|
ครั้งมีพระชาติเป็นอกิตติดาบส
บารมีใด ๆ อันเราประพฤติสั่งสมแล้ว
ในระยะกาลนับได้สี่อสงไขยแสนกัลป์ บารมีนั้นทั้งหมดเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณให้สุก,
บารมีที่เราประพฤติแล้วในภพน้อยใหญ่ ในกัลป์ก่อน ๆ นั้น จักงดไว้ก่อน,
จักกล่าวเฉพาะบารมีที่เราประพฤติในกัลป์นี้ ท่านจงฟังคำของเรา.
ในกาลใด, เราเป็นดาบส นามว่า
อกิตติ อาศัยอยู่ในป่าหลวงสงัดเงียบว่างจากคนไปมา, ในกาลนั้น ด้วยอำนาจการบำเพ็ญตบะกรรมของเรา
ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ยิ่งในไตรทิพย์ ได้ร้อนใจทนอยู่ไม่ได้แล้ว.*
เธอแปลงเพศเป็นพราหมณ์เข้ามาขออาหารกะเรา.
เราเห็นพราหมณ์นั้น ยืนอยู่แทบประตูของเรา
จึงให้ใบไม้ อันเรานำมาจากป่า ไม่มีมันและไม่เค็ม**
ไปทั้งหมด. ครั้งให้แล้ว ก็คว่ำภาชนะเก็บและไม่ออกแสวงหาใหม่ เข้าสู่บรรณศาลาแล้ว.
ในวันที่สอง และที่สาม พราหมณ์นั้นได้มาขอกะเราอีก.
เรามิได้มีจิตหวั่นไหวไปจากเดิม ไม่ได้อ่อนอกอ่อนใจ ได้ให้ไปหมดทั้งภาชนะอย่างเดียวกับวันก่อน.
ความทรุดโทรมแห่งผิวพรรณในสรีระของเรา จะมีเพราะเหตุอดอาหารนั้น ก็หาไม่,
เราฆ่าเวลาเป็นวัน ๆ นั้นได้ด้วยความยินดี โดยสุขอันเกิดจากปีติ.
หากว่าเราได้ปฏิคาหกอันประเสริฐ
ตลอดเวลาตั้งเดือนหรือสองเดือนเราก็จะคงเป็นผู้มีจิตไม่หวั่นไหวไปจากเดิม
ไม่อ่อนอกอ่อนใจ และให้ทานอันสูงสุดได้สม่ำเสมอ. เมื่อเราให้ทานแก่พราหมณ์นั้น
เราจะได้ปรารถนายศ หรือลาภก็หามิได้, เราปรารถนาอยู่ซึ่งสัพพัญญุตญาณ (อันจะเกิดได้เพราะการถูกบ่มโดยทานนั้น)
จึงได้ประพฤติแล้วซึ่งกรรมทั้งหลายเหล่านั้น.
บาลี อกิตติจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๕๑/๑.
* นัยว่า ข่าวการบำเพ็ญตบะอย่างสูงสุดของใครก็ตาม ย่อมทราบถึงท้าวสักกะผู้มักระแวงอยู่เสมอว่า จะมีใครบำเพ็ญตบะเพื่อหวังแย่งบัลลังก์ของตน.
** ดาบสนี้ ฉันใบหมากเม่าต้มเปล่า ๆ เป็นอาหาร เพื่อตัดความกังวลในเรื่องนี้.
|