|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร ค่ายธรรมบุตร ความสับสนแห่งความหมายของภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ บรรยาย ในการอบรมครู ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๙ มิถุนายน ๒๕๑๒
ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย, อาตมาได้รับคำขอร้องให้มากล่าวสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เห็นว่า พอจะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายในที่นี้ตามเคย ; โดยความรู้สึก แล้วก็รู้สึกว่ามีแต่เบ็ดเตล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มักจะมองข้ามกันไปเสียเท่านั้น ที่ยังเหลืออยู่ นั่นแหละควรนำมากล่าว ; เพราะว่าโดยหลักใหญ่ ๆ หรือเรื่องใหญ่ ๆ นั้น ก็ได้กล่าวกันเป็นที่แพร่หลาย และก็ซ้ำ ๆ กันอยู่หลายครั้งหลายหนแล้ว. สำหรับในวันนี้จะได้กล่าวตามหัวข้อว่า "ความสับสนแห่งความหมายของภาษาในการพูดจา, ความสับสนแห่งความหมายของภาษา เท่าที่ครูทั้งหลายจะพึงทราบไว้บ้าง และโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับทางศาสนา และตลอดถึงที่เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปด้วย. ความสับสนทางภาษานี้ เป็นสิ่งที่มองข้ามกันไปเสียหมด. ขอให้พิจารณา หรือสังเกตดูให้ดี ๆ ว่าเรามีความเข้าใจผิด คือถือเอาความหมายกันคนละอย่างในคำพูดคำเดียวกัน, ต่างระดับกันก็มี, ไปตรงกันข้ามเลยก็มี : แล้วก็เป็นคำที่เราใช้พูดกันอยู่ทุกวันด้วย. นี่คือต้นเหตุ หรือมูลเหตุอันหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความยากลำบากหรือช้าในการที่จะเข้าใจอะไรอย่างถูกต้อง ตรงกันโดยเร็ว. ข้อสำคัญ มันอยู่ที่ความหมายของคำเหล่านั้น ; เพราะฉะนั้น อาตมาจึงให้หัวข้อว่า ความสับสนแห่งความหมายของภาษาที่ใช้พูดกันอยู่. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า "ความหมาย" นั้น มันสำคัญ ; จนกล่าวได้ว่า ร้อยเปอร์เซ็นต์ของคำพูดนั้น มันไม่สำคัญถ้ามันไม่มีความหมาย ; ยิ่ง ในทางธรรมะแล้ว จะไม่ถือเอาตัวหนังสือเป็นหลักเลย จะถือเอาความหมายที่แท้จริงของมัน ; เพราะว่า ภาษาธรรมะเป็นภาษาต่างประเทศ, ภาษาอินเดียโบราณ เป็นภาษาอะไร ๆ หลายอย่าง พูดกันมา รับมองกันมา ผิดบ้าง ถูกบ้าง. ฉะนั้น ขอให้ถือว่า "ความหมาย" นั่นแหละสำเร็จประโยชน์ ; ส่วนตัวหนังสือหาเป็นอย่างนั้นไม่ ถือเป็นหลักกันทั่วไปในวงพุทธบริษัทที่ศึกษาพุทธศาสนา. อยากจะเล่าเรื่องสั้น ๆ สัก ๒ - ๓ นาที เกี่ยวกับ "ความหมาย" เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งในประเทศจีน พระจักรพรรดิให้รวบรวมบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตทั่วทั้งประเทศ มาช่วยกันร้อยกรองประวัติศาสตร์ของโลกทั้งโลก ; ให้เวลาตามพอใจ. นักปราชญ์ราชบัณฑิตหลายสิบคน พากันค้นคว้าเรื่องประวัติศาสตร์ทั้งหมด ถกเถียงกันแต่ละวัน เช้ายันค่ำ อยู่ทุกวัน เป็นเวลาสองสามปี จึงเขียนบันทึก ประวัติศาสตร์สากลของโลก ขึ้นไปเสนอพระจักรพรรดิ มีใจความ ๖ คำ : คือ "คน เกิด, คน ทุกข์, คนตาย" ๖ คำ, ๖ พยางค์ ด้วย คนเกิด คนทุกข์ คนตาย. นี่ลองคิดดูเถิดว่า สิ่งที่เรียกว่า "ความหมาย" นั้น มันหมายความอย่างไร. เรื่องต่าง ๆ หลายร้อยหลายพันเรื่อง ที่เขียนเป็นประวัติศาสตร์ได้หลายร้อยหลายพันเรื่องหรือหลายหมื่นหน้านั้น ความหมายมีความสำคัญอยู่ที่ว่า : คนเกิดขึ้นจึงเป็นทุกข์, แล้วคนตาย ไม่มีพูดถึงเรื่องคนเป็นสุข. พระจักรพรรดิก็ตำหนิติเตียนอะไรไม่ได้ ในเมื่อได้รับคำอธิบายอะไรจากราชบัณฑิตเหล่านั้น : เพราะว่าเรื่องนอกนั้น มันเป็นเรื่องฝอย เรื่องไร้สาระ, เรื่องต่าง ๆ เรื่องพลิกแพลงอะไรต่าง ๆ นี้ มันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ "ความหมาย" อันแท้จริงของมนุษย์ ; ไปเรียนมันเข้า ก็เพื่อจะเป็นคนมีปัญญาตลบแตลงหาทางออก หาทางป้องกันอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ไม่ใช่สาระ ไม่ใช่ "ความหมาย" อันแท้จริง. นี่ถ้าอยากจะเข้าใจคำว่า ความหมาย แล้ว ก็ลองไปคิดดูเถอะ : คนเกิดมาแล้วคนเป็นทุกข์ แล้วก็คนตาย มีเท่านี้ ประวัติศาสตร์สากลของโลก : ถึงแม้พระพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าเรา มันก็มีสาระหรือความสำคัญอยู่ ๗ - ๘ คำ ว่า : ท่านประสูติ ท่านตรัสรู้ ท่านสั่งสอน แล้วท่าน นิพพาน มีอยู่ ๗ - ๘ คำนี้ เท่านั้น ; นี้เป็น "ความหมาย" ที่แท้จริง. ฉะนั้น คำว่า "ความหมาย" ต้องเป็นสิ่งที่มีความหมายจริง ๆ มีความหมายเต็มที่ มีความหมายลึกซึ้ง มีความสำคัญ. นี่อย่าเพ่อหัวเราะว่า ประวัติศาสตร์โลกมีเพียง ๖ พยางค์. ไปคิดดูให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ความหมาย" แล้วให้รู้ว่า นอกนั้นมันเป็นเรื่องฝอยเรื่องเล็ก เรื่องขี้ประติ๋ว, ไม่ช่วยให้ใครให้ทำอะไรได้ ; มีแต่ทำให้คนเป็นพาล เอาอย่างในทางทำให้คนเป็นพาล. แต่ว่า คนเกิด คนทุกข์ คนตายนี้ ทำให้คนรู้จักโลกดี สิ่งที่เรียกว่า "ความหมาย" ตามความรู้สึกของอาตมา มีอย่างนี้, และจะได้พูดทำความเข้าใจกันต่อไปอีก. ๑. เรื่อง ไม่มีคน
นี้ ก็จะพูดต่อไปถึงคำที่เราพูดกันอยู่ในวงพุทธบริษัท แล้วก็สำคัญที่สุดเช่น คำว่า "ไม่มีคน" นี่คงจะฟังกันไม่ถูกว่า คำว่า "ไม่มีคน" นี้เป็นความหมายของพุทธศาสนา ที่สอนว่าไม่มีคน. สิ่งที่เรียกว่า คน นั้น มิได้มี. เดี๋ยวนี้มันมีแต่ถามกันอยู่ว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ? ไปเกิดด้วยอะไร ? เป็นอย่างไร ? มันแต่ถามกันอยู่ในเรื่องอย่างนั้น. แต่ ในพุทธศาสนาต้องการที่จะสอนว่า ที่แท้คนไม่มี ; ให้มองเห็นเป็นแต่เพียงธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุ อากาศธาตุ รวมกันอยู่เป็นกลุ่มหนึ่ง ; แล้วก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามธรรมชาติ มีแต่ธรรมชาติ ไม่มีคน. ถ้าศึกษาพุทธศาสนา จนถึงหัวใจพุทธศาสนาอย่างนี้แล้ว จะไม่ถามเลยว่า คนตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ? เพราะไม่มีคน. เดี๋ยวนี้มันก็ไม่มีคนอยู่ แต่คนทั่วไปไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับฟัง ว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีคนอยู่ ; ไปเข้าใจว่า "เดี๋ยวนี้ฉันคิดนึกได้ ฉันทำอะไรได้ ทำอะไรต่าง ๆ ได้" ; เขาก็เถียงว่า มันมีคนอยู่ ; แต่ทางพุทธศาสนาบอกว่านั่นไม่ใช่คน เป็นเพียง mechanism ของธาตุต่าง ๆ ตามธรรมชาติ ; แล้วมันก็ประณีตจนไม่รู้สึก : แต่เจ้าตัวนั้นเองจะรู้สึกได้ว่า ฉันทุกข์ได้ ฉันรู้สึกได้ เป็นสุขได้ ; ก็เลยเรียกว่า มีคนอยู่เสมอ. ส่วนหลักธรรมะต้องการจะสอนให้รู้ว่า สิ่งที่รู้สึกคิดนึกได้นั้นก็เป็นเพียงสักว่าธาตุเป็นธรรมชาติ, แล้วมันก็รู้สึกไปตามเรื่องของธรรมชาติ ; คนไม่มี. พอได้ยินคำว่า "ไม่มีคน" ก็ขอให้รู้เถิดว่า นั่นแหละคือหัวใจของพุทธศาสนา, คำ ๓ พยางค์ที่ว่า "ไม่มีคน" นี้ มีความหมายทั้งหมดของพุทธศาสนา. กิเลสเกิดขึ้นมา ก็เพราะความรู้สึกว่ามีคน คือ "ฉันเป็นคน" แล้วก็ทำตามกิเลส แล้วก็มีความทุกข์ แล้วก็เบียดเบียนผู้อื่น ; เพราะความมีคนมีตัวมีตนจึงเห็นแก่ตน, ถ้าเห็นความไม่มีคนจริงแล้ว ก็เกิดกิเลสไม่ได้. นี่ขอบอกว่า ๓ พยางค์สั้น ๆ คือคำว่า "ไม่มีคน" นี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. และรวมทั้งศาสนาอื่นด้วย โดยอ้อมโดยปริยาย. ศาสนาอื่นเขาก็สอนไม่ให้มีตัวของตัว, ไม่ให้มีตัวของผู้นั้น แต่ให้เป็นตัวของพระเจ้า ซึ่งยังไม่รู้ว่าอะไร ในที่สุดก็เป็นเรื่องธรรมชาติ หรือไม่ใช่คนไปอีกเหมือนกัน ; ฉะนั้น ขอให้ทบทวนดูว่าเคยได้ยินคำเหล่านี้ เคยได้ฟังคำเหล่านี้บ้างไหม ? แล้วฟังแล้วเข้าใจว่าอย่างไร ? ๒. เรื่อง ไม่มีศาสนา
ต่อไปที่อยากจะยกเป็นตัวอย่างอีก ก็คือคำว่า "ไม่มีศาสนา" เดี๋ยวนี้เราพูดว่ามีศาสนานั่น ศาสนานี่ เรานับถือศาสนานั่น เราถือศาสนานี่, แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยพูดอย่างนี้ ไม่เคยพูดว่า : ศาสนาของฉันเป็นอย่างนี้ เธอถือศาสนาไหน ก็ไม่เคยพูด, ถ้าเอาตามที่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสอยู่จริง ; ท่านใช้คำว่า "ธรรม" ไม่ใช้คำว่า "ศาสนา" : ท่านชอบใจธรรมของใคร ? ท่านประพฤติธรรมของใคร แล้วคำว่าธรรมนี้มันก็คือกฎความจริงอะไรอย่างหนึ่ง ตามที่ศาสดาองค์หนึ่ง ๆ เอามาสอน. คำว่า "ศาสนา" ใช้กันอยู่แต่ในประเทศไทยเรา ในเวลานี้ ไม่ใช้คำที่พระพุทธเจ้าท่านเคยใช้ หรือใครใช้อยู่ในสมัยโน้น ; แล้วที่มันร้ายกาจไปยิ่งกว่านั้นก็คือ เราเข้าใจหรือรู้สึกสิ่งนี้ หรือระบบที่เราเรียกว่าศาสนานี้เป็นของขลัง เป็นของศักดิ์สิทธิ์, เป็นอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติไป, นี่ทำให้ เข้าใจผิดตัวธรรม ทั้ง ๆ ที่เรา เรียกว่าศาสนา ก็ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนา อิสลาม อะไรทำนองนี้ ที่แท้คือกฎของธรรมชาติ ส่วนใดส่วนหนึ่ง ๆ ที่ศาสนานั้น ๆ ค้นพบ แล้วเอามาสอน. เราเองเกิดเข้าใจไปว่า มีการบัญญัติขึ้นมาในฐานะอย่างนั้นอย่างนี้, กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์เป็นสถาบันทางจิต ทางอะไรไป ; ก็เลยเกิดความรู้สึกอย่างอื่นขึ้นมา คือมีความยึดมั่นถือมั่น มีความหวาดกลัว มีความอะไรเพิ่มเติมขึ้นมามาก. ที่แท้ สิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นก็คือ กฎของธรรมชาติ ตามที่มีผู้ค้นพบเท่าไร เพียงไร อย่างไร เพื่อวัตถุประสงค์อะไร, แล้วก็เอามาสอน, ต่อมาถูกยึดมั่นถือมั่นเป็นรูปศาสนา. ฉะนั้นถ้าพูด ตามความหมายที่แท้จริง ก็จะต้องว่า ไม่มีศาสนา มีแต่ธรรมชาติ. มีแต่ กฎของธรรมชาติ, มีแต่ หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติทำให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ แล้วก็ ได้รับผล ตามสมควร. ต้องมองให้ซึ้ง จนเห็นเข้าไปว่า มันไม่มีอะไรมากไปกว่าธรรมชาติ แล้วจึงจะเห็นตัวสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ; เลิกคำว่าศาสนาเสียได้ เหลือแต่ตัวคำว่าธรรม. แล้วคำว่า "ธรรม"นั้น กระจายออกไปได้เป็นตัวธรรมชาติ ตัวกฎของธรรมชาติ ตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ และผลที่จะออกมาตามสมควรแก่หน้าที่นั้น ; มันเหลือแต่ธรรมชาติไป. อย่างนี้จึงพูดว่า "โดยเนื้อแท้ก็ไม่มีศาสนา" ตามที่เราสำคัญมั่นหมาย, หรือถือเอาความหมายอย่างที่ถือกันอยู่เดี๋ยวนี้. ถ้าเราจะไม่เรียกว่าศาสนา เราไปเรียกว่าธรรม มันจะใกล้ความจริงเข้าไปอีก. เราไม่เรียกว่าธรรมไปเรียกว่าธรรมชาติ ก็ยิ่งใกล้ความจริงยิ่งขึ้นไปอีก คือธรรมชาติ ในฐานะที่เป็นกฎ. นี่ดูแล้ว จะเห็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่าศาสนา เป็นรูปร่างที่เราปั้นขึ้นมา เป็นระบบที่เราจัดขึ้น ซึ่งล้วนแต่ทำให้มากให้ยากขึ้นไป ; ถ้าเข้าถึงตัวศาสนาจริงแล้ว จะรู้ว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ที่ถือที่ยึดมั่นอะไรกันอยู่นั่น. เท่าที่ยกมาให้เห็นเป็นตัวอย่างนี้ ก็เพื่อให้รู้ว่า ความสับสนของความหมาย ของคำที่ใช้พูดกันอยู่นี้ : คนหมู่หนึ่งก็มีความหมายไปอย่างหนึ่ง ถือหรือใช้ไปอย่างหนึ่ง ; แต่ว่าคนหมู่อื่นก็มีการถือการใช้ไปอย่างอื่น ; โดยเฉพาะพวกที่หมดความยึดมั่นถือมั่น หมดกิเลส เช่นเป็นพระอรหันต์แล้วอย่างนี้ จะมีความรู้สึกในความหมายนั้นเป็นอย่างอื่น. นี่เป็นตัวอย่างอันแรก ๆ ที่จะให้เห็น "ความสับสนของความหมายของคำที่ใช้พูดจา". ๓. เรื่อง สิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด
งที่พูดกันอยู่อีกคำหนึ่งทั่วโลก คือ eternity ไม่มีที่สิ้นสุด, สิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด หรือนิรันดร, ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ก็เป็นคำที่เข้าใจผิดกันมาก มีความหมายต่าง ๆ กันมาก. พวกเราเคยคิดกันหรือเปล่าว่า มีอะไรไหม ? ที่จะเป็น สิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอยู่นิรันดรอย่างนี้. ที่แท้มัน ก็ไม่มีอะไร นอกจากธรรมชาติ ; แต่แล้วเราก็ให้ชื่อเรียกต่าง ๆ ต่าง ๆ กัน โดยความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่าพระนิพพานก็มี เรียกอมตธรรมก็มี หรือเรียกอะไรที่เข้าใจไม่ได้ นอกจากรู้แต่ตามตัวหนังสือว่ามันเป็นของนิรันดร แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไร อย่างนี้ก็มีอยู่ทั่วไป. ถ้าเรามองดูก็จะเห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาตินั้นแหละ เป็นนิรันดร เพราะว่า แม้แต่นิพพานนี้ก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ; แม้แต่ความว่างเปล่าไม่มีอะไร นี้มันก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง แล้วมันมีความหมายที่กว้างมาก แต่เล็งถึงสิ่ง ๆ เดียวเท่านั้น. มนุษย์ไประบุเอาส่วนใดส่วนหนึ่งตามความหมายที่ตนประสงค์ ก็มักเรียกตามที่ชอบว่าเป็นนิรันดร เช่นว่ากลัวตายอย่างนี้ ก็อยากจะให้ไม่ตาย อยู่ตลอดกาลเป็นนิรันดร ; ก็ถือเอาความไม่ตายเป็นนิรันดร มันก็เลยมีไม่ได้ ; เว้นไว้แต่ว่ามันจะมองเห็นอะไรอีกอย่างหนึ่ง จนไม่มีคน แล้วจึงจะไม่มีใครตาย จึงจะไม่มีความตาย และไม่ตายอีกต่อไป. แล้วคำ ๆ นี้, คำว่า "นิรันดร" นี้ ยังเป็นคำมืดมน ลึกลับ สำหรับท่านทั้งหลายเป็นแน่นอน. แต่ถ้าถือเอา ตามหลักพุทธศาสนา ก็เรียกว่านิพพาน, หรืออมตธรรม คือธรรมชาติที่เป็นที่ดับลงของสิ่งที่มันหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ; คือธรรมชาติฝ่ายที่ไม่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง เป็นที่ดับลงธรรมชาติฝ่ายที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง อย่างนี้ก็เรียกว่านิพพานในความหมายหนึ่ง ; นี่คือสิ่งนิรันดร. ทีนี้ ไปเรียกอย่างที่น่าตกใจว่า "ความว่าง" ก็มี ความว่างนี้เป็นที่ดับของสิ่งที่มันวุ่นวาย. แต่ทีนี้มนุษย์เจาะจงเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่จิตใจ ; ดับความทุกข์ได้ ก็เรียกว่าอมตธรรม คือรู้ธรรมะชนิดที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่มีความตาย ; ธรรมชนิดนี้ก็เรียกว่าอมตธรรม แล้วก็ถือว่า อมตธรรมนี้แหละ คือนิรันดร. คือสิ่งนิรันดร. ไปดูความหมายของคำว่า eternity ของพวกฝรั่ง แล้วน่าหัวเราะที่สุด เป็นลูกเล็ก ๆ เป็นเด็ก ๆ ไปเลย ; เปรียบเทียบกับคำนิรันดรในพุทธศาสนา โดยเฉพาะคำว่า อมตธรรม หรือนิพพานนี้. ขอให้เข้าใจคำเช่น คำอย่างนี้ ว่ามันมีความหมายที่สับสน ; ดูความหมายสับสนระหว่างที่เราเข้าใจอยู่ กับที่มันเป็นความจริงของสิ่งเหล่านี้, และที่ใช้กันอยู่ในหมู่คนที่มีความรู้แตกต่างกัน. ๔. เรื่อง โลกุตตระ กับ โลกิยะ
นี้ ก็มาถึงคำว่า โลกุตตระ กับ โลกิยะ ซึ่งใช้กันอยู่อย่างสับสน ; เพราะเข้าใจผิดเสียจนไม่ปรารถนาสิ่งที่ควรปรารถนา, คือเกลียดหรือกลัวคำว่าโลกุตตระ, แล้วก็ชอบสิ่งที่เรียกว่าโลกิยะ ; ทั้งที่ปากก็พูดตำหนิติเตียนสิ่งที่เรียกว่าโลกิยะ. ถ้าจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมา สั้น ๆ อย่างเข้าใจง่าย : โลกุตตระหมายถึงฟรี หรือ เป็นอิสระ, โลกิยะนั้นหมายถึงเป็นขี้ข้า หรือเป็นทาส. เพราะฉะนั้น ถ้าจิตใจเป็นโลกิยะ ก็เท่ากับเป็นทาส หรือเป็นขี้ข้าของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ตนรักตนพอใจ. ถ้าเป็นโลกุตตระ ก็หมายความว่า ฟรี หรือเป็นอิสระ ไม่ได้เป็นขี้ข้า ไม่มีความเป็นขี้ข้า หรือเป็นทาสในสิ่งใดในโลก หรือเหนือโลก ; มันมีความหมายเพียงเท่านี้. แต่คนไปบัญญัติความหมาย เข้าใจความหมายเอง เป็นอย่างอื่นมากมายทีเดียว. ฉะนั้น ถ้าอยากจะเป็นขี้ข้า ก็ลองสมัครไปตามวิสัยของโลกิยะ ; อยากจะเป็นอิสระ ก็ถือตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือเป็นโลกุตตระ, มีจิตใจอยู่เหนือสิ่งแวดล้อม คือโลก. ๕. เรื่อง นิพพาน กับ สังสารวัฏฏ์
ว่า นิพพานกับสังสารวัฏฏ์ ก็คล้ายกันมาก เป็นคู่กันมา. นิพพาน กับ สังสารวัฏฏ์ ; นิพพานคือเย็น สังสารวัฏฏ์คือร้อน. เมื่อใดจิตใจของใครเย็นไม่มีอะไรมาทำให้ร้อน ก็เป็นนิพพาน, เมื่อใดจิตใจของใครร้อน ก็เป็นวัฏฏสงสาร. วัฏฏสงสาร มันเกิดมาจากความโง่ ความหลง ที่เรียกว่าอวิชชา เมื่อได้เห็นรูป ได้ฟังเสียง ฯลฯ อะไรก็ตาม ; มันก็ทำไปผิดทาง, คิดไปผิดทาง, ความคิดปรุงแต่งไปผิดทาง จนเกิดรัก เกิดโกรธ เกิดหลง เกิดกลัว เกิดเกลียด เกิดอะไรขึ้นมา ; มันก็ร้อน มีตัวกู - ของกู เกิดขึ้นอย่างเป็นมายาที่สุด แล้วก็ร้อน ; อย่างนี้เรียกว่าวัฏฏสงสาร. ถ้ายังมีความสงบมีสติปัญญา ไม่ให้ความคิดเดินไปผิดทาง มันยังเย็นอยู่ตามเดิม แล้วก็เรียกว่าเป็นนิพพาน. ฉะนั้น อย่าเข้าใจคำเหล่านี้ผิดไป ตามที่เข้าใจผิดอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ; ที่เข้าใจอยู่อย่างนั้น มันเป็นความเข้าใจไม่ถูกความหมายของสิ่งที่มีความหมายสับสนที่สุด. ขอให้ทนสังเกตเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะเข้าใจความหมายที่ถูกต้อง แล้วก็กลายเป็นเรื่องเข้าใจและมีประโยชน์. ๖. เรื่อง นรก กับ สวรรค์
นี้ จะพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เรานี้ คือได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ เรื่อง นรก เรื่อง สวรรค์. เรื่องอะไรเหล่านี้ เราก็ เคยได้ยิน ได้ฟังว่า : ที่ เลวหรือต่ำหรืออบาย มี นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ; นี่เป็นส่วนเลวหรือส่วนต่ำหรือส่วนผิด. แล้ว สูงขึ้นมาก็คือมนุษย์, สูงขึ้นไปอีกก็คือสวรรค์, สูงขึ้นไปอีกก็คือพรหมโลก. ถ้าจะมี สูงขึ้นไปกว่านั้นอีก ก็กลาย เป็นนิพพาน ไปเลย เป็นภาวะแห่งนิพพานไปเลย. ที่เราได้ยินคำว่า อบาย : นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย นี้ ที่เรามีความรู้กันอยู่เดี๋ยวนี้ในสมองนี้ ว่าตายแล้วจึงจะไปตก แล้วมันอยู่ใต้ดิน แล้วมีลึกลับหลายชั้น ที่เรียกว่า นรก มีอาการอย่างนั้นอย่างนี้ ถูกลวง ถูกเผา ถูกลวกน้ำร้อน ถูกแช่น้ำกรด ถูกทิ่มแทง อะไรอย่างนี้, เดรัจฉาน ก็คือสัตว์ที่อยู่ตามทุ่งนาตามป่าตามดง, เปรต ก็ไม่ใครเห็นตัว ปากเท่ารูเข็ม ท้องเท่าภูเขา รูปร่างก็ประหลาด ๆ, อสุรกาย ก็เป็นผีชนิดหนึ่ง, ซึ่งทั้งหมดนั้นมันเป็นความหมายตามปุคคลาธิษฐาน ไม่ใช่ความหมายตามที่พุทธศาสนาต้องการ. มนุษย์ก็มีความหมายไปอย่างหนึ่งอีก, สวรรค์ก็อีกอย่างหนึ่ง, พรหมโลกก็อีกอย่างหนึ่งอีก. ขอให้สังเกตดูไปตามลำดับ : ถ้าเรา เอามนุษย์เป็นหลักตรงกลาง ; ข้างล่าง ลงไปเป็น อบาย, ข้างบน เป็น สวรรค์ อย่างนี้. มนุษย์มันมีความหมายเฉพาะคำนี้อย่างหนึ่ง คือว่า อยู่ในระดับที่ยังไม่พูดว่าเลวหรือดี สุขหรือทุกข์ ผิดหรือถูก แต่มีความหมายอยู่อย่างหนึ่งว่า เป็นผู้ที่กำลังกระทำอะไรอยู่อย่างเหน็ดเหนื่อย แล้วแต่ว่าทำดีหรือทำชั่ว. ฉะนั้น มนุษย์จึงมีความหมายว่าผู้เหน็ดเหนื่อย หรือความเหน็ดเหนื่อย. ทีนี้ถ้าว่า ความเหน็ดเหนื่อยนั้นมันผิด มันก็เป็นบาป มันก็เป็นฝ่ายอบาย นรก, ถ้าเป็นดี มันก็เป็นฝ่ายสวรรค์ ; เลยนั้นไปอีก คือเหนือผิด เหนือถูก เหนือดี เหนือชั่ว จึงจะเป็นนิพพาน. คำว่า อบายนั้นมี ๔ ได้แก่ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย. อย่าเข้าใจเหมือนที่เด็ก ๆ เล็ก ๆ เห็นภาพตามฝาผนังแล้วเข้าใจ. นรก นั้นมันหมายถึง ความร้อนใจ คือมนุษย์กำลังร้อนใจเป็นทุกข์เหมือนไฟเผาอยู่ในใจ เรียกว่าเมื่อนั้นตกนรก จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม เพราะทำผิดเอง แล้วตกนรกก็ตาม หรือว่ามันบินมาตก ยกมาใส่อะไรก็ตาม ถ้ามันเป็นความร้อนใจ เหมือนไฟเผาอยู่ข้างในแล้วก็เรียกว่า ผู้น้ำกำลังตกนรก ที่นี่และเดี๋ยวนี้ก็ได้. ถ้าโง่อย่างไม่น่าโง่ ไม่ควรโง่ อย่างนี้ก็ เป็นสัตว์เดรัจฉาน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ก็ได้. ถ้ามันหิว ทะเยอทะยาน เหมือนอย่างหิวอยากจะถูกลอตเตอรี่ หรือว่าต้องการอยากจะสอบอะไร จะให้ได้อย่างอกอย่างใจ ฝันมาก นี้ก็เรียกว่าหิวทางจิต ก็เรียกว่า เป็นเปรต คือมีความหิวที่เผาอยู่ในใจ. ถ้าเมื่อใด มีความขลาด ขึ้นมา อย่างไม่ควรจะขลาดเลย ไม่มีเหตุผลที่จะขลาดอย่างนี้ เมื่อนั้นก็เป็นอสุรกาย เป็นผีอสุรกาย ที่นี่เดี๋ยวนี้ก็ได้. ขอให้ฟังให้ดี ๆ ว่า นี่คือ ความหมายที่แท้จริงและถูกต้อง จะเป็นนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ที่นี่หรือต่อตายแล้วก็ตาม ; ความหมายมันเปลี่ยนไม่ได้ มันเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้. มันสำเร็จอยู่ที่ "ความหมาย" จริงอยู่ที่ "ความหมาย" สำคัญอยู่ที่ "ความหมาย". พอมีความร้อนใจก็เป็นสัตว์นรก พอมีความโง่ก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน พอมีความหิวก็เป็นเปรต หิวนี่คือหิวทางวิญญาณ ทางจิตใจ ไม่ใช่หิวข้าว แล้วก็กลัวอย่างไม่มีเหตุผลก็เป็นอสุรกาย. นี่คือ ความสับสนของภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ มันเป็นอย่างนี้ มันมีความหมายที่สับสนอย่างนี้. ถ้าเป็นมนุษย์ก็เป็นผู้เหน็ดเหนื่อย เป็นผู้ทำการงาน ; แล้วแต่ว่าการงานนั้น มันจะนำไปสู่นรกหรือจะนำไปสู่สวรรค์. ถ้าสวรรค์ก็คือความพอใจตัวเอง นับถือตัวเอง ยินดี มีความสุข มีเหตุปัจจัยให้ได้สิ่งที่ตัวต้องการ ; โดยเฉพาะที่เป็นทั่ว ๆ ไปก็คือกามคุณ, ความได้พอใจในเรื่องกามารมณ์ เรียกว่าสวรรค์. คำว่า สวรรค์ นี่ บางทีมันก็มีความกำกวม เช่น : สวรรค์ชั้นรูปาวจร สวรรค์ชั้นกามาวจร สวรรค์ชั้นพรหมโลก. เดี๋ยวนี้เราแยกสวรรค์มาเพียงชั้นกามาวจร คือได้รับผลของการกระทำในทางที่ดีที่ถูกต้อง เป็นความพอใจในตัวเองอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นที่พอใจอยู่ ก็เรียกว่าสวรรค์. ถ้าสวรรค์ชั้นธรรมดา ก็เรียกว่ากามาวจร มีเรื่องกามารมณ์เป็นหลักใหญ่. ถ้าเป็นพรหมโลก ก็เลยกามารมณ์ขึ้นไป ; เห็นกามารมณ์เป็นที่น่าขยะแขยง แล้วก็ไปเอาความสงบ มีตัวกู - ของกูที่สงบเย็นอย่างชนิดใดชนิดหนึ่ง เกิดจากรูปธรรม วัตถุบ้าง เกิดจากนามธรรมความคิดนึก ความรู้สึกบ้าง เช่นว่ามีของเล่นที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ก็พอจะเรียกได้ว่า เป็นเรื่องของพรหมโลก. ถ้าเป็นเรื่องของนามธรรม เช่น เกียรติยศ พอใจในบุญ - กุศล ฯลฯ อะไร ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ก็เรียกว่า เป็นพรหมโลกชั้นสูงขึ้นไปอีก บางคนเขาเรียกว่า รูปพรหม อรูปพรหม. แต่อย่าไปนับว่า มันอยู่บนสวรรค์ข้างบนหัวเราขึ้นไปเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป ข้างบน เป็นสวรรค์กามาวจร ๖ ชั้น แล้วพรหมโลกอีก ๑๖ ชั้น เป็น ๒๒ ชั้น. นี่ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว มันก็ยิ่งน่าหัวสำหรับสมัยนี้ เพราะเรารู้กันอยู่ดีว่า บน ล่าง นี้ มันไม่มี. โลกนี้มันเป็นลูกกลม มันมีจุดดึงดูดอยู่ที่ศูนย์กลางของมัน มันดึงเข้ามารอบตัว มันไม่มีบนไม่มีล่าง ล่างก็คือจุดศูนย์กลางของโลก บนนั่นก็คือรัศมีที่พุ่งออกไปจากจุดศูนย์กลาง ; มันไม่มีบน ไม่มีล่าง แล้วจะต้องพูดเรื่องบนเรื่องล่างนี้ มันก็เลยกลายเป็นเด็ก ๆ ไป ; หรือไม่รู้อะไรไป. พูดว่าสวรรค์เป็นชั้น ๆ ขึ้นไป มันก็ไม่มีบน ไม่มีล่าง มันก็เข้าใจไม่ได้ ; แต่ในสมัยที่เขาพูดกันอย่างโน้น เขาเชื่อกันอย่างโน้นก็มีประโยชน์. แต่เดี๋ยวนี้ถึงสมัยนี้แล้ว พูดกันอย่างนั้น มันไม่มีประโยชน์ คือไม่มีใครยอมฟัง หรือยอมเชื่อ แล้วมันก็ไม่จริงด้วย ; มันต้องเอาเรื่องจริงคือสวรรค์ที่อยู่ในใจในอก นรกที่อยู่ในใจ นี้จริงกว่า. เมื่อใด มีความพอใจตนเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ แล้วก็เป็นเหตุให้อาศัยความดีนั้นแสวงหาสิ่งที่ต้องการดีตามที่สามัญสัตว์ต้องการนั้น ก็เรียกว่าสวรรค์ชั้นกามาวจร แบ่งเป็น ๖ ชั้น ; แต่ว่า ๖ ชั้นนั้น ก็ไม่ค่อยมีอะไรต่างกันนัก เป็นเรื่องกามารมณ์ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าประณีตกว่า ประณีตกว่า ประณีตกว่า ไปจนกระทั่งถึงกับว่ามีคนคอยสนองให้ด้วย ไม่ต้องลงมือหยิบเอง ไม่ต้องบริโภคเองอย่างนี้ก็ยังมี. เมื่อใดมันมีความพอใจ ได้ตามความพอใจ เป็นผลของการประพฤติกระทำที่ถูกต้อง ไม่มีความร้อนใจ ไม่มีอะไรแล้ว ก็เรียกว่าเป็นสวรรค์ได้. นี่ถ้ามันบริสุทธิ์จนไม่เกี่ยวกับกามารมณ์แล้ว ก็เรียกว่าสวรรค์ชั้นพรหม เป็นพรหมโลกไปได้. คนบางคนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ แต่มีความสุขอยู่ได้กับเรื่องทางอื่น เช่นเรื่องแม้แต่ของเล่นที่ทำให้พอใจ เขาก็สบายใจอยู่ตลอดวันตลอดคืน, หรือพวกที่เชื่อในบุญในกุศล ในเกียรติยศ ก็พอใจสบายใจอยู่ได้ตลอดวัน ตลอดคืน ไม่ต้องลำบากด้วยเรื่องกามารมณ์. มันมีความหมายอย่างนี้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ได้ทั้งนั้น, ทั้งสวรรค์อย่างกามาวจรก็ดี สวรรค์อย่างพรหมโลกก็ดี. นี่คือความสับสนของความหมายของภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ ศึกษากันอยู่ ปฏิบัติกันอยู่ ; ฉะนั้น เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องเลือกเอาว่า ความหมายอย่างไหน หรือระบบไหน จะช่วยให้เรามีประโยชน์ละก็ถือเอาระบบนั้น. ถ้า เรื่องต่อตายแล้ว คือหลังจากตายแล้วเข้าโลงไปแล้ว ยังรู้ไม่ได้ ก็ทิ้งไว้ก่อน ; แต่ที่นี่อย่าตกนรก อย่าตกอบาย ตายแล้วไม่ตกแน่. ถ้าที่นี่ยึดเอาสวรรค์ให้ได้ ตายแล้วก็ต้องได้สวรรค์แน่ ; เพราะมันเป็นการกระทำเหมือนกัน. ถ้ากระทำชนิดที่ได้สวรรค์ที่แท้จริงที่นี่ได้แล้ว ตายแล้วก็ต้องได้. ถ้าว่ามันมี ถ้าว่าชาติหน้ามีจริง มันก็ต้องได้แน่นอน ; เพราะได้สอนไว้อย่างเดียวกัน. ที่มันจริงกว่าเป็นปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า ก็คือว่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; ฉะนั้นอย่าตกอบายที่นี่และเดี๋ยวนี้ อย่าเป็นนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ที่นี่และเดี๋ยวนี้, แล้วก็มีสวรรค์อย่างกามาวจร หรืออย่างพรหมโลกก็ตามที่นี่และเดี๋ยวนี้, หรือว่าจะสลับกันบ้างก็ได้. บางเวลาเราก็เปลี่ยนแปลงเป็นสวรรค์อย่างโน้นบ้าง อย่างนี้บ้างก็ยังได้ ; แต่ อย่าต้องไปตกนรกดีกว่า หรือว่าถ้าตกนรก ก็รีบขึ้นมาเสียเร็ว ๆ . ให้รู้จักหลาบ รู้จักจำ ในการที่จะไม่ทำสิ่งที่ทำให้เกิดความร้อนใจอย่างนั้นอีก. นี่เรียกว่าให้เข้าใจความหมายของคำว่า นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย มนุษย์ สวรรค์ พรหมโลกอะไรให้ดี อย่างที่มีประโยชน์ อย่างที่พุทธบริษัทต้องการ. สำหรับบุคคลผู้มีปัญญาในสมัยนี้ ในยุคที่เรียกว่ายุคอวกาศ ยุคปรมาณู อะไรอย่างนี้. ทีนี้ ถ้าเลยสวรรค์ เลยพรหมโลกไป ก็เป็นเรื่องนิพพาน คำว่านิพพานนี่เป็นคำที่ทำความลำบากยุ่งยากมากที่สุด แล้วก็ทำความเสียหายอย่างมากที่สุดด้วย, เพราะเอาคำนี้ ไปพูดเล่นกันอย่างไร้ความหมาย ไร้สาระไปเสียก็มี, แล้วที่ยึดมั่นถือมั่นก็หลับหูหลับตา ปรารถนาทั้ง ๆ ไม่รู้ว่าอะไรก็มี, เข้าใจว่าเป็นบ้านเป็นเมือง เต็มไปด้วยกามารมณ์ได้อย่างอกอย่างใจก็มี. นิพพาน นั้น หมายความ ตามตัวหนังสือว่าเย็น. ให้จำไว้เป็นหลักทุกคน เพื่อป้องกันความยุ่งยากต่าง ๆ ให้จำไว้ว่า คำว่านิพพานนี้ แปลว่า เย็น เป็นภาษาพูด มีพูดอยู่แล้วก่อนพระพุทธเจ้าเกิด ; เด็ก ๆ ก็พูด คำว่านิพพานนี้ หมายถึงเย็น, ที่เดี๋ยวนี้เราพูดว่าเย็นนั่นแหละ ภาษาบาลีในอินเดียครั้งก่อนโน้น เขาใช้คำว่า นิพพาน. คำว่าเย็นนี้ มันแบ่งไปได้ตามประเภท เช่นประเภทไฟ ซึ่งเป็นเรื่องวัตถุ. วัตถุเย็น เช่นข้าวร้อนปล่อยให้เย็น จึงจะกินได้ อย่างนี้เป็นต้น พอข้าวเย็นกินได้ เด็ก ๆก็ร้องตะโกนบอกกันว่า "ข้าวนิพพานแล้ว มากินได้" ; นี่เป็นภาษาที่พูดอยู่จริง ; เป็นเรื่องของวัตถุ ที่ร้อนลุกโชนอยู่ แล้วเย็นลง ก็เรียกว่านิพพานทั้งนั้นเลย. ถ้าว่าเป็นของสัตว์เดรัจฉาน คำว่านิพพานนี้เขาก็ใช้กับสัตว์เดรัจฉาน ที่เย็นสนิทคือถ้าฝึกดีแล้ว ไม่มีอันตรายอีกต่อไป เรียกว่า "สัตว์ตัวนี้นิพพานแล้ว" ; นี้ก็เป็นคำพูดอยู่ในสมัยนั้นในยุคนั้น. เขยิบขึ้นมาถึงคน เป็นเรื่องของคน. ยุคแรก ๆ คำว่าเย็นนี้ หมายถึงเย็นเพราะดับความกระหาย ความใคร่ได้ชั่วขณะ ; มีอยู่ยุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง ที่ถือเอาความสมบูรณ์ทางกามารมณ์ว่าเป็นนิพพาน และดูเหมือนยังเหลือมาจนถึงครั้นพุทธกาลด้วย. คนพวกที่นิยมถือว่ากามารมณ์เต็มเปี่ยมนิพพานนี้ ยังมีมาจนถึงครั้นพุทธกาล. คนอีกจำพวกหนึ่งว่า อย่างนั้นไม่ใช่เย็น มันเป็นเรื่องร้อนชนิดหนึ่ง ; ไม่ยอมรับ. พวกนี้ถือ เอาความที่จิตหยุดสงบเพราะอำนาจของสมาธิ เป็นฌาน เป็นสมาธิ เป็นสมาบัติ จิตสงบอยู่ไม่เกี่ยวข้องกับอะไร ; ถือว่าอย่างนี้เป็นนิพพาน นับว่าดีกว่าขึ้นมา ; แล้วก็มีคนถือมาก ถือมาจนกระทั่งถึงยุคพุทธกาล. พระพุทธเจ้าออกบวชไปเที่ยวศึกษา ก็ได้รับคำสั่งสอนข้อนี้ว่า หยุดความรู้สึกของจิตเสียได้ ถึงขนาดที่จะเรียกว่าตายก็ไม่ใช่, ไม่ตาย มีชีวิตก็ไม่ใช่ ที่เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ, อาจารย์คนสุดท้ายของพระพุทธเจ้าชื่อ อุทกรามบุตร นั่น ได้สอนเพียงเท่านี้. พระพุทธเจ้า ว่าไม่ใช่ ยังไม่เย็น จึงไปค้นหาตามแบบของท่าน ; จึงไป พบความหมดกิเลส หมดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ของกู ไม่เกิดโลภ โกรธ หลง อีกต่อไป. นี่แหละว่าเย็น ว่านี่คือนิพพาน แล้วก็ไม่เคยมีใครค้านของท่านได้ จนมาถึงพวกเรา. คำว่า นิพพาน คำเดียว มีความหมายมากอย่างนี้, สำหรับวัตถุก็อย่างหนึ่ง, สำหรับเดรัจฉานก็อย่างหนึ่ง, สำหรับมนุษย์ก็มีถึงสามระดับ ; เรารู้อย่างนี้แล้ว เราก็รู้ ความหมายที่ค่อนข้างจะปลอดภัย โดยพยายามทำให้มันเย็นไว้ก็แล้วกัน ให้ตัวเองเย็นกายเย็นใจไว้ก็แล้วกัน. พอกิเลสเกิดขึ้นก็ร้อนเกิด ; ฉะนั้น ระวังอย่าให้มันเกิด ให้มันเย็นอยู่เสมอ ให้เป็นนิพพานชั่วคราว นิพพานชั่วขณะอยู่เสมอ อย่างนี้ก็ยังดี. นี่สำหรับคำว่า นิพพาน หมายถึงหยุด หรือ เย็น หรือ เป็นอิสระ ; เปรียบเทียบกันดูเถิด : ถ้าเป็นมนุษย์ก็หมายความว่าเหน็ดเหนื่อยอยู่ เหงื่อไหลไคลย้อยอยู่ ถ้าเป็นอบาย เป็นนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย นี้ก็ไม่ไหว. ถ้าเป็นเทวดาในชั้นกามาวจร ก็มัวเมาอยู่ด้วยกามารมณ์. ถ้าเป็นพรหมอยู่ในพรหมโลก ก็มัวเมาอยู่ด้วยความสุขอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์. รวมความแล้วก็เรียกว่า ต้องมัวเมาหรือเป็นอย่างที่เรียกว่า ต้องถูกกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ. ส่วน นิพพาน เป็นเรื่องกระเด็นออกไปไม่ถูกกระทำ ไม่ถูกสิ่งหนึ่งสิ่งใดกระทำแก่จิตใจ ไม่มีอะไรมารัดรึงแก่จิตใจ เรียกว่านิพพาน ที่เป็นความหมายที่รัดกุมตรงตามความหมายในพุทธศาสนา. ถ้ารู้อะไร ไม่ตรงกับที่รู้ ๆ กันอยู่นี้ ; ก็ขอให้เข้าใจว่า นั้นแหละคือความสับสน ที่ต้องการจะชี้อย่างยิ่ง ; ให้เห็นความสับสนความมุ่งหมายของภาษาที่เราใช้พูดจากันอยู่ กับที่มันมีอยู่จริงของธรรมชาติ นี้เรียกว่ามนุษย์ไม่ได้รู้จักสิ่งเหล่านี้อย่างถูกต้อง จนกระทั่งว่า ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? อย่างนี้เป็นต้น. ๗. เรื่อง เกิดมาทำไม ?
การที่จะถืออุดมคติอะไรเป็นหลักนี้ มันมีทางที่จะผิดได้. การที่เรา สอนให้ถืออุดมคติ อย่างใดอย่างหนึ่งนี้ ถ้าถือเอาความหมายผิด มันก็ผิดได้. เดี๋ยวนี้มีการสอนแต่เพียงให้หลงในอุดมคติอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็ ไม่รู้จักสิ่งที่ควรจะเป็นอุดมคติอย่างถูกต้อง ก็เลยถือเอาตามความที่ตัวต้องการ ตัวอยาก อะไรทำนองนี้เป็นอุดมคติไปหมด. ๘. เรื่อง อุดมคติ
ระวังให้ดี ; คนทุกคนจะเถียงว่า เราก็มีอุดมคติของเรา แต่แล้วมันเป็นอุดมคติของใครกันแน่ ของความโง่หรือของความฉลาด ? มันอาจจะเป็นอุดมคติที่นำไปสู่ความร้อนใจตลอดกาลก็ได้ ทีนี้ เมื่อ สอนให้บูชาอุดมคติอย่างเดียวนั้น มันก็เลยไม่พอ ; มันต้องสอนอุดมคติที่ถูกต้องด้วย. อย่างเดี๋ยวนี้เราได้ยินได้ฟังคนที่บูชาอุดมคติสูงสุดกลุ่มหนึ่ง คือพวกฮิปปี้ซึ่งคุณก็คงเคยอ่านหนังสือพิมพ์เรื่องพวกฮิปปี้ ระวังให้ดีมันจะเกิดขึ้นในตัวเราเอง โดยไม่ทันรู้ก็ได้ คือการหลงบูชาอุดมคติโดยที่ไม่รู้จักอุดมคติที่ถูกต้อง ก็เลยเอาความต้องการของเนื้อหนังนี้เป็นอุดมคติไปหมด. การศึกษาสมัยนี้ สอนให้ยุ่งให้บูชาอุดมคติ แล้วให้รักความเป็นอิสรภาพเสรีภาพ อะไรนี้เป็นอุดมคติ ; แต่เมื่อมันไม่ถูกอุดมคติอันแท้จริง คนก็เลยสร้างอุดมคติเอาตามความพอใจของตน. คนประเภทฮิปปี้จึงเกิดขึ้นในโลก, ไม่ใช่เพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้. ครั้งพุทธกาลก็มีหลักเกณฑ์อย่างนี้ ที่สอนกันให้หลงอุดมคติ แล้วมันผิดตัวอุดมคติ มันเป็นอุดมคติที่ไม่ควรจะเป็นอุดมคติ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องทะลุอย่างนี้. เรียกว่าทะลุกลางปล้องขึ้นมา. ทีนี้เดี๋ยวนี้ การศึกษาของโลกมันเจริญมาก สอนเรื่องปรัชญามากเกินไป สอนให้มีอุดมคติ สำหรับให้หลงใหลมากเกินไป หลงใหลในอิสรภาพมากเกินไป มันก็มีผลเป็นฮิปปี้อย่างเดี๋ยวนี้เกิดขึ้น. เรามีหลักจริยธรรมหรือศีลธรรมอยู่ มันก็เป็นความกดดันอันหนึ่ง คือว่าเราต้องรับถือ ; แต่แล้วมันผิดฝาผิดตัวต่อเด็ก ๆ หรือคนหนุ่มคนสาวอย่างในโลกสมัยนี้ ที่ได้รับ การศึกษาอย่างสมัยปัจจุบัน ที่มัน ทำให้ทนต่อความกดดันของศีลธรรมไม่ได้ มันจะทะลุกลางปล้องออกไป เป็นอุดมคติอีกอย่างหนึ่งขึ้นมา. มนุษย์อุดมคติประเภทฮิปปี้นี้จึงมีขึ้นมาในโลก ; แล้วเมื่อเรากำลังเดินตามก้นพวกฝรั่งแล้ว ไม่เท่าไรจะมาถึงพวกเรา จึงเป็นของที่ดาษดื่นไปทั่วโลก. การศึกษาของโลกปัจจุบันนี้ ไม่มีพูดสอนเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ แยกตัวออกมาเสียจากศาสนาเลย ไม่เกี่ยวกับการศึกษาเลย ; แล้วสอนให้ imagine ต่าง ๆ เกี่ยวไปตามแนวทางของปรัชญา. มันก็หลงอุดมคติของเสรีภาพ หลงอุดมคติของกิเลสตัณหา, มันก็มีผลอย่างที่ว่านี้ : มัน ขาดความรู้ที่ถูกต้องของธรรมชาติ, มีแต่ปรัชญาที่เฟ้อ ที่กำลังเรียนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในเรื่องเฟ้อ, มันก็เลยไม่มีหลักในการที่จะควบคุมตัวเอง. ทีนี้ กามสำนึก คือความสำนึกในกาม ที่มีอยู่เป็นพื้นฐานเป็นกิเลสอนุสัย มันก็เดือดขึ้นมาเป็นรูปปรัชญาของคนพวกนี้ ; นี่ปัญหาอย่างนี้จะมีมากขึ้นในโลก และทั่วไปของโลก. ทีนี้ ครูจะมีหน้าที่อย่างไร ? ก็คอยดูต่อไป ; ถ้าไม่รู้เท่าเรื่องนี้ ครูจะเป็นฮิปปี้เอง แล้วก็จะเป็นตัววัตถุสำหรับถูกชำระสะสาง ไม่ใช่เป็นผู้ชำระสะสาง. ขอให้มองเห็นชัด ๆ ว่า : วัตถุนิยม นี้แหละ กำลังเป็นสิ่งที่ทำให้เรากำลังยุ่งยากลำบาก เรากำลังหลับหูหลับตาไปตามวัตถุนิยม ตามก้นพวกฝรั่ง ; ทิ้งเรื่องเดิม ๆ ของปู่ย่า ตายาย ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ทางมโนนิยม. ทีนี้ วัตถุนิยมอย่างที่มันเป็นเนื้อหนังนี้ มันก็สร้างปรัชญาของมันเองมากขึ้น ๆ ก็กำลังเมาปรัชญาในมหาวิทยาลัย และเป็นเรื่องทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง ; ทีนี้ก็เลยเข้าใจเอา หรือนึกคิดเอา รู้สึกเอา เรา สร้างมโนนิยม หรือว่าจิตนิยมตามแบบของเราขึ้นมาใหม่ ตามพอใจของตนเอง เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น. นี่คือปัญหาที่โลกกำลังประสบอยู่ในเวลานี้, นี่เรียกว่า จะเป็นปัญหาของครูบาอาจารย์พวกไหนจะแก้ไขมัน. ๙. ความหมายสับสนของ ศีลธรรม จริยธรรม การศึกษา ฯลฯ
เป็นเรื่อง ศีลธรรมหรือจริยธรรมที่ผิดฝาผิดตัว กับมนุษย์ที่กำลังได้รับอยู่ในโลกเวลานี้ มันเป็นความกดดันที่ทนไม่ไหว ; เพราะว่า เป็นศีลธรรมที่ปราศจากโลกุตตรธรรมเข้าไปเกี่ยวข้อง ; เป็นวัตถุนิยมที่ปราศจากเรื่องธรรมะ หรือเรื่องจิต เรื่องวิญญาณเข้าไปเกี่ยวข้อง มันก็เกิดการกดดัน ที่ทนไม่ไหว. ศีลธรรม, จริยธรรมต้องการอย่างนี้ ; แต่จิตใจของคนต้องการอย่างอื่น เป็นอย่างอื่น ไม่ถูกฝาถูกตัวกันได้เลย. โลกเรากำลังมีปัญหาอย่างนี้ จึงขอให้เข้าใจว่า ของวิเศษของพระพุทธเจ้าในทางพุทธศาสนาหรือโลกุตตรธรรม อันยังคง จำเป็นแก่สัตว์แก่มนุษย์ อยู่ตลอดกาลนิรันดร. แต่เรากำลังหลีกเลี่ยง กำลังบ่ายเบี่ยง กำลังไม่สนใจ ; ไปสนใจแต่เรื่องทางวัตถุ เป็นเงิน เป็นของ กินได้ ใช้ได้ เป็นเรื่องเนื้อหนังเสียอย่างเดียว จนกระทั่งเราไม่เข้าใจคำว่าศาสนา คำว่าจริยธรรม คำว่าศีลธรรม วัตถุนิยม มโนนิยม อะไรพาลไม่สนใจเอาหมด. สนใจแต่เรื่องว่า เราต้องการอะไร แล้ว ก็ถือศาสนาใหม่ ที่เอี่ยมที่สุดว่า ได้ นั่นแหละดี ; ได้อะไรตามที่ต้องการนั้นแหละดี. นี่เป็นจริยธรรมหรือศีลธรรมของคนพวกหนึ่ง ซึ่งกำลังจะมีมากขึ้น ๆ ในโลกนี้. ขอให้ครูบาอาจารย์สนใจ คำที่มันมีความหมายสับสนที่สุดเหล่านี้ไว้ให้มาก นับตั้งแต่คำว่า ศีลธรรม จริยธรรม ปรัชญา อุดมคติ อิสรภาพ การศึกษา อะไรก็ตาม ; แต่ละคำ ว่ามีความหมายที่สับสนที่สุด แล้ว ไปถือเอา แต่บางแง่ตามที่ตัวต้องการ มันก็ขัดกับความจริงของธรรมชาติ, มันก็เกิดความปั่นป่วนขึ้น. แม้ที่สุด แต่คำง่าย ๆ ว่า จริยธรรม กับ ศีลธรรม นี้ ก็ยังสับสน ครูบาอาจารย์เข้าใจว่าอะไร, ตามหลักทั่วไปที่มันมีอยู่ว่า ศีลธรรมนี้ก็คือเรื่องที่ต้องปฏิบัติลงไปตรง ๆ. จริยธรรมนั้นทิ้งไว้เป็นปัญหาทางปรัชญา ที่จะถกจะเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด. ฉะนั้น เราจะต้องมีศีลธรรม ไม่ใช่มีจริยธรรม ซึ่งยังไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งยังไม่รู้ว่าอะไร ; แต่ที่มันแน่นอนลงไปแล้ว อย่ามัวอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคือมันต้องทำให้ได้ มันจึงจะมีศีลธรรม. คำว่า ปรัชญา นั้น มัน ยังอาศัยไม่ได้ เพราะไม่มีเหตุผล และยังไม่มีที่สิ้นสุดและไม่ยุติ, เลื่อนลอยไปตามเหตุผลที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เฉพาะปัจจุบันเรื่อย. พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา เป็นศีลธรรมที่ตายตัวลงไปแล้ว. คำว่า อุดมคติ นั้น ต้อง ไม่ใช่ตามต้องการของเรา มันต้องตรงตามกฎของธรรมชาติ ชนิดที่ว่าจะไม่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา ; ไม่ใช่มัวเมาอิสรภาพ เสรีภาพ ต้องการอย่างไรจะเอาอย่างนั้น นั่นมันเป็นอุดมคติของกิเลส. ให้ถือว่า การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญ เรามีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง ก็ต้องเข้าใจว่า มันยังช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ มันจึงจะเป็นการศึกษา ; ไม่ใช่ทำไปอย่างละเมอ ๆ เหมือนเครื่องจักรที่ยังไม่รู้ความหมาย หรือว่าทำตามคำสั่งอย่างเดียว. ๑๐. คำว่า "ทำงานเพื่องาน"
รั้งหนึ่งเคยเข้าใจและเคยตัวกันมากในโลกนี้ พวกฝรั่งนั่นแหละ บูชาเรื่องทำงานเพื่องาน. แต่เดี๋ยวนี้พวกฝรั่งกลับเป็นครูในการทำงานเพื่อเงิน ; แล้วเราก็กำลังเดินตามก้นเขา. ปู่ย่า ตายาย ของเราไม่เคยเป็นมากอย่างนี้ มันเป็นมากเมื่อเรามาเดินตามก้นพวกฝรั่ง ทำงานเพื่อวัตถุ เพื่อประโยชน์ทางเนื้อหนัง. ถ้าตาม หลักของพระพุทธเจ้า ก็คือ ทำงานด้วยจิตว่าง คือไม่มีตัวกู - ของกู ที่จะกอบโกยเอาผลอะไร ; ทำไปตามหน้าที่ที่จะต้องทำ. อย่าง พระพุทธเจ้าท่านทำ, ท่านทำงาน เพื่อประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งโลกนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวท่านเอง ; อย่างนี้ก็เรียกว่าทำงานด้วยจิตที่ไม่มีตัวเอง ไม่มีตัวกู - ของกู ทำไปด้วยสติปัญญาที่เหลืออยู่ในจิตใจหลังจากการตรัสรู้แล้ว ก็เรียกว่าทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เรียกภาษาธรรมะว่าทำงานด้วยจิตว่าง ไม่เกี่ยวกับตัวกู - ของกู ; งานนั้นมันก็สนุก แล้วก็ไม่โกงใครด้วย. ถ้า ทำงานเพื่อเงินแล้ว มันร้อน ตกนรกอยู่ตลอดเวลา ได้ช่องเมื่อไรโกงเขาทันทีเลย. ถ้าไม่ทำงานเพื่อเงิน ทำงานเพื่องานแล้ว มันจะไปโกงใคร, ลองคิดดูเถิด มันไม่เพื่อตัวกู - ของกูแล้ว มันจะไปโกงใครได้ ; แล้วมันทำงานสนุก มันไม่มีสูง ไม่มีต่ำ ไม่มีสะอาด ไม่มีสกปรก ไม่มีอะไร ไม่มีเหนื่อย ไม่มีสบายอะไร ; มันเป็นเรื่องที่สนุกไปในตัวการงานนั้น เลยไม่ต้องไปหาการพักผ่อนหย่อนใจที่ไหนอีก. ที่สวนโมกข์นี้ ก็พยายามสอนพระเณร ให้ยึดหลักอย่างนี้เคร่งครัดที่สุด : ให้ทำงานโดยไม่ต้องมีใครขอบใจ หรือให้รางวัลอะไร อย่างนี้ทำงานเหมือนกับคนตายแล้ว. คนตายแล้วทำงานได้มีไหม ? นั่นคือไม่มีตัวกู - ของกู ที่จะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ จะเรียกร้องที่จะเอาอย่างนั้นอย่างนี้. นี่เหมือนกับตายแล้ว แต่มันยังทำงานได้ ทำงานให้ความว่าง, ให้ศาสนา หรือให้มนุษย์ทั่วไป ไม่ระบุใคร ; อย่างนี้เรียกว่า ทำงานให้ความว่าง. ขอให้รู้จัก คำว่าทำงานเพื่องานให้ถูก มีความหมายที่ถูก อย่าให้สับสน จะรอดตัว, ทุกคนจะรอดตัวเดี๋ยวนี้ ถ้าว่าทำงานเพื่อตัวกู - ของกู ก็คือเพื่อเงินเป็นผลละก็ มันจะต้องเป็นทุกข์ตั้งแต่เมื่อลงมือทำและตลอดเวลาที่ทำอยู่. มันหิวกระหายเป็นเปรต แล้วมันจะไม่เป็นทุกข์อย่างไร ; ได้ช่องเมื่อไรโกงเมื่อนั้นเลย. นี้มันเป็นสองซ้อนเข้ามาในการที่จะต้องตกนรก ทำผิดด้วย แล้วยังจะโกงอีกด้วย. ฉะนั้น คำว่า ทำงานเพื่องานนี้เป็นอุดมคติสูงสุดของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์. ปู่ย่า ตายายของเราเคยยึดถือเคร่งครัด, พวกฝรั่งสมัยที่มีวัฒนธรรมทางจิตใจสูงก็เคยเก่งในเรื่องนี้ จนเรานับถือเขา, เดี๋ยวนี้โลกทั้งโลกเปลี่ยนไปในลักษณะที่ว่า "ทำงานเพื่อเงิน". ๑๑. เรื่อง ความฉลาด
นี้ มาถึงคำที่น่าหัวที่สุด คือคำว่า "ความฉลาด" ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่จัดตัวเองเป็นคนที่ฉลาดทั้งนั้นแหละ. ไปตามดูเถอะ ไม่มีใครยกมือเป็นคนโง่ ; แล้วก็ต้องโกรธด้วย ถ้าถูกหาว่าเป็นคนโง่.คำว่าฉลาดนี้ ระวังให้ดีเถอะ มันมีความหมายที่สับสนอย่างเดียวกันอีก; คนฉลาดที่จะตามใจกิเลส ให้ได้ตามที่กิเลสต้องการ นี่ก็เป็นความฉลาด ; แล้วฉลาดจริงเหมือนกัน เป็นความจริงเหมือนกัน. กิเลสของเราต้องการอะไร เราก็พยายามทำจนให้มันได้จนได้ นี่ก็เรียกว่า ฉลาดทำตามความประสงค์ของกิเลส. อย่างนี้ฉิบหายหมด ความฉลาดนั้นแหละ ทำความฉิบหายหมด. ต้องฉลาดเพื่อทำตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้า, หรือว่าตามธรรม, หรือว่าตามกฎแห่งธรรมชาติที่แท้จริง. ถ้าฉลาดอย่างนี้ละก็ จะเป็นผู้เจริญ และเป็นผู้มีความสุข ; เพราะว่าสมตามความหมายของคำว่า มีความฉลาด. ฉะนั้น คำว่า "ฉลาด" นี้ เป็นคำสับปลับที่สุดกำลังเป็นผีหลอกคนอยู่ทุกคน. ทุกคนก็ฉลาด ฉลาดอย่างยิ่ง เราฉลาดที่จะเข้าข้างตัวเอง ฉลาดที่จะเข้าข้างกิเลส ; ไม่ยอมฉลาดที่จะเข้าข้างพระพุทธเจ้า หรือว่าพระธรรม หรือว่ากฎอันถูกต้องของธรรมชาติ, นี่เป็นโจรเป็นขโมย ไปปล้นเอาธรรมชาติมาเป็นของตัว ; อะไร ๆ ที่เป็นธรรมชาติ นี้ไปปล้นเอามาว่าเป็นตัวกู ว่าของกู ทั้งนั้นแหละ อย่างนี้เรียกว่าเป็นโจร เป็นขโมย เป็นผู้ปล้นเลย. ที่ในตึกนั้นมีเรื่องชาดก เรื่องลิงล้างหู ลิงไปอยู่ที่เมืองมนุษย์ ได้ยินแต่เรื่องว่า เงินของกู ทองของกู ลูกของกู เมียของกู ผัวของกู. ลิงผู้เป็นนายเล่าให้ลิงในป่าฟัง, ลิงทุกตัวพากันวิ่งหนีไปล้างหูเลย. นี่ความที่ว่ามีอะไร ที่นึกว่าฉลาด ; ไปฉลาดแต่ในทางเป็นตัวกู เป็นของกู ไม่ตรงตามกฎของธรรมชาติ ; ฉะนั้น ระวังคำว่า ฉลาด นี้ให้ดี ๆ มันมีอยู่ ๒ ความหมาย : ฉลาดเข้าข้างพระพุทธเจ้า หรือว่าฉลาดเข้าข้างตัวเอง. ถ้ากระไรแล้ว ขอให้ช่วยจำไว้สักหน่อย อยากจะขอร้องทุกคนว่า : เมื่อจะทำอะไรลงไป ลองทำในใจตัดสินใจลงไป ; ลองสมมติว่า ไปถามพระพุทธเจ้าดูก่อน. ผัวเมียจะทะเลาะกันนี้ ลองทำในใจว่า ไปถามพระพุทธเจ้าดูก่อน ว่าควรจะทำอย่างไร, ควรจะทะเลาะกันหรือไม่. หรือว่าจะไปตีใคร ฆ่าใคร หรือ จะทำอะไรลงไป ตามลำพังผู้เดียวนี้ ให้หยุดอย่างที่เรียกว่านับสิบก่อน แต่เราไม่นับสิบก่อน, เรา ไปถามพระพุทธเจ้าดูก่อน. เพราะว่าเราได้ยินได้ฟังเรื่องของพระพุทธเจ้ามามากพอแล้ว พอที่จะคิดออกว่า พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสแนะว่าอย่างไร. เรื่องที่เกิดขึ้น เราไปถามพระพุทธเจ้าดูก่อน ว่าท่านจะแนะนำอย่างไร. ถ้าใครถือหลักนี้แล้ว เกือบจะไม่มีทำอะไรผิด, นี่เรียกว่าฉลาดเข้าข้างพระพุทธเจ้าแล้วก็ปลอดภัย. ถ้าหากฉลาดเข้าข้างกิเลส ก็เป็นอันว่าหมดเลย จะเป็นนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย อยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งหลายสิบครั้งหลายร้อยหลายพันครั้ง. นี่คำว่าฉลาดคำเดียวนี้ ระวังให้ดี มีความหมายที่สับสน. ๑๒. เรื่อง เกี่ยวกับ กีฬา
นี้ มาถึงคำว่า "กีฬา" ครูหรือนักเรียนนี้มีหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่กีฬา จัดการกีฬาโดยเฉพาะ. คำว่า "กีฬา" นี้ก็เหมือนคำว่าฉลาด มี ๒ ความหมาย : อย่าง กีฬา ที่ทำคนให้เป็นคนก็มี, กีฬาที่ทำคนให้เป็นสัตว์ก็มี. และเดี๋ยวนี้มักจะมีแต่กีฬาที่ทำคนให้เป็นสัตว์ กีฬาที่ทำคนให้เป็นมนุษย์ ที่ร้องเพลงกันว่า "กีฬาเป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน" นั่นมันมีอยู่จริงเหมือนกัน ถ้าว่าได้กระทำได้ถูกต้องตาม spirit ของคำว่ากีฬา คือไม่เห็นแก่ตัว. คำว่า ไม่เห็นแก่ตัว นี้ เป็นหัวใจของศาสนาทุกศาสนา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือพุทธศาสนา ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีตัวกู ไม่มีของกูเลย ; ถ้าว่า sporting - spirit อยู่ตรงที่ว่าอย่าเห็นแก่ตัวแล้วละก็ นั้นแหละหัวใจของศาสนา ฉะนั้น ขอบูชาสรรเสริญยกมือสาธุการแก่คำว่า "กีฬา" เพราะว่า ทำคนให้เป็นคนได้. แต่ทีนี้ มันมีกีฬาที่ทำคนให้เป็นสัตว์ คือเพิ่มความเห็นแก่ตัว. กีฬาอย่างนี้เพิ่มความเห็นแก่ตัว เมื่อไปเล่นกีฬา พอลงสนามกีฬา ก็เป็นโอกาสของการเพิ่มความเห็นแก่ตัว. ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นกองเชียร์ เอาไปเป็นกลุ่ม เป็นฝูง ไปนั่งเชียร์พวกของตัว ; อย่างนี้เท่ากับไปเรียนเรื่องความเห็นแก่ตัว เพิ่มความเห็นแก่ตัว, เป็นกีฬาที่ทำคนให้เป็นสัตว์ มีความเห็นแก่ตัว ; ฉะนั้น ในสนามกีฬามีการชกต่อยกัน ขว้างอาวุธใส่กัน เอาเปรียบกันทุกทาง. แม้นักกีฬามาจากต่างประเทศ มาเล่นในประเทศนี้ เตรียมนึกมาแล้วว่าจะเอาเปรียบได้อย่างไร. ถ้าคิดว่า "จะเอาเปรียบได้อย่างไร" นี่ อยู่ที่บ้านนอนเสียดีกว่า ; ไม่เคยมีความคิดอันนี้มาก่อน พอมีโปรแกรมจะเล่นกีฬา ก็เกิดมีความคิดว่า "จะเอาเปรียบได้อย่างไร" กีฬาอย่างนี้ทำคนให้เป็นสัตว์. ถ้ากีฬาที่ทำคนให้เป็นคนแล้ว มันต่างกันมาก, ฉะนั้น เราเป็นนักกีฬาชนิดไหน ก็รู้กันอยู่แก่ใจทุกคนแล้ว ; กลัวความหมายของความสับสนของคำว่า กีฬา นี้ให้ดี ๆ . เป็นครูบาอาจารย์ เป็นลูกเสือ เป็นอะไรก็ล้วนแต่เกี่ยวข้องอยู่กับสิ่งที่เรียกว่ากีฬา. มันยังมีคำอีกมากมาย ที่มีความหมายเป็น ๒ ประเภท เป็นสองฝ่ายอย่างนี้ไม่อาจจะยกมาให้เป็นตัวอย่างให้หมดสิ้นได้ จึงยกมาแต่คำที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับเรา เช่นคำว่า กีฬานี้มันเหลือที่จะเกี่ยวข้องกันอยู่กับเรา ต้องไปชำระสะสางให้ดี ๆ จะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่ากีฬา, ซึ่งมีหัวใจอันเดียวกับของศาสนาทุกศาสนา : คือการทำลายความเห็นแก่ตัว. เราเล่นกีฬานี้เพื่อจะมีโอกาสยอม, ยอม, เข้าใจไหมว่ายอมอย่างไร ? คือ ยอมที่จะให้เขาทำอะไร ๆ ได้โดยที่เราจะรักษากฎเกณฑ์ให้ถูกต้องที่สุด. ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ยอม แล้วเราจะเอาเปรียบ ; ต้องเป็นการฝึกการยอม เพื่อรักษาไว้ซึ่งความถูกต้อง ความยุติธรรม หรือความสามารถอันแท้จริง ; ไม่มุ่งความแพ้และชนะ. เดี๋ยวนี้เรา เล่นกีฬาเพื่อความแพ้และชนะ กลายเป็นกีฬาชนิดที่ทำคนให้เป็นสัตว์. ถ้าเป็นกีฬาต้องไม่มุ่งความแพ้และชนะ, ถ้าไปนั่งดู ก็ดูความสามารถ ดูความเป็นธรรม ความถูกต้อง แม้ของฝ่ายแพ้. สมมุติว่าเป็นฝ่ายแพ้ นั่นแหละจะเป็นฝ่ายชนะ คือเป็นฝ่ายรักษากฎเกณฑ์ถูกต้อง ยอมได้ทุกอย่าง ; แต่ในที่สุดมัน แพ้เขา นั่นแหละคือชนะ. ถ้าเรามีหลักอย่างนี้ กีฬานั้นยังทำคนให้เป็นคนอยู่เสมอ คือ รักษาเจตนารมณ์ของกีฬาเอาไว้ได้ ว่าทำลายความเห็นแก่ตัว. ๑๓. เรื่องของคำว่า "ครู"
ดนี้เวลาจะหมดแล้ว วกมาเรื่องใกล้กว่านี้ดีกว่า คือเรื่องคำว่า "ครู" คำว่าครูนี้มีความหมายที่สับสนปนเปกันอยู่ เพราะว่าเคยพูด เคยวิจารณ์กันมาบ้างแล้วหลายครั้งหลายหน. ถ้าเอาตามตัวหนังสือ ภาษาบาลีแปลว่า "หนัก" คำว่า ครู แปลว่า หนัก คือว่าหนักอยู่หัวคนทุกคน. คนทุกคนจะต้องเคารพและทำตาม. นี่ครูเป็นผู้มีบุญคุณแก่คนทุกคน เพราะฉะนั้น ครูจึงเป็นปูชนียบุคคล ; เพราะว่าครูได้ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ ชักจูงให้มีการเดินถูกต้องในทางจิตใจ, จึงเรียกว่าผู้นำในทางวิญญาณ อยู่เหนือศีรษะคนทุกคน ; ครูเป็นปูชนียบุคคลด้วยเหตุนี้. นี่เป็นความหมายหนึ่ง. อีกประการหนึ่ง ครูเป็นลูกจ้าง ทำอาชีพครูเป็นสะพานเพื่อจะไปสู่อาชีพอื่น ; เพราะว่ายังไม่อาจจะไปทำอาชีพอื่นได้ แล้วก็ทำงานอย่างลูกจ้าง เหมือนลูกจ้างทั่วไป, ทำงานตามที่ความจำเป็นบังคับ หรือหน้าที่บังคับ. นี่ก็เป็นครูประเภทหนึ่ง เรียกว่าครูลูกจ้าง ไม่ใช่ปูชนียบุคคล และไม่ตรงตามความหมายของคำว่าครู คือไม่หนักอยู่บนหัวคนทุกคน และ ไม่มีบุญคุณแก่ใครเลย เป็นเรื่องลูกจ้าง. ครูอีกประการหนึ่ง ซึ่งอาจจะต่ำลงไปอีก คือ ทำงานเป็นครูเพราะอาชีพจำเป็น เพราะยังไม่สามารถจะไปเข้าทำงานอื่นได้ ต้องขอทนเป็นครูไปก่อน ; อย่างนี้ยิ่งไปกว่าลูกจ้างเสียอีก. ลูกจ้างยังทำอะไรคุ้มค่าความเป็นลูกจ้าง หรือว่ายังทำอะไรตรงไปตรงมา ตามหน้าที่การงาน เท่าจำเป็นอย่างลูกจ้าง. นี่เป็นครูเพราะว่ามันจำเป็นมันยังหาอาชีพอื่นไม่ได้ ต้องมาเป็นครูไปก่อน กว่าจะแหวกทางออกไป หรือว่าก็ซังกะตายไปอย่างนั้นก็ได้เหมือนกัน. นี้มันมีอยู่ถึง ๓ ความหมายเป็นอย่างน้อย ในความหมายของคำว่าครู แต่โชคดีที่ยังเปลี่ยนได้, โปรดจำไว้ว่า โชคยังดีที่มันเปลี่ยนได้. ครูที่ซังกะตายมาเป็นครู เพราะยังหางานอะไรอื่นทำไม่ได้ ก็ยังสามารถจะเปลี่ยนเป็นครูประเภทปูชนียบุคคลได้ ; ในเมื่อทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ให้สมบูรณ์ ให้บริสุทธิ์ ก็ เป็นครูปูชนียบุคคลได้. เหมือนพระ บวชเข้ามาเป็นพระนี้ บวชเข้ามาตามประเพณีโดยมาก, อาตมาก็เหมือนกันบวชตามประเพณี บวชอย่างละเมอเพ้อฝันอย่างนั้นแหละ ไม่รู้อะไรเป็นอะไร ; แต่แล้วมันเปลี่ยนได้ในที่สุด เมื่อมาศึกษาเข้า มารู้เรื่องนี้มากเข้า มันก็เปลี่ยนได้ เป็นพระที่ถูกต้องตามธรรม ตามวินัยได้. บ้านเรานี้ มีคำที่เกี่ยวกับบวช ควรจะจำไว้ ; เดี๋ยวนี้มันจะสูญหายไปหมด ปู่ ย่า ตา ยาย กล่าวไว้ว่า : บวชลี้ บวชลอง บวชครองเวณี บวชหนีสงสาร บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน โดยมากบวชอย่างนี้แหละ ถึงอาตมาเองก็รวมอยู่ในพวกนี้. บวชลี้ ก็หมายถึง บวชหนีอันตราย หนีภัย หนีโทษ หนีอะไรมาบวช. บวชลอง ก็คือ ลองดูเผื่อมันจะดี. บวชครองเวณี นี้ก็คือ ถูกบังคับให้บวชตามประเพณี. บวชหนีสงสาร นี้หมายความกำกวม หนีสงสาร คือหนีความยากลำบากอะไรมา ก็เรียกว่าหนีสงสาร ; ไม่ใช่หนีสงสารอย่างถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ. มันหนีสงสาร คือมันขี้เกียจ หรือมันอะไรอย่างหนึ่ง แล้วมันก็เลยมาบวช, แล้ว บวชผลาญข้าวสุก คือทำอะไรไม่คุ้มค่าข้าวสุกของชาวบ้านที่ไปบิณฑบาตมาเป็นวัน ๆ , แล้วก็ บวชสนุกตามเพื่อน. พูดได้ว่า ทุกคนบวชอยู่ในขอบเขตเหล่านี้ทั้งนั้น น้อยคนที่สุดเกือบจะหาไม่พบที่ว่า บวชด้วยความรู้อย่างถูกต้อง เข้าใจอย่างถูกต้อง เบื่อโลก เบื่ออะไรจริง เหมือนเมื่อครั้งพุทธกาล อย่างนี้หาไม่พบ. จับตัวมาบวชตั้งแต่เณร อย่างนี้ก็บวชตามประเพณี. แต่ว่า โชคดีที่มันเปลี่ยนได้ เมื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระศาสนานี้มากเข้า ๆ ก็เป็นพระที่ตรงตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าได้. ครูก็เหมือนกัน ครูประเภทลูกจ้างเปลี่ยนได้, ครูซังกะตายมาเป็นครูก็เปลี่ยนได้ เปลี่ยนเป็นปูชีย-บุคคลได้ ในเมื่อภักดีซื่อตรงต่อหน้าที่ ต่ออุดมคติทำงานเพื่องานอย่างนี้. ครูจึงมีถึง ๓ ความหมายอย่างนี้ มันจึงสับสนด้วยการพูดว่า ครู - ครู - ครู เหมือนกันหมด, เรียกว่าคุณครูเหมือนกันหมด แต่ข้างในมันต่างกันลิบลับเลย นี่ความสับสนของความหมายของคำที่พูดกันอยู่. ทีนี้ ก็ดูกันต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า ที่ว่าเป็น ครู เป็นปูชียบุคคลนี้ ช่วยคนให้เดินถูกทาง ในทางวิญญาณ ; อย่าลืมว่าทางวิญญาณ. เรื่องนี้อาตมาคอยรับบาปให้ใคร ๆ เขาโจทก์เหมาว่าอะไร ๆ ก็ทางวิญญาณ. ดูเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ อะไรไปเสียแล้ว ; แต่ว่าในเรื่องทางวิญญาณนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด มันไม่มีคำอื่นจะเรียกต้องขอเรียกว่าทางวิญญาณ ; มันตรงกันข้ามกับคำว่าทางเนื้อหนัง คือทางร่างกาย, เช่น ความสุขทางวิญญาณกับความสุขทางเนื้อหนัง ; อย่างนี้มันต่างกันอยู่เสมอไป. ความดีทางเนื้อหนัง ความดีทางวิญญาณ เป็นคำที่เขาใช้กันอยู่ทั่วโลก เช่นคำว่า spiritual นี้ แต่ภาษาไทยเราไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี จึงเรียกว่าทางวิญญาณไว้ทีก่อน. ถ้าเป็นทาสของเนื้อหนังร่างกาย ก็เรียกว่าทางวัตถุ ถ้าเป็นอิสระเหนือเนื้อหนังร่างกายก็เรียกว่าทางวิญญาณ ; มีอยู่อย่างนี้. ฉะนั้น ครูนี้เป็นผู้นำในทางวิญญาณ เป็นผู้นำชักจูงวิญญาณของสัตว์ให้เดินถูกทาง, ครูจึงเป็นของสากล ของโลก เป็นของธรรมชาติ ไม่ใช่ของประเทศใด ไม่ใช่ของกระทรวงศึกษาธิการ ; ขืนจำกัดวงให้แคบ ๆ เข้ามา, เดี๋ยวจะมาเป็นเรื่องทางวัตถุ คือเป็นลูกจ้างสอนหนังสือเท่านั้นเอง. ครูต้องเป็นปูชนียบุคคลของมนุษย์และของโลก ทำให้เขาเดินถูกทางทางวิญญาณ ; ฉะนั้น ครูไม่ใช่ของเล่น ๆ จะต้องเป็นผู้เดินถูกทางในทางวิญญาณเสียก่อน จึงจะจูงคนอื่นให้เดินถูกทางในทางวิญญาณได้. อย่าเห็นเป็นเรื่องเล่น ๆ มันยังมีอีกมากที่เราจะต้องรู้ต้องเข้าใจ จะต้องผ่านไปให้ได้ แล้วจูงวิญญาณของคนไปได้จริง. เรื่องสอนหนังสืออย่างเดียวมันไม่เป็นเรื่องจูงวิญญาณนัก มันจูงได้นิดเดียวเพียงพอให้หายโง่ เพียงได้รู้หนังสือ ; แต่ว่าที่จะจูงให้วิญญาณของเด็กสูงนั้นมีอีกมากมายซึ่งยังไม่ได้ทำ เดี๋ยวจะลองยกตัวอย่างมาให้ฟัง. เราจะต้องพูดกันถึงเรื่องมนุษย์ที่มีความเต็มก่อน, มีความเต็มในทางจิตใจก็คือว่า มีความสุขที่ถูกต้อง มีความ เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง. พิสูจน์ได้ที่ว่า ทำงานเพื่องาน แล้ว มีความรักสากล คือ universal love คือไม่มีตัวเอง รักทุกคน รักทั้งหมดทุกคน ไม่มีตัวเอง, อย่างนี้เรียกว่า universal love ; มีความสุข มีความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ แล้วก็มีเจตนาที่จะทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อตัวเรา ; อย่างนี้แล้วก็มีความรักสากล. นี้เป็นหลักทางจริยธรรมที่เขารับรองกันแล้วทั่วโลก เป็น philosophy ของ morality ของศีลธรรม คือ ethics, เป็นหลัก ethicism ที่นัก ethics เขายอม ๔ ข้อนี้ ไม่มีใครแย้ง ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของจริยธรรมของมนุษย์. ทีนี้ ไม่มีพวกไหนที่จะปฏิบัติหน้าที่นี้ ต่อให้เป็นนักจริยธรรม ก็เป็นนักปรัชญา นั่งพูดไปเท่านั้นแหละ, พูดไปไม่มีที่สิ้นสุด คิดไปไม่มีที่สิ้นสุด. พวกที่ทำหน้าที่จริง ๆ จึงมาตกอยู่แก่พวกครู ในการพาเด็กไปสู่ความเต็มของความเป็นมนุษย์นี้ ; จึงต้องสนใจในข้อนี้กันให้มาก เพื่อประโยชน์แก่การเป็นครู แล้วก็จะได้เป็นปูชนียบุคคลเต็มตามความหมายของครู. เงินเดือนไม่ไปไหน ; จะเป็นครูชนิดไหนมันก็ยังคงมีเงินเดือนเลี้ยงชีพอยู่. ฉะนั้น เราเปลี่ยนจากที่มันควรจะเปลี่ยน ไปสู่จุดที่มันสมบูรณ์ : จากครูที่ไม่สมบูรณ์ไปสู่ความเป็นครูที่สมบูรณ์, สามารถจูงวิญญาณของโลกไปในทางที่ถูกต้อง ; คือที่มี ปัญหาเกี่ยวกับเด็ก ที่เรา สอนเพียงแต่ว่าให้เขารู้หนังสือนี้จะไม่พอ, จะต้องสอนความเป็นมนุษย์ ปลูกฝังความเป็นมนุษย์ลงไปด้วย. พูดคำว่า เด็ก - เด็ก - เด็ก นี้เราคิดว่ามันมีอยู่กี่อย่าง คำว่า เด็กนี้ก็มีความหมายหลายอย่าง เอาตามภาษาบาลีก็ง่ายนิดเดียว : เด็กทารกเรียกว่า ทารโก = ทารก นี้คือเด็กนอนเบาะ กระทั่งเด็กเดินเตาะแตะ ๆ ได้. มาถึงคำว่า กุมาโร, กุมารนี่ มันวิ่งเล่นได้ มันเล่นฝุ่น เล่นอะไรได้ เป็นเด็กอนุบาล หรือมัธยมต้นนี่. พอมาถึง ยุวา ยุวตี ก็กลายเป็นพวกรุ่น ๆ ขึ้นมาแล้ว, นี่จะเป็นพวกมัธยมปลายหรือว่าจะเข้าชั้นเตรียมแล้ว. พอมาถึง มานพ มาณโว มาณวิกา อะไรนี้ เป็นขนาดนิสิต นิสิตา ดูจะเป็นพวกจบปริญญาแล้ว. แต่เราเรียกกันว่า เด็ก เด็ก เด็ก ทั้งนั้นแหละ แล้วก็สะเพร่าไปว่าเหมือนกันหมด ; เหมา ๆ ว่าเด็ก ๆ ละก็เหมือนกันหมด อย่างนี้มันก็ผิดอย่างไม่มีอะไรเหลือ. เพราะเด็กมันคนละชนิด จะพูดว่าเด็กคำเดียว แล้วทำอะไรเหมือนกันหมด มันก็ผิดอย่างไม่มีอะไรเหลือ. นี่อย่าทำเล่นกับคำว่า เด็ก เด็ก. ทีนี้ ที่มันผิดมาก ผิดอย่างใหญ่หลวง ก็คือ เราจะสอนเขาแต่ให้รู้หนังสืออย่างเดียว ไม่มีการทำให้จิตหรือวิญญาณสูงขึ้น ; แล้วก็พูดว่า ทำไม่ได้ด้วย. คนที่มีชื่อเสียงเป็นปราชญ์ เป็นอะไรนี่ เขาว่าไม่ต้องสอนธรรมะแก่เด็ก ๆ, หรือว่าไม่ต้องสอนธรรมที่เป็นโลกุตตรธรรม, ธรรมที่เป็นตัวพุทธศาสนาแก่ชาวบ้าน หรือแก่เด็ก ๆ, นี่ว่าเอาเอง คิดเอาเอง เพราะเขากำลังเป็นอย่างนั้นเสียเอง. ที่ถูกแล้วสิ่งที่เรียกว่า โลกุตตรธรรม หัวใจของศาสนานั้นแหละที่ต้องสอนให้แก่เด็ก. โลกุตตรธรรมไปรวมอยู่ที่คำ ๆ เดียว ว่าไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีตัวกู - ของกู ที่จะเห็นแก่ตัว. ทีนี้คนก็คิดว่ามันสูง มันลึก มันเกินไปที่จะเอามาสอนเด็ก ; แล้วก็ไม่สอนเสียจริง ๆ ด้วย, สอนแต่หนังสือ แล้วไม่สอน spirit ของความไม่เห็นแก่ตัว ให้แก่เด็ก ๆ เล็ก ๆ เหล่านั้นเลย. ครูทำงานได้นิดเดียว เพียงสอนให้รู้หนังสือ เมื่อปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ ยิ่งรู้หนังสือ ยิ่งโกงมาก. ยิ่งรู้หนังสือ ยิ่งฉลาดแกมโกงมาก ; เพราะมันไม่มีส่วนที่เป็นโลกุตตรธรรม หรือธรรมะเข้าไปช่วยกำกับ, โตขึ้นก็เป็นคนโกง. ที่เรา สอนให้รู้แต่หนังสือ นี้โตขึ้นก็เป็นคนโกง แล้วเป็นคนโกงมากขึ้น ๆ ตามลำดับ ตั้งแต่วันแรกสอนมาทีเดียว. ครูจะต้องนำทางวิญญาณ ให้วิญญาณเดินถูกทางอยู่เสมอ ; ส่วนหนังสือก็สอนไป เพราะมันจำเป็น มันเป็นสื่อ มันเป็นสะพานของเรื่องอื่น ๆ , แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเฉพาะหน้าเหมือนเรื่องของพระธรรม ; โดยเฉพาะคือเรื่องโลกุตตรธรรมที่เป็นความหมายใหญ่ คือความไม่เห็นแก่ตัว. เราจะต้องสอนความไม่เห็นแก่ตัว ทุกกระเบียดนิ้ว : สอนด้วยปากบ้าง ทำให้ดูบ้าง อะไรบ้าง ทำทุก ๆ อย่าง ทุก ๆ ทาง แวดล้อมทุกอย่างให้มันเกิดความรู้สึกที่เป็นธรรม. นี่ครูจะเป็นผู้นำทางวิญญาณให้แก่เด็ก ๆ และทำได้แม้แก่เด็กทารก นี่พูดว่ากระทำได้แม้แต่เด็กทารก. โลกุตตรธรรมนี้นำมาสอนให้แก่เด็กทารก, ที่พวกนักปราชญ์เขาว่าเอามาสอนแก่ชาวบ้านก็ไม่สมควรนั้นแหละ ชาวบ้านโต ๆ ก็ว่าไม่สมควร ; แต่อาตมาว่าควรแม้แก่เด็กทารกชั้นอนุบาล. นี่เวลาไม่มีมากพอที่จะจาระไน จะยกตัวอย่างได้ เด็กทารกในโรงเรียนอนุบาลจะสอนเรื่องบรมธรรม หรือเรื่องปรมัตถธรรม หรือเรื่องโลกุตตรธรรมได้อย่างไร ? ตั้งเป็นปัญหาขึ้นมาอย่างนี้ ; ก็อย่างเช่น เด็กร้องไห้เพราะตุ๊กตาของเขาแตกหรือสอบไล่ตก อะไรทำนองนี้ ก็ร้องไห้. เราก็สอนให้เขารู้ว่าไม่ต้องร้องไห้ ไม่มีอะไร ที่ว่าตนจะได้ไปตามต้องการของตนทุกอย่าง มันต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ตามกฎเกณฑ์ของมัน ; หยุดร้องไห้เสียเถิด. นี้ก็เป็นเรื่อง สอนปรมัตถธรรม เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้แก่เด็กทารกในชั้นอนุบาล. ถ้าเขาสอบไล่ตกแล้วร้องไห้ ก็บอกว่าเขาเรียนดี เราพยายามถึงที่สุดของเราแล้วหรือเปล่า มันยังตกอยู่อีก นี่มันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมัน ; ไม่ต้องร้องไห้. ตุ๊กตาแตกหรืออะไรแตก มันเป็นเรื่องตามธรรมดาของมัน ไม่ต้องร้องไห้. อย่างนี้เด็กก็จะมีเหตุผลไปตามทางของพระพุทธเจ้า ที่ ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. หรือว่าเด็กร้องไห้เพราะกลัวตาย กลัวเจ็บ กลัวไข้, บางทีจะฉีดยาที่แขนก็ร้องไห้ ; ก็ พยายามอธิบายให้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร ; เราไม่ต้องกลัวตาย ไม่ต้องกลัวเจ็บ มันเป็นไปตามกฎที่จะต้องทำ จะต้องเป็นไปอย่างนั้น. นี่เรามาสอบไล่กันดูว่าเราเก่งไหม ทดสอบความสามารถของเราดูว่ากลัวหรือไม่กลัว เราเสียสละได้อย่างไร ; ก็เป็นเรื่องสอนในทำนองให้วิญญาณมันสูงขึ้น ; ไม่ใช่สอนเรียนหนังสือให้วิญญาณของเด็กมันสูงขึ้น แต่ เดี๋ยวนี้ไม่มี ใครจะสนใจมาสอนกันในแง่นี้, สอนแต่หนังสือก็ยังไม่ครบเสียด้วยซ้ำไป. เราจะต้องพยายามแล้ว พยายามอีก จนให้เด็ก ๆ ทารกนั้นรู้ว่า เราไม่ควรจะถือว่า บิดามารดามีหน้าที่ที่จะต้องตามใจเรา. เด็กเล็ก ๆ ต้องรู้สึกว่า บิดามารดาไม่มีหน้าที่ที่จะตามใจเรา, ท่านมีหน้าที่ที่จะต้องเอาความผิดความถูก, ท่านไม่มีหน้าที่ที่จะต้องมารักเราอย่างที่เรียกว่า ตามใจเรา ต้องเอาตามความถูกต้องของท่าน ; แล้วเราก็ต้องพยายามทำดี ท่านจึงจะรักเรา. ความคิดที่จะต้องช่วยตัวเอง ตัวเองเป็นที่พึ่งของตัวเอง มันต้องเกิดขึ้นในความรู้สึกของเด็กทารก ; เรียกว่าทำวิญญาณเขาสูงขึ้นมา ไม่รู้หนังสือก็ไม่เป็นไร. นี่ขอยืนยันอย่านี้ อย่าว่าดูถูกครูเลย ในถิ่นที่มนุษย์ไม่รู้หนังสือเลย ก็มีภูมิธรรม มีจริยธรรมในจิตใจสูงอย่างนี้ ปลอดภัยที่สุด มีสันติภาพที่สุด. ในครั้งพุทธกาล สมัยพระพุทธเจ้า หนังสือไม่มีใช้ คนไม่รู้หนังสือ แต่ว่ามีความสูงในทางวิญญาณอย่างยิ่ง แล้วอยู่กันด้วยสันติ. ไม่ได้รู้หนังสือเลย เขาไม่รู้หนังสือ ; อย่างพระเจ้าแผ่นดินจะส่งข่าวสารอะไรก็ให้คนไปบอก ไม่ได้เขียนหนังสือ เรื่องของหนังสือไม่มีใช้. สมัยพระเจ้าอโศกมีจารึกไม่กี่บรรทัด จารึกไว้ตามภูเขาหรือที่เสา ไม่มีการใช้หนังสือ เป็นธรรมดาเหมือนเดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้เป็นห่วงกันมาก เรื่องไม่รู้หนังสือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ; แต่แล้วก็ รู้แต่หนังสือ แล้วไม่มีธรรมะ อย่างที่ครั้งกระโน้น. ปัญหามันจึงเกิดขึ้นในโลกนี้. นี่เราไปหลงตามพวกฝรั่งอีกเหมือนกัน ที่เห็นหนังสือสำคัญกว่าเรื่องจิตใจนี้. เด็ก ๆ จะต้องได้รับการ สั่งสอนให้รักผู้อื่น ให้รักสัตว์อื่นเหมือนกับที่รักตัว ; เพราะว่าเขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เขาเกิดเหมือนเรา เขาแก่เหมือนเรา เขาเจ็บเหมือนเรา เขาตายเหมือนเรา แม้แต่สุนัขและแมว. เราจะต้องรักผู้อื่น และรักสัตว์อื่นเท่ากับรักตัวของเรา ; แล้วทีนี้ประกันเผื่อไว้ให้มากหน่อย เผื่อให้มันเกินไว้หน่อยก็ว่า ให้คิดดูให้ดีว่า "ให้คนอื่นกิน นั้นดีกว่ากินเอง". ให้คนอื่นกิน ดีกว่าเอาไว้กินเอง. เรามีดอกกุหลาบดอกหนึ่ง เราเอามาทัดหู เอามาใส่ผมของเรา ไม่กี่ชั่วโมงก็เหี่ยวไป แล้วก็ลืม ; แต่ทว่าเราเอาดอกกุหลายดอกนั้นไปให้เพื่อนของเรา. เขาจะรักเรา ขอบใจเราไปนาน, แล้วไม่ลืม ดอกกุหลาบนั้นไม่รู้จักเหี่ยว ; มันบานอยู่ในจิตใจของคนทั้งสอง นี้เรื่อย. นี้เรียกว่าเรามีดอกกุหลาบนี่ เอาไปให้เพื่อนเสียดีกว่าเอามาดมเอง หรือเอามาทัดหูเอง. นี่เป็นตัวอย่างให้เด็กคิดดูว่า อะไรมันดีกว่า อะไรมันอยู่นานกว่าอะไร อะไรมันจริงกว่าอะไร. เอามาดมหรือทัดหูเอง ไม่กี่ชั่วโมงเหี่ยว แล้วเลิกกัน ; แต่ถ้าเราให้เพื่อนนี้ยังมีความรัก ความรู้สึกอะไรอยู่ในใจของสองคนนี่ไปนานทีเดียว. เมื่อเรามีพอที่จะแบ่งให้เพื่อนได้ แล้วเราไม่กินเอง. ถ้าเรากินเองก็อิ่มประเดี๋ยวใจ แต่ถ้าเราให้เพื่อนก็มีความรัก ความขอบใจ มีนิสัยที่ดียืดยาวออกไปนาน. เด็ก ๆ เขาคงไม่เชื่อเราทั้งหมด แต่ว่าให้เขาเชื่อบ้างก็นับว่าพอ ให้เขารักผู้อื่นเท่ากับรักตัวเอง ไม่ต้องมากกว่าตัวเอง เหมือนลัทธิศาสนาสอน. นี่จะเป็นช่องทางที่จะให้เด็กรู้จักสิ่งที่เรียกว่ามโนธรรม หรือวัฒนธรรมทางวิญญาณ, หรือความสูงทางวิญญาณขึ้นมาเป็นลำดับ, ทำลายความเห็นแก่ตัวได้จริง. ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าความดีนี้, รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าความดีนี้ มันไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้ากินเองใช้เองเสีย เดี๋ยวมันก็หมดไปใน ๒-๓ นาทีนั้น ; เปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้เป็นความดีเสีย แล้วก็จะมีอายุไม่มีที่สิ้นสุด. เด็กทารกก็เข้าใจ, ถ้าไม่เข้าใจก็ให้ลองเปรียบเทียบดูในระหว่างเด็กคนนั้นกับเด็กอีกคนหนึ่ง มันก็พอจะเข้าใจได้ว่า แหม, เขาคงจะขอบใจเราไปนาน ; แล้วเราก็ให้เขา. การสอนหัวใจของพุทธศาสนาในขั้นปรมัตถธรรมแก่เด็กทารกเป็นอย่างนี้. ทีนี้ เราจะต้องสอนให้เขารู้เกี่ยวกับ ทำความดีโดยไม่ต้องมีใครยุ. เดี๋ยวนี้ไปที่ไหน ก็เห็นมีแต่นั่งยุเด็ก ๆ ให้เรียนหนังสือ ให้ทำความดี. แต่ถ้าเรามีทางที่จะสอนเด็กให้ทำความดีได้โดยไม่ต้องมีใครยุ โดยบอกให้เด็กเห็นว่า ถ้าเราทำเพราะมีใครยุแล้วเราไม่ใช่คนดี. ขอให้คิดสักนิดเท่านั้นว่า ถ้าเราทำเพราะใครยุ เราไม่ใช่คนดี. เด็ก ๆ ก็ยังอยากดีอยู่มาก ความรู้สึกตามสัญชาตญาณยังอยากดีอยู่ ถ้าต้องใครยุละก็ไม่ใช่คนดี ; ต้องทำได้ดดยไม่ต้องใครยุ. นี่มัน เป็นเงื่อนต้นของการสอนเรื่องกรรมในพระพุทธศาสนา : เรื่องกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งเป็นหลักของพระพุทธศาสนา ; มันต้องทำเอง มันต้องได้ผลเอง มันต้องทำอะไรเอง. ฉะนั้น สอนเรื่องพุทธศาสนาในขั้นสูงสุดให้แก่เด็กทารกได้ วิญญาณของเขาสูงได้โดยลักษณะอย่างนี้. ทีนี้ การสอนเด็ก ๆ ลูก ๆ อนุบาลนี้ ว่าเราไม่ต้องไปนั่งเชียร์ใครในวงกีฬา ; เพราะเป็นการสอนให้เห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกของตัว เห็นแก่โรงเรียนของตัว รักแต่โรงเรียนของตัว, จะเอาเปรียบผู้อื่นได้เท่าไรยิ่งดี. นี่เราจะไม่ไปนั่งเชียร์ใครในลักษณะอย่างนั้น ในสนามกีฬา แม้กีฬาเล็ก ๆ ในสนามโรงเรียนนั้น. เราจะต้องสอนให้ดูแต่ว่าใครผิดใครถูก ใครรักษาระเบียบ ใครไม่รักษาระเบียบ ใครเอาเปรียบ เราไปนั่งดู ; ไม่ใช่นั่งเชียร์. เราไปตัดสิน ไม่ใช่ไปนั่งเชียร์พวกพ้องชองเรา. ฉะนั้น เราจะสอนเรื่องความไม่เห็นแก่ตัวได้มากที่สุดเลย นี้มันเป็นการทำให้ไม่ถือเขาไม่ถือเรา ไม่ถือพวกไม่ถือพ้อง. เราบอกเด็กเล็ก ๆ ว่า การเห็นแก่ตัว เข้าข้างตัว เข้าข้างพวกพ้องตัว นี่เป็นเรื่องของสัตว์ ไม่ใช่เรื่องของคน เป็นเรื่องสัตว์, ไปดูสุนัข ไปดูอะไรจะเห็นเข้าข้างตัว เข้าข้างพวกของตัว มันรุมกันกัดอะไรเหล่านี้ มันไม่ใช่เรื่องของคน ; ฉะนั้น เราสอนเรื่องจริยธรรม เรื่องปรมัตถธรรม เรื่องโลกุตตรธรรมแก่เด็ก ๆ ได้เต็มตามที่มีอยู่ในพุทธศาสนา. เด็กต้องเรียนแต่พอดี เป็นมัชฌิมาปฏิปทาในพุทธศาสนา ; มิฉะนั้นจะเจ็บป่วย ; มิฉะนั้นจะเป็นโรคเส้นประสาท จะต้องตายในการที่มุมานะเรียนเกินพอดีนี้. เดี๋ยวนี้พ่อแม่หรือบางทีก็ครู กลับสนับสนุนให้เด็กมุมานะ, พ่อแม่อยากให้เรียนเร็ว ๆ อายุยังไม่ครบเรียนก็ส่งให้มาเรียน, แล้วเร่งให้เรียนเร็ว ๆ เกินไป ก็ล้มละลายหมด. นี่ พ่อแม่หรือครูบาอาจารย์ทำให้เด็กโง่ หรือทำให้เด็กเสีย ไปกระตุ้นไปยุให้มุมานะโดยไม่มีเหตุผล. นี่ไม่สอนหลักมัชฌิมาปฏิปทา หลักพระพุทธศาสนาแก่เด็ก ๆ เสียเลย. เราต้อง สอนเด็กเล็ก ๆ ไม่ให้กลัวผี ไม่ต้องกลัวจิ้งจก ตุ๊กแก ไส้เดือน ; เพราะว่ามันเป็นความโง่ ; แม้ว่าแม่จะโง่กลัวจิ้งจก ลูกจะต้องไม่กลัว, พ่อแม่กลัวผี เด็กก็ไม่กลัว. ครูกลัวผี เด็กก็ไม่กลัว ครูกลัวจิ้งจกเราก็ไม่กลัว ต้องสอนเด็ก ๆ ให้ไม่รู้จักกลัว อย่างที่ไม่มีเหตุผล อย่างนี้ ; เพราะว่าเป็นความโง่ โง่จนคิดเลขบวก ๑-๒-๓ ก็ไม่เป็น. เรามนุษย์มีจิต มีวิญญาณ มีร่างกาย มีกล้ามเนื้อ มีอะไรทุกอย่าง ผีมีแต่กระดูกขาว ๆ ๒-๓ ชิ้น แล้วเราไปกลัว แล้วเรามันโง่เท่าไร. นี่ลองคิดเลขประถม อย่างเด็กแรกเรียน ส่วนประกอบของเราคนเป็น ๆ นี้ มันมีตั้ง ๓ ตั้ง ๔ ผีนั้นมีไม่ถึง ๑ จะต้องไปกลัวอะไร ; มันไม่ต้องกลัวอย่างที่ไม่มีเหตุผลอย่างนั้น. เรื่องที่เป็น หัวใจของพุทธศาสนา ล้วนแต่เป็นเรื่องที่มีเหตุผล ถือหลักของเหตุผลอย่างนี้ทั้งนั้น ว่าทำอะไรเองก็ได้ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติก็มีอยู่ ; ฉะนั้น จะต้องไปพึ่งผีพึ่งสาง พึ่งเทวดาทำไม. ทำไปให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ด้วยเรี่ยวแรงของเรา ผีสางเทวดาไม่มีส่วนที่จะมาเกี่ยวข้อง ; เป็นเรื่องโง่. เรื่องฤกษ์ เรื่องยาม เรื่องไสยศาสตร์อย่างนี้ มันมีความหมายอย่างอื่น. คำว่า ฤกษ์ นี้ หมายถึงความถูกต้อง เมื่อเขาไม่มีทางออกอย่างอื่น เขาก็ไปเอาฤกษ์จากดวงดาว จากอะไรอื่น ๆ, เดี๋ยวนี้เราเอาเทคนิคของธรรมชาติเป็นฤกษ์, เราพยายามทำให้ถูกตามเทคนิคของธรรมชาติ ความถูกต้องนั้นเป็นฤกษ์. เด็ก ๆ ของเราจะต้องถือฤกษ์อย่างนี้ ; ไม่ใช่ถือฤกษ์ไสยศาสตร์ ผีสาง เทวดา. นั้นแหละพ่อแม่เป็นผู้อบรม. บางทีก็ครูบาอาจารย์ด้วย กลัวผีให้เด็กดู ไปเชื่อศาลพระภูมิ ให้เด็กดู ; ฉะนั้น ครูไม่ควรจะอบรมส่งเสริมให้เด็กเข้าใจอะไรไม่ถูกต้อง. (เทปหมด เครื่องบันทึก บันทึกไว้เพียงนี้)
|
||||||||||||||||||||||||||||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๑๐. ความสับสนแห่งความหมาย ของภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ | |||||||||||||||||||||||||||
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org