||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ชุดลอยปทุม ลำดับที่ ๓

ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัว

พุทธทาสภิกขุ

(พิมพ์และตรวจทานต้นฉบับ โดย คุณเกื้อกูล กุหล้า )

 

ชุดลอยประทุม

ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัว.

ปรมัตถศิลปแห่งการครองชีวิต

ภาควิสาขบูชา ครั้งที่ ๘

ที่หินโค้ง สวนโมกข์ ไชยา

๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๓

ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย ,

การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควิสาขบูชา เป็นครั้งที่ ๘ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง ปรมัตถศิลปแห่งการครองชีวิต ต่อไปตามเดิม. แต่ในครั้งนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัว.

[ ซ้อมความเข้าใจคำว่าศิลป. ]

ขอซ้อมความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับผู้ไม่เคยฟังมาแต่ต้นสักหน่อยหนึ่ง ในเรื่องของคำว่า ศิลป ; เพราะว่าเมื่อท่านได้ยินคำว่า ศิลป ท่านอาจจะเข้าใจความหมายผิดไปจากที่อาตมาต้องการให้ถือเอา ; เพราะเคยได้ยินคำว่า ศิลป – ศิลป กันเพียงของตบตา ใช้ความงามหรือความแปลกประหลาดเป็นเครื่องตบตา ; ไม่ใช่ของที่จริงแท้แน่นอน ถาวรเด็ดขาดแต่ประการใด.

ครั้นมาได้ยินคำว่า ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัว เขาก็ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นสิ่งที่จะมีได้, แล้วก็เลยถือหรือหาว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวง; เพราะคนโดยมากไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ชนิดที่จะเอาไว้กับเนื้อกับตัวได้ , รู้จักแต่พระพุทธเจ้าที่เป็นอย่างคน เกิดในประเทศอินเดียนานมาแล้ว นิพพานแล้ว เผาแล้ว เหลือแต่กระดูกแล้ว อย่างนี้จะเอามาอยู่กับเนื้อกับตัวได้อย่างไร.

หรือบางคนถือเขยิบใกล้เข้ามาสักหน่อย เอาพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้า มาแขวนไว้ที่คอ แล้วก็เรียกว่าอยู่กับเนื้อกับตัว. นี่ก็จะพาลเข้าใจว่า อาตมาก็จะกล่าวถึงการแขวนพระพุทธรูปนั้นอีก ; ในที่นี้ ไม่ได้กล่าวอย่างนั้น ไม่ได้มุ่งหมายอย่างนั้น.

ขอให้เข้าใจคำว่า ศิลป อย่างถูกต้อง ดังที่ได้เคยอธิบายมาแล้วหลายครั้ง. คำว่า ศิลป นี้ในการภาษาไทยมี ๒ ความหมายจริง ๆ เหมือนกัน คือ ความหมายสำหรับของหลอก ๆ ตบตานั้นก็มี ; ส่วนที่เป็นของจริงนั้น ก็หมายถึง สิ่งที่มีความงามอย่างยิ่ง สำเร็จประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ทำยากอย่างยิ่ง. ถ้าซื้อขายกัน ก็แพงอย่างยิ่ง ; นี้เป็นไปในทางวัตถุ.

คำว่า ศิลป นี่ มันคล้าย ๆ กับคำอีกคำหนึ่ง ; ถ้าเป็นเรื่องทางใจ นั่นก็คือคำว่า อุปายวิธี คือวิธีแห่งการใช้อุบาย. แต่ในทางฝ่ายจิตใจก็เหมือนกัน งดงามอย่างยิ่งสำเร็จประโยชน์อย่างยิ่ง ทำยากอย่างยิ่ง มันเป็นศิลปในทางจิตทางใจ แต่คำว่า อุบาย ในภาษาไทยนี้ กลายเป็นเรื่องหลอก ๆ ไปเสียอีก ในภาษาบาลีคำว่า อุบาย ไม่ใช่หมายถึงเรื่องหลอกลวง แต่เป็นวิธีอันเร้นลับ ; ใช้ในทางหลอกลวง ก็ได้ , ใช้ในทางซื่อสัตย์จริตก็ได้ . แม้แต่การประพฤติกระทำให้มีการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ก็ เรียกว่า อุปายวิธี หรืออุบายด้วยเหมือนกัน.

ฉะนั้น ท่านจงทราบใช้ว่าในภาษาไทยเรา แม้จะรับเอาคำในภาษาบาลีมาใช้ แต่ก็ใช้ไม่ค่อยหมด หรือว่าใช้ครึ่งเดียว , หรือให้มีความหมายไปในทางใดทางหนึ่ง ตามที่นิยมใช้กันโดยมาก. เช่นคำว่า “ อุบาย ” นี้ ก็หมายถึงเรื่องหลอกลวง ; ถ้าเรื่องว่าทิฏฐิ ก็มักจะหมายถึงมิจฉาทิฏฐิโดยส่วนเดียว.

เรื่อง “ ศิลป ” ในภาษาไทยเรานี้ ก็เหมือนกันนิยมใช้กันแต่ในความหมายที่เป็นไป เพื่อการหลอกลวงตบตา ; สู้คำในภาษาฝรั่งไม่ได้. คำว่า art ที่แปลว่า ศิลป นั้น เขาก็แยกออกเป็น ๒ คำ คือ ถ้าเป็นไปในทางหลอกลวง เขาจะใช้คำว่า articicial , ถ้าเป็นไปในทางสุจริต เขาจะใช้คำว่า artistic คือมันเป็นของที่ทำได้ยาก มีความปราณีตมากงดงามอย่างยิ่ง สำเร็จประโยชน์อย่างยิ่ง ตรงกันกับหลักทั่วไป .

ทีนี้ก็อยากดูถึงคำง่าย ๆ ในภาษาไทยเรา ก็มีอยู่บางคำ เช่นคำว่า “ เคล็ด ” . คำว่า เคล็ด นี้ท่านจะถือว่าเป็นคำมีความหมายทางเลวร้าย หรือความหมายทางดี ? อาตมาเห็นว่า คำว่าเคล็ดนี่ ใช้ได้ทั้งในทางเลวและในทางดี ; ใช้เคล็ดเพื่อทำความดี มันก็ได้ผลดี. ใช้เคล็ดเพื่อทำความเลว มันก็ได้ผลเลว. แต่คำว่า เคล็ดนี่ มันมีความอยู่ตรงที่ว่า ให้ทำง่าย ๆ ให้ทำเร็ว ๆ แล้วให้ใช้แรงน้อย ใช้ทุนน้อย แล้วก็ได้ผลมาก ; อย่างนี้เราเรียกว่า เคล็ด.

ถ้าเอามาใช้กับสิ่งที่ยาก ที่งดงามมาก ที่มีประโยชน์มาก เคล็ดนั้นก็คือศิลป นั่นเอง; แต่ถ้าเอาไปใช้ในทางหลอกลวง , มันก็เป็นเรื่องหลอกลวงไป , มันก็หลอกลวงได้มาก , หลอกลวงชนิดที่มีกำไรมาก สมกับที่คำว่ามันเป็นเคล็ด. และเดี๋ยวนี้ก็มีคำยืมมาจากภาษาต่างประเทศอีกคำหนึ่ง คือคำว่า เทคนิค ( technics ) ; ถ้าเรามีเทคนิคเราก็ทำได้ผลดีได้เร็ว ได้ประโยชน์มาก และลงทุนน้อย , ถ้าผิดเทคนิค ไม่มีเทคนิค มันก็มีผลตรงกันข้าม.

เดี๋ยวนี้เราก็ชอบใช้คำว่า “เคล็ด” ชอบใช้คำว่าเทคนิค หรืออุบาย กันอยู่แล้วเป็นประจำ ; ก็ขอให้เอามาใช้ในทางที่ถูกต้อง ที่เป็นประโยชน์ ที่เป็นสิ่งสุจริต บริสุทธิ์ใจ กันดูบ้าง ; ก็จะได้รับผลเกินคาด คือลงทุนน้อย ได้ประโยชน์สูง ได้ประโยชน์ลึกโดยง่าย โดยด่วน และโดยเร็ว.

นี่แหละ ขอถือเอาความหมายคำว่า ศิลป กันอย่างนี้ จะชอบเรียกว่า เคล็ด ก็ได้ , จะชอบเรียกว่า อุบายวิธี ก็ได้ จะชอบเรียกว่า เทคนิค ก็ได้ , แล้วแต่ใครจะชอบใช้คำไหน ; สำหรับอาตมาเองนั้นเห็นว่า เราควรจะใช้คำว่า ศิลป.

[ เริ่มบรรยายครั้งนี้. ]

วันนี้จะพูดถึง ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กันเนื้อกับตัว. คนไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ก็จะไปฟัง ไปในทางที่ว่า เป็นเรื่องเล่นไม่ซื่อ “ จะเอาพระพุทธเข้ามาอยู่กับตัว นี้ ฉันไม่เชื่อ ; ฉะนั้นเมื่อแกมาพูดอย่างนี้ ก็ต้องเป็นเรื่องหลอกกันเล่น , ถึงแม้จะเอาพระพุทธเจ้ามาอยู่กับเนื้อกับตัวได้ ก็เป็นพระพุทธเจ้าหลอก ๆ , หรือพระพุทธเจ้าศิลปไปเสียอีก ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ”. นี่ถ้าได้เกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างนี้แล้ว ก็คงจะไม่ตั้งฟัง ไม่สนใจฟัง ไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง , แล้วก็เลยไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการฟัง .

ต้องศึกษาคำว่า ศิลป ให้ถูกต้อง.

ศิลปต้องให้มีความหมายครบถ้วนอย่างที่เคยพูดมาแล้ว อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ คือว่า :-

ข้อที่ ๑. สิ่งที่มีความงดงาม เป็นข้อแรก , งดงามอย่างจับใจ , เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ความพอใจ ความเลื่อมใส, พร้อมที่จะจูงใจบุคคลนั้นไปได้ตามปรารถนา. นี่เอาความงามมาเป็นข้อแรก.

ข้อที่ ๒. นี้ก็มาถึง ความมีประโยชน์อย่างยิ่ง ; หมายความว่าการที่ลงทุนทำกันทั้งทีนี้ เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง มีผลเกินค่า หรือว่ากำไรมากที่สุด. นี่พูดกันอย่างวัตถุ.

ข้อที่ ๓. ก็มาถึงคำว่า ละเอียด ประณีต สุขุมในทางฝีมือ , คือ ต้องมีฝีมืออย่างยิ่ง จึงจะทำได้.

เมื่อครบทั้ง ๓ อย่าง คือ งาม และมีประโยชน์อย่างยิ่ง และฝีมืออย่างยิ่ง ก็เรียกว่า “ ศิลป ” . ถ้าเมื่อลงทุนทำถึงขนาดนี้แล้ว มันเป็นเรื่องหลอกลวงไปไม่ได้ ; จะหลอกลวงไปทำไม เมื่อต้องใช้ความพยายามมากอย่างยิ่งอยู่แล้ว จึงจะได้สิ่งนี้มา.

นี่ถ้าว่า จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าปรารถนา ก็คือ เป็นหนทาง ที่จะให้สิ่งที่ลึกซึ้ง หรือสูงสุด หรือยากลำบากนั้น กลายมาเป็นสิ่งที่อยู่กับเราได้ , สำเร็จประโยชน์กับเรา , หรือใช้เป็นประโยชน์ได้.

เช่นว่า การครองชีวิตให้งดงาม ตามแบบที่ เรียกว่า พรหมจรรย์ , คือ แบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐนั่น มันมีค่ามาก ; จึงต้องลงทุนตามวิธีทางของศิลป : คือ อย่างละเอียดลออประณีต จึงจะสำเร็จ แล้วก็ได้ผลเป็นประโยชน์สูงสุด ที่มนุษย์ควรจะได้, และถ้าดูแล้ว มันก็งาม คือ ชวนให้คนทั้งหลายมาสนใจรับเอาไว้.

พระธรรมมีความงามทั้งเบื้องต้น, ท่ามกลาง และเบื้องปลาย.

หรือดังที่บอกแล้วว่า พระศาสนาก็ดี พระธรรมทั้งหลายก็ดี มีความงาม เป็นเครื่องดึงดูดใจ. ถ้าคนฟังเข้าใจ ก็จะรู้สึกความงามในพระศาสนา หรือในพระธรรมวินัย แล้วเขาก็ยอมรับปฏิบัติ.

เรื่องทางศาสนา ก็ยังเกี่ยวกับ วิธีการที่เรียกว่า ศิลป ; ดังที่พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้คำว่า งามเบื้องต้น งามท่ามกลาง งามเบื้องปลาย ว่าเป็นลักษณะอันสำคัญ ถึงกับทรงกำชับให้ภิกษุทั้งหลายแสดงธรรม ประกาศพรหมจรรย์ให้งดงาม ถึงขนาดนี้.

นี่เราในฐานะที่เป็นสาวก ก็มีหน้าที่ทั้งทางที่จะศึกษาปฏิบัติ, และทั้งทางที่จะสืบพระศาสนา คือเผยแพร่สั่งสอนกันสืบไป. เราต้องมีความรู้ ความเข้าใจซึบซาบมาแล้วโดยถูกต้อง และครบถ้วนว่า พระธรรมนั้นงามอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ละเอียดประณีตอย่างไร จึงจะสามารถสั่งสอนเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบต่อไป, ไปยังบุคคลอื่น อันจะมีมาในภายหลัง ให้เขาได้เข้าใจและรับเอาไปได้ ซึ่งพระธรรมอันสูงสุด, โดยวิธีการแห่งศิลป อันจะพึงใช้ในการเผยแผ่.

อาตมาจึงเห็นว่า เป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่จะมีวิธีการ คือการใช้ศิลปให้ถูกต้อง ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา.

คนทั่วไปในโลก จะเป็นฝรั่งหรือเป็นคนพวกไหนก็ดี มีคำว่า art หรือ ศิลป นี้ใช้ ก็เพราะเกิดความรู้สึกขึ้นมาได้ในภายใน จากจิตใจของตัวเอง ซึ่งนิยมความงาม ความมีประโยชน์ และความละเอียดประณีตในทางฝีมือ ; ฉะนั้นเขาจึงใช้คำคำนี้กันทั่วไปหมด แม้ในภาษาไทยก็มีคำคำหนึ่งที่ใช้ในความหมาย ที่ตรงกับคำว่า art หรือ ศิลป.

ธรรมะในศาสนาของเรา ก็มีอาการอย่างนี้อยู่แล้ว, มีหลักเกณฑ์อย่างนี้อยู่แล้ว ; ฉะนั้นจึงสะดวกที่จะใช้ ; และจะน่าหัวเราะมากทีเดียว ถ้าว่าจะพูดว่า เรามีอยู่แล้ว เราใช้อยู่แล้ว แต่เราก็ยังไม่รู้จักชื่อของมัน, ไม่รู้จักเรียกคำคำนี้, ทั้งที่เราก็ได้ใช้กันอยู่แล้ว :-

ในการแสดงธรรมก็ดี ในการเขียนประพันธ์ก็ดี มีการใช้ศิลปอย่งเต็มที่. ที่เป็นไปสุดเหวี่ยง ก็คือการใช้กาพย์กลอนที่ไพเราะ ; แม้จะเป็นคำร้อยแก้ว ไม่ใช่กาพย์กลอน ก็ต้องมีลักษณะแห่งศิลปเต็มที่, คือ ถ้อยคำไพเราะ มีเนื้อความดีสูง ทำได้โดยยาก. นี้เราก็ได้ใช้กันอยู่แล้วเป็นประจำ และนานมาแล้วด้วย.

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่างอาตมา ซึ่งทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาหลายสิบปี ; สิ่งที่ทำไปก็มีรูปแบบแห่งศิลปอย่างมากทีเดียว ในการที่จะเผยแผ่พระธรรม คำสั่งสอนเหล่านั้น. ท่านทั้งหลายก็มีด้วยเหมือนกัน; ในบางคนที่ได้ทำงานอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ใช้มันอยู่แล้ว ได้รับประโยชน์แล้ว ก็ยังไม่รู้จักชื่อของมัน ว่าจะเรียกว่าอะไรดี.

เดี๋ยวนี้ก็จะเอาชื่อของมันมาเผยแผ่ มาประกาศให้รู้ว่า เราจะเรียกกันว่าศิลป คือ สิ่งที่มีความงามจับใจ มีคุณค่าใหญ่หลวง แล้วก็มีความประณีตละเอียดในการสร้างสรรค์. นี้คือศิลปในความหมายที่แท้จริง ที่ถูกต้องไม่เป็นการหลอกลวง.

เหตุที่ควรมีศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับตัว.

หัวข้อเรื่องมีว่า ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัว นี้ก็ควรจะนึกกันให้ทั่วถึงว่า ทำไมจะต้องมาอยู่กับเนื้อกับตัว ? ถ้าไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก็จะช่วยอะไรไม่ได้แล้วจะไม่มีประโยชน์อะไร. พระคุณของพระพุทธเจ้าหรือพระคุณของพระธรรม หรือพระคุณของพระสงฆ์ จะมีประโยชน์แก่เรา ก็ต่อเมื่อเราเอามาทำให้อยู่กับเนื้อกับตัว.

ถ้าไม่รู้จักพระพุทธเจ้าโดยภาษาธรรม ก็จะไม่เข้าใจคำว่า มาอยู่กับเนื้อกับตัว ; เพราะเห็นว่าพระพุทธเจ้านั้น ก็เป็นบุคคลตายแล้ว เผาแล้ว. นี่พูดภาษาชาวบ้าน; เหลือแต่กระดูกแล้ว ไม่พอแจกกัน ที่จะเอามาอยู่กับเนื้อกับตัว, ทำเป็นพระพุทธรูปขึ้นมาแทน แล้วมาแขวนไว้ที่คอ แล้วก็จะเรียกว่า อยู่กับเนื้อกับตัว.

นี่แหละมันเป็นเรื่องติดตัน ตายด้าน กันอยู่ที่ตรงนี้ ว่าจะทำให้พระพุทธเจ้ามาอยู่กับเนื้อกับตัวได้อย่างไร.

เขาเอาพระพุทธรูปมาแขวนคอ ด้วยความคิดว่าอย่างไร ? ส่วนมากก็ด้วยความเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ประโยชน์ของตัว มีแต่ความขลาด ความกลัว เอาพระพุทธรูป พระเครื่อง มาแขวนไว้ที่คอ ด้วยความคิดว่าจะปลอดภัยด้วยความคิดว่าจะร่ำรวยมากเร็ว ๆ ด้วยความคิดว่า จะให้คนรักทั่วทุกทิศทุกทาง. นี่เอาพระพุทธรูปมาแขวนไว้ในลักษณะอย่างนี้ ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์จริงไม่เคยตรัส.

พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธรูป; เพราะมันไม่มี ในครั้งพุทธกาล ไม่มีพระพุทธรูป ไม่มีพระเครื่อง; ฉะนั้นจึงไม่มีข้อความใด ๆ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เกี่ยวพระพุทธรูปหรือพระเครื่อง. การที่ถือว่าเอาพระเครื่องมาแขวนคอ แล้วจะปลอดภัย จะรวย ใครเห็นก็จะรัก ; นี่เป็นเรื่องว่าเอาเองทีหลัง. จะอยู่กับเนื้อกับตัวได้หรือไม่ ก็ลองดูเถิด.

อาตมาชักจะสงสัย จึงได้เอามาพูด ให้ใคร่ครวญกันดู พิจารณากันดู ว่าเอาพระพุทธรูปมาแขวนเข้าที่คอห้อยอยู่ที่ใต้คาง ที่หน้าอก, เวลากินเหล้า ยกแก้วเหล้าข้ามหัวพระเครื่อง วันหนึ่งตั้งหลาย ๆ หน, แล้วพระเครื่องนั้นจะเป็นอย่างไร; ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าจริง มีจิต มีวิญญาณสิงอยู่ในนั้น แล้วจะรู้สึกอย่างไร นี้เรียกว่า เอาแก้วเหล้าข้ามหัวท่าน.

ทีนี้บางทีก็จะเก็บพระเครื่องไว้ที่อื่นก็ได้; แต่พอถึงเวลาที่เขาจะทำพิธีกินเหล้า เขายกแก้วเหล้าขึ้นชูเหนือหัว เหนือศรีษะ พร้อมกัน ในการดื่มอวยพรให้คนนั้นคนนี้ ยกแก้วเหล้าขึ้นเป็นสิ่งสูงสุดกว่าสิ่งใดยกขึ้นเหนือหัว; แล้วพระพุทธรูป พระพุทธเจ้าที่เอามาเก็บไว้เพื่อตัวนั้น จะรู้สึกอย่างไร. ถ้ามีจิตมีวิญญาณก็จะไม่สำเร็จประโยชน์เลยในการที่หวังว่า จะพึ่งพาอานุภาพของพระเครื่อง ของพระพุทธรูป.

จะทำพิธีพุทธาภิเษก ให้วิเศษมากี่วัดกี่วากี่ร้อยครั้ง ถ้าเอาแก้วเหล้าข้ามหัวทีเดียว มันก็หมดแหละ มันก็หมดความหมายแหละเมื่อข้ามหัว; เพราะว่าเหล้านั่นเองทำให้หมดความเป็นพระเศียร เหลือแต่หัวตามแบบของวัตถุ. เมื่อยังไม่ได้เอาแก้วเหล้ามาข้ามหัว ก็ยังมีคำว่า พระเศียรอยู่, สูงสุดอยู่; พอเอาแก้วเหล้าข้ามหัวเสียแล้ว มันก็หมดความหมายของคำว่า พระเศียร เหลือแต่หัว.

นี่อาตมาจึงใช้คำว่า “ ข้ามหัวท่าน ” จนหมดความเป็นพระเศียร, แล้วก็ไม่มีความเป็นพระพุทธเจ้าเหลืออยู่; เพราะถูกข้ามหัวด้วยแก้วเหล้า วันหนึ่งหลาย ๆ ครั้ง สำหรับคนกินเหล้า. หรือว่าคนไม่กินเหล้า ก็ยังจะยกอะไรข้ามหัวท่านอยู่บ่อย ๆ ; แม้แต่กินข้าว กินแกง กินกับ กินอะไรก็ตาม มันต้องกินทางปาก มันก็ข้ามหัวพระเครื่องแล้วไม่เห็นใครเคยถอดพระเครื่อง แล้วจึงกินจึงดื่ม

เอาละ, เป็นอันว่า คนที่เขาอยากจะมีพระพุทธเจ้า อยู่กับเนื้อกับตัวนั้น มันไม่มีความหมายเสียแล้ว ถ้าทำเพียงเท่านี้; แม้ว่าบางคนจะมาสักลงไปในหนัง ลงในผิวหนัง เป็นรูปพระพุทธรูป เป็นรูปพระพุทธเจ้าให้อยู่กับเนื้อกับตัว แล้วก็ยังปฏิบัติอย่างเดียวกัน กับพระเครื่องที่เอามาแขวนไว้; แล้วก็ใช้ร่างกายนี้ ทำแต่สิ่งที่ไม่น่าดูเป็นบาป เป็นอกุศล ; มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะสักพระพุทธรูปไว้ที่เนื้อที่ตัว ที่หนัง.

เอาละ, เป็นอันว่า เขาควรจะคิดหาวิธีอื่น ที่จะทำให้มีพระพุทธเจ้าพระองค์จริง แล้วก็มาอยู่ที่เนื้อที่ตัวกันจริง ๆ.

พระพุทธเจ้าที่จะอยู่กับตัวได้ คือ ปฏิจจสมุปบาทธรรม.

ข้อแรกก็จะต้องพูดถึง พระพุทธเจ้าพระองค์จริงเรื่องมันก็มาก; แต่มันก็จำเป็นจะต้องพูดอีกว่าพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ต้องไม่ตาย ต้องไม่นิพพาน ต้องยังอยู่ตลอดกาล แล้วก็อยู่กะเราได้ และเข้าไปอยู่ในจิตใจของเราได้. ข้อนั้นคือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าพระธรรม; ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ; ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเป็นธรรม ; เพียงแต่เห็นเนื้อตัว จับชายจีวรอยู่, ไม่เห็นธรรม ก็ไม่ชื่อว่าเห็นเรา ต้องเห็นธรรม, เห็นพระธรรม.

ทีนี้เห็นพระธรรม เห็นที่ตรงไหน ? ก็จะเหมา ๆ เอาว่า พระธรรมคำสอนทั้งหมดก็ได้. แต่พระพุทธเจ้าท่านยังตรัสไว้ชัดว่า : ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ; ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท ; ก็เป็นอันยุติได้ว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท คือ เห็นธรรม.

จักรกลของการเห็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิด.

ทีนี้เห็นปฏิจจสมุปบาทนั้น คือเห็นอะไร ? ต้องเห็นกันอย่างถูกต้อง ก็พูดได้ง่าย ๆ ว่า เห็นในการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ และการดับลงแห่งความทุกข์อย่างถูกต้อง แท้จริงและสมบูรณ์นี้ เรียกว่า เห็น ปฏิจจสมุปบาท.

ก็มีปัญหาว่าเห็นที่ไหนล่ะ ? ตรงไหนล่ะ ความทุกข์เกิดขึ้น ? ตรงไหนล่ะความทุกข์ดับไป ? มันเลยต้องรู้ลึกเข้าไปถึงภายในจิตใจ ว่าเมื่อไรกระแสปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้น ? เมื่อไรกระแสปฏิจจสมุปบาทดับลง ? จนกระทั่งพบว่าเมื่ออายตนะข้างนอก อายตนะข้างในถึงกันเข้าแล้วก็เกิดวิญญาณ, มีชื่อตามอายตนะนั้น ๆ .

เช่น จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ เป็นต้น ; อายตนะภายในด้วย อายตนะภายนอกด้วย วิญญาณนั้นด้วยสามอย่างนี้ ทำงานร่วมกัน ก็เรียกว่า ผัสสะ ; ก็ต้องเห็นผัสสะ ต้องรู้จักผัสสะ จริง ๆ ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องข้างใน.

ผัสสะเป็นเหตุให้เกิดเวทนา ก็ต้องเห็นจริง ๆ ว่ามันเป็นอย่างไร. ที่เรียกว่าผัสสะให้เกิดเวทนานั้น มันจะให้เกิดความทุกข์ได้อย่างไร ก็เห็นได้จริง ๆ ว่า ในขณะแห่งผัสสะนั้นคนยังโง่อยู่. เมื่อขณะผัสสะนั้นคนยังโง่อยู่ ไม่มีปํญญา ไม่มีวิชชา ไม่มีสติ ไม่มีอะไรหมด. ผัสสะโง่ก็ทำให้เกิดเวทนาโง่ สำหรับจะหลงรัก หรือหลงเกลียดในสุขหรือทุกข์ น่ารักหรือน่าชัง ; เวทนาโง่นี้ มันก็มาจากผัสสะโง่ ผัสสะโง่ก็มาจากอวิชชา ที่เข้ามาประสมโรงเกิดขึ้นในขณะแห่งผัสสะ.

เวทนาโง่แล้ว มันก็ทำให้เกิดความอยากที่โง่ ๆ คือ ตัณหา. เกิดตัณหาแล้ว ก็ช่วยไม่ได้ ; มันจะเกิดความรู้สึกเจ้าของตัณหา คือ มันอยากอะไร ; มันจะเกิดความรู้สึกติดกันมาอีกทีว่า กู ผู้อยาก คือผู้อยาก นี้แหละ คือ ตัวตนตั้งต้นกันที่ตรงนี้ คือ ความโง่ถึงที่สุด คือโง่จนว่า มีตัวมีตน ; ไม่ใช่เป็นเพียงแต่กระแสการปรุงแต่งของจิต ที่ประกอบด้วยอวิชชา.

นี่มันเห็นยาก , เห็นยากแหละ ที่ว่าจะเห็นธรรมนี่ เห็นยากกันที่ตรงนี้เอง มันลึก ; แล้วเราก็มีแต่อวิชชา แล้วก็จะเห็นของลึกได้อย่างไร.

มีอุปทานแล้ว ก็เท่ากับว่า ภพ หรือความมีอยู่แห่งตัวตนนั้น ได้ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว. ภพความมีอยู่พร้อมแล้ว มันก็คลอดออกมาเป็นชาติ เป็นตัวกู, เป็นความรู้สึกเป็นตัวกู ซึ่งยืนอยู่เป็นประธาน.

ทีนี้ อะไร ๆ ที่ตัวกูกวาดเอาเข้ามา ก็จะเป็นทุกข์ทั้งนั้น : ความเกิดก็เป็นทุกข์ , นี้ความเกิดอย่างท้องแม่ก็เป็นทุกข์ ; เพราะมันมีชาติอย่างอุปาทานนี้ขึ้นมาแล้วก็เก็บกวาดเอา ชาติอย่างที่เป็น ชาติอย่างเกิดจากท้องแม่ เอามาเป็นทุกข์ ความแก่เอามาเป็นทุกข์ ความตายเอามาเป็นทุกข์ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส กี่อย่าง ๆ เอามาเป็นทุกข์ คือเป็นของกู ; เพราะมาถือเอาเป็นของกู จึงเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา ; ถ้าไม่ถือเอาเป็นของกู ก็ไม่เกิดเป็นความทุกข์อะไร ๆ ขึ้นมาเลย.

มันต้องมีชาติ, ชา-ติ ความเกิดแห่งตัวตนจากอุปาทาน ขึ้นมาเสียก่อน แล้วมันก็ ครองอัตตภาพนี้ป็นตัวตนเป็นของตน, จะรับเอาอะไร ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับอัตตภาพนี้ ว่าเป็นของตน, เอาอะไรมายึดถือเป็นของตน ก็ต้องเป็นทุกข์เพราะเหตุนั้น. นี่ทุกข์ทั้งปวงทั้งมวล ทั้งสิ้น เกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ . นี้เรียกว่า เห็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์ ซึ่งเป็นปฏิจจสมุปบาทซีกหนึ่ง ด้านหนึ่ง คือ ด้านเกิดทุกข์ .

จักรวาลในการเห็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับ .

ทีนี้ ในด้านที่ตรงกันข้าม มันก็ตั้งต้นคล้ายกัน : อายตนะภายในกระทบกับอาตยนะภายนอก เกิดวิญญาณ ; สามอย่างนี้ ผสมกันทำงานเรียกว่า ผัสสะ . ทีนี้มันก็จะเป็นด้วยอะไรก็สุดแท้ ชาวบ้านก็คงจะเรียกว่าโชคมันดี ; แต่ที่แท้ เพราะว่าเหตุปัจจัยมันดี : มีการศึกษา , ได้ยินได้ฟังคำของพระอริยเจ้า , ได้รับการศึกษา ฝึกฝน แนะนำที่ดี , เป็นคนที่มีความรู้ มีปัญญา มีวิชชา มีสติ ; ฉะนั้นพอมีผัสสะขึ้นมาแล้ว สติปัญญามันมา อวิชชาไม่มีโอกาสจะเกิด. สติปัญญาหรือวิชชา มันเข้ามาควบคุมผัสสะนั้นเสีย ; ผัสสะนั้นก็เลยเป็นผัสสะฉลาด , ไม่เป็นผัสสะโง่ เหมือนในกรณีแรกที่แล้วมา .

มันมีผัสสะที่ฉลาดเสียแล้ว ; ผัสสะลืมตา ไม่หลับตา , เป็นผัสสะที่ตรัสรู้ได้ ในตัวมัน. ผัสสะชนิดนี้มันก็ให้เกิดเวทนาที่ฉลาด เพราะมันออกมาจากผัสสะที่ฉลาด ; ฉะนั้นเวทนานั้นจึงไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหลงรัก หลงโกรธ หรือยินดียินร้าย . มันก็เป็นเวทนาที่แสดงตัวอยู่ว่า โอ๊ย ! นี่มันสักแต่เวทนาเว้ย ! มันสักว่าเป็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้นแก่ระบบประสาท ตามธรรมชาติแท้ ๆ ; ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตนของเวทนา , แล้วมันก็ไม่หลง ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหลงรักหลงเกลียด , เวทนาแสดงตัวออกมาในลักษณะที่สักว่า เวทนา , เป็นแต่สักว่า เวทนา .

เวทนาชนิดนี้ไม่ให้เกิดตัณหา เพราะมันแสดงตัวถูกต้อง มีปัญญา มีวิชชา กำกับมา , เวทนาชนิดนี้ จะกลายเป็นมีประโยชน์ไปอีกทางหนึ่ง คือให้เราได้ความรู้เพิ่มขึ้น ๆ ว่าอะไรเป็นอย่างไร , อะไรเป็นอะไร , เวทนาเป็นอย่างไร, เรื่องนี้เป็นอย่างไร, เรื่องนี้มีอะไรที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ , ประพฤติกระทำกันอย่างไร.

เวทนาชนิดทำให้มีความรู้งอกงามออกไป เกี่ยวกับเรื่องทางจิตใจของมนุษย์เรา มันเลยให้ประโยชน์ให้เป็นการศึกษาไปเสีย ; แล้วมันก็ไม่เกิดตัณหา : เวทนานั้นดับ - ตัณหาก็ดับ คือไม่เกิด , ตัณหาดับ – อุปาทานมันก็ดับ คือไม่เกิด ; เมื่ออุปทานไม่เกิด , ภพ – ชาติ ก็ไม่เกิด , ตัวกูก็ไม่เกิด , ไม่มีอะไรเป็นที่ตั้ง สำหรับจะเอามาเป็นผู้ยึดถือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง , ความทุกข์ทั้งปวงก็ไม่เกิด .

นี่คือ ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับ มีอยู่ในชีวิตจิตใจของคน มากมายหลายสิบครั้งต่อวันหนึ่ง ; เพราะมันมีทั้งตา ทั้งหู ทั้งจมูก ทั้งลิ้น ทั้งกาย ทั้งใจ ตั้ง ๖ อย่าง ; แล้วเรื่องราวต่าง ๆ ในโลกนี้ก็มีมาก แม้แต่เพียงทางตาเรื่องเดียว ก็ยังมีหลายเรื่องหลายชนิด.

ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เป็นรอบ ๆ นี้ เกิดขึ้นได้มาก ; ในทางฝ่ายที่เป็นทุกข์จะเกิดขึ้นได้มากกว่า ; เพราะว่า เราไม่มีวิชชาหรือปัญญาเพียงพอ มันจึงเกิดขึ้นเป็นความทุกข์รบกวนไม่มากก็น้อย แต่เราก็ไม่สนใจเห็นเป็นเรื่องไม่มีความหมายอะไร ; ถ้ามีทุกข์หนักเข้าก็มานั่งร้องไห้เสียดีกว่า ที่จะไปรู้ว่ามันคืออะไร , หนักเข้า ๆ ฆ่าตัวตายเสียดีกว่า มันจะได้รู้แล้วรู้รอดไป . ฉะนั้นยาที่กินให้ตาย มันก็ยังขายได้ ; เพราะเขาไม่รู้วิธีที่จะแก้ปัญหานี้อย่างไร.

ทีนี้ ส่วนที่จะมารู้ว่า ผัสสะ เวทนา เป็นเพียงของเกิดขึ้นตามธรรมดา ไม่ควรยึดถือ นี้มันน้อยนักเพราะว่าอะไร ? เพราะว่าไม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้ ; หรือว่าได้เรียน แต่มันก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้ ; หรือว่าเข้าใจเรื่องนี้ มันก็ยังปฎิบัติไม่ได้.

นี่แหละขอให้สนใจกันที่ตรงนี้ ว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท คือ เห็นธรรม , เห็นธรรม คือ เห็นตถาคต. ทีนี้การเห็นปฏิจจสมุปบาทมันมีไม่ได้ , เมื่อเห็นปฏิจจสมุปบาทไม่ได้ ก็ไม่เห็นธรรม , เมื่อไม่เห็นธรรม ก็ไม่เห็นตถาคต.

เหตุที่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทไม่ได้.

ที่นี้ ทำไมเห็นปฏิจจสมุปบาทไม่ได้ ? ข้อแรกที่สุดก็ต้องตอบว่า เพราะว่าไม่ได้เรียน , มันไม่มีโอกาสเรียน. เอาละ ถ้าว่าบวชเรียน ได้มีโอกาสเรียน ก็ยังเรียนผิด ๆ , ยังสอนผิด ๆ เรียนผิด ๆ ไม่ถูกเรื่อง มันก็ไม่เห็นอีกเหมือนกัน . เพียงแต่เรียนนี้ มันไม่เห็น , มันเพียงแต่จำได้ หรือเข้าใจ .

ถ้าจะให้เห็น มันต้องปฏิบัติ ให้สิ่งนั้นปรากฏขึ้นมาจริง ๆ . เดี๋ยวนี้ปฏิบัติไม่ได้ เพระว่าเรียนไม่ถูกต้อง, ไม่ตรงตามที่เป็นจริง มีค่าเท่ากับไม่ได้เรียน. มันต้องเรียนให้ถูกต้อง ให้เพียงพอ แล้วก็ปฏิบัติให้มันถูกต้อง และเพียงพอ .

ปฏิจจสมุปบาทที่กล่าวไว้ว่า เพราะมีเหตุนั้น จึงมีอันนั้น, -- เพราะมีอันนั้นจึงมีอันนั้น, -- เพราะมีอันนั้นจึงมีอันนั้น , นั้นเป็นเพียงวิชา, หรือหลักวิชา มีการปฏิบัตินั้น ไม่ใช่ปฏิบัติอย่างนั้น ; การปฏิบัติต้องมา ปฏิบัติ คือ มีสติควบคุม อายตนะ เมื่อเกิดวิญญาณ เกิดผัสสะแล้ว , ให้ปัญญาและสติมาทันท่วงที ทันเวลา. สรุปสั้น ๆ ว่า ให้มีสติกับปัญญา หรือให้สติขนเอาปัญญาโดยแวบเดียว ให้มาทันในเวลาที่ผัสสะ, ควบคุมผัสสะนั้นไว้ อย่าให้เป็นผัสสะโง่ .

เอ้า , มันก็ทำไม่ได้เสียอีก มันยากเกินไป แล้วบางคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ปฏิบัติในปฏิจจสมุปบาทนั้น เป็นอย่างไร ; เข้าใจว่าเอามาท่อง ท่องไปท่องมา ท่องไปท่องมา แล้วก็เป็นการปฏิบัติ มันน่าหัว ; อันนั้นมันส่วนวิชา จะท่องก็ท่องไปซิ มันไม่มีการปฏิบัติหรอก. การปฏิบัติคือว่า เอาสติกับปัญญามาให้ทัน ขณะที่มีผัสสะ. ผัสสะนี้เกิดจากของ ๓ อย่าง ทำงานด้วยกัน คือ อายตนะภายใน อายตนะภายนอกและวิญญาณ. สติกับปัญญามาให้ทัน ในขณะแห่งผัสสะก็พอแล้ว, ไม่ต้องถึงกับว่า มาให้ทันในขณะที่ว่าตาถึงกับรูปและเกิดจักษุวิญญาณ ; นั้นมันยังเร็วเกินไป มันยังไม่มีปัญหา. แต่ถ้าว่ามาได้ก็ดีเหมือนกัน ; แต่มันอาจจะดีมากเกินไปก็ได้ คือว่า เมื่อตาเห็นรูป แล้วก็จะรู้ว่าสติ : รู้ว่าตาเท่านั้นหนอ , รูปเท่านั้นหนอ. ครั้นวิญญาณเกิดขึ้น เพราะการเห็นทางตาก็ว่าวิญญาณเท่านั้นหนอ ไม่มีอะไร ; อย่างนี้ก็คงจะดีมาก , แต่อาจจะมากเกินไป ปฏิบัติยากมากเกินไป. เอาแต่เพียงว่าเมื่อมันเกิดการกระทบระหว่างสิ่งทั้ง ๓ แล้ว มีสติปัญญาทันในขณะที่เกิดผัสสะ.

การปฏิบัติธรรม ต้องฝึกสติ- ปัญญาให้มาทัน .
ทำไมจะมาทัน ? มันต้องฝึกไว้คล่องแคล่ว , ฝึกสติและปัญญาไว้อย่างคล่องแคล่ว. ระบอบปฏิบัติ เช่น อานาปานสติครบทั้งชุด ทั้ง ๑๖ ขั้นนั้น ถ้าฝึกดีจริง สมบูรณ์จริงแล้ว จะเป็นผู้มีสติและปัญญาอย่างเพียงพอ อย่างคล่องแคล่ว ทันแก่เวลาเสมอ ; ฉะนั้นต้องไปฝึกฝนให้มีสติ ให้มีปัญญา โดยระบบปฏิบัติ.

พอมันเกิดเรื่องจริง ๆ ก็ให้มีสติปัญญามาทัน ในขณะที่สำคัญที่สุด คือ ขณะแห่งผัสสะ ; ผัสสะมันก็ฉลาด ; เกิดเวทนาขึ้น ก็เป็นเวทนาฉลาด, คือให้ความรู้แก่จิต ว่าเวทนานั้นคืออะไร , สักว่าเวทนาเท่านั้นหนอคืออะไร ; มันก็ไม่เกิดตัณหา ไม่เกิดอุปาทาน ไม่เกิดทุกข์ทั้งปวง. เราเห็นที่ตรงนี้

คำว่า เห็น นี้ ไม่ได้เห็นด้วยตา ; มันเป็นเรื่องนามธรรม ต้องเห็นด้วยตาใจ ; ไม่ใช่ตาเนื้อ. ตาเนื้อสำหรับเห็นข้างนอก ; แต่เรื่องข้างใน ต้องเห็นด้วยตาใจ เขาเรียกว่าปัญญาจักษุบ้างธรรมจักษุบ้าง คือจักษุที่เห็นด้วยปัญญา แล้วเห็นธรรมะ , ธรรมจักษุ ก็เห็นธรรม, เมื่อเห็นธรรมก็เห็นปฏิจจสมุปบาท, เห็น ปฏิจจสมุปบาท ก็คือ เห็นธรรม , เห็นธรรม คือ เห็นตถาคต . ถ้าเห็นแต่ในหนังสือเรียนนี้ มันไม่ใช่เห็น ; แม้ในขณะปฏิบัติ ก็ยังไม่เรียกว่าเห็น ; ต้องสำเร็จในการปฏิบัติ : ควบคุมมันได้ ทุกข์ไม่เกิด ทุกข์มันดับ ; เห็นอยู่ด้วยธรรมจักษุด้วยปัญญาจักษุ อย่างนี้เรียกว่าเห็น.

การเห็นปฏิจจสมุปบาทมีได้ โดยปฏิบัติควบคุมมิให้ทุกข์เกิด.

ฉะนั้น จะเอาปฏิจจสมุปบาทมาอ่าน มาท่อง มาอธิบาย มาถกมาเถียงกัน ก็ไม่เชื่อว่าเห็น , ยิ่งมาถกกันในรูปแบบของปรัชญาแล้ว จะยิ่งเพ้อเจ้อ ไกลออกไป ๆๆ จนไม่มีประโยชน์อะไร. ต้องเอามาปฏิบัติ ควบคุมปฏิจจสมุปบาทนี้ได้, ฝ่ายเกิดก็ไม่เกิด ก็มีแต่ฝ่ายดับ, แล้วก็เห็นด้วยปัญญาจักษุด้วยธรรมจักษุ จึงเห็นปฏิจจสมุปบาท : ผู้นั้นก็เห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นก็เห็นพระองค์ .

พระองค์ชนิดนี้แหละ พระพุทธเจ้าชนิดนี้เท่านั้นที่จะอยู่กับเนื้อกับตัวของเราได้ ; เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น เกิดดับอยู่ในกาย ในใจ ของเราอยู่แล้ว ในทุกสิ่งก็ได้, มันมีกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทแสดงอยู่ทั้งนั้น ; แต่ไม่เอาเรื่องข้างนอก เอาแต่เฉพาะเรื่องข้างใน ; กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทเป็นไปในภายใน เกิดทุกข์เมื่อมีอวิชชาเป็นแม่บท , ไม่เกิดทุกข์ในเมื่อดับอวิชชาเสียได้.

นี่เห็นทั้งสองฝ่ายอย่างนี้ด้วยจิตใจ คือรู้สึกด้วยจิตใจ. ภาษาธรรมะตอนนี้ ต้องมีคำบัญญัติว่า การเห็น คือ การรู้สึกด้วยจิตใจ ที่ประกอบอยู่ด้วยปัญญา. นี่ธรรมจักษุ, ปัญญาจักษุเห็นอยู่ ไม่ใช่ตาเนื้อที่เห็นอยู่ ตาเนื้อนี้อาจจะหลับอยู่ก็ได้, แม้ตาบอด ; คนตาบอดก็เห็นได้ ถ้าเขาเข้าใจ และเขาปฏิบัติ และควบคุมอายตนะอยู่, นี้คือ เห็นพระพุทธเจ้า.

เห็นที่ไหน ? ก็เห็นข้างใน, เห็นข้างใน มันก็อยู่ข้างในแล้ว ก็ไม่ต้องพูดกันอีก ไม่ต้องถกเถียงกันอีกว่า อยู่กับเนื้อกับตัวหรือไม่ ; เพราะว่ามีอยู่ข้างในแล้ว นี่พระพุทธเจ้าองค์จริงอยู่ข้างในอย่างนี้.

ถ้ามีพระพุทธเจ้าอย่างนี้อยู่ข้างในแล้ว มือของคนนั้นจะไม่ไปหยิบแก้วเหล้ามากิน ไม่ไปหยิบแก้วเหล้ามาชูขึ้นท่วมหัว ; ฉะนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์จริง ไม่เคยมีใครเอาแก้วเหล้า มาข้ามพระเศียรของท่าน. ไม่มีใครเอาแก้วเหล้ามาชู อยู่เหนือพระเศียรของท่าน. ขอให้เข้าใจกันอย่างนี้บ้าง.

คนที่ยังเอาแก้วเหล้ามาใส่ปากอยู่อย่างนี้ คนยังนั้นไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท ไม่เห็นธรรมะ แม้แต่ในระดับต่ำ ๆ ตื้น ๆ. คนชนิดนี้ไม่เห็นธรรมะ แม้แต่ระดับต่ำ ๆ ตื้น ๆ , ไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท ก็ไม่เห็นพระพุทธเจ้า ไม่มีพระพุทธเจ้า ; เพราะมีความเป็นอันธพาล ชอบกินเหล้า มันก็กินเหล้า กินแล้ว กินอีก ; แล้วก็ไปซื้อพระเครื่องมาแขวนคอ ด้วยหวังว่าจะให้รวย ให้สวย ให้มีอะไรต่าง ๆ มันก็หมดความหมาย.

พระเครื่องนั้น ก็เป็นแต่สักว่าพระเครื่อง , แล้วยิ่งเอามารับการดูหมิ่นดูถูก โดยยกแก้วเหล้าข้ามไปข้ามมาด้วยมันก็ยิ่งไม่มีความหมาย ; จะพุทธาภิเษกกันสักกี่ร้อยครั้งหรือจะซื้อมาตั้งหลายหมื่นบาท มันก็ไม่มีความหมาย.

ฉะนั้นนี้แยกกันให้เด็ดขาด แยกออกจากกันเสียให้เด็ดขาด ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์จริงนั้นคือธรรมะ. ธรรมะ คือ การเห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นอยู่แล้วข้างใน . เห็นธรรมะขนาดนี้แล้ว จะโง่จะเขลาไม่ได้ จะทำผิด ๆ อย่างโง่เขลาไม่ได้ ; ไม่ต้องพูดถึงว่าจะไปกินเหล้า จะไปฆ่าสัตว์ จะไปลักทรัพย์ มันมีไม่ได้.

นี่แหละใครมีพระพุทธเจ้าองค์นี้แล้วหรือยัง ? อาตมาอยากจะขอถามว่า ใครมีพระพุทธเจ้าองค์นี้แล้วหรือยัง ? ที่อยู่ข้างใน ไม่ต้องตอบ , ไม่ใช่ถามให้ตอบ , ถามให้ ไปคิดดู ว่ามีแล้วหรือยัง ? มีพระพุทธเจ้าอย่างนี้กันแล้วหรือยัง ? นั่นแหละ เป็นพระพุทธเจ้าจริง มีพระพุทธเจ้าจริง. ต้องจริงนะ ต้องชัดเจน แจ่มแจ้ง ปรากฏอยู่จริง ๆ นะ แล้วจึงจะเรียกว่ามี .

การถวายความเคารพต่อพระพุทธเจ้าองค์จริง ควรทำให้ถูก.

ที่นี้ มันอาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง พอมีพระพุทธเจ้าองค์จริง อยู่ในใจอย่างนี้ตลอดเวลา สว่างไสวอยู่อย่างนี้ ; พอจะไปกราบพระเครื่อง , หรือไปกราบพระพุทธรูปอิฐปูนอย่างไร มันก็ชักจะกระสับกระส่าย. เพราะว่ามีพระพุทธเจ้าองค์จริงอยู่ข้างใน ; แล้วจะไปกราบวัตถุสมมติ ว่าเป็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้ มันกระสับกระส่าย.

ฉะนั้น บางทีอาจจะลืมกราบพระพุทธรูปไปก็ได้ , หรือไปกราบเข้าแล้ว มันก็รำคาญ. มันรู้สึกว่าเป็นการขบถต่อพระพุทธเจ้าพระองค์จริง เพราะไปถวายความสักการะเคารพอะไรทั้งหมดทั้งสิ้น แก่สัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า , วัตถุแทนพระพุทธเจ้า ; นับตั้งแต่พระธาตุลงมาถึงพระพุทธรูป ลงมาถึงพระเครื่องอะไรเหล่านี้ ซึ่งเป็นเพียงสัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า. แล้วเมื่อพระพุทธเจ้าองค์จริงมีอยู่ข้างใน จะรู้สึกอย่างไร ?

เอาละ ปรองดองกันก็ได้ ถ้าว่านี้เป็นสัญญลักษณ์ ; เห็นสัญญลักษณ์ แล้วก็กราบเพื่อให้ถึงองค์จริง. นี่ปรองดองกันอย่างนี้ก็ได้ ; แต่มันไม่มีเหตุผล เพราะว่าถ้ามีพระพุทธเจ้าองค์จริง แล้วสัญญลักษณ์มันก็ไม่มีความหมาย. เราไม่เคยได้ยินว่า พระอรหันต์กราบพระพุทธรูป ; แต่นั่นจะเป็นเพราะว่าในสมัยพุทธกาลไม่มีพระพุทธรูป. ถ้าว่าเป็นพระอรหันต์สมัยที่มีพระพุทธรูปก็คงจะมีปัญหาว่า จะกราบพระพุทธเจ้า ทำไมไปกราบของแทนหรือของสมมติ ; มันก็ขบถต่อองค์จริงอย่างนั้นแหละเท่านั้น.

ฉะนั้น ระวังให้ดี , ระวังกันให้ดี ๆ ถ้าจะว่าไปกราบสัญญลักษณ์ ก็ให้เป็นเรื่องของสัญญลักษณ์ ; แล้วให้รีบนึกถึงพระพุทธเจ้าองค์จริง อยู่ที่ไหน ? ถ้ามีอยู่ข้างใน เอ้า, ก็ได้เหมือนกัน. แต่เดี๋ยวก็จะหัวเราะตัวเอง ว่าพระพุทธเจ้าองค์จริงมีอยู่ข้างใน แล้วก็ไปกราบวัตถุอะไรก็ไม่รู้ แทนพระพุทธเจ้าพระองค์จริง . การที่จะมีพระพุทธเจ้าองค์จริงอยู่กับเนื้อกับตัว มันก็จะเป็นปัญหาขึ้นมาอย่างนี้ก็ได้.

แต่อาตมาคิดว่า ถ้ายังจะต้องกราบพระพุทธรูปอยู่บ้าง ก็เพื่อเป็นตัวอย่าง เป็นระเบียบคำสอนที่ดีแก่คนที่เขายังไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์จริง . เหมือนอย่างว่า พระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องถือวินัยกันอีก ; แต่พระอรหันต์ท่านก็ยังอุตส่าห์ปฏิบัติพระวินัย, ระวังให้เป็นตัวอย่างที่ดี. ต้องอาบัติเข้าแล้ว ก็ไปแสดงอาบัติ, ซึ่งมันไม่มีความหมายอะไรกะพระอรหันต์นั้นเลย ; แต่ท่านก็ทำไป ทนทำไป เพื่อว่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี แก่คนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์.

ถ้าว่าจะต้องกราบ ต้องอะไรกัน ก็จะต้องตีความหมายกันอย่างนี้ ว่าให้เป็นตัวอย่างที่ดี ; อย่าถือว่าเท่านั้นพอแล้ว แล้วก็หยุดเสีย. ให้พยายามทำให้พระพุทธเจ้าพระองค์จริง เกิดขึ้นภายใน คือ การเห็นปฏิจจสมุปบาท , ซึ่งเป็นการเห็นธรรม . เห็นธรรมแล้วก็เห็นพระองค์จริง , แล้วมีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา. เรื่องปฏิจจสมุปบาท มันมีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา ; ถ้าไม่ใช่ฝ่ายเกิดก็ต้องฝ่ายดับ คือ ฝ่ายที่มีสติปัญญา ; ควบคุมผัสสะไว้ได้มีอยู่ตลอดเวลา . พระพุทธเจ้าพระองค์จริง มีให้เห็นอยู่ข้างในตลอดเวลา ก็เห็นเถอะ ก็รู้สึกเถอะ.

แนวข้อปฏิบัติในการทำให้มีพระพุทธเจ้า พระองค์จริง.

เอ้า , ทีนี้ ก็จะพูดกันให้ละเอียดสักหน่อย ว่าจะมีพระพุทธเจ้าพระองค์จริงอยู่ข้างในเรา ในใจของเรา เรียกว่า ที่เนื้อที่ตัวของเรา ท่านจะต้องกระทำให้ครบ. เรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า นั้นก็คือให้มีการประสูติ การตรัสรู้ และการนิพพาน. สามประการนี้ อยู่ในตัวของท่าน.

ที่ว่า ประสูติแห่งพระพุทธเจ้า ก็คือ ให้เกิดจิตดวงใหม่ หรือให้ภาวะแห่งจิตดวงใหม่ ที่เห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท. ให้จิตชนิดนี้ ภาวะชนิดนี้ เกิดขึ้นในจิตในใจ ในสันดาน ในใจ ; นี่เรียกว่า ประสูติ แล้วการเห็นแจ้งนั้น เป็นการตรัสรู้ , ตรัสรู้แจ้ง อย่างนี้ อวิชชาดับไป กิเลสดับไป เป็นนิโรธ ; แล้วความเย็นเกิดขึ้นมาแทนเป็นนิพพาน. นิพพาน แปลว่า เย็น ; นี้ คือการปรินิพพาน.

พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานอยู่ในหัวใจของเรา ซึ่งเราทำให้มีขึ้นมาได้ครบทั้งสามสถาน. การประสูติ การตรัสรู้ การปรินิพพาน มีอยู่ในหัวใจของเราจริง ๆ ; ถ้าว่าจะติดต่อกันไปตลอดเวลาก็ยิ่งดี ; แต่ถ้าไม่อย่างนั้นแม้เป็นคราว ๆ ก็ยังดี .

ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ขอให้พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ขึ้นมาทันแก่เวลา ก็ยังคุ้มครองได้ ; เรียกว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาบางเวลา ; เพราะว่าเราทำให้เกิดขึ้นบางเวลา อย่างนี้ก็ดีกว่าไม่มีเสียเลย , ดีกว่ามาก ๆ ทีเดียว. แต่ถ้าทำให้ตลอดเวลา ไม่เกิด ๆ ดับ ๆ อย่างนี้ก็ดีที่สุด.

ฉะนั้น จึงอยู่ด้วยสติสมบูรณ์อย่างยิ่ง ปัญญาเพียงพอ สำหรับจะควบคุมอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในลักษณะที่ถูกต้อง ซึ่งกระแสปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร เกิดขึ้นไม่ได้, หรือเกิดขึ้นมาก็เพียงแต่ตั้งต้นเป็นผัสสะแล้วก็หยุด ดับไปเสีย, หรือว่ามันไปดับที่ตรงกลางก็ได้.

ที่จะไม่ให้เกิดเลยนี้มันยากกว่า ; เพราะว่าตามันจะเห็นรูป ก็เกิดจักษุวิญญาณ แต่ถ้าเก่งจริงมันก็ทำได้ ตาก็สักว่าตา รูปก็สักว่ารูป วิญญาณก็สักแต่ว่าวิญญาณ ไม่ปรุงแต่งกันเป็นปฏิจจสมุปบาท นี้จะมีสติและปัญญาไวและมากพอถึงเพียงนี้ได้หรือไม่ ก็ไปคิดดู ถ้าทำได้ก็วิเศษ แล้วควบคุมให้เป็นไปตลอดเวลา.

นี่มันก็สูงสุดแหละ มีพระพุทธเจ้าแท้จริงอยู่กับเรา จนกระทั่งกลายเป็นเรา ; เรากลายเป็นพระพุทธเจ้าไปเสีย. นี่เดี๋ยวก็ไม่กล้าพูด ไม่กล้าคิด เห็นว่ามันจะดีเกินไป จะจ้วงจาบพระพุทธเจ้า.

ที่จริงอย่ากลัวดีกว่า, อย่าต้องกลัวอย่างนั้นเลย. ขอให้มีอย่างนั้นเถิด ให้มีพระพุทธเจ้าแท้จริงอยู่กับเราตลอดเวลา จนดูเหมือนว่าเราก็กลายเป็นพระพุทธเจ้าไปเสียแล้ว. นี้ก็ไม่ได้ดูหมิ่นพระพุทธเจ้า อะไรมากมาย. ถึงอย่างไรเราก็ยังเป็นอนุพุทธเจ้าอยู่นั่นแหละ เพราะเราต้องฟังคำสั่งสอนของพระองค์ รับเอามาปฏิบัติ.

เราหาได้เป็นพระพุทธเจ้า เทียมพระพุทธเจ้า คือ สัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ ; ยังเป็นพระพุทธเจ้าที่เดินตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดตาม คลอดตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. แต่ว่าความเป็นพระพุทธเจ้านั้น จะเหมือนกัน คือว่ารู้ถึงที่สุด ดับกิเลสแล้ว แล้วเย็นเป็นนิพพาน ; นี้จะเหมือนกัน.

เพราฉะนั้น ขอให้มองเห็นว่า ที่เราจะให้มีพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน อยู่ในเรานี้ เป็นสิ่งที่ทำได้. ถ้าตัดเสียว่าไม่เชื่อ ไม่สนใจ ก็ตามใจ ; แต่ถ้าจะลองใคร่ครวญดู มันก็พอจะเห็นได้ ไม่เหลือวิสัย, ไม่เหลือวิสัยในข้อนี้ ที่จะทำให้จิตดวงใหม่มันเกิดขึ้น แปลกไปจากจิตดวงเก่า ๆ คือ จิตโง่ ๆ.

ให้จิตดวงใหม่มีความฉลาด รอบรู้ในเรื่องของธรรมะ แล้วกิเลสก็เกิดไม่ได้, คือกิเลสมันดับโดยนิโรธธาตุเป็นประจำอยู่ ในแสงสว่างแห่งปัญญา. เมื่อกิเลส คือ ความร้อนดับ ; ปรินิพพานหรือนิพพาน คือ ความเย็น ก็ ปรากฏตัวออกมา.

นี่พระนิพพานก็ปรากฏอยู่ เราจึงมีทั้งประสูติ ทั้งตรัสรู้ และทั้งนิพพาน อยู่ในตัวเรา ; จะเรียกว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ที่เนื้อที่ตัวของเรา โดยแท้จริงตลอดเวลาก็ได้ หรือจะว่าเดี๋ยวนี้เรากลายเป็นพระพุทธเจ้าเสียแล้วก็ได้.

คำว่า เรา-เรา ในที่นี้ อย่าเข้าใจไปว่าเป็นตัวตนเป็นตัวเรา ยึดถืออะไร ; เราสมมติเรียกกาย ใจ หรือนามรูป ถึงขนาดนี้ สมมติเรียกว่า “ เรา ” ต่อไปตามเดิม. เมื่อโง่ก็คือเรา, เมื่อตรัสรู้ฉลาดแล้วก็คือเรา. เรา เรียกเราโดยสมมติ ; แต่โดยแท้จริงในภายใน ย่อมเห็นเองว่ามิได้มีเรา ; เพราะมันตรัสรู้ รู้ธรรมะถึงที่สุดเสียแล้ว มันก็ไม่มีตัวเรา, แต่มันก็ยังคงเหลือจิต.

สิ่งที่เรียกว่า จิตนี้มันยังไม่ดับ ; ฉะนั้นจิตดวงใหม่นี้ได้เกิดขึ้น เรียกว่าการประสูติ, จิตดวงใหม่นี้ ประกอบอยู่ด้วยปัญญา เรียกว่า ตรัสรู้, จิตดวงใหม่นี้สัมผัสความเย็น เพราะความหมดไปแห่งกิเลส เรียกว่า นิพพาน , คือ มันเย็นแต่ไม่ใช่ตาย ไม่ใช่ร่างกายตาย.

ขอเตือนไว้แล้วไว้เล่าว่า พระพุทธเจ้านั้นตายไม่ได้. อย่าพูดไปตามประสาเด็ก ๆ, เด็ก ๆ เขาได้รับการสอนทางหนังสือในโรงเรียนว่า พระพุทธเจ้าตายนั้น เขาเรียกว่านิพพาน. ช้างตายเขาเรียกว่าล้ม, พระเจ้าแผ่นดินตายเขาเรียกว่า สวรรคต, อย่างนี้เป็นต้น. พระพุทธเจ้าตาย เรียกว่า นิพพาน ; นิพพานจึงมีความหมายเป็นความตาย.

ต่อมาเด็ก ๆ ก็ได้รับคำบอกเล่าว่า พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว, ข้อนั้นสองพันกว่าปีมาแล้ว. เด็ก ๆ ก็คิดว่าพระพุทธเจ้าตาย ตายได้ ตายเป็น และตายได้ ; อย่างนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง แก่ความรู้ที่ถูกต้อง. เพราะว่าพระพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้นตายไม่ได้ ที่มันดับได้ก็เรื่องสังขารทั้งนั้นแหละ : เกิดได้ก็สังขาร , ดับได้ก็สังขาร.

พระพุทธเจ้าแท้จริง คือ ธรรม, ตัวธรรม ที่ไม่รู้จักตาย, ยิ่งปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นกฏของธรรมชาติแล้วมันยิ่งไม่ตายดอก ไม่รู้จักตาย แล้วไม่รู้จักเกิดด้วย ไม่รู้มันมาได้อย่างไร. คำนี้อธิบายยาก และไม่ต้องอธิบายดีกว่าว่าสัจจธรรมทั้งหลายที่เป็นกฏ มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ; ถ้ามันเกิดได้ มันก็ดับได้.

เดี๋ยวนี้มันไม่มีการดับเลย มันก็ต้องไม่มีการเกิดแล้วมันโผล่ขึ้นมาอย่างไร มันมาตั้งอยู่อย่างไร ยกไว้ว่า เป็นของที่ไม่ต้องอธิบาย ; เหมือนกับพระเจ้าทั้งหลาย คือพวกที่ถือพระเจ้า เขาจะไม่ตอบคำถามว่า ใครสร้างพระเจ้า, เขาไม่ต้องตอบ. พระเจ้าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เขาก็ไม่ต้องตอบ.

สัจจธรรม หรือ พระธรรมในฐานะที่เป็นกฏนี้ก็เหมือนกัน ไม่มีใครสร้าง ไม่มีการเกิด ; แต่มีอยู่ตลอดเวลา. กฏแห่งปฏิจจสมุปบาท มีอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเกิด โดยไม่ต้องดับ. ใครเห็นเข้า ชื่อว่าเห็นธรรม, ใครเห็นธรรมชนิดนี้ ชื่อว่า เห็นพระพุทธเจ้า ; ฉะนั้นพระพุทธเจ้าต้องไม่เกิด ต้องไม่ดับ ต้องไม่ตาย ต้องไม่อะไรหมด ต้องเป็นนิรันดรด้วยเหมือนกัน.

ฉะนั้นเรามีพระพุทธเจ้าชนิดนี้กันจะดีไหม ? ขอฝากไว้ให้ไปคิดดู. ถ้าดี, ต้องการ, แล้วก็มาสนใจเรื่องที่ว่าทำอย่างไร จึงจะมีพระพุทธจ้าชนิดนี้อยู่กับเนื้อกับตัว ?

ต้องใช้ศิลปแน่นอน ; เพราะว่าการกระทำนี้งดงามเหลือประมาณ, การกระทำนี้มีประโยชน์เหลือประมาณ, การกระทำนี้ฝีมือละเอียดสุขุม ประณีตเหลือประมาณ. นี่ศิลป ก็คือ ปฏิบัติธรรมะอย่างมีศิลป ก็จะเข้าถึงตัวธรรมะ คือปฏิจจสมุปบาท เห็นพระพุทธเจ้าองค์จริง.

เราตีความกันอย่างนี้ก็ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม. นี้ ถ้าผู้ใดมีธรรมะล่ะ ผู้นั้นก็ต้องมีเราซี, ผู้ใดมีเราผู้นั้นต้องมีธรรม, ผู้ใดมีธรรม ผู้นั้นมีเรา. เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ เราก็มีธรรม มีธรรมก็คือมีพระพุทธเจ้า ; ฉะนั้นเราก็มีพระพุทธเจ้า อยู่ได้โดยแท้จริง อยู่ที่เนื้อที่ตัวของเรา คือในใจของเรา.

ข้อปฏิบัติเพื่อมีพระพุทธเจ้าอยู่ที่เนื้อตัว.

นี่เราต้องเตรียมปฏิบัติ ให้เนื้อตัวของเราเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า : ปฏิบัติกาย วาจา ใจ ทิฏฐิ ความคิดความเห็นอะไรให้ถูกต้องให้สมบูรณ์ ; เนื้อตัวเราก็จะเป็นสิ่งที่เหมาะสม ที่จะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาประทับอยู่.

ขอให้ใช้ศิลปแห่งการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา. และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือจะเป็นวิธีลัดอย่างใด ซึ่งให้มันเกิดอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ได้ทั้งนั้น ; ปฏิบัติอานาปานสติอย่างเดียวให้เต็มที่ ให้สมบูรณ์จะมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา.

ได้อธิบายแยกแยะให้เห็นชัดแล้วว่าส่วนไหนเป็นศีล, ส่วนไหนเป็นสมาธิ, ส่วนไหนเป็นปัญญา, ส่วนไหนเป็น มรรค ผล นิพพาน, ในอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ๑๖ ประการนั้น ; ไปดูได้, ไปเปิดดูได้, แล้วก็ทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง แล้วก็ปฏิบัติให้ซึมซาบด้วยใจ ด้วยธรรมจักษุ ด้วยปัญญาจักษุ ก็สำเร็จประโยชน์ ในการที่จะมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัวของเรา.

แล้วอย่าลืมว่า ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาก็ดี, ปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ดี, ปฏิบัติอาณาปานสติทั้ง ๑๖ ขั้น นั้นก็ดี ; ล้วนมีความหมายแห่งศิลปเหลือประมาณยิ่งกว่าประมาณ. คืองดงามอย่างยิ่ง มีประโยชย์สูงสุดแล้วละเอียด ประณีต สุขุมอย่างยิ่งในการปฏิบัติ.

เอาละ, เป็นอันว่า พระพุทธเจ้านั้นไม่ตาย , พระพุทธเจ้าไม่ใช่คน ไม่ใช่ยักษ์ ไม่ใช่มาร ; อย่างพระพุทธภาษิตตรัสไว้เองว่า อย่าเรียกฉันว่า คนธรรพ ยักษ์ เทพ พรหม นั่นเลย มนุษย์ก็ยังไม่เรียก แต่จงเรียกฉันว่า พุทธะ เถิด. นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้.

เห็นพุทธะคือเห็นธรรม, เห็นธรรมก็คือเห็นปฏิจจสมุปบาท, จิตใจที่เห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นธรรมะนั้นจะต้องเป็นพระพุทธเจ้าเสมอ ; จะของใครก็ตาม : ของพระสิทธัตถะนั้นก็ตาม ของพระสาวกก็ตาม, ของใครก็ตาม ; ถ้าเห็นสัจจธรรม, ธรรมสัจจะ ที่ชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาทด้วยปัญญาจักษุ ด้วยธรรมจักษุแล้ว ก็ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า ; เห็นธรรมะมีอยู่ในเรา ก็คือเห็นพระพุทธเจ้าในเรา.

เราจะทำให้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในเราได้ โดยลักษณะแห่งโอปะปาติกะ. นี่ช่วยกันจำไว้ด้วยว่า เขามีความหมายสำหรับคำว่าโอปะปาติกะกันอย่างอื่นนะ. อาตมาไม่มีอย่างนั้น ; อาตมามีอย่างที่กำลังพูด คือข้อความมันมีว่าโอปะปาติกะนั้น คือการเกิดผลุงขึ้นมา เป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเต็มที่ คือโตเต็มที่เลย, ไม่ต้องผ่านพ่อผ่านแม่ไม่ต้องมีพ่อมีแม่ ; เกิดผลุงขึ้นมาเป็นอย่างนั้นเลย ทันทีทันควันเลย แล้วจะต้องไม่เป็นหญิงเป็นชายด้วย ไม่เป็นตัวผู้ตัวเมียด้วย.

เกิดอย่างไร ? ลองคิดดู ไม่เกิดจากพ่อแม่, เกิดผลุงขึ้นมาโตเต็มที่ ไม่ต้องเป็นหญิงเป็นชายอะไร. เกิดอะไร ? เกิดอย่างไร ? เขาอธิบายว่าสัตว์ชนิดหนึ่ง กายทิพย์, กายทิพย์อะไร เรื่องมาก ไม่อยากฟัง ไม่อยากจำ. แต่อยากจะพูดว่า จิตที่เปลี่ยนไปสู่สภาวะอย่างอื่น นั่นแหละ คือ การเกิดใหม่, ไปเป็นอีกสภาพหนึ่ง. อย่างจิตบุถุชนเปลี่ยนไปเป็นจิตพระพุทธเจ้าอย่างนี้ มันเป็นการเกิดที่ไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ ไม่ต้องเป็นเด็กก่อน แล้วก็ไปโตขึ้น มันผลุงขึ้นมาเต็มที่เต็มตัว ไม่มีความเป็นหญิงเป็นชาย.

เมื่อพูดอย่างนี้แล้ว ก็อยากจะให้ได้ยินกันต่อไปว่า พระพุทธเจ้าพระองค์จริงนั้น ไม่ใช่คน. ท่านห้ามไว้แล้วว่าอย่าเรียกฉันว่า มนุษย์ เทพ มาร พรหม คนธรรพ ; ให้เรียกฉันว่า พุทธะ ; แล้วพุทธะนั้น ไม่หญิง ไม่ชาย.

พุทธะ นั้นยังไม่ใช่คนเสียอีก คือเป็นพุทธะ ซึ่งมีการเกิดอย่างที่เป็นพุทธะด้วยการตรัสรู้ ผลุงขึ้นมาจากจิตสภาพอย่างนี้ สู่จิตสภาพอย่างโน้น. ฉะนั้นร่างกายก็ไม่ใช่พุทธะ ; ร่างกายตายก็ตายไป ไม่ใช่พระพุทธเจ้าตาย ; พระพุทธเจ้ายังอยู่เสมอ, คือ ธรรมะนั้นยังอยู่เสมอ.

นี่พระอรหันต์ก็เหมือนกันแหละ พระอรหันต์นั้น ไม่มีหญิง ไม่มีชาย. ที่เรียกว่า พระเถรี พระเถระ นั้นมันสมมติข้างนอก, สมมติข้างนอก ; แต่ตัวพระอรหันต์แท้ ๆ ไม่เป็นหญิง ไม่เป็นชาย, เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้า ไม่เป็นหญิง ไม่เป็นชาย, แล้วไม่เป็นมนุษย์ด้วย ; เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ปรากฏที่จิตอย่างหนึ่ง. อย่างนี้ อาตมาเรียกว่า การเกิดโดยโอปะปาติกะ โดยวิธีโอปะปาติกะ, เกิดเป็นพระพุทธเจ้า เกิดเป็นพระอรหันต์.

ถ้าเกิดชนิดเลว ๆ ก็เกิดเป็นอันธพาล. เมื่อคนนั้นมันมีความคิดอย่างโจร, มันก็เกิดเป็นโจรในขณะจิตนั้นเต็มที่เลย. เมื่อมีความคิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน มันก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานในขณะจิตนั้นเต็มที่เลย ; อย่างนี้เรียกว่าโอปะปาติกะเหมือนกัน คือเกิดโดยจิต, โดยไม่ต้องมีพ่อแม่, โดยไม่ต้องเป็นเด็กก่อน, และโดยที่ไม่ต้องเป็นหญิง เป็นชาย อะไรที่ไหน. มันอยู่เหนือบัญญัติ, หรือว่าเหนือความจำเป็นที่จะมีภาวะหญิง ภาวะชาย.

แต่เราก็ต้องน่าเห็นใจแหละ ตั้งแต่เด็ก ๆ โน่น. เราได้รับการเรียนพุทธประวัติมา ; พระพุทธเจ้าเกิดออกมาเป็นเด็กชาย เป็นหนุ่ม แล้วแต่งงาน แล้วไปบวช แล้วเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ท่านเป็นชายอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ ; แล้วเราก็รู้ว่าเป็นท่านเป็นคน แล้วก็เป็นกษัตริย์, หรือว่าเป็นอะไรก็ตามที่เขาสมมติบัญญัติเรียกกันในสมัยนั้น. แต่พระพุทธเจ้าพระองค์จริง ท่านปฏิเสธว่า ไม่ใช่อย่างนั้น, เรียกฉันว่า พุทธะ คือจิตที่ตรัสรู้สว่างไสวดับเย็นนี้เป็นพุทธะ.

นี้เราไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องการเป็นคน เป็นสัตว์ ป็นผู้หญิง เป็นผู้ชายอะไร, ไม่ต้องไปเป็นห่วงให้เสียเวลามุ่งหมายแต่ว่าให้เป็นจิตที่สว่างไสว แจ่มแจ้ง ; เหมือนกับแสงสว่างลุกขึ้นมา กำจัดความมืดให้หมดไป, หรือว่ามันดับความร้อนได้ ความร้อนดับไป ก็เย็นเป็นนิพพาน.

นี้คือ การทำให้มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัวของเรา จนกระทั่งพูดได้โดยไม่ต้องกลัวผิดว่า เราเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง ; เพราะว่าเราสมมติว่าจิตดวงนั้นเป็นเรา จิตที่มันเปลี่ยนเป็นจิต ที่รู้ เกิดขึ้นมาใหม่เป็นจิตรู้ แล้วก็ดับกิเลส แล้วก็เย็นเป็นนิพพาน จิตนั้นจึงเป็นพระพุทธเจ้า. เราก็ถือเอาจิตนั้นเป็นเรา, เราก็มีสิทธิที่จะเป็นพระพุทธเจ้าโดยลักษณะอย่างนี้.

คิดดูซิ ศิลป หรือไม่ศิลป ? มันยากง่ายกี่มากน้อย ? มันมีประโยชน์กี่มากน้อย ? แล้วมันงดงามหรือไม่ ? ถ้ามันงดงามที่สุด มีประโยชน์ที่สุด ประณีต ละเอียดสุขุมที่สุด มันก็จัดเป็นศิลปได้, คือ การกระทำอย่างนี้ เป็นศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัวของเราตลอดเวลา. จะแขวนพระเครื่อง หรือไม่แขวนพระเครื่องไม่เป็นประมาณ, จะเกี่ยวข้องกับพระพุทธรูปหรือไม่ ก็ไม่เป็นประมาณ. เดี๋ยวนี้เรามีพระพุทธเจ้าองค์จริงอยู่ในเรา.

เอาละ, เป็นอันว่า อาตมาได้พูดถึงศิลปที่เป็นชั้นปรมัตถะ ให้ท่านทั้งหลายฟังอีกข้อหนึ่ง เป็นข้อที่ ๘ ในวันนี้ ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัว จนกลายเป็นตัวเราไปเสียเอง ซึ่งเป็นการบรรยายที่พอสมควรแก่เวลาแล้ว, และสมควรแก่อาตมาที่วันนี้รู้สึกอ่อนเพลียมาก

ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ท่านได้สวดบทธรรมะคณาสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของผู้ตั้งหน้าปฏิบัติธรรมะต่อไป ในบัดนี้.

 


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.