|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร ค่ายธรรมบุตร การรู้จักถือประโยชน์จากศาสนา บรรยายอบรมลูกเสือของโรงเรียนภารตวิทยา ที่มาจากจังหวัดพระนคร ๒๘ กันยายน ๒๕๑๑
ท่านที่เป็นลูกเสือ และผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาลูกเสือทั้งหลาย, อาตมารู้สึกยินดีและขอต้อนรับในการมาของท่าน. สำหรับการต้อนรับด้วยวัตถุ ด้วยสิ่งของนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นับว่าไม่มีอะไรมากในส่วนนั้น ; แต่ต้อนรับอีกอย่างหนึ่ง คือ ต้อนรับด้วยการกระทำที่ประพฤติประโยชน์ให้กันและกัน อย่างนี้ก็เรียกว่า ต้อนรับด้วยธรรม เรียกเต็มที่ว่า ธรรมปฏิสันถาวร : ต้อนรับด้วยการทำประโยชน์ ประพฤติประโยชน์ให้กันและกัน ; เดี๋ยวนี้ยินดีต้อนรับท่านทั้งหลาย ด้วยอาการอย่างนี้. สิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายทั้งหมดนี้ และแก่ส่วนที่จะพึงได้ โดยเฉพาะที่นี่นั้นก็มีจำกัดอยู่ : คือเรื่องเกี่ยวกับวิชาความรู้. ถึงแม้เกี่ยวกับวิชาความรู้ก็ยังมีอยู่หลายอย่างหลายชนิด บางชนิดยังไม่เป็นที่ทราบกัน หรือมองข้ามกันไปเสีย. สำหรับสวนโมกขพลารามสถานที่นี้ มีความมุ่งหมายจะแก้ปัญหาในข้อนี้ ; คือ ทำให้ได้รับหรือมองเห็นสิ่งที่มองข้ามกันไปเสีย หรือไม่เคยได้รับ ; และยิ่งกว่านั้นจะต้องทำด้วยความพอใจหรือเพลิดเพลินด้วย ไม่ใช่น่าเบื่อ. เรื่อง ธรรมะ เรื่อง ศาสนา เรื่อง ศีลธรรมนี้ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะกล่าวได้ว่า เป็นเรื่องที่น่าเบื่อ ; นั้นมัน เป็นเพราะทำผิด. ถ้าทำถูก สิ่งเหล่านี้ไม่ได้น่าเบื่อเลย เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดความสุขและความพอใจ. สิ่งใดที่ทำให้เกิดความสุข สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่น่าเบื่อไม่ได้. ส่วน คนนั้นโง่เอง ไม่รู้จักถือเอาประโยชน์จากธรรมะ จากศาสนา ; ไม่ได้อะไรมันก็น่าเบื่อ ก็เลยเหมาเอาเป็นเรื่องที่น่าเบื่อกันไปหมด. ทีนี้เรากำลังจะพิสูจน์ว่า ธรรมะนี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าเบื่อ แต่กลับจะสนุกสนานเหมือนมหรสพ เหมือนการเล่น การดูมหรสพ ; เราจึงเรียกกิจการนี้ว่า "มหรสพทางวิญญาณ", เรียกตึกหลังนี้ว่า "โรงมหรสพทางวิญญาณ" อย่างนี้เป็นต้น. ตัวธรรมะเองนี้เป็นตัวมหรสพ ถ้าใครเข้าถึงตัวธรรมะแล้วจะสนุกสนานมากเหมือนมหรสพ, คือการดูการเล่นมหรสพ. รวมความว่า ธรรมะไม่ใช่สิ่งน่าเบื่อและเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด. ธรรมะนี้มีอยู่ทั่วไปในทุกศาสนา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ. ธรรมะ คืออะไร ?
ว่า ธรรม กับคำว่า ธรรมชาติ นี้มัน เป็นคำ ๆ เดียวกัน ; สำหรับภาษาบาลี ธรรมชาติทุกอย่างเป็นธรรมะ, หรือว่าธรรมะนั้นเล็งถึงสิ่งทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไร : นับตั้งแต่ตัวธรรมชาติเป็นข้อแรก, เล็งถึงกฎของธรรมชาติเป็นข้อที่ ๒, เล็งถึงหน้าที่ที่คนเราจะต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติเป็นข้อที่ ๓, เล็งถึงประโยชน์ที่เราจะได้รับจากหน้าที่อันนั้น เป็นข้อที่ ๔, ทั้ง ๔ ข้อนี้เรียกว่าธรรมะหมด. ธรรมะในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติ, ธรรมะ ในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติ, ธรรมะ ในฐานะที่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมะ ในฐานะที่เป็นผลจากหน้าที่นั้น, นี่ทุกคน ควรจะเข้าใจให้ดี. ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรมะอย่างถูกต้อง แล้วจะเป็นสากล. สิ่งที่เป็นสากล หรือสิ่งทั้งหมด อย่างนี้แหละคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์. บางคนชอบเรียกสิ่งนี้ว่า พระเป็นเจ้า หรือส่วนใหญ่ส่วนมากก็เรียกว่าอย่างนั้นในโลกนี้ ; แต่ส่วนในหมู่พุทธบริษัท เรียกว่า ธรรม หรือพระธรรม หรือธรรมะ. พวกที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา อาจจะเรียกธรรมะว่าธรรมชาติ, หรือทุกอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติ เช่นตัวธรรมชาติเอง หรือกฎของธรรมชาติ, หน้าที่ตามธรรมชาติ, หรือว่าผลที่จะได้รับจากการทำหน้าที่นั้น. ฉะนั้น จึงควร รู้จักคำว่า ธรรมะนี้ให้ดี ๆ แล้วส่วนที่มันเป็นประโยชน์ที่สุดนั้นคือหน้าที่ ขอให้เรารู้จักธรรมชาติ กฎของธรรมชาติ แล้วก็ หน้าที่ และ ประพฤติหน้าที่ให้ถูกต้อง แล้วจะต้องได้รับประโยชน์เต็มที่ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ
ญหาของเราก็มีเพียงข้อที่ว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับนั้นคืออะไร ? และจะต้องทำอย่างไร ? ทีนี้ ก็มาถึงกิจการของลูกเสือ ; ท่านทั้งหลายเป็นลูกเสือ เรียนอุดมคติของลูกเสือ ถ้าเข้าใจสิ่งนี้ถูกต้องและประพฤติได้ กระทำได้ ก็จะเป็นเรื่องเดียวกัน. เพราะว่าความ เป็นลูกเสือนั้น ก็คือมีความมุ่งหมายที่จะให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. เราแยกกิจกรรมลูกเสือออกจากการเรียนหนังสือในโรงเรียนก็เพราะว่า การเรียนหนังสือนั้น เป็นการเรียนเพียงแต่ให้รู้หนังสือ หรือว่ารู้วิชาชีพ หรือว่ารู้สิ่งที่ต้องรู้ ; แต่เรื่องทางจิต ทางวิญญาณนั้น ยังไม่ได้ทำ. กิจการลูกเสือมุ่งหมายเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ : คือเป็นเรื่องอบรมจิตใจ อบรมนิสัย ดัดแปลงนิสัย, ปรับปรุงความรู้สึกทางสัญชาตญาณให้เป็นความรู้ เป็นสติปัญญา เป็นอะไรที่สูงที่สุดขึ้นไป จนได้รับประโยชน์สูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ฉะนั้น เราจงมองดูกันในข้อนี้ให้เห็นชัด ; มิฉะนั้นแล้ว จะปนกันยุ่ง แล้วก็จะลางเลือน แล้วก็จะ เป็นลูกเสือไปกันอย่างเพ้อ ๆ อย่างงม ๆ งาย ๆ ไม่รู้ว่าเป็นทำไม ; เป็นแต่เพียงเพื่อแต่งเครื่องแบบ หรือเล่นกองไฟ หรือเล่นอะไรกัน อย่างนี้ก็นับว่าเป็นลูกเสือกันอย่างน่าหัวเราะ เป็นลูกแมวมากกว่า. สำหรับคำว่า "เสือ เสือ" นี้ อยากจะบอกกล่าวกันว่า ในฝ่ายพุทธศาสนา โดยเฉพาะนั้น มีเรื่องเปรียบเทียบเสือกับพระภิกษุ พระภิกษุนี่เป็นเสือ ซุ่มจับเหยื่อให้ได้ เหยื่อนั้นคือ มรรค ผล นิพพาน. ภิกษุต้องเป็นเสือที่ถูกต้อง เป็นเสือที่ดี ที่รู้จักสถานที่ รู้จักเวลา รู้จักกิริยาอาการ ปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนา เขาเรียกว่า สติปัฏฐานสี่ นี้ เป็นกัมมัฏฐาน เป็นวิธีปฏิบัติของภิกษุ ; เปรียบเหมือนกับวิธีซุ่มจับเหยื่อ หรือสัตว์ป่า รู้จักสถานที่ รู้จักเวลา รู้จักการกระทำ จนตะครุบเอาเหยื่อมาได้ คือการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. คำว่า "เสือ" หมายความว่า สัตว์ที่สามารถถือเอาสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะได้รับ จึงจะเรียกว่าเสือ. การที่เป็นอย่างลูกสุนัข เป็นลูกหมาป่า กัดกัน ทะเลาะวิวาทกัน, แม้อยู่ในเครื่องแบบ อยู่ในจีวร, หรืออยู่ในเครื่องแบบลูกเสือ, อยู่ในเครื่องแบบอะไรก็ตาม มันกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เสือ ; ไม่ใช่อุดมคติของคำว่าลูกเสือ. ฉะนั้น คำว่า ลูกเสือไม่ใช่เป็นลูกสัตว์ที่โง่เขลา และไม่ใช่เป็นเสือชนิดที่ว่าจะกัดกัน หรือจะรังแกผู้อื่น ซึ่งหมายถึงเสืออันธพาล. ถ้ามีความหมายอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ไม่ตรัสเปรียบภิกษุกับเสือ : ที่ทรงเปรียบภิกษุกับเสือ ก็เพราะว่าภิกษุจักสามารถถือเอาสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับได้ คือ มรรค ผล นิพพาน. การที่เป็นลูกเสือ หรือเป็นเสือ หรือเป็นลูกเสือก็ตาม ที่ท่านทั้งหลายกำลังสนใจ กำลังเป็นอยู่นี่ จะต้องมีอุดมคติอย่างลูกเสือ คือไม่ใช่สัตว์อันธพาล ; แต่เป็นสัตว์ที่จะต้องปรับปรุงตนเอง เป็นสัตว์น้อย ๆ ที่ จะปรับปรุงตัวเองให้ถึงความสมบูรณ์ แล้ว ให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. เป็นอันว่า ลูกเสือที่เป็นกันก็เพื่อปรับปรุงตัวเองทุกส่วน ทั้งส่วนร่างกาย ทั้งส่วนพลานามัย ทั้งส่วนจิตใจ ทั้งส่วนสติปัญญา ทั้งส่วนวิญญาณในที่สุด ให้มีความเหมาะสม ที่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ธรรมะ เป็นของสากล
นี้ เราจะได้พูดกัน ถึง สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ กันสักนิดหนึ่ง ; ให้นึกถึงข้อที่ว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ หรือ พระเจ้า นี้เป็นของสากล ; เป็นของศาสนาไหนไม่ได้. ถ้าพระเจ้าพระองค์ใดเป็นของศาสนาไหนโดยเฉพาะ ก็เป็นพระเจ้าที่บ้าเต็มที่ ; พระเจ้าต้องเป็นของทุกคน. ที่เรียกพระเป็นเจ้า จะต้องเป็นของทุกคน จะเป็นของศาสนาไหน โดยเฉพาะไม่ได้ ; เช่นเดียวกับธรรมะ ต้องเป็นของทุกคนในโลก, ชีวิตที่มีอยู่ในโลก จึงจะเป็นธรรมะที่ถูกต้องได้. จะเป็นธรรมะของคริสต์ศาสนา, หรือธรรมะของพุทธบริษัท อย่างนี้ก็บ้าเต็มที่ ; มันต้องเป็นของทั้งหมด. ทุกคนจะต้องรู้จักสิ่งนี้ จะต้องถึงสิ่งนี้ คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ, อย่าไปมัวฝันหวานว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับคือ ความสุขสนุกสนาน อะไรทางเนื้อทางหนัง ทางกามารมณ์ ; อย่างนั้นไม่มีสอนในลัทธิไหนในศาสนาไหน. สิ่งที่ดีที่สุด ต้องเป็นผลของการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องและที่ดีที่สุด ; ฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดเล็งถึงการกระทำ, นึกเล็งถึงการกระทำกันก่อน. อย่าเพ่งเล็งถึงผล ; พิจารณากันเอาตามหลักจริยธรรมสากลก่อนดีกว่า. หลักจริยธรรมสากลนั้นเกิดขึ้น โดยนักจริยธรรมหรือศีลธรรมคณะหนึ่ง ethicist ของโลกหลายสิบปีมาแล้ว หรือหลายร้อยปีมาแล้วก็ได้. เขาช่วยกันคิด ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ ช่วยกันคิดพิสูจน์ในแง่ของจริยธรรมศีลธรรมในโลก ในที่สุดก็ยุติกันว่า : สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์นั้น มีอยู่ ๔ หัวข้อด้วยกัน. ถ้าลูกเสือคนไหนจะจำไว้ได้ ก็จะเป็นการดี จดจำไว้ให้ได้จะเป็นการดี จะเป็นการช่วยให้ง่ายเข้า สำหรับที่เราจะเป็นลูกเสือให้ถูกต้องและแท้จริง. สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ เขาใช้คำภาษาจริยธรรมสากลว่า Summum Bonum เป็นภาษาลาติน, นี้ก็คือ หมายถึง ๑. ความสงบสุข ๒. ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ๓. หน้าที่เพื่อหน้าที่ หน้าที่ที่ประพฤติกระทำเพื่อหน้าที่เอง ๔. ความรักสากล ไม่จำกัด ไม่มีขอบเขตจำกัด. ข้อที่ ๑ ที่ว่า ความสงบสุข หรือเรียกกันเฉย ๆ ว่า HAPPINESS
ก็หมายถึง ความสุขที่ถูกต้อง, ความสุขที่เป็นความสุขจริง ๆ. ในภาษาไทยเรา มีคำที่ช่วยให้เข้าใจได้ง่ายอยู่ ๒ คำ : คือ สุก ก สะกด ต้มสุก เผาสุก จี่สุก, และสุข ข สะกด. สุก ก สะกดนี้มันร้อน, สุข ข สะกด นี้หมายถึงเย็น. ไปเล่น ไปกิน ไปดื่มกันให้เต็มที่ ไปสรวลเสเฮฮากันให้เต็มที่, คิดว่าพรุ่งนี้เราอาจจะตายเสียก็ได้. วันนี้เราจะต้องกินเหล้าเมายา อะไรกันเสียให้เต็มที่ สนุกทางสุรา นารี อะไรก็ตาม ; นี่ไม่ใช่ความสุขที่ควรจะมุ่งหวัง มันเป็น สุก ก สะกด. สุขที่เขาหวังกันนั้น สุข ข สะกด เป็นความสุขอย่างถูกต้องและสงบเย็น มันเนื่องกันอยู่กับสามข้อที่เหลือ. ข้อที่ ๑ คือความสุขนี้ มันเนื่องอยู่กับสามข้อที่เหลือ ที่จะพูดต่อไป. ความสุขนี้อย่าเอาไปปนกันกับความสนุก อย่าเอาไปปนกับ คำว่า เพลิดเพลิน, อย่างคำว่า pleasure นี้หมายถึงเพลิดเพลิน จะเอามาเป็นความสุขไม่ได้, หรือความสนุกอย่างอื่นใดก็ตาม จะเอามาเป็นความสุขไม่ได้ ; มันยังไม่ถึงขนาดที่เรียกว่าความสุขที่แท้จริง. ความสุขที่แท้จริง ต้องได้มาจาก การประพฤติ กระทำที่ถูกต้อง เป็ฯไปเพื่อความไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น จำไว้ว่า ข้อแรกที่ต้องเล็งถึงก็คือ ความมุ่งหมายที่เรียกว่า ความสุขเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. ข้อที่ ๒ เรียกว่า ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ PERFECTION
วามเต็มของความเป็นมนุษย์นี้ ในขณะที่เรายังไม่มีความเป็นมนุษย์ที่เต็ม เรายังไม่พอใจ ยังไม่หยุดยังจะวิ่ง ยังจะก้าวไปข้างหน้าอยู่เรื่อย. การเป็นลูกเสือนี้ ก็คือลักษณะหนึ่ง หรืออาการส่วนหนึ่ง ของการวิ่งไปสู่ความเต็มของความเป็นมนุษย์ด้วยเหมือนกัน. เราอย่าเพิ่งอวดดีว่า เรามีความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์, หรือมีความเปรื่องปราดเก่งกาจสามารถอย่างนั้นอย่างนี้ จนถึงกับยกตนข่มท่านทำอันตรายผู้อื่น อย่างนี้ ซึ่งเป็นความเต็มของความเกเร หรือความเดิมไปผิด จนถึงกับยกตนข่มท่าน. และระวังให้ดี ; เรายังมียกพร่อง ทุกอย่าง เรายังมีบกพร่อง ; วิชาความรู้ ก็ยังบกพร่อง ความประพฤติ ก็ยังบกพร่อง ทรัพย์สมบัติ ก็ยังบกพร่อง ความดี อย่างอื่น ๆ ก็ยังบกพร่อง ยังไม่เต็ม. เราจะต้องทำให้มีความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ มีความมุ่งหมายจะเต็มในข้อที่มีจิตใจสูงสุด มีความดี ความงาม ความถูกต้อง ความจริง ความยุติธรรม หรือความสงบสุขในที่สุด ซึ่งต้องเป็นส่วนที่ทำให้เต็ม. ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ในชีวิตนี้ เป็นข้อที่ ๒. ข้อที่ ๓ หน้าที่เพื่อหน้าที่
น้าที่สำหรับประโยชน์ต่อหน้าที่ หรือพูดว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน, นี้เป็นอุดมคติอย่างยิ่ง ของลูกเสืออยู่แล้ว. ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่ใช่ทำหน้าที่เพื่อรางวัล ไม่ใช่เพื่อความขอบใจ ไม่ใช่เพื่อเงิน. ทีนี้ ถ้าเราทำงานเพื่อเงิน จึงมีความทุจริต ยุ่งยาก วุ่นวาย ลำบาก. ถ้าเรามีการทำงาน เพื่องานโดยตรงแล้ว ก็จะมีความก้าวหน้าในทางความสงบ ความเจริญ อย่างถูกต้อง. เราทำงานเพื่องานกันก่อน แล้วเงินนี้จะมีมาเอง และจะมาทีหลังได้. นี่เป็นหลักจริยธรรมสากลด้วย เป็นหลักของศาสนาทุกศาสนาด้วย ; แม้ว่า เราจะพูดว่า เราจะ ทำงานนี้เพื่อพระเป็นเจ้า มันก็เป็นการทำเพื่อหน้าที่ ไม่ใช่ทำเพื่อจะเอาเงิน แต่ทำเพื่อพระเป็นเจ้า. เรามีหน้าที่เกิดขึ้นโดยพระเป็นเจ้า หรือ พระเป็นเจ้ามีหน้าที่ให้เรา ; เราก็ประกอบ กระทำ เรียกว่าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่เหมือนกัน. ถ้าทำเพื่อความเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวแล้วทำ นี้มันก็เรียกว่าทำเพื่อประโยชน์ที่ตัวต้องการ. ผู้ที่เป็น ลูกเสือ หรือว่า เป็นผู้ที่มีศีลธรรมที่ดี หรืออะไรทำนองนี้ ก็จะต้องทำหน้าที่ด้วยความตั้งใจ ซึ่งตรงต่อหน้าที่, หรือ ปฏิบัติดีเต็มตามหน้าที่ ; ส่วนเงินหรือเกียรติอะไรนั้น เป็นสิ่งมาทีหลัง. ถ้าทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ละก็ มันสกปรกเสียตั้งแต่ทีแรก มันก็ไม่เป็นเกียรติ หรือไม่เป็นผลดีอะไร, ได้เงินมาก็เป็นเงินสกปรก ได้เกียรติมาก็เป็นเกียรติสกปรกหลอกลวง เงินปลอม เกียรติยศปลอม ก็ตบตาผู้อื่น อย่างนี้มีอยู่มาก ; ฉะนั้น ถือปฏิบัติให้ตรงต่อการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นสิ่งสากล เป็นหลักสากลระหว่าง จริยธรรมกับศาสนาและทุกศาสนา นี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ เป็นข้อที่ ๓. ข้อที่ ๔ ความรักสากล คือ UNIVERSAL LOVE
วามรักสากล หมายถึงว่า มีความรักชีวิตผู้อื่น ไม่เลือกหน้า ไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่มีเขา ไม่มีเรา. ทุกศาสนาก็ต้องการอย่างนี้ ; แม้แต่จริยธรรมก็ต้องการอย่างนี้ ให้มีความรักผู้อื่น เสมอกันกับความรักตัว ; นี่จิตใจมันสูง. ถ้าจิตใจมันต่ำ มันก็เห็นแก่ตัว มันรักผู้อื่นไม่ได้ ; แม้แต่เพื่อนฝูงอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน ก็ยังชกต่อยกัน ; ที่จะไปรักคนอื่นทั่วไป แม้ที่เป็นศัตรูนี้จะทำได้อย่างไร. เราจะต้องมีความคิดนึกที่ถูกต้องตามหลักตามอุดมคติของศีลธรรม ; ว่าเราทุกคนชีวิตทั้งหมดนี้ เป็นเพื่อนเดินทางจากความชั่วไปสู่ความดี. จากความต่ำไปสู่ความสูง, จากความทุกข์ทรมานไปสู่ความพ้นทุกข์สิ้นเชิง, เป็นเพื่อนด้วยกันทั้งหมดทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นคนชาติไหน ภาษาไหน, หรือจะเป็นศาสนาไหนก็ตาม, ล้วนเป็นเพื่อนเดินทางด้วยกันทุกคน. เราต่างกันแต่เพียงว่ามีฐานะต่างกัน อะไรต่างกันบางอย่างเท่านั้นเอง ; แต่ทว่า หน้าที่แล้วละก็เหมือนกันหมด ; จะต้องเดินทางจากความต่ำไปหาความสูง เพื่อหมดทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น จากความสุขอยู่ในกรงขัง ไปสู่ความพ้นเป็นอิสระทางวิญญาณ. ฉะนั้น เรา ต้องรักผู้อื่นด้วยกันทั้งหมด ในฐานะเป็นเพื่อนเสมอกัน เป็นความรักสากลอย่างนี้ เป็นความไม่เห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง. ดังที่กล่าวมานี้ เป็น อุดมคติของลูกเสือ เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ; ความเห็นแก่ตัวมีขึ้นเมื่อไร ก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อนั้น. เห็นแก่ตัว มีขึ้นมา ก็โลภ อยากจะได้, เห็นแก่ตัว เมื่อไม่ได้อย่างใจ มัน ก็โกรธ ก็ฆ่าเขา ตีเขา ด่าเขา, เห็นแก่ตัว มัน ก็มืดมัว ซอกแซก สงสัย สนใจ ไม่มีขอบเขตจำกัด และมัวเมาในสิ่งต่าง ๆ. เมื่อมีความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นที่ไหน ; มันก็มีความชั่ว หรือว่ามีกิเลสขึ้นมามีการเบียดเบียนที่นั่น แม้ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มันก็เบียดเบียนตัวเอง ทรมานตัวเองให้เร่าร้อนหม่นหมองอยู่ตลอดเวลา ; นี่เรียกว่าเบียดเบียนตัวเอง มีความเห็นแก่ตัวที่ไหน ก็มีความเบียดเบียนตัวเองที่นั่น ; ฉะนั้น เราต้องทำลายความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นอุดมคติของทุกศาสนา เป็นอุดมคติของศีลธรรมทั้งหมด จนกระทั่วเกิด universal love มีความรักสากล. สิ่งต่าง ๆ ที่เขาให้ลูกเสือศึกษาอบรมประพฤติฝึกฝน ก็เพื่อสิ่งเหล่านี้คือความดีสูงสุด ที่มนุษย์ควรจะได้ทั้งนั้น. อย่าไปเห็นว่า มันหยุดอยู่เพียงแค่รู้เท่านั้น ต้องประพฤติกระทำ เพื่อเกิดนิสัยที่ดี เพื่อให้เกิด spirit ที่ดี ให้มีขึ้นมาในตัว. เราจะ ต้องมองให้เห็นอุดมคติหรือความมุ่งหมาย แล้วกระทำให้ได้. อย่าทำเพียงแสดงละคร, อย่าเพียงแต่สวมเครื่องแบบลูกเสือ, อย่าเพียงแต่แสดงท่าทางไปตามแบบ ; อย่างนั้นมันก็เป็นลูกเสือไปตามแบบ. ไม่ใช่เราจับสัตว์บางชนิดมาสวมเครื่องแบบลูกเสืออย่างนี้ก็จะเป็นลูกเสือได้ เป็นตำรวจ เป็นทหารได้. แต่ เป็นอะไรก็ตาม ต้องหมายความว่า จะเป็นได้ ต่อเมื่อ ปฏิบัติหน้าที่นั้น ๆ อยู่, หรือ ปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นสำเร็จแล้ว ; เพียงแต่สวมเครื่องแบบแล้วออกท่าทางนั้น เป็นละครลิงชนิดหนึ่ง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. ต้องประพฤติ กระทำได้ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยจิตใจ นั้นจึงจะได้เป็น ตามที่เรามุ่งหมายที่เป็นลูกเสือ. นี้เรียกว่าเราจะเพ่งเล็งถือเอาจริยธรรมสากลเป็นหลัก ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ นั้นคืออะไร ? เป็นอย่างไร ? เป็นอุดมคติของลูกเสือ. เป็นอุดมคติของจริยธรรมสากล, เป็นอุดมคติของทางศาสนาทุกศาสนาพร้อมกันในตัว ; คล้ายกับยิงนกทีเดียวได้นกหลายตัว ตัวใหญ่ ๆ ทุกชนิดได้หมด. มันดีอย่างนี้ โดยใช้จริยธรรมสากลเป็นหลัก ; สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์เป็นอย่างนี้. เมื่อเราเป็นลูกเสือก็ควรจะทำให้ได้อย่างนี้. "สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้" พูดอย่างภาษาชาวบ้านก็คือ :
เป็นลูกเสือนี้ ก็เพื่อจะอบรมให้ เป็นบุตรที่ดี ของบิดามารดา. ๒. เป็นศิษย์ที่ดี ของครูบาอาจารย์. ๓. เป็นพลเมืองที่ดี ของประเทศชาติ ๔. เป็นสาวกที่ดี ของพระศาสดาแห่งศาสนาของตน ๆ ; นี่จะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเข้าใจได้. ที่เรามีที่เรากำลังประพฤติกระทำอยู่นี้ อบรมนิสัยอะไรอยู่นี้ ก็เพื่อให้ได้เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ เป็นสาวกที่ดีของพระศาสดาของตน ๆ ตามศาสนาที่ตนนับถือปฏิบัติอยู่. เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ไม่ได้เป็นที่แน่นอนว่า เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เพราะว่าจับบิดามารดาใส่นรกอยู่บ่อย ๆ ; เด็ก ๆ เล็ก ๆ นี้จับบิดามารดาของตัวใส่นรกอยู่บ่อย ๆ, คือทำบิดามารดาให้ร้อนใจ เหมือนเอาไฟเข้าไปเผาอยู่ในอกนั้นบ่อย ๆ : อย่างนี้เรียกว่าไม่ใช่บุตร ตามความมุ่งหมายที่เป็นผู้ยกบิดามารดาออกมาเสียจากนรก ซึ่งมีความร้อนใจเหมือนไฟเผา. เมื่อบิดามารดายังไม่มีลูกก็ร้อนใจ วิตกกังวล ใคร่จะมีลูกเพื่อเป็นผู้สืบสกุล หรือมีลูกไว้ช่วยเหลือเมื่อแก่เมื่อเฒ่า ; เมื่อเป็นคนแก่เฒ่าจะได้มีคนเลี้ยงดู มีความหวัง กังวลอย่างนี้. เมื่อมีลูกขึ้นมาแล้ว ก็ควรจะได้ช่วยพ่อแม่ให้ได้หวังไปตามนั้น ก็จะไม่มีความร้อนใจ ; แต่พอลูกทำผิดไปจากนั้น ก็มีความร้อนใจ เป็นนรกอยู่ในใจ ; ด้วยว่าบุตรนั้นเอง ไม่ใช่บุตรเสียแล้ว เป็นอะไรชนิดหนึ่ง จับบิดามารดาใส่ลงไปในนรก. เมื่อเราจะเป็น บุตรที่ดี ของบิดามารดา ต้องกระทำให้สมกับคำว่าบุตร คือผู้ที่ยกบิดา มารดาขึ้นมาจากนรก. คำว่า ปุตตะ นี้เป็นชื่อของนรกชนิดหนึ่ง ถ้าถือตามภาษาในประเทศอินเดียโบราณแล้ว เขายังหวังอยู่ว่าบุตรนี้เป็นผู้ที่สามารถจะยกบิดามารดาออกไปจากนรก, คือความร้อนใจทุกอย่างทุกประการ ; ฉะนั้น เด็ก ๆ ต้องไม่ทำให้บิดามารดาร้อนใจแต่ประการใดจึงได้ชื่อว่าบุตร. ถ้ามิฉะนั้นแล้วมันก็เป็นแต่เพียงก้อนสกปรกอะไรก้อนหนึ่งออกมาจากท้องของมารดา มารังควานบิดามารดาอยู่เสมอ ทำให้ได้รับความร้อนอกร้อนใจ ; นี้ไม่ใช่บุตร. ที่ว่า เป็นศิษย์ที่ดี ของครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน ; เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมเลวลง เด็ก ๆ ไม่ได้เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์, กลับจะเป็นผู้ต่อต้านครูบาอาจารย์ด้วยซ้ำไป ; ก็เพราะความโง่เขลา ที่สับสนวนเวียนกัน จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร, ศิษย์เป็นอย่างไร, ครูบาอาจารย์เป็นอย่างไร, ใครมีหน้าที่อย่างไร ; แล้วเด็ก ๆ ก็ไปหลงของเอร็ดอร่อยสนุกสนานสมัยใหม่มากขึ้น จนเลยมองข้ามสิ่งที่ควรจะมองเห็น. คำว่า ครู นี้แปลว่า ผู้นำทางวิญญาณ เป็นมัคคุเทศก์ทางวิญญาณ. เด็ก ๆ เกิดมาดวงวิญญาณยังเดินทางไม่ถูก ครูเป็นผู้ช่วยนำ หรือ guide หรือมัคคุเทศก์ทางวิญญาณ. เราต้องปฏิบัติต่อครูให้ถูกต้อง จนครูสามารถเป็นผู้นำทางวิญญาณได้ ; เราจึงชื่อว่า เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ได้. ในเรื่อง ความเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาตินี้ ก็พูดกันอยู่ทุก ๆ วัน เคารพธงชาติบ้าง อะไรบ้าง ก็เรียกว่าชาติบ้าง ; แต่แล้วเราก็มักจะทำกันแต่ปากทำกันแต่พิธี. จะต้องทราบถึงความหมายของ คำว่าชาติ ไม่ใข่แผ่นดิน ไม่ใช่ท่าทีล้วน ๆ, ที่ถูกคือความเป็นหมู่คณะที่ดี ที่มีความเป็นธรรม มีความถูกต้อง ; เราจะต้องระวังรักษาคุณสมบัติลักษณะอันนี้เอาไว้, นี้เรียกว่า เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ ; เป็นงานใหญ่ ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกันทุกคน, เพื่อประโยชน์สุข เพื่อประโยชน์ทุกชนิดของชาติ ซึ่ง พลเมืองเราทุกคนอยู่ในชาติ ; แล้วต้องไม่มีเขา ไม่มีเรา มีความรักสากล อย่างที่ว่ามาแล้ว. ไม่มีเขา ไม่มีเรา ซึ่งหมายความว่าจะ อยู่ที่แผ่นดินไหนก็ทำที่แผ่นดินนั้น. เมื่อ ทำกันได้อย่างนี้ทั้งโลก ก็ดีไปหมด ไม่มีความเบียดเบียนกัน. ก็มีความสงบสุขกันทั้งโลก. นี้เรียกว่า เป็นพลเมืองที่ดีของชาติหรือของโลก. ความเป็นสาวกที่ดีของพระศาสดาแห่งศาสนาของตนนี้ เป็นของสูงสุด ; เพราะว่าพระศาสดาเป็นบุคคลผู้สูงสุด เป็นผู้ชี้ทาง ชี้แนว ชี้ทางทุกประการ ทุกอย่างทุกประการให้แก่คนทุกคน ; ฉะนั้น ความรู้ทางจริยธรรมทางศาสนา ทางเอาตัวรอดนี้ เราได้รับมาจากผู้ที่เป็นพระศาสดา. เราเป็นสาวกที่ดี ก็ด้วยการปฏิบัติตาม ; ไม่ใช่เป็นแต่กระทำเพียงเข้าพิธีตามทางศาสนานั้น ๆ แล้วก็เรียกว่าเป็นสาวกที่ดี. นั่นมันเป็นเพียงการจดทะเบียนเท่านั้น. จะจดทะเบียนเป็นลูกเสือ จดทะเบียนเป็นทหาร แบบนี้ก็ยังเป็นลูกเสือ เป็นทหารที่ดีไม่ได้ จนกว่าเมื่อใดได้ปฏิบัติถูกต้อง ครบถ้วนแล้ว จึงจะเป็นลูกเสือที่ดี เป็นทหารที่ดีได้. การเป็นสาวกที่ดีของพระศาสดาก็เหมือนกัน จะไปถือเพียงว่า เราเกิดมาจากพ่อแม่ผู้นับถือศาสนานั้น ๆ เราก็เป็นสาวกที่ดีแล้ว ยังไม่ถูก, หรือว่าเราได้ทำพิธีปฏิญาณตนเป็นสาวกของศาสดาถือศาสนานั้นศาสนานั้น มันก็ยังไม่พอ และยังไม่ถูก. เรา ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำสอนของศาสดานั้น ๆ. ทีนี้มันมีแง่ที่ว่า พระศาสดาทุกพระองค์ ไม่ว่าศาสนาไหน สอนอย่างเดียวกันหมด มีความมุ่งหมายเหมือนกันหมด คือ ต้องการ "ให้ทำลายความเห็นแก่ตัว" ; มีคำพูด มีคำสอนต่างกันก็จริง แต่ว่าความมุ่งหมายเหมือนกันหมด คือ สอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว ; จะเป็น พระพุทธเจ้า พระมะหะหมัด พระยีซัสไครสต์ หรือพระอะไรก็ตาม ล้วนแต่สอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. นี่เป็นการง่ายแก่พวกเราที่จะเป็นมิตรกัน ร่วมกันทำงานเพื่องานร่วมกัน มีอุดมคติอย่างเดียวกัน แล้วไม่มีสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นมาเป็นเครื่องขัดขวางกันเลย ; ให้ทุกคนระดมร่วมมือกัน เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ก็จะได้ชื่อว่าเป็นสาวกที่ดีของพระศาสดาแห่งศาสนาของตน ๆ ด้วยกันทั้งนั้น. นี่จึงหวังว่า ลูกเสือทุกคนจะมีอุดมคติของลูกเสือดังที่กล่าวว่า : เป็นบุตรที่ดี ของบิดามารดา, เป็นศิษย์ที่ดี ของครูบาอาจารย์, เป็นพลเมืองที่ดี ของประเทศชาติ หรือของโลก, เป็นสาวกที่ดี ของพระศาสดาแห่งศาสนาของตน ๆ, แล้วประพฤติกระทำ เพื่อให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ : คือ ความสุขที่แท้จริง, ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์, เป็นผู้ที่มีหน้าที่เพื่อหน้าที่, แล้วก็มีความรักสากล : ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว. นี่รู้สึกว่าจะเป็นความเพียงพอ สำหรับหัวข้อที่ควรจะจดจำและปฏิบัติรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ก็ไปคิดเอาเองบ้าง. และขอให้จดจำข้อเหล่านี้ไว้บ้าง แล้วก็จะมีความเป็นลูกเสือที่ดี ไม่ใช่จะเป็นลูกเสืออันธพาลเกเร เป็นเหมือนลูกสุนัขป่ากัดกัน ; และไม่มีการทำลายผู้ใด ไม่มีการเบียดเบียนผู้ใด แต่เราทำลายกิเลส ทำลายความชั่ว ซึ่งเป็นศัตรูร่วมกันของเรา. ได้สิ่งที่ดีที่สุด ๔ ประการอย่างที่กล่าวมา ซึ่งเป็นอันเดียวกันกับหลักเกณฑ์ทางศาสนา, ซึ่งยกตัวอย่างแต่เพียงพุทธศาสนา ภิกษุก็เป็นเสือ ซุ่มจับเหยื่อ คือ มรรค ผล นิพพาน ก็ได้. หวังว่าทุกคนจะเข้าใจ แล้วขอให้ทุกคนตั้งใจประพฤติปฏิบัติให้สุดกำลังเต็มสติกำลังของตน เพื่อความเป็นลูกเสือที่ถูกต้อง. ขอกล่าวคำสวัสดีแก่ทุกคน.
|
||||||||||||||||||
| ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > | > ๕. การรู้จักถือประโยชน์จากศาสนา | |||||||||||||||||
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org