|
ครั้งมีพระชาติเป็นพระเจ้ามฆเทวราช
อานนท์! ความคิดอาจมีแก่เธอว่า
'ผู้อื่นต่างหากที่เป็นพระเจ้ามฆเทวราชในสมัยโน้น' อานนท์! เธอไม่ควรเห็นเช่นนั้น,
เรานี่เองได้เป็นพระเจ้ามฆเทวราชแล้วในสมัยนั้น...
อานนท์! เรื่องดึกดำบรรพ์ที่เมืองมิถิลานี้
มีพระราชานามว่า พระเจ้ามฆเทวะ เป็นธรรมราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม ประพฤติราชธรรม
ในพราหมณ์และคหบดี ทั้งในเมืองหลวงและชนบท, ย่อมเข้าอยู่อุโบสถในวันที่
๑๔ หรือ ๑๕และวันที่ ๘ แห่งปักษ์. พระเจ้ามฆเทวะนั้น เรียกช่างกัลบกมาแล้วสั่งว่า
'เพื่อน! ท่านเห็นผมหงอกเกิดขึ้นที่ศีรษะเราเมื่อใดก็จงบอกเรานั้น'.
อานนท์! ล่วงมานับด้วยปีเป็นอันมาก
ช่างกัลบกนั้นได้เห็นผมหงอกแล้วกราบทูลให้ทรงทราบ. พระเจ้ามฆเทวะรับสั่งให้ถอนหงอกด้วยแหนบแล้ววางใส่ฝ่าพระหัตถ์ให้ทอดพระเนตร.
ครั้งทอดพระเนตรเห็นแล้ว พระราชทานบ้านส่วยเป็นบำเหน็จแก่ช่างกัลบกนั้น.
รับสั่งให้หาพระราชบุตรองค์ใหญ่มาเฝ้าแล้วตรัสว่า 'แน่ะพ่อกุมาร! เทวทูตปรากฏแก่เราแล้ว
: หงอกเกิดบนศรีษะแล้ว. กามอันเป็นวิสัยของมนุษย์เราได้บริโภคเสร็จแล้ว
เดี๋ยวนี้ถึงสมัยอันควรเพื่อการแสวงกามอันเป็นทิพย์สืบไป. มาเถอะพ่อผู้กุมาร!
เจ้าจงครองตำแหน่งพระราชานี้. ส่วนเราจะปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชจากเรือนไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนไป.
อนึ่ง ถ้าเจ้าเห็นหงอกเกิดขึ้นที่ศีรษะของเจ้าเมื่อใด, เมื่อนั้นจงประทานบ้านส่วยเป็นบำเหน็จแก่ช่างกัลบกแล้วชี้แจงมอบหมายตำแหน่งพระราชาแก่ราชบุตรองค์ใหญ่ให้ดี,
แล้วจงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนไปเถิด.
เจ้าจงประพฤติตามกัลยาณวัตรอันนี้ ตามที่เราได้บัญญัติไว้แล้ว, เจ้าอย่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายของเรา.
กัลยาณวัตรอันนี้ ขาดตอนลงในยุคของผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนสุดท้าย แห่งบุรุษทั้งหลาย
ผู้ประพฤติตามกัลยาณวัตรของเรา. แน่ะพ่อผู้กุมาร! เราขอกล่าวถึงวัตรนั้น
กะเจ้าในบัดนี้ อย่างนี้ว่า เจ้าจงประพฤติตามกัลยาณวัตรนี้ตามที่เราได้บัญญัติไว้แล้ว
ขอเจ้าจงอย่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายของเราเลย'.
อานนท์! ครั้นพระเจ้ามฆเทวะ
ประทานบ้านส่วยแก่ช่างกัลบกมอบหมายรัชชสมบัติแก่พระราชบุตรองค์ใหญ่เป็นอย่างดีแล้ว
ก็ปลงผมและหนวดครองผ้าย้อมฝาด บวชแล้วจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน
ในป่ามฆเทวัมพวันนี้เอง. เธอผู้บวชแล้วนั้น แผ่ความรู้สึกด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตาไปยังทิศที่หนึ่ง,
และทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ โดยอาการอย่างเดียวกัน. ด้วยเหตุนี้เป็นอันว่าเธอมีจิตประกอบด้วยเมตตาอย่างไพบูลย์เยี่ยมยอด
หาที่เปรียบมิได้ปราศจากเวรและพยาบาท แผ่ไปทั่วโลกทั้งปวง เพราะแผ่ทั่วไปทั้งในเบื้องบนเบื้องล่าง
และเบื้องขวางโดยรอบ. เธอนั้น มีจิตประกอบด้วยกรุณา ...มุทิตา...อุเบกขา
ฯลฯ แผ่ไปทั่งโลกทั้งปวง เพราะแผ่ทั่วไปทั้งในเบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวางโดยรอบ
แล้วแลอยู่แล้ว. ...เธอบวชแล้วประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในป่ามฆเทวัมพวันนี้เอง.
ครั้นทำพรหมวิหารธรรมทั้งสี่ให้เจริญแล้ว ก็เข้าถึงพรหมโลก ภายหลังจากการตาย
เพราะการทำลายแห่งกาย. ...ฯลฯ...
อานนท์! เราแล ได้เป็นพระเจ้ามฆเทวะแล้วในสมัยนั้น.
อนุชนที่เกิดในภายหลัง ได้ประพฤติตามกัลยาณวัตร ที่เราตั้งไว้แล้ว แต่ว่า
กัลยาณวัตรนั้นจะเป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด
ความดับสนิท ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน ก็หาไม่; เป็นไปเพียงเพื่อเข้าถึงพรหมโลกเท่านั้น.
อานนท์! ก็แต่ว่า กัลยาณวัตรที่เราบัญญัติไว้แล้วในกาลนี้แล
ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายความคลายกำหนัด ความดับสนิท ความรำงับ ความรู้ยิ่ง
ความรู้พร้อม และนิพพาน ได้โดยท่าเดียว. กัลยาณวัตรนั้นคือ
อริยมรรคมีองค์แปด ได้แก่ความเห็นชอบ ดำริชอบ พูดชอบ การงานชอบ ดำรงชีพชอบ
เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบ, ดังนี้.
บาลี มฆเทวสูตร ม.ม. ๑๓/๔๑๕/๔๕๓.
ตรัสแก่พระอานนท์ ที่มฆเทวัมพวัน ใกล้กรุงมิถิลา.
|