|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||
|
ตามความรู้สึกของผม ไม่ถือว่าเป็นกิเลส ตั้งใจพูดให้ดีที่สุด สำเร็จผลมากที่สุด ไม่ถือว่าเป็นกิเลส ไม่ใช่เป็นผลของกิเลส ถ้าทำแล้วมันมีผลมันพอใจ มันหลงใหล มันยกหูชูหาง จึงจะเป็นกิเลส เราก็เคยนึกและเคยกลัวที่สุด ถ้าจะพอใจ ยินดี เมื่อมีผู้ต้อนรับ มันเผอิญได้ไปอ่านเรื่องแปลกหรือพิเศษเรื่องหนึ่ง คือว่าสวามีวิเวกนันทะ เมื่อไปเผยแพร่ลัทธิของเขาที่อเมริกาในวันแรก ก็ได้รับผลอย่างยิ่ง ได้มีการต้อนรับอย่างยิ่ง ได้รับความสำเร็จอย่างยิ่ง เขากลับมาร้องไห้ กลับมาที่พัก แล้วมาร้องไห้ว่า เป็นเรื่องเสียหายแก่จิตใจ เพราะการต้อนรับอย่างนี้ มันทำให้ดีใจ เลยถือเป็นโชคร้ายไปเสียอีก เรื่องอย่างนี้มันฝังใจผมมานานแล้ว การที่ไปหลงใหลกับผลสำเร็จ คือความเลวทรามอย่างหนึ่ง เลยไม่กล้าคิด
มันหลายความหมาย เราค้นเรื่องความทุกข์เพื่อดับ และค้นความดับทุกข์อย่างยิ่ง ทีนี้เราก็มีหลักของเรา หรือหลักทั่วไปก็ได้ ว่าสิ่งใดที่เรารู้แล้วมันก็ควรพูด มันก็เลยพูด จึงทำพร้อม ๆ กันมาทั้ง ๒ อย่าง แล้วการที่จะต้องพูดนั่นแหละ มันทำให้ตอ้งระมัดระวังมากขึ้น ให้คิดให้อะไรพิเศษมากขึ้น เพื่อมันจะไม่ได้ผิด มันก็เลยกลับเป็นผลดี ในการที่ไปพูดหรือต้องพูดด้วย รวมความแล้วมันเพิ่มประโยชน์ขึ้นมาอีกอย่างและความดับทุกข์ก็ไม่ได้เสียไป ได้ตามที่ควรจะได้ นอกนั้นเป็นของพลอยได้แฝงเข้ามา แล้วไม่มองว่ามันจะทำให้เสียหาย ถึงขนาดที่ว่า ถ้าไม่มีจะมีผลดีกว่านั้น เพราะมันไม่มองเห็นว่าจะไปทำอะไรให้ดีกว่านี้ ถ้าไม่ทำสิ่งนี้ด้วย ก็เลยทำสิ่งนี้ด้วย ก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งแฝงไว้ในเรื่องเล็กด้วย ผมบอกผู้อื่นนานแล้ว แม้จนกระทั่งบัดนี้ว่า ถ้าคุณอยากจะรู้เรื่องอะไร คุณจงตั้งต้นการศึกษา เหมือนอย่างว่าเราจะไปเป็นครูเขาในเรื่องนั้น เรียนให้มากในเรื่องนั้น แล้วคุณจะรู้เรื่องนั้นดี ดีจนพอ ดีจนเกินพอ ไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้าเราอยากจะเรียน อยากจะศึกษาของเรา เราจะทำให้เหมือนกับว่า เราจะเป็นครูสอนเรื่องนั้นทุกเรื่อง มันมีหลักอย่างนั้น คือมันเรียนมาก คิดมาก มันทบทวนมาก มันก็เลยได้ผลดีกว่าที่จะตั้งใจเรียน เพียงแต่ว่าเรารู้คนเดียว ก็ยังยืนยันจนบัดนี้ ถ้าใครอยากจะรู้เรื่องอะไรก็ให้ต้นตั้งเรียน เหมือนอย่างจะไปเป็นครูเขา
โอ นั้นมันเป็นความหมายที่คุณรู้ไม่ถึง หรือว่าขยักไว้ ผมว่าเท่าที่ทำมานี้ พอคุ้มค่าข้าวสุกแล้ว ไม่เดือดร้อน ไม่เป็นห่วงว่า ใครจะมาหาว่าเกิดมาทีหนึ่งทำงานไม่คุ้มค่าข้าวสุก เหลือต่อไปนั้นเป็นผลกำไรเหลือเฟือ ไม่เกี่ยวกับพอใจหรือไม่พอใจอะไรนัก พอใจในการทำงาน ที่คุ้มค่าที่เป็นคนหนึ่งที่กินข้าวของประชาชน
พอใจ แต่ไม่ใช่ถือว่าถึงที่สุด ไปพอใจส่วนที่มันออกไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น พอใจ เรียกว่าผมพอใจ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวแท้ ๆ ไม่เกี่ยวกับพอใจหรือไม่พอใจ มันเกี่ยวกับถูกหรือผิด เสร็จแล้วเรารู้สึกว่าได้ถูกมาตลอดเวลา อาจจะพบอะไรต่อไปอีกก็ได้ ผมไม่เหมือนคนอื่นหรอก ไม่ได้วัดว่าตัวเองจะเป็นโสดาบัน เป็นสกทาคามี อนาคามี หรืออรหันต์ ไม่วัดและไม่พยายามจะกำหนดอย่างนั้น เพียงแต่ว่ามีความทุกข์เหลืออยู่หรือไม่ ถ้ามีความทุกข์เหลืออยู่ ก็ต้องเอาทุกข์ออกไป คอยดูว่ามีความทุกข์ชนิดไหน แปลกออกมา คอยดูอยู่
ต้องพูดว่าไม่มี แต่ถ้าพูดว่าไม่มี ก็กลายเป็นอวดอุตริมนุสสธรรม (หัวเราะ) เพราะไม่อยากอะไร ไม่ต้องการอะไรจนเป็นปัญหา เพราะมันกลัวความอยากชนิดนั้น เลยไม่กล้าอยาก มันจะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา เกิดปัญหาขึ้นมา แต่การพูดว่าไม่อยากอย่างนั้น ก็ว่าเท่ากับอ้างโดยความเป็นพระอรหันต์ คือความหมดอยาก ถ้าใครพูดคำนี้เป็นการประกาศตัวเองเป็นพระอรหันต์ ทีนี้เรายังไม่พูดเพราะเรายังเชื่อว่าอาจจะมีความอยากอย่างอื่นที่ไม่เคยมี มันอาจจะโผล่มาวันใดวันหนึ่ง ถ้าโผล่ออกมาก็ยังไม่หมดทุกข์ ถ้าไม่โผล่จนตายก็เลิกกัน ดีแล้ว เลิกกัน จึงระมัดระวังไม่ทำอะไรโดยการอยาก งานที่ทำอยู่นี้มันก็ระมัดระวัง ไม่ทำด้วยความอยาก ทำด้วยเหตุผลของสติปัญญา เพื่อจะมีประโยชน์กับโลกมนุษย์
โอ๊ย อย่างนั้นไม่มี อย่างนั้นยิ่งไม่มีใหญ่
แล้วแต่ อาจใช้คำพูดไม่เหมือนกัน ผมก็สอนอยู่ทุกวัน ว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา พูดไม่รู้กี่สิบครั้งแล้ว พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา เป็นวิทยาศาสตร์ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ด้านจิต ด้านวิญญาณ
ไม่ทราบ ไม่เคยพยายาม
เราพยายามอย่างยิ่งที่จะให้คนเข้าใจแจ่มแจ้ง ในสิ่งที่สำคัญที่สุดในพุทธศาสนา เราถือว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา วิธีการที่เราสอนคนก็ไม่ใช่คำนวณทางเหตุผล แต่มันมีวัตถุหรือของจริง ตัวจริงมาตั้งอยู่เป็นบทพิสูจน์ หรือทดลอง เราอาจใช้คำปรัชญาไม่ตรงกัน ปรัชญาเป็นเรื่องคำนวณ ธรรมะเห็นแจ้งโดยไม่มีการคำนวณ หรือพ้นการคำนวณไป ถ้าต้องคำนวณอยู่ ยังไม่ใช่พุทธศาสนา ไม่ใช่รู้แจ้งในพุทธศาสนา เรื่องอย่างนี้เคยถกกันบ้างแล้ว ในสมัยที่สวามีสัตยานันท์ฯ ยังมีชีวิตอยู่ เคยไปคุยไปสนทนากัน นาคะประทีปเป็นคนไม่ค่อยขาดในการประชุม พูดคุยอย่างนี้ เสฐียรโกเศศมาเป็นครั้งคราว ผมไปกับเจ้าคุณลัดพลีฯ ผมต้องติดเจ้าคุณลัดพลีฯ ไปด้วย เจ้าคุณลัดพลีฯ มาชวนจึงจะไปบ้านสวามี เรื่องไปเองตามลำพังไม่มี เคยคุยกันถึงเรื่องนี้ เรื่องปรัชญาคืออะไร ตลอดถึงคำว่าปรัชญาใช้กับคำว่า philosophy ไม่ได้ แต่ใครได้เอาไปใช้เสียแล้ว ก็เลยต้องรู้กันไว้ว่า เป็นฟิโลโซฟี่ หรือเป็นปรัชญา ถ้าเป็นปรัชญาอย่างความหมายของปรัชญาอย่างอินเดียแท้ ๆ ผมก็เป็นผู้ใช้ปรัชญา
โอ เราไม่ได้เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นพุทธภาษิต มาเป็นสมมติฐาน อย่าใช้คำว่าสมมติฐานกับคำเหล่านี้ แม้แต่ว่าเราจะพยายามพิสูจน์ความจริงของสิ่งเหล่านั้น จะไม่เรียกว่าสมมติฐาน
นั่นมันบางอย่าง มันต้องคาบเกี่ยวกัน หรือมันตั้งตัวมาจากสิ่งนั้น โดยวิธีนั้น ซึ่งรวมเรียกว่าเป็นเพียงการดู ยังไม่ใช่การเห็น ธรรมะในพุทธศาสนาต้องหมายถึงการเห็น ไม่ใช่เป็นเพียงการดู เห็นอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง รอบคอบหมดสิ้น จึงเรียกว่าวิปัสสนา ทีนี้การคำนวณไม่ใช่วิปัสสนา เป็นได้บ้างเพียงรากฐานเบื้องต้น รากฐานเริ่มต้น แต่ก็มีห้ามไว้ในกาลามสูตร
ไม่ให้เชื่อตามเหตุผลของ intellect
เราผ่านไปแล้ว เราไม่เชื่อ ผ่านไปได้ จะทดลองดูก็ได้ ถ้าเห็นว่าน่าสนใจ
นั่นแหละมันเป็นเรื่องไม่ใช่ไม่ผ่าน เป็นเรื่องผ่าน แต่ไม่ยุติตามนั้น ฟังตาม ๆ กันมาเราก็ต้องฟัง ไม่งั้นเราจะมีความรู้อะไร เราทำตาม ๆ กันมาบางอย่าง มันก็จำเป็นต้องทำ ความคิดกะ ๆ เอา มันก็มี แม้เด็ก ๆ มันก็มี คิดตามนัยปรัชญามันก็มี การตรึกตามอาการ การพิสูจน์จนทนได้ต่อความคิดของตน อันนี้มันมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ถึงขนาดก็ได้ แม้สมณะนี้เป็นครูของเรา พูดออกมา อย่าไปเชื่อทันที แต่ฟังแล้วเอามาสอดส่องดู แม้แต่ความรู้สึกธรรมดาสามัญ ถ้ามันดับทุกข์ได้ ก็ลองดู บางอย่างก็เห็นได้ชัดว่าดับทุกข์ได้ เช่นพูดว่าไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ดับทุกข์ได้ อย่างนี้มองเห็นได้ ไม่ใช่ปรัชญา
ไม่รู้เรื่อง ไม่เคยถูกหลอกจนถึงจะเรียกว่าอย่างนั้น ถ้ามันเข้าใจผิด ติดตันไปไม่ได้ ก็พอจะเรียกได้ บางอย่างมันมีอยู่ มีบ้าง แต่เราไม่ได้สังเกตในแง่นี้ สังเกตแต่พยายามที่จะให้มันดีขึ้นนิดหนึ่ง ดีขึ้นนิดหนึ่งเสมอไป วิปัสสนูปกิเลสก็ไม่เคยพบที่เป็นพุทธภาษิต ตามความจำของผม อาจารย์วิปัสสนาว่าขึ้นมาเอง แต่มันก็ถูกแล้ว มีเหตุผลที่ว่าอย่างนั้น
ไม่ได้จำไว้ ง่าย ๆ เช่นว่าทำสมาธิ ทำสมาธิแล้วเป็นสุข ก็ไม่อยากทำวิปัสสนาต่อไป เรียกว่าวิปัสสนูปกิเลส
มีสิทธิที่จะเป็นอย่างนั้น
ถ้าเรารู้จักแยก ก็เป็นไปอย่างนั้น มันก็เรียกว่าถูก แต่นั่นพูดให้เป็นขั้นตอนไว้มาก แต่ที่จริงมันแวบเดียวผ่านไปทั้ง ๙ อย่าง
มันก็แล้วแต่ว่าจะละหมดหรือไม่หมด ถ้ามันละหมดมันก็เสร็จ จบเท่านั้น ถ้าละไม่หมด ละแต่เพียงบางส่วน ก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำต่อ แล้วแต่ฉลาดมาก ฉลาดน้อย ในคราวนี้ ฉลาดมาก ฉลาดน้อย ฉลาดถึงที่สุด มันไม่แน่ ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน นั้นคือมันรู้เกี่ยวกับชื่อ เกี่ยวกับอะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับบัญญัติต่าง ๆ เกี่ยวกับแยกซอยมากเข้า ๆ ชื่อญาณต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่พระพุทธเจ้าตรัส เป็นคำอธิบายในอรรถกถาชั้นหลังมากกว่า โดยเฉพาะญาณ ๑๖ ที่เขาชอบอ้างกันนัก มันไม่มีในพุทธภาษิต
ความรู้หรือญาณเป็นผลของการปฏิบัติไปอย่างถูกต้อง ผลกับการปฏิบัติไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ความรู้มันเดินไปทางธรรมชาติของมัน ความรู้ตอนนั้นเรียกว่าญาณชื่อนั้น ความรู้ตอนนี้เรียกว่าญาณชื่อนี้ เขาบัญญัติขึ้นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ ตัดกิเลสก็ตัดกิเลส รายละเอียดอย่างนี้มันอรรถกถาชั้นหลังนำเอามาสอน ก็สอนตามหนังสือนั้นอีก ดูจากหนังสือ ไม่ใช่ดูจากตัวจริง แล้วอาจารย์ก็บอกว่าคุณจบแล้ว ไปได้ ใครจะไปรู้ว่าจบจริงหรือไม่จบจริง
อาศัยแนวนั้นได้ เป็นไปได้ เพราะว่าผู้บัญญัติเป็นผู้ที่ฉลาดปราดเปรื่องเหมือนกัน เห็นความเกิดและความดับ เห็นแต่ความดับ เห็นเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เห็นเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย และเห็นเป็นเรื่องที่เป็นโทษ แล้วเห็นเป็นสิ่งที่น่าจะหลุดพ้น คือวางเฉย ในสังขารทั้งปวง พอวางเฉยในสังขารทั้งปวง มันจะเลื่อนไปทางโน้น ทางฝ่ายที่ไม่มีทุกข์
ใช้ได้ ถ้าว่าเรารู้หลักนี้อยู่บ้าง แต่ว่าความรู้ที่เรียนมาอาจจะนำจิตไปเสียแต่ตามที่ได้เรียนมา ไม่ได้เป็นไปตามความจริงของธรรมชาติเหมือนกับที่เขาทำ ๆ กันอยู่ ความรู้มันชักนำไปเสีย เป็นญาณด้วยการเรียน มิใช่การปฏิบัติ ในพุทธภาษิต คำว่าญาณ ๑๖ ไม่มี แม้แต่ญาณบางชื่อก็ไม่มี มีในหนังสือที่ไม่ใช่พุทธภาษิต อาจจะมีบ้างในคัมภีร์ปฏิสัมภิทา แล้วมันมีสมบูรณ์ในหนังสือตอนหลัง เช่นวิสุทธิมรรค แต่เขาก็ถือชุด ๙ เป็นสำคัญ ที่เพิ่มเข้ามาเป็นเรื่องพ่วงเข้ามาให้มันสมบูรณ์หมด ในพม่า เขาพยายามกันมากที่จะวางหลักอะไรให้ง่าย ให้ดี ให้ถูก ให้สมบูรณ์ ประกวดกัน บรรดาอาจารย์ผู้เฒ่าทั้งหลายในพม่า แต่งหนังสือหนังหา เกี่ยวกับพวกนี้ คนละมาก ๆ แล้วเป็นการประกวดกันด้วยว่าใครได้มาก บางคนได้แต่งตั้งร้อย ๆ เรื่อง โดยมากนับความมากน้อยด้วยผูกของใบลาน องค์ที่มีชื่อเสียงเด่นก็คือมหาสีสยาดอ
ก็ได้ จะมองอย่างนั้นก็ได้ แต่พุทธทาสในที่นี้หมายถึงผลงานของพุทธทาส หรือคำว่าพุทธทาส ควรจะออกชื่ออยู่เสมอ คืออยากให้ผลงานอยู่อย่างไม่มีตาย
ไม่ เราแสดงความประสงค์ให้ช่วยกันทำอย่างนั้น ให้ช่วยกันใช้ผลงานของพุทธทาส อย่าให้เป็นหมัน กลอนข้อนี้ตั้งใจจะเขียนไว้ติดที่หลุมฝังศพ ยังไม่ได้ติด ก็ไม่ได้บอกใคร
(หัวเราะ) จะแสดงเป็นปณิธานก็ได้ อยู่รับใช้พระพุทธศาสนาตลอดนิรันดร มันก็ควรจะรู้ได้ เหมือนที่เขาใช้คำโดยภาษาคน โดยสมมติในโลก คนนั้นไม่ตาย คนนี้ไม่ตาย พระพุทธเจ้าไม่ตาย พุทธทาสก็ต้องไม่ตาย ต้องคอยอยู่รับใช้พระพุทธเจ้าเรื่อยไป เอาคนง่าย ๆ อย่างเช็คสเปียร์ เขาก็ถือว่าไม่ตาย เพราะมีคนออกชื่อแกอยู่เรื่อย ที่นั่นที่นี่ในโลก ตลอดวันตลอดคืน คนออกเสียงเช็คสเปียร์อยู่ มันก็ไม่ตาย โดยความหมายนี้ ไม่เป็นไร ปล่อยให้เขาเข้าใจผิดตามความพอใจบ้างก็ได้ เราไม่ได้คิดอย่างนั้น อ่านไปดี ๆ ก็พอจะเข้าใจได้ อยู่รับใช้พุทธศาสนา ไม่ใช่อยู่เป็นตัวตน และผลงานนี้อยู่รับใช้พุทธศาสนา ขอฝากฝังเพื่อนฝูงทั้งหลายที่อยู่ข้างหลัง ช่วยทำให้สำเร็จ
ผมไม่มอง ผมถือความถูกต้องตรงที่มันดับทุกข์ได้ จะต้องไปเชื่อคนอื่นทำไม เพราะคนอื่นมันต้องเชื่อคนอื่นที่เขาว่าถูกว่าดี เราไม่เชื่อ เราว่าถูกหรือดีตรงมันดับทุกข์ได้ เราก็เห็นอยู่เองว่าดับทุกข์ได้หรือไม่ ถือหลักอันนี้ ต้องการให้คนอื่นถือด้วย คำว่าถูกที่ดับทุกข์ได้
ต้องรอเวลาบ้าง ต้องลองบ้าง เท่าที่พิสูจน์ได้ก็พิสูจน์ดู ใครเห็นว่าดับทุกข์ได้ก็ลอง ถ้ามันดับทุกข์ได้ก็เอา ถือเอาเป็นหลักที่ถูก จะเรียกว่าความเห็นกล้าแข็งก็ได้ ในลักษณะที่ว่าผิดไม่ได้ แต่กล้าแข็งอย่างจองหองอย่างอวดดีมันไปอีกอย่าง
ไม่เคย ไม่เคยเลือก เกียรตินี้เรารู้สึกมานานว่า มันแค่สมมติ ของจริงมันอยู่ที่ไม่ใช่สมมติ เราสนใจของจริง คนมีเกียรตินั้นมันไม่แน่ พวกหนึ่งว่าเป็นคนดี พวกหนึ่งว่าเป็นคนบ้า เป็นคนเลว เป็นคนโกง คำว่าเกียรติเป็นเรื่องสมมติของคนธรรมดา ๆ
|
|||
|
> ผลพวงแห่งความเพียร |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org