|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร ค่ายธรรมบุตร ท่านจะได้อะไรจากการมาประชุมกันที่นี่ คำกล่าวสัมโมทนียกถา ในการประชุมสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ ๑๖ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๑๑
าตมาได้รับคำขอร้องให้มากล่าว สัมโมทนียกถา ต่อที่ประชุมนี้สำหรับคำว่า "สัมโมทนียกถา" หมายความถึงถ้อยคำที่จะนำมา ซึ่งความบันเทิงหรือปีติปราโมทย์. เป็นอันว่า อาตมาได้รับคำขอร้องให้มากล่าวคำที่จะนำให้เกิดความปีติปราโมทย์. อาตมารู้สึกปราโมทย์ หรือสัมโมทย์แล้วแต่จะเรียก ตรงที่เมื่อริเริ่มการประชุมนี้ ก็มีความคิดเห็นกันไปในทำนองที่ว่าการมาประชุมกันที่นี่ ก็เพื่อฝึกฝนความอดกลั้นอดทน และแสดงความเสียสละให้ชาวโลกเห็น. เพื่อสมาคมชาวพุทธเรา จะฝึกการอดกลั้นอดทนและแสดงความเสียสละให้ชาวโลกเห็น พอได้ยินอย่างนี้ อาตมาก็มีความปราโมทย์ หรือสัมโมทย์ที่เป็นความรู้สึกสำหรับจะนำมากล่าว. ดังนั้นขอให้เข้าใจว่า ไม่ใช่เป็นการกล่าวออกตัว, ให้แก่ตัวเอง หรือคณะกรรมการผู้จัดงานนี้ไม่มีส่วนที่จะเป็นการออกตัว, เพราะว่าการมาฝึกความอดกลั้นอดทน หรือเสียสละให้ชาวโลกเห็นนี้ มันก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่า เราจะต้องประสบกับสิ่งที่จะต้องอดกลั้นอดทน คือความไม่สะดวกสบายต่าง ๆ ตามที่เคยหวังกันนั้น. เพราะฉะนั้น อาตมาจึงกล่าวอย่างตรง ๆ ไปตามความรู้สึก และเป็นสิ่งที่ควรปราโมทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาตมา ; ส่วนท่านผู้อื่นบางคนจะไม่ปราโมทย์หรือไม่สัมโมทย์นั้นก็อาจจะมีได้อาจจะเป็นได้ แต่ขอร้องให้คิดดูให้ดี ๆ เสียใหม่ ก็คงจะรู้สึกปราโมทย์ หรือสัมโมทย์ไปตามที่อาตมาจะกล่าว. ขอทบทวนหรือย้ำว่า เรามาประชุมกันที่นี่ เพื่อฝึกความอดกลั้นอดทนและแสดงความเสียสละให้โลกเห็น เราจะต้องฝึกความอดกลั้นอดทน ให้สมกับที่เป็นผู้ทำงานของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะต้องทำด้วยความอดกลั้นอดทน และเสียสละ. การเผยแพร่พระศาสนานั้น ไม่ว่าของศาสนาไหน ล้วนแต่สำเร็จประโยชน์เพราะความอดกลั้นอดทนและความเสียสละทั้งนั้น. ถ้าปราศจากความอดกลั้นอดทนและความเสียสละแล้ว เป็นไปไม่ได้ ไม่เป็นการเผยแผ่พระศาสนา แม้จะพยายามก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะมันต้องมีความอดกลั้นอดทนและความเสียสละ เป็นมูลฐานเสมอไป. อีกอย่างหนึ่ง อาตมาอยากจะกล่าวให้ทราบว่า คำพูดทุกคำไม่ว่าที่นี่หรือที่ไหน ที่อาตมากล่าวออกไป ย่อมกล่าวในฐานะที่เป็น พุทธทาส คือผู้รับใช้พระพุทธเจ้า ไม่มีความคิดจิตใจที่จะกล่าวอย่างอื่น นอกจากกล่าวในฐานะที่เป็นผู้รับใช้พระพุทธเจ้า. รับใช้ในหน้าที่อะไร ? นี่ขอบอกโดยตรง ๆ ว่า รับใช้ในการต่อต้านสิ่งที่จะเป็นขบถและนอกคอกออกไปจากพระพุทธศาสนา คือสิ่งหรือการกระทำ หรือบุคคลที่มีการกระทำ ที่นอกคอกออกไปจากพระพุทธศาสนา เป็นขบถต่อพระพุทธศาสนา สิ่งนี้เป็นหน้าที่ของบุคคลผู้อุทิศตนรับใช้พระพุทธเจ้าจะต้องทำ ; และพร้อมกันนั้น ก็จะต้องสร้างภราดรภาพ คือความเป็นพี่น้องกันชนิดที่ถูกต้องขึ้นมา. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เราจะต้องต่อต้านสิ่งหรือบุคคล หรือการกระทำที่เป็นการขบถนอกคอกต่อพระพุทธศาสนา และพร้อมกันนั้น จะต้องสร้างพุทธภราดรภาพที่แท้จริงหรือถูกต้องขึ้นมา. ทีนี้ลองคิดดูว่า สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ควรจะถือว่า เป็นการขบถหรือนอกคอกในพุทธศาสนา ? ก็คือสิ่งทีทำให้เขวไปจากร่องรอยหรือแนวทางของพุทธบริษัท. ที่เรียกว่าภราดรภาพที่ถูกต้องและแท้จริงนั้น หมายความว่า มีความเป็นพี่น้องกันแต่ในการที่จะกระทำให้ถูกต้องและแท้จริง ; ถ้าไม่มีการกระทำที่เป็นความถูกต้องและแท้จริงแล้ว เราอย่ามีอะไร ๆ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันเสียเลยจะดีกว่า. ความเป็นพี่น้องกันระหว่างชาวพุทธที่ถูกต้อง ต้องกลมกลืนกันไปกับหลักของพุทธศาสนา เพราะว่าถ้าเราร่วมมือกันไปในทางที่จะทำให้เขวแล้ว มันก็เขวได้มาก เพราะเราร่วมมือกันมากคน. เพราะฉะนั้น คำว่า "ภราดรภาพ" นั้น ยังเป็นคำที่กำกวม อาจจะผิดไปในทางที่ช่วยกันทำสิ่งที่ไม่ควรทำก็ได้ เพราะเหตุฉะนี้แหละ จึงต้องจำกัดความให้ชัดลงไปว่า ภราดรภาพชนิดที่ถูกต้องและตรงตามหลักพระพุทธศาสนา. อาตมาอุทิศตนเพื่องานนี้ จึงได้เรียกตัวเองว่า ผู้รับใช้พระพุทธเจ้า. มองดูต่อไป ก็จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่มีแต่อาตมา ที่ทำหน้ารับใช้พระพุทธเจ้า ทุกคนก็ทำหน้าที่รับใช้พระพุทธเจ้า. ดังนั้น ทุกคนก็เป็น พุทธทาส อยู่แล้วในตัว ; แต่จะรู้สึกหรือไม่รู้สึก, จะรู้จักหรือไม่รู้จัก, จะรับรอง จะยืนยันหรือไม่ยืนยันนั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง. คำว่า "พุทธทาส" นั้น แปลว่า ผู้รับใช้พระพุทธเจ้า ถ้าท่านผู้ใดรับใช้พระพุทธเจ้า ตามพระพุทธประสงค์แล้ว ก็ได้ชื่อว่า เป็นพุทธทาสด้วยกันทุกคน. อาตมาจะรู้สึกว่า ทุกคนที่อยู่ที่นี่ ล้วนแต่เป็น "พุทธทาส" แต่ไม่เรียกตัวเองอย่างนั้น นั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่โดยการกระทำหรือโดยจิตใจแล้ว ก็เป็นผู้รับใช้พระพุทธเจ้ากันอยู่ทุกคน. เพราะเหตุฉะนี้แหละเราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องเกรงอกเกรงใจอะไรกัน มีอะไรก็พูดไปตรง ๆ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ในหน้าที่ของตัว. ที่อาตมาได้กล่าวว่า ไม่ใช่การออกตัว หรือไม่ใช่การพูดจาหว่านล้อมอย่างใดอย่างหนึ่ง และพร้อมกันนั้น ก็มิใช่เป็นการกล่าวลบหลู่ดูหมิ่นท้าทายอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเลย เป็นการกล่าวในหมู่บุคคลที่เป็นพุทธทาสคือผู้รับใช้พระพุทธเจ้าด้วยกันเท่านั้น. ถ้าท่านมองเห็นในข้อนี้ ท่านคงจะมีสัมโมทย์ ถ้าท่านมีสัมโมทย์ได้ เพราะข้อนี้ คำที่อาตมากำลังกล่าวอยู่นี้ ก็เป็นสัมโมทนียกถาได้ โดยแน่นอน. สำหรับเรื่องที่จะกล่าวนั้น อาตมามีหัวข้อว่า ท่านทั้งหลายจะได้อะไรจากการมาประชุมกันที่นี่. ขอให้ทุกคนตั้งใจคิดให้เข้าใจและให้ได้จริง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าเรามาเพื่อฝึกฝนความอดกลั้นอดทน และแสดงความเสียสละให้ปรากฏ. แต่ว่า ยังมีอะไรที่จะต้องคิดให้ลึกมากไปกว่านั้น ท่านอาจจะคิดได้โดยง่าย โดยการคิดไปถึงความหมายของคำที่เป็นชื่อของสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่นี้ที่แวดล้อมตัวท่าน, ยกตัวอย่างเช่น ที่นี่เรียก "ค่ายธรรมบุตร" สถานที่นี้เรียกว่าค่ายลูกเสือ จัดขึ้นโดยเฉพาะ แต่จะใช้เพื่อประโยชน์อย่างอื่นด้วยก็ได้ และก็ได้ใช้มาหลายอย่างแล้ว และในครั้งนี้ก็ได้ใช้เพื่อการประชุมพุทธสมาคมทั่วราชอาณาจักร. คำว่า "ค่ายธรรมบุตร" มีความหมายอย่างไร ท่านทั้งหลายก็พอจะทราบได้ดี ธรรมบุตร แปลว่า บุตรแห่งธรรม ภาษาชาวบ้านแปลว่า เป็นลูกของพระธรรม. ค่ายของบุคคลที่เป็นลูกของธรรม. พอท่านย่างเท้าเข้ามาในที่นี้ ท่านจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่เป็นลูกของพระธรรมไปอย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง แต่ถ้าท่านมีจิตใจเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว มันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ตลอดกาล. ทีนี้ท่านก็จะต้องรู้สึกตัวต่อไปว่า เราเข้ามาอยู่ในค่ายฝึก ไม่ใช่ทัศนาจร คือว่าเรากำลังมาเข้าอยู่ค่ายสำหรับฝึก และไม่ใช่ทัศนาจรหรืออะไรทำนองนั้น. ค่ายธรรมบุตร ก็แปลว่า ที่มั่นของพวกลูก ๆ ของพระพุทธเจ้า เพื่อการต่อสู้กับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม การที่มีค่าย หรือมีที่มั่น อะไรทำนองนี้ขึ้นมา ก็เพื่อการต่อสู้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง. บัดนี้เราได้มีการต่อสู้กับ สิ่งที่ไม่เป็นธรรม หรือถ้าจะกล่าวตามภาษาบาลีก็ต่อสู้กับธรรมประเภทที่เป็นไปเพื่อทุกข์. คำว่า "ธรรม" นี้ หมายความกว้าง ธรรมฝ่ายผิดก็มี ธรรมฝ่ายถูกก็มี เดี๋ยวนี้เรากำลังต่อสู้กับธรรมฝ่ายผิด ซึ่งไม่สมควรแก่มนุษย์เลย. เรามีการประชุมนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์อันนี้, เดี๋ยวนี้ อธรรม หรือ ธรรมฝ่ายผิดนั้นกำลังครอบงำโลก ; เราอย่าคิดแต่เพียงว่า ครอบงำเรา หรือประเทศชาติของเรา เราจะต้องคิดไปถึงว่า กำลังครอบงำโลก เพราะว่า พระพุทธเจ้าเป็นของโลก ไม่ใช่ของพวกเราพวกเดียวโดยเฉพาะ. ท่านต้องคิดว่าพระพุทธเจ้า หรือพระธรรม หรือพระสงฆ์ก็ตาม เป็นของโลกทั้งโลก ไม่ใช่ของพวกเราชาวไทยโดยเฉพาะ ทั้งสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคหรือเป็นศัตรูต่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน ส่วนไหน ในโลกนี้ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของพวกเราชาวพุทธ จะต้องมีความปักใจในการต่อสู้ เพื่อทำลายล้างสิ่งที่เป็นอธรรมนั้นให้หมดไป. จะเห็นได้ว่าเป็นความประสงค์อย่างยิ่งของพุทธสมาคม ที่จะกำจัดเสียซึ่งสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาที่มีอยู่ในโลกนี้. เมื่อมีความตั้งใจที่จะต่อสู้เช่นนี้ การเรียกว่า ค่าย หรือเรียกว่า ป้อมปราการ หรืออะไรทำนองนี้ ย่อมเหมาะสมอย่างยิ่งแล้ว และเดี๋ยวนี้ก็มีคำว่า ค่ายธรรมบุตร ปรากฏชัดอยู่แล้ว คือค่ายของพวกที่เป็นลูกของพระธรรม เป็นป้อมปราการที่จะต่อสู้สิ่งซึ่งเป็นเสนียดจัญไรในโลกนี้ ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า อธรรม. ขอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจความหมายของคำว่า ค่ายธรรมบุตรอย่างนี้ และเมื่อท่านมารับการฝึกฝนที่นี่ก็หมายความว่า รับการฝึกฝนเพื่อการต่อสู้กับสิ่งที่เป็นอธรรมในโลก ให้สมชื่อคำว่า ค่ายธรรมบุตร นั่นเอง. เมื่อท่านคิดได้อย่างนี้ ท่านก็คงจะมีปราโมทย์ หรือสัมโมทย์อีกข้อหนึ่งเป็นแน่แท้. ทีนี้ ถ้าจะถือเอาคำว่า "สวนโมกขพลาราม" มาเป็นข้อสำหรับคิด ; คำนี้ก็แปลว่า อารามที่เป็นกำลังของความหลุดรอด. "อาราม" ก็แปลว่าสวนป่า, เป็นกำลังสำหรับความหลุดรอด คือความหลุดออกไปได้จากความบีบคั้นของสิ่งที่เป็นอธรรม, ถ้าเราหลุดออกไปได้จากความทุกข์ เราก็เรียกว่า โมกข์ แปลว่า หลุดพ้น. ป่านี้จัดขึ้นปรับปรุงขึ้น เพื่อช่วยเหลือให้เกิดความสะดวกสบาย สะดวกดาย ในการที่จะต่อสู้กับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา คืออธรรม. ภายในก็คือ กิเลส, โดยทั่วไปก็คือ ความทุกข์ยากลำบากของโลก, เราถือเอาทั้งสองอย่างนี้ ว่าเป็นวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมาย ที่เราจะทำลายเสีย. เรามีการตระเตรียมสถานที่เช่นนี้ เพื่อให้เกิดความสะดวกดายในการกระทำงานอันนั้น. เพราะฉะนั้น เมื่ออยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าสวนโมกขพลาราม ก็หมายความว่า ท่านกำลังอยู่ในสถานที่ที่เตรียมไว้ เพื่อให้เกิดความสะดวกดาย ในการที่จะต่อสู้กับอธรรม หรือกำจัดเสียซึ่งอธรรม. เรื่องที่ควรจะต้องทราบต่อไปก็คือว่า ที่นี่ ที่ค่ายธรรมบุตรนี้ก็ตาม ที่สวนโมกขพลารามก็ตาม เราต้องการบรรยากาศ, ขอใช้คำอย่างนี้ เพราะว่าเข้าใจกันดีอยู่แล้ว, เราต้องการบรรยากาศอย่างเดียวกับครั้งพุทธกาล. หมายความว่า ต้องการการเป็นอยู่ตามแบบของพระพุทธเจ้าในครั้งพุทธกาล ซึ่งจะเรียกได้สั้น ๆ ว่า "เป็นอยู่อย่างต่ำ แต่มีการกระทำอย่างสูงสุด". บรรยากาศใด เป็นไปเพื่อการเป็นอยู่อย่างต่ำ ๆ ดังที่เรียกว่า PLAIN LIVING ที่สุดแล้ว, หากแต่มีการกระทำ หรือพยายามกระทำอย่างสูงสุด นี้เรียกว่าเป็นบรรยากาศอย่างเดียวกับครั้งพุทธกาล ของพระพุทธเจ้า. เราจะต้องนึกถึงบรรยากาศอันนี้ เราจึงจะมีความเหมาะสมทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งจิตใจ ที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามที่เราต้องการ. เพราะเหตุฉะนั้น เราจะต้องยินดี รับความไม่สะดวกสบายต่าง ๆ ในการที่จะต้องเป็นอยู่อย่างต่ำ ๆ ที่สุด. ดังเช่น : พระเณรที่สวนโมกข์นี้ ให้ถือคำขวัญกันว่า "ฉันข้าวจานแมว" "อาบน้ำในคู" "เป็นอยู่เหมือนกะตายแล้ว". ฉันข้าวจานแมว ก็หมายความว่า ไม่มีปัญหาเรื่องอาหารการกิน อะไรมาก็ใส่รวม ๆ กันลงไป แล้วก็ฉันได้. อาบน้ำในคู ก็คือ ไม่มีการพิถีพิถัน เรื่องการที่จะต้องมีห้องน้ำห้องอะไร ที่เป็นความสะดวกสบาย ; ลงอาบในลำธาร ลำห้วย. ความหมายกว้างไปถึงการเป็นอยู่ง่าย ๆ อย่างอื่น ๆ ด้วย. ที่ว่าเป็นอยู่เหมือนกะตายแล้ว คือเรา ไม่มีตัวเรา ทั้งอะไรที่เราเคลื่อนไหวหรือกระทำลงไป มันจึงเป็นไปเพื่อผู้อื่นทั้งนั้น. ขอให้นึกถึงโอวาทของสมเด็จพระสังฆราช ที่อ่านไปเมื่อตอนเช้าว่า "ทำเอาเอง กับทำให้ผู้อื่น มันต่างกันลิบ มันต่างกันตรงกันข้าม" ผู้ที่เป็นอยู่เหมือนกะตายแล้ว นี้ทำเพื่อผู้อื่นทั้งนั้น. เพราะว่าไม่มีตัวเองที่เป็น ตัวกู - ของกู, จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็คอยระวังจิตใจที่จะต้องไปในทางคิดว่า ทำเพื่อตัวกู เพื่อเป็นของกู. เพื่อได้ประโยชน์อะไรแก่กู. ทุก ๆ เวลานาที ที่ทำการงานอะไรก็ตาม ให้คิดถึงแต่ข้อนี้ คือไม่ให้เป็นการกระทำเพื่อตัวเอง ให้ทำเพื่อผู้อื่น : เพื่อศาสนาก็ได้ เพื่อชาวโลกทั้งหมดก็ได้ หรือเพื่ออะไรก็ตามใจ แต่อย่าเพื่อตัวเองก็แล้วกัน. ฉันข้าวจานแมว, อาบน้ำในคู, เป็นอยู่เหมือนตายแล้ว มีความหมายอย่างนี้. นี้คือบรรยากาศของสวนโมกข์ ซึ่งเข้าใจว่า เป็นบรรยากาศที่คล้ายกันกับบรรยากาศครั้งพุทธกาลที่สุด. เพราะฉะนั้นเรายังไม่มีเรื่องที่จะต้องยุ่งยากลำบากจุกจิก จู้จี้หยุมหยิม ยกตัวอย่างเช่นว่า มุ้งก็ไม่ต้องมี ตามธรรมดา, เว้นไว้แต่คราวเจ็บไข้ได้ป่วย. อาตมาไม่เคยกางมุ้งมาตั้ง ๓๐ ปี กว่าแล้ว, คือตั้งแต่อยู่สวนโมกข์เก่า. กางมุ้งทีไร เกิดสงสารพระพุทธเจ้าขึ้นมาทีนั้น เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่รู้จัก คำว่ามุ้ง ไม่มีคำว่ามุ้งสำหรับพระพุทธเจ้า ไม่มีคำว่ามุ้งในพระไตรปิฎก อะไรทำนองนี้. พอมุดเข้าไปในมุ้งทีไร ความนึกคิดแล่นไปสงสารพระพุทธเจ้า. เพราะว่าในประเทศอินเดียยุงก็ชุม อาตมาก็เคยไปแล้ว. ไม่ว่าที่ไหนในโลกนี้ อย่างน้อยก็มียุง แต่แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่รู้จักกับคำว่า มุ้ง. นี้ขอยกมาเป็นตัวอย่าง ที่ว่าเราจะต้องตัดทอนอะไรออกไปให้มาก ถ้าว่าสิ่งนั้น มันเป็นเหตุให้เราลืมพระพุทธเจ้า สิ่งนั้นเราต้องตัดทอนออกไป. เช่นว่ามุ้ง ทำให้เราลืมพระพุทธเจ้า ถ้านอนสบาย เราก็ต้องตัดทอนออกไป พอยุงกัดเราก็จะได้นึกถึงพระพุทธเจ้าว่า ท่านก็ไม่มีมุ้ง. เราอาจจะนึกไปได้ต่าง ๆ นานา ที่จะบรรเทาความอึดอัดขัดใจเกี่ยวกับยุง หรือบรรเทาความทุกข์เกี่ยวกับยุง หาวิธีอย่างอื่นก็ได้ นี่เป็นเพียงตัวอย่าง ว่าเราจะต้องมีการเป็นอยู่ที่มีบรรยากาศอย่างครั้งพุทธกาล. การประชุมของเราที่นี่ ก็จะต้องประสบกันเข้ากับยุง หรือ ความหนาว ความร้อน ความไม่สะดวกอย่างอื่น ขอให้ท่านนึกให้ดี ๆ ว่า นั่นแหละคือ ชนวนที่จะชักนำจิตใจของเราให้เข้าถึงพระพุทธเจ้า, ให้นึกถึงการที่พระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้มีสิ่งเหล่านี้. หรือถ้าจะนึกกันอีกทีหนึ่ง ก็ว่า ถ้ามีอะไรไม่ถูกใจท่านขึ้นมา ก็ขอให้นึกว่า เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยของทุกคนที่ได้จัดงานนี้ เพื่อให้ท่านได้รับการฝึกฝนอย่างครบครัน. เราตั้งใจจัดทุกอย่างทุกทางเพื่อให้ท่านทั้งหลายรับการฝึกฝนอย่างครบครัน ในความเป็นผู้มีความอดกลั้นอดทน และเป็นผู้เสียสละให้ปรากฏออกมา. เพราะฉะนั้น เราจึงต้องการ ปัจจัยอันสำคัญที่สุด เพียงข้อเดียวเพียงอย่างเดียว ในที่นี้คือ การเป็นเกลอกันกับธรรมชาติ เราจะต้องมีการเป็นเกลอกับธรรมชาติ ใกล้ชิดธรรมชาติเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านใกล้ชิดธรรมชาติ. ขอแทรกตรงนี้สักหน่อยหนึ่งว่าการใกล้ชิดธรรมชาตินี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในวงของการปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม ประพฤติธรรม หรือเผยแผ่ธรรม. การรู้ธรรมะนั้นต้องเข้าถึงตัวธรรมชาติ ไม่สามารถจะรู้ธรรมะได้โดยการเล่าเรียน หรือการตรึกตรองไปตามเหตุผล. เดี๋ยวนี้พวกเราพุทธบริษัทประเทศไทยเราทั้งหมดนี้ กล่าวได้ว่ามัวแต่เล่าเรียนด้วยตำรับตำรา, หรือสูงขึ้นมาก็มัวแต่การตรึกตรองไปตามเหตุผล จะคิดคำนึงคำนวณไปตามเหตุผล. การกระทำเพียงเท่านี้เข้าถึงธรรมะไม่ได้ เพราะว่า การเข้าถึงธรรมะได้นั้น ต้องเข้าถึงตัวธรรมชาติจริง ๆ คืออยู่เหนือเหตุผล. ถ้ามัวแต่จะใช้การเล่าเรียน และการใช้เหตุผล เพื่อเข้าถึงธรรมะแล้ว ; มีคำล้อไว้ว่า เหมือนกับจะพยายามจับปลาดุก ด้วยลูกน้ำเต้า คือไปเด็ดลูกน้ำเต้าที่เครือน้ำเต้ามาลูกหนึ่ง แล้วมาใช้เป็นเครื่องมือจับปลาดุกในทันที มันจะได้ผลอย่างไร. ลองคิดดู ดังกล่าวข้างต้นเป็นคำล้อในทางนิกายเซ็น ว่าถ้าพยายามจะถึงธรรมะด้วยการเล่าเรียนและการศึกษา ด้วยสติปัญญาที่เดินไปตามเหตุผล นี้มันเหมือนกับจับปลาดุกด้วยลูกน้ำเต้า. เราจะต้องเข้าถึงตัวธรรมชาติแท้ ๆ จึงจะจับปลาดุกด้วยเครื่องมือที่มีไว้เฉพาะ. เหมือนอย่างที่ท่านมาที่นี่ ถ้าบังเอิญได้รับความสบายใจอย่างใดอย่างหนึ่งบอกไม่ถูก ก็ขอให้เข้าใจเถิดว่า นั่นท่านกำลังเข้าถึงตัวธรรมชาติแห่งความว่าง : คือว่าที่นี่ไม่มีอะไรเป็นตัวท่านของท่าน ท่านจึงปราศจากความวิตกกังวล. เมื่อเดินอยู่ตามระหว่างหมู่ไม้ ก้อนหิน ภูเขา ลำธาร เหล่านี้ก็ตาม. รู้สึกสบายใจบอกไม่ถูก, ลืมไปแม้กระทั่งตัวเอง ว่าตัวเองก็มีชีวิตอยู่ในโลกนี้. เพราะจิตไปมัวรู้สึกแต่เรื่องความเยือกเย็นเป็นสุข สะอาด สว่าง สงบ เป็นความสบายบอกไม่ถูก. นี้คือการที่เข้าถึงตัวธรรมชาติแห่งความสะอาด ความสว่าง ความสงบ เพราะว่าขณะนั้นท่านลืมไปว่ามีตัวเอง ว่ามีอะไรเป็นตัวเรา ของเรา. บ้านเรือนทรัพย์สมบัติ เงินทอง ข้าวของอะไรเบื้องหลังก็ไม่ได้คิดถึง แม้แต่ชีวิตในปัจจุบันหยก ๆ นี้ก็ไม่ได้คิดถึง ก็ลืมไป. จิตเสวยแต่ความสงบ ที่เกิดมาจากการปราศจากตัวกู - ของกู อย่างนี้เรียกว่าเข้าตัวธรรมชาติ ; ไม่เนื่องด้วยเหตุผล อยู่เหนือเหตุผล อยู่เหนือการศึกษาเล่าเรียน อย่างนี้เรียกว่าเข้าถึงตัวธรรมชาติ. จากการเข้าถึงตัวธรรมชาติทำนองนี้เท่านั้น คนจึงจะรู้ธรรมะ หรือเข้าถึงธรรมะได้จริง ๆ ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายหมายมั่นปั้นมือที่จะเข้าถึง ความเป็นเกลอกับธรรมชาติ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้. จงปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้, ให้สมกับที่เราได้มาที่นี่ ประสงค์จะฝึกฝนให้ใกล้ชิดธรรมชาติ. มีความเป็นเกลอกับธรรมชาติให้มากที่สุด ที่เรียกว่าฝึกความอดกลั้น อดทน นั่นเอง หรือฝึกการเสียสละพร้อมกันไปในตัวด้วย. นี้คือประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ที่จะได้ในทางธรรมะ ในการมาประชุมชนิดที่จัดให้ทุกคนได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ กว่าธรรมดาที่จะประชุมในที่ที่ห่างไกลธรรมชาติ. ทั้งนี้เพราะเหตุว่า มันมีหลักที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่งดังที่กล่าวมาแล้วนี้. เราจะต้องเข้าถึงสิ่งนั้น ๆ ด้วยจิตใจ ด้วยธรรมชาติ ด้วยจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น, ไม่ใช่ด้วยการศึกษาเล่าเรียน ไม่ใช่ด้วยการใช้เหตุผล. ดังนั้นจึงควรถือเป็นหลักต่อไปว่า เราจะเข้าถึงจิตใจของท่านผู้ใด เราจะต้องเป็นอยู่คล้าย ๆ ผู้นั้น, เราจะเข้าถึงจิตใจของท่านผู้ใดเราจะต้องเป็นอยู่ให้เหมือนท่านผู้นั้น, เราต้องการจะเข้าให้ถึงจิตใจหรือพระหฤทัยของพระพุทธเจ้า เราต้องเป็นอยู่ให้เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นอยู่. เราออกจะเผลอ ออกจะลืมตัวมากไปเสียแล้ว ในการที่เป็นอยู่ไกล, ไกลกันลิบ จากความเป็นอยู่ชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นอยู่. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องนี้ไว้มาก, ยกตัวอย่างเช่น ให้กินอยู่พอดี มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ = กินอยู่พอดี คือมีการกินอยู่พอดี. อาตมาก็พูดเรื่องนี้บ่อย ๆ ว่า กินอยู่พอดี กินอยู่พอดีในการเทศน์และการบรรยาย แต่พอคนคัดลอกเทปบันทึกเสียงนั้น กลับไปคัดว่ากินดีอยู่ดี. ลองฟังดูซิ อาตมาพูดปรากฏอยู่ในเทปว่ากินอยู่พอดี คนคัดลอกออกมาได้ว่า กินดีอยู่ดี, นี้เป็นเรื่องที่ผิดกันมาก. เพราะว่า กินดีอยู่ดีนี้ คือต้นเหตุของความสับสนวุ่นวาย โกลาหลอลหม่านในโลกนี้. ถ้ามันขยายออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด : พวกกรรมกรอยากจะกินอยู่เหมือนนายทุนขึ้นมา ก็ต้องเลิกลัทธิอย่างว่า. แต่ถ้ากินอยู่พอดี ใครมีอัตภาพอย่างไร กินอยู่อย่างนั้น กรรมกรก็ไม่ต้องการกินอยู่แบบนายทุน ลัทธิอย่างว่านั้นก็ไม่เกิด มันต่างกันมากถึงอย่างนี้. เราจะต้องถือตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้อย่างไร เช่นว่ากินอยู่พอดี เป็นต้น. ทีนี้เราออกจะเผลอว่ากินดีอยู่ดี กินดีอยู่ดีคูณด้วย ๒ ด้วย ๔ ด้วย ๘ ด้วยอะไร มันจึงเป็นเรื่องเผลอ จนลืมตัวไปเสียมากแล้ว แม้ในหมู่พวกเราชาวพุทธ รวมทั้งที่มานั่งประชุมกันอยู่ที่นี่. อาตมาขอย้ำแล้วย้ำอีก พร้อมทั้งขอวิงวอนว่า จงได้นึกถึงเรื่องนี้ให้มากว่า จะได้ทราบจิตใจชองผู้ใด ต้องอยู่ให้คล้ายผู้นั้น ท่านต้องนึกถึงความเป็นอยู่ของพระพุทธเจ้า ถ้าท่านเปิดพระไตรปิฎกเล่มแรกคือเล่มหนึ่ง แล้วก็หน้าแรก ๆ ตั้งแต่หน้าหนึ่งเป็นต้นไป ท่านจะพบว่า พระพุทธเจ้าต้องฉันข้าวตากเลี้ยงม้าฟายมือหนึ่งต่อวันหนึ่ง ไม่มีแกงไม่มีกับ ตลอดพรรษาหนึ่ง. ถ้ายังงงอยู่ก็ขอย้ำอีกทีว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงฉันข้าวตากแห้ง ๆ สำหรับเลี้ยงม้าฟายมือหนึ่ง ต่อวันหนึ่ง ตลอดพรรษาหนึ่ง. ข้อความในพระไตรปิฎกเล่มหนึ่งหน้าแรก ๆ เป็นคราวข้าวยากหมากแพงในเมืองเวรัญชา ไม่มีใครเอาใจใส่พระภิกษุสงฆ์ นอกไปกว่าพ่อค้าม้าที่นำม้าไปขาย ; มีข้าวตากเลี้ยงม้าอยู่บ้าง ก็แบ่งถวายพระองค์ละฟายมือต่อหนึ่งวัน โดยทำให้เปียกชุ่มพอฉันได้ ไม่มีแกงไม่มีกับ. และโดยทั่วไปภิกษุสงฆ์ก็ฉันข้าวราดน้ำผักดองอยู่เป็นประจำ อย่างบ้านเศรษฐีอนาถปิณฑิกะนี้ก็ปรากฏว่าถวายข้าวราดน้ำผักดอง. นี่แหละ เรื่องความเป็นอยู่ของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับการบริโภค โดยทั่ว ๆ ไป ไม่ได้มีอะไรที่น่าเคลิบเคลิ้ม เหมือนที่บางองค์เทศน์จ้ออยู่บนธรรมาสน์ว่าพระพุทธเจ้า ท่านฉันร่ำรวยอย่างนั้นอย่างนี้ ให้คนทำบุญเหมือนกับอย่างนั้นบ้าง นี้ไม่ใช่เรื่องจริง. ตามที่เป็นจริงพระพุทธเจ้าเป็นอยู่อย่างที่ ถ้าท่านทั้งหลายไปเห็นแล้ว ก็ต้องน้ำตาไหล. เพราะว่าเราลืมตัวไปมาก ลืมตัวไปไกล ไปจนถึงกับว่าเห็นของอย่างนั้นเป็นของแร้นแค้นที่สุด ; แต่ที่จริงเป็นของพอเหมาะพอดีสำหรับนักบวชทั่วไปในสมัยนั้น นาน ๆ จึงจะมีโภชนะประณีต. โภชนะประณีตหมายถึงปลาหรือเนื้อ เป็นต้น. เมื่อพิจารณาถึงที่อยู่อาศัย พระพุทธเจ้าท่านประสูติกลางพื้นดิน ท่านตรัสรู้ก็กลางพื้นดิน ท่านแสดงธรรมจักรก็กลางพื้นดิน ท่านนิพพานก็กลางพื้นดิน. เราลองคิดดู จะเอาอะไรกัน ท่านประสูติก็กลางพื้นดิน ตรัสรู้ก็กลางพื้นดิน แสดงธรรมจักรก็กลางพื้นดิน นิพพานก็กลางพื้นดิน แล้วส่วนมากท่านก็ประทับไปตามธรรมชาติกลางพื้นดิน. แล้วทำไม เรา คนใช้ของท่าน จะต้องเรียกหาโรงแรมชั้นหนึ่ง หาโฮเต็ลชั้นหนึ่ง สำหรับที่จะพักแล้วทำงาน เพื่อว่าจะประชุมกันปรึกษาหารือ ลองคิดดูในข้อนี้. นี่แหละเป็นข้อที่ว่า เราลืมตัวมากไปเท่าไร ? ทำไมเราจะต้องใช้เงินประกวดกันในการใช้เงิน ในการประชุมกัน หรือในการต้อนรับ ? สิ่งที่บริโภคจริง ๆ นั้นไม่ถึง ๕ % ของเงินที่ต้องใช้ไป และไม่จำเป็นต้องประกวดประชันอะไร. เพราะเราลืมตัวมากไปอย่างนี้ ในเรื่องอาหารการกิน ในเรื่องการนุ่งห่ม เรื่องการที่อยู่อาศัย การเจ็บการไข้ นึกถึงแต่ในเรื่องที่ไม่มีขอบเขต เราจึง ไกลจากความเป็นอยู่แบบของพระพุทธเจ้ามากออกไปทุก ๆ ที เพราะฉะนั้น เราจึงไม่อาจจะเข้าถึงพระหฤทัยของพระพุทธเจ้าได้ เพราะเรามีการเป็นอยู่ไกลกันเกินไป. จึงขอร้องว่า เราจะต้องปรับปรุงกันเสียใหม่ ให้มีอะไร ๆ ที่เป็นความเป็นอยู่คล้าย ๆ กับพระพุทธเจ้าให้มากที่สุด และการกระทำอันนั้นแหละ คือการรับใช้พระพุทธเจ้าที่แท้จริง. เราจะได้คิดต่อไปว่า การประชุมของเราคราวนี้จะได้บุญที่ตรงไหน อาตมามีความรู้สึกอย่างเดียวเด็ดขาดแน่นอนลงไปว่าได้บุญที่ตรงนี้ ได้บุญตรงที่ว่าเรามาฝึกการเป็นอยู่ให้เอียงไปในทางที่จะคล้ายการเป็นอยู่ของพระพุทธเจ้า, มีชีวิตแบบที่เรียกว่า PLAIN LIVING นี้ให้มากที่สุด เท่าที่เราจะมากได้ ทำให้มันมากไว้และจะเลิกร้างความเหลือเฟือฟุ้งเฟ้อต่าง ๆ เสียได้ทั้งทางกายและทางใจ. เรื่องทางกายหมายถึงทางวัตถุ การเป็น การอยู่ ; การกิน การใช้สอยภายนอกนี้ ก็มีการฟุ้งเฟ้อ ทางจิตใจก็คิดฟุ้ง, ฟุ้งไปไกลจนลืมแนวทางหรือว่าครรลองของพระพุทธเจ้า คือสิ่งที่ว่าความฟุ้งเฟ้อหรือความลืมตัว. เราควรจะได้ใช้การปรับตัวของเรานี้ สำหรับทำงานให้เป็นงานยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ๆ ที่แล้วมา ที่ใช้เงินมาก ๆ และซึ่งมากไปด้วยพิธีรีตอง. เรามากไปด้วยการใช้เงิน, เรามากไปด้วยพิธีรีตอง, เรามากไปด้วยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมทะเยอทะยานต่าง ๆ , การประกวดประชัน, การที่จะชิงดีชิงเด่น การที่จะทำให้ใครสู้ไม่ได้ นี่เป็นส่วนใหญ่. นี่เราต้องเลิกร้างความฟุ้งเฟ้อเหล่านั้นหมด งานจึงจะเป็นงานยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นจึงนับว่าเป็นสิ่งที่ควรปราโมทย์หรือสัมโมทย์ ในการที่ท่านทั้งหลายได้มาประชุมและได้เลือกกันว่าจะมาประชุมในสถานที่นี้. แม้แต่ ท่านหญิงผู้สูงเกียรติ ก็ยังต้องทรงพักในกระท่อมกับยายแก่. ลองไปดูที่ในวัด ท่านหญิงพูนพิศมัย ก็ยังต้องทรงพักในกระท่อมกับยายแก่. ท่านจงจำอุทาหรณ์อันนี้ ภาพอันนี้ ความรู้สึกอันนี้ ติดไปด้วย. นี้จะไม่เป็นตัวอย่างที่วิเศษหรืออย่างไร ? ท่านทั้งหลายก็จะต้องเป็นไปในรูปนั้น จะต้องเผชิญกันกับสิ่งที่ท่านไม่เคยคิดว่าจะต้องเผชิญ หรือความไม่สะดวกที่ทำให้ท่านขัดใจ. ทีนี้เอากันใหม่ ถ้าไม่ยอมคิดอย่างที่อาตมาว่า ก็ลองคิดว่า เอ้า ลองซ้อมหลบภัยสงครามกันที เผื่อว่ามันจะมาอีก ถ้าท่านคิดไปในทำนองนี้ นี่ยังสบายมาก ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ที่พักกันอยู่ในที่นี่มันยังสบายมาก กว่าคราวที่ต้องไปหลบภัยกันจริง ๆ เมื่อคราวสงครามที่แล้วมา. นี่เรายังมีอะไรกินอะไรใช้ ยังมีอะไรสะดวกกว่านั้นมาก ถ้าคิดอย่างนี้ก็คงจะสบายใจไปได้เหมือนกัน. นี่อาตมาถือว่า บุญที่ดีที่สูงสุด ที่เราจะได้ในการประชุมนี้ ก็ถือการเลิกร้างความฟุ้งเฟ้อ หรือการลืมตัวของเราที่เป็นไปมาก ๆ แล้วนั่นเอง ถ้าคิดได้ก็จะสัมโมทย์ และคำกล่าวของอาตมาก็จะเป็นสัมโมทนียกถาได้เหมือนกัน. ชั่วเวลาที่เหลืออยู่บ้างนี้อยากจะกล่าวถึง วัตถุประสงค์ที่รัดกุมเข้ามา ที่เราจะต้องมุ่งหมายในการกระทำนี้ ถ้าเราฝึกฝน ความทรหดอดทนก็ดี เราแสดงการเสียสละให้เป็นตัวอย่างแก่ขาวโลกนี้ก็ดี เราทำไปเพื่อสนองพระพุทธประสงค์ในข้อที่ว่า เพื่อให้พระธรรมเป็นประโยชน์แก่ชาวโลกให้มากที่สุด. ท่านอย่าลืมว่า พระพุทธประสงค์นั้นมีเพียงข้อเดียว คือท่านทรงประสงค์จะให้ธรรมะเป็นประโยชน์แก่สัตว์โลกได้มากที่สุด. ท่านอย่าหลงละเมอเพ้อฝันไปในอย่างอื่น ซึ่งเป็นเรื่องเข้าข้างตัว พระพุทธเจ้าท่านไม่เข้ากับใคร ท่านเป็นคนของสากล ท่านจึงมีพุทธประสงค์ จะให้ธรรมะเป็นประโยชน์แก่สัตว์โลกมากที่สุด. ท่านต้องสนองพุทธประสงค์อันนี้ คือฝึกหรือกระทำพยายามทุกอย่างเพื่อให้ธรรมะเป็นประโยชน์แก่สัตว์โลกมากที่สุด ; ต้องนึกถึงผู้อื่นและให้ลืมตัวเสียโดยเด็ดขาด. อย่าคิดว่าเราจะได้อะไรเพื่อเรา เพื่อจังหวัดของเรา เช่นเราจะได้ชื่อเสียง ได้เกียรติยศเพื่อเรา เพื่อจังหวัดของเรา หรืออะไรทำนองนี้หรืออะไรก็ล้วนแต่เกี่ยวกับเรา อย่างนี้ต้องสลัดทิ้งออกไปให้หมด ต้องให้ธรรมะเป็นประโยชน์แก่สัตว์โลกให้มากที่สุด. ถ้าเราตั้งปณิธานดังนี้ไว้ในใจแล้ว สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ก็จะไม่มี. ขออภัยที่ต้องพูดกันอย่างตรง ๆ ว่าขอให้เป็นพุทธทาส ผู้รับใช้พระพุทธเจ้าด้วยกันทุกคน. ที่แล้ว ๆมามักจะมีแต่การตีฝีปากโวหารในที่ประชุม, ที่แล้ว ๆ มามักจะมีการอวดอภินิหาร คือว่าอวดความดีความเด่นอะไรของตัว, ที่แล้ว ๆ มามีการใช้เงินมาก ไปในลักษณะที่ว่าไปทัศนาจรกันมากกว่า, ที่แล้ว ๆ มา เป็นการดูอะไรเล่นกันมากกว่า, หรือว่าทำอะไรไปอย่างละเมอ ๆ , ถ้ายังมีลักษณะอย่างนี้อยู่เพียงไรแล้ว ไม่สามารถจะทำให้ธรรมะนี้เป็นประโยชน์แก่ชาวโลกได้. แต่ถ้าเรากระทำในใจของเราว่า จะมุ่งหมายอุทิศชีวิตรับใช้พระพุทธเจ้า ทำให้ธรรมะเป็นประโยชน์แก่ชาวโลกแล้ว อาตมาเชื่อเหลือเกินว่า การกระทำชนิดฟุ่มเฟือยดังที่กล่าวนั้นจะไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย จะไม่มีจิตใจไหนมาอวดฝีปาด อวดอภินิหาร ใช้เงินมาเที่ยวดูอะไรเล่น หรือแม้แต่ทำอะไรไปอย่างละเมอ ๆ. ขอให้ตั้งจิตอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีกทั้งหมด ด้วยชีวิตจิตใจว่าเราจะเสียสละชีวิตนี้ เพื่อให้ตรงตามพระพุทธประสงค์ ในข้อที่ว่า จะพยายามให้ธรรมะนี้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น คือสัตว์โลกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เวลาอภิปรายสัมมนาหรือลงมติหรืออะไรก็ตาม ขอให้มีปณิธานอันนี้อยู่ในใจ เรื่องต่าง ๆ จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่ในทางที่ถูกที่ตรงที่จริง และตรงตามพระพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้า. ข้อที่ว่าพระพุทธประสงค์ของพระองค์ ต้องการให้โลกมีธรรมะนี้ ก็เป็นวัตถุประสงค์ของสมาคมของเราอยู่แล้ว. เราจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ มันก็เป็นอยู่แล้ว ถ้าไม่มีวัตถุประสงค์อันนี้แล้ว มันก็ไม่เป็นพุทธสมาคมอะไรขึ้นมาได้. ถ้าเราเองจะยังเรียกตัวเองว่าพุทธสมาคมอยู่แล้ว ก็จะต้องมีใจความสำคัญอยู่ตรงนี้ คือทำตามพระพุทธประสงค์ จะช่วยสัตว์โลกให้มีธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครองสัตว์โลก. ท่านจงดูในที่ทั่ว ๆ ไปทั้งโลก จะเห็นว่า โลกกำลังต้องการความช่วยเหลือ จากความเป็นชาวพุทธที่แท้จริงของเรา. แม้ว่าเขาไม่รู้จักเรา แม้ว่าพวกฝรั่งมังค่าที่ไหนก็ตาม เขาไม่รู้จักเรา แต่เรากล้าพูดได้ว่าโลกทั้งโลกกำลังต้องการความช่วยเหลือ จากความเป็นชาวพุทธที่แท้จริงของเรา. ถ้าเรายังไม่มีความเป็นชาวพุทธที่แท้จริง เราไม่มีอะไรที่จะไปช่วยโลกได้. พอเรา มีความเป็นชาวพุทธที่แท้จริงขึ้นมาเท่านั้น มีมีอะไรมากมายเหลือเกินพร้อมพรึบไปหมดที่จะช่วยโลกได้. โลกกำลังต้องการความช่วยเหลือจากความเป็นชาวพุทธที่แท้จริง เราจงทำความเป็นชาวพุทธที่แท้จริงให้มีขึ้นมาเท่านั้น มันก็พอแล้ว. อะไร ๆ ที่ยังขัดขวางกันอยู่กับความเป็นชาวพุทธที่แท้จริง เช่น ความไม่สันโดษ เป็นต้นนี้ ก็จงเลิกละเสีย มีความเป็นชาวพุทธที่แท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวไปทางไหน กระดิกตัวไปทางไหน มันจะเป็นประโยชน์แก่โลกไปทั้งหมดโดยอัตโนมัติด้วย ขอให้มองเห็นความสำคัญข้อนี้. เราจงมาฝึกฝนความเป็นชาวพุทธที่แท้จริงกันที่นี่ ให้มากที่สุด เท่าที่เราจะทำให้มากได้ หรือถ้าเราจะไปประชุมกันที่อื่น เราก็จะให้มีมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ยิ่งขึ้นไปอีก ; เราจะประชุมกันที่อื่นอีก ก็ให้มันมีความเป็นชาวพุทธนี้ มากยิ่งขึ้นไปอีกเท่าที่เราจะกระทำได้อีก. ปฏิบัติอย่างนี้แล้วไม่เท่าไร คือไม่กี่ครั้งประชุม เราจะมีสมรรถภาพพอที่จะทำให้โลกนี้ได้รับประโยชน์จากพระธรรม ตรงตามพุทธประสงค์ของพระพุทธองค์ได้. ฉะนั้น ขอให้ท่านมีสัมโมทย์ คือปีติปราโมทย์ ในการที่ได้รับการฝึกฝนอย่างนี้ มีโอกาสที่จะได้รับการฝึกฝนอย่างนี้ซึ่งมีค่ามหาศาลไม่มีอะไรเปรียบปาน. แม้ว่าเราจะลงทุนด้วยความยากลำบาก มันก็กลายเป็นความไม่ยาก ไม่ลำบากไป เพราะมันเป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาล กลายเป็นสิ่งที่น่ากระทำ หรือชวนกระทำไป เลยหมดความยากลำบาก. ทีนี้จะกล่าวถึงหน้าที่ของเราชาวพุทธให้ชัดลงไปว่า เราเป็นพุทธบริษัท และชวนกันตั้งสมาคม เพื่อเผยแผ่พระธรรม ไม่ใช่เผยแผ่แต่ปาก ไม่ใช่เผยแผ่แต่ตัวหนังสือ ไม่ใช่เพียงแต่เผยแผ่แง่คิดให้เอาไปถกเถียงกันชุลมุนวุ่นวาย จนเกิดการทะเลาะวิวาทเพราะการถกเถียง ไม่ใช่อย่างนั้น มันต้องเป็นการกระทำชนิดที่ว่า ให้มีธรรมะงอกงามขึ้นมาจริง ในจิตใจของคนเราทุก ๆคน. ตัวเองยกเว้นเสียก็ได้ เพราะว่าทำอย่างนั้นแล้ว ตัวเองมันต้องได้แน่นอน ตัวเองไม่ต้องนึกถึงก็ได้. ขอให้กระทำอย่างชนิดที่ให้ธรรมะงอกงามขึ้นในใจของเพื่อนมนุษย์เถิด ใจของตัวเองก็จะงอกงามเองโดยไม่ต้องนึกถึงก็ได้ ; ทำอย่างนั้นก็ลืมตัวเสียดีกว่า ในกรณีอย่างนี้อาตมาขอร้องให้ลืมตัว. ลืมตัวในความหมายอย่างอื่นนั้นไม่เกี่ยวกัน ; ลืมตัวในที่นี้หมายความว่า เราไม่นึกถึงตัวเราในเรื่องของประโยชน์ จะนึกถึงแต่ผู้อื่น. ให้ธรรมะงอกงามขึ้นในใจของบุคคลอื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อผลิตให้มีคนดีขึ้นมาในโลกนี้. ถ้าจะกล่าวในขอบเขตจำกัดก็ว่า เพื่อชาติไทย เพื่อชนชาติไทย เพื่อพุทธบริษัทชาติไทยก่อน ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเรา อยู่ในความสามารถของเราจะผลิตคนดี เพื่องานก้าวหน้าพัฒนาทุก ๆ แขนง ของประเทศชาติ. ทีนี้ปัญหาในโลก หรือในประเทศใดก็ตาม มันอยู่ตรงที่ ขาดคนดี โครงการหรือแผนการนั้นดีเลิศ แต่ไม่มีคนดีที่จะปฏิบัติตามแผนการนั้น มันจึงไม่ดีไปหมด ; ไม่ว่าอะไรมันไม่ดีไปหมด. ประชาธิปไตยก็ไม่ดี, หรือว่าเผด็จการก็ไม่ดี, ถ้ามันขาดธรรมะ ; แต่ถ้ามีธรรมะแล้ว อะไร ๆ มันก็ดีไปหมด จะปกครองกันแบบไหนก็จะดีไปหด บางทีเผด็จการจะดีกว่าประชาธิปไตยเสียอีก ถ้ามีคนดี. เดี๋ยวนี้เพราะไม่มีคนดี เผด็จการไม่ไหว ประชาธิปไตยก็ไม่ดี เพราะเมื่อทุกคนไม่ดีแล้ว ก็รวมหัวกันทำสิ่งไม่ดี โลกนี้ก็กลายเป็นนรกไปทันที. ที่พูดว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน นี้ฟังดูมันเพราะมากแต่มันก็อันตรายอย่างยิ่ง ; เพราะถ้า ประชาชนนั้น เป็นคนไม่ดีแล้ว ก็พลิกโลกนี้ทั้งโลกให้กลายเป็นนรกไปทันที นี่ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน นั่นมันไม่เอาเป็นที่แน่นอนได้. มันต้องมีความดี คือธรรมะ และคนดี อะไร ๆ มันก็จะดี. เผด็จการก็ดี ประชาธิปไตยก็ดี หรืออะไรถ้าจะต้องมีอีกมันก็ดี ถ้ามันมีความดี คือธรรมะอยู่ในคน. เราจงตั้งหน้าตั้งตาอุทิศชีวิตจิตใจ เพื่อผลิตความดีให้มีขึ้นในจิตใจของเพื่อนมนุษย์ของเราทุกคน ; เมื่อมีคนดี อย่างน้อยก็เป็นไปได้ในงานพัฒนาประเทศชาติและเราจะแน่ใจว่า เราะรักษาความเป็นไทยไว้ได้ ; นี้เป็นชาตินิยมหน่อย แต่ก็ไม่มากนัก, เพราะว่าความเป็นไทยนี้มันยังกว้างอยู่. ถ้าเราจะรักษาความเป็นไทย. มันไม่มีทางอื่น เราจะต้องเป็นคนดี หรือเป็นชาวพุทธกันให้มาก ๆ ความเป็นไทยจึงจะยังคงอยู่. ถ้าปราศจากความเป็นชาวพุทธ หรือเป็นคนดีแล้ว ความเป็นไทยก็จะสูญเสียไปด้วย. ทีนี้ชาวพุทธนี่ไม่มีใจแคบ คือว่าใจไม่แคบ ยินดีที่จะให้ทุกคนเป็นชาวพุทธ ไม่ผูกขาด จึงกล้าพูดไปถึงว่าทั้งโลกหรือชาวโลก เราระวังคำว่า "แห่งประเทศไทย" อะไรของเรานี้ไว้บ้าง อย่าให้มันกลายเป็นชาตินิยม หรือเกิดความยึดมั่นถือมั่นเป็นพวกเรา. คำว่า "พุทธสมาคม" นี้ต้องของสากล ต้องของโลกทั้งโลก หากแต่ว่ามันอยู่ในขอบเขตที่เราจะทำได้ในประเทศไทย, เราจึงเรียกว่า แห่งประเทศไทย. แต่อุดมคติของคำว่า "พุทธ" หรือพุทธสมาคม ก็ตามนั้น ต้องเป็นของสากลคือทั่วไปทั้งโลก. เราจะต้องปรับทุก ๆ คนให้เข้ากันได้ คือมีความเป็นชาวพุทธ เหมือน ๆ กันไปหมด. ข้อนี้มันทำได้ไม่ยาก เพราะว่า ศาสนาทุกศาสนา ล้วนแต่สอนความไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น. ขอให้ทุก ๆ คนสังเกตให้มาก จำไปคิดไปนึกให้ดี ว่า ศาสนาที่แท้จริงแล้ว จะสอนเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ; ไม่ว่าศาสนาไหนในโลกนี้ ถ้าไม่สอนอย่างนี้ก็ไม่ใช่ศาสนา. เมื่อสอนการทำลายความเห็นแก่ตัวแล้ว มันก็เป็นธรรมะอันเดียวกันกับพุทธศาสนา คือทำลายความเห็นแก่ตัวเรื่อย ๆ ไป จนหมดตัว เป็นพระอรหันต์. ทีนี้ก็เอาแต่เพียงว่าอย่างหยาบ ๆ ก่อนก็ยังได้ ยังเป็นธรรมในพุทธศาสนาอยู่นั่นเอง เรื่อง ความเห็นแก่ตัวนี่แหละคือต้นตอของกิเลส ของความชั่ว ของความเบียดเบียน ของวิกฤตกาลถาวรของโลก. เราจะต้องยินดีที่จะพูดว่า ทุกคนเป็นชาวพุทธได้ ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีศาสนานั้น ไม่มีศาสนานี้. ศาสนาพุทธก็เหมือนกับศาสนาอื่น ตรงที่ทำลายความเห็นแก่ตัว, ศาสนาอื่นก็เหมือนกับศาสนาพุทธ ตรงที่ทำลายความเห็นแก่ตัว. เขาใช้อุบายอย่างหนึ่งเหมาะสมสำหรับเขา เราใช้อุบายอย่างหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับเรา. ถ้าเขามีพระเจ้า เขาถือพระเจ้า เขาก็ยกตัวให้แก่พระเป็นเจ้าเสียหมด ตัวของเขาก็ไม่มี เพราะเขาเอาตัวนั้นไปให้พระเป็นเจ้าเสียหมด เพื่อทำตามประสงค์ของพระเป็นเจ้า. พระเป็นเจ้าไม่เคยใช้ใครให้ทำอะไร นอกไปจากทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ให้เห็นแก่ผู้อื่น ; ฉะนั้น เขาก็ไม่มีความเห็นแก่ตัวได้เหมือนกัน ทั้งที่เขานับถือศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า. ถ้าเราไม่อยากจะมีพระเจ้า เราก็ต้องไม่มีความเห็นแก่ตัวตามธรรมชาติ เราถือว่า มันเป็นของธรรมชาติ. ตัว ๆ นี่ไม่ใช่ของเรา เป็นของธรรมชาติ, ที่เป็นความคิดที่ผิด. ถ้าเราจะมีตัว มันต้องเป็นตัวของธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวของเรา เรียกว่าตัวของความว่าง หรือเป็นอนัตตา ในพุทธศาสนา. โดยไม่ต้องมีพระเจ้า เราก็ทำลายตัวได้เหมือนกัน แต่ความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า อย่ามีความเห็นแก่ตัวกันก็แล้วกัน. เพราะฉะนั้นเราจะต้องขยายขอบเขตของคำว่าชาวพุทธ สังคมพุทะ หรืออะไรพุทธ ๆ นี้ให้มันกว้างอย่างนี้. อย่าเผลอไปยกตนข่มท่านเข้าในระหว่างศาสนา ถ้ามีการยกตนอย่างนี้แล้วมันก็เป็นการเห็นแก่ตัว มันก็เป็นการช่วยทำให้โลกนี้เป็นนรกไปอีก ไม่ทำให้โลกนี้เป็นที่สงบสุขไปได้. นี่เราจะต้องทำให้ชาวพุทธพวกเรานี่แหละ เข้ากันกับคนทุกคนในโลก และเมื่อเราทุกคนเข้ากันได้กับคนทุกคนในโลกแล้ว มันก็เป็นการง่ายดายที่เราจะช่วยกันทำโลกนี้ให้ปลอดภัย คือเรา จะทำโลกนี้ ให้พัฒนาไปแต่ในทางธรรมะ ไม่ให้วิ่ง ไม่ให้พัฒนาวิ่งไปในทางวัตถุนิยม ตรงรี่ไปสู่ไฟ ไปสู่ความลุกเป็นไฟ ไปสู่นรกชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นมา. คำว่าพัฒนานั้น เป็นได้ ๒ ความหมาย. พัฒนาในทางธรรมเป็นอย่างหนึ่ง, พัฒนาทางวัตถุทางกิเลสตัณหา ก็อีกอย่างหนึ่ง. แต่ถ้าธรรมะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทั่วทุกแห่งในโลก โดยอาศัยศาสนาทุกศาสนาเป็นเครื่องมือแล้ว ความเป็นชาวพุทธก็จะมีเต็มไปทั้งโลก ทุกหนทุกแห่งในโลกนี้. ถ้าเรามีความมุ่งหมายอย่างนี้ เราก็ต้องฝึกฝนมันด้วยความอดกลั้นอดทน ที่จะเสียสละความเห็นแก่ตน อย่าเห็นแก่ตนตั้งแต่อย่างต่ำ ๆ ไปจนถึงสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เรามาทำลำบากที่นี่ เพื่อฝึกความไม่เห็นแก่ตน และความไม่เห็นแก่ตนนี่จะขยายออกไปจนถึงระดับเป็นอย่างที่ว่ามานี้ ไม่มีตัวตน ที่จะยกตัวยกตน หรือเห็นแก่ประโยชน์ตน แล้วก็ทำลายผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น. การทำอย่างนี้เอง เป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนา. ถ้าท่านผู้ใดถือว่าท่านมีหน้าที่สืบอายุพระพุทธศาสนา ท่านต้องทำอย่างนี้ อย่างอื่นไม่มี. ฉะนั้นเรามาประชุมกันที่นี่ ก็เพื่อทำอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการทำอย่างนี้ ก็คือเราได้ช่วยกันสืบอายุพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ให้ยังคงอยู่เป็นร่มเงา ที่ร่มเย็นของโลกหรือเป็นป้อมปราการที่แข็งแรงของโลก เพื่อต่อสู้กับสิ่งที่เรียกว่าอธรรม แล้วโลกนี้ก็จะเป็นโลกของธรรม โลกของพระธรรม มีแต่ความสะอาด สว่าง สงบ เยือกเย็นเป็นสุข. เมื่อท่านทั้งหลายไปคิดดูตามนี้แล้ว ก็จะเกิดสัมโมทย์ คือปีติปราโมทย์ขึ้นในใจ และคำกล่าวของอาตมาก็จะเป็นสัมโมทนียกถา ได้สมบูรณ์ด้วยเหตุนี้. ขอได้โปรดนำไปคิดพิจารณาดูให้ดี อย่าเห็นแต่เพียงว่า เป็นสัมโมทนียกถา พูดเล่น ๆ พอให้สบายใจ แต่ที่แท้เป็นเนื้อหาของเรื่องทั้งหมด และจะมีความแท้จริงเป็นแก่นสาร. ต่อมีความจริงแท้เป็นแก่นสาร จึงจะควรปีติปราโมทย์, ไม่ควรจะปีติปราโมทย์ในของเท็จของเทียม ขอทำพอเป็นพิธีรีตองอะไรทำนองนั้น. ขอวิงวอนว่าจงได้นำไปคิดดูให้ดี ให้มีปราโมทย์หรือสัมโมทย์อยู่ตลอดเวลาทั้งที่นี่ และหลังจากที่กลับไปจากที่นี่แล้ว ไปสู่สถานที่ของตนทุก ๆ ท่าน เทอญ. เวลาก็พอดีหมด ขอกล่าวคำสวัสดีแก่ทุกคน.
|
||||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๑๒. ท่านจะได้อะไรจากการมาประชุมกันที่นี่ | |||
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org