|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
|
ชุดมองด้านใน อันดับ ๒๔
พุทธทาสภิกขุ เทศน์ในวันอาสาฬหบูชา (กัณฑ์บ่าย) นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทฺธสฺส ฯ อิทานิ อาสาฬห ปุณฺณมี ทิวเส
ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา ธรรมเทศนาในวันนี้ ปรารภอาสาฬหบูชา ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบกันอยู่แล้ว แต่ก็มีสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นพิเศษที่จะต้องทำความเข้าใจกัน เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่ท่านทั้งหลาย หมู่หนึ่งก็มาจากที่ไกลมาสู่สถานที่นี้ และก็เพื่ออาสาฬหบูชานั่นเอง แต่ว่ายังมีส่วนที่จะต้องนึกเกี่ยวกับสถานที่นี้บ้างเป็นพิเศษว่า ท่านมาถึงที่นี่ ท่านควรจะได้อะไร พูดกับต้นไม้ พูดกับก้อนหิน เป็นหรือเปล่า เอาอะไรมาเท่าไร แล้วหอบกลับไปเท่าเดิม อย่างนั้นหรือเปล่า นี่แหละนับว่าเป็นสิ่งน่าจะนึก หรือน่าจะพิจารณากัน การที่มาถึงที่นี่ แล้วควรจะได้อะไรนั้น หมายความว่า อุตส่าห์ลำบาก หมดเปลือง มาจนถึงที่นี่ มันจะได้อะไรที่จะคุ้มกัน โดยมากก็ไม่ได้นึกถึงข้อนี้กันนัก เพราะนึกเพียงอยากมา พอได้มาแล้วมันก็หมดเรื่อง ไม่ค่อยนึกถึงว่าควรจะได้อะไร เท่าไร อย่างไร จึงจะคุ้มกัน ที่จริงเรื่องนี้ก็เคยพูดกับบางคนมาแล้ว แต่ว่าก็ยังมีอยู่เรื่อยไป อีกเรื่อยไป ที่ว่าบางคนยังไม่เคยได้ฟัง ว่าการมาที่นี่ควรจะได้อะไรให้สมกับการมาที่นี่ ซึ่งมันคงจะไม่เหมือนกับที่อื่นบ้าง เมื่อพูดถึงสถานที่นี้ มีชื่อที่เรียกว่า สวนโมกขพลาราม แปลว่าป่าเป็นกำลังแห่งโมกขะ คือความรอดพ้น ป่าไม้เป็นกำลังแห่งความรอดพ้น รอดพ้นจากอะไรก็ควรจะรู้กันได้แล้ว ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท รอดพ้นก็รอดพ้นจากอุปาทาน อุปาทานคือเครื่องยึดถือ ผูกมัดรัดรึง ที่นี้เป็นกำลังอย่างไร นี่แหละเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องพูดกันมากสักหน่อย โดยเหตุที่ว่า สถานที่นี้จัดขึ้นโดยมีความมุ่งหมายไม่ใช่ว่าสักว่าทำ ๆ ไป โดยไม่ได้คิดได้นึก หรือไม่มีความมุ่งหมายอะไรเป็นพิเศษ ความมุ่งหมายในที่นี้ก็คือความรอดพ้น ทำให้รอดพ้น รอดพ้นจากอุปาทาน ส่วนการจัดสถานที่นั้น ก็คือการจัดให้ ช่วยอำนวยความสะดวก หรือว่าเพิ่มความสะดวก หรือว่าช่วยแวดล้อม ช่วยกระตุ้น ช่วยส่งเสริมให้เกิดการรอดพ้น ทีนี้เราจะต้องนึกดูว่า ความทุกข์ก็ดี ความดับทุกข์ก็ดี เป็นเรื่องของธรรมชาติ แม้ว่าจะเรียกว่า ธรรม หรือ พระธรรม ก็ยังมีความหมายเป็นธรรมชาติอยู่นั่นเอง ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ความทุกข์ก็ตาม เหตุให้เกิดทุกข์ก็ตาม ความดับทุกข์ก็ตาม ทางให้ถึงความดับทุกข์ก็ตามล้วนแต่เป็นธรรมชาติเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นการกระทำไปตามหน้าที่ ตามกฎธรรมชาติ แล้วก็ได้รับผลตรงตามที่ธรรมชาติมันจะอำนวยให้ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องของธรรมชาติ โดยเหตุที่ธรรมชาติมีความสำคัญอย่างนี้ เราจึงมีหลักสำคัญในการที่จะจัดสถานที่นี้คือ ให้เป็นไปตามธรรมชาติ เราจะนึกถึงพระพุทธเจ้ากันดูบ้าง ในข้อที่ว่า ท่านประสูติกลางพื้นดิน ท่านตรัสรู้กลางพื้นดิน ท่านแสดงธรรมจักร อย่างในวันเช่นวันนี้ ท่านก็แสดงกลางพื้นดิน แล้วท่านก็ปรินิพพานกลางพื้นดิน เวลาส่วนมากของท่านก็อยู่กลางพื้นดิน จนตลอดพระชนม์ชีพ นี่แหละคืออาการที่เป็นเกลอกับธรรมชาติมากที่สุด เราทั้งหลายก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าเราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เราควรจะรู้จักธรรมชาติให้ถูกต้องแล้วก็เป็นเกลอกับธรรมชาติให้ถูกต้อง มันก็ไม่มีอะไรยากลำบากในการที่จะเข้าใจธรรมชาติ เข้าถึงธรรมชาติและได้รับผลเต็มตามกฎของธรรมชาติดังนี้เป็นต้น เดี๋ยวนี้เราก็กำลังนั่งอยู่กลางพื้นดิน ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งซึ่งแสดงว่าใกล้ธรรมชาติ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ หรือเป็นมิตรสหายเป็นเกลอกับธรรมชาติ ยิ่งกว่าที่จะไปนั่งบนศาลา หรือบนตึกเราเอาพื้นดินเป็นที่นั่ง มีต้นไม้เป็นเหมือนกับฝาเรือน มีใบไม้เหมือนกับหลังคาเรือน มันก็ต้องผิดกันแน่นอน กับที่จะไปนั่งอยู่บนศาลาหรือโบสถ์วิหาร ก็ตรงที่ว่ามันเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุด หรือว่าใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่ากัน เมื่อธรรมะแท้ ๆ เป็นเรื่องของธรรมชาติ การใกล้ชิดธรรมชาติก็สะดวกในการที่จะรู้ธรรมะ ที่นี้เรามามองดูกันว่า มันมีความลับ หรือความสำคัญอยู่ที่ตรงไหน เรื่องนี้เป็นที่รับรองกันทั่วไปว่า สิ่งแวดล้อมนั้นมีอิทธิพลมาก สิ่งไรแวดล้อมอยู่อย่างไร มันก็ทำให้เกิดผลสมตามความแวดล้อมของสิ่งนั้น เมื่อเราอยู่ในท่ามกลางความแวดล้อมของธรรมชาติ เราก็ถูกแวดล้อมไปในทางของธรรมชาติมากกว่าที่จะเป็นไปในทางฝืนธรรมชาติ เราก็ได้รับกำไร หรือมีการได้เปรียบโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อเรานั่งอยู่กับต้นไม้ ก้อนหิน กรวด ดิน อะไรเหล่านี้ซึ่งเป็นธรรมชาติ ความคิดของเราก็ต้องเป็นไปในทำนองที่เข้ากันได้กับธรรมชาติ หรือตามที่ธรรมชาติมันจะแวดล้อมให้คิดไป ให้นึกไป หรือให้รู้สึกขึ้นมา พอเรานั่งอยู่บนบ้าน บนเรือน บนปราสาท บนสถานที่พิเศษ ซึ่งจัดขึ้นไกลจากธรรมชาติ สิ่งเหล่านั้นมันก็แวดล้อมจิตใจให้รู้สึกคิดนึกไปในทางอื่น ซึ่งไม่เหมือนกัน ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในจิตใจนั้น ๆ เรียกว่าเป็นผลที่เกิดมาจากธรรมชาติแวดล้อม จากสิ่งที่แวดล้อม มันต่างกันอย่างที่เห็นกันได้ชัด ๆ ความรู้สึกที่รู้สึกขึ้นในใจเหล่านี้ เราเรียกอีกอย่างหนึ่งเป็นทำนองเปรียบเทียบ อุปมาว่าเป็น คำพูดของสิ่งนั้น ๆ ถ้าเรานั่งอยู่ที่ก้อนหินในที่สงบสงัด ความคิดมันเกิดขึ้นมาตามอิทธิพลของสิ่งนั้น เราเรียกว่า ก้อนหินมันพูด แล้วเราก็ได้ยิน มักจะเป็นไปในเรื่อง หยุด ๆ เย็น ๆ สงบ ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย แต่ถ้าเราไปนั่งอยู่บนปราสาท ที่จัดขึ้นเพื่อการบำรุงบำเรอ ความรู้สึกคิดนึกมันก็ไปในทางอื่น และเราเรียกว่าเป็นคำพูดของปราสาท พูดกระซิบเราให้เรารู้สึกนึกคิด หรือต้องการไปตามนั้น เพราะฉะนั้นก้อนหินมันก็ต้องพูดไปอย่างหนึ่ง ฟูก เบาะ เมาะ หมอน พรม เตียง บนปราสาทมันก็ต้องพูดไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน อันไหนจะเป็นอย่างไร จะมีประโยชน์ต่างกันอย่างไร ก็ไปคิดไปเดาเอาเองก็ได้ ส่วนในที่นี้ต้องการจะให้ท่านทั้งหลายพูดกับต้นไม้ พูดกับ ก้อนหิน ก้อนดิน ก้อนกรวด มด แมลง นก หนู อะไรต่าง ๆ บรรดาที่มีอยู่ในสถานที่นี้จึงถามว่า พูดกับต้นไม้เป็นหรือเปล่า พูดกับก้อนหินเป็นหรือเปล่า หมายความว่าท่านจะสามารถไปนั่งกับต้นไม้ที่โค้นต้นไม้แล้วเกิดความรู้สึกนึกคิดอะไร ที่มันดีมีประโยชน์ไปในทางความดับทุกข์บ้างหรือเปล่า หรือว่าไปนั่งกับก้อนหินแล้วมันเกิดความรู้สึกคิดนึกเหมือนกับความหมายของก้อนหิน คือสงบเย็น หยุดนิ่งไม่วิ่งว่อน เป็นต้นหรือเปล่า ถ้าหากว่าสามารถไปนั่งที่นั่นแล้วเกิดความรู้สึก ความรู้แจ้ง ความเห็นจริง ความอะไรขึ้นมาในใจ มีประโยชน์แก่การดับทุกข์แล้ว ก็เรียกว่าท่านได้ยิน ต้นไม้ ก้อนหินมันพูด แล้วท่านก็พูดกับต้นไม้ ก้อนหินตอบ คือคิดนึกทบทวน ศึกษากันเรื่อยไป อย่างนี้เรียกว่า พูดกับต้นไม้เป็น พูดกับก้อนหินก็เป็นแล้วลองคิดดูต่อไปว่า มันมีประโยชน์หรือมีราคา มีคุณค่าสักเท่าไร กับคนที่ไม่สนใจที่จะพูดกับต้นไม้ หรือก้อนหิน หรือว่าต้นไม้ก้อนหิน มันจะร้องตะโกนสักเท่าไรก็ไม่ได้ยินเป็นคนยิ่งกว่าหูหนวก หูหนัก อย่างนี้มันจะต่างกันอย่างไร การมาที่นี่ ถ้าต้องการจะเอาประโยชน์ ซึ่งมีให้โดยเฉพาะจากสถานที่นี้แล้ว มันก็มีแต่สิ่งนี้เท่านั้น สิ่งอื่นไม่มี และไม่ใช่ความมุ่งหมายของสถานที่นี้ เพราะฉะนั้นท่านมาที่นี่ท่านควรจะได้อะไร อาตมาบอกว่า ควรจะได้ยินก้อนหินพูด ต้นไม้พูด เรื่องความหยุด ความสงบ ความไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นอยู่อย่างเป็นอิสระ มีอำนาจเหนือสิ่งนั้นดีกว่า ธรรมชาติพูดอย่างนี้เสมอไม่ว่าธรรมชาติอะไร โดยเฉพาะก้อนหิน ต้นไม้ นี้ยิ่งพูดดังกว่า พูดชัดกว่าสิ่งอื่น ๆ ในข้อที่ว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยความเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา นี้ก็เป็นความมุ่งหมาย ของพระธรรมอันหนึ่ง ที่จะแสดงตัวเองแก่มนุษย์ ทางก้อนหิน ทางต้นไม้ ทางอะไรที่เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ไม่มีการปรุงแต่ง เพราะฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนได้รับสิ่ง ๆ นี้กลับไป. ที่นี้ถามว่า เอาอะไรมาเท่าไร กลับไปเท่าเดิมอย่างนั้นหรือ หมายความว่า มีความยึดมั่นถือมั่น ตัวกู ของกู มาในลักษณะอย่างไร และเท่าไร เอามาแล้วไม่รู้จักทิ้งไว้เสียที่นี่บ้าง เอากลับคืนไปหมดตามเดิม เท่าเดิมอย่างนั้นหรือ อย่างนี้มันยังมีปัญหาที่ว่า มันจะมองกันในแง่ไหน ขอพูดตรง ๆ ว่า เอาความโง่ติดตัวมาเท่าไร แล้วจะไม่สมัครใจทิ้งไว้ที่นี่ เสียบ้างเทียวหรือ จะเอากลับไปบ้านหมดตามเดิมอย่างนั้นหรือ ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ตรงกับความประสงค์ของการมีสถานที่นี้ คือ สวนโมกขพลาราม ป่าไม้เป็นกำลังแห่งโมกขะ เพราะว่าเราจัดไว้เป็นที่ สำหรับทิ้งความโง่สำหรับทิ้งความหลง สำหรับทิ้งความยึดมั่น ถือมั่น เข้ามาที่นี่แล้ว ช่วยปลดทิ้งกันไว้ที่นี่ให้มาก ๆ อย่าเอากลับไปบ้านเท่าเดิม นี่ใครจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยก็ตามใจ แต่ความประสงค์ของเราที่นี่มีอย่างนี้ คือถามว่า เอามาเท่าไร จะเอากลับไปเท่าเดิมเทียวหรือ ถ้าหากว่าได้พูดกับต้นไม้บ้าง ได้พูดกับก้อนหินบ้าง ก็คงจะทิ้งไว้ที่นี่บ้าง ไม่เอากลับไปเท่าเดิม เพราะว่าต้นไม้นั่นมันขอร้อง มันบอกความจริง และมันขอร้อง ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ควรเอาไว้ ไม่ควรมีเอาไว้เป็นการถาวร หลงใหลมัวเมา ชั่วครู่ ชั่วยาม ก็เป็นการดีแล้ว ถ้ารู้สึกขึ้นมาก็ระบายออกไป ระบายออกไป ก้อนหินเป็นตัวอย่างของความสงบเย็น หรือเป็นภาพความหมายของความสงบเย็น เพราะว่ามันไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเป็นมันจึงสงบเย็น คนที่ร้อน ร่างกายก็ร้อน ใจก็ร้อน เพราะว่าเต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น หรือว่าถูกยึดมั่นถือมั่น อีกทีหนึ่ง มันเป็นเรื่องตรงกันข้ามทีเดียวกับธรรมชาติ ธรรมชาติเดิมแท้นั้นมันหยุดมันเย็น มันสงบ คือมันยังไม่ทันจะปรุงแต่งอย่างนี้ แต่แล้วธรรมชาติใหม่ ๆ นี้ล้วนแต่เป็นการปรุงแต่ง ปรุงแต่งอย่างนั้น ปรุงแต่งอย่างนี้ค่อย ๆ ไกลธรรมชาติเดิมออกไปทุกที มันจึงกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม ถ้าของเดิมเป็นเรื่องเย็น ของใหม่ก็ต้องเป็นของร้อน อย่างนี้เป็นต้น หวังว่าท่านทั้งหลาย คงจะมองดูกันในแง่นี้บ้าง ว่าธรรมชาติแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร ธรรมชาติใหม่ ๆ หลอก ๆ จนสูญเสียธรรมชาติไปนั้นมันเป็นอย่างไร ถ้าที่อื่นไม่สะดวกที่จะดูหรือจะคิด ก็ที่นี่คงจะสะดวกบ้าง เพราะว่าเราได้ขวนขวายกันถึงที่สุดแล้วที่จะคงสภาพธรรมชาติต่าง ๆ ไว้ให้มากเท่าที่จะมากได้ ต้นไม้ ก้อนหิน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ท่านก็ดูเอาเอง ว่าเราได้พยายามอย่างไรที่จะคงสภาพตามธรรมชาติไว้ กระทั่งถึงมดแมลง นก หนู สัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ ต่าง ๆ ตามที่มีอยู่ ก็พยายามจะรักษาไว้ให้มีอยู่ตามธรรมชาติเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ทุกอย่างนี้จะบอกเราได้ว่า ตามธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร ผิดจากธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร ถ้าบางทีมันจะล้อเอาด้วยซ้ำไป หรือยิ่งกว่านั้น มันคงจะด่าเอาบ้างเหมือนกับลิงล้างหูใส่หน้าคน หรือว่า สุนัขด่าคน ว่าความเป็นคนมันเป็นอย่างนี้เอง นี่แหละระวังดูให้ดี ๆ ว่าอ้ายสิ่งที่เรามองข้ามกันไปเสียหมด ไม่สนใจนั้น มันมีความหมายมาก ถ้าจะคิดว่าก้อนหินนี้มันช่างโง่เป็นก้อนหินเสียเหลือเกิน มนุษย์เป็นผู้ที่เก่งกล้าสามารถอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ไม่สนใจกับก้อนหิน แต่ถ้ามองไปอีกทางหนึ่งแล้ว ก้อนหินมันมีอะไรที่ไม่เป็นอย่างนั้น คือมันก็พูดเป็น แต่มันพูดอีกภาษาหนึ่ง ที่คนฟังไม่รู้เรื่อง อย่างน้อยมันก็คงจะหัวเราะเยาะ คนที่กำลังมีจิตใจร้อนเป็นไฟ ยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้าไว้มาก ๆ จนรู้จักแต่ความทุกข์อย่างเดียว มองดูคนที่ไม่มีความทุกข์ไม่ออก เช่น มองดูก้อนหิน มองดูต้นไม้ไม่ออก ว่าต้นไม้นี้ ก้อนหินนี้มันจะทุกข์ได้อย่างไร ในเมื่อมันไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ถึงมันจะมีความรู้สึกอยู่ มันก็ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น เหมือนที่คนยึดมั่นถือมั่น ต้นไม้มันอาจจะรู้สึกร้อนหนาวหรือว่าหิวกระหายอะไรได้เหมือนกัน แต่แล้วมันก็จะทำอะไรไปตามที่ธรรมชาติมีอยู่เพียงเท่านั้น ไม่ทำด้วยความยึดมั่นถือมั่นจะหาอาหาร หรือจะกินอาหาร หรือจะทำอะไร มันก็ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นเหมือนมนุษย์ หาอาหาร หรือกินอาหาร หรือสะสมอาหารไว้ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เราอาจจะกล่าวได้ว่า ต้นไม้ก็หาอาหาร กินอาหาร มนุษย์ก็หาอาหารและกินอาหาร แต่แล้วมันก็ไม่เหมือนกัน อันหนึ่งมันร้อนเป็นไฟอยู่ตลอดเวลา อันหนึ่งมันเย็นเป็นน้ำอยู่ตลอดเวลา แล้ว ใครจะเป็นอย่างไร ทำไมไม่มาปรึกษากันดูบ้าง นี่แหละควรจะมองดูว่า ถ้ามนุษย์ร้อนเป็นไฟ มานั่งอยู่ใกล้ก้อนหินก้อนนี้ ก้อนหินมันก็จะชวนกันหัวเราะเยาะอยู่ในใจว่า ตัวเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์อะไรกัน มีความร้อนอยู่เป็นประจำ นี่ทำไมไม่รู้จักเจ็บไม่รู้จักอายเหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก้อนหินก็ตาม ต้นไม้ก็ตาม ซึ่งมีไว้จัดไว้เหล่านี้ มีไว้สำหรับท่านทั้งหลายจะได้รับประโยชน์ ชนิดที่จะหาไม่ได้ง่ายนัก แต่สถานที่นี้จะให้ความสะดวก สำหรับจะพูดจะปรึกษาหารือ กับต้นไม้กับก้อนหินกันเสียบ้าง ปะเหมาะเข้าก็จะรู้สึกละอายแก่ก้อนหิน หรือต้นไม้บ้าง แล้วก็จะรู้สึกกลัวต่อความทุกข์บ้าง แล้วก็จะพยายามเอาอย่างต้นไม้ เอาอย่างก้อนหินนั่นเอง ในการที่จะไม่มีความร้อน ถ้าเป็นอย่างนี้ เป็นการยืนยันได้ว่า เอาความโง่ติดมาสามกระบุง ทิ้งไว้ที่นี่เสียสองกระบุง เอากลับไปบ้างเพียงกระบุงเดียว ได้กำไรหรือขาดทุน มันแล้วแต่จะมอง คนหนึ่งอาจจะมองไปในแง่ขาดทุนก็ได้ เพราะเหลือกลับไปน้อย แต่คนหนึ่งอาจจะมองไปในแง่ว่าได้กำไรมาก นี้คือข้อที่ท่านทั้งหลายที่มาที่นี่ ทุกพวกหรือทุกครั้งจะต้องนึก จะต้องคิด จะต้องสนใจ ว่าท่านควรจะได้อะไรไปจากการมาที่นี่ พูดกับต้นไม้กับก้อนหินเป็นหรือเปล่า เราเอาอะไรมาเท่าไร แล้วเอากลับไปเท่าเดิมหรือเปล่า ถ้าหากว่าตอบปัญหาเรื่องนี้ได้ หรือจัดการกับสิ่ง ๆ นี้ได้ โดยถูกต้องตามความประสงค์ของสถานที่นี้แล้ว ก็คงจะได้อะไรมากทีเดียว ไม่เพียงแต่ได้ทัศนาจร เหมือนกับที่เขามา ๆ กัน มาทัศนาจรไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่คุ้มค่าความเหน็ดเหนื่อย หรือหมดเปลือง ถ้าไปทัศนาจรที่อื่น ใกล้ ๆ หรือสะดวกสบายกว่านี้ก็ยังดีกว่า ส่วนความประสงค์ของการทัศนาจร ในสถานที่นี้นั้น ต้องการให้เป็นการทัศนาจรในทางจิตหรือทางวิญญาณ คือให้จิตใจมันเดินลึกลงไปถึงธรรมชาติ ให้รู้ความหมายของธรรมชาติ อะไร ๆ ที่เป็นความจำเป็นจากธรรมชาติที่มนุษย์ จะต้องรู้ จะต้องได้นั้น นั่นแหละจึงจะเรียกว่าเป็นผู้ทัศนาจร มีการทัศนาจรในทางวิญญาณมันจึงได้ผลในทางจิต ในทางวิญญาณ คือมีความรู้ ความแจ่มแจ้ง ความสะอาด สว่าง สงบ อะไรขึ้นมา นี้เป็นข้อแรก หรือสิ่งแรกที่จะพูดกับท่านทั้งหลาย ทุกพวก ทุกครั้งที่มา ทีนี้เรื่องต่อไป ก็คือ เรื่องวันอาสาฬหบูชา ในการที่ท่านมาเพื่อทำอาสาฬหบูชาที่นี่ ท่านก็จะต้องรู้ให้ดีสักหน่อยว่า อาสาฬหบูชานั้น มันคืออะไรกันแน่ โดยมากก็เข้าใจเอาเองว่า เป็นพิธีอย่างหนึ่ง แล้วเราก็ไปร่วมทำพิธีกับเขาให้เสร็จ ๆ ไป อย่างน้อยก็ได้รับความสบายใจที่ได้ทำพิธีแล้วก็เหมาเอาเองว่า ได้บุญมากมาย นับไม่ไหว คำนวณไม่ไหว เท่านี้พอแล้ว แล้วก็เท่านี้เป็นส่วนมาก ที่จริงเราควรจะทำอะไรให้ได้ประโยชน์ มากออกไปกว่านั้น โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติม ข้อนี้ก็ได้แก่การที่มีความรู้มีความเข้าใจ ในเรื่องอาสาฬหบูชานี้ให้มากออกไปกว่าที่แล้ว ๆ มา จนกระทั่งรู้ถึงที่สุดว่าเป็นอะไร สำหรับวันนี้ เรียกโดยชื่อก็เรียกว่า วันอาสาฬหปุณมี คือดิถีเป็นที่เต็มแห่งพระจันทร์ ในเมื่อมันเสวยอาสาฬหฤกษ์ จึงเรียกว่าอาสาฬหปุณมี วันเพ็ญในเดือนอาสาฬหะ พูดอย่างนี้มันเป็นเรื่องปฏิทิน ยังไม่ใช่เรื่องของพุทธศาสนา คือมันบอกแต่เพียงว่า ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนอาสาฬหะ ถ้าจะให้เป็นเรื่องทางศาสนาขึ้นมา เราเรียกวันนี้ว่าวันพระธรรม เราเรียกวันเพ็ญ วิสาขะ ว่า วันพระพุทธเจ้า เรียกวันเพ็ญอาสาฬหะว่า วันพระธรรม เรียกวันเพ็ญมาฆะว่า วันพระสงฆ์ เรื่องนี้บางคนก็ไม่ยอมรับนับถืออย่างนี้ แต่อาตมามีความเห็นอย่างนี้ ใครจะเห็นเหมือนกันหรือไม่ก็ตามใจ ที่ว่าวันวิสาขะบูชาเพ็ญเดือนหก เป็นวันพระพุทธเจ้านั้น พอพูดขึ้นก็คงจะไม่มีใครค้าน เพราะว่าเพ็ญวันนั้นเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และนิพพาน เพราะฉะนั้นจึงเป็นวันพระพุทธเจ้าไปได้ทันที ส่วนวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะคือเดือนแปดนี้ ที่อาตมาถือว่าเป็นวันพระธรรมไม่ใช่ว่าเพราะมันเป็นวันถัดมาต่อมาจากวันวิสาขะ แล้วก็จะเรียกว่าวันพระธรรม อย่างนี้ก็ไม่ใช่หรือไม่เชิง ที่เรียกวันนี้วันพระธรรม ก็เพราะว่าเป็นวันที่พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นครั้งแรก จนเราเรียกการแสดงนี้ว่า ธัมมจักกัปปวัตตนะ คือการยังธรรมจักรให้เป็นไป เป็นวันที่ทรงแสดงอริยสัจ และมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วก็นำมาแสดงในวันนี้ ดังนั้นจึงถือวันนี้ว่าเป็นวันพระธรรม ต่อไปอีกจนถึงเดือนสาม ก็เป็นวันที่ทรงประชุมสงฆ์ ตั้งพันสองร้อยห้าสิบองค์ บรรดาสงฆ์เหล่านั้นล้วนแต่ได้เข้าถึงพระธรรมนั้นแล้วและพระองค์ทรงย้ำโอวาทปาฏิโมกข์ ให้เป็นคำพูดสั้น ๆ เป็นหัวใจของพระธรรมทั้งหมดแก่พระสงฆ์พันสองร้อยห้าสิบรูปนั้น ซึ่งมาประชุมกันเป็นครั้งแรก อาตมาจึงเห็นว่าควรเรียกวันนั้นว่าวันพระสงฆ์ คือพระองค์ได้ประดิษฐานคณะสงฆ์ขึ้นในโลกเป็นปึกแผ่นครั้งแรกในวันนั้น ดังนั้นเราจึงได้วันวิสาขบูชาเป็นวันพระพุทธ วันอาสาฬหบูชานี้เป็นวันพระธรรม และวันมาฆบูชานั้นเป็นวันพระสงฆ์ ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตามใจ แต่ว่าเหตุผลที่อาตมาอยากจะให้ท่านทั้งหลายนำไปคิดไปนึกนั้นมันมีอยู่อย่างนี้จริงๆ สมมุติว่าท่านทั้งหลายเชื่อตามที่อาตมากล่าวก็เป็นอันว่าเราจะถือว่าวันนี้เป็นวันพระธรรม เดี๋ยวนี้เรามานั่งอยู่ที่นี่ในฐานะที่เป็นวันพระธรรม มาที่สวนโมกข์ให้ตรงกับวันนี้ ก็เพื่อจะมีวันพระธรรมที่สวนโมกข์ด้วยกันสักวันหนึ่ง และเดี๋ยวนี้ก็กำลังเป็นอย่างนั้นแล้ว และท่านก็ต้องระวังดูให้ดี ๆ ว่า วันพระธรรมวันนี้ก็ขอให้เป็นวันพระธรรมกันจริง ๆ อย่าให้เป็นแต่ปาก หรือเป็นไปอย่างละเมอ ๆ ถ้าจะให้เป็นวันพระธรรมกันจริง ๆ จะต้องทำอย่างไร มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าที่จะทำอะไร ๆ ให้ตรงกับความประสงค์ หรือวัตถุประสงค์ของการมีสวนโมกข์ ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง คือเป็นเกลอกับธรรมชาติ ได้ยินก้อนหินพูด ได้ยินต้นไม้พูด มันพูดว่าอะไร มันพูดว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านพูด เพราะธรรมชาติโดยบริสุทธิ์แล้ว พูดอย่างนี้ทั้งนั้น ก้อนหินก็แสดงอาการที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร อาการที่แสดงออกมานั่นแหละ คือ คำพูดของมัน ดังนั้นเราต้องฟังให้ได้ยิน และรู้ว่า มันก็พูดว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เหมือนที่พระพุทธเจ้าพูด ที่เรามานั่งใกล้ก้อนหิน ต้นไม้ ก้อนดินอะไรในวันนี้ ได้ยินสิ่งนี้พูดว่าอย่างนี้แล้ว ก็ดูเหมือนจะพอแล้ว ว่าวันพระธรรม ของเรานั้นมีความหมาย เพราะว่าพระธรรมนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่น พระพุทธเจ้าก็ตรัสอย่างนี้ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตนหรือว่าของตน เดี๋ยวนี้ที่นี่เราถือว่าเป็นวันพระธรรม เราก็ต้องมีพระธรรม คือธรรมข้อนี้กันจริง ๆ ถ้าที่อื่นหรือเวลาอื่นเรามีไม่ได้ เดี๋ยวนี้เราต้องมีให้ได้ นั่งอยู่ที่นี่ในลักษณะอย่างนี้ในวันเช่นนี้เราต้องมีให้ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่เป็นวันพระธรรม มันก็เป็นวันอื่นไปเสียอีก ถ้าอย่างไรช่วยกันทำให้วันนี้เป็นวันพระธรรมกัน ๆ สักทีเถิด คือมีความตั้งอกตั้งใจให้ดี ๆ ระมัดระวังในข้อที่ว่า อย่าได้เกิดความยึดมั่นถือมั่นใด ๆ ขึ้นมาในวันนี้เลย จงนึกถึงความน่าละอายและความน่ากลัวในการที่จะไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดว่าตัวกู ของกู ว่าโดยที่แท้แล้ว ความยึดมั่นว่าตัวกู ว่าของกูนั่นแหละ ทำให้ถูกสุนัขด่า ทำให้ถูกลิงด่า หรือถูกอะไร ๆ ด่าไปหมดว่ามนุษย์นี้มีแต่ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกูไม่มีอะไรที่บริสุทธิ์สะอาดที่ตรงไหนเลย เดี๋ยวนี้วันหนึ่งคืนหนึ่งนี้เรียกว่า เป็นวันพระธรรมแล้ว ช่วยกันชำระชะล้างอย่าให้เกิดสิ่งที่ไม่ใช่พระธรรมขึ้นมาในจิตในใจ กล่าวคือความยึดมั่นถือมั่นแต่ให้มีพระธรรม คือความไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นประจำ แล้วเอิบอาบซึมซาบเยือกเย็นอยู่ด้วยรสของพระธรรมนั่นเถิด ถ้าทำอะไรไม่เป็น ก็ทำตามอย่างก้อนหิน ต้นไม้ก็แล้วกัน ไปหาที่สงบ แล้วนั่งดูมัน ว่ามันแสดงอาการอย่างไร แล้วก้มหูลงฟังมันว่ามันพูดว่าอย่างไร แล้วพยายามทำตามที่มันพูดหรือมันแสดงให้ดู ก็จะถูกต้องตามคลองของพระธรรมทุกอย่างทุกประการ โดยไม่ต้องสงสัยเลยนี่แหละมันสะดวกดายมันง่ายดายหรือเปล่า ในการที่จะมีวันพระธรรมกันที่นี่ในลักษณะแห่งความใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างนี้ ซึ่งเป็นการจัดไปตามวัตถุประสงค์ของการมีสวนโมกข์ ตั้งแต่ต้นมาจนบัดนี้ วันอาสาฬหปุณมีในทางศาสนามีความหมายว่าเป็นวันพระธรรมในลักษณะอย่างนี้ วันนี้จึงกลายเป็นวันทางศาสนาขึ้นมา ไม่ใช่เป็นวันในปฏิทินแล้ว เมื่อเป็นวันทางศาสนาขึ้นมาแล้ว ก็มีความศักดิ์สิทธิ์ สำหรับที่จะเป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือว่าจะเป็นเครื่องตักเตือนตนด้วยตน หรือว่าจะเป็นการ เอาชนะสิ่งซึ่งเป็นข้าศึกให้ได้ ถ้าเราจะเรียกกันอย่างภาษาชาวบ้าน เดี๋ยวนี้ซึ่งเขาชอบเรียกกันว่า ชัยชนะ ชัยชนะ แม้ว่าคำนี้จะเป็นคำพูดที่พูดไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น แต่มันก็เป็นคำที่มีความหมายดีอยู่ ถ้ารู้จักใช้ให้ถูกวิธี มันก็จะนำไปสู่ความหลุดพ้นได้ เพราะว่าชนะนั้นดีกว่าแพ้แน่นอน แต่พระพุทธเจ้าท่านสอนไปอีกอย่างหนึ่งว่า อย่ารู้จักแพ้ อย่ารู้จักชนะเลย ให้อยู่เหนือความแพ้และความชนะเสมอไป นั่นแหละคือความหมายของคำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่เดี๋ยวนี้สมมุติว่าเราอยู่กับพวกคนที่เขายังไม่ถึงขนาดที่จะอยู่เหนือแพ้และชนะ ยังต้องการชนะกันอยู่ เราก็พลอยชนะไปกับเขาด้วยก็ได้ แต่ว่าชนะให้มันถูกทาง ให้มันเป็นชนะจริง ๆ วันพระธรรมต้องเป็นวันชนะ ชนะอะไรก็ชนะข้าศึก อะไรเป็นข้าศึกที่สุด ก็คือกิเลส หรือความยึดมั่นถือมั่น ด้วยความเขลาความหลง ว่าเราว่าของเรานั่นเอง ชนะสิ่งนี้ได้เป็นการชนะทั้งหมด และชนะประเสริฐที่สุดด้วย วันนี้ต้องเป็นวันชนะ วันพระธรรมต้องเป็นวันชนะ คือพระธรรมชนะแก่อธรรม หรือว่าความดับทุกข์ ชนะความทุกข์ ก็เหมือนกันหมด คือมีความหมายเหมือนกันหมด ทีนี้มีเรื่องที่น่านึกอยู่เรื่องหนึ่ง คือว่าวันในระยะนี้มันพ้องกับสมัยที่ว่า มนุษย์สามารถไปดวงจันทร์แล้วกลับมาได้ เขาตะโกนกันทั่วโลกอย่างระบือลือชาทีเดียวว่า ชัยชนะของมนุษย์! ชัยชนะของมนุษย์! ชัยชนะสูงสุดของมนุษย์! ไม่เชื่อก็ไปฟังทางวิทยุทางทีวีทางอะไรต่าง ๆ เถอะ จะได้ยินแต่คำว่า ชัยชนะของมนุษย์ ส่วนคนที่ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ฟังวิทยุมันก็ไม่รู้ ก็ตามใจ แต่ว่ามนุษย์ส่วนมากในโลกเวลานี้พูดถึงชัยชนะของมนุษย์ที่ไปดวงจันทร์ได้ และเรียกว่าชนะดวงจันทร์ นี้มันก็แสดงว่า มนุษย์นี้ก็มันเมาในชัยชนะ ต้องการชัยชนะ พอมองเห็นลู่ทางที่จะพูดออกมาได้ว่า ชนะแล้ว ก็เป็นพูดกันทีเดียว แล้วก็พูดกันมากพูดกันอย่างยิ่งว่าชัยชนะของมนุษย์ บางคนพูดไปถึงว่าชนะดวงจันทร์พิชิตดวงจันทร์ได้ อะไรทำนองนี้ ก็ล้วนแต่เป็นชัยชนะของมนุษย์ ที่นี้เราก็มาพอดีกันเข้ากับวันนี้ ซึ่งเป็นวันพระธรรม เป็นวันชนะของมนุษย์เหมือนกัน นี่อาตมาขอเถียงขอแย้งขอทวงสิทธิอะไรก็ตามใจ ว่าวันนี้ก็เป็นวันชัยชนะของมนุษย์เหมือนกัน พวกนั้นก็พูดว่า วันที่ไปดวงจันทร์ได้นั้น ก็เป็นวันชัยชนะของมนุษย์ มันก็เลยมาพบกันเข้าว่า ชัยชนะของมนุษย์นี้มันอย่างไรกันแน่ อาตมาถือว่า วันที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้ ชนะกิเลส เอาธรรมะนี้มาสอนให้มนุษย์ปฏิบัติตามได้นี้แหละ คือวันชนะของมนุษย์ โดยเฉพาะ คือวันอาสาฬหบูชานี้เอง อาตมาถืออย่างนี้ ทีนี้พวกหนึ่งเขาถือว่าชัยชนะสูงสุดของมนุษย์ คือไปดวงจันทร์ได้ เพราะเพิ่งมีไม่กี่วันนี้เอง นี่ท่านทั้งหลายจะเอาอย่างไหน จะเอาชัยชนะอย่างไหน หรือจะเห็นด้วยกับฝ่ายไหน จะร่วมวงร่วมมือกันกับฝ่ายไหน ดู ๆ ไปก็คล้าย ๆ กับว่า สมัครเข้ากับพวกไปดวงจันทร์เสียมากกว่า อ่านหนังสือพิมพ์กันยกใหญ่ ดูทีวีกันยกใหญ่ ฟังวิทยุกันยกใหญ่ เข้าร่วมแรงกันกับพวกไปดวงจันทร์กันทั้งนั้น ก็หมายความว่า คนเหล่านั้นกำลังหลงชัยชนะของมนุษย์ในทางวัตถุ คือไปดวงจันทร์นั่นเอง เป็นที่น่านึกน่าคิด แล้วก็คิดต่อไปว่า มันน่าหัวเราะ หรือว่ามันน่าบูชาเลื่อมใสอย่างไรกันแน่ ดู ๆ มันออกจะสับสนกันไปหมด บางทีก็เป็นพุทธบริษัท เป็นพระเป็นเณรด้วยซ้ำไป ก็พลอยไปตื่นเต้นกับชัยชนะของมนุษย์ที่ดวงจันทร์ด้วยเหมือนกัน ลืมพระพุทธเจ้า ลืมพระธรรม ลืมพระสงฆ์ หมดเลย ไม่รู้ว่าชัยชนะของมนุษย์ที่เป็นชัยชนะสูงสุด และแท้จริงนั้นมันอยู่ที่ไหน ถ้ายอมรับชัยชนะด้วยกันทั้งสองฝ่ายมันก็ต้องแบ่งแยกกันว่า เป็นชัยชนะอย่างวัตถุอย่างหนึ่งแล้วก็เป็นชัยชนะทางจิตใจอีกอย่างหนึ่ง การไปดวงจันทร์ได้ และชนะดวงจันทร์ได้นั้น มันก็คือชนะทางวัตถุ เพราะว่าดวงจันทร์นั้นเป็นวัตถุและความประสงค์ของผู้ที่จะไปดวงจันทร์ ก็เป็นเรื่องทางวัตถุล้วน ๆ เพราะฉะนั้นชัยชนะที่ไปดวงจันทร์ได้นั้น เป็นชัยชนะทางวัตถุ ชนะวัตถุดูมันก็น่าหวัว เพราะมันไม่เกี่ยวกับความทุกข์ ความทุกข์นั้นมันเป็นเรื่องจิตใจ ทีนี้เราต้องการสันติภาพ สันติภาพมันเป็นเรื่องของจิตใจ แล้วจะไปชนะดวงจันทร์ซึ่งเป็นวัตถุ มันจะเข้ารูปกันได้อย่างไรก็ลองไปคิดดู ในที่สุด ก็จะต้องหันมามองกันในแง่ในทางจิตทางใจ ในทางวิญญาณ ว่าความชนะก็ตาม สันติภาพก็ตาม มันต้องเป็นเรื่องทางจิตใจ ฉะนั้นเรื่องของวันนี้น่าสนใจกว่าไปดวงจันทร์ตั้งหลายร้อยหลายพันเท่า เพราะเราจะตั้งคำถามขึ้นมาได้ง่าย ๆ ว่า อะไรจะนำมาซึ่งสันติภาพชัยชนะชนิดไหนจะนำมาซึ่งสันติภาพ ชัยชนะต่อกิเลส ชนะตัวเอง บังคับตัวเองได้ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีกิเลสอีกต่อไปนี้ เรียกว่าชัยชนะของมนุษย์ที่สูงสุด นำมาซึ่งสันติภาพหรือไม่ ถ้าไปดวงจันทร์ได้นั้น มันนำมาซึ่งสันติภาพหรือไม่ อาตมาเห็นว่า การไปดวงจันทร์ได้ ยังไม่นำมาซึ่งสันติภาพ แล้วก็เป็นการพ่ายแพ้แก่ดวงจันทร์ แล้วการกระทำนี้ เป็นการกระทำเพื่อขู่ขวัญกัน เพื่ออวดฝีมือในโลกนี้กันอย่างมากเท่านั้นเอง แล้วมันจะนำมาซึ่งสันติภาพอย่างไร ความรู้สึกของเราที่เป็นพุทธบริษัท รู้สึกว่านี่แหละคือวันที่พ่ายแพ้แก่ดวงจันทร์ถึงที่สุดแล้ว เมื่อก่อนนี้ดวงจันทร์ยังไม่ทำอะไรให้เราลำบากมากเหมือนอย่างนี้ไม่เสียเวลามากเหมือนอย่างนี้ ไว้ดูเล่นสวย ๆ ในท้องฟ้าในลักษณะที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก็เรียกว่าพระจันทร์ ดวงจันทร์นั้นเราไม่ได้เรียกว่าดวงจันทร์ เราเรียกว่าพระจันทร์ ใส่คำว่าพระเข้าไปให้ มันก็เป็นเรื่องสูง เรื่องประเสริฐ เรื่องอะไรไปทีเดียว ไม่ได้เคยไปแตะต้องกับพระจันทร์ พระจันทร์ก็ยังไม่ทำอะไรแก่ใครมาก เดี๋ยวนี้คนเก่งขึ้นทุกที ๆ ที่ยอมลำบาก ยอมหมดเปลือง ยอมเป็น ยอมตาย ยอมอะไรทุกอย่าง ที่จะไปถึงพระจันทร์ให้ได้ แต่ว่าพอไปถึงได้เข้าจริง ก็เรียกว่าชนะพระจันทร์ เพราะว่าเขาไปได้ แต่ถ้าเรามองดูอีกแง่หนึ่งแล้วว่า ข้อที่เราพ่ายแพ้แก่กิเลสมากถึงขนาดลงทุนลงแรง ยอมเหน็ดเหนื่อยอะไรทุกอย่างไปจนถึงพระจันทร์ได้นั้น มันเป็นความพ่ายแพ้แก่พระจันทร์ คือว่าพระจันทร์เป็นฝ่ายทำให้มนุษย์นี้ต้องมีความทุกข์ ที่ว่า ทุกฺโข -นำมาซึ่งทุกข์อย่างนี้ เรื่องไปดวงจันทร์นี้เป็นเรื่องนำมาซึ่งความลำบาก อนริโย -ไม่เป็นเรื่องของพระอริยเจ้า คือพระอริยเจ้าไม่เคยพยายามไปดวงจันทร์ให้เหน็ดเหนื่อยเสียเวลา หรือหมดเปลือง อนตฺถสญฺหิโต -ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์เลย ทุกโข -เป็นทุกข์ อนริโย -ไม่ประเสริฐ อนตฺถสญฺหิโต -ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย เมื่อเรายอมหมดเปลืองไปในลักษณะเช่นนี้ เพราะความหลงที่จะได้ชื่อว่าได้ชัยชนะจากดวงจันทร์นี้ แล้วก็คิดว่าชนะ แต่ถ้ามองดูในด้านจิตด้านวิญญาณแล้ว มันเป็นความพ่ายแพ้ เช่นเดียวกับว่า เราจะมองไปอีกทางหนึ่ง เราก็เห็นเป็นคนจัดดอกไม้ แต่ถ้ามองไปอีกทางหนึ่ง ก็เห็นชัดว่า ดอกไม้มันจัดหัวใจคน นี่แหละเราชนะดวงจันทร์ ซึ่งเป็นก้อนดินได้ แต่ดวงจันทร์นั้นก็ชนะหัวใจของมนุษย์ได้บังคับให้มนุษย์ทำทุกอย่าง ๆ ๆ ๆ ๆ โดยไม่กลัวตายได้ นี้เรียกว่าดวงจันทร์จัด หรือชนะหัวใจมนุษย์ มนุษย์ก็ชนะได้ แต่ก้อนดินที่มีอยู่บนดวงจันทร์ หรือเป็นตัวดวงจันทร์ เดี๋ยวนี้อยากจะเรียกว่า อ้ายจันทร์ กันเสียแล้ว เพราะว่ามันไม่มีอะไรมากไปกว่าโลกร้าง ๆ เล็ก ๆ ดวงหนึ่ง ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย มนุษย์ไปถึงแล้วก็พบความจริงว่าอ้ายดวงจันทร์สวย ๆ ที่เราเคยเรียกว่าพระจันทร์นั้น ควรจะเรียกว่า อ้ายจันทร์เสียดีกว่า เพราะว่าเป็นโลกร้าง ๆ เป็นดินร้าง ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร กลางวันก็มีความร้อนสูงจนเผาไหม้ไปหมด กลางคืนก็เย็นจนถึงกับตาย แล้วก็ไม่มีอะไรที่มนุษย์จะใช้ประโยชน์ได้ เป็นซากเศษของก้อนหินก้อนดินที่ร้างแล้ว นี่แหละจึงควรจะเรียกว่าอ้ายจันทร์ ไม่อยากจะเรียกว่าพระจันทร์อีกต่อไป นี่แหละผลมันได้มันเป็นเพียงอย่างนี้ มันจะนำความรู้ความสงบสุข หรือชัยชนะอะไรมาให้ได้ท่านทั้งหลายลองคิดดูเถิด เราจะไปหลงในเรื่องฝ่ายวัตถุชนิดนั้นไม่ได้ เพราะว่าความมุ่งหมายของพุทธบริษัทนั้น ต้องการจะดับทุกข์ซึ่งเป็นทางฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ ทีนี้เขาทำกันไปในลักษณะที่ว่าจะอวดฝีมือกัน คอยจะขู่ขวัญกัน ให้ฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ทางจิตใจใครไปดวงจันทร์ได้ก่อนก็ขู่อีกฝ่ายหนึ่งได้ หรืออวดฝีมือกันได้อย่างนี้มันเป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น ถ้าเป็นชัยชนะก็ชนะทางวัตถุ ตามภาษาของคนที่นิยมวัตถุ แต่ถ้ามองดูในเรื่องของจิตใจแล้ว มันเป็นของความพ่ายแพ้ คือดวงจันทร์ หรืออ้ายจันทร์นั่นแหละมันเป็นฝ่ายชนะมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์จะเป็นผู้ชนะพระจันทร์ไปได้เลย เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจะเป็นพุทธบริษัทกันให้ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไปแล้ว จะต้องมองดูสิ่งต่าง ๆ ในทางจิต ทางวิญญาณ หรือในทางนามธรรมอย่างนี้เสมอไป อย่าได้ไปมองดูในทางฝ่ายวัตถุล้วน ๆ เลย และรู้จักความหมายของคำว่าชนะ หรือรอดพ้น อะไรทำนองนี้ไว้ให้ดี ๆ ถ้าว่าชนะจริงแล้วก็ต้องชนะทางจิตทางใจได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วไม่ใช่ชนะ มันเป็นเรื่องทำอะไรได้แปลกๆ เท่านั้น หรือว่าถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้น มันเป็นเรื่องการกระทำของคนบ้าถึงขนาดหนัก เท่านั้นเอง มันจึงทนทำของยุ่งยากลำบากหมดเปลืองอยู่ได้ แต่ถ้าว่าจะต้องการความดับทุกข์ หรือสันติภาพโดยตรงกันแล้ว มันไม่ต้องมากมายถึงอย่างนั้น มันไม่ต้องลงทุนมากถึงอย่างนั้น ไม่ต้องลำบากมากถึงอย่างนั้น ก็ยังทำให้มีสันติภาพ และความสงบสุขอันแท้จริงได้ นี่แหละเป็นความแตกต่างกัน ระหว่างเรื่องทางฝ่ายวัตถุกับเรื่องทางวิญญาณ สำหรับชัยชนะนั้น มามองดูกันให้ดี ๆ มันจะมีอยู่หลายแง่หลายมุมหลายนัย เช่น การชนะวัตถุล้วน ๆ นี้มันก็อย่างหนึ่ง การไปที่ก้อนดวงจันทร์ก้อนนั้นได้ มันเป็นการชนะวัตถุล้วน ๆ ชนะอย่างนี้ไม่นำมาซึ่งสันติภาพ หรือไม่เกี่ยวกับสันติภาพ หรือว่าอาจจะเป็นข้าศึกแก่สันติภาพก็ได้ ถ้าหากว่าทำเพื่อขู่ขวัญกัน หรือเพื่ออวดฝีมือกัน ทีนี้ถ้ามันทำไปโดยบริสุทธิ์ใจ มันก็เพียงให้มีความรู้ในเรื่องวัตถุมากขึ้นเท่านั้นเอง ความรู้ทางวัตถุจะมากขึ้นเท่าไร ก็ไม่สามารถจะดับทุกข์ได้ ไม่ชนะกิเลสได้ เพราะฉะนั้นการชนะวัตถุล้วน ๆ คือชนะก้อนดวงจันทร์นั้น ไม่นำมาซึ่งสันติภาพ เพราะว่าสันติภาพเป็นเรื่องทางจิตใจ คนต้องมีจิตใจเป็นสันติโลกนี้จึงจะมีสันติ จึงกล่าวได้ว่าชนะวัตถุไม่นำมาซึ่งสันติภาพ ทีนี้การชนะผู้อื่น ซึ่งเป็นมนุษย์ เป็นคู่ปรปักษ์ หรือเป็นคู่แข่งกันนี้ ก็ไม่นำมาซึ่งสันติภาพ จงฟังดูให้ดี ๆ ว่า ชนะวัตถุล้วน ๆ เช่นก้อนดวงจันทร์เป็นต้นนั้น ก็ไม่นำมาซึ่งสันติภาพ เพราะฉะนั้นการชนะมนุษย์ด้วยกันซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์คู่แข่งขัน คู่อะไรก็ตาม มันก็ไม่นำมาซึ่งสันติภาพ เพราะว่ามันทำให้สร้างความเกลียดชัง อาฆาต จองเวรอะไรกันมากขึ้น แล้วก็กลับแพ้ กลับชนะอย่างรุนแรงกันไปมา ๆ ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ดังนั้นการชนะคู่ปรปักษ์นั้นไม่นำมาซึ่งสันติภาพ แต่การชนะตน คือชนะกิเลสของตนเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งสันติภาพ ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัส ดังที่ได้ยกขึ้นมาไว้เป็นนิเขปบทข้างต้นว่า อตฺตา หเว ชิตํเสยฺโย - ชนะตนนั่นแลเป็นดี อตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ บังคับตนได้แล้วย่อมนำมาซึ่งความสุขดังนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ชนะตนนั่นแลเป็นดีเลิศนี้หมายความว่า ชนะตัวเอง อะไรเป็นตัวเอง ในที่นี้ก็หมายถึงอ้ายความโง่ ว่าตัวกูว่าของกูนั่นแหละ คือตน อุปาทานว่าตัวกูว่าของกูนั่นแหละคือตน อุปทานนั้นคือกิเลส เพราะฉะนั้นกิเลสนั่นแหละคือตน ทีนี้ชนะกิเลสหรือตนเสียให้ได้ ก็จะนำมาซึ่งความสุขหรือสันติภาพแก่ตน ดังนั้นทุกคน ๆ จะต้องพยายามชนะตน คือชนะกิเลสของตนให้ได้ แล้วการชนะนั้นจะนำมาซึ่งสันติภาพกล่าวคือพระนิพพาน ในปริยายใด ปริยายหนึ่ง ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรืออันดับใดอันดับหนึ่งไม่มากก็น้อย มันจึงเป็นสันติภาพขึ้นมา การชนะตนเท่านั้นนำมาซึ่งสันติภาพ ทีนี้ดูต่อไปอีก การชนะน้ำใจผู้อื่น หลังจากที่ชนะตนแล้ว ให้เหมือนกับที่ตนชนะตนเท่านั้น จะยิ่งนำมาซึ่งสันติภาพของสากลโลก หรือของสากลจักรวาล ข้อนี้หมายความว่า เมื่อเราชนะตัวเราเองได้ จริง ๆ แล้วหมดความเห็นแก่ตนแล้ว เราชนะน้ำใจผู้อื่น ให้เขาหมดความเห็นแก่ตัวอย่างเราบ้าง เหมือนกับที่เราได้หมดแล้วนั่นแหละจะนำมาซึ่งสันติภาพของสากลโลก สากลจักรวาลแต่การที่เราจะชนะน้ำใจของผู้อื่นได้นั้น เราจะต้องชนะตนเองเสียก่อน เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านชนะตนเองแล้ว ท่านจึงชนะน้ำใจผู้อื่น ทำให้มีสาวกคือผู้ที่ประพฤติตามท่านขึ้นมาจำนวนมาก แล้วก็ทำให้เกิดสันติสุขขึ้นมาในโลกนี้ เพราะฉะนั้นการชนะน้ำใจผู้อื่น หลังจากที่ตนชนะใจตนเองแล้วเท่านั้น จะนำมาซึ่งสันติภาพของสากลโลก ส่วนการชนะโลกร้างเล็ก ๆ เช่นก้อนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นบริวารของโลก ๆ นี้นั้นมันเป็นการชนะที่น่าหัวเราะมากกว่าการชนะที่น่าบูชา ดูให้ดี ๆ เถิดว่า อ้ายการชนะโลกร้างเล็ก ๆ คือก้อนดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลกนี้ มันน่าหวัว มันไม่นำมาซึ่งสันติภาพของโลก หรือของสากลโลก แม้แต่ชนะข้าศึกศัตรู มันก็ไม่นำมาซึ่งสันติภาพ แต่การชนะตนนำมาซึ่งสันติภาพ อย่างน้อยก็ส่วนตน การที่ชนะน้ำใจผู้อื่นหลังจากที่ชนะตนแล้ว นั่นแหละมันนำมาซึ่งสันติภาพของมนุษย์ทั้งมวล ทีนี้จะมองดูการชนะโลกร้างเล็ก ๆ คือก้อนดวงจันทร์นี้ มันก็เป็นสิ่งที่น่าหวัว แสนจะน่าหวัว แต่ทีนี้เรามาพูดกันใหม่โดยภาษาธรรม ว่าชนะดวงจันทร์ ชนะดวงอาทิตย์ ชนะดวงดาวทั้งหมดอีกด้วย แต่ว่าพูดกันในภาษาธรรม ไม่ใช่ภาษาโลก หรือภาษาคน ถ้าพูดในภาษาธรรม การชนะดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ หรือดวงอะไรก็ตามนั้น เราชนะดวงดาวเหล่านั้นได้ โดยที่เราไม่มีตัณหา อุปาทานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดวงดาวเหล่านั้น ตรงนี้ท่านต้องฟังดูให้ดี ๆ สักหน่อย ว่าอาตมากำลังพูดว่า เราจะชนะดวงดาวทั่วสากลจักรวาลได้ ก็โดยที่เราไม่มีตัณหาอุปทานชนิดใด ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับดวงดาวเหล่านั้น ดังนั้นดวงดาวเหล่านั้นมันก็ไม่ย่ำยีหัวใจเรา ไม่บังคับจิตใจเรา ไม่ทำให้เราเกิดความทะเยอทะยานหิวกระหายอย่างใดอย่างหนึ่งเลย อย่างนี้แหละเรียกว่าเราชนะดวงอาทิตย์ ชนะดวงจันทร์ ดวงดาว ดาวอังคาร ดาวพระศุกร์ ดาวอะไรทุกอย่าง บรรดามีในสากลจักรวาล นี้คือการชนะสิ่งเหล่านั้น ตามภาษาธรรมในพระพุทธศาสนา และเป็นการชนะสิ่งเหล่านั้นจริง คือเราเป็นฝ่ายชนะ เป็นฝ่ายที่ไม่ทุกข์ ไม่มีความทุกข์เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป อย่าได้มีตัณหา อุปาทานในสิ่งเหล่านั้นว่า สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาอย่าได้มีความอยากมีความต้องการในสิ่งเหล่านั้น ในฐานะเป็นสิ่งที่อยากได้อยากเอา หรืออุปาทานใด ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้นในสิ่งเหล่านั้นแล้ว นั่นแหละเรียกว่ามีโมกษะแก่จิตใจ คือจิตใจหลุดพ้นแล้ว จากความผูกพันโดยประการทั้งปวง เราต้องการโมกขะหรือโมกษะ คือความรอดพ้นออกไปได้จากความผูกพันของสิ่งทั้งปวง เรามีวิธีของเราโดยเฉพาะ ตามวิธีที่พระพุทธเจ้าผู้ชนะแล้วได้สอนไว้ คืออย่ามีตัณหาอุปาทานในสิ่งใด ก็เป็นอันว่าชนะสิ่งนั้น เดี๋ยวนี้เราไม่มีตัณหาอุปาทานในธรรมทั้งปวง คือในสิ่งทั้งปวง เราก็เป็นอันว่าชนะสิ่งทั้งปวง ดวงจันทร์ก็กลายเป็นของที่เล็กเท่าขี้ฝุ่นไป เพราะว่าสิ่งทั้งปวงมันยังมีมากกว่านี้มาก ท่านทั้งหลายต้องฟังดูให้ดี ๆ ว่า อาตมากำลังพูดว่าชนะสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวงนั้นมันมากเท่าไร ถ้าจะนำไปเปรียบเทียบกับดวงจันทร์ ซึ่งเป็นก้อน ก้อนหนึ่งเล็ก ๆ ในจักรวาลนี้เราชนะทั้งหมดในจักรวาลนี้ มันก็มากกว่าที่จะไปชนะวัตถุก้อนเท่าดวงจันทร์ก้อนหนึ่ง พุทธบริษัทจะต้องมีจิตใจเป็นโมกขะ คือพ้นจากความครอบงำ ผูกพันหน่วงเหนี่ยวอะไรต่าง ๆ ของสิ่งทั้งปวง จากสิ่งทั้งปวง นั่นแหละคือความรอดหรือสันติภาพ หรือชัยชนะ ที่ครบถ้วน ที่สมบูรณ์และถูกต้อง วันนี้เป็นวันพระธรรม และวันนี้ก็เป็นวันชัยชนะของพระธรรม ที่ชนะโลก คือพระธรรมจะครอบงำโลก ให้โลกนี้คงอยู่แต่ในสภาพที่สะอาด สว่าง สงบ พระธรรม ชนะโลกในวันนี้ คือวันอาสาฬหบูชานี้ เราก็ต้องช่วยกันทำให้ดี ๆ ให้เข้ารูปกันกับความหมายอันนี้ ว่าเราจะต้องชนะสิ่งทั้งปวง ดวงจันทร์กลายเป็นของขี้เล็บ ขี้ฝุ่น นิดเดียวไปเท่านั้นเอง ไม่ต้องพูดถึง แต่เราจะต้องชนะสิ่งทั้งปวงทั้งหมด ทั้งสิ้น และที่มันใหญ่หลวงยิ่งกว่าสิ่งใด ก็คือ ตัวกู-ของกู คำพูดเพียงสองคำเล็ก ๆ นี้ แต่ตัวมันใหญ่มากใหญ่กว่าสากลจักรวาล เราต้องชนะสิ่งนี้ สิ่งเดียวเท่านั้นแล้วก็จะเป็นอันชนะหมดทุกสิ่ง ไม่มีอะไรเหลือ ชนะแล้วก็โมกขะ หรือโมกษะ คือรอดพ้น หลุดพ้นออกไปได้ตามความมุ่งหมายของพระธรรม ที่จะช่วยปลดปล่อยสัตว์ทั้งหลายให้รอดพ้นออกไปได้จากความทุกข์ สรุปความทั้งหมดตามที่กล่าวมา ท่านทั้งหลายควรจะเข้าใจว่า วันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับพวกเราทุกคน ในฐานะที่เป็นวันอาสาฬหบูชา ท่านมาที่นี่ก็เพราะความหมายอันนี้ ว่าจะมาทำอาสาฬหบูชาที่นี่ อาตมากลัวไปว่าท่านทั้งหลายจะได้อะไรน้อยเกินไป ในการมาที่นี่ จึงได้กล่าวอย่างนี้ โดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ ว่าจงระวังให้ดี ๆ ให้ได้อะไรที่นี่ ตรงตามประสงค์มุ่งหมาย และให้มากให้พอสมควรแก่กัน จึงจะไม่เสียทีที่มา ไม่เหนื่อยเปล่าไม่เปลืองเปล่าด้วยกันทุกคน ทั้งหมดนี้เป็นการกล่าวเพื่อการเตรียมตน เพื่อจะทำให้ได้ซึ่งสิ่งที่กล่าวแล้ว คือการทำอาสาฬหบูชาในอันดับต่อไปในเย็นวันนี้ เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายจงเตรียมจิต เตรียมใจ เตรียมความรู้สึกคิดนึกไว้ให้พร้อม ให้เหมาะสมที่จะทำอาสาฬหบูชาด้วยกันจงทุก ๆ คน เถิด ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวังก็มีด้วยประการะฉะนี้
ชีวิตและผลงาน > หนังสือ > เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๒๔ เรื่อง ชนะดวงจันทร์ หรือชนะตนดี |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org