||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

/ -- \
|
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์
ภาค ๓
เริ่มแต่ตรัสรู้แล้วทรงประกอบด้วยพระคุณธรรมต่าง ๆ
จนเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์บรรลุผล.
พุทธ
|
\ - /

ทรงอยู่เหนือการครอบงำของเวทนา มาตั้งแต่ออกผนวชจนตรัสรู้

          อัคคิเวสสนะ! ก็บุคคลมีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้ว เป็นอย่างไรเล่า? อัคคิเวสสนะ! สุขเวทนาเกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้มีการสดับ ในธรรมวินัยนี้; อริยสาวกนั้น อันสุขเวทนาถูกต้องอยู่ เป็นผู้ไม่กำหนัดยินดีในความสุข ไม่ถึงความกำหนัดยินดีในความสุข. สุขเวทนาของอริยสาวกนั้นย่อมดับ, เพราะความดับแห่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น; อริยสาวกนั้น อันทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่คร่ำครวญ ไม่ตีอกร่ำไห้ ไม่ถึงซึ่งความหลง. อัคคิเวสสนะ! สุขเวทนานั้นแม้เกิดขึ้นแล้วแก่อริยสาวกนั้นอย่างนี้ ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะความเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว; ทุกขเวทนา แม้เกิดขึ้นแล้วก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะความเป็นผู้มีจิตอันอบรมแล้ว, อัคคิเวสสนะ! เพราะเหตุที่ว่า สุขเวทนาก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ และทุกขเวทนาก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่โดยทั้งสองประการดังกล่าวแล้ว เขาย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว ดังนี้.

          "พระโคดมผู้เจริญ! ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสแล้วในพระโคดมผู้เจริญ เพราะเหตุว่าพระโคดมผู้เจริญ เป็นผู้มีกายอันอบรมแล้วด้วย มีจิตอันอบรมแล้วด้วย".

          อัคคิเวสสนะ! คำนี้ท่านกล่าวพาดพิงถึงเราโดยแท้ เราจะพูดให้แจ้งชัดเสียเลยว่า อัคคิเวสสนะ! จำเดิมแต่เราได้ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือน; ข้อที่ สุขเวทนาเกิดขึ้นแล้วจะครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ หรือว่าข้อที่ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้วจะครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.

          "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! สุขเวทนาชนิดที่เกิดขึ้นแล้วจะครอบงำจิตตั้งอยู่ ย่อมไม่เกิดแก่พระสมณโคดม เป็นแน่. ทุกขเวทนาชนิดที่เกิดขึ้นแล้วจะครอบงำจิตตั้งอยู่ ย่อมไม่เกิดแก่พระสมณโคดมเป็นแน่".

          อัคคิเวสสนะ! ทำไมมันจะมีไม่ได้เล่า.... (ต่อจากนี้ ก็ทรงเล่าเรื่องการออกผนวช, การค้นหาสำนักเพื่อการศึกษาของพระองค์ คืออาฬารดาบส กาลามโคตร อุทกดาบส รามบุตรจนกระทั่งทรงบำเพ็ญอัตตกิลมถานุโยคตามแบบฉบับที่เรียกกันว่าวัตรแห่งนิครนถ์, เกิดอุปมาแจ่มแจ้ง ในทางที่จะให้หลีกออกจากกาม, แล้วทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างเข้มงวด มีทุกขเวทนาแก่กล้า ซึ่งทรงยืนยันว่า แม้กระนั้นก็ไม่ครอบงำจิตของพระองค์ตั้งอยู่; เมื่อเลิกทุกรกิริยาแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียรทางจิต เกิดความสุขจากรูปฌานสี่ และวิชชาสาม แม้จะเป็นสุขเวทนาอันสูงสุด ก็ไม่สามารถครอบงำจิตของพระองค์ตั้งอยู่ สมกับที่ทรงยืนยันว่า ไม่มีเวทนาชนิดใดเกิดขึ้นแล้วจะครอบงำจิตของพระองค์ตั้งอยู่ได้ ดังข้อความต่อไปนี้ :-)

          อัคคิเวสสนะ! ...เรานั้นขบฟันด้วยฟัน อัดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบให้แน่นจนร้อนจัด. อัคคิเวสสนะ! ครั้นเราขบฟันด้วยฟัน อัดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบให้แน่นจนร้อนจัดแล้ว, เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้งสอง.

          อัคคิเวสสนะ! ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงเอา. อัคคิเวสสนะ! ทุกขเวทนาแม้เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. ....

          อัคคิเวสสนะ! เรานั้นกลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางปากและทางจมูก. อัคคิเวสสนะ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจทั้งทางปากและทางจมูกแล้ว, เสียงลมออกทางช่องหูทั้งสอง ดังเหลือประมาณเหมือนเสียงลมในสูบแห่งนายช่างทองที่สูบไปสูบมาฉะนั้น. อัคคิเวสสนะ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงเอา. อัคคิเวสสนะ! ทุกขเวทนาแม้เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. ....

          อัคคิเวสสนะ! เรานั้นกลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหูทั้งสอง. อัคคิเวสสนะ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหูทั้งสองแล้ว, ลมกล้าเหลือประมาณ แทงเซาะขึ้นไปทางบนกระหม่อม เหมือนถูกบุรุษแข็งแรง เชือดเอาที่แสกกระหม่อมด้วยมีดโกนอันคมฉะนั้น. อัคคิเวสสนะ! แต่ความเพียรเราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กาย กระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. อัคคิเวสสนะ! ทุกขเวทนาแม้เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. ....

          อัคคิเวสสนะ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหูทั้งสองแล้ว, รู้สึกปวดศีรษะทั่วไปทั้งศีรษะเหลือประมาณ เปรียบปานถูกบุรุษแข็งแรง รัดศีรษะเข้าทั้งศีรษะด้วยเชือกมีเกลียวอันเขม็งฉะนั้น. อัคคิเวสสนะ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. อัคคิเวสสนะ! ทุกขเวทนาแม้เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่....

          อัคคิเวสสนะ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางปากทางจมูก และทางช่องหูทั้งสองแล้ว, ลมกล้าเหลือประมาณหวนกลับลงแทงเอาพื้นท้อง ดุจถูกคนฆ่าโคหรือลูกมือตัวขยันของเขา เฉือนเนื้อพื้นท้องด้วยมีดสำหรับเฉือนเนื้อโคอันคมฉะนั้น. อัคคิเวสสนะ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. อัคคิเวสสนะ! ทุกขเวทนาแม้เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. ....

          อัคคิเวสสนะ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าไว้ทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหูทั้งสอง, ก็เกิดความร้อนกล้าขึ้นทั่วกาย ดุจถูกคนแข็งแรงสองคน ช่วยกันจับคนกำลังน้อยที่แขนข้างละคนแล้ว ย่างรมไว้เหนือหลุมถ่านเพลิงอันระอุฉะนั้น. อัคคิเวสสนะ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. อัคคิเวสสนะ! ทุกขเวทนาแม้เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่.

          (ต่อไปนี้ ได้ตรัสถึงการได้รับสุขเวทนาแล้วสุขเวทนานั้นไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ อีก ๗ วาระ :-)

          อัคคิเวสสนะ! เรากลืนกินอาหารหยาบ ทำกายให้มีกำลังได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรม ท. จึงเข้าถึงฌานที่หนึ่ง อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ! สุขเวทนาแม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่.

          อัคคิเวสสนะ! เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึงเข้าถึงฌานที่สอง เป็นเครื่องผ่องใสในภายใน เป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ! สุขเวทนาแม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่.

          อัคคิเวสสนะ! เพราะความจางไปแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึงเข้าถึงฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข แล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ! สุขเวทนาแม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่.

          อัคคิเวสสนะ! และเพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงได้เข้าถึงฌาณที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ! สุขเวทนาแม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่.

          เรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว เราได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ. ---ฯลฯ--- อัคคิเวสสนะ! นี้เป็น วิชชาที่หนึ่ง ที่เราได้บรรลุแล้วในยามแรกแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว, เช่นเดียวกับที่เกิดแก่ผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ! สุขเวทนาแม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่.

vเรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว เราได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อจุตูปปาตญาณ. ---ฯลฯ ---อัคคิเวสสนะ! นี้เป็น วิชชาที่สอง ที่เราได้บรรลุแล้วในยามกลางราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว, เช่นเดียวกับที่เกิดแก่ผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ! สุขเวทนาแม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่.

          เรานั้น ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว เราได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ. ---ฯลฯ--- อัคคิเวสสนะ! นี้เป็น วิชชาที่สาม ที่เราได้บรรลุแล้วในยามปลายแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว, เช่นเดียวกับที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ! สุขเวทนาแม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่.

          (รายละเอียดเกี่ยวกับวิชชาทั้งสาม ที่กล่าวมานี้ โดยครบถ้วนพิสดารทุกตัวอักษร ผู้ประสงค์จะหาอ่านได้จาก ภาค ๒ "อาการแห่งการตรัสรู้")

บาลี มู.ม. ๑๒/๔๔๐/๔๐๙.
ตรัสแก่สัจจกนิคันถบุตร ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี.

<- ^ ->
ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ > พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ > ภาค ๓ > ทรงอยู่เหนือการครอบงำของเวทนา มาตั้งแต่ออกผนวชจนตรัสรู้


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.