|
ครั้งมีพระชาติเป็นปุโรหิต
สอนการบูชายัญญ์
พราหมณ์! ในสมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ผู้ปุโรหิต
ผู้สั่งงานบูชายัญญ์ของพระเจ้ามหาวิชิตราช.*
พราหมณ์! เรื่องมีแล้วในกาลก่อน.
พระเจ้ามหาวิชิตราช เป็นราชาผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก มีทองและเงินเหลือเฟือ
มีอุปกรณ์ของทรัพย์เหลือเฟือ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเหลือเฟือ มียุ้งฉางเต็มล้น.
วันหนึ่งประทับอยู่ ณ ที่สงัด เกิดพระดำริว่า 'เราได้เสวยมนุษยสมบัติอันวิบูล
ครอบครองปฐพีมณฑลอันใหญ่ยิ่ง ถ้ากระไร เราควรบูชามหายัญญ์ อันจะเป็นประโยชน์เกื้อกูล
และความสุขแก่เราสิ้นกาลนาน' รับสั่งให้หาพราหมณ์ปุโรหิตมาบอกพระดำรินี้แล้ว
ขอให้บอกสอนวิธีการบูชายัญญ์.
พราหมณ์! ปุโรหิตได้ทูลสนองพระดำรัสนั้นว่า
'แว่นแคว้นของพระองค์ยังมีเสี้ยนหนามหลักตอ การปล้นฆ่าในหมู่บ้านก็ยังปรากฏ
การปล้นฆ่าในจังหวัดก็ยังปรากฏ. การปล้นฆ่าในนครก็ยังปรากฏการแย่งชิงตามระยะหนทางก็ยังปรากฏ.
และถ้าพระองค์จะให้เลิกเก็บส่วย ในขณะที่แว่นแคว้นเป็นไปด้วยเสี้ยนหนามหลักตอเช่นนี้
ก็จะได้ชื่อว่าทำกิจไม่ควรทำ. อีกประการหนึ่ง พระองค์อาจทรงพระดำริว่า
เราจักถอนหลักตอ คือโจรผู้ร้ายเสียได้ด้วยการประหาร การจองจำ การริบ การประจาน
หรือการเนรเทศดังนี้ ข้อนี้ ก็ไม่ชื่อว่าเป็นการกำจัดได้ราบคาบด้วยดี เพราะผู้ที่ยังเหลือจากการถูกประหารก็ยังมีชนพวกนี้จะเบียดเบียนชนบทของพระองค์ในภายหลัง.
แต่ว่ามีอุบายที่จะถอนหลักตอเหล่านั้นให้ราบคาบด้วยดีได้ คือ ชนเหล่าใดบากบั่นเลี้ยงโคเพื่อกสิกรรมพระองค์จงประทานพืชพันธุ์ข้าวแก่ชนเหล่านั้น.
ชนเหล่าใดบากบั่นในวาณิชยกรรมพระองค์จงประทานเงินเพิ่มให้ชนเหล่านั้น.
ชนเหล่าใดเป็นข้าราชการ ขอพระองค์จงประทานเบี้ยเลี้ยงแก่ชนพวกนั้น. มนุษย์เหล่านั้นต่างจะขวนขวายในการงานของตน
ไม่เบียนเบียนแว่นแคว้นของพระองค์ และพระคลังหลวงก็จะเพิ่มพูนมากมาย. แว่นแคว้นจะตั้งอยู่ด้วยความเกษม
ปราศจากเสี้ยนหนามหลักตอ. พวกมนุษย์จะร่าเริงบันเทิง นอนชูบุตรให้เต้นฟ้อนอยู่บนอก
แม้จักไม่ปิดประตูเรือนในเวลาค่ำคืน ก็เป็นอยู่ได้'. ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
พราหมณ์! ครั้นชนบทนั้นสงบจากเสี้ยนหนามหลักตอแล้ว
ปุโรหิตจึงกราบทูลวิธีแห่งมหายัญญ์ (อันประกอบด้วยบริกขารสิบหก
คือได้รับความยินยอมเห็นพ้องจากกษัตริย์เมืองออก จากอมาตยบริษัทจากพราหมณ์มหาศาล
และจากคหบดีมหาศาล นี้จัดเป็นบริกขารสี่, พระเจ้ามหาวิชิตประกอบด้วยองคคุณ
๘ มีพระชาติอันดี มีพระรูปสง่างามเป็นต้นนี้เป็นบริกขารอีกแปด; และปุโรหิตประกอบด้วยองคคุณ
๔ มีความเป็นผู้มีชาติบริสุทธิ์ และจบเวทเป็นต้น นี่เป็นบริกขารอีกสี่
รวมเป็นสิบหก; และกราบทูลประการสามแห่งยัญญ์ คือผู้บูชาต้องไม่เกิดวิปฏิสารด้วยความตระหนี่
ทั้งในขณะจะบูชา บูชาอยู่ และบูชาเสร็จแล้ว; แล้วกราบทูลเหตุไม่ควรวิปฏิสารเพราะปฏิคาหกผู้มารับทาน
๑๐ จำพวก เช่นเป็นคนทำปาณาติบาต อทินนาทาน ฯลฯเป็นต้น, เพื่อไม่ให้เกิดเสียพระทัยว่าคนเลว
ๆ มารับทาน.)** ...ฯลฯ...
พราหมณ์! ในการบูชายัญญ์นั้น
โค แพะ แกะ ไก่ สุกร ไม่ได้ถูกฆ่า สัตว์อื่น ๆ ก็ไม่ต้องได้รับความวิบัติพลัดพราก
ต้นไม้ก็ไม่ถูกตัดมาเพื่อหลักยัญญ์, เชื้อเพลิงก็ไม่ถูกเกี่ยวตัดมาเพื่อการเบียดเบียนสัตว์ใดให้ลำบาก.
พวกที่เป็นทาส เป็นคนใช้และกรรมกร ก็ไม่ต้องถูกคุกคามด้วยอาชญา และความกลัว,
ไม่ต้องร้องไห้น้ำตานองหน้าพลาง ทำการงานพลาง. ใครปรารถนาจะทำก็ทำ, ไม่ปรารถนาก็ไม่ต้องทำ,
ปรารถนาทำสิ่งใด ก็ทำเฉพาะสิ่งนั้นไม่ปรารถนาทำสิ่งใด ก็ไม่ต้องทำสิ่งนั้น.
ยัญญ์นั้น สำเร็จไปแล้วด้วยเนยใสน้ำมัน เนยข้น นมส้ม น้ำผึ้ง น้ำอ้อย.
...ฯลฯ...
พราหมณ์! เรารู้ชัดเจนอยู่
ซึ่งหมู่ชนเหล่านั้น ๆ ผู้บูชายัญญ์อย่างนี้แล้ว ภายหลังแต่การตายเพราะกายแตก
ย่อมบังเกิด ณ สุคติโลกสวรรค์. พราหมณ์! ในสมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ผู้ปุโรหิต
ผู้สั่งงานบูชายัญญ์ของพระเจ้ามหาวิชิตราช นั้น.
บาลี กูฏทันตสูตร สี. ที. ๙/๑๗๑/๒๐๕.
ตรัสแก่กูฏทันตพราหมณ์ ที่ราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา บ้านขานุมัตร แว้นมคธ.
* เฉพาะเนื้อความตอนนี้ อยู่ที่หน้า ๑๘๕ บรรพ ๒๓๐.
** ผู้ปรารถนาทราบรายละเอียด พลิกดูที่มาเดิม, ๙/๑๗๓/๒๐๗.
|