||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์

คำปรารภ

โดย พระประชา ปสนฺนธมฺโม

คำปรารภสำหรับเล่ม | |

คำปรารภสำหรับเล่ม ๑ (บทที่ ๑-๒)

          เมื่อข้าพเจ้าแรกไปอยู่ประจำที่สวนโมกข์เก่า-พุมเรียงนั้น อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้เตือนอยู่เสมอว่าให้ศึกษาชีวิตและการทำงานของท่านพุทธทาส เพื่อที่จะได้ข้อคิดทั้งสำหรับข้าพเจ้าเองและคนร่วมสมัยในวงกว้างออกไป เกี่ยวกับการดำรงชีวิตในสมณเพศ และการทำงานเพื่อพระศาสนาและสังคม จากแบบอย่างอันเลิศของท่านที่หาได้ยากยิ่งในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

          เมื่อมีโอกาสเหมาะ ข้าพเจ้าจึงมักไปเรียนถามเรื่องราวต่าง ๆ แต่หนหลังของท่านเสมอ ในระยะแรก ท่านไม่สู้จะยอมเล่าอะไรมากนัก เพราะท่านเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่สู้จะเป็นประโยชน์ต่อใครนัก (ในทัศนะของท่าน) ข้าพเจ้าอ้อนวอนท่านอยู่หลายครั้ง ถูกท่านขนาบแรง ๆ หลายหน แต่ก็พยายามเล่าให้ท่านฟังว่า คนรุ่นข้าพเจ้าที่เข้ามาบวชประสบปัญหากันอย่างไรบ้าง ถ้าได้มีโอกาสเรียนรู้ปฏิปทาของท่านบ้างก็จะมีประโยชน์เพียงไร ในที่สุดท่านจึงค่อย ๆ เล่าให้ฟัง

          ข้าพเจ้าเห็นว่าสิ่งที่ตนได้รับฟังนั้น มีคุณค่าต่อคนวงกว้างออกไปอีกมาก โดยเฉพาะคนรุ่นข้าพเจ้าและคนรุ่นถัดไปซึ่งเติบโตมานอกวัฒนธรรมพุทธศาสนาอย่างแต่ก่อน ซึ่งยากที่จะเข้าใจได้ว่าการดำรงชีวิตในสมณเพศนั้นเป็นไปได้โดยมีอะไรเป็นเหตุปัจจัย นอกจากนั้นสภาพทางสังคมและวงการพระศาสนาในสมัยก่อน ๆ ที่ท่านได้ประสบพบเห็นก็เป็นสิ่งที่น่าบันทึกไว้อย่างยิ่ง จึงกราบเรียนขอให้ท่านเขียนอัตชีวประวัติ แต่ท่านปฏิเสธเพราะเห็นว่าการเขียนเรื่องราวในชีวิตของตนเองนั้น ไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำตามคติวัฒนธรรมของเราเอง และย่อมหลีกไม่พ้นที่จะต้องโฆษณาตนเองไม่ในรูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง จำได้ว่าเรียนเสนอท่านอยู่หลายครั้งหลายหน ท่านก็ไม่เห็นพ้องด้วย

          ข้าพเจ้าจึงใช้วิธีจดบันทึกสิ่งที่ได้ฟังจากท่านเอาไว้ แต่เนื่องจากระบบโรงเรียนได้ทำลายฉันทะในการจำไปมากต่อมากแล้ว จึงทำให้เก็บสิ่งที่ท่านเล่าไว้ได้น้อยเต็มที ในที่สุดขอท่านอัดเสียงไว้ โดยเรียนท่านว่าจะไม่นำออกเผยแพร่ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ นี่ก็ต้องอ้อนวอนท่านอยู่หลายครั้งท่านจึงยอมอนุญาตให้

          ต่อมาเมื่อปี ๒๕๒๕ เพื่อนฝูงในกลุ่มพุทธ-ไทยปริทัศน์และคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา (ศ.พ.พ.) ได้ดำริจัดงานทางความคิดเกี่ยวกับพุทธศาสนา ร่วมฉลองในโอกาสที่สวนโมกข์อยู่ครบ ๕๐ ปี เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของท่านที่อัดไว้ จึงได้นำมาถอดเทปเป็นตัวอักษร เพื่อศึกษากันในหมู่ผู้จัดงานและได้เรียนถามเพิ่มเติมด้วย แต่งานคราวนั้นมุ่งศึกษาความคิดของท่านมากกว่าชีวิตของท่านโดยตรง ดังปรากฏออกมาเป็น พุทธทาสกับคนรุ่นใหม่ : เมื่อคนหนุ่มสาวถามหารากของความเป็นไทย ซึ่งมูลนิธิโกมลคีมทองได้ตีพิมพ์ออกมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๖ นั้นแล้ว

          ต่อมาปลายปี ๒๕๒๗ มิตรสหายบางคนได้ปรารภขึ้นอีกว่าน่าจะทำประวัติท่านอาจารย์อย่างสมบูรณ์ และควรจะตีพิมพ์เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ด้วย เมื่อไปเรียนให้ท่านทราบถึงความคิดอันนี้ ท่านก็ถามว่าทำไปเพื่ออะไรอยู่หลายครั้ง กว่าจะยอมอนุญาตให้พวกเราดำเนินการได้ ข้าพเจ้าได้นำสิ่งที่เคยสัมภาษณ์ท่านมาพิจารณาใหม่และพบว่ายังบกพร่องอีกมาก เพราะถามท่านไว้ไม่เป็นระบบเลย จึงตั้งโครงเรื่องใหม่ และขอสัมภาษณ์ท่านอีกเพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ที่สุด โดยตั้งใจไว้ว่าจะให้เสร็จสมบูรณ์ในปี ๒๕๒๘ นี้ เมื่อเริ่มลงมือทำก็ได้คิดกันหลายตลบว่าควรจะออกมาในรูปแบบใดจึงจะเหมาะ หลังจากปรึกษาหารือกันหลายครั้ง จึงขออนุญาตท่านทำออกมาในรูปคำถามคำตอบ โดยเรียบเรียงจากคำสัมภาษณ์ของท่าน แล้วนำไปอ่านให้ท่านฟังเพื่อแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง

          เมื่อทำไปได้ ๒ บท ก็ส่งมาให้มิตรสหายทางโกมลคีมทองซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีให้ข้าพเจ้าทำงานชิ้นนี้อย่างจริงจังให้ดู และเห็นพ้องกันว่าน่าจะทยอยพิมพ์เป็นตอน ๆ ที่หนึ่งก่อน แล้วตอนแรกก็ปรากฏออกมาเป็นเล่มดังที่ท่านผู้อ่านเห็นอยู่นี้ โดยเริ่มเรื่องตั้งแต่ช่วงชีวิตในวัยเยาว์ของท่าน จนถึงช่วงที่ท่านเดินทางออกจากกรุงเทพฯ กลับไชยาเพื่อเริ่มก่อตั้งสวนโมกขพลาราม ส่วนตอนสองซึ่งต่อจากเล่มนี้นั้น จะเป็นช่วงชีวิตของท่านในงานต่อสู้บุกเบิกสวนโมกขพลารามระหว่าง ๒๐ ปีแรก และตอนสามอันเป็นตอนสุดท้ายนั้น จะเป็นช่วงชีวิตหลังจากนั้นจนกระทั่งปัจจุบัน อันรวมถึงข้อคิดและทัศนะของท่านฝากไว้สำหรับอนาคตด้วย และหากเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่คาดไว้ ๒ ตอนนี้คงจะเสร็จสิ้นให้ได้อ่านกันภายในปีนี้

          สำหรับภาพที่นำมาลงประกอบเนื้อหานั้น ส่วนหนึ่งเราสืบหาและหยิบยืมมาจากบุคคลต่าง ๆ รวมทั้งวัดวาอีกหลายแห่ง เพื่อนำมาถ่ายอัดขยายใหม่ อีกส่วนหนึ่งมาจากการตระเวนถ่ายรูปตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของท่านตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน

          หากท่านผู้อ่านได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว และเห็นว่ามีประเด็นใดน่าจะเรียนถามท่านอีก ทั้งในช่วงชีวิตที่อยู่ในเล่มนี้และช่วงต่อ ๆ ไปหลังจากเล่มนี้ ขอให้เสนอแนะมาได้ เพื่อจะได้ช่วยกันนำเสนอสิ่งที่มีคุณค่าต่อส่วนรวมนี้ให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้การตั้งคำถามในเล่มนี้เอง ข้าพเจ้าก็มิได้ทำตามลำพัง หากแต่งานชิ้นนี้สำเร็จได้ก็ด้วยความร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่ายหลายท่านตั้งแต่แรกมาแล้ว ทั้งในแง่ร่วมกันคิดร่วมกันทำและคอยส่งเสริมกำลังใจกัน รวมทั้งชาวสวนโมกข์หลายท่านที่ให้ความสนับสนุนอย่างดี คุณโยมธรรมทาส พานิช (น้องของท่านอาจารย์) ได้กรุณาอ่านทวนต้นฉบับบางตอนเพื่อความแม่นยำด้านข้อมูล และได้ให้ยืมภาพเก่า ๆ มาถ่ายรูปใหม่เพื่อใช้ประกอบในหนังสือเล่มนี้ด้วย ฉะนั้นขอท่านผู้อ่านจงอนุโมทนาในส่วนกุศลของบุคคลต่าง ๆ ทั้งที่เอ่ยนามมาแล้วและไม่ได้เอ่ย โดยทั่วกันด้วย

พระประชา ปสนฺนธมฺโม
๑ พฤษภาคม ๒๕๒๘

คำปรารภสำหรับเล่ม | |

คำปรารภสำหรับเล่ม ๒ (บทที่ ๓-๕)

          ข้าพเจ้าได้ปรารภไว้ในเล่าไว้เมื่อวัยสนธยา เล่มแรกว่าจะมีตอนต่ออีก ๒ เล่ม ว่าด้วยช่วงชีวิตของท่านอาจารย์พุทธทาส ในการต่อสู้บุกเบิกสวนโมกขพลารามระหว่างช่วง ๒๐ ปีแรกเล่มหนึ่ง และอีกเล่มหนึ่ง จะเป็นช่วงชีวิตของท่าน หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน และกล่าวไว้ว่าหากเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่คาดไว้สองตอนนี้คงจะเสร็จสิ้นให้ได้อ่านภายในปี ๒๕๒๘

          แต่แล้ว พอทำเล่มแรกเสร็จ ก็มีเหตุให้ไม่สามารถทำตอนต่อไปได้ทันที ทั้งนี้เพราะท่านอาจารย์อาพาธ แม้จะไม่ได้หนักหนาสาหัสเท่าที่ลงในหนังสือพิมพ์มติชน แต่ก็เห็นสมควรว่าจะต้องไม่รบกวนท่านในระหว่างนั้น ข้าพเจ้าจึงวางมือการสัมภาษณ์ท่านลงชั่วคราวจนเมื่อท่านแข็งแรงพอ ข้าพเจ้าจึงได้เริ่มงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยใช้เวลาในช่วงพรรษา

          (ส.ค.-ต.ค.๒๕๒๘) เรียนถามเรื่องราวในชีวิตและงานของท่านในส่วนที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมด จนเสร็จสิ้นลงในคราวเดียวแล้วจึงเริ่มต้นเรียบเรียงอย่างจริงจัง

          ด้วยเหตุนี้ ช่วงเวลาในการจัดพิมพ์จึงต้องเนิ่นช้าออกไปด้วย กว่าเล่ม ๒ นี้จะออกจากโรงพิมพ์ก็คงราวเดือนกุมภาพันธ์ และเล่ม ๓ ก็คงต้องตกปลายเดือนเมษายน โดยทางสำนักพิมพ์ได้ช่วยจัดลำดับ ให้ได้ออกทันวันล้ออายุครบ ๘๐ ปีบริบูรณ์ของท่าน ในเดือนพฤษภาคมปีนี้

          ในการทำงานคราวนี้ ข้าพเจ้าได้เปลี่ยนโครงสร้างในการลำดับเรื่องราวในชีวิตของท่านใหม่ ต่างจากที่เคยตั้งใจไว้ กล่าวคือ เล่มที่ ๒ ที่ท่านถืออยู่นี้ เป็นเรื่องราวชีวิตของท่านอาจารย์ในด้านการทำงานตั้งแต่แรกเริ่มตั้งสวนโมกข์จนถึงปัจจุบัน โดยรวมเอางานอดิเรก และการคบมิตรของท่านไว้ด้วย จึงได้ใช้ชื่อรองของเล่มนี้ว่า ชีวิตแห่งการทำงาน ส่วนเล่มที่ ๓ จะเป็นการเจาะลึกลงไปในด้านการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ และการฝึกฝนปฏิบัติส่วนตัวของท่าน จึงจะให้ชื่อรองว่า ชีวิตแห่งการศึกษา ลำดับเรื่องราวเช่นนี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะสะดวกต่อการติดตาม และทำให้รู้จักท่านอาจารย์ลึกลงตามลำดับด้วย

          ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า ในส่วนที่เป็นเนื้อหาคำตอบของท่านอาจารย์นั้น มีวงเล็บแทรกอยู่บางแห่ง พึงทราบว่านั่นเป็นส่วนที่ข้าพเจ้าเสริมเข้ามา เพื่อให้ได้ความชัดเจนขึ้น เช่น เพื่อบอกปีที่มีเหตุการณ์นั้นหรือ บอกชื่อ-นามสกุลหรือฉายาเต็มของบุคคลที่ท่านอาจารย์เอ่ยถึง

          ในการทำงานคราวนี้ ข้าพเจ้ารับความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลจากท่านที่เคารพนับถือและมิตรสหายหลากหลายอีกเช่นเคย ทั้งญาติมิตรส่วนตัว เพื่อนชาวสวนโมกข์ ตลอดจนเพื่อนทางโกมลคีมทอง ข้าพเจ้าขออนุโมทนาขอกราบขอบพระคุณ ขอบคุณ ขอบใจ และขอท่านผู้อ่านพึงร่วมอนุโมทนาในส่วนกุศลของทุก ๆ ท่านที่มีส่วนให้งานชิ้นนี้สำเร็จลุล่วงลงได้

          อนึ่ง ข้าพเจ้าได้ปรึกษากับผู้ใหญ่และมิตรสหายแล้ว ได้ตกลงจะทำหนังสือเกี่ยวกับท่านอาจารย์พิเศษขึ้นอีกเล่มหนึ่ง คือ ชีวประวัติของท่านที่แสดงด้วยภาพ เนื่องจาก ระหว่างทำเล่ม ๒ และเล่ม ๓ นี้ ทำให้ได้มีโอกาสรู้จักกับนักเล่นกล้องบางท่านที่มีภาพของท่านอาจารย์เก็บไว้มาก จนพอที่จะทำได้อย่างงาม และเชื่อว่าจะทำให้ผู้ศึกษาชีวิตของท่านได้รู้จักท่านอาจารย์ในแง่มุมที่แปลกออกไป จึงขอถือโอกาสประชาสัมพันธ์ไว้ ณ ที่นี้ด้วย หากท่านผู้อ่านผู้ใดรู้จักท่านอาจารย์มาแต่แรกเริ่มและมีรูปเก่า ๆ หรือแปลก ๆ ของท่านหรือของสวนโมกข์ หากจะกรุณาให้ยืมหรืออัดรูปนั้น ๆ มาให้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการศึกษาของอนุชนในภายภาคหน้าต่อไป ในการจัดพิมพ์เล่มนี้ได้ขอให้โครงการหนังสือชุดพุทธศาสนาสำหรับคนหนุ่มสาวทาง ปาจารยสาร ในสังกัดมูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีปเป็นผู้จัดดำเนินการร่วมกับสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง ทั้งนี้เพื่อผ่อนภาระทางมูลนิธิโกมลคีมทองลง และเพื่อให้หนังสือออกทันวันงานล้ออายุในปีนี้

พระประชา ปสนฺนธมฺโม
๑ มกราคม ๒๕๒๙

คำปรารภสำหรับเล่ม | |

คำปรารภสำหรับเล่ม ๓ (บทที่ ๖-๗)

หนังสือเล่มนี้ สำเร็จออกมาเป็นเล่ม ทันวันงานล้ออายุ ๘๐ ปีของท่านอาจารย์พุทธทาสได้ ด้วยความเสียสละและความเหน็ดเหนื่อยของบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งต่างก็เคารพรักท่านอาจารย์ และเห็นคุณค่าของหนังสือชุดนี้ แม้ข้าพเจ้าจะทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการ แต่ก็รู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ เท่านั้น เพราะหากปราศจากความร่วมมือร่วมใจจากมิตรสหายและกัลยาณมิตรแล้ว งานนี้จะไม่สามารถลุล่วงเรียบร้อยในเวลาเช่นนี้ได้เลย

          ข้าพเจ้าจะขอเอ่ยนามตามลำดับชั้นของการทำหนังสือ เพื่อจะเป็นบทบันทึกความเป็นมา และเพื่อท่านผู้อ่านจะได้ร่วมอนุโมทนาต่อท่านเหล่านี้ด้วย ประการแรกสุด เนื่องจากข้าพเจ้าส่งต้นฉบับให้แก่สำนักพิมพ์ล่ากว่ากำหนดถึงเดือนครึ่ง ทางเจ้าหน้าที่ของสำนักพิมพ์จึงต้องจัดเวลาและกำลังคนให้เป็นพิเศษ และคงสะเทือนงานประจำและเพิ่มภาระให้มากกว่าปกติมิใช่น้อย โดยเฉพาะสมถวิล วิริยะสุมน และ สง่า ลือชาพัฒนพร ซึ่งช่วยวิ่งเต้นให้เต็มกำลังอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อยในด้านการพิสูจน์อักษรนั้น เนื่องจากเล่มที่ผ่านมามีการสะกดการันต์ผิดมาก และลักลั่นกันมาก เพราะข้าพเจ้าเองขาดความประณีตในเรื่องเช่นนี้ สำหรับเล่มนี้ ทางสำนักพิมพ์จึงได้อาราธนาพระดุษฎี เมธงกุโร ให้ช่วยกรุณาเป็นหลักในการพิสูจน์อักษรทุกขั้นตอน โดยมีพระพรชัย พุทธสาโร, แพทย์หญิงผ่องโสม อัตถะสัมปุณณะและคุณสุนีย์ รามอินทรา ร่วมเป็นกำลังสำคัญในกองพิสูจน์อักษร

          ในด้านการพิมพ์ดีดต้นฉบับนั้น อนุสรณ์ ชูธรรมวงศ์ และ ประกาศิต สุพรม ได้อุทิศเวลาเร่งมือให้อย่างหามรุ่งหามค่ำ โดยมีศรีใส กิตติรักษนนท์ และ สุจิตรา จินดาดวงรัตน์ ช่วยแบ่งภาระไปบางส่วน สำหรับหลวงพี่พรชัย และคุณอนุสรณ์นั้นได้เป็นหลักช่วยงานชุดนี้มาตั้งแต่การถอดจากเทปออกมาเป็นตัวหนังสือ โดยเฉพาะ ๒ เล่มหลังนี้ และมีพระสุเทพ สุเทโว (วัดพระบรมธาตุ อ.ไชยา) เป็นผู้ช่วยแรงสำคัญ ยิ่งกว่านั้น หลวงพี่พรชัยยังกรุณาแบ่งเบาภาระในด้านการติดต่อเกือบจะทุกขั้นตอนของหนังสือ ๒ เล่มนี้ ทำให้ข้าพเจ้ามีเวลาและสมาธิในส่วนงานของตน โดยมิต้องวิตกกังวล

          ในระหว่างที่ข้าพเจ้าปักหลักทำหนังสือชุดนี้ที่สวนโมกข์นั้น อาจารย์รัญจวน อินทรกำแหง ได้กรุณาให้คำแนะนำปรึกษาหารือ ให้กำลังใจ และการอนุเคราะห์เกือบจะทุกด้านอย่างสม่ำเสมอ นับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ข้าพเจ้าทำงานชุดนี้ได้สำเร็จลุล่วง

          ในขณะที่ข้าพเจ้าสัมภาษณ์และนำต้นฉบับที่เรียบเรียงเสร็จแล้วมาอ่านทวนให้ท่านอาจารย์ตรวจแก้นั้น

          พระพรเทพ ฐิตปญฺโ และ พระสิงห์ทอง เขมิโย ซึ่งทำหน้าที่อุปัฏฐากท่านอาจารย์อยู่ ได้กรุณายอมให้ข้าพเจ้ารบกวนจุกจิกจู้จี้เป็นอันมาก และให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลในด้านอาหารการขบฉัน ตลอดช่วงที่ทำหนังสือชุดนี้ ยิ่งกว่านั้นหลวงพี่พรเทพยังช่วยอ่านทวนต้นฉบับบทที่ ๖ ให้ท่านอาจารย์ตรวจแก้ทั้งบท และทยอยส่งต่อขึ้นมาให้ทางกรุงเทพฯ ด้วยความใส่ใจอย่างดี ทั้งนี้เนื่องจากข้าพเจ้าต้องมาดูแลงานอยู่ทางกรุงเทพฯ ในช่วงหลัง

          ในการทำงานชุดนี้ ข้าพเจ้าเกือบจะไม่มีเครื่องมือของตนเองเลย ของที่ยืมได้ก็ยืมจากญาติมิตร ที่ต้องจัดหา ทางมูลนิธิโกมลคีมทองก็เป็นผู้จุนเจือโดยตลอด เครื่องบันทึกเสียงนั้น นิภาพรรณ งามวิทยาพงศ์ได้ให้ยืมเครื่องอย่างดีที่เหมาะกับงานสัมภาษณ์อย่างยิ่ง โดยให้ยืมใช้ข้ามปี และข้าพเจ้าก็ใช้จนต้องเข้าร้านซ่อม เมื่อคืนกลับมาถึงเจ้าของเดิมคงเกือบจำไม่ได้ นอกจากนั้นคุณหมอผ่องโสมยังให้ยืมอีกเครื่องหนึ่งในระหว่างตอนหลัง ๆ ที่เครื่องแรกต้องเข้าร้านซ่อม และในช่วงสุดท้ายคุณแทน สงคราม มิตรจากแดนไกลได้หาเครื่องเล็กกะทัดรัดข้ามน้ำข้ามฟ้ามาฝาก เมื่อคราวกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอน ทำให้ทำงานสะดวกขึ้นอีกในตอนท้าย

          อีกท่านหนึ่งที่ยินดีให้ข้าพเจ้ารบกวนเป็นประจำในระหว่างทำงานชุดนี้ก็คือคุณครูสมนึก เกษมภัทรา คุณครูใหญ่แห่งโรงเรียนวัดธารน้ำไหลที่กรุณาอำนวยความสะดวกในด้านพาหนะ การใช้โทรศัพท์ทางไกลหลายครั้งและอื่น ๆ อีกหลายอย่าง

          นอกจากที่เอ่ยนามมานี้แล้ว ยังมีผู้ใหญ่อีกหลายท่านที่กรุณาเล่าเรื่องแต่หนหลังของท่านอาจารย์ให้ข้าพเจ้าฟัง ทำให้ได้แง่มุมที่จะเรียนถามท่านได้มากขึ้น ทางกรุงเทพฯ นั้น นอกจากเพื่อนทางโกมลคีมทองแล้ว ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าขึ้นมาติดต่อธุระการงาน มิตรสหายทางคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา ได้เอื้อเฟื้อให้ใช้ชั้นบนของสำนักงานเป็นที่ทำงานชั่วคราวพร้อมกับอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อีกเป็นอันมาก

          อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุด ที่ทำให้เกิดหนังสือชุดนี้ขึ้นได้ ย่อมได้แก่ความกรุณาของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาส ด้วยเห็นเป็นประโยชน์เกื้อกูลต่ออนุชนในภายภาคหน้า ท่านจึงยอมเล่าเรื่องราวเหล่านี้ไว้ ทั้ง ๆ ที่ในระหว่างให้สัมภาษณ์สุขภาพของท่านยังไม่กลับเข้าสู่สภาพปกตินัก

          ข้าพเจ้าถือว่าการได้ทำงานใกล้ชิดท่านอาจารย์แม้เพียงช่วงสั้น ๆ คราวนี้เป็นโอกาสอันมีค่ายิ่งของชีวิต เป็นประสบการณ์อันงดงามที่ประมาณค่ามิได้ แม้ข้าพเจ้าจะไม่เข้มแข็งพอที่จะดำเนินตามปฏิปทาอันประเสริฐของท่าน และไม่ได้เห็นด้วยกับท่านไปเสียหมดในทุกถ้อยกระทงแห่งความคิด แต่ข้าพเจ้าก็เคารพเทิดทูนวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของท่านว่าเป็นแบบอย่างของอุดมคติอันเอก ที่มนุษย์พึงถือเป็นประทีปส่องนำชีวิต เพื่อเข้าถึงให้ใกล้ที่สุดสู่พุทธวิธีเท่าที่จะเป็นไปได้ตามกำลังบารมีของตน ๆ อนึ่ง ความบางตอนในเล่ม ๓ นี้ แม้จะเป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ง่ายอยู่แล้ว ในแวดวงของชาววัด แต่ข้าพเจ้าก็ได้ทำเชิงอรรถเอาไว้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อ่านที่เริ่มศึกษาศาสนาและห่างไกลวัดวาออกไป

          ข้าพเจ้าหวังว่าที่กล่าวมานี้คงจะมีประโยชน์ในแง่ที่ทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจความเป็นมาของหนังสือชุดนี้ และต้นสายปลายเหตุที่ข้าพเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ท่านจะได้ร่วมอนุโมทนากราบขอบพระคุณ ขอบพระคุณ ขอบคุณ และขอบใจทุก ๆ คนที่มีส่วนทำให้หนังสือชุดนี้ ทั้งที่เอ่ยนามมาแล้วและที่ไม่ได้เอ่ยนามไว้

พระประชา ปสนฺนธมฺโม
๑๓ เมษายน ๒๕๒๙

คำปรารภสำหรับเล่ม | |

--> กลับสารบาญ

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" > คำปรารภ

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.