||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร
ขอขอบคุณและอนุโมทนา คุณอุทัยวรรณ เอกพินิทพิทยา
ผู้อาสาพิมพ์ต้นฉบับเรื่องนี้เพื่อเผยแพร่ในเว็บพุทธทาสศึกษา

ค่ายธรรมบุตร
(เรื่องที่ ๗)

ความไม่เห็นแก่ตัว

ธรรมกถาในคราวเปิดการอบรมครูฝ่ายอนุกาชาดที่ค่ายธรรมบุตร
ของโรงเรียนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

๑๑ เมษายน ๒๕๑๐

 

ท่านทั้งหลายผู้มีหน้าที่ดำเนินงานบริหารกิจการอนุกาชาด ผู้มีความสนใจในธรรม,

          อาตมาได้รับคำขอร้องจากท่านผู้เป็นประธาน ให้มากล่าว "ธรรมกถา" เรื่องที่เป็นประโยชน์เกี่ยวข้องกัน หรือช่วยเหลือแก่งานกาชาด. เมื่อได้พิจารณาดูแล้ว รู้สึกว่า ธรรมะในพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่าเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนเจตนารมณ์ของอนุกาชาดด้วยซ้ำไป ซึ่งจะได้ชี้ให้ท่านทั้งหลายเห็น.

          เกี่ยวกับเรื่องนี้ เราจะต้องนึกถึงคำ ๆ หนึ่ง ซึ่งสำคัญมากสำหรับมนุษย์ ได้แก่คำว่า "ความไม่เห็นแก่ตัว". ขอให้พิจารณาดูให้ดี ๆ ว่า คำ ๆ นี้มีความสำคัญเท่าไร : "ความไม่เห็นแก่ตัว". เดี๋ยวนี้เราจะกล่าวได้ว่า ทั้งโลกทุกชาติทุกภาษากำลังต้องการ "ความไม่เห็นแก่ตัว" เพราะว่า กำลังลำบากเป็นทุกข์ทรมานอยู่ เพราะความเห็นแก่ตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง. นี้เป็นเหตุให้กล่าวได้ว่า ในเรื่องโลก ๆ ทั้งหมด ทั่วทั้งโลก จะต้องการหลักธรรมะที่เรียกว่า "ความไม่เห็นแก่ตัว" และยิ่งต้องการมากยิ่งขึ้น ตามที่โลกของเรานี้เจริญ เปลี่ยนแปลงมาในลักษณะที่ทำให้มีความเห็นแก่ตัวเพิ่มยิ่งขึ้น.

เจตนารมณ์ของโลกเป็นไปในทางไม่เห็นแก่ตัวหรือไม่ ?

นี่  

ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ในข้อนี้ว่า ความเจริญก้าวหน้าของโลกมีมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเห็นแก่ตัวให้แก่คนในโลกมากขึ้นเท่านั้น ; เพราะว่าความเจริญของโลกนั้น มีแต่เป็นไปในทางวัตถุ ซึ่งเป็นธรรมดาของเรื่องแต่ในทางฝ่ายวัตถุ : เช่นเรื่องที่ยั่วยวน เย้ายวนความต้องการให้มากยิ่งขึ้น. เมื่อ ต่างคนต่างมีความต้องการมากยิ่งขึ้น ก็หลีกไม่พ้นที่จะมีความเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ความสุขส่วนตัวมากยิ่งขึ้น.

          การกล่าวอย่างนี้ดู ๆ คล้ายกับว่า เป็นการติเตียนระบบการศึกษา หรือความเจริญก้าวหน้าของโลกในปัจจุบันนี้. ที่จริงก็ควรจะติเตียน ; ในฐานะที่อาตมาเป็นนักบวชในศาสนาก็อยากจะกล่าวตรง ๆ ว่าเป็นการติเตียน, หรือจะเรียกว่าดูหมิ่นด้วยซ้ำไป ที่การศึกษาและความเจริญ ก้าวหน้าของโลก ในปัจจุบันนี้ ก้าวหน้าไปในลักษณะที่เพิ่มความเห็นแก่ตัวให้คนในโลก ; มิได้ก้าวหน้าไปในทางที่จะบรรเทาความเห็นแก่ตัว. หากแต่ว่าความเห็นแก่ตัวนั้น มันเป็นไปอย่างเร้นลับ, หรือการเพิ่มความเห็นแก่ตัวให้แก่คนในโลกนี้ ก็เป็นไปอย่างเร้นลับ และโดยไม่เจตนา ; ทางออกมีอยู่หน่อยเดียวตรงที่ว่า "โดยไม่เจตนา". การศึกษาหรือความเจริญก้าวหน้าแผนใหม่นี้ แม้ไม่ได้เจตนาที่จะไม่ทำให้คนเห็นแก่ตัว ผลมันก็ยังมีไปในลักษณะที่มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ; แม้ไม่มีเจตนาก็เป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ; ถ้าพูดให้ยุติธรรม.

          นักศึกษาหรือผู้ขวนขวายความก้าวหน้าในโลกปัจจุบันนี้ อาจจะไม่รับผิดชอบในข้อนี้, บิดพลิ้วบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมรับผิดชอบ, แล้วก็ดำเนินการไปในทำนองนั้นมากขึ้น ทีนี้ บาปก็เกิดขึ้นในโลก คือเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ; โลกก็ต้องมีความทุกข์ความเดือดร้อน ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้, อย่างที่ได้เห็นอยู่ชัด ๆ ว่า ไม่ได้ดีขึ้นเลย ไม่อาจแก้ไขได้เลย เพราะว่าจิตใจหรือดวงวิญญาณหรือ เจตนารมณ์ของสิ่งทุกสิ่งมันเป็นไปเพื่อเพิ่มความเห็นแก่ตัว. นี่แหละเรียกว่าเป็นปัญหาใหญ่ของโลกในปัจจุบันนี้ จนกระทั่งเหลือวิสัย เหลือกำลัง เหลืออำนาจของฝ่ายศีลธรรม หรือฝ่ายของศาสนา ที่จะช่วยกำจัดหรือควบคุมความเห็นแก่ตัวในโลกนี้ได้.

          ในสมัยโบราณที่แล้วมา ทางฝ่ายศาสนาหรือศีลธรรม หรือขนบธรรมเนียมประเพณีของมนุษย์นั้นมีอิทธิพลมาก ; ทางฝ่ายวัตถุยังไม่เจริญก้าวหน้า คนส่วนมากก็ไม่เป็นบ่าว ไม่เป็นทาสของวัตถุมากเหมือนเดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ถูกทำให้มึนเมาด้วยความก้าวหน้าทางวัตถุ ทางสุขสนุกสนานทางวัตถุ ถึงขนาดที่เรียกว่ามึนเมาและเสพติด, คนส่วนใหญ่ในโลกจึงเป็นคนมึนเมาด้วยวัตถุ แล้วก็เพิ่มความเห็นแก่ตัวมากขึ้นด้วยเหตุนั้น. ส่วนทางฝ่ายศาสนา ศีลธรรม ประเพณีนี้กลายเป็นเรื่องหมดกำลัง ; เหลือแต่พิธีรีตอง, ทำพอเป็นพิธี.

          ปัจจุบันนี้ไม่ว่าเมืองไทย หรือเมืองไหน ประเทศไหน ; เรื่องทางฝ่ายศาสนาทำแต่พอเป็นพิธี และเป็นพิธีทั่วไป. แม้กระทั่งในกองทัพ ในที่ ๆ ไม่น่าจะมี ก็มีพิธีทางศาสนา, ซึ่งก็เป็นเพียงพิธีเท่านั้น ไม่ได้ครอบงำน้ำใจของคนทั้งหลายให้บรรเทาความเห็นแก่ตัวเลย ; มันเลยทิ้งกันไกล. ส่วนใหญ่และเนื้อแท้ในจิตใจของมนุษย์เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ; ศาสนาหรือวัฒนธรรมหรือประเพณีก็กลายเป็นเพียงพิธีรีตองไป, ไม่มีอิทธิพล ไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลังอันแท้จริง. เพราะฉะนั้น โลกเรานี้จึงเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งอยู่ในสมัยนี้, เป็นปัญหาอย่างที่เรียกว่าเหลือประมาณ ครอบงำโลกสมัยนี้อยู่ มีมากมายหลายแขนงหรือทั่วทุกแขนง. จะถือโอกาสยกตัวอย่าง เอามาให้ดูสักแขนงหนึ่ง เช่นเรื่องการกีฬา :-

          เดี๋ยวนี้ การกีฬา ที่จัดที่ทำกันอยู่ในโลกนี้ทั่ว ๆ ไปทั้งโลก ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย กลายเป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัว, และอบรมน้ำใจที่ไม่เป็นนักกีฬา, นักกีฬาสมัยนี้เลวกว่านักกีฬาสมัยโบราณมาก มีการเอาเปรียบทั้งต่อหน้าและลับหลัง, มีการทำอันตรายในสนามนั้นเอง, มีความคิดที่จะเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง คือฝ่ายตรงกันข้ามมาตั้งแต่บ้าน มาตั้งแต่จะออกเดินทางมา, แล้วก็คิดเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลาเป็นนักกีฬาแต่ชื่อแต่พิธีเท่านั้น แต่ในจิตใจนั้นไม่เป็นนักกีฬา, ถ้าเป็นอย่างนี้อย่ามาเล่นกีฬา อย่าจัดกีฬาขึ้น บางทีคนจะมีน้ำใจเป็นนักกีฬามากกว่า. พอว่าจัดกีฬาขึ้น ก็เป็นโอกาสให้คนมีน้ำใจเอาเปรียบผู้อื่น เพราะความเห็นแก่ตัว ; และยิ่งเล่นกีฬา อย่างที่คนในโลกเล่นกันอยู่ในบัดนี้ ก็คือยิ่งเพิ่มความที่ไม่ใช่นักกีฬา หรือเพิ่มความเห็นแก่ตัวมาก ยิ่งกว่าที่จะลดความเห็นแก่ตัว.

          นี่เพราะ โลกก้าวหน้าทางวัตถุ คนที่เป็นนักกีฬาแต่ละคนเป็นไปในทางของวัตถุ ต้องการวัตถุ ต้องการประโยชน์ ยิ่งกว่าต้องการน้ำใจนักกีฬา ซึ่งเป็นธรรมะมากเกินไป ; เขาถือว่าไม่เห็นแก่ตัว เป็นอุดมคติมากเกินไป ซื้ออะไรกินไม่ได้, sporting spirit นั้นมันซื้ออะไรกินไม่ได้ เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ. ส่วนเกียรติยศชื่อเสียงของประเทศชาติ หรือประโยชน์ ที่จะได้สนุกสนานจากการแข่งขัน การต้อนรับในการเลี้ยงดูนั้นมันมีมาก, เลยคำนึงแต่เรื่องจะเอาชนะ ; ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยกลก็เอาด้วยเวทมนต์ คือการเอาเปรียบนั่นเอง. มนุษย์เราเลวลงมากถึงขนาดนี้ ว่าแม้แต่การจะเล่นกีฬาก็เป็นการเพิ่มความไม่เป็นนักกีฬาเสียแล้ว ; เพราะว่า ทุกคนมึนเมาไปด้วยอำนาจของวัตถุ ซึ่งเรียกกันว่า เป็นที่ตั้งของกิเลส.

          ตัวอย่าง เพียงเรื่องกีฬาเรื่องเดียว ก็เห็นได้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปมากจากสมัยโบราณ ; นี่จะเรียกว่าด่า หรือจะเรียกว่าติเตียน หรือจะเรียกว่าดูหมิ่น หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามใจเถิด. อาตมาพูดไปในฐานะที่เป็นนักบวชในศาสนาพุทธ ได้มองเห็นสิ่งนี้อยู่อย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น. รู้สึกว่าเป็นปัญหาที่เพิ่มให้มากขึ้นแก่ทางฝ่ายศาสนา ; ในเมื่อ ทางฝ่ายศาสนาต้องการจะช่วยทำความสงบสุขสันติสุขให้แก่โลก มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าคนในโลกเปลี่ยนไปในทางเห็นแก่ตัว หรือเป็นทาสของฝ่ายวัตถุอย่างมากขึ้น. ในที่สุดกิจกรรมทางฝ่ายศาสนาก็เป็นหมันไปโดยส่วนใหญ่, ไม่สามารถจะสร้างสันติสุขให้แก่โลกได้, กลายเป็นเรื่องของบุคคลบางคน ไม่กี่คนเพื่อแสวงหาความสุขอันแท้จริงทางฝ่ายจิตใจเท่านั้น และมีเพียงไม่กี่คน.

          สิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" นั้น เขามีไว้หรือต้องการเพื่อจะทำความสุขให้แก่มนุษย์เป็นส่วนรวม คือโลกเป็นส่วนรวม. เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเรื่องถอยหลังเข้าคลองแต่ในทางที่จะเป็นหมัน ; เพราะว่า มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกนี่หันหลังให้ศาสนา, สลัดสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ; เพราะว่าเขาไปหมกมุ่นมัวเมาแต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุให้ก้าวหน้า ไปตามทางของความเจริญของคนสมัยนี้ ; แล้วการศึกษาของโลกสมัยนี้ ก็ถูกลากไป ทำตามความประสงค์อันนั้น.

          ท่านที่เป็นนักศึกษาอย่าได้อวดดิบอวดดีไปเลยว่า เรามีอะไรเป็นตัวเรา, เป็นอิสระ มีอุดมคติ มีหลักการอะไรของเรา ; ที่จริงทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกมันเป็นไปตามความนิยมของคนส่วนมากในโลก. เมื่อคนส่วนมากในโลกมึนเมาในทางวัตถุธรรมเสียแล้ว การศึกษาซึ่งจัดโดยคนในโลกนั้น มันก็ต้องเป็นอุปกรณ์ เพื่อวัตถุประสงค์อันนั้นไป. การศึกษาจะก้าวหน้าอย่างไร มันก็เป็นไปเพื่อความเจริญทางวัตถุ, และเพื่อเป็นทาสทางวัตถุกันมากขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ความก้าวหน้าทางวิชาความรู้ ทางแขนงไหนก็ตาม ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งความเจริญทางวัตถุ เพื่อมีอำนาจ เพื่อมีกำลังที่จะต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามนั้นทางหนึ่ง, แล้วก็ เพื่อความฟุ่มเฟือยในการอยู่ดีกินดี ตามที่เรียกกันในโลกปัจจุบันนี้อีกส่วนหนึ่ง. มันจึงมีวิกฤตกาลถาวรในโลกนี้ ; เพราะเหตุนี้ถึงต่อสู้กัน แย่งชิงกัน แข่งขันกัน ในทางการศึกษา ทางการสร้างความเจริญก้าวหน้า ทั่วไป.

          ทีนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายมองดูว่า spirit ของการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นมันเหลืออยู่ที่ตรงไหน ? spirit ของอนุกาชาด คือการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นนั้นมันเหลืออยู่ที่ไหน ? ในจิตใจของคนในโลกสมัยนี้ ใคร กลุ่มไหน สมาคมไหน กำลังทำประโยชน์ผู้อื่นอันแท้จริง ด้วยความบริสุทธิ์ใจบ้าง ? แทบจะหาทำยายาก การช่วยกันดูเป็นการจ้างกันมากกว่า ; การที่คน ๆ หนึ่ง พวกหนึ่ง หรือหมู่หนึ่งไปช่วยอีกหมู่หนึ่งนั้น ดูเหมือนเพื่อจะผูกมัดเขาให้เป็นพวกของตัว, หรือจ้างเขาให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมมือกันกับตัวมากกว่า. น้ำใจแท้จริงที่บำเพ็ญประโยชน์ให้ผู้อื่นนั้น ค่อย ๆ จางไป ๆ ๆ จนบัดนี้แทบจะไม่เหลือหลออยู่ในโลกนี้ แม้ในประเทศไทยเรา.

          ดูตัวอย่างว่า เมื่อเรา ต้องการเงินสักจำนวนหนึ่ง สมัยก่อนก็บอกกันได้ด้วยปาก แล้วก็ได้เงินจำนวนนี้มา. สมัยนี้ต้องจัดงานบอลล์ กินเหล้า เมายา เป็นภูติผีปิศาจกันไปแทบทั้งหมด จึงจะได้เงินมาสักจำนวนหนึ่ง จากการจัดงานบอลล์นั้นเป็นต้น. นี่จะเห็นได้ว่า ไม่มีเจตนารมณ์ที่จะช่วยผู้อื่นด้วยบริสุทธิ์ใจ ในการบริจาคเงินนี้ ; บริจาคไป เพราะได้กินเหล้า ; หรือว่าได้ทำอะไรไปตามที่เขามีให้แล้วก็เพื่อเอาหน้าเอาตา เพื่อให้มีชื่อว่า ตนได้บริจาคไปเท่านั้นเท่านี้ ; แล้วก็เลี้ยงพวกบริจาคไปพลาง เอาเงินไปพลาง บางทีเงินนั้นเหลือนิดเดียว เพราะเอาไปเลี้ยงสุรากันเสียหมดในงานบอลล์ครั้งนั้น.

          นี่มองเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ที่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น หรือช่วยผู้อื่นนั้น เสียไปหมด ; มีแต่การหลอกลวง ในเมื่อปากพูดว่า "นี่แหละเป็นการกุศล เพื่อช่วยการกุศล" เพื่อช่วยการกุศลอันนี้ ๆ. แต่ใจจริงนั้นไปเพื่อกินเหล้าแล้วบริจาคอยากเอาหน้า ไม่ได้บริจาคไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ. นี่มันไม่เหมือนกับเมื่อครั้งสมัยบิดามารดา ปู่ย่าตาทวดของเรา ซึ่งบริจาคอะไรก็ไม่ต้องเอาเหล้ามาให้กิน ท่านก็บริจาคกันได้ ; หมายความว่า มันมีเจตนารมณ์ จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น มีอยู่เหลืออยู่ ในจิตใจของท่าน. เวลานี้เขาก็กำลังนิยมกัน ไม่เท่าไรก็จะมาถึงจังหวัดนี้ถึงที่นี่ ที่จะมีการเรี่ยไร เพื่อจัดงานบอลล์ อย่างนี้เป็นต้น. วิธีเช่นนี้มันมาจากเมืองนอกแล้วก็มาเมืองไทย แล้วก็ไปทุก ๆ หัวระแหง ; นี่ spirit ของการเห็นแก่ตัว, ไม่มี spirit ของการเห็นแก่ผู้อื่น.

          เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นการมองดูโลกในปัจจุบันนี้ ว่ามีอยู่ในสภาพอย่างไร ? มันสูงต่ำกว่าเจตนารมณ์ของพวกเราอนุกาชาดอย่างไร ? เดี๋ยวนี้ เรากำลังประชุมกันที่นี่เพื่อปรึกษาหารือกันใน หลักการอนุกาชาด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในทางไม่เห็นแก่ตัว, ให้เห็นแก่ผู้อื่น มีการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น และหวังว่าท่านทั้งหลายมีความตั้งใจอันดีในเรื่องนี้. แต่เราก็ต้องมาพิจารณาดูถึงอุปสรรคที่มันเกิดขึ้น ; แล้วก็มองใกล้ ๆ เรานับตั้งแต่เด็ก ๆ ของเรา เพื่อนฝูงของเรา ใกล้ ๆ นี่แหละ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีนี้.

          เด็ก ๆ ของเราเป็นอย่างไร ? นักเรียนของเรากำลังเป็นอย่างไร ? แม้แต่ครูบาอาจารย์เองกำลังเป็นอย่างไร ? ถ้าเด็กของเราและครูบาอาจารย์ของเรากำลังเดินตามก้นฝรั่ง วัฒนธรรมอย่างฝรั่ง, เป็นอะไรลึกลับในทางเห็นแก่ตัว. เห็นแก่ความเจริญอย่างวัตถุ เป็นไปเพื่อความอยู่ดีกินดีทางวัตถุแล้ว เราก็จะต้องสูญเสียความรู้สึกที่บำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น ไปอย่างเดียวกันทีละน้อยโดยไม่รู้สึกตัว ; แล้วเราก็จะเป็นอนุกาชาดแต่ชื่อ ไม่ได้มีหัวใจบริสุทธิ์ที่จะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น.

          เป็น "อนุกาชาดแต่ชื่อ" ก็หมายความว่า เป็นเพียงแต่ว่าให้ได้ติดเครื่องหมาย หรือว่ามารับการอบรมครั้งนี้ ก็เพียงเพื่อจะให้เป็นคะแนนเกี่ยวกับงานในหน้าที่ เพื่อความดีความชอบไปเสีย ; มันก็จะกลายเป็นอย่างนี้ไปเสีย. ฉะนั้น ขอให้สำรวมให้ดี, ให้ตั้งจิตอธิษฐานให้ดี ให้เปิดพิธีการอบรมนี้ ด้วยการจุดธูปบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และตั้งใจว่าเราจะอบรม เราจะปลูกฝัง เราจะยึดมั่นในอุดมคติที่เป็นการบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น. ส่วนเรื่องคะแนนที่จะได้มาเกี่ยวกับเรื่องหน้าที่การงานนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย และถ้าเอาแต่สนใจในเรื่องนั้นแล้ว จะกลายเป็น "คนเห็นแก่ตัว" โดยไม่รู้สึกตัวได้เหมือนกัน.

งานอนุกาชาด ต้องฝึกทำลายความเห็นแก่ตัว

ที  

นี้ ทำไมอาตมาจึงได้พูดว่า ให้จุดธูปจุดเทียนนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก่อน ? ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุว่า ความหมายอันแท้จริงของพระพุทธศาสนานั้น คือการทำลายความเห็นแก่ตัว ; คนเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะ ทำลายความเห็นแก่ตัวถึงที่สุด ไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีความเห็นแก่ตัวเหลือ. ถ้าท่านยังไม่ทราบ ก็จงทราบเสียเดี๋ยวนี้ว่า เราเป็นพุทธบริษัทน้อยเกินไป ในการที่ไม่ทราบว่าการเป็นพระอรหันต์ในพุทธศาสนานั้น คือการหมดความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น จึงจะหมดความเห็นแก่ตัว.

          เมื่อหมดความเห็นแก่ตัวแล้ว การบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ก็เป็นได้โดยง่ายดายนิดเดียว และเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ เมื่อไม่มีตัวที่จะเห็นแก่ตัว การเคลื่อนไหวใด ๆ นิดหนึ่งมันก็ต้องเป็นประโยชน์เพื่อผู้อื่นเท่านั้น ; ฉะนั้น มันจึงเป็นไปได้โดยอัตโนมัติ.

          บางคน ไม่เคยฟังเรื่องนี้ อาจจะคิดเหมา ๆ เอาว่า อาตมาพูดเล่นโวหาร หรือพูดเอาประโยชน์แก่ผู้พูด. ถ้าคิดอย่างนั้นก็ขอให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ; เพราะว่านี่แหละคือหลักของพระพุทธศาสนา : มีอย่างเดียวเท่านั้น หัวใจของพระพุทธศาสนามีอยู่เป็นคำพูด เป็นสูตรที่ตายตัวว่า "ทุกสิ่งไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา". นี่ถ้าใครถามว่า หัวใจของพุทธศาสนามีว่าอย่างไร ? เราต้องตอบตามคำที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เองว่า คำสอนทั้งหมดที่เรียกกันว่าแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้นแหละ สรุปแล้วเหลือเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเราหรือว่าของเรา".

          นี่หัวใจของพุทธศาสนา ต้องทำลายความรู้สึกว่าเป็นตัวเราหรือว่าของเรา ; เหลือแต่ใจที่สะอาด ที่บริสุทธิ์ ที่กว้างขวาง ที่เป็นอิสระ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัว หรือกิเลส. นี่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น หรือการไม่เห็นแก่ตัวนั้น ก็เป็น spirit อันเดียวกันกับพุทธศาสนา. ถ้าอนุกาชาดคนใดหรือคณะใด พวกใด ปฏิบัติตามอุดมคติอันนี้ได้ ก็คือปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพุทธศาสนา.

          นี่ไม่ใช่เป็นการตู่ หรือเป็นการเอาเปรียบ แย่งเอาความดี ความวิเศษอะไรของอนุกาชาด มาเป็นของพุทธศาสนา อย่างนี้ก็หาไม่ ; แต่ความจริงมันเป็นอย่างนั้น. ทีนี้ เพื่อเป็นหลักฐานพยาน ก็ลองไปอ่านดูในพระไตรปิฎก ในคัมภีร์ต่าง ๆ ที่สอนทำลายความรู้สึกว่าตัวเรา ว่าของเรา ; มีศีลก็เพื่อควบคุมตัวเรา ของเรา อย่าให้มันมีพิษมีสงขึ้นมา. มีสมาธิก็เพื่อหยุดความดิ้นรนของตัวเรา ของเรานี้. มีปัญญาวิปัสสนา ก็เพื่อทำลายรากเหง้าแห่งตัวกู - ของกูนี้เสีย.

          ถ้ายิ่งมองกว้างออกไปถึงศาสนาอื่น เช่นศาสนาคริสเตียน ก็ยิ่งพบอย่างเดียวกันอีก พระเยซูสอนว่า "รับใช้ผู้อื่นคือรับใช้พระเจ้า" ท่านลองฟังให้ดี ๆ มันเป็นคำกล่าวที่มีความหมายอย่างไร ? รับใช้เพื่อนมนุษย์คือรับใช้พระเจ้า. นี้เป็นหลัก ที่เป็นหัวใจอันแท้จริงของคริสเตียน. คำสอนของพระเยซูมีแต่ให้รักเพื่อนบ้าน ให้รักผู้อื่น ให้อภัย. "ถ้าเขาตบแก้มซ้าย ก็ให้เขาตบแก้มข้างขวาด้วย, ถ้าเขาขโมยเสื้อไป ก็เอาเสื้อคลุมตามไปให้อีกด้วย" อย่างนี้เป็นต้น. นี่เพื่อให้อภัย ไม่มีความเห็นแก่ตัว, ให้ลืมตัวเองบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นนั้น คือเพื่อพระเจ้า. การที่สอนให้ช่วยเหลือผู้อื่นนั้น คือเพื่อให้ลืมตัว ต้องการไม่ให้นึกถึงตัว, ให้นึกถึงพระเจ้า. พอนึกถึงพระเจ้า ก็จะได้นึกขึ้นได้ว่า พระเจ้าต้องการให้เราทำอะไร ? ต้องการให้เรารับใช้ผู้อื่น ; เพราะฉะนั้น การรับใช้ผู้อื่น คือการรับใช้พระเจ้า ; ข้อนี้เป็น spirit ของอนุกาชาดเท่าไร ? มันควรจะเห็นได้ด้วยตนเองว่า มันเป็นทั้งหมด.

          หลักของศาสนาต้องการจะทำลายความเห็นแก่ตัว ให้ลืมนึกถึงตัว แล้วไปนึกถึงผู้อื่น ; จึงเป็นอุดมคติอันเดียวกันกับอนุกาชาด. ฉะนั้น ถ้าพูดว่าอุดมคติของอนุกาชาด ก็คือ อุดมคติของคริสเตียน ; อย่างนี้ไม่มีผิดเลย ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์รับใช้ผู้อื่น คือ รับใช้พระเจ้า.

          ถ้าพูดอย่างพุทธบริษัทเรา รับใช้ผู้อื่นก็คือรับใช้พระพุทธเจ้า เพราะว่า พระพุทธเจ้าก็ต้องการให้เรามีความรักใคร่กัน ช่วยเหลือกัน. หรือพูดให้ดีกว่านั้นก็คือ "การปฏิบัติธรรม". การรับใช้ผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่เห็นแก่ตัว นี้ก็คือการปฏิบัติธรรม ; มีความเห็นแก่ตัวเบาบางลงไปเท่าไร ก็เป็นพระอริยบุคคลมากขึ้นเท่านั้น ; หมดความเห็นแก่ตัวเมื่อไร ก็เป็นพระอรหันต์เมื่อนั้น ; เพราะฉะนั้น จึงเป็นอุดมคติอันเดียวกันกับพระพุทธศาสนา.

          เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนามุ่งหมายมากน้อยเพียงไรในเรื่องนี้ ขอให้ไปอ่านเรื่องที่เรียกกันว่าชาดก ในพระพุทธศาสนานั้นเอง. อย่าได้เข้าใจกันไปเสียว่าเรื่องชาดกเป็นนิทานเหลวไหล. เรื่องชาดกนั้น เป็นเรื่องศีลธรรมของพุทธศาสนา ที่มีไว้เพื่อจะให้สะดุดใจคน ให้นิสัยคนน้อมไปทางนั้น. อย่าไปถือว่า เรื่องชาดกเป็นของเด็กเล่น ; นั้นเป็นความเข้าใจผิด. แม้นิทานทางศีลธรรมของผู้อื่นของพวกเหล่าอื่นก็เหมือนกัน ; อย่าได้ถือว่า เป็นเรื่องนิยายงมงาย โง่เขลา, เป็นเรื่องเด็กเล่น. เขาต้องการให้ได้ยินได้ฟังให้สะดุดใจ แล้วเกิดนิสัยที่เป็นธรรม ขึ้นมาสักแวบหนึ่ง.

          เรื่องนี้อาตมาได้เคยประสบมาด้วยตนเอง เป็นปัญหา ซึ่งอยากจะเล่าให้ฟัง ถึงการที่เรื่องทางศีลธรรมนี้ถูกประฌามว่าเป็นเรื่องงมงาย หรือเป็นเรื่องเด็กเล่น ; เช่นพวกจีนเขามีเรื่องที่เล่าไว้ ที่เขาเรียกว่านิทาน หรือนิยายอะไรก็ตามใจ เป็นเรื่องที่เล่าไว้เป็นชุด ๆ ชุด ๆ เป็นหมวด ๆ ตามชื่อของธรรมะนั้น ๆ, เช่นธรรมะเรื่องกตัญญู ก็มีนิทานชุดหนึ่งเล่าไว้ ๒๔ เรื่อง.

          เรื่อง ๒๔ กตัญญู หรือยี่จับสี่เห่า ของจีน ; ในเรื่องเหล่านั้น ก็มีอยู่บางเรื่อง เช่นว่า : คนจน แม่ไม่สบาย ไม่มีมุ้ง ลูกชายก็ถอดเสื้อ นอนตากยุง ; เพื่อให้ยุงมารุมกัดตัวเองเสีย แล้วก็ไม่ไล่ยุง คล้าย ๆ กับเรียกยุงมาหาตัวเองหมด ไม่ให้ไปกัดแม่ซึ่งกำลังป่วยอยู่. เขามีชื่อ บอกชื่อเด็ก บอกตำบล บอกอะไรเสร็จหมดในเรื่องที่เล่านี้. อาตมาจำไม่ได้ จึงไม่เอ่ยถึง ; อย่างนี้ก็มี.

          นี่คนเดี๋ยวนี้ก็เห็นว่า เรื่องอย่างนี้ เป็นเรื่องบ้า เรื่องหลอก ไม่สนใจเลย ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ ; เพราะเหตุว่า เรื่องนี้จะเท็จจริงอย่างไรก็ตาม เขาเอามาเชิดชูไว้ เพื่อใครได้ฟังแล้ว มันจะสะกิดให้เกิดนิสัยแห่งเป็นผู้กตัญญูขึ้นในใจสักแวบหนึ่ง มันก็ดีขึ้น ๆ. เดี๋ยวนี้ เราลองพิจารณาดู คนที่มีความกตัญญู อันแท้จริงนั้นหาทำยายาก. อาตมามีอายุมา ๖๐ ปีเศษแล้ว สังเกตดูเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวนี้จะหาลูกศิษย์ลูกหาหรือใครที่จะมีความกตัญญู เหมือนกับคนสมัยก่อน ๆ นั้นหายาก ; เพราะว่าบ้านเมืองมันเปลี่ยนไป โลกมันเปลี่ยนไป เด็ก ๆ ของเราก็เปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม. เรื่องที่เล่าแล้วอาจจะไม่เชื่อ แต่ก็จะเล่าให้ฟัง ดังต่อไปนี้ :-

          ที่กรุงเทพฯ เพื่อนคนหนึ่งของอาตมา เขามากระซิบเล่าให้ฟังว่า : หญิงคนหนึ่ง, นางสาวคนหนึ่ง สำเร็จการศึกษามาจากเมืองนอก มีปริญญาหรูหราพ่วงมาเป็นหาง. พอกลับมาถึงบ้านก็มีเรื่องกับแม่ ; เพราะเขาทำความยุ่งยากลำบากให้แก่พ่อแม่ของเขา เพราะว่าเขาจะอยู่อย่างเอาแบบฝรั่ง ; ถ้าหาคนใช้ไม่ทัน เขาก็ใช้พ่อแม่อย่างคนใช้ อย่างนี้เป็นต้น. มันมีการกระทบกระทั่งกันเรื่อยมาอย่างนั้น ; ในที่สุดแม่นั้นพูดว่า ลูกช่างไม่กตัญญูต่อแม่เสียบ้างเลย. ลูกก็ตอบว่า "แม่ก็ช่างไม่กตัญญูต่อฉันเลย ฉันก็มีบุญคุณต่อแม่ ฉันไปเรียนเมืองนอกมา ทำให้เกิดมีชื่อเสียงแก่แม่ ; ฉันมีบุญคุณต่อแม่ แม่ต้องรู้บุญคุณของฉันบ้าง". นี่เป็นเรื่องที่มีผู้มากระซิบเล่าให้ฟัง.

          นี่แหละความกตัญญูมีอยู่ที่ไหนกันแน่ ? พ่อแม่มีบุญคุณต่อลูก หรือว่าลูกมีบุญคุณต่อพ่อแม่ ? ขอให้ลองคิดดูว่าโลกเวลานี้มันกำลังเป็นไปอย่างไร ? สมัยก่อนเชื่อว่าไม่มีเรื่องอย่างนี้ ทีนี้เรื่องที่เป็นนิยายยิ่งกว่านี้อีก ในชุด ๒๔ เรื่องนั้น ก็มีเรื่องว่า :-

          เด็กคนหนึ่ง แม่ของเขาไม่สบาย แม่ต้องการจะกินหน่อไม้เหมือนใจจะขาด ร้องห่มร้องไห้ ลูกนั้นก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ; ก็เข้าไปในป่าไผ่ ไปนั่งร้องไห้กับต้นไผ่บูชาว่าวอนกับต้นไผ่ ทำนองไหว้วอนเทวดาอะไรทำนองนั้นทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งมีหน่อไผ่ผุดขึ้นมาโดยกระทันหัน โดยมิใช่ฤดูกาลอย่างนี้, เลยได้เอาหน่อไม้มาให้พ่อแม่, เอาหน่อไม้มาให้แม่กิน หายความอยาก.

          คนสมัยนี้ฟังแล้วก็ไม่ค่อยเชื่อ เห็นว่าเป็นเรื่องงมงายเป็นนิยาย ก็แปลว่าคน ๆ นั้นไม่ได้รับอิทธิพลของนิยายเรื่องนี้เลย เพราะเขาถือเป็นเรื่องหลอกเรื่องงมงาย แต่ถ้าเป็นสมัยก่อน ที่เด็ก ๆ ของเรายังไม่เป็นมากถึงขนาดนั้น นิทานเรื่องนี้จะสะกิดใจเขา จะครอบงำใจเขา. แม้เขาจะไม่เชื่อเรื่องนี้ แต่ว่าเรื่องอย่างนี้มัน จะสร้างเมล็ดพืชของความกตัญญูกตเวที ในจิตใจของเขาได้ ; นี่มีดีอย่างนี้. เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ของเราดีเกินไป จนเรื่องอย่างนี้ ไม่สามารถจะสร้างความรู้สึกกตัญญูกตเวทีให้เกิดขึ้นได้.

          ในนิทานชุดนี้ มีอีกเรื่องหนึ่ง : ว่ามีคน ๆ หนึ่งชื่อ "ลกเจ๊ก เมื่อเด็ก ๆ ลักส้มเขา ไปให้แก่มารดา". นี้ก็อยากจะขอเอามาเล่าเสียเลยว่า เป็นเรื่องเกร็ดเรื่องฝอยไปเลย ; และท่านที่ฟังอยู่เดี๋ยวนี้ เคยเป็นนักเรียนคงเคยอ่านหนังสือสามก๊ก คงจะเคยพบประโยคที่ขงเบ้งพูดว่า "ท่านนี้หรือชื่อลกเจ๊ก เมื่อเด็ก ๆ ลักส้มเขาให้แก่มารดา นั่งลงเถิด เราจะเจรจาด้วย" คงจะเคยผ่านประโยคนี้มาแล้ว ; นี้มันเป็นเรื่องกตัญญูของลกเจ๊ก.

          เมื่อเป็นเด็ก ๆ ลกเจ๊กได้รับเชิญไปกินเลี้ยงที่บ้านเสนาบดีหรือนายคนอะไรแห่งหนึ่ง. เขาเห็นส้มชนิดพิเศษนั้น ที่เอามาแจกให้เด็ก ๆ คนละสามผม, เขากินได้เพียงผลเดียว แล้วกินไม่ลง. เขาจึงใส่ไว้ในมือเสื้อ จะเก็บเอาไว้ไปให้แม่ที่บ้าน. แล้วมันไปบ่อนแตกตรงที่ขณะไปลาเจ้าของบ้าน ทำอะไรไม่ทราบ ส้มมันหล่นลงมาจากแขนเสื้อ ; เกิดรู้เรื่องเอะอะกันขึ้น ได้ความว่า เจ้าเด็กน้อยคนนี้ เขาต้องการเก็บส้มไปให้แม่. เจ้าของบ้านก็เลยชอบใจใหญ่ สั่งให้คนนำส้มมาให้เขาสองเข่งเลย. นี่แหละ เรื่อง "ลกเจ๊ก เมื่อเด็ก ๆ ลักส้มเขาไปให้แก่มารดา".

          ทีนี้ มีนักศึกษาพิเศษของเราบางคน เอามาจากไหนไม่รู้ไปเขียนเรื่อง "ท่านหรือคือลกเจ๊ก เมื่อเด็ก ๆ ลักส้มเขาเอาไปให้กับมารดานั้น" ; กลายเป็นเข้าใจว่ามีคน ๆ หนึ่งพูดว่า : มีคน ๆ หนึ่ง มานำลกเจ๊กนี้ไปลักส้ม เพื่อให้แก่มารดา. นี่นักศึกษาชั้นพิเศษว่าอย่างนั้น. มันกลายเป็นไม่ใช่เข้าเรื่องที่เรียกว่ายี่จับสี่เห่าของจีนที่มีเรื่องลกเจ๊กอยู่, ที่มีไว้อย่างที่กล่าวมานี้ ที่ว่า ลกเจ๊กนี้ได้ลักส้มจริง ๆ แล้วได้นำไปให้แก่มารดาจริง ๆ อย่างนี้เป็นต้น. นี่มันไม่ใช่เรื่องนิยายแล้ว มันเป็นเรื่องจริง.

          ขอให้คิดดูเถิดว่า เดี๋ยวนี้เราจะมีเด็ก ๆ อย่างนี้ไหม ; มันไม่มีเด็ก ๆ ไหนที่กล้าหาญถึงขนาดนี้, มันจะละอายล่วงหน้า มันกลัวล่วงหน้า จะไม่กล้าทำอย่างนี้ ; เพราะว่าแรงความกตัญญูไม่มีมากอย่างนี้.

          นี่เล่าไปนอกเรื่องพอใช้แล้ว ; แต่เล่าเพื่อจะให้เห็นว่า นิยายหรือนิทานทางศีลธรรม เป็น moral table นี้ มันถูกเยียดหยามออกไป, เป็นเรื่องไม่มีประโยชน์ ไม่เอามาเขียน ไม่เอามาพูด ไม่เอามาสั่งสอนกันอีกแล้ว อย่างนี้ ; แล้วคนเราจะเป็นอย่างไร. เรื่องชาดกก็เหมือนกัน ชาดกในพระพุทธศาสนานี้ เมื่อก่อนแพร่หลายมาก. เห็นได้ว่าภาพหินสลักที่พระเจดีย์ในอินเดียราว พ.ศ. ๔-๕๐๐ นี่ก็เต็มไปด้วยชาดก ; เพราะ เขาต้องการให้คนได้เห็น ได้อ่าน ได้ผ่าน แล้วก็มีความรู้สึกนึกคิด ปลูกฝังนิสัยให้กตัญญู ให้เสียสละ ให้อดทนทุกอย่าง ที่เขาต้องการ.

          ชาดกที่สำคัญถูกเอามาสลักให้แพร่หลาย ที่เป็นอย่างแรงก็เรื่อง สัสสาดก พระพุทธเจ้าขณะที่เป็นโพธิสัตว์ ในลักษณะที่เป็นกระต่าย, แล้วก็กระโดดลงไปในกองไฟ เพื่อให้เนื้อตัวสุก เพื่อจะได้เป็นอาหารแก่พราหมณ์คนหนึ่ง ซึ่งหิว.

          และอีกเรื่องหนึ่งที่รู้จักกันดีในฝ่ายมหายาน ก็คือพระพุทธเจ้าเป็นคนหนุ่ม ไปในป่าพบเสือแก่มีลูกอ่อนไม่สบาย กำลังจะกินลูกของตนอยู่แล้ว เพราะมันหิว, คนหนุ่มคนนี้ คนที่เป็นโพธิสัตว์นี้มองเห็นลงมาจากชะง่อนผา จึงถอดเสื้ออก กระโจนทิ้งตัวลงมาต่อหน้าเสือ ร่างกายแหลกละเอียด. แม่เสือและลูกเสือก็รุมกันกิน. ภาพนี้สวยมาก กำลังจะเขียนไว้ในตึกโรงมหรสพทางวิญญาณนี้เหมือนกัน. เขาเอาไปเขียนกันไว้ที่ญี่ปุ่นหลายร้อยปีมาแล้ว. ชาดกอย่างนี้สมัยต่อมา ถูกปฏิเสธว่าเป็นเรื่องงมงาย อย่าไปเกี่ยวข้อง ; ที่จริงนั้นเขาต้องการจะสอนอุดมคติ คือว่าไม่เห็นแก่ตัว เสียสละเพื่อผู้อื่น แม้กระทั่งชีวิต.

          มันยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกด้วย ในเรื่องชาดกที่บำเพ็ญบารมี ที่ไม่ถึงขนาดเสียสละชีวิต เสียสละความสุขส่วนตัว เสียมือเสียเท้า เสียอวัยวะ เสียอะไรต่าง ๆ ลำบากตรากตรำอะไร มีมากมายเหลือเกิน ; นั่นคือ spirit ของอนุกาชาดที่มีอยู่ในคัมภีร์ชาดกของพุทธศาสนา. ถ้าไม่เคยอ่านก็นับว่า มันเป็น………, เป็นอะไรก็ตามใจ, เป็นบุญ เป็นบาป หรือเป็นกรรมอะไรก็ตามใจ. ถ้าไม่เคยอ่าน ก็ควรจะลองไปอ่านกันเสียบ้าง มันหาไม่ยากเลย. แต่ ถ้าไปจัดเสียว่า เป็นเรื่องนิยายงมงาย พ้นสมัยแล้วละก็ ; ก็แน่นอนละ มันไม่มีประโยชน์อะไรแก่เราเลย, แล้ว เราจะค่อย ๆ ลืมตัว ค่อย ๆ หันเหไปในทางวัตถุนิยม : เป็นเรื่องได้นั่นแหละดี, เป็นเรื่องวัตถุที่ได้มานั่นแหละดี. คุณธรรมทางจิตใจไม่ต้องพูดถึง เหมือนกับนักกีฬาของโลกสมัยนี้ ดังที่ชี้ให้ดูแล้วว่าเป็นอย่างไรบ้าง.

          นักกีฬาที่จะฆ่ากันในสนามกีฬานั้น ยิ่งมีมากขึ้น ; ฉะนั้น เรามานึกดูถึงข้อที่ว่า ความไม่เห็นแก่ตัวนี้ มันคืออะไร ? ถ้าศึกษาโดยกว้างขวางอย่างทั่วถึงแล้ว จะเห็นว่า เป็นสิ่งเดียวที่จำเป็นแก่โลก มีความสำคัญถึงขนาดว่า เป็นสิ่งเดียวที่จำเป็นแก่โลก. เดี๋ยวนี้ อะไร ๆ มันก็เป็นปัญหาไปหมด เพราะความเห็นแก่ตัวข้อเดียว. เราต้องการจะให้คนทุกคนทำงานโดยสุจริต ไม่มีคอรัปชั่น แต่แก้ไม่สำเร็จก็เพราะสิ่งเดียวคือความเห็นแก่ตัวของผู้ที่ทำคอรัปชั่น ; ไม่ต้องระบุว่าคนไหน ชั้นไหน ขนาดไหน เมื่อมีคอรัปชั่นที่ไหน มันก็มีความเห็นแก่ตัวที่นั่น ; หรือว่าการที่ ไม่ร่วมมือกันโดยแท้จริง ในการทำประโยชน์ส่วนรวม ก็คือความเห็นแก่ตัว.

          เดี๋ยวนี้ถนนหนทาง บ่อน้ำ ศาลา หรือสิ่งที่เป็นสาธารณะนี้ยิ่งหายาก. เพราะว่าคนมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น. อะไร ๆ ก็พูดว่าต้องเงินของรัฐบาลมาสร้าง มาทำถนนหนทาง มาสร้างนั่น สร้างนี่. ถ้าเป็นคนสมัยโบราณ เขานึกถึงการที่จะช่วยกันทำเองก่อน ; เพราะเขาไม่มีความรู้ ไม่มีปัญญาที่จะไปเล่นการเมือง, หรือไปบีบบังคับรัฐบาล หรืออะไรทำนองนั้น. เขาคิดอยู่ในวงแคบ ๆ ใกล้ตัวก่อน ; เพราะว่าเขาจะต้องช่วยกัน. เพราะฉะนั้น เขาจึงมีอะไร ๆ ที่เป็นกุศลสาธารณะโดยบริสุทธิ์ใจมากกว่าสมัยปัจจุบัน. เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็ต้องเงิน, อะไร ๆ ก็ต้องรัฐบาล, อะไร ๆ ก็ต้องเลี้ยงกันก่อน กินกันก่อน จึงจะเหลือเศษ เหลืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ มาทำสิ่งเหล่านี้. นี่มัน เป็นเรื่องที่ต้องคิดต้องนึก เพราะว่ามันเป็นปัญหาเกี่ยวกันอยู่โดยตรงกับเจตนารมณ์โดยตรงของอนุกาชาด.

          ถ้าท่านไม่ได้คิด ไม่ได้นึกถึงเรื่องความเห็นแก่ตัวนี้ ก็แปลว่า ท่านไม่ได้บูชาหรือชอบใจในอุดมคติของอนุกาชาด, มาเรียนอบรมอนุกาชาด เพื่อเลื่อนขั้นความดีความชอบของอนุกาชาดเท่านั้น. มันไม่มีความตั้งใจอันแท้จริง ที่จะเข้าใจเรื่องนี้ ; ฉะนั้น จงเอาเรื่องนี้ไปคิดนึกจนแตกฉาน แล้วไปแก้ไขวิธีการปฏิบัติการงาน ภายในความรับผิดชอบของท่าน ให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์. ถ้าท่านไม่คิดหรือคิดน้อยไป อาตมาก็อยากจะขอร้องว่า ถ้าอย่างนั้น ท่าน จงทำในฐานะที่ท่านเป็นพุทธบริษัทเถิด. ท่าน จงดำเนินการไปตามเจตนารมณ์ของอนุกาชาดนี้ไป ในฐานะที่ท่านเป็นพุทธบริษัทเถิด. อย่าทำไปในฐานะที่เป็นครู หรือว่าเป็นเจ้าหน้าที่อนุกาชาดที่ได้รับการแต่งตั้งเลย, เพราะว่าอย่างไรเสีย ท่านจะต้องเป็นพุทธบริษัทอย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้. เพราะว่าเราเกิดมาจากบิดามารดาที่เป็นพุทธบริษัท ; ฉะนั้น ความเป็นพุทธบริษัทมันมีมาแล้ว ในเลือดในเนื้อของเรา จะรีบไปกอบทิ้งเสียนั้นไม่ได้.

          ในที่นี้ ขออภัยที่ถ้าบางท่านเป็นคริสเตียน หรือเป็นอิสลามิก มันก็หนีไม่พ้น ; เพราะ พระยีซัสไครส์ก็สอนอย่างนั้น, พระมะหะหมัดก็สอนอย่างนั้น, เพื่อช่วยผู้อื่นในทุก ๆด้าน. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางด้านวิญญาณ, พระมะหะหมัดอาจจะเป็นเอามากถึงขนาดว่า : ถ้าไม่ยอมรับอุดมคตินี้ เราจะต้องฆ่าเพื่อบังคับให้ยอมรับอุดมคตินี้ คืออุดมคติที่อย่าเห็นแก่ตัว. อุดมคติที่อย่าเห็นแก่ตัวนี้มากและรุนแรงมากในคัมภีร์ศาสนาอิสลาม : เราจะเอาดอกเบี้ยไม่ได้ อย่างนี้จะระบุชัดว่า มันปิดกั้นความเห็นแก่ตัว ; ให้เพื่อนยืม ก็ต้องยืมอย่างเพื่อนที่มีความรัก เอาดอกเบี้ยไม่ได้. ลองคิดดูเถิด ในพวกเรายังไม่มี ; ฉะนั้น ในศาสนาไหนก็ตาม มันหลีกไม่พ้น มีอุดมคติอันเดียว คือทำลายความเห็นแก่ตัว.

          เราทุกคนเป็นพุทธบริษัท หรือบริษัทของศาสนาไหนก็ตาม, พูดว่าพุทธบริษัทรวมความทีเดียวกว้างหมด. เราต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า. เราจึงจะเป็นพุทธบริษัท ; ฉะนั้น เราจึงเลื่อมใสบูชาในอุดมคตินี้ โดยแท้จริง โดยจิตใจที่เป็นโดยชีวิตจิตใจ ไม่ใช่เป็นเพราะความจำเป็นบังคับ. อย่าให้เป็นเพราะถูกเรียกมาอบรม ; ความจำเป็นบังคับให้ต้องมา เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพในการงาน อย่างนั้นมันไม่ถูก. เรายินดีที่จะมาด้วยความสมัครใจ ยิ่งกว่าที่จะถูกเกณฑ์มา มาเพื่อปรับปรุงกัน มาปรับความเข้าใจกัน. ให้มีความเข้าใจ ในการที่จะทำ หน้าที่ของอนุกาชาด : คือ บำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว. ความเป็นพุทธบริษัทนั้นมีอยู่อย่างนี้ ต้องทำลายความเห็นแก่ตัว.

          ความเห็นแก่ตัว ทำให้เกิดความโลภ ; นี่ไม่ต้องอธิบาย. ครูบาอาจารย์ทุกคน ขอให้ทุกคนมองเห็นเอง คิดออกเองว่า ความเห็นแก่ตัวนี้มันทำให้โลภ ; และอาตมายังบอกว่า ความเห็นแก่ตัว นี้ มันทำให้โกรธ. แล้วทำให้มีโทสะ. เพราะว่าถ้ามีอะไรมาทำให้ขัดใจเรา ไม่ได้อย่างใจเรา เราจะต้องการเอาตามใจของเรา เราจึงโกรธ. เพราะฉะนั้น ความเห็นแก่ตัวจึงทำให้เกิดโทสะ, และความเห็นแก่ตัวนั้นคือโมหะ เป็นความโง่อย่างยิ่งอยู่แล้ว. เพราะว่าความเห็นแก่ตัวนั้น มันเป็นกิเลส มันเป็นภูตผีปิศาจ, มันเป็นซาตาน, มันเป็นพญามาร ตามที่เขาเรียกกันในทางศาสนา.

          ความเห็นแก่ตัวเป็นอย่างนั้น : มีความเห็นแก่ตัว ก็ทำให้เกิดความโลภ, ทำให้เกิดความหลง, มีความเห็นแก่ตัว ทำให้สูญเสียกัลยาณธรรมอื่น ๆ, ทำให้เป็นคนคดโกง, ทำให้เป็นคนไม่มีกตัญญูกตเวที, ทำให้เป็นคนโง่ ไม่ขยันหมั่นเพียร, ทำให้ไม่ดีทุกอย่างเลย ; เพราะมันมาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ชั้นจนขี้เกียจก็มาจากความเห็นแก่ตัว. เราอาจจะคิดว่าเรานอน เราไม่ต้องทำงาน เราก็ได้ประโยชน์แก่ตัว นั้นมันเป็นการทำความเสื่อมเสีย หรือการทำลายตัว เพราะความขี้เกียจนั้น ; ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่า ความเห็นแก่ตัวแล้ว ล้วยแต่เป็นข้าศึกคือกิเลส ไปหมดทั้งนั้น ; เราต้องเริ่มผจญกับมัน ต่อสู้มัน ทำลายมัน.

          เราจะต้องอบรมเด็ก ๆ ของเราให้เข้าใจในเรื่องความเห็นแก่ตัว นี้ แล้วก็ต่อสู้มัน แล้วก็ทำลายมัน ; จึงจะเป็นอนุกาชาดที่แท้จริง. เรื่องที่จะให้เขาแต่งเครื่องแบบสวย ๆ, ติดเครื่องหมายสวย ๆ นั้น, มันควรจะพอกันทีแล้ว, มันเป็นเพียงพิธีเริ่มแรก เป็นเพียงจุดเริ่มแรก. บัดนี้มันมาถึงขีดที่เราจะต้องทำให้เขาเข้าใจด้วยจิตใจ ในเจตนารมณ์อันนี้ แล้วให้เป็นกันด้วยจิตใจ ; ไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อแต่งเครื่องแบบสวย ๆ ติดเข็มสวย ๆ หรือว่าเพื่อได้คะแนนอะไรในการเล่าเรียน.

          อาตมาจะไม่พูดเรื่องอื่น เพราะถ้าขืนพูดก็จะเป็นอย่างเอามะพร้าวมาขายสวนแก่พวกท่านทั้งหลาย เพราะท่านทั้งหลายก็ย่อมรู้ดีกว่าอาตมา ; แต่ในแง่ที่มันเกี่ยวกับศาสนานี้ อาตมาเชื่อว่าท่านทั้งหลายบางคนอาจจะยังไม่รู้. ส่วนที่อาตมารู้อาจจะแปลกออกไป จึงได้เอามาพูด, เพราะธรรมในพุทธศาสนาหรือ ศาสนาไหนก็ตาม สรุปแล้วอยู่ตรงที่ "ทำลายความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว".

          ความเห็นแก่ตัวนี้มันมีอยู่หลายชั้นหลายระดับ บางชั้นละเอียดจนแทบจะดูไม่ออก. ถ้าทางหลักพระพุทธศาสนา เราก็พูดว่าความเห็นแก่ตัวนี้มันหยาบมาก รุนแรงมาก ; นี้ก็หมายความว่า มีความรู้สึกยึดถือว่ามีตัว. นี่ไม่ได้พูดว่าเห็นแก่ตัว แต่พูดว่า "ความรู้สึกว่ามีตัว" ; นี่มันก็อันเดียวกันนั่นแหละ ; แต่มันยังงงอยู่ มันยังไม่เดือดพล่านขึ้นมา. ถ้าตามปกติเราก็พูดว่า "ข้าพเจ้า" ว่า "ฉัน" อะไรได้พอเดือดขึ้นมามันก็ว่า "กู". นี่หมายความว่าตัวกูหรือของกูมันเดือดขึ้นมา จึงออกมาเป็นตัวกู เป็นของกู ; ไม่ใช่ตัวฉัน ข้าพเจ้า หรืออะไรทำนองนี้แล้ว. แต่ต้องรู้ว่ามันมาจากความรู้สึกว่า มันมีตัวเรา สำหรับภาษาศีลธรรมก็เรียกว่า selfishness ; selfishness นี้ มันเลวเต็มที่แล้ว.

          ถ้าเรียกว่า egoism ความรู้สึกว่ามีฉัน มีตัวฉันนี้ มันก็ค่อยยังชั่วอยู่ พอจะยกเว้นได้ว่า เรายังมีความรู้สึกว่าตัวเราได้ ; แล้วเราก็ควบคุมตัวเรา อย่าให้เห็นแก่ตัวเราต่อไป อย่างนี้ก็ได้. ในลักษณะของศีลธรรม ในระบบของศีลธรรม อาจจะเป็นอย่างนี้ได้, แต่ในระบบของพุทธศาสนาเรา เอามากกว่านั้น, เอาถึงขนาดที่ว่า แม้ในความรู้สึกที่ว่า "ฉัน" ว่า "เรา" นี้ก็อย่าได้มีเลย ; มันมีความมุ่งหมายมากถึงอย่างนั้น. ถ้ามีความรู้สึกถึงขนาดนี้แล้ว ก็เป็นพระอรหันต์แน่ ; เพราะว่า ถ้ามีความรู้สึก มีตัว มันก็ต้องมีความรู้สึกว่าของตัว มีของตัว. เผลอนิดเดียวความรู้สึกว่าของตัวนี้จะทำให้เกิดเห็นแก่ตัว, มีความรักของตัว เห็นแก่ตัวขึ้นมา ; ฉะนั้นการที่จะทำลายมัน จะไม่ทำลายได้ถึงรากเหง้า เพราะมันเป็นความเห็นแก่ตัวเสียแล้ว.

          เรา ต้องทำลายจุดใจกลางของมัน คือความรู้สึกว่า "ตัว" นั้นเสีย ; ฉะนั้น จึงได้สอนเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อให้เห็นตามความที่เป็นจริงแท้จริง แล้ว ไม่มีตัว มีแต่ธรรมชาติ ที่เป็นรูป เป็นนาม เป็นขันธ์ เป็นอายตนะ เป็นธาตุ อะไรต่าง ๆ ; ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่ตัวตนอะไร. ถ้าความรู้สึกอันนี้ยังมีอยู่แล้ว ความรู้สึกที่จะเป็นความเห็นแก่ตัวมันย่อมมีไม่ได้. นี้แปลว่า เราเดิมแต้มให้มันลึกเข้าไว้ เพื่อจะป้องกันมันได้จริง. แต่ ในทางศีลธรรมหรือในการศึกษาทั่วไป ไม่ได้เอามากถึงอย่างนี้, เอาแต่เพียงความไม่เห็นแก่ตัวก็แล้วกัน, แล้วก็มีตัวที่ดี ที่เห็นแก่ผู้อื่นก็ดีแล้ว. ฉะนั้น เราเอาแต่เพียงระดับสากลก็ดีแล้ว ; มันจะค่อยง่ายหน่อย มันจะกลมกลืนกันได้กับเพื่อนฝูงพวกอื่นที่มีอยู่ในโลก.

หลักจริยธรรมสากล เป็นแนวเดียวกับอนุกาชาด

ที  

นี้ ท่านอย่าลืมว่า แม้สิ่งที่เรียกว่าจริยธรรมสากลนั้นก็ไม่ใช่เล่น มันอาจจะมากกว่าที่ว่านี้ก็ได้. ลองฟังดูสักนิดหนึ่งเถอะ ไหน ๆ ก็เวลาพอจะมีบ้าง :-

          ข้อนี้หมายความว่า จริยธรรมสากลทั่วไป ที่นักจริยธรรมในโลก เข้าประชุมกัน แต่งตำราขึ้นทำอะไรขึ้นในโลกนี้ ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ ปีมาแล้ว ; เดี๋ยวนี้ได้ยุติหลักเกณฑ์ในเรื่องจริยธรรมนี้เป็นรูปเป็นร่างที่น่าฟังแล้ว. เขา ให้ความมุ่งหมายของศีลธรรมหรือจริยธรรมนี้ โดยมุ่งหมายที่ จะให้คนได้ "สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้". ลองฟังดูเถอะ "ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้" ; นี้อย่าเอาเรื่องเด็ก ๆ เป็นประมาณ, อย่าเอาหนุ่มสาวเจ้าชู้เป็นประมาณ, ว่าได้อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. มันต้องเอาจากผู้มีใจคอปกติ มีความรู้ถูกต้อง ผ่านโลกมาพอสมควรแล้ว มาเป็นเครื่องวินิจฉัยว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ถ้าเอาความคิดอย่างเด็ก ๆ มันก็เป็นเรื่องกินเรื่องเล่นซิ ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้อย่างนี้เป็นต้น. จริยธรรมสากลบัญญัติสิ่งที่มนุษย์ควรจะได้ไว้ ๔ อย่าง :-

          ๑. ความรู้สึกที่แท้จริง เขาใช้คำว่าความสุข ซึ่งหมายความว่า ความสุขที่แท้จริงเรียกว่า happiness เฉย ๆ แปลว่าความสุขที่แท้จริง ; ไม่ใช่เรื่องกินอร่อย ไม่ใช่เรื่องเพลิดเพลินในทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในทางกามารมณ์, ความสุขที่แท้จริงต้องเกิดจากสติปัญญาของมนุษย์ที่แท้จริง และมีใจคอปกติ มีความหยุดความสงบได้.

          ๒. ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ เรียกว่า perfection หมายถึง ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์.

          ๓. หน้าที่เพื่อหน้าที่ duty for duty's sake หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่.

          ๔. ความรักสากล คือความรักที่ไม่มีเขา ไม่มีเรา เป็นความรักสากล เป็น universal love"

          นี่ขอให้ลองคิดดูว่า ทุกข้อมันจะเป็น spirit ของอนุกาชาดโดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง อย่างน้อยก็เกี่ยวข้อง และโดยเฉพาะข้อสุดท้าย คือ : universal love นี่มันคือ เจตนารมณ์ที่ถูกต้องหรือแท้จริงของอนุกาชาด. ลืมตัวเองเสีย, ลืมเห็นแก่ตัวเสีย นึกถึงแต่ผู้อื่น เห็นแก่ผู้อื่น.

          ข้อที่ว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ นี้ก็ไม่ใช่เล่น. ถ้าอนุกาชาดคนไหนไม่ถืออุดมคติข้อนี้ก็ย่อมจะทำหน้าที่เพื่อเงิน, ทำหน้าที่เพื่อเครื่องตอบแทนเป็นความขอบใจ. ทำหน้าที่เพื่อเกียรติให้ใคร ๆ เขายกย่อง ; มันไม่เป็นอย่างทำหน้าที่เพื่อหน้าที่. เราจะต้องสอน อนุกาชาด ของเราให้รู้จักว่า ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดของมนุษย์นั้น ไม่ใช่ทำเพื่อเงินเพื่อเกียรติ เพื่ออะไร ; แต่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด. ส่วนทำหน้าที่เพื่อเงิน เพื่อเกียรติเพื่ออะไรนั้น เราทำกันอยู่แล้ว มันไม่ใช่ทำหน้าที่วิเศษที่ตรงไหน ; สุนัขก็ทำเป็น แมวก็ทำเป็น อย่างนี้. เพราะฉะนั้นเราควรจะเลื่อนสูงขึ้นไป : คือเป็นมนุษย์เท่านั้น ควรจะทำได้ตามที่เรียกว่า หน้าที่เพื่อหน้าที่. ขอให้นึกดูก็แล้วกัน ถึงสมัยที่ถือกันว่า "งานคือเงิน เงินคืองาน" นี้ มันยุ่งกี่มากน้อย.

          ทีนี้ เรื่อง perfection ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ นี้เรารู้จักทำอะไร โดยต้องการ ให้เด็ก ๆ ของเรามีความเสียสละเพื่อผู้อื่น ; นั่นแหละจะเป็นไปเพื่อความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น ๆ ; แล้วในที่สุดเราจะอยู่กันด้วยความสงบสุข ไม่เบียดเบียนกัน และมีใจคอที่ปกติ ไม่ใช่ไปลุ่มหลงในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส.

          ในข้อที่เรียกว่า ความสุข นั้น ก็ ไม่ใช่หมายถึงกามารมณ์ หรือความเพลิดเพลินทางกามารมณ์ มัน หมายถึงความสงบสุขสันติอย่างถูกต้อง.

          นี่เราจะเห็นได้ว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าจริยธรรมสากลนี้ก็ไปไกลลิบ ในระดับเดียวกันกับศาสนาด้วยซ้ำไป. ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัว ถึงขนาดที่มีความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ; ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่อะไรแล้ว ก็มีความรักสากล คนทุกคนเป็นคน ๆ เดียวกัน. นี้มันก็เป็นความเห็นอย่างเดียวกัน, มีจุดหมายปลายทางอย่างเดียวกันกับอนุกาชาด ; แล้วสิ่งที่เรียกว่าอนุกาชาดนี้จะเป็นของเด็กเล่นอยู่อย่างไรได้. อุดมคติของอนุกาชาดนี้ ต้องไม่ใช่ของเด็กเล่น เล็ก ๆ น้อย ๆ ; แต่ จะเป็นอุดมคติของทุก ๆ ศาสนา ของจริยธรรมสากล และของอื่น ๆ ทั้งหมด. มันกำลังเป็นจุดตั้งต้นเป็นใบ เป็นดอก เป็นลูก.

          ท่านทั้งหลายที่มาประชุมกันอยู่ที่นี่ มีหน้าที่ที่จะอบรมเด็ก ๆ ของเราให้มีลักษณะอย่างที่กล่าวมานี้ : ท่านจะต้องรู้จักตัวเองก่อน แล้วก็จะต้องรู้จักเด็ก ๆ ด้วยจึงจะพากันไปได้. เมื่อพากันไปได้ มันวิเศษ เป็นเหมือนกับว่ายิงไปทีเดียวได้นกหลายตัว เก็บไม่ไหว ; แล้วถ้าเราประพฤติปฏิบัติตามอุดมคตินี้ได้ เราก็เป็นพุทธบริษัทที่ดี และเป็นมนุษย์ที่ดี และเป็นอะไร ๆ ที่ดีทุกแง่ทุกมุม เป็นนักจริยธรรมที่ดี มีศีลธรรมที่ดี ล้วนแต่เป็นทุกอย่าง ที่ในโลกเขาต้องการ. นี่เรียกว่า ยิงไปทีเดียวได้นกไม่รู้จักกี่ตัว.

          เดี๋ยวนี้บางคนอาจจะคิดแย้งว่า เรื่องอนุกาชาดเป็นเรื่องเล็ก ๆ ; เรื่องใหญ่ ๆ ต้องเป็นนายอำเภอ, เรื่องใหญ่ ๆ เป็นเจ้าบ้านผ่านเมือง เป็นเรื่องใหญ่ ๆ ขึ้นไปอีก. มันไม่ใช่อย่างนั้น, ถ้าเราเป็นดีแล้ว เราเป็นหมด เรามีอะไร ๆ หมดเป็นอุดมคติสูงสุดกว่าอะไรหมด รวมทั้งหมด. แล้วเราจะไม่จัดเรื่องอนุกาชาดไว้เป็นเรื่องของเด็ก ; เราจะถือว่าเป็นเจตนารมณ์ตรงกับวิญญาณของศาสนาทุกศาสนาของศีลธรรมทั้งหมด ของทุกอย่างที่มนุษย์ต้องการ ; และถ้าเราทำได้อย่างนี้ อันนี้แหละจะเป็นการช่วยโลก ช่วยมนุษย์ให้รอด.

          ขอให้ทนฟังต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า ถ้าหากเรา พวกเราทั้งหมดนี้ทำให้เด็ก ๆ ของเรามีอุปนิสัย เป็นอนุกาชาดที่ถูกต้อง คือความไม่เห็นแก่ตัวแล้ว ; แม้จะให้เขาเล่าเรียนอะไรมากขึ้นไปจนได้ไปเมืองนอกเมืองนา สำเร็จอะไรกลับมา เขาก็ยังเป็นคนที่ดีอยู่นั่นแหละ. นิสัยความไม่เห็นแก่ตัวนี้แหละ จะเป็นเหมือนเกราะป้องกันสิ่งเลวร้ายของวัฒนธรรมตะวันตกได้หมด ; ไม่ให้มาครอบงำเขาได้ ; แล้วเขาก็จะตั้งต้นดำรงอยู่ในหลักธรรมะของศาสนา ของพุทธศาสนาโดยเฉพาะ. แม้เขาจะได้ความรู้แปลก ๆ ใหม่ ๆ อะไรมา เขาก็จะไม่ใช้มันไปในทางทำลายผู้อื่นเพราะเห็นแก่ตัว ; แล้วยังเป็นการช่วยให้เป็นเครื่องรางแก่เด็ก ๆ ของเรา. ไปเมืองนอกกลับมาแล้วจะเป็นผู้ที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว มึนเมาไปด้วยวัฒนธรรมเนื้อหนัง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของภูตผีปิศาจ ตามทางศาสนา ; เขาเรียกกันอย่างนี้, เขาเรียกเนื้อหนัง คือ flesh.

          พวกที่มึนเมาทางเนื้อหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อะไรนี้, ตามทางเพศตรงกันข้าม ตามธรรมดาสามัญสัตว์ ; เขาเรียกว่า ความรู้สึกทางเนื้อหนัง ; ถ้าอันนี้ ครอบงำใครแล้ว มันก็หมายความว่า เห็นแก่ตัวเต็มที่แล้ว, เห็นแก่ความสุขนี้เต็มที่แล้ว ; เพื่อเป็นของตัว. ฉะนั้น จึงปิดหูปิดตาในทางศีลธรรม หันหลังให้ศาสนา ถือว่าได้เป็นดี. เห็นเงินคือพระเจ้า อะไรทำนองนี้ ; โลกก็เลยเป็นโลกของคนแบบนี้ไปหมด.

          หมายความว่า ถ้าเราถือเจตนารมณ์ของอนุกาชาด อบรมเด็ก ๆ ให้มีคุณธรรมคือความไม่เห็นแก่ตัว เรื่อยมา ๆ ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี แล้วสอนให้มากขึ้น ๆ ก็จะรู้ตรงตามหลักธรรมของพุทธศาสนามากขึ้น ; ก็จะป้องกันเขาไว้ได้จากการตกลงไปในหมู่ของภูตผีปิศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนัง ; ซึ่งทางศาสนาคริสเตียนเขาเรียกกันอย่างนี้, ศาสนาพุทธเราก็เรียกได้.

          เดี๋ยวนี้ คนในโลก ตกลงไปเป็นทาสเป็นความสุขของปิศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนังกันไปทั้งโลก ส่วนมาก ; โลกจึงเป็นโลกอย่างนี้ เป็นปัญหาเพิ่มมากขึ้น. ส่วนที่จะแก้ปัญหานั้นเหลือนิดเดียวไม่มีกำลังพอ ; ปัญหาเพิ่มขึ้น บ้านนั้น บ้านนี้ ทั่วกันไปหมด มากขึ้น ๆ ; ส่วนความสามารถความรู้ ปัญญาที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้น้อยลง ๆ โลกจึงเป็นอย่างนี้. ถ้าหากทั้งโลกเริ่มรู้หลักธรรมอันนี้ ซึ่งเป็นวิญญาณของทุกศาสนา ของพุทธศาสนา ของจริยธรรมสากล โลกก็จะเปลี่ยนใหม่เป็นโลกที่น่าอยู่ น่าดู น่าไหว้ น่าบูชา เป็นโลกของพระศรีอารย์ขึ้นมาได้ทันทีเหมือนกัน.

          ขออย่าได้เห็นเป็นอย่างอื่นเลย ; จงมุ่งสร้างกำลังกุศลอันสูงสุด ประเสริฐที่สุด ช่วยกันยกวิญญาณของเด็ก ๆ ให้สูงขึ้นมาจากความเห็นแก่ตัว มาสู่ความไม่เห็นแก่ตัว ; จะเป็นบุญกุศลมหาศาล เป็นความดีมหาศาล เป็นที่ต้องการของทุกระบบ ศีลธรรม ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี. โดยเฉพาะความเป็นไทยของเราแล้ว เราจะต้องถือว่า เราต้องทำสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งมีค่ามากที่สุดที่นี้. ฉะนั้น อย่ามีปัญหาเรื่องกิน เรื่องนอน เรื่องที่พัก เรื่องที่อาศัยสำหรับคนบางคน เพราะเขาไม่รู้เรื่องนี้ว่า เขาได้มาทำสิ่งที่มีค่าสูงสุดเหลือประมาณ ถึงจะลำบากสักเล็กน้อยเท่านี้ มันจะมีความหมายอะไร.

          เมื่อคราวอบรมธรรมฑูตสายต่างประเทศ อาตมาและพระผู้รับการอบรมก็ได้มาพักนอนที่ตรงนั้น กินที่ตรงนั้น, ฝนตกจึงจะหลบเข้ามาอยู่ในเรือนโรงตลอดวันตลอดคืนก็อยู่ที่กลางแจ้ง ตรงนั้น, หมอนก็ทำด้วยไม้ เสื่อก็ไม่มี มุ้งก็ไม่ต้องพูดถึง ผ้าพลาสติกปู หมอนไว้วางนอน เขียนหนังสือโดยอาศัยแสงเทียนในโคมผ้าขาว ตื่นแต่ดึกตีสามตีสี่เพื่อไม่ต้องแย่งส้วมกัน. คนขี้เกียจนอนสาย ตื่นขึ้นตอนเช้าต้องแย่งส้วมกัน ทำให้เกิดปัญหายุ่งยาก ; ทีนี้เราก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีปัญหาเรื่องหมอน เรื่องมุ้ง ไม่มีปัญหาอะไรที่เป็นเรื่องความลำบาก เพราะเรื่องความเห็นแก่ตัวที่เคยมีมาก.

          เราทดลองอบรมความไม่เห็นแก่ตัว อยู่กันที่กลางสนามนั่น เพื่อไปเป็นคณะธรรมฑูตสายต่างประเทศ. ฝ่ายพวกเรามาที่นี่เพื่อทำหน้าที่อันสูงสุด ที่เรียกว่าหาค่ามิได้ เหนือการตีค่า ; ความลำบากเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงไม่ควรจะมีปัญหา. และยิ่งกว่านั้น เราต้องตั้งใจฟัง ต้องตั้งใจรับการอบรม ตั้งใจสัมมนาปรึกษาหารือ ให้เข้าใจเรื่องนี้ให้จงได้ ; แล้วให้ปฏิบัติให้ได้ด้วย ซึ่งเป็นความประเสริฐที่สุดที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ, ตามที่พระโยคีก็ต้องการ. ใคร ๆ ก็ต้องการ ในอุดมคติแห่งอนุกาชาดของเรานี้.

          นี้พอสมควรแก่เวลา จะขอยุติด้วยการสรุปว่า การอนุกาชาดนี้มีความหมายว่า ไม่เห็นแก่ตัว ทำได้ถึงที่สุด คือเป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยม เป็น perfected man เต็มเปี่ยม, เป็นผู้อยู่เหนืออามิสสินจ้างใด ๆ, ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, มีความรักกันทั่วโลกเสมือนเป็นคน ๆ เดียวกัน, และเป็นผู้มีความสุขเพราะเหตุนี้.

          นี่เป็นอันว่า มันเป็นสิ่งที่ควรเสียสละเพื่อการนี้ถึงที่สุดแล้ว, พูดอย่างนี้ใครจะให้อภัยหรือไม่ให้อภัยก็แล้วแต่เถิด. แต่พูดกันที่นี้ แล้วต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา พูดกันอย่างเพื่อน, อย่างไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบัง ไม่มีอะไรต้องเกรงใจ ; และ ถ้ามาถึงค่ายลูกเสือที่นี่ อาตมาก็จะพูดผ่าซากอย่างนี้ มันได้ประโยชน์ดี ได้ประโยชน์เร็วยิ่งกว่าพูดกันที่บ้านดอน ; เพราะว่าเราได้มีโอกาสเป็นเจ้าของบ้านด้วยกันทุกคน, ไม่มีใครที่ไม่เป็นเจ้าของบ้าน แล้วก็พูดอะไรกันตรง ๆ อย่างนี้.

          นี่ขอยุติ เพราะสมควรแก่เวลา บางคนอาจจะมีธุระอย่างอื่น จะกลับลำบาก.

ขึ้นด้านบน

ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ >
> ๗. ความไม่เห็นแก่ตัว

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.