมัชฌิมนิกาย. เพราะฉะนั้น เราจึงทำมาหากินได้ โดยไม่ต้องอยากมีชีวิต, ไม่ต้องอยากมีตัวกู ไม่ต้องมีของกู. นี้ก็พอที่จะถือเป็นหลักได้ว่า : หัวใจของพระธรรมของพระศาสนานั้นเป็นอย่างไร, ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพุทธสมาคมจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยให้มากที่สุด, ให้สุดความสามารถของเรา จะคุ้มกับเวลาที่มันแพงมาก ในการประชุมกันก็ดี หรืออะไรก็ดี.

          อาตมาได้กล่าวมาหลาย ๆ ครั้งแล้วว่า คนขลาดหรือว่าคนเห็นแก่ตัวนั้น เข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้. เดี๋ยวจะหาว่าเอาเปรียบ ถ้าจะไม่พูดถึงสิ่งที่จะแก้ความขลาดกันเสียบ้าง. ธรรมะอีกนั่นแหละเป็นเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครอง.

          คนเป็นอันมากพูดว่า อาตมาไม่แจกพระเครื่อง นั้นเขาพูดอย่างหลับตา, พูดอย่างหลับหูหลับตา พูดอย่างคนอะไรก็ไม่รู้ ว่าอาตมาไม่แจกพระเครื่อง ; มาที่นี่ไม่เคยได้สักองค์. เพราะอาตมามีความเข้าใจเห็นชัดเด็ดขาดลงไปว่า ธรรมะคือพระเครื่อง ; นอกนั้นไม่ใช่, ขอให้เข้าถึงธรรมะ, ให้มีธรรมะ, ธรรมะจะเป็นพระเครื่อง จะคุ้มครองยิ่งกว่าพระเครื่อง. ก็ไปดูซิ : พวกโจรถูกยิงตาย ก็มีพระเครื่องพวงใหญ่ที่คอ, ในสนามรบ ถูกยิ่งตาย ก็มีพระเครื่องพวงใหญ่ที่คอ ; แล้วพระเครื่องอะไรกัน. มันต้องมีธรรมะที่จะคุ้มครอง ไม่ให้มีอะไรที่เป็นวิกฤตกาลทำนองนี้.

          ถ้าโลกมีธรรมะ ก็ไม่ต้องรบกัน, ถ้าเรามีธรรมะ เราก็จะพ้นคลาดแคล้วจากสิ่งเหล่านี้ ; แม้ว่าร่างกายจะตาย แต่ไม่ความรู้สึกที่มีผู้ตาย. เพราะว่าหมดความเป็นตัวเป็นตนเสียแล้ว ไม่มีใครถูกยิงตาย ไม่มีใครฆ่าเราตาย ; นี่คือพระเครื่อง คือธรรมะคุ้มครองเราได้มากถึงอย่างนี้. อาตมาจึงถือว่า พระเครื่องที่แท้จริงคือธรรมะ. นี้เป็นพระเครื่องในภาษาธรรมะด้วย, พระเครื่องในภาษาคน ก็คือที่แขวน ๆ กันอยู่นั่นแหละ, แต่ พระเครื่องในภาษาธรรมะนี้ ประดิษฐานอยู่ในใจ อยู่ในใจ. ใจอยู่ตรงไหน ต้องไปหาดูเอง, พระเครื่องอยู่ในนั้น ; ไม่ได้แขวนเชือก แขวนอะไรอยู่ที่คอ. พระเครื่องภาษาคนเขาใช้แขวนอยู่ที่คอ, พระเครื่องภาษาธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ, มีอยู่ในใจ.

          ขอ ให้มีพระเครื่องขนาดนี้กันเถิดจะหายขลาด, จะหายความเป็นคนขลาด จะหายความเป็นคนเห็นแก่ตัว. พระเครื่องชนิดนี้จะขจัดความขลาดออกไป, จะขจัดความเห็นแก่ตัวออกไป. เราจะมีพระเครื่องอย่างนี้ได้อย่างไร ? ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า : ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม, คนที่ไม่เห็นธรรม แม้จะจับจีวรของเรา ยึดไว้ ดึงไว้ ก็ไม่ชื่อว่าเห็นเรา" ; ท่านตรัสไว้อย่างนี้. ฉะนั้น เราต้องมีธรรม โดยการประพฤติธรรม ; ให้มีธรรมอยู่ในเนื้อในตัว พระเครื่องนั่นแหละ มีแล้วทันที.

          มีธรรมะเป็นพระเครื่อง นี้ถูกใจพระพุทธเจ้า ; เพราะว่ามี พระพุทธเจ้าเป็นพระเครื่องอยู่ในใจของเรา. อย่าลืมว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า, ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นพระพุทธเจ้า. เมื่อไม่เห็นเสียแล้ว จะมีพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ? ไปคิดดูต่อไป. ฉะนั้น จะว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ กันสักกี่ครั้ง กี่ร้อยครั้งพันครั้ง ก็ว่าไปอย่างนกแก้วนกขุนทอง ในที่สุดมันก็นำมาซึ่งสิ่งที่น่าอับอายในระหว่างศาสนา ; ขอให้คิดกันอย่างนี้.

          นี่แหละอาตมาถือว่า เป็นคำอะไรก็ไม่ทราบ ที่จะพูดกันในวาระสุดท้ายของการปิดประชุม, และพูดนี้ด้วยความหวังดี ด้วยความรักใคร่ ด้วยความอาลัยอาวรณ์ ด้วยความเคารพ ด้วยความเห็นแก่ทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นแก่พระศาสนา เห็นแก่อะไรทั้งหมด. ฉะนั้น ขออย่าได้ถือว่าคำพูดเหล่านี้ ไม่มีสาระเลย.

          ขอได้โปรดจำไปคิดนึกดู เห็นจริงแล้วจึงเชื่อและทำตาม. และขอย้ำอีกว่า เวลามันแพงมาก ขอให้พุทธสมาคมใช้เวลาให้สมกันกับความแพงของมัน คือความลำบาก หรือความเสียสละของเรา เรามาประชุมที่นี่ เพื่อฝึกฝนความทรหดอดทน และแสดงความเสียสละให้ชาวโลกทราบ, ให้ชาวโลกเห็นเป็นตัวอย่างที่ดีต่อไป ; และนี่แหละคือผลที่เราจะพึงได้, เหลืออยู่ก็แต่ว่า จงประพฤติธรรมะให้สุจริต, อย่าประพฤติธรรมะให้คด ๆ งอ ๆ ดังยกตัวอย่างแล้วข้างต้น.

          เป็นอันว่า ทุกอย่างที่เราจะต้องกระทำแก่กันและกันในการประชุมนี้ ได้เป็นไปแล้วด้วยดี. เราได้ทำในส่วนที่เป็นหลักวิชาความรู้นี้ ล้นเหลือแล้ว, เหลือแต่เอาไปประพฤติกระทำให้ถูกให้ตรง ให้สุจริต ก็จะตรงตามความประสงค์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คือพระธรรม หรือธรรมชาติ หรือพระเจ้าในสากลจักรวาล.

          อาตมาขอจบคำกล่าวนี้ ในฐานะเป็นการปิดการประชุมเพียงเท่านี้ และขอกล่าวคำสวัสดีแก่ท่านทั้งหลายทุกคนด้วย เทอญ.

ขึ้นด้านบน

ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ >
> ๑๗. พึงประพฤติธรรม ให้สุจริต

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.