|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร ค่ายธรรมบุตร เรื่อง มะพร้าวนาฬิเกร์
อธิบายแก่สมาชิกพุทธสมาคม ฯ ประชุมและพักแรมอยู่ที่ค่ายธรรมบุตร ๒๑ ธันวาคม ๒๕๑๑
นัดกันมานั่งตรงนี้ ก็ใคร่จะพูด เรื่องมะพร้าวนาฬิเกร์ คือให้นึกถึงปู่ย่าตายาย ว่าท่านมีความสนใจในธรรมะมาก คอยสอดส่องแง่คิดเกี่ยวกับธรรมะมากกว่าพวกเรา ฉะนั้น ในบทกล่อมลูก เช่นบท"มะพร้าวนาฬิเกร์"นี้มันจึงเกิดขึ้น. บทกล่อมลูกแบบปักษ์ใต้ ไม่เหมือนกับภาคกลางหรือภาคเหนือ หรือภาคอื่น ; มันเป็นทำนองเฉพาะ, แล้วก็ตั้งใจจะให้เป็นเรื่องเป็นราว. บทกล่อมลูกตามแบบพื้นเมืองนี้จะเหมือนกันหมด ตั้งแต่ชุมพรลงมาถึงไชยา ไปจนถึงนครศรีธรรมราช พัทลุง ; สงขลาไม่ค่อยมี. อาตมาพยายามสอบสวนดู มีใครไปใครมา ได้พยายามสอบถามคนแก่ ๆ ดู ให้ร้องบทกล่อมลูกให้ฟัง ; มันเหมือนกันจนรู้สึกว่า มันเป็นของถ่ายทอดถึงกัน. มันคงจะอยู่ในลักษณะที่เป็นวัฒนธรรมอะไรด้วยเหมือนกัน มันจึงถึงกัน และเหมือนกัน ; เช่นบทเรื่องมะพร้าวนาฬิเกร์นี้ ที่หลังสวนก็มี, ที่ชุมพรก็มี, ล่างลงไปทางกาญจนดิษฐ์ ทางนครศรีธรรมราชก็มี. ในบทกล่อมลูกประมาณ ๕ ๖ ร้อยบทนั้น มีบทธรรมะสูงสุด ในทำนองโลกุตตระนั้นอยู่หลายบท, แล้วก็มีบทที่เป็นเพียงศีลธรรมธรรมดาอยู่หลายสิบบท ; นอกนั้นก็มีประเภทเล่าเรื่อง เช่นเรื่องพระนางพิมพา นางเมรี เรื่องพระสังข์ อะไรก็ตาม, เป็นทำนองบรรยายเรื่องก็มีมาก, และมากที่สุดก็เป็นบทล้อเลียนเกี้ยวเลี้ยวระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย. ทั้งหมดเป็นบทสำหรับกล่อมเด็กให้นอน : แม่กล่อมลูก, พี่กล่อมน้อง, ไกลเปลให้นอน. บทมะพร้าวนาฬิเกร์ บทมะม่วงพิมพานต์ บทส้มซ่า หมายถึง ความคิดที่ออกไปนอกโลก บทมะพร้าวนาฬิเกร์นี้ มีว่า :- มะพร้าวนาฬิเกร์ ถ้าร้องเต็มที่ก็ว่า : คือน้องเอย คือน้อง คือมะพร้าวนาฬิเกร์. หรือ น้องเอยมะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้ง ต้นเดียวเปลี่ยวลิงโลดเอย. บทท้ายนี้ว่า : "ต้นเดียวเปลี่ยวลิงโลดเอย" ก็มี, "ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญ" ก็มี, "คงจะถึงสักวันหนึ่งเอย" ก็มี. เมื่อคืนวันที่มีการแสดงให้ดู มีร้องเรื่องมะพร้าวนาฬิเกร์. นี่คิดดูแล้วปู่ย่าตายายนั้นไม่ใช่เล็กน้อย เป็นคนสนใจอยู่ตลอดเวลา ; เพราะว่าเนื้อความที่จะร้องนี้ มันลึก มันไม่ใช่จะเดาส่งเดชไปได้ มันต้องมีผู้รู้, มีความรู้ แล้วประดิษฐ์ขึ้นมาให้ชาวบ้านเอาไปร้อง. มะพร้าวนาฬิเกร์ นี้หมายถึงมะพร้าว. นาฬิเกร์ ก็แปลว่า มะพร้าว, ต้นเดี่ยวโนเน ก็หมายความว่า ต้นเดี่ยว ไม่มีคู่เปรียบ. อยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง หรืออยู่นอกทะเลขี้ผึ้ง ภาษาเมืองนี้ถ้าเขาว่าไปทะเล เขาว่าไปนอกเล ไปนอกเล ก็หมายความว่า ไปที่ทะเล อยู่นอกเลขี้ผึ้ง ก็หมายความว่าอยู่ที่ทะเลขี้ผึ้งนั่นเอง, หรืออยู่กลางทะเลขี้ผึ้งนี้ก็ยิ่งชัดใหญ่ ; เป็นมะพร้าวที่อยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง ลองคิดดูซิว่า ทะเลขี้ผึ้งมันเป็นอย่างไร. ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง หมายความว่า ที่นั่นไม่มีอะไรกระทำได้, ไม่มีอะไร effect ได้, ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้งนั้น. ทางเมืองชุมพรร้องว่า คงถึงสักวันหนึ่งเอย. ชุมพรไปไกลกว่าเพื่อน คนแก่ ๆ ร้องอย่างนี้ว่า คงถึงสักวันหนึ่งเอย. แถวไชยามักจะร้องว่า ต้นเดี่ยวเปลี่ยวลิงโลดเอย อยู่นั้นแหละ จะถึงหรือไม่ถึงก็มีอยู่อย่างนั้น. บางคนจะร้องว่าถึงได้แต่ผู้มีบุญเอยก็มี, มีบุญมากพอ จึงจะไปถึง. นี้หมายความว่า มีอะไรอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งอะไรทำไม่ได้ อะไรจะไปกระทำมันไม่ได้, มันอยู่กลางทะเลขี้ผึ้งเสียด้วย. ตกมาสมัยนี้เราเลยคิดว่า มันคงจะสูญไปหมด คือไม่มีใครร้องอีกต่อไป, พอคนรุ่นแก่ ๆ นี้ตายหมด เด็กรุ่นหลังก็ไม่ร้อง จึงได้ สร้างสระนี้เป็นที่ระลึกแก่ความเอาจริงเอาจังในทางธรรมของปู่ย่าตายาย คือมะพร้าวนาฬิเกร์. ที่มันคล้ายกัน ก็มีว่า : มะม่วงหิมพานต์ สุกงอมหอมหวาน อยู่กลางแม่น้ำทะเลหลวง พ้นลิง พ้นค่าง พ้นสัตว์ทั้งปวง อยู่กลางแม่น้ำทะเลหลวง พ้นเข้เหราเอย : คือมีที่แห่งหนึ่งอยู่กลางทะเลนั่น แล้วพ้นทุกสิ่ง พ้นจากสิ่งเบียดเบียนทุกสิ่ง คล้ายกับ Better land ของพวกฝรั่ง ของคริสเตียน. แล้วมีบทร้องว่า : ส้มซ่า ลูกดกหราร่า ร่มฟ้าร่มดิน กาไหนหาญเจาะ เราะ(คือกระรอก)ไหนหาญกิน ร่มฟ้าร่มดิน ร่มหัวคนทั้งเมืองเอย. "ร่มหัวคนทั้งเมืองเอย" นี้หมายถึงธรรมะ, ธรรมะนี้ลูกดกแน่นขนัดไปหมด จนร่มฟ้าร่มดิน ; ไม่มีความทุกข์หรือความชั่ว อะไรจะไปแตะต้องธรรมะได้ ; กาไหนกล้าเจาะ เราะไหนกล้ากิน ร่มหัวคนทั้งเมือง อย่างนี้. นี่ ปู่ ย่า ตา ยาย เขาไม่มีอะไรพิเศษเหมือนพวกเรา แต่เขามีอย่างนี้ ; เขานึกถึงแต่สิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งดีที่สุด ซึ่งเลิศที่สุดอยู่เสมอ ; มันจึงออกมาในรูปนี้ แล้วแสดงความสูงในทางจิตใจ ; นี่เรียกว่าเรื่องฝ่ายธรรมะนั้นสูง. เรื่องสอนศีลธรรมทั่ว ๆ ไปนั้นก็มีมาก จำไม่ค่อยได้ และไม่ค่อยได้จำด้วย. ทีนี้ พูดถึงบทล้อเลียนก็แยบคายมาก มีว่า : พี่ชาย น้องแก่เหมือนจะตาย พี่ชายก็เพิ่งจะมาขอ กระบอกยนต์ยังมิได้สร้าง ผ้าขาวห่อร่างยังมิได้ทอ พี่ชายก็ริจะมาขอ รอให้น้องหล่อบอกยนต์ก่อนเอย. บอกยนต์นั่นคือตะบันหมาก. คนแก่ ๆ มาติดพันเด็กผู้หญิงรุ่นสาว. เด็กหญิงเขาบอกว่า : ยังไม่ได้หล่อตะบัน ยังไม่ได้ทดผ้าห่อศพ ; ฉะนั้น รอให้หล่อตะบันเสียก่อน จึงค่อยมาขอ ; นี้เป็นบทล้อเลียนก็คมคายมากเหมือนกัน. ในบทกล่อมลูก มีอะไรที่น่าสนใจอยู่อีกมาก เกี่ยวกับทะเลขี้ผึ้งนี้มีตั้ง ๒ บท อีกบทหนึ่งว่า : "ดอกมะลิ บานเหมือนจะผลิอยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง" อย่างนี้ก็มี ; นี่เรียกว่าคิดถึงทะเลขี้ผึ้ง. พวกเรานี้เรียนนักธรรมโท หรือเปรียญ ๙ ประโยค ; เมื่อคนแก่ ๆ พูดอย่างนี้ก็ตีความไม่ถูก. เคยถามพวกเปรียญ ๙ ประโยค หรือนักธรรมเอกให้อธิบาย ; ก็ไม่ทราบ, ไม่รู้ว่าอะไร ทะเลขี้ผึ้ง. นิพพานคือต้นมะพร้าวไปอยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง, กลางทะเลขี้ผึ้งนี้คือวัฏฏสงสาร. เรามันสอนกันมาผิด ผิดจากที่ว่านี้, เราไปสอนกันว่า นิพพานอยู่ฝ่ายหนึ่ง วัฏฏสงสารอยู่ฝ่ายหนึ่ง ตรงกันข้ามเลย. โลกิยะกับโลกกุตตระต้องแยกกันอยู่คนละทิศ ละทางเหมือนฟ้ากับดิน ; สอนกันอยู่แต่อย่างนี้ในโรงเรียนเดี๋ยวนี้. เรื่องโลกกับโลกุตตระแยกออกไปจากกันเลย, ไปอยู่ตรงกันข้ามคนละข้างคนละฝ่ายเสียด้วย. แต่คำสอนโน้นว่า : อยู่ที่กลางทะเลขี้ผึ้งนั่นเอง ; เหมือนกับพวกเซ็นพูดว่า จุดเย็นที่สุดนั้น อยู่กลางเตาหลอมอย่างนั้นแหละ. ข้อนี้พากันลืมเสีย ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : มีทุกข์ที่ไหน ต้องดับทุกข์ที่นั่น, มีความทุกข์งอกขึ้นมาที่ตรงไหน ต้องดับความทุกข์ที่ตรงนั้น. ฉะนั้น นิพพานคือดับทุกข์ที่สุด มันก็ต้องอยู่ที่กลาง ที่มีทุกข์ที่สุดนั้นแหละ, อยู่ที่ตรงจุดที่มีทุกข์ที่สุดนั่นแหละ, คือทะเลขี้ผึ้ง. ทะเลขี้ผึ้ง มีความหมายเป็นวัฏฏสงสาร หรือสังสารวัฏฏ์. ทีนี้สังสารวัฏฏ์มันแยกออกได้เป็น ๒ ความหมาย : คือ ดีกับชั่ว บุญกับบาป กุศลกับอกุศล อะไรทำนองนี้ เป็นสอง ๆ อย่างนี้. ถ้าบุญก็ปรุงแต่งไปทางเวียนว่ายดี, บาปก็ปรุงแต่งไปในทางให้เวียนว่ายชั่ว, ทั้งบุญและทั้งบาปก็ปรุงแต่งไปทางเวียนว่ายทั้งนั้น. วัฏฏสงสารก็เต็มไปด้วยบุญและบาป สองอย่างเท่านั้น ; ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรอื่น. เหมือนกับขี้ผึ้งในกรณีหนึ่งมันเหลวเป็นน้ำ, ในกรณีหนึ่งมันแข็งเป็นดิน, ขี้ผึ้งมีได้ทั้งความเหลวและความแข็ง ; ฉะนั้น เขาจึงเอามาเปรียบเป็นความหมายของสังสารวัฏฏ์ ซึ่งบางขณะเป็นบุญ, บางขณะเป็นบาป, แต่ก็ปรากฏว่าเป็นคลื่นของสังสารวัฏฏ์ทั้งนั้น. สังสารวัฏฏ์จึงเปรียบเหมือนทะเลขี้ผึ้ง เดี๋ยวเหลวเดี๋ยวแข็ง, เดี๋ยวเหลวเดี๋ยวแข็ง. ที่ตรงไหนมีความทุกข์, ตรงนั้นดับทุกข์. จุดที่ร้อนที่สุด, ที่ทุกข์ที่สุดนั้นจะมีนิพพานที่นั่น ; ฉะนั้นจึงพูดว่า อยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง. ถ้าพูดว่า อยู่นอกทะเลขี้ผึ้ง มันจะไปในทำนองว่า ไปอยู่เสียคนละส่วนกับทะเลขี้ผึ้ง อยู่นอกออกไปอีก, นี้เป็นทะเลขี้ผึ้ง แล้วอยู่นอกออกไปอีก. คำพูดที่ว่า นิพพานอยู่ฝั่งโน้น โลกอยู่ฝั่งนี้ก็มีเหมือนกัน นี้เป็นคำพูดภาษาคน, ภาษาตื้น ๆ. ถ้าภาษาธรรมะแล้วมันต้องอยู่ตรงจุดนั้นแหละ, มีความทุกข์ที่ไหน ก็มีความดับทุกข์ที่นั่น, มีความทุกข์ที่ไหน นิพพานก็อยู่ที่นั่น, นี้จึงว่าอยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง. ทั้งทะเลขี้ผึ้ง ทั้งต้นมะพร้าวมันก็อยู่ในเรา ; เพราะว่าเดี๋ยวเราก็เป็นสังสารวัฏฏ์ เดี๋ยวเราก็ไม่มีสังสารวัฏฏ์ คือหยุดหรือสงบไปพักหนึ่ง. ทั้งมะพร้าวนาฬิเกร์ ทั้งทะเลขี้ผึ้ง มันก็ล้วนแต่อยู่ที่ในเรา อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกก็ดีอยู่ในเรา ที่มีร่างกายยาววาหนึ่ง มีสัญญาและใจนี้. สังสารวัฏฏ์ก็อยู่ในเรา, นิพพานก็อยู่ในเรา. ทีนี้เรามองนอกตัวเราเรื่อย จึงไม่มีวันที่จะรู้จัก แม้แต่สังสารวัฏฏ์, จึงไม่มีวันที่จะรู้จัก แม้กระทั่งนิพพาน. ฉะนั้น ฮวงโปจึงล้อเอาว่า โอ๊ย ! มันอยู่ที่หน้าผากแล้วโว้ย คนโง่ ๆ, ดูให้ดี มันอยู่ที่หน้าผากนั่น. หาวิธีอะไรที่มองให้เห็นหน้าผาก ถ้าไม่อาศัยกระจกเงา เราจะต้องมองเข้าไปข้างใน, มองเข้าไปข้างใน, มองเข้าไปข้างในเรื่อย. เรามันเคยชินกัน แต่มองออกไปข้างนอกเรื่อย แล้วไม่มองเข้าไปในตัวปัญหาคือความทุกข์ คอยแต่จะหลีกจะหนีจะหลบ ; จึงทำไว้ให้ดูนี่ว่า มะพร้าวนาฬิเกร์อยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง, จึงเรียกมานั่งดูกันตรงนี้ ว่ามันอยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง สมมติสระนี้เป็นทะเลขี้ผึ้งและต้นมะพร้าวนั้นคือมะพร้าวนาฬิเกร์. สำหรับตอนเย็น ๆ จะได้มานั่งดูรำพึงไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ จนกว่าจะถึงวันหนึ่งมันเกิดฟลุกขึ้นมา มันมองเห็น ก็เกิดรู้สึกขึ้นมาซึมซาบในที่สุด. ในสวนโมกข์นี้จึงอยากจะสร้างให้มีอะไรชนิดที่ช่วยสะดุดตา สะดุดใจ แล้วให้สะดุดเป็นชนวนสำหรับพิจารณา รู้สึกนึกถึงธรรมะ ขึ้นมาได้หลาย ๆ อย่าง รวมทั้งสระนาฬิเกร์นี้ด้วย เรียกว่าเป็นอุปกรณ์ของมหรสพทางวิญญาณ. มหรสพทางวิญญาณคือตัวธรรมะ ตัวมหรสพคือตัวธรรมะ ; สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นโรงของมหรสพหรือเป็นอุปกรณ์ของมหรสพ. เราอาศัยโรง, อาศัยอุปกรณ์ เราก็ถึงตัวธรรมะคือมหรสพ. ฉะนั้น เรามีอย่างนี้เป็นต้น เป็นอุปกรณ์ แล้วเราเพ่ง เพ่ง เพ่ง ๆ จนชิน ชิน ชิน ชิน จนรู้สึกขึ้นมาเอง ไม่ต้องคิด ไม่ต้องใคร่ครวญ. ถ้าต้องใคร่ครวญอยู่ยังใช้ไม่ได้ ; ถ้ายังต้องใคร่ครวญอยู่ ยังต้องใช้เหตุผล ยังต้องพิจารณาอยู่ อย่างนี้ยังไม่มีธรรมะ เลยยังไม่รู้ธรรมะจริง ยังไม่สามารถเปลี่ยนจิตใจ ; เพราะมันขึ้นอยู่กับเหตุผลเรื่อย. ถ้า ยังขึ้นอยู่กับเหตุผลตราบใดแล้ว ยังไม่สามารถจะเปลี่ยนจิตใจ จากความยึดมั่นไปสู่ความไม่ยึดมั่น. มันต้องเป็นเรื่องของจิตใจ เปลี่ยนไปโดยทางจิตใจไม่ต้องมีเหตุผล, โดยที่บอกเหตุผลไม่ได้. อาตมานั่งดูปลาที่เลี้ยงไว้เล่นนั้น หรือปลาที่นี่ก็ดู นั่งดู นั่งดู นั่งดู ตั้ง ๒ ปี ; มันจึงรู้ว่านี่พระเจ้าไม่ได้สร้าง. มันเป็นความรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้สร้าง, ไม่มีเหตุผลว่า ทำไมพระเจ้าไม่ได้สร้าง แต่มันมีความแน่นอนในจิตใจว่า พระเจ้าไม่ได้สร้าง. เมื่อ สมัยก่อน เมื่อเรามีการคำนวณพิจารณาว่า พระเจ้าคงจะไม่ได้สร้าง เพราะเหตุผลอย่างนั้น เพราะเหตุผลอย่างนี้ จดไว้เป็นแถวเลย ; มีเหตุผลว่า ต้องไม่ใช่พระเจ้าสร้าง มันก็ไม่เปลี่ยนจิตใจได้ ; มันไม่เชื่อว่า ปลานี้พระเจ้าไม่ได้สร้าง. แต่การที่ดูมันอยู่เรื่อย ดูมันอยู่เรื่อย ๒ ปี ๓ ปีนี้ มันมีความเปลี่ยนในจิตใจว่า : พระเจ้าไม่ได้สร้าง, แล้วมันเชื่อเสียอย่างนั้น มันไม่ต้องมีเหตุผลอะไร. นี่เป็นความรู้หรืออะไรแล้วแต่จะเรียก ; มันเป็น realize ว่า พระเจ้าไม่ได้สร้าง, ไม่มีอะไรมาทำให้จิตใจคิดไปว่า พระเจ้าสร้าง อีกต่อไป. การคิดคำนึงโดยเหตุผลนั้น มันอยู่ที่เหตุผล เดี๋ยวมันก็ลืม เดี๋ยวมันก็สงสัย เดี๋ยวมันก็ลืม กลับไปกลับมา ; ฉะนั้นจึงมาเห็นอยู่ว่า เรื่องศึกษาเล่าเรียนแล้วก็มาพิจารณาตามเหตุผลนี้ มันเป็นเพียงขั้นต้น ขั้นตระเตรียม. เราจะต้องมีอะไรอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเข้าถึงธรรมชาติเลย โดยการดูอยู่ เห็นอยู่ หรือจะพิจารณาอะไรอยู่ก็ตามใจ ให้มันซึมเข้าไปในธรรมชาตินั้น. สักวันหนึ่ง มันไม่มีเหตุผล, มันไม่ต้องใช้เหตุผล มันเข้าไปเปลี่ยนจิตใจเราหมดแล้วว่าอะไร ๆ เป็นอย่างนั้น. ทีนี้ มันจะ จริงหรือไม่จริงนั้นไม่สำคัญ ถ้ามันทำให้เราไม่ทุกข์ได้แล้วก็พอ. เรื่องนั้นจะจริงหรือไม่จริงไม่สำคัญ เช่นว่า พระเจ้าจะสร้างปลาจริงหรือไม่จริงนั้นไม่สำคัญ ; แต่ความรู้ที่ว่า เราไม่ต้องเชื่อพระเจ้า ไม่มีหวังอะไรที่พระเจ้า ; นี้มันมีประโยชน์แน่นอนด้วย, มันมีผลที่ตรงนี้. ฉะนั้นเรื่องที่ดูอะไรอยู่ เห็นอะไรอยู่ ดูอยู่เสมอ แล้วก็ขยันที่จะซึมซาบในสิ่งนั้น เป็นเรื่องช่วยมาก, เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยมากในการเข้าถึงธรรมะ. ที่นี่จึงอยากจะมีอะไร ๆ อยู่มาก ๆ สระบ้าง ก้อนหินบ้าง อะไร ๆ หลาย ๆ อย่าง, วัตถุสิ่งของบ้าง รูปภาพบ้าง รูปเขียนบ้าง รวมไว้ในบริเวณนี้ ซึ่งเรียกว่าเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ หมายความว่า ทั้งสวนโมกข์ สวนโมกข์ทั้งหมดนี้ให้เป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ, แล้วก็มีอะไร ๆ ต่าง ๆ กัน. ในตึกหลังนั้น ก็เป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ ซึ่ง เป็นส่วนน้อยส่วนหนึ่งเท่านั้น ; และก็ไม่สำคัญหรือไม่วิเศษยิ่งไปกว่าธรรมชาติ หรือว่าที่มันคล้ายธรรมชาติเหล่านี้. ฉะนั้น เรามีที่นั่ง ที่เดิน ที่อะไรที่เหมาะ ๆ แล้วก็มีอะไรที่ชวนให้คิด แล้วก็คิดอยู่, หรือให้ความคิดมันดำเนินอยู่เป็นปี ๆ ; วันหนึ่งมันเปลี่ยนจิตใจเราได้. เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมชนิดที่มันจะเปลี่ยนจิตใจของเราได้ มันจะเป็นสระมะพร้าวนาฬิเกร์นี้ หรืออะไรอย่างอื่นก็ตาม ; ควรจะทำกันบ้าง. ไม่ว่าจะมีอะไรขึ้นในบริเวณนี้ ควรจะมีช่องทางสำหรับที่จะให้เกิดความหมาย, เกิดความคิดที่มีความหมายไปในทางที่เป็นประโยชน์ สำหรับจะเข้าใจถึงเรื่องหลุดพ้น เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น. นี้คือความมุ่งหมาย ของเรา หรือความพยายามของเราที่นี่ ที่จะสอนความเข้าถึงธรรมชาติ, เป็นเกลอกันกับธรรมชาติ ; ให้ขยันดูต้นหญ้า ดูมด ดูแมลง ดูปลา ดูผัก ดูต้นหญ้า ดูทุก ๆ อย่าง ให้ขยันดู, ให้ขยันเป็นเกลอเป็นสหายโดยใกล้ชิดกับสิ่งเหล่านี้ ; นานเข้า ๆ มันก็จะประมวลตัวทุก ๆ อย่างเข้ามา แล้วส่งความรู้ ความเด็ดขาดในการรู้การคิดออกมา. โดยเหตุที่ธรรมชาตินี้มันเป็นสิ่งสำคัญ เป็นใจกลาง เป็นศูนย์กลาง อะไร ๆ มันก็ต้องเป็นธรรมชาติ ; ฉะนั้น พยายามเข้าใกล้ธรรมชาติ เป็นเกลอกันกับธรรมชาติ มันก็จะออกมาในรูปที่ถูกต้อง. นิพพานก็ธรรมชาติ, สังสารวัฏฏ์ก็ธรรมชาติ, ความทุกข์ก็ธรรมชาติ, ดับทุกข์ก็ธรรมชาติ ; อย่าเข้าใจไปว่ามีอะไรแปลก ที่มนุษย์เพิ่งจะทำนั้นไม่ใช่ธรรมชาติ ตัวมนุษย์เองก็ธรรมชาติ ; อาตมาชอบคำของมหาตมคานธี ที่เขาถือกันว่า บ้า ; คือแนะให้อยู่กระท่อมแทนที่จะอยู่ปราสาท อยู่ตึก แนะให้อยู่ใน village เล็ก ๆ อย่าอยู่เป็น town เป็น city. เคยอ่านกันไหม ? เรื่องของมหาตมคานธี เขาบอกว่า "โลกนี่มันไปกันใหญ่ ไปสู่ความร้อนเป็นไฟนี้ เพราะมันทิ้งธรรมชาติ". เราอยู่อย่างกระท่อมเหมือนที่มหาตมคานธีอยู่นั้นแหละ มันใกล้ธรรมชาติกว่าอยู่ตึกหลาย ๆ ชั้น ที่เรียกว่าปราสาท. อยู่กระท่อมยังใกล้ธรรมชาติกว่าอยู่ตึก ; อยู่โรงพื้นดินเล็ก ๆ ก็ยังใกล้ธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติมากกว่า. ธรรมชาติจะแวดล้อมจิตใจไปในลักษณะที่เป็นไปเหมือนอย่างธรรมชาติ สมคล้อยธรรมชาติ ความทุกข์เกิดยาก, รวมทั้งไม่เบียดเบียนคนอื่น เบียดเบียนคนอื่นยาก. พอเกิดอยู่ตึกขึ้นมาเท่านั้น ประเดี๋ยวเถิด มันไปทิศไหนทางไหนก็ไม่รู้, มันจะโตจะใหญ่ มันจะเอา มันจะเป็น มันจะเอาของผู้อื่นมาในที่สุด. ทีนี้ การอยู่เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ พยายามกระจายให้เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่าเป็น city เป็น town อะไรขึ้นมา นี้ลองเปรียบดู. กรุงเทพฯ หรือ นิวยอร์ค มันหาความสะอาดไม่ได้, มันหาบรรยากาศของธรรมชาติไม่ได้ ; แต่ถ้าเราอยู่อย่าง village อยู่ในระหว่างแม่น้ำ ต้นไม้ภูเขาอะไรเช่นนี้ มันอยู่ในระหว่างธรรมชาติ. ฉะนั้น จิตใจของคนไปอีกทางหนึ่ง ; นี่ธรรมชาติมันช่วยให้คนมีจิตใจอย่างธรรมชาติอยู่ต่อไป. พวกฝรั่งคงจะแย้งเรื่องว่าไม่สะดวก ไม่สามารถทำอะไรให้ใหญ่โตได้ ถ้าจะให้อยู่อย่างธรรมชาติ อยู่กันอย่างหมู่บ้านเล็ก ๆ. ที่จริงเมื่อปัญญามันมีมันก็ทำได้, มันจะได้รับความสะดวกสบายในลักษณะที่เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แม้จะไม่เหมือนเมืองใหญ่ ๆ. นี้ไปคิดดูเถิด, แม้แต่เป็นกรุงเทพฯ ก็ตาม ฮ่องกงก็ตาม โตเกียวก็ตาม นิวยอร์คก็ตาม มันสร้างอะไรขึ้นในจิตใจของคนบ้าง. พออยู่เป็นเดือนเป็นปี เป็นหลายสิบปีเข้า คนมันกลายเป็นอะไรไป. ฉะนั้น ที่นี่เราอยากจะให้คงสภาพธรรมชาติ ให้เพียงแต่เดินไปเดินมา ก็ได้ซึมซาบในธรรมชาติ, ให้ธรรมชาติแวดล้อมเราปรุงแต่งความคิดของเรา ให้ยังอยู่ในสภาพที่ใกล้ชิดธรรมชาติ ; เราจะได้ง่าย สะดวกในการที่จะได้สบายไม่เร่าร้อน. จะผิดหรือจะถูกข้อนี้ก็คอยดูกันต่อไป. มันคงจะถูกมากกว่าผิด มีผิดเป็นส่วนน้อย. แต่ว่าเพื่อนมนุษย์ของเราไม่เห็นด้วย ไม่เล่นด้วย ; เขาอยากจะมีแต่ความเจริญก้าวหน้าไปตามแบบที่เขานิยมกันอยู่ ; มันก็เกิดต่อสู้กันในระหว่างความรู้สึกสองฝ่ายนี้. แต่ถึงอย่างไรก็ดี พวกที่อยู่ในเมืองควรจะออกมาสู่ธรรมชาติอย่างนี้กันเสียบ้าง หรือบ่อย ๆ ; ธรรมชาติที่ช่วยแวดล้อมเรา จะช่วยให้เรามีอะไร ๆ เกิดขึ้น จะช่วยให้เราเข้าใจความคิดของพระพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้น. เดินไปเดินมากันอยู่แถวนี้ นั่งคุยกันอยู่แถวนี้ จะเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ง่ายกว่าในที่โกลาหลวุ่นวาย ; เพราะความรู้สึกคิดนึกของพระพุทธเจ้า เกิดออกมาจากธรรมชาติ, จากความเป็นอยู่ตามธรรมชาติ. ถ้าไม่อาจจะอยู่บ้านนอกได้ ก็มาเยี่ยมบ้านนอกบ่อย ๆ ก็แล้วกัน, จะได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ. ที่นี่ เราก็ประสมประเสกันกับธรรมชาติ สร้างอุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นอย่างนี้ ให้เป็นที่ตั้งแห่งการศึกษา ช่วยการศึกษาอะไรไปเรื่อย ๆ. ที่นี่ยังมีภูเขา ยังมีลำธาร ยังมีอะไรที่จะต้องปรับปรุงให้มีประโยชน์ทางนี้อยู่อีกมาก. ที่ชวนมาดู มานั่งตรงนี้ ก็เพื่อให้ดู สระทะเลขี้ผึ้ง ดูมะพร้าวนาฬิเกร์, ซึ่งเคยเป็นความคิดของปู่ ย่า ตา ยาย ให้แสวงหาความดับทุกข์ ตรงที่ความทุกข์ นั่นเอง ; ให้แสวงหานิพพาน ในท่ามกลางสังสารวัฏฏ์ นั่นเอง, หรือว่า ให้แสวงหาโลกุตตระที่ตรงโลก นั่นเอง. เดี๋ยวนี้ในโรงเรียนกำลังสอนแยกกันอยู่เป็นฟ้ากับดิน ซึ่งไม่มีวันจะพบกันได้สำหรับที่สอนกันอยู่ในโรงเรียน. พระนิพพานก็ธรรมชาติ สังสารวัฏฏ์ก็ธรรมชาติ มันก็อยู่ที่สิ่งเดียวกัน, หรือพูดอย่าง ฮวงโป พูด : นิพพานก็ว่าง สังสารวัฏฏ์ก็ว่าง มันก็อยู่ที่เดียวกัน แล้วมันก็ว่างอยู่แล้วที่หน้าผากคนนั่นแหละ ; แล้วก็มองไม่เห็น. คืออะไรมันมีให้มองอยู่ในตัวเราเองหมด แต่เรามองไม่เห็น เพราะไม่มองข้างใน. ฉะนั้นจึงหวังว่าท่านจะพยายามมองนิพพานก็ดี สังสารวัฏฏ์ก็ดี จากในภายใน ว่าทั้งสระทะเลขี้ผึ้งและมะพร้าวนาฬิเกร์นั้นมีอยู่ในเรา ; ถ้าเรายกเอาทั้งหมดนี้ เข้ามาในเราได้ละก็ใช้ได้. นี่พูดโดยภาษาคนและภาษาธรรมที่แตกต่างกัน. นี่เรียกว่า มาหัดกันเสียใหม่ หัดมองในด้านใน มองสิ่งต่าง ๆ จากภายใน จึงจะมีประโยชน์. อย่ามัวไปมองข้างนอก ภายนอก ที่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เหตุผล ต้องคำนึงทางเหตุผล ; ให้เอาความรู้สึกทางภายในเป็นหลัก มันก็จะมีการปรับปรุงของมันเองตามหลักธรรมชาติ ซึ่งเราบอกไม่ถูก ออกมาเป็นความรู้สึกบางอย่างที่เด็ดขาดลงไป มีความทุกข์ไม่ได้อีกต่อไป, หรือเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้อีกต่อไป. ทีนี้ ถ้าว่าใช้ประโยชน์อย่างนั้นไม่ได้ ทำไว้ดูวิวสวย ๆ ก็ยังดี. ให้ดูซิ, วิวยิ่งสวยขึ้นทุกที มีเงา มี reflection มีแสงสะท้อน. บางเวลามันก็พริ้วเอามาก ๆ ; เมื่อลมพัด เป็นสังสารวัฏฏ์เต็มที่ เป็นคลื่นนิด ๆ เต็มไปทั้งสระ ; บางเวลามันก็หยุดนิ่ง เป็นกระจก, ส่วนที่เป็นน้ำนั้น บางทีมันก็หยุดนิ่งเป็นกระจก.
การตอบคำถาม ถาม : เห็นอะไรแล้วคิด จะไม่เป็นอารมณ์หรือ ? ตอบ : เมื่อเห็นอะไรตามธรรมชาติ แล้วเกิดความคิด มันไม่ใช่อารมณ์ ; แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร. มันอาจจะเป็นการคิด หรือความรู้เกิดขึ้นโดยไม่รู้สึกตัวก็ได้. แต่ที่เราจะไปคำนึงคำนวณเหมือนที่เราเคยคำนึงคำนวณเรื่องพระเจ้าอะไรนั้น ; มันไม่เข้ากันได้, อย่างนี้มันทำไม่ได้. อาตมาก็ยังบอกไม่ได้สำหรับข้อนี้, แต่ไม่ใช่อารมณ์ชั่วขณะแน่นอน. เพราะมันต้องดู ดูอยู่ตั้ง ๒ - ๓ ปี ; เพราะว่าอย่างที่ในการดูปลาทุก ๆ วัน เป็นร้อยครั้งพันครั้งนี้ ครั้งหนึ่ง มันเกิดความคิดอย่างหนึ่ง, ครั้งหนึ่ง มันเกิดความคิดอีกอย่างหนึ่ง เรื่อยไป ; แต่เราไม่ถือเอาเป็นเหตุผล หรือเป็นสมมติฐานอะไรเลย ; ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร แต่มันสะสมไว้ทุกที. ความฉลาดหรือความรู้หรือเหตุผลอะไรมันสะสม ๆ ไว้ วันหนึ่งมันออกมา ; จะเรียกว่าเป็นความเข้าใจก็ได้, หรือความรู้ก็ได้ ; คือมันเด็ดขาดลงไปว่า โอ๊ย ! พระเจ้าไม่ได้สร้าง ; เว้นไว้แต่พระเจ้านั้นจะเป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่มีความรู้สึกคิดนึก หรือไม่มีเจตนา ไม่มีความมุ่งหมายอะไร. ที่เราเคยสงสัยว่าพระเจ้าสร้างโลก สร้างมนุษย์ สร้างสัตว์ สร้างอะไรนั้น มันเกลี้ยงเกลาไปหมดเลย. ความรู้สึกว่าธรรมชาติล้วน ๆ เป็นไปนี้มันแรงขึ้นมาเต็มที่ : สุทฺธิ ธมฺมา ปวตฺตนฺติ - ธรรมชาติล้วน ๆ เป็นไป. มันเข้าใจพระพุทธภาษิตหรือหลักเหล่านี้ขึ้นมาเอง อย่างแน่นแฟ้นเด็ดขาดเฉียบขาดออกไป ; ซึ่งการใช้เหตุผลมันไม่ทำให้เด็ดขาดอย่างนี้สักที, ไม่สนิทหรือไม่เด็ดขาดอย่างนี้สักที. การคิดโดยเหตุผล โดยหลัก logic มันไม่ช่วยได้เลย ; วันนี้ก็อย่าง, พรุ่งนี้ก็อย่าง ; เดือนหน้าก็อย่าง, แล้วเดี๋ยวก็ลืมเหตุผลนั่นไปแล้ว. เหตุผลสับสนตีกันยุ่ง แล้วมันจะฝากตัวไว้กับเหตุผลเรื่อยอย่างนี้ไม่ได้ ยังไม่อิสระ มันอิงเหตุผลอยู่เรื่อย ; หมายความว่าเราต้องฝากตัวไว้กับเหตุผล พึ่งพิงอะไรอยู่เรื่อยไม่แยกออกมาเด็ดขาด. มันบอกไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในใจ เมื่อเรานั่งดู. นั่งดูอยู่เป็นประจำกับธรรมชาติหลาย ๆ วัน หลาย ๆ เดือน หลาย ๆ ปี, ไม่ใช่อารมณ์ชั่วขณะ ไม่ใช่คิดนึกชั่วขณะ ; มันออกมาเป็นความรู้ที่เด็ดขาดลงไปทีละอย่างสองอย่าง ตามมาก ตามน้อย ตามก่อนตามหลัง, ความคิดชนิดนี้ ไม่ใช่ความคิดอย่าง conceptual thought, ไม่ใช่ thought อย่างธรรมดา ; มันเป็น reaction หรืออะไรที่ถึงที่สุด, เป็น realization น้อย ๆ น้อย ๆ ออกมา, จนเป็นผลิตผลโดยตรงออกจากความแวดล้อมของธรรมชาติ. ถาม : โอกาสที่เราจะดับทุกข์ได้ ก็ตอนที่เรามีทุกข์มากมิใช่หรือ ? ถ้าเราห่างทุกข์ก็ลืมใช่หรือไม่ ? ตอบ : เรื่องความทุกข์ เมื่อรู้ว่าทุกข์แล้ว ไม่ได้พิจารณา เวลาผ่านไปก็ลืม, แล้วกลับไปนึกขึ้นอีก ก็ไปโศกเศร้าเสียใจ. เรามักไม่ถือโอกาสต้อนรับความทุกข์ ; กลับไปดิ้นรน ไปเสียใจ ดิ้นรนเพิ่มทุกข์เข้าไปอีก. ความทุกข์มันย่อมเป็นของปลอมทำให้มีความยึดมั่นถือมั่น. ที่เป็นอยู่จริงนั้น ถูกแล้ว, ถ้าแกล้งทำก็เป็นของปลอม ฉะนั้น เป็นทุกข์ก็เมื่อไปยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาเท่านั้น. การเป็นทุกข์เพราะยึดมั่นถือมั่นนั้น ก็เพราะไปยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันจึงเป็นทุกข์ ; เช่นเรายึดถือในชีวิตเป็นความทุกข์ พอเจ็บไข้ขึ้นมาก็ดิ้นรน เป็นทุกข์. ที่ถูกโอกาสนั้นจะต้องศึกษา จะต้องทำลายความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่จริงให้หมดไป ; พิจารณาให้เห็นจริง เอาเรื่องจริงมาเป็นวัตถุสำหรับพิจารณา. ฉะนั้นจงยินดีต้อนรับ พวกวินาศกรรมต่าง ๆ , พวกไม่พึงปรารถนาต่าง ๆ , ต้อนรับมาให้ถูกวิธี ; ต้อนรับความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายให้ถูกวิธี, ความทุกข์ความโศก ความปริเทวะ อะไรให้ถูกวิธี ทุกวิธี ; ไม่ใช่ต้อนรับเอามาอย่างร้องไห้กันใหญ่ เสียใจกันใหญ่ ฆ่าตัวตายเลย. เมื่อมีการสูญเสียนั้น จะมีการได้ที่สูงสุด ; ขอให้ต้อนรับให้ดี ๆ เมื่อมีการสูญเสีย เสียลูก เสียเมีย เสียอะไรก็ตามใจ, เมื่อมีการสูญเสีย ต้อง ต้อนรับการสูญเสียนั้นให้ดี ๆ ก็จะได้นิพพาน. ฉะนั้น ที่แท้ไม่มีการเสีย ไม่มีอะไรที่จะเป็นการเสีย มีแต่ได้และได้ดีที่สุด. อยู่ธรรมดานี้เกือบจะไม่ได้อะไร ; แต่พอมีความทุกข์หรือการสูญเสียนั่นแหละจะได้ดีที่สุด. การสูญเสียที่แท้จริงนั้นไม่มี ; แต่เราไปโง่ ไปทำให้มันสูญเสีย เสียเปล่า ๆ ทุกอย่างทุกประการ. ต้อนรับการสูญเสียให้ดี ๆ ก็จะได้ยอดสูงสุดของสิ่งที่ควรจะได้. ถ้าเป็นชาวพุทธต้องอย่างนี้ : ต้องรู้จักภาวะเป็นผู้ที่ไม่มีอะไรสูญเสีย อยู่เหนือความสูญเสียทุกประการ ; ความตายเป็นของเด็กเล่น แต่เรามักกลัวตาย. ความตายเป็นที่รวบรวมของความกลัวทุกอย่าง ; ถ้าไม่กลัวตายอย่างเดียว จะไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวโจร ไม่กลัวขโมย ไม่กลัวอะไร, กลัวอะไร ๆ นั้นไปรวมอยู่ที่ตายเท่านั้น. การพิจารณาเรื่องตายนั้น เป็นกันเองกับมันเสียดีกว่า ชิมมันเสียดีกว่า, ชิมความทุกข์ ความสูญเสีย ; ต้อนรับมาเพื่อพิจารณาให้เข้าใจว่ามันเป็นอะไร, มันคืออะไร. ถาม : เราจะพิจารณาว่าเราตายอยู่เสมอแล้ว อย่างนี้จะดีไหม ? ตอบ : ถ้าจะพิจารณาว่า เดี๋ยวนี้เราตายอยู่แล้ว ; อย่างนี้เป็นการพิจารณาตัดบทไปได้ไกลแล้ว ปัดตัวเราเป็นไม่มี ; นี้ไปไกลแล้ว : หลังจากนั้นแล้ว. ถ้าความรู้เรื่องอนัตตาเข้ามา ไม่มีตัวมีตนเสียแล้ว หมดปัญหา มันเป็นผลสุดท้ายแล้ว ; ถ้าไม่รู้อย่างนี้ มันก็ยังต้องต่อสู้อยู่. เวลานี้ หัดดูวิวภาพสะท้อน จะพิจารณาได้ว่าอันไหนจริง หรือไม่จริง ทั้งสองอย่างมันขึ้นอยู่กับความโง่หรือความฉลาดของลูกตา, สมรรถภาพของลูกตา. เวลาดูภาพสะท้อน เด็ก ๆ จะต้องว่า ; จริงข้างบน ไม่จริงข้างล่าง. แต่ดูด้วยปัญญาจะเห็นว่าข้างบนมันก็ไม่จริง ; ไม่จริงทั้งสองข้าง ทั้งข้างบนข้างล่าง. เรื่องสวยเรื่องงาม ก็ควรจะพิจารณาได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงอย่างไร. ถาม : สุญญตากับอนัตตา เป็นอย่างเดียวกันหรือไม่ ? ตอบ : สุญญตาต้องเป็นสุญญตาของพุทธศาสนา ; ไม่ใช่สุญญตาของลัทธิอื่น ที่เขาว่าว่างจากตัวตน, อนัตตาแปลว่าไม่ใช่ตัวตน มันก็คือว่างจากตัวตน. อันนี้ไม่ใช่ตัวตน ก็หมายความว่า ไม่มีตัวตน ปราศจากตัวตน ; ฉะนั้นโดยเนื้อหาสาระ มันอันเดียวกัน, มันต่างแต่คำพูด หรือวิธีพูด : ว่างจากตัวตน ไม่มีสิ่งที่จะเรียกว่าตัวตน เรียกว่า ว่าง เรียกว่า สุญญตา ; ก็หมายความว่า ไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน. อนัตตา นั้น ก็ยอมรับว่ามี แต่ไม่ใช่อัตตา ; อ แปลว่า non ไม่ใช่, อนัตตา ไม่ใช่อัตตา. ทีนี้เมื่อทุกสิ่งไม่ใช่อัตตา ก็คือไม่มีอัตตานั่นเอง. เพราะฉะนั้น อนัตตานี้ จะแปลว่า ไม่มีอัตตาก็ได้, ไม่ใช่อัตตาก็ได้ ; แต่ต้องหมายความอย่างนี้ คือว่า ยอมให้มีทุกอย่าง แต่ไม่ใช่อัตตาสักอย่างเดียว. ฉะนั้น อัตตาไม่มี. แม้สิ่งที่เรียกว่าอัตตา ก็คือมีอะไร ๆ ตามธรรมชาติ. ส่วนสุญญตาคือว่างจากอัตตา, อะไร ๆ ก็มีแต่ว่างจากอัตตา. มันก็คืออันเดียวกัน แต่คำพูดหรือวิธีพูด ตัวหนังสือนี้ต่างกัน. ถาม : สองคำนี้มีในพระไตรปิฎกด้วยหรือ ? ทำไมจึงใช้คำต่างกัน ? ตอบ : มันเป็นธรรมดาของภาษา ที่เรามีคำหลายคำ จะเลือกใช้คำไหนในคราวไหนอย่างไรก็ได้. คำว่าสุญญตานี้จะแพร่หลายในการใช้ มากกว่าคำว่าอนัตตาในอินเดีย. สมัยนั้นมีคำว่า สุญญตา ในลัทธิอื่นแพร่หลายกว่าคำว่า อนัตตา ; แต่ถึงอย่างไรก็ดี คำเหล่านี้เป็นคำเก่าทั้งนั้น ไม่ใช่คำที่เพิ่งตั้งขึ้นในสมัยพระ-พุทธเจ้า. อนัตตา, สุญญตา ไปค้นดูในพระไตรปิฎก. อนัตตาก็ต้องมีผู้เคยคิดไปตามประสาผิด ๆ ที่เรียกว่า nihilism ในลัทธิวัตถุนิยมก็เคยมีมาแล้ว. สำหรับคำว่าอนัตตา พระพุทธเจ้าก็ทรงปฏิเสธความเชื่อของคนโดยมากที่เชื่อว่ามี ถือว่ามีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ; คืออย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งถืออะไรเป็นความคิดว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา, ปฏิเสธว่าสิ่งที่ควรถือว่าเราว่าของเรานั้นมิได้มี. อัตตานั้นมิได้มี, อัตตาคือสิ่งที่ถือว่าเราหรือของเรา มิได้มีอยู่. อย่าไปถือเอาอะไรเลย ว่าเป็นเราเป็นของเรา ; แม้แต่พระเจ้า แม้แต่นิพพาน แม้แต่ความสุข แม้แต่อะไรก็ตามอย่าได้ไป regard ว่ามันเป็นเราหรือของเรา, ทั้ง ๆ ที่มันมีอยู่. เราใช้อยู่ กินอยู่ พอใจอยู่ อะไรก็ตาม, ก็อย่าไปถือว่าอะไรเป็นเราหรือของเรา. พอถือว่าเป็นเราเป็นของเรา มันก็มีทุกข์ทันที. หลักอนัตตาไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีอะไร มี-มี-มีครบ, มีหมด แต่ไม่มีสิ่งใดที่ควรแก่คำว่าเรา ว่าของเรา, เพราะว่าคำสองคำนี้เป็นคำลวง ของลวง เป็นมายา. ถาม : การเห็นอนัตตาจะต้องเห็นอัตตาเสียก่อนมิใช่หรือ ? ตอบ : เห็นอัตตาเสียก่อน ก็แปลว่าเห็นอย่างไม่รู้ ; เพราะว่ามันไม่มีตัวให้เห็น, มันไม่มีอัตตาจริงให้เห็น, มีแต่อัตตาปลอม. ให้เห็นอัตตาปลอมนี้ ; พอเห็นว่าปลอม ก็คืออนัตตาปรากฏ มันก็มาเห็นอนัตตา ; จะเห็นอัตตาจริงที่ไหนได้ เมื่อมันไม่มีใครจะมีอัตตาจริง. หากไปรับคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์มา ว่ามีอาตมัน มีอะไรนี้มันไม่มี, ไปไม่รอด มันนำไปสู่มิจฉาทิฏฐิ. ถาม : ถ้ายังไม่เห็นอนัตตาชัด จะดูอัตตาก่อนไม่ได้หรือ ? ตอบ : แม้เดี๋ยวนี้เราก็กำลังมีอัตตาอยู่เรื่อย ถือว่ามีอัตตาอยู่เรื่อย ; แต่กระนั้นเราก็ยังไม่เห็นว่าเรากำลังโง่เขลาถืออัตตาอยู่. ทีนี้เราก็ดูว่า อ้าว อัตตาที่เรามีอยู่ ถืออยู่นั้นมันปลอม มันไม่มี ; ก็เห็นอนัตตาได้. วิธีสอนมันก็มีอยู่อย่างนี้ ; คือสอนให้พิจารณาเห็นว่าที่เข้าใจอยู่ คิดอยู่ ยึดถืออยู่นั้นไม่จริง. พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ ให้พิจารณาอย่างนี้ : ชีวิตก็ดี ร่างกายก็ดี ทรัพย์สมบัติอะไรก็ดี ที่เราคิดว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา ที่จริงมันไม่ใช่. ถาม : อัตตานี้จะหมายถึงสังขารด้วยใช่หรือไม่ ? ตอบ : มันแล้วแต่ใคร คนไหน จะยึดเอาอะไรเป็นอัตตา, ใช้เป็นคำกลาง ๆ บางคนก็ยึดเอานั่น บางคนก็ยึดเอานี่, บางคนก็เอาจิต เอาวิญญาณ เอาธรรมะ เอาพระเจ้า, แม้แต่เอาธรรมชาติเป็นอัตตาก็มี. ถาม : ถ้าไม่เห็นอัตตาก็ไม่รู้จักอนัตตา ? ตอบ : มันเป็นจุดตั้งต้น ; แต่ว่าถ้าพูดอย่าง logic ก็ว่าเห็นพร้อมกันนั้นแหละ เห็นอัตตาปลอมก็คือเห็นอนัตตา เห็นพร้อมกัน. ถาม : ถ้าเห็นเบื้องต้น เห็นอัตตาว่าเป็นจริง แต่ตอนปลายก็เห็นว่าไม่จริง จะได้หรือไม่ ? ตอบ : ดู, ให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่าอัตตานั้น หรือสิ่งที่เรากำลังเข้าใจว่าอัตตานั้น ให้มันถูกต้อง ; ดูสิ่งที่เราเข้าใจว่าอัตตาอยู่แล้วนั้น ดูให้ดี ๆ. ถาม : หมายความว่าให้พิจารณาสิ่งที่เราเข้าใจว่าอัตตาให้ถูกใช่ไหม ? ตอบ : ดูของปลอมนั่นจนรู้ว่าเป็นของปลอมก็ได้ ; มันเป็นเรื่องเดียวกันนั้นแหละ, ก่อนนี้เคยเข้าใจว่าของจริง. ถาม : สังขารธรรมดา กับสังขารในเบญจขันธ์ สังขารในปฏิจจสมุปบาท อย่างเดียวกันหรือไม่ ? ตอบ : นี้เป็นเรื่องถ้อยคำ สังขารในปฏิจจสมุปบาท นั้น คือ ตัวกำลังหรืออำนาจในการปรุงแต่ง ; ส่วนสังขารในเบญจขันธ์นั้น มัน เป็นความคิดซึ่งเป็นผลของการปรุงแต่ง ชั้นหนึ่งขึ้นมาแล้ว, เป็นสังขารในฐานะที่เป็นผล. ส่วนสังขารในฐานะที่เป็นเหตุนั้นอย่างหนึ่ง, แต่ทั้งผลและเหตุมันก็เป็นสังขารทั้งนั้น. คำว่า สังขาร นี้ยุ่งมาก มัน มีหลายความหมาย มาก ; ที่เป็นอัตตานั้น เป็นความคิดปรุงขึ้นมา. ปรุงเรื่องอะไรก็ได้ แล้วแต่สติปัญญา การศึกษา หรือความตื้นลึกของความรู้ของคนนั้น. มันเป็นอัตตาที่อะไรก็ได้ ; แต่โดยมากเป็นที่อัตตา ที่เข้าใจไม่ได้ทั้งนั้นโดยมาก. ถาม : สังขารในภาษาไทยกับบาลี ไม่เหมือนกัน ใช่หรือไม่ ? ตอบ : สังขารในภาษาไทยก็มีความหมายไปอย่างหนึ่ง. สังขารในภาษาบาลีก็มีความหมายหลายอย่างอยู่แล้ว ; ภาษาไทยมีแปลกไปอีก. ถาม : ที่ว่าไม่ให้ยึดถือ เพราะความไม่เที่ยงนั้นใช่หรือไม่ ? ตอบ : จะเที่ยงก็ตาม ไม่เที่ยงก็ตาม ธรรมชาตินั้นจะเที่ยงก็ตาม ไม่เที่ยงก็ตาม ; อย่าได้ไปยึดธรรมชาตินั้นว่า อัตตา. เพราะ ความหมายของคำว่าอัตตา นั้น หมายถึง ความคิดที่มันเห็นแก่ตัว เอาเป็นของตัว เพื่อเป็นของตัว. มันเป็นความทุกข์. ถ้าพูดว่าอัตตา แล้วไม่ยึดเอาเป็นของตัว มันก็ได้เหมือนกัน ; จะมีได้ที่ไหนก็ไม่ทราบ. ถ้าพูดแต่ปากก็ใช้คำว่า "ตัว" แต่ไม่การยึดเลย อย่างนี้มันก็ใช้ได้, แต่มันเป็นไปไม่ได้. ถ้าพูดว่าตัว คิดว่าตัว มันก็ต้องยึดมั่น. พวกฮินดูสมัยใหม่ พวกเวทานตะสมัยใหม่ เขาจะมาอธิบายเสียใหม่ว่า อาตมันนั้นมีเป็นตัว. เป็นอาตมันที่ไม่เกี่ยวกับความยึดมั่น ; หลังจากปลดความยึดมั่นได้หมดแล้ว จึงจะเห็นอาตมัน. อย่างนี้เราถือว่าเขาพูดเอาใหม่ บัญญัติคำเอาใหม่, บัญญัติความหมายของคำเอาใหม่, ไม่ยอมรับด้วยภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ก่อนแล้ว. หรือตามความรู้สึกของธรรมชาติใช้ว่า "ตัว" แล้วมันก็ต้องตัวฉัน ต้องของฉัน ฉะนั้น จะเอาความบริสุทธิ์มาเป็นตัว เอาธรรมะมาเป็นตัวนี้ไม่ได้ ; แต่ถ้าพูดภาษาคนละก็ได้. ถ้าจะมีตัวกันบ้างละก็ ขอให้เอาธรรมะเป็นตัว, เมื่อ พระพุทธเจ้าท่านพูดภาษาคนชาวบ้าน ท่านก็พูดว่า พึ่งตน คือพึ่งธรรมะ, พึ่งธรรมะคือพึ่งตน. ถาม : ถ้ารู้สึกว่าไม่มีตัวตน ก็เลยรู้สึกว่าไม่มีอะไรดี ? ตอบ : นี้ยังไม่เข้าใจกัน ; คิดอย่างนั้นจะไม่ถูก. เพราะว่าดีหรือชั่วนั้น มันเป็นการบัญญัติ : อย่างนี้เราบัญญัติว่าดี อย่างนั้นเราบัญญัติว่าชั่ว ; แล้วเราก็รับเอาการบัญญัติความหมายนี้มาแล้วแต่อ้อนแต่ออก, แต่ไหนแต่ไร ดีคืออย่างนั้น ชั่วคืออย่างนั้น. ฉะนั้น มันก็อดรู้ว่าดีหรือชั่วตามบัญญัตินั้นไม่ได้ ; แม้ว่าจิตของเราจะอยู่เหนือดีเหนือชั่ว เราก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่เขาบัญญัติว่าดี นี่เขาบัญญัติว่าชั่ว. ถาม : ถ้าถือว่าทำอะไรไปโดยไม่ถือว่าตนดีหรือชั่ว ก็เลยไม่อยากทำอะไร ? ตอบ : ถ้ายึดว่าไม่มีดี ก็ต้องถือว่าไม่มีชั่วด้วย ; ก็เรียกว่าไม่มีอะไร ที่น่าเอาน่ายึดถือ ; ทำอย่างนี้ได้ก็สบาย. อย่าว่าแต่จะมีเลย มันไม่มีถึงสองซ้อนแล้ว, ตนก็ไม่มีแล้ว, จะว่าตนดีตนชั่วมาแต่ไหน. ถาม : พระภิกษุครั้งพุทธกาลที่สำเร็จอรหัตตผล คงจะรู้สึกเหมือนนักโทษออกจากคุก น่าจะไม่ยึดว่ามีอะไรดี, อาจรู้สึกเพียงออกจากคุกเท่านั้นเอง. ตอบ : นั่นแหละคำว่าดี มันสองคำอยู่ : ดีที่ยังเป็นทุกข์ก็มี, ดีที่ไม่มีทุกข์ก็มี, ต้องระวังให้ดี. ถ้าพูดอย่างสมมติบัญญัติของชาวบ้าน มันก็ต้องเรียกว่า ยังมีสิ่งที่เรียกว่าดีว่าชั่วอยู่นั่นแหละ ; แล้วทั้งสองอย่างนั้น ไม่มีอะไรที่น่าเอา คือไม่ดี, นับว่ายังไม่ดี ทั้งดีและทั้งชั่วนั้น. ไม่ใช่สิ่งน่าเอา, ไปเอาเข้า มันมีความทุกข์. ถาม : ฟังธรรมอย่างนี้ ยินดียิ่งกว่าได้เงินได้ทอง ไม่ต้องการเอาดีอะไรอีก. ตอบ : มันสิ้นสุดกันเพียงนี้ หรือว่าปัญหายังมีเหลืออยู่อีก ? ทำดีเพราะคิดว่าจะดี หรือจะได้ดี นี้อย่างหนึ่ง, ทำดีด้วยคิดว่าเราไม่ต้องการจะเอาดี, ต้องการที่จะช่วยผู้อื่น นี้มันก็อย่างหนึ่ง, ทำดีโดยที่ไม่มีอะไรจะทำ นอกจากสิ่งนี้ก็อีกอย่างหนึ่ง. อย่างผู้ที่หลุดพ้นแล้ว ทำสิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่าดีนั้น เพราะไม่มีอะไรจะทำ. อย่างพระอรหันต์ ทำอะไรลงไปปัญญามันมี มันก็ทำแต่ในทางดีทั้งนั้น ; แต่ไม่ได้คิดว่าจะทำเพื่อให้ตัวดี, ทำไปโดยที่ว่าสักว่าทำ ; เพราะไม่มีอะไรจะทำ มันก็ต้องทำส่วนที่มันมีประโยชน์หรือดี นี้ก็อีกอย่างหนึ่ง. คุณ เลือกเอา : ทำดีให้เราสบายใจ ให้เราสบายใจในความดีนี้อย่างหนึ่ง, ก็ต้องทำเรื่อยเป็นการลงทุนให้สบายใจอยู่เรื่อยไป ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องในขั้นต้น ๆ สำหรับจะก้าวไปให้รู้จักความดี, คือให้รู้จักตัวความดีว่า ยังเป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้. แต่ถ้าเราไม่ไปทำเข้าก่อน ไม่ไปทำดีเสียก่อน เราก็รู้ไม่ได้ เช่น ปีติ ปราโมทย์ นี้เราจะสร้างให้มีก่อนก็ได้ ; แต่แล้วเราจะรู้ว่า ปีติปราโมทย์นี้ก็เป็นเรื่องยุ่ง, เป็นเรื่องวุ่นวายให้มีก่อนก็ได้ ; แต่แล้วเราจะรู้ว่า ปีติปราโมทย์นี้ก็เป็นเรื่องยุ่ง, เป็นเรื่องวุ่นวายเหมือนกัน, จะต้องหยุดไปเสีย. นี่มีอยู่เป็นขั้น ๆ เป็นภูมิ ๆ : ภูมิที่ยังต้องอาศัยความดีหล่อเลี้ยงจิตใจนี้ก็มี, ก็ต้องอุตส่าห์ทำความดี เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ กล่าวคือมีความพอใจ. ถ้ามันสูงขึ้นไปแล้ว อย่างนี้มันหล่อเลี้ยงไม่ได้ มันต้องการอยู่เหนือ ต้องการความอิสระมาหล่อเลี้ยงจิตใจ มันก็ต้องไปหาความอิสระเหนือความดี เหนือความชั่วอะไรไปในทำนองนั้น. ส่วนที่ว่าเขา ไม่ต้องการความหล่อเลี้ยงจิตใจอะไรเลยอย่างพระอรหันต์ อย่างนี้ก็หมดปัญหา ; ไม่ต้องการอะไรหล่อเลี้ยงจิตใจ, อยู่ได้โดยอิสระ ไม่ต้องมีอะไรหล่อเลี้ยง. ถาม : มันจะไม่ขัดกันหรือที่ว่า มนุษย์จะต้องทำแต่ความดี ? ตอบ : ไม่ชัด ; เพราะนั่นพูดรวม พูดหมด. ต้องว่า คนที่ยังทำบาปอยู่ จงหยุดทำบาปเสีย, คนที่ไม่เคยมีความดี ไม่รู้จักทำความดี ก็จงรีบทำความดีให้เป็น ให้เต็ม, แต่แล้วจงเป็นผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์, อย่าไปเที่ยงข้องแวะกันอยู่ทั้งที่ดีทั้งที่ชั่ว. เขาถือมาตรฐานว่า คนทั่วไปยังทำชั่วอยู่ ให้เว้นทำชั่วเสีย, แล้วก็ทำดี ให้รู้จักความดีเสีย, แล้วก็ให้รู้ว่า ทั้งดีและทั้งชั่วนี้ ไปเอากับมันไม่ได้ คือไปยึดถือเอาเป็นของเราไม่ได้. มันเหมือนกับหาบหิ้วอะไรรุงรัง ; เปลื้องออกไปเสียคือว่า ให้ทำจิตใจเกลี้ยงเกลาเสีย. ถาม : คนบางคนยังต้องการดีอยู่ พระหรือฆราวาสที่ตั้งตัวเป็นอาจารย์ บางทียังติดความดี ต้องการให้เขาสรรเสริญ และพยายามทำความดี นี้ยังติดตัวตนใช่หรือไม่ ? ตอบ : คนที่ต้องการดีก็คือคนหิว, ยิ่งอยากทำดีอย่างยาเสพติด ซึ่งร้ายกาจ. เรื่องตัวตนนี้เราอย่าไปแยกธาตุมัน มันไม่ใช่วัตถุ, ไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ ; เป็นเรื่องทางความคิด ความเข้าใจ ความยึดถือ. ทีนี้เราก็ดูว่า ถ้าเราต้องการเพียงความดับทุกข์ ก็ไม่ต้องมีปัญหาอะไรมาก, แต่ปัญหาแต่เรื่องที่จะดับทุกข์. เราจะต้องมองให้เห็นว่า พอมีความคิดไปในทางมีตัวเมื่อไร เป็นต้องมีความทุกข์ที่นั้น. ฉะนั้น อย่ากล้ามีความคิดไปในทางมีตัว นี่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติตรงตัวการปฏิบัติ. แต่ที่จะไปคิดว่า มันไม่มีตัว เพราะบังคับไม่ได้, มันไม่มีตัว เพราะไม่อยู่ในอำนาจของเรา, อย่างที่พูด ๆ กันนี้ ; อย่างนี้มันเป็นเรื่องใช้เหตุผล เป็นการคำนึงคำนวณ มันก็ช่วยไม่ได้. มันสู้เอาอย่างที่ว่า พอเห็นว่ามีตัวหน่อย มันเป็นการตบหน้าเราทันทีเลย ; อย่างนี้มันหด ถอยหลัง. อย่างเรื่องทางปริยัติ เขาสอนว่า ไม่ใช่อัตตานั้น เพราะว่ามันบังคับไม่ได้ ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา, มันเหมือนความฝัน หรืออะไรทั้งหมด เยอะแยะหมด. นี้เป็นเรื่องคำนึงคำนวณ ในที่สุดช่วยอะไรไม่ได้, ได้แต่พูดมาก ๆ ได้. เรื่องอัตตา เรื่องตัวตนนี้ มันไม่ใช่เรื่องวัตถุ, และก็ไม่ใช่เรื่องสำหรับใช้เหตุผล. ต้องเป็นเรื่องที่ มีอัตตาเมื่อไร เป็นมีทุกข์เมื่อนั้น ; แล้วก็ไม่กล้ามีอัตตา. ถาม : เรื่องดวงตาที่เห็นธรรม ว่าการเกิดของร่างกายนี้เป็นของไม่มีความหมาย ถ้าหากว่าไม่มีการเกิดทางด้านจิตใจด้วย นี้เป็นอย่างไร ? ตอบ : ถ้ามันเกิดมาแต่ร่างกายล้วน ๆ วัตถุล้วน ๆ ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเราเกิดนี้ ก็ไม่มีความหมายอะไร มันไม่มีค่าอะไร ไม่เป็นทุกข์อะไร ; แต่มันก็เป็นไปไม่ได้, เพราะว่าเกิดมานี้ มันมีจิต มันมีความคิด มันมีความสำคัญมั่นหมาย พอกพูนมากขึ้น ๆ เราจึงรอดชีวิตมาได้. การเกิดที่มันเกิด ๆ เกิดเรื่อย ๆ เกิดเป็นทุกข์กันเรื่อยนี้เป็นการเกิดทางจิตใจ, มีความยึดมั่นถือมั่น มีตัวตนของตน ขึ้นมาบ่อย ๆ แล้วมากขึ้น ๆ. ถ้ามันลืมไป ไม่ได้เฉลียวนึกถึงเรื่องนี้ มันก็ไม่มีอะไร มันก็เท่ากับเป็นการเกิดร่างกายล้วน ๆ อยู่อย่างนั้นแหละ. ถาม : ทำอย่างไร เราจึงไม่มีความรู้สึกว่าเราไม่ได้ยึด ? ตอบ : มันควรใช้คำให้ชัดรัดกุมกว่านั้นว่า ทำอย่างไรจิตนี้จึงจะเต็มไปด้วยสติ ? ต้องมีความระลึกได้และสัมปชัญญะคือความรู้แจ้งอยู่เสมอว่า : ไม่มีอะไรที่ควรจะไปถือว่าเป็นตัว ; แม้ตัวจิตเอง แม้ตัวสติเองก็ไม่ควรจะถือว่าเป็นตัว. ทำอะไรให้มีสติ หรือความรู้สึกที่เป็นสัมปชัญญะอยู่อย่างนี้เรื่อยไป อย่าให้ขาดตอนได้ "ตัว" ก็เกิดไม่ได้. ถาม : ถ้าเขารู้สึกว่าไม่ต้องการอะไร ก็ไม่เอาอะไรใช่หรือไม่ ? ตอบ : เมื่อปฏิบัติถึงที่สุดแล้วก็ไม่ได้เอาอะไร พูดอย่างเล่นสำนวนว่าอย่างนี้. ถ้าปฏิบัติถึงที่สุดแล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่น่าเอาเลย, หยุดอยู่ได้ เฉยอยู่ได้ นี่พูดตรง ๆ . ทีนี้พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ที่ไม่ได้อะไรเลยนั้นคือได้ทั้งหมด ไม่เอาอะไรเลยคือ ได้หมดมีหมด คือมันได้ยอดสุดของสิ่งที่ควรจะได้ : ยิ่งไม่ได้ก็ยิ่งได้หมด ยิ่งมีหมด คืออะไร ๆ อยู่ในกำมือหมด : โลกก็ตาม อะไรก็ตาม อยู่ในกำมือนี้หมด เพราะไม่เอาอะไรเลย. ลองไม่เอาอะไรจริง ๆ ดูซิ จะรู้ว่าเป็นอย่างไร พอเราจะเอาอะไร หมายความว่า เราไม่มีสิ่งนั้นใช่ไหม ? พอเราอยากได้อะไร ก็หมายความว่า เราไม่มีสิ่งนั้น. ถาม : เรื่องเกี่ยวกับตัวตน ร่างกายก็มีอยู่ สิ่งพวกนี้มันไม่สามารถอยู่เป็นรูปร่างของมันอย่างถาวร ฉะนั้น มันจึงว่างจากตัวมัน อย่างนี้ใช่ไหม ? เพราะมันเปลี่ยนเรื่อย มันก็เป็นของธรรมชาติ, พระพุทธเจ้าจึงพบการเปลี่ยนตลอดเวลานั่นเองใช่ไหม ? ตอบ : ความว่างนั้นเป็น frequency ว่างอยู่เรื่อย. คำอธิบายในบาลีเรื่องเป็นอนัตตา เพราะเปลี่ยนเรื่อยก็มี ; ถ้าอยู่เหนือเวลา เหนือปรุงแต่ง ก็ย่อมไม่มีการเปลี่ยน.
|
||||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๑๕. เรื่อง มะพร้าวนาฬิเกร์ | |||
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org