||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร
ขอขอบคุณและอนุโมทนา คุณอุทัยวรรณ เอกพินิทพิทยา
ผู้อาสาพิมพ์ต้นฉบับเรื่องนี้เพื่อเผยแพร่ในเว็บพุทธทาสศึกษา

ค่ายธรรมบุตร
(เรื่องที่ ๑๓)

ธรรมะ ทำไมกัน ?

บบรรยายในการประชุมสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ ๑๖
ณ ค่ายธรรมบุตร สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

๒๑ มกราคม ๒๕๑๒

 

ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย,

 

นการบรรยายธรรมกถาพิเศษนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อ "ธรรมะทำไมกัน" ธรรมะทำไมกัน หมายความว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น มีอะไรที่จำเป็นสำหรับเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือบรรดาพุทธสมาคมทั้งหลาย ที่มีความมุ่งหมายจะเผยแผ่ธรรมะ, เพราะฉะนั้น จะต้องเป็นบุคคลพวกแรกที่จะต้องทราบหรือเข้าใจดีที่สุดว่า ธรรมะทำไมกัน ถ้าไม่มีความเข้าใจในข้อนี้ อย่างเต็มที่แล้ว การกระทำนั้น จะเป็นการละเมอ เป็นการกระทำอย่างละเมอ ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอับอายด้วย และไร้ประโยชน์ ไร้สาระด้วย. จึงขอได้โปรดสนใจ ในปัญหาที่ว่า ธรรมะทำไมกัน นี้ให้มากเป็นพิเศษ. ธรรมะเป็นจุดหมายสำคัญ ที่เราต้องเกี่ยวข้องด้วย ในฐานะ เพื่อประโยชน์แก่ตัวเราเอง และแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย หรือเรียกรวมกันง่าย ๆ ว่า แก่โลกทั้งหมด. เกี่ยวกับอานิสงฆ์ของธรรมะนี้มีมาก ไม่อาจจะบรรยายโดยรายละเอียด จึงต้องบรรยายกันโดยหัวข้อเป็นเค้า ๆ ไปเท่านั้น.

          เมื่อถามถึงว่า ธรรมะทำไมกัน สำหรับบุคคลสมัยนี้ หรือยุคนี้แล้วควรจะนึกไปถึง คำอีกคำหนึ่ง คือคำว่า กลียุค. ข้อความในพระคัมภีร์เช่นปฐมสมโพธิเป็นต้น ก็ได้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกนี้ ในกลียุค. การแบ่งโลกเป็นยุค ๆ นี้ เป็นเรื่องของพวกพราหมณ์ บัญญัติกันไว้ ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าก็ได้ หรือจะบัญญัติทีหลังก็ได้, แต่ความสำคัญมันอยู่ตรงที่ความหมาย ของคำว่ากลียุค และได้เน้นในข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก ในกลียุค.

          กลียุค คือยุคที่โลกมีความเสื่อม มีความทุกข์ร้อน มีความลำบากยากเข็ญ. สำหรับอินเดีย ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นนั้น มีความลำบากยากเข็ญ ด้วยเรื่องความคิดเห็น ถือกันเป็นปัญหาใหญ่ กำลังมีความคิดเห็นที่ผิด ซึ่งไปหลงที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยการบูชายัญอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเรียกกันว่า เป็นยุคที่มีความมืดทางวิญญาณ. เพราะฉะนั้น ความหมายของคำว่า กลียุค ก็คือ ยุคที่โลกกำลังมีปัญหา กำลังเดือดร้อน.

          บัดนี้ ก็ล่วงมาสองพันกว่าปีแล้ว คำว่ากลียุคมีความหมายอย่างไรบ้าง อาตมาเชื่อว่า ยังมีความหมายตามเดิม และยิ่งร้ายไปกว่าเดิม เพราะว่าโลกนี้กำลังมีวิกฤตกาลถาวร คือการเบียดเบียนกันเป็นการถาวร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง. สงครามร้อนเป็นเรื่องการเบียดเบียนกันต่อหน้า, สงครามเย็นเป็นเรื่องเบียดเบียนกันลับหลัง ; สงครามใต้ดินหรืออะไรทำนองนี้ เดี๋ยวนี้กำลังมีมากขึ้น ๆ ๆ ในโลก ก็ควรจะถือว่าโลกนี้กำลังอยู่ในกลียุคไปตามเดิม.

          แต่ถึงอย่างไรก็ดี มันยังไม่มีความสำคัญมากเท่า ๆ กับว่า ในตัวบุคคลคนหนึ่ง ๆ นั่นแหละ กำลังมี กลียุค. โดยส่วนตัวในใจของคนสมัยนี้กำลังมีลักษณะแห่งกลียุค กำลังเดือดร้อน, กำลังตกเป็นทาสของวัตถุ, กำลังในโอกาสแก่กิเลสตัณหามากขึ้น ๆ จึงมีความทุกข์ร้อนอยู่ในจิตใจของมนุษย์ในสมัยนี้มากขึ้น จึงเรียกว่า กลียุคนั้นกำลังมีอยู่ในใจของคนทุกคน ในเวลานี้. จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะมีธรรมะเป็นเครื่องขจัดปัญหาข้อนี้. ความหมายของคำว่า กลียุคนั้น หมายถึงเรื่องของโลก แผ่นดินก็ได้ หมายถึงเรื่องของมนุษย์เป็นส่วนรวมก็ได้ แต่ไม่สำคัญเท่ากับเรื่องที่บุคคลคนหนึ่งกำลังมีกลียุคอยู่ในใจของตน ฉะนั้น ธรรมะมีขึ้นก็เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาข้อนี้ เพื่อจะปัดเป่าความเป็นกลียุคนั้นให้หมดไปจากใจ นี่แหละ เราจะได้ดูกันต่อไปว่า มันจะได้อะไรที่ดีมากไปกว่านี้.

          การที่เรามาประชุมกัน ด้วยการลงทุนหลายอย่าง หลายทาง เพื่อพุทธธรรมของพระพุทธเจ้านี้ เราจะได้อะไร โลกนี้จะได้อะไร, อาตมาคิดว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่า การที่จะกำจัดออกไปเสียได้ ซึ่งความเป็นกลียุค. ความเป็นกลียุคโดยส่วนรวม ก็กำจัดออกไปเสียให้ได้, ความเป็นกลียุคโดยส่วนตัวคน ๆ หนึ่ง ก็ต้องกำจัดออกไปเสียให้ได้ ถ้าได้อย่างนี้แล้วก็เป็นอันว่าได้หมด ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์.

          ทีนี้ธรรมะนี้มีความจำเป็นแก่เราอย่างไร มีความจำเป็นแก่โลกอย่างไร เชื่อว่าท่านทั้งหลายส่วนมาก ก็ได้สนใจกันมาแล้วไม่น้อยเหมือนกัน. ฉะนั้น ข้อที่ต้องมาพูดกันอีก หรือมาตักเตือนกันอีก จึงมักจะไปอยู่ในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ค่อยจะมองกัน หรือมองข้ามไปเสีย.

          ในเรื่องนี้อาตมาอยากจะสรุปไว้ เป็นหัวข้อสั้น ๆ ว่า : ถ้าปราศจากธรรมะเสียแล้วจะไม่มีอะไร ๆ ชนิดที่มนุษย์ควรจะต้องการ หรือกำลังต้องการมันอยู่. ยกตัวอย่างเช่นว่า เรากำลังต้องการสิทธิของมนุษยชนที่เสมอกัน นี้เป็นความเรียกร้องต้องการสิทธิของมนุษยชน แต่ไม่มีใครพูดว่าต้องการธรรมะเลย. ความเห็นแก่ตัวละกระมัง ที่ทำให้เรียกร้องสิทธิมนุษยชน ไม่ได้เรียกร้องธรรมะ เพราะมองข้ามธรรมะไปเสีย ไปมองเห็นแต่สิทธิมนุษยชนที่จะเรียกร้องอย่างนี้ ตามความต้องการของตน. นั่นแหละคือร่องรอย หรือนิมิตแห่งความเห็นแก่ตัว มันจึงไม่ได้สมตามความปรารถนา. เพราะว่า ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว สิทธิมนุษยชนไม่มีความหมายเลย จะพูดกัน ก็พูดกันแต่ปากเท่านั้น, จะตั้งองค์การอะไรขึ้นมา เพื่อเรียกร้องหรือรักษาสิทธิมนุษยชน ก็เป็นเรื่องละเมอเพ้อฝันทั้งนั้น, ถ้าขาดธรรมะเสียอย่างเดียวแล้ว ความหมายของคำว่า สิทธิมนุษยชนก็ไม่มี.

          เราจะเห็นได้โดยง่าย ในข้อที่ว่า สิทธิมนุษยชนนี้ ทุกคนก็รู้จักและต้องการ, แต่แล้วทำไมจึงมีไม่ได้ มีแต่การละเมิดสิทธิของกันและกัน. นี้ก็เพราะขาดธรรมะในข้อที่ว่า บังคับตัวเองไม่ได้, บังคับตัวเองไม่ได้ เพราะขาดธรรมะ เพราะขาดธรรมะ จึงไม่มีการบังคับตัวเอง. นี่มันไม่ใช่ไม่รู้ ไม่ใช่ว่าเพราะเราไม่รู้ หรือไม่รู้จัก, และไม่ใช่เพราะไม่มีใครคอยห้าม. มีคนคอยห้าม มีกฎหมายหรือมีอะไรคอยควบคุม และไม่ใช่เพราะไม่มีองค์การ เช่นองค์การสหประชาชาติ ; แม้มีองค์การเช่นองค์การสหประชาชาติ มันก็ยังมีไม่ได้อยู่นั่นเอง เพราะว่ามันขาดธรรมะ, ไม่ใช่เพราะไม่รู้, ไม่ใช่เพราะไม่มีใครคอยห้ามปราม, ไม่ใช่เพราะไม่มีองค์การที่มีหน้าที่อย่างนี้, นี่ไม่ใช่ทั้งนั้น.

          การละเมิดสิทธิมนุษยชนมี เพราะคนขาดธรรมะ นี้เป็นตัวอย่างซึ่งอาตมาได้กล่าวไปว่า อะไร ๆ ที่เราต้องการจะให้มีหรือกำลังขวนขวายจะให้มี มันมีไม่ได้เพราะขาดธรรมะเพียงอย่างเดียว ถ้ามีธรรมะเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งที่เราปรารถนาหรือควรจะใฝ่ฝันนั้น ก็จะมีเป็นอย่างยิ่ง ครบถ้วนบริสุทธิ์บริบูรณ์.

          ขอย้ำเรื่องคำว่า "ประชาธิปไตย" อีกสักครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ได้กล่าวบ้างแล้วเมื่อวานนี้ ว่าความเป็นประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งที่เทิดทูนบูชายกย่องเรียกร้องกันนักหนาในสมัยนี้ แต่แล้วก็เรียกร้องกันไปอย่างละเมอ อย่างคนละเมอ เพราะว่าเรียกร้องไปตามกิเลสตัณหาของตน ต้องการประชาธิปไตยตามกิเลสตัณหาของตน ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ถูกต้องของธรรมชาติ กล่าวคือธรรมะ.

          ทำไมไม่เรียกว่า ธรรมาธิปไตย แต่ไปเรียกว่า ประชาธิปไตย. ลองเปรียบเทียบคำสองคำนี้อู ว่ามันมีความหมายแตกต่างกันอย่างไร และอะไรน่าอันตรายกว่า. เมื่อพูดว่าประชาธิปไตย ก็เอาประชาชนเป็นใหญ่ ; เมื่อพูดว่าธรรมาธิปไตยก็เอาธรรมะเป็นใหญ่. การเอาประชาชนเป็นใหญ่นั้น มันยังกำกวมและอันตรายเพราะเรายังไม่รู้ไม่ได้ว่าประชาชนนั้นเป็นคนดีหรือคนเลว ; ถ้าประชาชน เป็นคนเลว ขาดธรรมะ แล้ว สิ่งที่ทำไปโดยประชาชน เพื่อประชาชน ของประชาชนนั้น ก็คือการทำโลกนี้ให้เป็นนรกนั่นเอง ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะว่าขาดธรรมะ ; แต่ถ้ามีธรรมะแล้ว ก็ทำโลกนี้ให้เป็นสิ่งประเสริฐวิเศษ เป็นสังคมที่วิเศษที่สุดของบรรดาสัตว์ทั้งหลาย. ทีนี้เราดูให้ดี เราจะเห็นได้ว่า ประชาชนในโลกสมัยนี้ กำลังตกเป็นทาสของวัตถุนิยม หนักขึ้น ๆ อย่างรั้งไว้ไม่อยู่. เมื่อประชาชนทั้งหมดเป็นทาสของวัตถุนิยมแล้ว ประชาธิปไตย ก็มีความหมายแต่เพียงว่า ช่วยกันทำโลกนี้ให้เป็นทาสของวัตถุเร็ว ๆ เข้าเท่านั้นเอง และผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ การเบียดเบียน เพราะว่าวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความลุ่มหลง ปราศจากธรรมะแล้ว ยิ่งมีความลุ่มหลงมาก ลุ่มหลงแล้วก็เห็นแก่ตัว ก็เบียดเบียนกันอย่างที่กำลังเป็นอยู่นี่.

          ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ในข้อนี้ ว่าการศึกษาก็มุ่งไปแต่ทางวัตถุ การศึกษาของโลกทั้งโลก การงานการก้าวหน้า การประดิษฐ์อะไรต่าง ๆ ทุกอย่างแห่งสมัยนี้ ล้วนแต่เป็นการมุ่งหมายวัตถุ ทำไปเพื่อวัตถุ จนมากมายท่วมทับ เรื่องทางธรรม หรือทางศาสนาอย่างที่จะกล่าวไม่ได้ หรือคำนวณไม่ไหว เราจึงได้เห็นแต่ภาวะที่น่าทุเรศ น่าสังเวช น่าเศร้ามากขึ้นในโลกนี้. นี้คือการก้าวหน้าของโลกในปัจจุบันนี้ ซึ่งย่อมจะแสดงอยู่แล้วว่าประชาชนในโลกกำลังเป็นทาสของวัตถุมากขึ้น และจะนำโลกไปสู่ความเป็นโลกนรกมากขึ้นในทางจิตทางวิญญาณ. พูดกันแต่ประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้คำนึงถึงธรรมะ มันก็เป็นอย่างนี้. เพราะฉะนั้น อาตมาคิดดูเต็มที่แล้ว ก็อยากจะขอกล่าวว่า ประชาธิปไตยของโลกสมัยนี้ สู้ประชาธิปไตยในสมัยโบราณ ในประเทศอินเดีย เช่นของพวกลิจฉวีก็ไม่ได้.

          ท่านจงพยายามศึกษาค้นคว้าหาเรื่องราว ในทางประวัติศาสตร์มาอ่าน ว่าในสมัยพุทธกาลนั้น รัฐเล็ก ๆ ที่เป็นประชาธิปไตย ก็มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกลิจฉวีมีความเป็นประชาธิปไตยที่น่าดู ยิ่งกว่าสมัยนี้อย่างมากมาย. นี่แหละคิดดูให้ดีเถิดว่า ความเป็นประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่ของใหม่ มีมาแต่โบราณ แม้ในครั้งพุทธกาลก็ได้มีแล้วอย่างดีที่สุด. ขอยืนยันให้ไปศึกษาเอาจากเรื่องราวของพวกลิจฉวี ในประเทศอินเดียในสมัยนั้น. และแม้จะย้อนหลังไปดูเรื่องราวดังที่กล่าวไว้ใน กาสิกวรรค ฑีฆนิกาย เป็นต้น ก็ยังพบว่า คนรู้จักประชาธิปไตยกันมาแล้ว ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ แต่ไม่บอกได้ว่าหลายแสนปีหรือหลายล้านปี แต่ว่าดึกดำบรรพ์ คือตั้งแต่สมัยแรกที่มนุษย์เริ่มมีความรู้สึกว่า จะต้องพร้อมใจกันมอบอำนาจให้บุคคลที่ดีที่สุด เป็นผู้ปกครองแล้วก็เปลี่ยนได้ตามความต้องการของตน.

          นี้เราจะเห็นได้ว่า ความเป็นประชาธิปไตยของสัตว์โลก ในโลกนี้มิได้ดีขึ้นแต่เลวลง และแม้ยิ่งจะพูดกันมากใน สมัยนี้ ก็เป็นประชาธิปไตยชนิดที่เป็นทาสของวัตถุ เป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่งไปกว่าประชาธิปไตยในสมัยพุทธกาล หรือก่อนพุทธกาลนานไกล. นี่แหละดูเถิด คำว่าประชาธิปไตยมีความหมายอะไร ถ้าปราศจากสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ.

          ทีนี้เราลองดูให้กว้าง ๆ ออกไปว่า ถ้าเป็นธรรมาธิปไตยแล้ว ก็หมดปัญหา จะใช้ระบบไหนก็ตาม ถ้าธรรมะเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว ก็เป็นธรรมาธิปไตยไปหมด สมมติว่า จะใช้ระบบเผด็จการ ผู้เผด็จการเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอย่างยิ่งแล้ว ก็ไม่เป็นเผด็จการไปได้ มันก็เป็นธรรมาธิปไตยอยู่นั่นเอง หรือเราจะใช้ระบบประชาธิปไตยอย่างที่ใช้ ๆ กันอยู่นี่ ถ้าทุกคนที่มีสิทธิ์มีเสียง ที่จะออกเสียงเป็นผู้มีธรรมะแล้ว มันก็กลายเป็นธรรมาธิปไตยไปหมด ฉะนั้น ขอให้ถือว่า โลกนี้จะรอดได้เพราะความเป็นธรรมาธิปไตย ไม่ใช่อธิปไตยอย่างไหนเลย.

          ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ว่า ธรรมะมีความสำคัญแก่โลกถึงขนาดนี้ เราชาวพุทธสมาคมต้องการธรรมะ ต้องการที่จะให้ธรรมะแพร่ไปทั่วโลก เราก็ต้องรู้คุณค่าของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ถึงขนาดนี้ : ถ้าทุกคนขาดธรรมะแล้ว ประชาธิปไตยก็คือการทำโลกนี้ให้เป็นโลกของนรก คือเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน. ลองคิดดูว่า ถ้าประชาธิปไตยของบุคคลที่เป็นทาสของวัตถุ มันก็หมายความว่า ในโลกนี้ก็มีคนสองพวกคือคนมั่งมีหรือนายทุนพวกหนึ่ง และคนยากจนอีกพวกหนึ่ง โลกนี้มีแต่นายทุนกับคนยากจน ที่จะต้องต่อสู้กันไปไม่มีที่สิ้นสุด เป็นวิกฤตกาลถาวร.

          ทีนี้ถ้าสมมติว่า ธรรมะมี ธรรมะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ความเป็นนายทุนก็หายไป ความเป็นกรรมกรก็หายไป จะเหลือแต่บิดากับบุตร มนุษย์ในโลกจะเหลืออยู่เพียง ๒ จำพวกคือ บิดากับบุตร. ผู้ที่มีทรัพย์ มีอำนาจ มีอะไรเป็นผู้เข้มแข็งนั้น ตั้งอยู่ในฐานะเป็นบิดา, และผู้ที่ยากจนอ่อนแอกว่า ก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นบุตร.

          คำที่น่าสนใจคำหนึ่ง ที่ใช้กันอยู่ในภาคเหนือ คือคำว่า พ่อเลี้ยง หรือแม่เลี้ยง ก็ตาม เข้าใจว่าแต่เดิมจะมีความหมายวิเศษที่สุด คือเป็นเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะป้องกันลัทธินายทุนไม่ให้เกิดขึ้นในโลก. ความเป็นพ่อเลี้ยง แม่เลี้ยงนี้ มีลักษณะเป็นบิดามารดา ไม่ใช่นายทุน. ถ้าขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ ยังมีอยู่แล้วจะวิเศษที่สุด จะไม่มีนายทุนและกรรมกรเกิดขึ้นเพื่อต่อสู้กัน, จะมีแต่บิดากับบุตรที่อยู่กันอย่างผาสุก. ผู้ที่เป็นพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงนั้นก็คือผู้ที่อุ้มชูผู้ที่เป็นบุตร กรรมกรหรือคนที่ยากจนนั้น เป็นผู้ที่ถูกอุ้มชู.

          คนเราในโลกนี้จะเสมอกันไม่ได้ ใครจะมาพูดว่า จะทำให้คนทุกคนเสมอภาคกันนี้ จะเป็นคนบ้า แม้จะมีปัญหาว่าโลกกำลังระส่ำระสาย เพราะความเป็นอยู่ของคนไม่เท่ากัน เราจะต้องจัดกระทำไปในลักษณะที่ให้คนมีอะไรเท่า ๆ กัน โลกจะมีสันติภาพนี้ก็คือคนบ้า. เพราะว่าไม่สามารถจะจัดคนให้เหมือนกันได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายต้องเป็นไปตามกรรม กรรมจะจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เป็นประเภท ๆ ไป โดยส่วนใหญ่ก็คือ จะมีผู้ที่มีกำลัง มีอำนาจเข้มแข็ง และจะมีผู้หย่อนอำนาจและอ่อนแอ เพราะว่าร่างกายก็ไม่เหมือนกัน มันสมองก็ไม่เหมือนกัน สติปัญญาก็ไม่เหมือนกัน อะไร ๆ ก็ไม่เหมือนกัน มันจึงต้องต่างกัน เมื่อต่างกันแล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร มันก็ ต้องแก้ปัญหาด้วยคนที่เข้มแข็งกว่าช่วยคนที่อ่อนแอ เมื่อเป็นได้อย่างนี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ในการที่โลกนี้จะมีความวุ่นวาย.

          ลัทธิพุทธศาสนา เรียกหาความเสมอภาคนั้น หมายถึง ความเสมอภาคตามสัดตามส่วนแห่งความสามารถ. พวกที่มีสติปัญญาน้อยก็เป็นกรรมกร เขาก็ได้รับลัทธิหน้าที่สมส่วนไป แล้วพวกที่มีสติปัญญามาก ก็เป็นเจ้าของงานเจ้าของทรัพย์สมบัตินี้ก็เรียกว่ามีสิทธิ์ มีหน้าที่สมสัดสมส่วนไปแล้ว. แต่ว่านั้นยังไม่พอ มันต้องมีธรรมะเข้ามาให้รู้ว่า เมื่อมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่อย่างนี้แล้ว มันก็ต้องประพฤติให้ถูกต้องตามที่ธรรมชาติต้องการ คืออย่าให้เป็นปัญหาเกิดขึ้นมาได้ ฉะนั้น จึงมีธรรมะในข้อที่ว่าคนที่เข้มแข็งต้องช่วยคนที่อ่อนแอ โดยที่เราไม่ต้องมีอะไรเสมอกันในทางวัตถุ.

          เดี๋ยวนี้กำลังเรียกร้องความเสมอกันในทางวัตถุ และต่อสู้เพื่อเหตุนี้ โลกนี้จึงวุ่นวาย พุทธศาสนาจะเหมือนกับลัทธิคอมมูนิสม์ไม่ได้ ก็ที่ตรงนี้ คือตรงที่ พุทธศาสนาจะยังคงยืนยันข้อที่ว่า ทุกคนจะเสมอกันไม่ได้ และผู้ที่เข้มแข็งกว่าหรือสูงกว่า จะต้องช่วยเหลือคนที่อ่อนแอ หรือต่ำกว่าเสมอไป.

          เราก็สรุปความได้ว่า ถ้าโลกนี้มีแต่นายทุนกับกรรมกร ก็เป็นโลกของสัตว์นรก, ถ้าโลกนี้มีแต่บิดากับบุตร ก็เป็นโลกของพระศรีอาริย์. ความเป็นบิดากับบุตรจะเสมอกันไม่ได้ แต่แล้วมันก็ยังมีความเป็นโลกของพระศรีอาริย์ได้ โดยที่ทุกคนยินดีตามที่กรรมจัดสรรให้ ว่าตนจะต้องอยู่ในสถานะอย่างไร และผู้ที่อยู่ในสถานะที่เข้มแข็งกว่า ก็ช่วยเหลือคนอ่อนแอเสมอไป ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของธรรมะ ตามกฎของธรรมชาติ.

          นี่แหละท่านทั้งหลาย จะมองเห็นได้ว่าความสำคัญมันขึ้นอยู่กับคำว่า ธรรมะเพียงคำเดียว ขาดธรรมะแล้วมนุษย์ก็ไม่เป็นมนุษย์ โลกนี้ก็เป็นโลกของสัตว์นรกไปทันที, มีธรรมะแล้ว โลกนี้ก็เป็นสวรรค์ หรือเป็นโลกของพระศรีอาริย์ไปได้ทันที มันขึ้นอยู่กับคำว่าธรรมะเพียงคำเดียวอย่างนี้.

          ทีนี้มันก็มีปัญหาต่อไปว่า มันเป็นธรรมะจริง หรือว่าธรรมะปลอม เดี๋ยวนี้คนทุกคนเขาก็อ้างว่ามีธรรมะ ไม่ว่าคนพวกไหน ชาติไหน ภาษาไหน องค์การไหน ก็อ้างธรรมะด้วยกันทั้งนั้น. พูดถึงความเป็นธรรม พูดถึงความจริง พูดถึงความยุติธรรม ความถูกต้องกันทั้งนั้น รวมความว่าพูดถึงธรรมะกันทั้งนั้น แต่แล้วก็ต้องดูให้ดีว่า มันเป็นธรรมะจริงหรือธรรมะปลอม.

          หากธรรมะที่ประกอบอยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว ตั้งรากฐานอยู่บนความเห็นแก่ตัวแล้ว เป็นธรรมะปลอมทั้งนั้น ; แม้ว่ามันจะเป็นไปตามกฎธรรมดาสามัญ. ดังตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นข้างต้นว่า การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนนี้ มันเป็นธรรมะความเห็นแก่ตัว ถ้ามันขาดธรรมะจริงแล้ว มันจะมีไม่ได้ ; มีธรรมะจริงแล้ว ไม่มีความเห็นแก่ตัวแล้วก็ไม่ต้องเรียกร้อง ไม่มีใครละเมิดสิทธิของใคร, ธรรมะจริงเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง, ธรรมะปลอมก็คือ เป็นไปตามอำนาจของความคิดนึกของบุคคลผู้มีความเห็นแก่ตัว.

          ทีนี้เรามีปัญหากันที่ว่าจะศึกษาอย่างไร ทำความเข้าใจกันอย่างไร ในเรื่องธรรมะจริง ธรรมะปลอม อาตมาก็ขอสรุปอย่างที่เคยสรุปแล้ว สรุปอีกว่า จงเอาความเห็นแก่ตัวนั่นแหละเป็นหลัก เอาความเห็นแก่ตัว หรือความไม่เห็นแก่ตัวนั่นแหละเป็นหลัก. ถ้ามันตั้งเค้าเงื่อนขึ้นมาจากความเห็นแก่ตัวแล้ว เป็นธรรมะปลอม ก็จะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง โดยทำลายความเห็นแก่ตัวให้น้อยลงไป น้อยลงไป น้อยลงไปจนหมดสิ้น, ธรรมะปลอมก็จะกลายเป็นธรรมะจริงขึ้นมาได้.

          อย่างทำบุญไปสวรรค์ อย่างนี้เป็นธรรมะจริงหรือธรรมะปลอม, ตามความรู้สึกของอาตมาเห็นว่าเป็นธรรมะปลอม, เพราะมีความเห็นแก่ตัว ค้ากำไรเกินควร มันก็เป็นเรื่องธรรมะปลอม แต่ว่าเราแก้ไขได้ โดยเปลื่นเป็นว่าทำบุญนี้เพื่ออะไร ? เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ให้ไปเห็นแก่ผู้อื่น ทำบุญลงไปเท่าไรก็คือขว้างความเห็นแก่ตัวออกไปเท่านั้น มันมีความเห็นแก่ตัวน้อยลงไป จนหมดความเห็นแก่ตัว มันก็เป็นการทำบุญที่แท้จริงยิ่งขึ้นมา จากการทำบุญเอาหน้า จากการทำบุญไปสวรรค์ จากการทำบุญอะไรที่เป็นการเห็นแก่ตัวนั้น มาเป็นการกระทำเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว เพื่อไม่มีตัว เพื่อเห็นแก่ผู้อื่น. นี้เรียกว่าเราจะต้องระวังกันให้มากในฐานะที่เป็นผู้ต้องการธรรมะ และต้องการเผยแผ่ธรรมะให้มันถูกธรรมะจริง.

          เดี๋ยวนี้น่าเป็นห่วงที่ว่าอะไร ๆ ภายใต้ชื่อว่าธรรมะนี้ มันจะเป็นของปลอมไปหมดแล้ว. จะยกตัวอย่างที่เคยยกซ้ำ ๆ ซาก ๆ อีกว่า เรื่อง สปิริตของนักกีฬาที่เราต้องการกันนักหนา ความเป็นนักกีฬานี้ เราต้องการกันนักหนา เพราะว่าความเป็นนักกีฬาโดยแท้นั้น มันหมายถึง ไม่เห็นแก่ตัวเป็นเครื่องมือทำลายความเห็นแก่ตัว เราจึงจัดการเล่นกีฬาขึ้นมา เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับฝึกฝนความไม่เห็นแก่ตัว ระเบียบหรือความนิยมอะไรก็ตาม ที่เนื่องจากการกีฬาแล้ว ต้องตั้งรากฐานอยู่บนรากฐาน คือความไม่เห็นแก่ตัว มันจึงจะเป็นกีฬาบริสุทธิ์ หรือเป็นธรรมะ.

          แต่เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูที่สนามกีฬานั้นแหละ คือที่พอกพูนความเห็นแก่ตัว เพื่อฝึกความเห็นแก่ตัว. ในสนามกีฬานั่นแหละมีคำว่าแก้แค้น มีการกระทำที่เป็นการแก้แค้น อย่างนี้มันหมดความหมายของความเป็นนักกีฬาเสียแล้ว คือ ถ้ามีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เสียหน้า ละอาย เหล่านี้เป็นต้น นี้หมดความเป็นนักกีฬาเสียแล้ว. และเมื่อชนะก็รับถ้วยชนะนั้นมาเชิดชู ยกหูชูหางวิ่งไปรอบ ๆ สนามกีฬา นี้มันก็หมดความเป็นนักกีฬาแล้ว.

          การเล่นกีฬาทีไรก็เป็นการเพิ่มความเป็นอันธพาล ความเป็นนักกีฬามันจึงหมดไป มันจึงได้รับผลจากการกีฬาตรงกันข้าม คือสร้างความเป็นอันธพาลขึ้นมาในสนามกีฬานั้น และมีผลเป็นอย่างไร มีปรากฏการณ์เป็นอย่างไร ท่านก็เห็นกันอยู่แล้ว ทราบกันอยู่แล้วในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือในอะไรก็ตาม. อย่างในที่สุด ที่เราพูดกันมากในเวลานี้ก็คือ เรื่องระเบิดขวด อย่างนี้เป็นต้น นั่นคือ เป็นผลที่ผลิตออกมาจากสนามกีฬาในที่สุด แล้วจะมีประโยชน์อะไร.

          สมัยก่อนการกีฬานั้นไม่มีแพ้ไม่มีชนะ นี่เป็นการฝึกธรรมะโดยตรง ไม่มีความรู้สึก ว่าแพ้หรือชนะนี้เป็นธรรมะอย่างยิ่ง. เพราะว่าผู้แพ้ก็ต้องนอนเศร้า เสียใจ เป็นทุกข์ ผู้ชนะก็ถูกอาฆาตจองเวร ฉะนั้นอย่าเป็นผู้แพ้ และผู้ชนะเลย จะนอนเป็นสุข พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนี้ นั้นแหละคือ sporting spirit ของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสยืนยันไว้เป็นพระพุทธภาษิต คือความไม่มีแพ้และไม่มีชนะ.

          ทีนี้ เรา ไปแย่งความชนะกันในสนามกีฬา พอกพูนนิสัยความเป็นอันธพาล ; แม้ที่สุดคำที่เอามาพูดจากันเกี่ยวกับกีฬาก็เป็นคำผิดพลาดไปหมด ในวิทยุกระจายเสียง ของสถานีที่มีเกียรติ ส่งกระจายข่าวเกี่ยวกับกีฬามีคำว่า แก้แค้น มีคำว่า เสียหน้า มีคำอะไรที่เป็นในเรื่องที่ไม่ใช่นักกีฬาทั้งนั้น. นี่ก็แปลว่าลืมตัวกันไปหมดแล้ว ทั้งในสนามกีฬาและทั้งในวิทยุกระจายเสียง, ความเป็นนักกีฬาก็เลยสูญไปจนหมดสิ้น เพราะไม่มีธรรมะ เพราะขาดธรรมะ.

          นี่ก็เรียกว่าสิ่งที่เคยเทิดทูนบูชากันนักหนา คือความเป็นนักกีฬานั้น มันสูญสิ้นไปจากโลก. จะเป็นการแข่งขันภายในประเทศก็ดี ระหว่างชาติก็ดี ล้วนแต่เป็นอย่างเดียวกันทั้งนั้น, มีหลักฐานปัจจุบันยืนยันไม่ต้องแก้ตัว. ก็เป็นอันว่าโลกกำลังหมดความเป็นนักกีฬามากขึ้นทุกที คำว่ากีฬาไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่า เป็นที่สำหรับสร้างความเป็นอันธพาล มนุษย์ก็หมดที่พึ่ง. นี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ที่ว่าขาดธรรมะแล้วไม่มีความเป็นนักกีฬา ในโลกนี้.

          ทีนี้ขออภัยที่ว่า จะยกตัวอย่างสักอันหนึ่ง เกี่ยวกับธรรมะ ให้ใกล้ตัวเข้ามาที่สุดว่า ธรรมะในความเป็นสามีภรรยา ธรรมะในความเป็นผัวเมีย นี้อาจจะเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายยังไม่อาจเคยคิดก็ได้. ถ้าถือตามหลักธรรมะหรืออารยธรรมในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นบ่อเกิดของพระพุทธศาสนา เขาถือว่าทุกระดับทุกตอนของชีวิต เป็นการประพฤติธรรมะ.

          มนุษย์เกิดมาจะต้องมีวิวัฒนาการเจริญขึ้นตามลำดับเป็นขั้นเป็นตอน เป็นตอน ๆ ไป. ทุก ๆ ขั้นทุก ๆ ตอน, มีธรรมะหรือเป็นการประพฤติธรรมะ. เช่น เด็กเกิดมาก็ต้องประพฤติธรรมะของเด็ก มีโอกาสที่จะประพฤติธรรมะของเด็ก, เป็นคนหนุ่มคนสาวก็มีโอกาสจะพฤติธรรมะของความเป็นหนุ่มเป็นสาว, เป็นสามีภรรยา ก็เป็นโอกาสที่จะพฤติธรรมะของความเป็นสามีภรรยา จะกระโดดข้ามไปเสียไม่ได้และจะเว้นเสียก็ไม่ได้ เพราะธรรมชาติกำหนดไว้อย่างนั้น ว่าคนจะต้องมีวิวัฒนาการอย่างถูกต้องไปตามลำดับ จึงจะถึงจุดหมายปลายทาง กล่าวคือพระนิพพาน.

          เดี๋ยวนี้ ความเป็นผัวเมียนี่ ไม่มีใครคิด ไม่มีใครนึกว่าเป็นเรื่องธรรมะหรือเป็นโอกาสแห่งการประพฤติธรรม, มันก็กลายเป็นเรื่องกิเลสตัณหาไปเสียเท่านั้นเอง ถ้าเราจะพิจารณาดูให้ดี ก็จะเห็นได้ว่า ทุกขั้นทุกตอนของชีวิต มีความจำเป็นที่จะต้องมีธรรมะ ระบบใดระบบหนึ่ง. ในความเป็นสามีภรรยานั้น ยิ่งมีธรรมะที่ประพฤติได้ยาก ; เพราะว่าความเป็นสามีภรรยานี้ มองกันไปแต่ในแง่ของกิเลสตัณหาไปเสียหมด, ไม่ได้มองไปว่านั้นก็เป็นบทเรียนบทหนึ่ง ที่จะต้องสอบไล่ให้ได้ดี แล้วผ่านไปให้ได้ดีที่สุด.

          ท่านจงไปคิดเสียใหม่ว่า การที่ต้องมีการสมรสเป็นสามีภรรยานี้ เป็นบทเรียนบทหนึ่งที่จะต้องเรียนให้ดี และจะต้องสอบไล่ให้ได้ให้ดี จึงจะเป็นผู้ที่ก้าวหน้าไปตามทางของธรรมะ มีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง. ฉะนั้น เราต้องพูดว่า การแต่งงานก็คือการเลื่อนขั้นของชีวิต ในทางการศึกษา และการปฏิบัติขั้นหนึ่ง เพื่อให้มนุษย์ได้เดินไป ก้าวหน้าไปตามลำดับ กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง.

          ถ้าว่าการแต่งงานเพื่อการมีบุตร มีบุตรนี้เพื่อทำอะไร เพื่อไว้หลงรักหวงแหนหรือไว้เป็นวัตถุสำหรับการประกวดประชันกัน อย่างนั้นหรือ ? ลองคิดดูให้ดี ถ้าถือตามหลักธรรมะ ก็จะต้องถือว่า มีบุตรก็เพื่อจะสืบต่อการปฏิบัติธรรมะในโลกนี้ไว้อย่าให้ขาดสายได้.

          ถ้าบิดามารดายังไม่สามารถเข้าถึงนิพพานได้ด้วยตนเอง ก็ทิ้งบุตรไว้ให้เดินต่อไป จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง คือ นิพพาน. ฉะนั้นการแต่งงานเป็นการสืบต่อ, การแต่งงานเพื่อมีบุตรก็เป็นการสืบต่อการประพฤติธรรมะของคนเรา อย่าให้ขาดตอนลงได้. โดยส่วนตัวก็ตาม โดยส่วนรวมก็ตาม มีบุตรสืบต่อเราไว้ ในโลกนี้ก็มีผู้ปฏิบัติธรรมะต่อไป, หรือพ่อแม่ถึงธรรมะสูงสุดไม่ได้ ก็มอบหมายให้บุตรเดินต่อไปให้ถึงธรรมะที่สูงสุด. นี้เรียกว่าเป็นเรื่องของธรรมะ มันเป็นภาระของธรรมชาติที่กำหนดขึ้น ว่ามนุษย์จะต้องดีขึ้น ๆ ไปลำดับไป.

          มองดูอีกแง่หนึ่ง เรื่องภาระหรือหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำ. มนุษย์เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ ไม่ใช่เกิดมาเปล่า ๆ. ขอให้ถือว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ของมนุษย์. อย่าได้คิดเป็นอย่างอื่น ไม่ต้องคิดจะหลีกเลี่ยงหรืออะไรทำนองนั้น. ถ้ามีสามีหรือภรรยาก็ตาม ก็เพื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระให้มันเบาลง หรือให้มันน้อยลง ๕๐ % มันดีกว่าที่จะทำคนเดียว ๑๐๐ % มีผู้แบ่งเบาภาระ ๕๐ % ต่อกันและกัน ; อย่างนี้มันก็ยังเป็นธรรมะ ยังเป็นการสมรสหรือการแต่งงานที่ประกอบไปด้วยธรรมะ. เพราะฉะนั้น การที่มีการแต่งงาน หรือการสมรส เพื่อประโยชน์แก่กามรสอย่างเดียวนั้นมันเป็นขบถ, เป็นขบถต่อธรรมะ มันเป็นการขบถต่อธรรมชาติ. นั่นแหละคือเรื่องฝืนธรรมชาติ นั่นแหละคือเรื่องไม่เป็นธรรมะ.

          ขอให้พิจารณาดู การสมรสของคนสมัยนี้ดูจะไม่ประกอบไปด้วยธรรมะมากขึ้น เป็นการขบถต่อธรรมะมากขึ้น โลกมันจึงเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครแต่งงานด้วย คิดว่าจะเป็นการแบ่งเบาภาระ ๕๐% หรือว่าการแต่งงานเพื่อมีบุตรไว้สืบต่อการประพฤติธรรมะของมนุษย์เอาไว้ : หรือว่าในตัวการสมรสมีความเป็นผัวเมียนั่นแหละ คือการปฏิบัติธรรมะอย่างยิ่งและโดยตรง เป็นการกระทำที่ถ้าทำได้ดีแล้ว เป็นบุญกุศลยิ่งกว่าบุญกุศลอย่างอื่นที่กำลังหลงกันอยู่อีก. เพราะว่าถ้ามีชีวิตสมรสอันถูกต้อง มันจะก้าวหน้าไปในทางสูง ซึ่งจะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อดับเพื่อหยุดได้จริง. แต่ถ้ามัวไปหลงใหลแต่ในเรื่องนี้มันก็ไม่ก้าวหน้า.

          จงคิดดูเถิดว่า แม้ในความเป็นสามีภรรยา ก็ยังเป็นสิ่งที่จะต้องประกอบอยู่ด้วยธรรมะ นี้เป็นเพียงตัวอย่างบางอย่างในหลาย ๆ อย่างที่จะเอามาเป็นตัวอย่างไม่ไหวเพราะมันมากเกินไป จึงยกเอาตัวอย่างเฉพาะที่จะมักมองข้ามเสีย ไม่เห็นว่าทั้งเนื้อทั้งตัวต้องประกอบด้วยธรรมะทุกนาทีแต่ต้นจนปลาย. ในชีวิตนี้ต้องประกอบไปด้วยธรรมะ ทุกอย่างจึงจะเป็นไปด้วยดี ทั้งโดยส่วนตัวและส่วนรวม. แม้ที่สุดแก่การประกอบกิจกรรมในระหว่างเพศ ก็ต้องประกอบไปด้วยธรรมะ จึงจะเป็นไปอย่างถูกต้องตามที่ธรรมชาติต้องการ เป็นไปเพื่อวิวัฒนาการของมนุษย์ ไปสู่จุดสูงสุดที่มนุษย์จะพึงถึงได้.

          ไม่มีอะไรแล้วที่ไม่จำเป็น จะต้องมีธรรมะ ล้วนแต่จะต้องเกี่ยวข้องกันอยู่กับธรรมะทั้งนั้น. นี้เป็นตัวอย่างที่ขอให้ท่านทั้งหลายเอาไปนึกไปคิดให้ดีแล้วก็จะต้อบได้เองว่า ธรรมะทำไมกัน, ธรรมะทำไมกัน, ธรรมะทำไมกัน. คนที่ไม่สนใจก็จะต้อง พูดว่า ธรรมะ ธรรมเมอะ ทำไมกัน แล้วตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวนั้นเกิดมาทำไม จึงไม่มีความเข้าใจอะไร ๆ หมด ในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตจิตใจของตัวเอง. นี้เรียกว่าเป็นคนที่มืด ที่บอด หรือมีอวิชชาเป็นอย่างยิ่ง เพราะขาดธรรมะ.

          ทีนี้ข้อที่จะเรียกร้องให้สนใจเป็นพิเศษอีก ก็มีอยู่ในข้อที่ว่า เรามีความเข้าใจผิดกันอยู่อย่างหนึ่ง เกี่ยวกับธรรมะที่ถูกแบ่งชั้น พวกเรานี้เองเป็นคนไปแบ่งธรรมะให้เป็นชั้นนั้นชั้นนี้ ให้เป็นระดับนั้นระดับนี้. ดูความเก่งกล้าอย่างบ้าหลังของคนซิ ที่กล้าไปแบ่งธรรมะเอาตามชอบใจของตน. มันเรื่องความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. พระพุทธเจ้าได้ตรัสธรรมะไว้ ในฐานะเป็นของสำหรับคนทุกคนที่จะต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน ไม่มีทางที่จะกล่าวว่า คนหนึ่งปฏิบัติไปทางหนึ่ง คนหนึ่งปฏิบัติไปอีกทางหนึ่ง. อย่างว่าฆราวาสปฏิบัติไปในทางโลกิยะ ไปตามโลก และภิกษุปฏิบัติไปตามทางโลกุตตระไปเหนือโลก แยกทางเดินอย่างหันหลังให้กัน อย่างนี้เป็นคำพูดที่บ้าบอที่สุด ขออภัยที่ใช้คำอย่างนี้เพื่อกันลืม.

          คำว่า โลกิยะ โลกุตตระ นี้ เป็นคำที่ว่าเอาเองทีหลัง. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าคำของตถาคตแล้วต้องเป็นโลกุตตราทั้งหมด จะต้องเป็นไปเพื่ออยู่เหนือโลก หรือชนะโลกทั้งนั้น. อย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนกำลังชนะโลกทุกคนกำลังพ่ายแพ้แก่โลก และผู้พ่ายแพ้แก่โลกนี้ จะต้องดิ้นรนพยายามเพื่อจะชนะโลก. ฉะนั้น การปฏิบัตินั้นต้องเรียกว่า โลกุตตระ คือเป็นไปเพื่อชนะโลกทั้งนั้น.

          ใครก็ตาม จะยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ก็ตาม เขามีความทุกข์อย่างไร มีปัญหาอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องของโลก เด็กคนนั้นจะต้องพยายามเอาชนะให้ได้ เอาชนะปัญหานั้น เอาชนะสิ่งนั้นได้ คือชนะโลก. คนหนุ่มสาวจะมีกิเลสตัณหาอย่างไรก็ตาม เขาจะต้องพยายามเอาชนะกิเลสตัณหาเหล่านั้นให้ได้ ; นี้เรียกว่าดิ้นรนเพื่อจะอยู่เหนือสิ่งที่เรียกว่าโลกคือความทุกข์ ; พระพุทธเจ้าท่านเรียกโลกว่า คือความทุกข์ เรียกความทุกข์ว่าโลก.

          แม้ การประกอบการงานอาชีพ ทำนา ทำสวน อะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องของความทุกข์ ถ้าจะปล่อยไปตามบุญตามกรรม. เราจะต้องเอาชนะให้ได้ด้วยการมีจิตใจอยู่เหนือสิ่งนั้น : อย่าเป็นทาสของสิ่งนั้น อย่าเป็นทาสของวัตถุ อย่าเป็นทาสของผลงาน อย่าทำงานเพื่อเงิน อย่างนี้เป็นต้น. จะต้องทำงานเพื่องาน มันจึงจะอยู่ในลักษณะที่ชนะโลก ขึ้นเหนือโลก. เรากำลังจมโลกอยู่แล้ว จะต้องการจมให้มากไปทำไม ; หรือต้องการจะจมลงไปอีก มันก็เท่านั้นแหละ เพราะมันจมโลกอยู่แล้ว.

          หน้าที่ที่จะต้องทำคือ ดิ้นขึ้นมาให้พ้นจากโลก หรือเอาชนะโลก. เพราะฉะนั้นธรรมะทุกข้อทุกคำของพระพุทธเจ้า จึงเป็น โลกุตฺตรา ตถาคตภาสิตา โลกุตฺตรา สุ?ฺ?ตปฺปฏิสํยุตฺตา ท่านยืนยันอย่างนี้ทั้งนั้น ว่ามันจะต้องเป็นเป็นไปเพื่อชนะโลก ธรรมะนี้มีไว้เพื่อทุกคน อยู่ในโลกด้วยชัยชนะ ไม่พ่ายแพ้แก่โลก. ฉะนั้น การก้มหัวให้เป็นโลกิยะ จมลงไปในโลกอีกนั้น มันเป็นเรื่องของคนบ้า.

          ขออภัยที่ต้องพูดตรง ๆ อย่างนี้ อย่างกันเอง มันจะต้องอยู่ในโลกเพื่อชนะโลก ไม่มีโลกิยะที่เป็นที่มุ่งหมายสำหรับพุทธบริษัทเลย. จะไปอยู่ในสวรรค์ก็ดิ้นรนเพื่อจะชนะสวรรค์ จะไปอยู่นรกก็ดิ้นรนเพื่อชนะนรก จะอยู่ในโลกมนุษย์นี้อันเต็มไปด้วยการงาน อันเหงื่อไหลไคลย้อย ก็เพื่อจะเอาชนะสิ่งเหล่านี้. ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต่อสู้เพื่อขึ้นอยู่เหนือโลก เป็นโลกุตตระทั้งนั้น. คนชั้นหลังจะเห็นแก่ตัวหรือจะเผลอหรือจะอะไร ชอบแบ่งเป็นโลกิยะ เพื่อเป็นข้อแก้ตัวว่า คนจะได้จมโลกมากขึ้น ใครอย่ามามอง อย่ามาว่า อย่ามานินทาฉัน เพราะฉันต้องการอย่างนี้ นี่เป็นเรื่องว่าเอาเอง.

          หรือว่าบางทีจะใช้คำกันอีกคู่หนึ่งว่า คำว่า ปรมัตถ์ ซึ่งชอบใช้กันมาก พระพุทธเจ้าท่านแทบจะไม่ใช้คำนี้เลย คำว่า ปรมัตถ์ นี้ มันก็คือคำที่มีอยู่ หรือสิ่งที่อยู่ คำว่าปรมัตถ์นั้น มันคู่กันกับคำว่าโลกุตตระ. ปรมัตถ์ แปลว่า เรื่องที่ลึกซึ้งที่สูงสุดหรือเรื่องที่สูงสุด เรื่องบรม คือสูงสุด นี่มันเป็นเรื่องโลกุตตระ. เรื่องปรมัตถ์นี้ คนบางคนกลัว ว่าเป็นเรื่องดีเกินไป สูงเกินไป ยังไม่เกี่ยวกับเรา นี่เป็นการมองข้ามไปเสีย ไปหลงความเห็นแก่ตัว ต้องการจะตามใจตัวเพื่อแก้ข้อครหาให้แก่ตัว จึงยอมปัดเรื่องสูงออกไป เอาแต่เรื่องต่ำ ๆ เช่นเรื่องสมมติ. เรียกกันว่าเรื่องสมมติ เรื่องโลก เขาจะต้องคิดดูว่า ถ้าไม่มีเรื่องปรมัตถ์แล้ว เรื่องสมมติก็มีไม่ได้ และเรื่องจริงของจริงนั้นเป็นปรมัตถ์ ถ้าอะไรเป็นเรื่องจริง เป็นถูกต้อง ยุติธรรม เป็นของจริงแล้ว เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องของธรรมชาติ แล้วเป็นเรื่องปรมัตถ์ไปหมด.

          เราจะละเลย ไม่สนใจกับเรื่องปรมัตถ์นี้ มันไม่ถูก ; การที่จะสมัครไป สนใจเรื่องสมมติ กันในโลกนี้ มันเป็นเรื่องความเห็นแก่ตัว ต้องการจะต่อสู้เพื่อความเห็นแก่ตัว ; ไม่รู้ไม่ชี้เรื่องปรมัตถ์แล้ว เป็นคนโง่ที่สุด คือไม่สนใจกับเรื่องที่มีอยู่จริง เป็นอยู่จริง เป็นอยู่กะเนื้อกะตัว ; ในเมื่อไม่เข้าใจเรื่องปรมัตถ์แล้ว เขาก็จะไม่เข้าใจเรื่องสมมติด้วย ; จะทำอะไรไม่ได้แม้โดยสมมติ ถ้าไม่มีความหมายของคำว่า จริงแท้อย่างปรมัตถ์เข้ามาเป็นเครื่องแบ่งแยก หรือชี้ให้เห็นว่านี่เป็นเรื่องจริง นี่เป็นเรื่องสมมติ. เขาจะรู้แต่เพียงเรื่องเดียว แต่เรื่องสมมติเรื่องเดียว นี้มันไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์. มนุษย์จะต้องมีความรู้เรื่องจริง เรื่องถูกต้องของธรรมชาติ ให้มากให้ยิ่งขึ้นเสมอไป เพื่อว่ามนุษย์จะได้มีความเป็นมนุษย์สูงขึ้น ที่เรียกว่าวิวัฒนาการ.

          คำว่า ธรรมะ นั้น ท่านให้คำจำกัดความว่าอย่างไร ? ขอให้ท่านทั้งหลายลองนึกดูสักแวบหนึ่งว่า ท่านให้คำจำกัดความแก่คำว่า ธรรมะ นี้อย่างไร. บางคนจะพูดว่า ธรรมะ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า, อย่างนี้มันถูกนิดเดียว นิดเกินไป น้อยเกินไป ถ้าหมายแต่เพียงคำสั่งสอน ; ธรรมะ หมายถึงการปฏิบัติและผลของการปฏิบัติด้วย พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนั้น.

          ถ้าถือตามหลักของภาษาบาลี หรือภาษาสันสกฤตก็ตามแล้ว มันก็ยิ่งไปกันใหญ่, คำว่าธรรมะนี้มันจะกว้าง กินความหมด ไม่ยกเว้นอะไร, อะไร ๆ ก็เรียกว่าธรรมะ ความผิดก็เรียกว่าธรรมะ, ความถูกก็เรียกว่าธรรมะ, รูปธรรมก็เรียกว่าธรรมะ นามธรรมก็เรียกว่าธรรมะ, ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ.

          ถ้าถือ ตามหลักของภาษา อาตมาก็ขอร้องให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า ธรรมะนั้นคือตัวธรรมชาติทั้งหมด, ธรรมะนั้นคือกฎของธรรมชาติทั้งหมด, ธรรมะนั้นคือหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องทำตามกฎของธรรมชาติทั้งหมด, ธรรมะนั้น คือผลที่มนุษย์จะพึงได้รับจากการกระทำตามหน้าที่นั้นด้วย. รวมเป็น ๔ อย่าง อย่างนี้แล้วหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ บางท่านอาจจะยังไม่เคยฟัง.

          ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่าตัวธรรม คำว่าธรรมะโดยภาษาบาลีหรือสันสกฤตก็ตาม หมายความถึงของ ๔ อย่าง คือ ธรรมชาติทั้งหมด ดิน น้ำ ลม ไฟ จิตใจ รูปธรรม อะไรก็ตาม ตัวธรรมชาติทั้งหมดนี่เรียกว่า ธรรมะแล้ว, ในตัวธรรมชาติทั้งหมดเหล่านั้น มี กฎของธรรมชาติ เช่น ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น นี้เรียกว่ากฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องประพฤติกระทำ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือทำมาหากินอะไรก็ตาม หน้าที่ของมนุษย์ก็เรียกว่าธรรมะ, แล้ว ผลที่เกิดเป็นสิ่งต่าง ๆ ; ความสุข ความทุกข์ เป็นเงิน เป็นทอง เป็นอะไรก็ตาม นี้ก็ยังเรียกว่าธรรมะตามเดิม.

          ธรรมะจึงหมายถึงอะไร ๆ หมดสิ้น ไม่ยกเว้นอะไร : คือ ธรรมชาติ คือ กฎธรรมชาติ, คือ หน้าที่ตามธรรมชาติ, คือ ผลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ, นี่เรียกว่าธรรมะหมด. แต่ว่าโดยทั่วไปในภาษามนุษย์ หมายถึงหน้าที่ ธรรมะแปลว่าหน้าที่, หมายถึงหน้าที่, ทำหน้าที่ให้ถูกต้องก็แล้วกัน เรียกว่ามีธรรมะ. ฉะนั้น ธรรมะจึงไม่จำกัดในวงแคบ ๆ แต่เพียงว่าเป็นคำพูด เป็นคำสอน เป็นตำรา หรือเป็นบันทึกอะไรเท่านั้น มันหมายถึงทุกอย่าง และที่ สำคัญที่สุดก็คือ หน้าที่. เมื่อใดทำหน้าที่ถูกต้อง เมื่อนั้นมีธรรมะ.

          ทีนี้เราก็จับใจความได้ใกล้เข้ามาว่า ธรรมะคือการปฏิบัติ ที่ถูกต้องตามความหมายของความเป็นมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของคนผู้นั้น ๆ.

          ขอได้โปรดจดจำไว้ว่าอาตมาได้ยืนยันว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ที่เราจะต้องเข้าใจโดยรีบด่วนนั้น คือ หน้าที่ที่จะต้องกระทำให้ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของผู้นั้น ๆ ตั้งแต่อยู่ในท้อง แล้วคลอดออกมาเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นคนแก่เฒ่านี้ เรียกว่าวิวัฒนาการ.

          การประพฤติกระทำที่ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา นั่นแหละคือธรรมะ, คือธรรมะ ทึ่พุทธสมาคมจะต้องมี และจะต้องเผยแผ่ไป. เมื่อเราระบุลงไปว่า การกระทำที่ถูกต้อง ต่อความเป็นมนุษย์แล้ว มันย่อมรวบรัดเอามา ซึ่งความรู้ หรือวิชา หรือคำสอน หรืออะไรหมดสิ้น เพราะเราต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง.

          ทีนี้เรามักจะไปคิดเสียว่า ถ้าจะรู้ให้ถูกต้อง มันก็ต้องเรียนกันหมด ทั้งพระไตรปิฎก, นี่คือคนที่ไม่รู้อะไร. พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า ธรรมะที่รู้นั้น ที่พระองค์ตรัสรู้เท่านั้นเท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่ที่เอามาสอนนี้เพียงกำมือเดียว ใบไม้กำมือเดียว คือ เรื่องทุกข์ กับเรื่องความดับทุกข์เท่านั้น, และว่าการที่จะรู้จักทุกข์และความดับทุกข์นั้น ต้องเรียนจากภายใน ร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ที่มีทั้งสัญญาและใจ ไม่ใช่เรียนจากห้องสมุด ไม่ใช่เรียนจากโรงเรียน.

          ที่ว่าเรียนจากภายในนี้หมายความว่า ความทุกข์มันมีอยู่อย่างไร ความสุขมันมีอยู่อย่างไร มันต่างกันอย่างไร ต้องเรียนจากภายใน และยิ่งกว่านั้นต้องเรียนจากธรรมชาติ และใกล้ชิดกับธรรมชาติ. เช่นว่ามาเดินอยู่ในสถานที่อย่างนี้มันเกิดความรู้สึกสุขสบายบอกไม่ถูกขึ้นมา นี้เรียกว่าธรรมชาติสอนแล้ว.

          เราต้องเรียนจากธรรมชาตินั้น จนรู้ว่า อ้าว,เราเดินอยู่ที่นี่ ที่นี่ไม่มีอะไรเป็นของเรา ไม่มีบ้านของเรา ไม่มีลูกไม่มีเมียของเรา ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีความรับผิดชอบอะไร เรากำลังว่างจากสิ่งผูกผัน เราจึงสบาย มีความสุข. ฉะนั้น เราจึงเรียนตัวความสุข จากธรรมชาตินั้น เรียนตัวเหตุให้เกิดความทุกข์ จากธรรมชาตินั้น. เรียนให้รู้จักความยึดมั่นถือมั่น จากธรรมชาตินั้น, เรียนรู้จักความไม่ยึดมั่นถือมั่นจากธรรมชาตินั้น ที่ตรงนั้น นั่นเอง.

          อาตมาบอกทุกคนว่า ที่นี่ก้อนหินทุกก้อนพูดได้ ต้นไม้ก็พูดได้ เม็ดกรวดเม็ดทรายก็พูดได้ แต่ท่านหูหนวกและไม่ได้ยิน ; มันก็เฝ้าบอกให้ว่าอะไรเป็นอย่างไร ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอย่างไร นี่คือว่าเรียนจากธรรมชาติ เรียนจากก้อนหิน ต้นไม้ ก้อนดิน อะไรก็ตาม ต้องเรียนจากธรรมชาติอย่างนี้ โดยอาศัยร่างกายนี้ ที่มีความคิดนึกอยู่นี่ ยังไม่ตายนี่ มันน้อยยิ่งกว่ากำมือเดียว ไม่ต้องเป็นห่วง ว่าจะต้องอ่านหนังสือเป็นหอบ ๆ หรืออะไรทำนองนั้น นั้นมันเป็นเรื่องที่ไม่รู้จักสิ้นสุด. แต่ธรรมะที่เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์แล้ว มันอยู่ที่จะต้องเรียนจากธรรมชาติโดยตรงแล้วไม่มากมายเลย.

          ในการที่จะมีธรรมะก็ตาม จะเข้าถึงธรรมะก็ตาม หรือดื่มรสของธรรมะก็ตาม ไม่มีทางจะทำอย่างอื่น นอกจากเรียนเอาจากธรรมชาติ โดยเข้าไปเป็นเกลอกับธรรมชาติ. อย่าลืมว่า เนื้อตัวเรา ร่างกายจิตใจของเรานี้ มันก็คือธรรมชาติ, สิ่งรอบ ๆ ตัวเรานี้มันก็คือธรรมชาติ และมันก็ควรจะติดต่อกันได้ เข้าใจกันได้. มันจึงหมายถึงว่าทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติ แม้จิตใจที่จะไปเข้าใจธรรมชาติ มันก็เป็นธรรมชาติ, อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นธรรมชาติ ฉะนั้นเราจึงต้องปักใจที่จะเข้าถึงตัวธรรมชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วเราก็จะรู้ตัวธรรมะนั้น : เรียนความทุกข์จากความทุกข์ เรียนความสุขจากความสุข เรียนกิเลสจากกิเลส เรียนความไม่มีกิเลสจากความไม่มีกิเลส อย่าไปเข้าใจว่ายังไม่เป็นพระอรหันต์จะไม่มีกิเลสได้อย่างไร นี้มันเป็นเรื่องความเข้าใจผิด.

          คนบางพวกสอนว่า คนมีกิเลสอยู่ตลอดเวลา ไม่มีขาดตอน อาตมาว่าสอนผิด เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้แต่อวิชชามันก็เพิ่งเกิด และเกิดเป็นคราว ๆ เมื่ออารมณ์มากระทบทางตา ทางหู เป็นต้น เราเผลอไป อวิชชาก็เกิด อวิชชาไม่ได้เกิดอยู่ตลอดกาลเป็นสัสสตะ เที่ยงแท้ถาวรอย่างนั้น เราจึงมีระยะเวลาที่ว่างจากกิเลสในวันหนึ่งหลาย ๆ ชั่วโมง นี้พอที่จะศึกษาได้ว่า ความว่างจากกิเลสเป็นอย่างไร ? ความมีกิเลสเป็นอย่างไร ? ถ้ามีกิเลสตลอด ๒๔ ชั่วโมง ก็ต้องตายแล้ว ไม่เหลือชีวิตรอดมาอยู่บัดนี้ได้.

          เวลาที่ว่างจากกิเลสเสียอีก กลับมากกว่าเวลาที่มีกิเลส เวลาที่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ยังน้อยกว่าเวลาที่เราไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เพราะฉะนั้นเราจึงยังไม่ตาย. ถ้าเรามีความโลภ โกรธ หลง ทั้ง ๒๔ ชั่วโมง ไม่กี่วัน เราก็ต้องตาย อย่างดีก็ต้องเป็นบ้า. เดี๋ยวนี้เรามีเวลาว่าง พอที่จะศึกษาความไม่มีกิเลส ให้รู้จักความไม่มีกิเลส จากความไม่มีกิเลส รู้จักความมีกิเลสจากกิเลสนั่นเอง นี่เรียกว่าศึกษาภายใน อย่างนี้จึงจะรู้ธรรมะที่เป็นธรรมะจริง ๆ ไม่ใช่เรียนท่องจำจากตำรับตำรา อย่างที่เขาทำกันโดยมาก.

          นี้เป็นวิธีของพระพุทธเจ้า ท่านว่าไว้อย่างนี้ สอนให้เพียงกำมือเดียวจากหมดทั้งป่า แล้วก็เรื่องทุกข์กับเรื่องความดับทุกข์ จะต้องเรียนจากร่างกายที่ยาววาหนึ่ง พร้อมทั้งสัญญาและใจ เพราะว่าการที่เราจะไปรู้สึกอะไรข้างนอกก็ตาม ข้างในก็ตาม มันเป็นเรื่องในใจทั้งนั้น จึงต้องเรียนกิเลสจากกิเลส เป็นต้น ดังที่ว่ามา. เดี๋ยวนี้ในวงการศึกษาของพุทธบริษัทเรา มันขาดข้อนี้ มันมีแต่เรียนปริยัติธรรมเป็นนกแก้ว นกขุนทอง, มีแต่การปฏิบัติกรรมฐานอย่างละเมอเพ้อฝัน เพื่อจะดีกว่าคนอื่น เพื่อจะเก่งกว่าคนอื่น อย่างนี้มันไม่เกี่ยวกับธรรมะแม้แต่นิดเดียว.

          ต้องดูให้ดี ๆ ว่า เรากำลังประสบปัญหาอะไรอยู่อย่างไรในเวลานี้ ; ที่เราไม่ได้รับผล ที่เราเผยแผ่ออกไปไม่ได้ ไม่ประสบความสำเร็จ หลักธรรมะที่จะเรียนจากตัวหนังสือ จากการคิดคำนวณด้วยการใช้เหตุผลนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันไม่ใช่ตัวธรรมะ มันเป็นเพียงวิชาความรู้ หรือปรัชญา หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับธรรมะ ยังไม่ใช่ตัวธรรมะ ตัวธรรมะต้องเรียนจากจิตใจโดยตรง. เดี๋ยวนี้การที่โลกยังเรียนรู้ธรรมะไม่ได้ ก็เพราะมัวเรียนกันแต่ในทางหนังสือหนังหาในรูปของปรัชญาบ้าง จิตวิทยาบ้าง logic บ้าง อะไรบ้าง เลอะเทอะไปหมด ไม่มีที่สิ้นสุด เลยไม่ต้องถึงธรรมะกัน.

          แม้แต่พวกฝรั่ง ที่ว่าตัวเก่งกล้าทางการศึกษาก็เหมือนกัน ไปหลงเข้าดง เข้ารก เข้าพง แต่ในเรื่องอย่างนั้น ไม่มาตรงจุดของตัวธรรมะอย่างที่เรากำลังพูด. พวกฝรั่งเขียนหนังสือผิด ๆ ทั้งนั้น เรื่องกรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่เขียน ไปเขียนเรื่องกรรมทั่วไป ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วแต่เท่านี้เอง, เรื่องกรรมที่สาม คืออริยมรรคมีองค์แปด ที่ประพฤติปฏิบัติแล้วจะอยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่วนั้นไม่พูดถึง ไม่พูดถึงกรรมที่ว่าจะอยู่เหนือดีเหนือชั่ว นี้ไม่พูดถึง , ก็แปลว่าเขาไม่ได้พูดถึงพุทธศาสนา แต่ไปเขียนโดยมีหัวข้อว่า นี้กรรมตามหลักพุทธศาสนา : นี้เป็นคนขี้ตู่โดยไม่รู้สึกตัว.

          เขาเอาเรื่องการเกิดใหม่อย่างฮินดู พูดให้เป็นพระพุทธศาสนา, เอาเรื่องการเกิดแล้วเกิดอีกแบบฮินดู ตามหลักฝ่ายฮินดู มาใส่ให้กับพระพุทธศาสนา ซึ่งฝ่ายพุทธหมายถึง ความเกิดในความคิดนึกทางอุปาทาน ทางยึดมั่นถือมั่น. นี้เขาไม่พูดถึงเลย ก็แปลว่า ไม่มีตัวพุทธศาสนาที่ถูกต้อง อยู่ในคำพูดเหล่านั้น แม้หนังสือนี้ถูกพิมพ์ขึ้นมา เป็นปีละร้อยเล่ม พันเล่ม หมื่นเล่ม แสนเล่ม เพราะเขาเก่งในการพูด การพิมพ์ การเขียน. โลกจึงยังไม่มีที่พึ่ง คือยังไม่ได้รับตัวธรรมะที่แท้จริง. แม้ว่าฝรั่งจะมาช่วยเราอีกแรงหนึ่ง มันก็ช่วยไปในทางที่เข้ารกเข้าพง ไม่ถึงจุดของพุทธศาสนาได้.

          นี้ขอฝากไว้เป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลาย ที่เป็นพุทธสมาคมที่ท่านกล้าเอ่ยอ้างว่า จะเป็นผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา. อาตมาถือว่าท่านทุกคนนี่เอ่ยอ้างว่าจะเป็นผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา แล้วก็จะเผยแผ่ในมันถูกต้อง. นี่ขอให้คิดดูให้ดี เราจึงมาพูดกันว่าธรรมะทำไมกัน ธรรมะทำไมกัน ธรรมะทำไมกันอยู่ทุกวันทุกคืน. ให้มีธรรมะทำไมกัน ? ก็มีให้ถูกต้อง แล้วมันจะเข้าถึงได้ สำเร็จประโยชน์ได้โดยวิธีใด.

          ทีนี้ข้อต่อไปที่ว่า อยากจะขอให้ช่วยกันมาก ๆ หน่อย ก็คือว่า ถ้าเกี่ยวกับธรรมะแล้วต้องสากล, อย่าพูดว่าเรา อย่าพูดว่าของเรา ของประเทศไทย มันจะเป็นขี้ตู่อย่างร้ายกาจเลย. ธรรมะต้องเป็นของสากล พระพุทธเจ้าต้องเป็นของสากล จะเป็นของชาติไทยไม่ได้ จะเป็นของชาติไหน ภาษาไหนไม่ได้ ; ยิ่งธรรมะของพระพุทธองค์แล้ว ยิ่งเป็นสากล. เราอย่าไปคิดว่า ผู้อื่นไม่มีธรรมะ บางแง่เขาอาจจะมีธรรมะดีกว่าเราก็ได้ แต่เราไม่รู้จักเสียเอง.

          ขอให้มองให้กว้างว่า ธรรมะเป็นหลักสากล ธรรมะในที่นี้หมายถึงความถูกต้องที่มนุษย์ควรจะมี จะต้องเป็นของธรรมชาติ ไม่ใช่ของคนไทยเราโดยเฉพาะ และยังไม่ใช่เป็นของพุทธศาสนาโดยเฉพาะด้วย เว้นแต่จะถือเสียว่า ถ้าศาสนาใดมีผู้รู้ นั่นเป็นศาสนาพุทธหมด ; อย่างนี้ได้. ถ้าถือว่าพุทธศาสนาของเราคนเดียวทั้งหมด นี่ไม่ถูก เพราะธรรมะต้องเป็นของทุกศาสนาจึงจะถูก. ถ้าศาสนาไหนไม่มีธรรมะ นั่นไม่ใช่ศาสนาเลย.

          ไปบอกเขาเถอะว่า ศาสนาไหนไม่มีธรรมะแล้ว นั่นไม่ใช่ศาสนาเลย. ทุกศาสนาต้องมีธรรมะ. แล้วก็ดูต่อไปว่า ธรรมะที่สากล แก่ทุกศาสนานั้นคืออะไร ? อาตมาขอสรุปให้สั้น ๆ ว่า คือ ความไม่เห็นแก่ตัว. จงถือคำ ๆ นี้ เป็นหลักสำคัญว่า ความไม่เห็นแก่ตัว เป็นหัวใจของธรรมะ.

          ยกตัวอย่างในพุทธศาสนาเราก่อน ว่าพระพุทธเจ้า สอนไม่ให้เห็นแก่ตัวจนกระทั่งหมดตัว และเป็นอรหันต์ในที่สุด. เริ่มต้นตั้งแต่ความไม่เห็นแก่ตัวก่อน. ถ้าเห็นแก่ตัว ไปฆ่าเขา ไปลักเขา ไปประทุษร้ายของรักของเขา พูดเท็จ ดื่มน้ำเมา อะไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งสิ้นอย่างนั้น เป็นความเห็นแก่ตัว จึงได้ทำไปอย่างนั้น ; ต้องไม่เห็นแก่ตัวจึงจะเป็นธรรมะ. ยิ่งสูงขึ้นไป ก็ยิ่งมีความเห็นแก่ตัวนั้น น้อยลง ๆ จนกระทั่ง เป็นโสดาบัน สกิทาคามี, หมายความว่า ความเห็นแก่ตัวมันน้อยลงมาก จนกระทั่งหมดความเห็นแก่ตัวไปเลย จนหมดตัวเป็นพระอรหันต์.

          นี้เรียกว่า พุทธศาสนาทั้งดุ้น ทั้งกะบิ สรุปอยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัว, โดยหลักว่าอนัตตา ไม่ใช่ตัว หรือไม่มีตัวก็ตาม. ศาสนาอื่น แม้ว่า เขาจะไม่กล่าวอย่างเรากล่าว เขาก็มุ่งหมายจะให้เห็นแก่ผู้อื่นโดยไม่เห็นแก่ตัว, ถ้ามีพระเจ้า ก็เอาตัวให้พระเจ้าเสีย อย่ามีตัวของตัว, แล้วก็รับใช้พระเจ้า คือรักผู้อื่นยิ่งกว่าตัว ผลมันก็เท่ากัน คือความไม่เห็นแก่ตัว.

          ศาสนาไหนก็ตาม ถ้าจะเป็นศาสนาให้ได้แล้ว ก็ต้องสอนเรื่องความไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น ถ้าไม่มีข้อนี้ ก็ไม่ใช่ศาสนาอีกเหมือนกัน. แม้แต่อย่างลัทธิของขงจื้อก็ยังสอนเรื่องความไม่เห็นแก่ตัว. เราไม่จัดลัทธิขงจื้อ ว่าอยู่ในระดับศาสนาด้วยซ้ำไป แม้ลัทธิของเล่าจื๊อ ก็ยิ่งว่างจากตัว แบบสุญญตาของพระพุทธเจ้าไปเลย. ไม่ถึงระดับที่เป็นศาสนา ก็ยังมีเรื่องความไม่เห็นแก่ตัว และความไม่มีตัว. ลองไปอ่าน เต๋าเต๋จิงหรืออะไร ดูก็แล้วกันว่า สอนความไม่เห็นแก่ตัวนั้น เป็นอย่างไรบ้าง.

          ในลัทธิที่มี ธรรมะง่าย ๆ ที่เป็นประโยชน์ในระดับศาสนาก็ตาม และที่ยังไม่ถึงระดับศาสนาก็ตาม ที่จะเป็นประโยชน์แล้ว ต้องเป็นเรื่องความไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น สอนเรื่องความไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น. แล้วเราจะเห็นได้ว่า ธรรมะนี้มันไม่ยาก สรุปอยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัว, ไม่เห็นแก่ตัวเมื่อไร มีธรรมะเมื่อนั้น. เมื่อเราไม่มีความรู้สึกว่ามีตัว เราก็มีความสุข เมื่อนั้นเราก็มีความสุขสบายดีอยู่ ; พอจิตวกไปเห็นแก่ตัว มีความเห็นแก่ตัว มันก็เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที. เดี๋ยวนี้เราลืมตัวอยู่ เมื่อเราสบายดีอยู่, เห็นแก่ตัวเมื่อไร ก็เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที. ในที่สุด มันก็ชัดอยู่ที่นี่ ; เหล่านี้ เราจึงจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ.

          เราต้องช่วยกัน ช่วยปรึกษาหารือกันให้ถูกจุดว่า ธรรมะ อยู่ที่ไหน เป็นอย่างไร รู้ว่า ธรรมะนี้ ทำไมกัน ธรรมะนี้ทำไมกัน ? ธรรมะนี้เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ธรรมะนี้เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ธรรมะนี้เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว. โลกนี้กำลังมีความเห็นแก่ตัว โลกนี้กำลังเพิ่ม เพิ่ม เพิ่มความเห็นแก่ตัว. การศึกษาความก้าวหน้าของพวกฝรั่งนั้นล้วนแต่เพิ่ม เพิ่มความเห็นแก่ตัว กล้ายืนยันอย่างนี้ ตะโกนอย่างนี้ ไม่กลัวพวกฝรั่งโกรธ และเคยพูดใส่หน้าพวกฝรั่งเองด้วยว่า การศึกษาก้าวหน้าของพวกท่านนั้น มันเพิ่มความเห็นแก่ตัว ให้เป็นทาสทางวัตถุมากขึ้น.

          วันหนึ่งมีฝรั่งพวกหนึ่ง ไปที่ในตึกนั้น (โรงมหรสพทางวิญญาณ) เที่ยวดูภาพที่เขียนเหล่านั้น ซึ่งเป็นภาพที่มีความหมายลึก ทางปัญญา ทางธรรมชั้นสูงทุกภาพเลย, ก็ถามเขาว่า ไหนของคุณมีอะไรบ้าง อยากจะเขียนบ้าง ที่เป็นฝีไม้ลายมือของพวกฝรั่งแท้ ๆ มีอย่างไรบ้าง. บางคนสั่นหัว บางคนว่า ไม่มี.

          ที่เขียนแล้วนั้นเป็นภาพของพวกจีน พวกอินเดีย พวกชาวพุทธ. เพราะว่าพวกฝรั่ง เขาไม่คิดในเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ, ฉะนั้น art หรือศิลปะ (ของพวกฝรั่ง) ที่ออกมา เป็นเรื่องลามกอนาจาร เป็นส่วนใหญ่ หรือว่าอย่างดีที่สุด ก็ยังเป็นเรื่องเพิ่มความเห็นแก่ตัว ยุให้เกิดกิเลสตัณหามากขึ้น จึงไม่มีภาพอะไร ที่เป็นศิลปะของพวกฝรั่ง ที่จะมาเขียนในตึกนั้น เดี๋ยวนี้. ถ้าผู้ใดมี ช่วยส่งมาให้แทนพวกฝรั่งดูบ้าง.

          นี่เราเคยล้อเลียนพวกฝรั่ง ถึงขนาดนี้ ว่าพวกท่าน ไม่มีแม้แต่ภาพศิลปะที่แสดงความหมาย ชนิดที่เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว เหมือนภาพเหล่านี้. ภาพของพวกท่าน มีแต่ที่เป็นเรื่องก้าวหน้าสมัยใหม่ ที่จะก้าวหน้าทางวัตถุ เป็นทาสของกามารมณ์ เป็นทาสของกิเลสตัณหา. นี่เราไม่กลัวพวกฝรั่งโกรธแล้ว เพราะว่ามันมาถึงขนาดนี้แล้ว. จึงขอร้องว่า โลกนี้กำลังเพิ่มความเห็นแก่ตัว ! ซึ่งมีการนำโดยพวกฝรั่ง โลกนี้กำลังเพิ่มความเห็นแก่ตัว ! เพิ่มความเห็นแก่ตัว ! เพิ่มความเห็นแก่ตัว.

          เราชาวพุทธสมาคมนี้ ธรรมะทำไมกัน, – เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว, – เพื่อจะต่อต้านพวกที่เพิ่มความเห็นแก่ตัว, – เพื่อจะถ่วงเอาไว้ ไม่ให้โลกนี้ล่มจม. โลกนี้ มันกำลังล่มจม เพราะความเห็นแก่ตัว เราจะถ่วงเอาไว้ไม่ให้มันล่มจม, ถ้าโลกไม่ล่มจม พวกฝรั่งก็พลอยได้รับประโยชน์ด้วย. นี่ กล้าท้าอย่างนี้. เราหลาย ๆ คนในโลก ช่วยกันถ่วงไว้อย่าให้โลกล่มจม ทุกคนในโลก แม้พวกมิจฉาทิฏฐิ ก็จะพลอยได้รับประโยชน์ด้วย. นี่คือ ธรรมะทำไมกัน ? เรียกธรรมะทำไมกัน ? เราจะมีธรรมะทำไมกัน ? เราจะเผยแผ่ธรรมะทำไมกัน ? ขอได้โปรดปรึกษาหารือกัน ให้เป็นอย่างยิ่งในข้อนี้ ว่า ธรรมะทำไมกัน เมื่อรู้ดีแล้ว ก็จะได้เผยแผ่ธรรมะนั้น.

          อาตมาขอยืนยัน ในข้อนี้ว่า ธรรมะนี้เพื่อทำโลกให้หมดความเห็นแก่ตัว, พุทธศาสนานี้ เพื่อทำโลกให้หมดความเห็นแก่ตัว, พุทธสมาคมนี้มีขึ้นเพื่อช่วยทำโลกนี้ ไม่ให้เห็นแก่ตัว. มิฉะนั้นแล้ว จะไม่คุ้มค่าข้าวสุกเลย ; ลองคิดกันอย่างนี้ดีกว่า ว่ามีพุทธสมาคมนี้ เพื่อช่วยกันทำโลกนี้ให้เบาบางจากความเห็นแก่ตัว ต่อสู้กับพวกที่ทำโลกนี้ให้เพิ่มความเห็นแก่ตัว. เป็นอันว่า เวลาก็หมดแล้ว ที่เราจะพูดว่า ธรรมะทำไมกัน.

          อาตมาขอยุติ ด้วยการกล่าวคำ สวัสดี

ขึ้นด้านบน

ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ >
> ๑๓. ธรรมะ ทำไมกัน ?

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.