||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๗ การศึกษาด้านใน

 

จิตสิกขา

 

? อาจารย์ครับ ตอนนี้ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยเล่าเกี่ยวกับพัฒนาการที่อาจารย์ฝึกสมาธิมาตั้งแต่ต้นครับ

          เรื่องให้เล่ามันลำบาก ต้องถามเป็นข้อ ๆ มา ทั้งหมดมันไม่รู้เริ่มตั้งแต่ครั้งไหน ให้เล่าทั้งหมด มันเหลือความสามารถ

? อาจารย์เริ่มฝึกสมาธิจริงจังช่วงไหนครับ

          ช่วงแรก ๆ มีสวนโมกข์ ตอบได้ว่าอย่างนี้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่พูดยาก คือว่ามันฝึกไปพลางค้นไปพลาง ค้นพระไตรปิฎก พบเรื่องเกี่ยวกับสมาธิมาก หรือชัดเจน ในตอนหลัง ๆ มาอีก ในตอนนี้มันทำพร้อมไปกับเรื่องคิด เรื่องค้น มันเลยทำสมาธิอยู่ในตัว ในการคิด ในการค้น แต่ละวัน เพราะแต่ละข้อ แต่ละข้อ ต้องวินัจฉัยมาก ก็เลยคิดแต่ละข้อ แต่ละข้อ เหมือนกับทำวิปัสสนาเลย อย่างนี้มันก็มีอยู่ระยะยาวมาก

          นั่งทำสมาธิอย่างเดียว มันก็อย่างหนึ่ง การพิจารณามากเป็นพิเศษ ไม่ค่อยเกี่ยวกับการนั่ง มันอีกอย่างหนึ่ง ตอนหลัง ๆ ทำอย่างหลังเสียมากกว่า ยิ่งตอนหลังมาอีก กระทั่งเดี๋ยวนี้ วิปัสสนาทำเมื่อจะหาเรื่องไปพูด จะหาเรื่องไปพูดให้เขาฟัง แต่ว่าพระอาจารย์ทั้งหลายตามแบบวิปัสสนา เขาคงไม่รับรอง เขาไม่รับรองว่ามันเป็นการทำภาวนา หรือสมาธิภาวนา เรามันต่างกันอย่างนี้ นั่งทำที่สงบคนเดียว มันเป็นเรื่องสมาธิเสียมากกว่า แล้วมันก็มีขีดจำกัด มีขอบเขตจำกัด ตอนหลัง ๆ มาก็กลายเป็นทำเพื่อพักผ่อน มันไม่ก้าวหน้าในวิชาความรู้อะไร ต่อเมื่อทำเป็นวิปัสสนา คือเพื่อความเห็นแจ้ง ไม่ใช่สมาธิเงียบ นี้มันจึงเป็นโอกาสให้ทำในอิริยาบถไหนก็ได้ คือทำให้ความรู้โพลงออกมาอย่างลึกซึ้ง ยิ่งกว่าแต่ก่อน มันมีได้แม้ขณะที่นั่งคุยกับแขก ชนิดที่ว่าต้องคิดนึกหาความจริง หรือหลักเกณฑ์ชั้นลึกมาพูด นี้มันก็เลยเปลี่ยนไปหมด

          ไอ้ที่ทำไปพร้อมด้วยกับการศึกษาพระไตรปิฎก ค้นคว้าเรื่องสมาธิวิปัสสนา จากพระไตรปิฎกโดยตรงนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ทำกันมาก ได้ผลมาก เพราะมันต้องเอาความหมายในตัวหนังสือมาทำการเพ่งหาความจริง จนกระทั่งเลยไป เป็นการเห็นแจ้งโดยไม่ต้องคิดต้องนึกนี้มันรวมกันแล้ว ตั้งแต่ต้นจนปลาย หลาย ๑๐ ปี มันดำเนินมาอย่างนี้ ถ้าพูดทั้งหมดมันต้องพูดอย่างนี้ เวลาที่จะทำสมาธิ ก็กลายเป็นเรื่องพักผ่อนไปเสีย คือมันไม่ใช่จะต้องการเพื่อจะเป็นรากฐานของวิปัสสนาจึงเรียกว่าตอบไม่ถูก ว่าจะให้ว่าอย่างไร เป็นการบรรยายเป็นข้อ ๆ ทำไม่ถูก เพราะมันเนื่อง ๆ มา แล้วก็เปลี่ยน ๆ มาตลอดเวลา ๕๐ ปี มันเปลี่ยนมาก ถามเป็นข้อ ๆ มันตอบง่าย

? อาจารย์ครับ อาจารย์เคยเข้าเงียบแบบไม่พูดกับคนเลย สมัยแรกสุดนั้น เกี่ยวกับการทำสมาธิโดยตรงหรือเปล่า

          นั่นแหละเรื่องหาโอกาสทำสมาธิแบบเงียบโดยตรงด้วยและเพื่อจะทดสอบดูด้วยว่า การไม่พบปะกับใครเลยไม่พูดจากับใครเลย มันจะมีผลอย่างไรบ้าง เป็นการศึกษาทดลองเพราะก็ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าท่านก็ทำอย่างนั้น เรียกว่าปฏิสัลลีนวิหาร ๓ เดือนบ้าง หลายสัปดาห์บ้าง ไม่พบใคร แม้แต่คนเอาอาหารไปถวาย ก็ไปวางไว้อย่างนั้น วางไว้ในที่ ๆ กำหนด แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็มีการทำอย่างนี้ นี้เป็นเรื่องการพักผ่อนที่สุด ก็เลยอยากจะลองดูบ้าง

? อาจารย์ลองนานเท่าไรครับระยะนั้น

          มันก็หลายเหมือนกัน เป็นเดือน ๆ แต่พูดไม่ได้ว่าหลายเดือน

? ในช่วงพรรษาใช่ไหมครับ

          นึกไม่ออกแล้ว ในพรรษาหรือนอกพรรษา มันลำบากแก่คนที่จะเอามาให้ ธรรมดาเราไปบิณฑบาต ทีนี้ของดการบิณฑบาต ทำให้เกิดภาระแก่คนที่ต้องเอามาให้ นี้ก็ทำไปไม่ได้ตลอดปี

? อาจารย์จำได้ไหมว่าครั้งยาว ๆ อาจารย์ทำกี่ครั้ง

          ครั้งยาวมันก็ครั้งเดียว นอกนั้นก็ช่วงสั้น ๆ เป็นสัปดาห์บ้าง อะไรบ้าง ครั้งยาวมีอยู่ครั้งเดียว ต่อ ๆ ไปก็ไม่มี มีพิเศษบ้าง ขอร้องว่า เราไม่บิณฑบาต พวกเธอเอามาให้สักจานวางไว้ตรงนั้น อย่างนี้ก็มี ๕ วัน ๗ วัน ก็มี ไม่ยาวเป็นเดือน ขอจากพระเณรที่ไปบิณฑบาตมาได้ บางสมัยเอาข้าวคลุกแกง (หัวเราะ) พูดแล้วยังน้ำลายไหล (หัวเราะ) ข้าวสุกคลุกกับเนื้อปลา เนื้ออะไรที่กินได้ ที่ไม่มีก้างอันตราย เอามาขยำบด บดด้วยช้อนใหญ่ในอ่างใหญ่จนเข้ากันดี แกงก็หยอดลงไปบ้าง บางทีใส่น้ำปลาบ้าง ตักเป็นจาน ๆ ปะหน้าด้วยผัก กลิ่นหอม เช่น โหระพา เป็นต้น ก็เรียกว่ามันเป็นของอร่อยไปเสียอีก อร่อยกว่าฉันธรรมดา ที่เลือกกินกับอะไรก็ได้ตามพอใจ กลับไม่อร่อย สู้อย่างนี้ไม่ได้

? พระเณรคลุกมาให้เสร็จ หรืออาจารย์มาคลุกเอง

          เขาคลุก แม้ว่าบางทีก็คลุกทีเดียวทั้งหมดของอาหารที่ได้มา แล้วก็ตักแบ่งกันเป็นคน ๆ อย่างนี้ไม่ใช่อย่างที่ว่าเข้าเงียบ

? อาจารย์ครับช่วงยาวที่เข้าเงียบอาจารย์ฝึกอะไรบ้าง ทดลองอะไรบ้าง

          ทดลองอะไรบ้าง มันพูดยาก ทดลองทำสมาธิแบบนั้นบ้าง แบบนี้บ้าง แต่รวมอยู่ในแบบของพระบาลี ที่ศึกษาจากพระบาลี ตามตำรับตำรา ไม่ใช่แบบของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง นึกเอาเองบ้าง แบบที่ตั้งเอาเองนึกเอาเองมั่ง บางทีแบบฟรี แบบตามสบายใจ มีผลเหมือนกัน มีความเป็นสมาธิมีผลเหมือนกัน เราก็รู้จักสมาธิตามหลักพระบาลี มาตั้งแต่ก่อนพบหลักในพระบาลีด้วยซ้ำไป เช่น บริสุทโธ สมาหิโต กมมนีโย นี้สังเกตเห็นก่อนแล้ว ว่าไม่ใช่ฝึกสมาธิเงียบ แข็งเป็นท่อนไม้

? การทดลองฉันอาหารก็ทดลองช่วงนั้นใช่ไหมครับ ที่ฉันผักอย่างเดียว

          มันหลายอย่าง ตามสบายใจ ตามจะคิดออก ไม่ใช่ยุคเดียวสมัยเดียว ระดมกันหมดทุกอย่าง ไม่ใช่ ทำไม่ได้ มันยุ่งยาก สู้ทีละอย่างตามสะดวกไม่ได้

? เท่าที่อาจารย์พอจะนึกได้ นอกจากเรื่องสมาธิแล้วอาจารย์ทดลองอะไรอีก ช่วงที่เข้าเงียบไม่พูดนั้น ตอนนั้นยังเขียนหนังสืออยู่ใช่ไหมครับ

          เขียนก็มี ไม่เขียนก็มี การอยู่ในระยะเข้าเงียบ เขียนหนังสือก็มี ไม่เขียนก็มี นั่งเพ้อ ๆ ใจลอยไปก็มี

? ตอนนั้นอาจารย์ฝึกอานาปานสติแล้วหรือยังครับ

          ฝึกอานาปาฯ ตามแบบเท่าที่ปรากฏในมหาสติปัฏฐานสูตร ตอนแรก ๆ ในสวนโมกข์ยังไม่พบสูตรอานาปาฯ ที่มาใช้เดี๋ยวนี้ เรียกว่ารู้จักอานาปานสติได้ท่อนเดียว คือการกำหนดลมหายใจท่อนเดียวเท่าที่กล่าวไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร มันมี ๔ ขั้นแรกหมวดแรก หมวดแรกของอานาปานสติ อยู่ในมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ฝึกตามพอใจก็มี แล้วแต่สะดวกที่ว่าจะทำตอนไหน เพราะว่ามันจะตั้งต้นที่ตอนไหนก็ได้ คือมันไม่ได้ยึดหลักทุกตัวอักษร มันรู้แต่มันเป็นหลาย ๆ ข้อ หลาย ๆ แบบ หลาย ๆ ประเด็น ทำแบบไหนก็ได้ กำหนดลมหายใจเป็นสมาธิก็ได้ กำหนดความระงับแห่งลมหายใจก็ได้ กำหนดในความสุข ความรู้สึกเป็นสุข เพราะสมาธิก็ได้ ถ้าอย่างนี้แล้วมันไม่ใช่มหาสติปัฏฐานสูตรแล้ว มันเลยเขตของมหาสติปัฏฐานสูตร มาในหมวด ๒ ของอานาปานสติสูตร

? อาจารย์ครับ ผมเห็นในสมุดบันทึก อาจารย์มีการฝึกอาโลกสัญญาจนหลับตาเห็นได้แม่นยำ

          ของเล่น สมัครเล่น

? ใช้จินตนาการเอาหรือครับ

          ไม่ใช่จินตนาการ แต่มันก็ไม่รู้จะเรียกอะไร จะเรียกว่าจำติดตาก็ได้ อย่างกลางวันดูอย่างนี้แล้วก็หลับตา ให้เห็นเหมือนกับที่ลืมตา อย่างนี้ก็เป็นอาโลกสัญญาได้

? อาจารย์ต้องมีพื้นทางสมาธิก่อนหรือเปล่าจึงมาฝึกแบบนี้ได้

          ทำเล่นก็ได้ เด็ก ๆ ทำเล่นก็ได้ อย่างผมนี้ มันก็เรียกได้ว่า มีพรสวรรค์ในเรื่องสมาธิตามธรรมชาติ มันก็ง่าย แต่ว่าในแบบที่สมบูรณ์มันดีกว่า แนบเนียนกว่า แยบคายกว่า มีหลักเกณฑ์ว่า เพียงเด็ก ๆ ทำเล่นอย่างนี้ก็จัดให้เป็นอาโลกสัญญาได้ แก้ง่วงนอนได้ดี

? ภาพที่เห็นมันก็เหมือนกับอุคหนิมิตติดตาหรือเปล่าครับ

          เหมือนกับภาพจริงอย่างนี้ ถ้าจะจัดเข้าในหมู่นิสิตก็จัดเป็นอุคหนิมิต ไปนั่งกลางแจ้งยิ่งดี หลับตาก็ยังเห็นเหมือนกับลืมตา เก็บไปทำกลางคืนได้ด้วยก็ยิ่งดี ยิ่งเก่งมากไปอีก ทิวาสัญญาทำกลางคืนเห็นเป็นกลางวัน อาโลกสัญญาทำในที่มืดที่ไม่มีแสงสว่างให้เห็นเป็นแสงสว่าง

? มีคนเขียนถามอาจารย์ในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนายุคแรก ๆ ว่า ทำอย่างไรถึงรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นเสมอ อาจารย์ตอบสั้น ๆ ว่าสติปัฏฐานที่ฝึกดีแล้ว ให้รู้จักอารมณ์ จะเป็นตัวที่รู้เท่าทันอารมณ์ พออ่านแล้วก็ไม่เข้าใจว่าฝึกอย่างไรครับ

          ก็เหมือนอย่างที่ว่า ฝึกสติ สำหรับรับอารมณ์ด้วยสติ แล้วไม่ปรุงแต่งอารมณ์นั้นให้เป็นผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ตามแบบของอวิชชา สูงสุดมีได้เพียงเท่านั้น ฝึกสติรับอารมณ์ เข้ามาแล้ว โอ มันสักแต่ว่าอารมณ์ ก็เป็นรูป เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส นี้ก็สักว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ อารมณ์นั้นก็ไม่ปรุงแต่งเป็นอวิชชาสัมผัส ถ้าเป็นอวิชชาสัมผัสมันถึงเป็นเรื่อง เป็นความหมายของอารมณ์นั้น ๆ ที่เป็นเหตุให้เกิดยินดียินร้าย อย่างนี้เรียกว่ารับอารมณ์ด้วยอวิชชาสัมผัส ถ้ามีสติพอ อารมณ์สักว่าอารมณ์ อารมณ์สักว่าธรรมชาติ สักว่าธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มาตามเหตุตามปัจจัย มันก็เป็นวิชชาสัมผัส มันก็ไม่เกิดเวทนาโง่ ตัณหาโง่ มันหยุดเสียได้ แล้วมันก็รู้เองว่าเราควรทำอะไรในเรื่องนี้ มากระทบนี้ ถ้าไม่ต้องไปทำอะไรก็ไม่ทำอะไร ถ้ามันเป็นเรื่องที่ต้องจัดต้องทำ ก็ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะต่อไป

? เวลาเราเกิดผัสสะ ตอนนั้น การที่จะไม่ยินดียินร้าย ใช้วิธีคิดเอาหรือใช้วิธีรู้สึก เพื่อไม่ให้ยินดียินร้าย

          ไม่อาจจะทำอย่างนั้นได้ ไม่ใช่เวลาสำหรับคิด มันเป็นการเอาความรู้แจ้งที่ทำไว้ก่อน ๆ มา อารมณ์ทั้งหลายถูกนำมาพิจารณาโดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เป็นปกติ นั่นเป็นปัญญา พอเกิดเรื่องสัมผัสอารมณ์ ก็มีสติระลึกถึงความรู้นั้นมา ไม่ใช่มาคิดอยู่เดี๋ยวนี้ ไม่มีทางที่จะคิดแยกแยะคำนวณอะไร เวลาที่มีอารมณ์มากระทบ ไม่มีทางจะทำได้ เพราะมันเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ มันต้องแวบเดียว มาเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เคยทำอยู่เป็นประจำ มาจับกับอารมณ์นี้ อารมณ์นี้จึงปล่อยไป เป็นธาตุตามธรรมชาติ

? พูดอีกภาษาหนึ่งคือหน่วงความรู้สึกที่ต้องการขึ้นมาใช่ไหมครับ

          อย่างนี้ เราไม่ใช้คำว่าหน่วง ถ้าหน่วงมันยังมีพิธีรีตองมาก ต้องใช้คำว่า สติระลึกถึงความรู้ที่เคยมีมา

? ความรู้อันนี้เป็นความรู้สึกใช่ไหมครับ ความรู้สึกที่ไม่ยินดียินร้าย ไม่ใช่ตัวความคิดเห็น

          ความรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอย่างไร ความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เอามายันเข้ากับอารมณ์ที่เกิดขึ้นหรือสัมผัสขึ้น ไม่ใช่เวลาที่จะคิดนึกทบทวนหรือแม้เวลาที่ทำวิปัสสนา สติตอนนั้นทำไม่ได้ วิปัสสนาทำไว้เวลาอื่น ต้องเป็นผู้มีปัญญา เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พอสมควรเท่าที่จะทำได้ พอมีอะไรมากระทบ สติเอาความรู้อันนั้นมาทันเวลา มีสัมปชัญญะยืนเฝ้าอยู่

? สิ่งที่เราระลึกได้นี้มันต้องเป็น concept มันต้องเป็นความคิดใช่ไหมครับ

          เรียกว่าญาณ ดีกว่า หรือปัญญา ไม่ใช่ความคิด ถ้าความคิดมันทำอะไรไม่ได้ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ มันต้องเป็นความรู้ชนิดญาณหรือปัญญา หรือวิชชา

? จะว่าดึงความรู้สึกออกมาก็ไม่ใช่

          โอ ความรู้สึกมันกว้าง ไม่รู้จะใช้กับความหมายไหน มันต้องเป็นความรู้ ความรู้แจ้ง เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เคยทำมาแต่กาลก่อน เอามาดับกับสิ่งที่มันมากระทบให้มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไปเสีย ตอนนั้นเรียกว่าสัมปชัญญะแล้ว ซึ่งในโรงเรียนนักธรรมไม่ได้สอน ว่าสติสัมปชัญญะกับปัญญาทำงานกันอย่างไร ปัญญาต้องเจริญ เรื่องภาวนา ต้องเจริญปัญญา วิปัสสนาให้รู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ตามที่ควรจะรู้ แต่ว่าโดยเฉพาะเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่องสำคัญอยู่ตรงนี้ ที่เรียกว่ามีปัญญารู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันพ้นวิสัยแห่งความคิดแล้ว เป็นความรู้แล้ว เรียกว่าญาณหรือปัญญาเสียแล้ว มีอยู่ ทีนี้พอมีอารมณ์มากระทบ สติระลึกได้ถึงความรู้นั้น ความรู้นั้นก็มา มาจัดการหรือมาเล่นงานตัวจริงที่เข้ามากระทบ เมื่อระลึกได้เรียกว่าสติ เมื่อมายืนคุมเชิง เอาปัญญามายืนคุมเชิงอารมณ์นั้นอยู่ เรียกว่าสัมปชัญญะ ปัญญาทำงานไปเรื่อย ๆ พวกสัมปชัญญะนี้มันเป็นพวกปัญญา พวกสติมันเป็นพวกสมาธิ สติเป็นสมาธิ สัมปชัญญะเป็นปัญญา โดยสติระลึกความรู้เรื่องนี้มาได้ สติเอาปัญญามา แล้วปัญญานี้มายืนคุมเชิงอยู่ต่อหน้าอารมณ์นั้น เผชิญอารมณ์นั้น อันนี้เรียกว่าสัมปชัญญะ สัมปชัญญะทำงานเรื่อยไปจนหมดปัญหา ถ้าว่าสิ่งนี้ไม่ต้องทำอะไรก็ไม่ต้องจัดการอะไร ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องจัดการก็ต้องจัดการ เช่นว่าเสียงขอความช่วยเหลือ ถ้าเป็นเสียงด่า เสียงสรรเสริญ ไม่ต้องก็ได้ ไม่ต้องจัดการกับมัน ถ้าเป็นเสียงขอความช่วยเหลือมันต้องจัดการ สัมปชัญญะมีหน้าที่ต่อไปว่า นี่ต้องทำอย่างไร ก็ทำไป ทำไปด้วยสติ ไม่ได้มาเผลอ มาหลงสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่มีสติ ปัญญาเป็นหมันหมด ปัญญามหาศาลอย่างไรก็เป็นหมันหมด เพราะไม่ได้เอามาใช้ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีปัญญา สติก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน เหมือนกับไม่มีเครื่องมือ ไม่มีอาวุธ ถ้าไม่มีสัมปชัญญะ สติก็ทำงานไม่ได้ เกิดเดี๋ยวเดียวก็ดับไป มันต้องมีสัมปชัญญะยืนคุม ๆ อยู่ ให้ทำถูกต้องไปจนตลอดเรื่องราว อันนี้เป็นหลักใหญ่ที่มนุษย์จะต้องมี จะต้องรู้ ใช้ได้ในปัญหาทุกชนิดในโลก

? ขั้นต้น ๆ ก่อนที่เราจะมาถึงขั้นที่เอามาใช้ได้แบบนี้ เราต้องฝึกอย่างไรครับถึงจะเรียกว่าสติสัมปชัญญะที่บำรุงฝึกฝนไว้แล้ว

          ต้องฝึกปัญญา เหมือนกับปัจจเวกขณ์ พระแรกบวชเข้ามาอยู่วัดให้เรียน ยถาปจจยํ ปวตตมานํ ฯ นั้นก็เรื่องปัญญาทั้งนั้น ยถาปจจยํ ปวตตมานํ ธาตุมตตเมเวตํ ยทิทํ แล้วก็ นิสสตโต นิชชีโว สุญโญ ดูว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง คือเปลี่ยนอยู่เสมอ น่าเกลียด เพราะเปลี่ยนอยู่เสมอ ถ้าไปยึดเรื่องเข้าก็เป็นปัญหา ก็เป็นทุกข์ คือไปยินดียินร้ายเข้าก็มีเรื่อง แล้วก็เป็นเช่นนั้นเอง เหตุการณ์ธรรมชาติ ไม่ถือว่าตัวตน แต่อันนี้ยากมาก ที่พระบวชใหม่จะพิจารณาได้ แต่ก็ไม่เหลือวิสัย ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดี สอนให้ มันก็คงจะต้องทำได้ รู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เป็นประจำ อย่างเขาจะปัจจเวกขณ์ประจำวันก็เป็นเรื่องฝึกปัญญาอยู่ ปัจจเวกขณ์นั้นไม่ใช่สมาธิหยุดนิ่ง เป็นสมาธิที่เป็นปัญญา รวมกันอยู่กับปัญญา พิจารณาเห็นอยู่ ยถาปจจยํ ปวตตมานํ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ แม้คนธรรมดา มันมีการปฏิบัติจริง มันก็เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าอะไรที่เรารับรู้ เราสัมผัส ว่าเปลี่ยนไปตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ อันนี้ต้องศึกษาหน่อย คำว่าธาตุก็ไม่ค่อยจะรู้กัน เป็นของที่มีอยู่ตามธรรมชาติ บทสำคัญที่สุดก็คือนิสสตโต นิชชีโว สุญโญ ให้รู้เรื่องความเป็นของไม่ใช่สัตว์บุคคล คำเหล่านี้ชาวบ้านไม่ได้เรียน สัตว์ บุคคล ภาษาธรรมะสูง ๆ แล้วก็เป็นภาษาเก่าแก่ของชาวอินเดียด้วย ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล พุทธศาสนาสอนอย่างลบล้างลัทธิความเชื่อ เก่าแก่โบราณของอินเดีย เป็นไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ลัทธิเก่าแก่โบราณของอินเดียมันมีสัตว์ มันมีบุคคล เป็นหลักธรรมดาโดยมาก เมื่อพุทธศาสนาออกมา กลับตรงกันข้าม ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่มีสิ่งที่ควรเรียกว่าสัตว์ หรือควรเรียกว่าบุคคล นี่แหละปัญญายอดสุด ฝึกให้มีเอาไว้

          พอเกิดเรื่องอะไร สัมผัสทางอายตนะ สติระลึกถึงความจริงข้อนี้ ปัญญาข้อนี้เรียกว่า สติไปขนเอาปัญญามาเผชิญกับอารมณ์นั้นอยู่ เรียกว่าสัมปชัญญะรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ในขณะนั้น สติแปลเป็นไทยว่าระลึกได้ แต่ตัวศัพท์แท้ ๆ แปลว่า แล่นไปอย่างเร็วเหมือนกะลูกศร กิริยาของลูกศรเรียกว่าสติ แล่นไปอย่างเร็ว เพื่อเอาความรู้มา ไปดึงความรู้มา ทันกับเหตุการณ์นั้น ความรู้นั้นเรียกว่าปัญญา ปัญญากลายเป็นสัมปชัญญะ รู้สึกตัวทั้งพร้อมในทุกแง่ทุกมุมกับอารมณ์นั้น ๆ ในลักษณะที่อารมณ์นั้น ๆ จะไม่ปรุงแต่งให้เป็นสังขาร ตามปฏิจจสมุปบาทฝ่ายที่เป็นทุกข์ มันก็ไม่เกิดทุกข์ มันมีอย่างเดียวเท่านั้นที่จะต้องฝึก ไม่ว่าอารมณ์อะไร อารมณ์ทางมโนวิญญาณ ยิ่งลำบากมากที่สุด เป็นนามธรรมที่รวดเร็วมาก มีปัญหามาก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ๕ อย่างนี้มันไม่เท่าไร มันเป็นเรื่องวัตถุ แต่ว่าธรรมารมณ์ซึ่งเป็นเรื่องทางวิญญาณ มโนวิญญาณ ต้องเก่งมากถึงจะทำได้ทัน เพราะว่ามันเกิดขึ้น มันปรุงไปจนเป็นยินดี ยินร้าย เป็นทุกข์ เป็นสุขเสียแล้ว จึงค่อยรู้สึกตัว ทุกข์เสียแล้วจึงค่อยรู้สึกตัว แต่มันก็ได้สติอีก ถ้าเป็นทุกข์แล้ว เกิดสติขึ้นมา ระลึกได้ถึงความที่ไม่ต้องเป็นทุกข์ ระลึกถึงปัญญา ระลึกถึงอะไรมาอีก มันจะจัดการอย่างเดียวกันอีก เวลาอารมณ์ร้าย สัมผัสจิต สติขนปัญญามาทำลายเสีย ด้วยสัมปชัญญะ เมื่อเราเรียนนักธรรมชั้นตรีสอนเรื่องสติสัมปชัญญะ เท่าที่ยังจำได้อยู่ เป็นเรื่องน่าหัวที่สุด เป็นเรื่องที่ไม่ถึงหลักธรรมะ ที่จะดับทุกข์ได้ สอนแบบเด็ก ๆ กัน

? อาจารย์ครับ การฝึกสติแบบนี้ ตามที่อาจารย์พูดเหมือนกับการฝึกปัจจเวกขณ์นี้ ฝึกอย่างนี้นี่เป็นฝึกสมถะหรือวิปัสสนา

          แล้วกัน มันทั้ง ๒ อย่างสิ (เสียงดุ) ที่ทำการฝึกจิต บังคับจิตเป็นศีล การที่รวบรวมพลังจิตที่จะคิดนึกได้เป็นสมาธิ ได้ผลแห่งความรู้แจ้งอะไรขึ้นมาเป็นปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญานี้เป็น ๓ เกลอเสมือนฟั่นเชือก ๓ เกลียว ศีล สมาธิ ปัญญา แยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันไม่ทำหน้าที่ ทำหน้าที่ไม่ได้ มี สมาธิ ปัญญา โดยไม่มีการบังคับจิต ทำไม่ได้ เชือก ๓ เกลียวก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา เชือก ๘ เกลียวก็มรรคมีองค์ ๘ บางคนเขาเน้นแต่เรื่องศีลอย่างเดียว แล้วโทษพวกเราว่าเราไม่เน้นเรื่องศีล

? อาจารย์ครับ เท่าที่กระผมสังเกตดูทั่วไป ส่วนใหญ่เขาฝึกสมาธิโดยตรงก่อน แล้วจึงฝึกวิปัสสนาต่อไป*

          เขาไม่ได้ศึกษาธรรมชาติของจิตอันลึกซึ้งว่า ถ้าไม่ครบทั้ง ๓ มันไม่ทำงาน มันทำงานไม่ได้ เดี๋ยวนี้ เราพิจารณาอะไรให้เห็นความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเรื่องปัญญา จิตที่เป็นสมาธิพอสมควรรองรับอยู่ทั้งนั้นเลย การที่ทำให้ทุกอย่างได้เช่นนี้ ต้องมีการควบคุม บังคับ ส่วนนี้เป็นศีล พอลงมือทำวิปัสสนา มันก็มีทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา มันน่าหัวที่ว่า เอ้ารับศีลเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ให้มีศีล แล้วลงมือทำ เป็นสมาธิ แล้วจึงเป็นปัญญา จะพิจารณาวิชาความรู้อะไรก็ตาม จะมีพร้อมทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา สมาธินี้มันซ้อนกันอยู่กับปัญญา ซ้อนกันอยู่เป็นรากฐานของปัญญา โดยไม่แสดงตัว แล้วศีลมันก็ซ่อนอยู่ในสมาธิโดยไม่ได้แสดงตัว เพราะมันต้องมีการบังคับให้ทำ เจตนาที่จะทำสมาธิก็เป็นศีล มีการบังคับให้ทำอะไรถูกต้องตามระเบียบนี้เป็นศีล มันก็เลยซ่อนอยู่ในสมาธิ ซ่อนอยู่ในปัญญา เราจึงเห็นว่าเจริญปัญญาอย่างเดียวเท่านั้น มันครบหมด เขาไม่รู้จิตวิทยาข้อนี้เพียงพอ เหมือนเราฉายภาพไปที่จอ เราเห็นภาพ เรามักจะรู้สึกแต่ภาพ เราไม่ค่อยรู้สึกถึงแสง ซึ่งเป็นตัวที่นำภาพไปว่ามีอยู่ด้วย ไม่ค่อยรู้สึก ต่อเมื่อเอาภาพออกเสีย มีแต่แสงเปล่า ๆ เต็มจอว่าง ๆ ถึงจะรู้ว่านั่นแสง ถ้ามีภาพไปอยู่ด้วย เราไม่สนใจเรื่องแสง ที่มันมีซ่อนอยู่ในภาพ นี่แหละสมาธิซ่อนอยู่ในปัญญาอย่างนี้

          นึกถึงบทสวดมนต์ที่สวดกันอยู่เป็นประจำ ในเจ็ดตำนานคือรัตนสูตรที่ว่า สมาธิ มานนตริกนยมาหุ สมาธินา เตน สโม น วิชชติ ไม่มีสมาธิไหนจะเสมออนันตริยสมาธิ คือสมาธิที่ซ่อนอยู่ในปัญญาโดยไม่แสดงตัว ถ้าไม่มีสมาธิ ปัญญามันทำอะไรไม่ได้ เหมือนกับว่าไม่มีแสง ภาพมันไปด้วยไม่ได้ มันไม่รู้ว่าจะไปกับอะไร เวลามันปรากฏ มันปรากฏเป็นภาพ ไม่ได้ปรากฏเป็นแสง สมาธินี้เรียกว่าอนันตริยะก็ได้ อนันตริกะก็ได้ ไม่มีสมาธิใดเสมอด้วยสมาธินี้คือสมาธิที่ใช้งาน สมาธิที่นั่งทำตัวแข็งเฉย ๆ ไม่ได้ใช้งานทางปัญญา ก็ไม่มีประโยชน์อะไรนัก สมาธิที่กำลังใช้งานอยู่เราไม่ต้องแสดงตัว มันไม่เจตนาจะแสดงตัว แต่มันเป็นธรรมชาติ จิตมีสมาธิเช่นนี้ เมื่อปัญญาเกิดขึ้นและตั้งอยู่ทำหน้าที่ เมื่อมีการคิด การพิจารณา คือเรื่องของปัญญา สมาธินี้ก็ต้องเกิดเองเหมือนเด็ก ๆ จะทอยกอง โยนหลุม หรือเด็ก ๆ จะยิงหนังสติ๊ก พอให้คิดจะยิง สมาธิมันก็เกิดเอง ถ้าสมาธิมันดี มันก็ยิงแม่น ที่ไม่ดีมันก็ยิงไม่แม่น เจตนาจะยิงพอตั้งใจจะยิงจะขว้างหรือจะโยน สมาธิก็เกิดขึ้นเองมารวมอยู่ในนั้น เร็วมาก นี้เขาเรียก อนันตริยสมาธิได้เหมือนกัน แต่ชั้นต่ำสุดจะว่ามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายรอดตัวอยู่ได้ด้วยอนันตริยสมาธิ ก็ไม่ผิด ไม่มีใครไปเห็นมัน ไม่มีใครไปขอบคุณมัน ทั้งที่คนเราก็อยู่รอดตัวอยู่ได้ด้วยอนันตริยสมาธิ ทุกอิริยาบถ เช่นเราจะเดิน มันเคยชินเสียแล้ว ที่จริงมันมีสมาธิที่จะเดิน แม้มันจะสะดุดบ้าง มันจะล้มบ้าง ไม่ถูกทางบ้างก็ตาม มันก็เป็นอานิสงส์ของอนันตริยสมาธิ ซึ่งพร้อมกันไปกับการเดินหรือการทำงานทุกชนิด

          การที่จิตมันรวมกำลังกันเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเรียกว่าสมาธิ พอเราทำอะไรออกไป จะเรียกได้ว่ามีทั้งศีล สมาธิ ปัญญาก็ได้ แต่ไม่มีใครเชื่อ ไม่อยากพูดให้คนด่า (หัวเราะ) ไม่ว่าจะทำอะไรลงไป มีศีล สมาธิ ปัญญา แม้แต่มันจะกินข้าว มันก็ต้องมีการบังคับ เพื่อกินให้ถูกต้อง กินเข้าปาก การบังคับในการกินข้าวมันเป็นศีล แล้วมีสมาธิจะกินข้าวแล้วก็มีความรู้ที่จะกินข้าวให้ดีที่สุด มีสติระมัดระวัง มีความถูกต้องดี ก็เลยเป็นศีล สมาธิ ปัญญา แม้แต่การกินอาหารประจำวัน หลักเกณฑ์อันนี้เอามาใช้ในทางจิตใจที่สูงขึ้นไป หรืออย่างคนเล่นดนตรี ทำเสียงดนตรี มันมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ ที่บังคับให้ทำนั้นมันเป็นศีล มีจิตแน่วแน่คือสมาธิ มีความรู้ที่จะทำให้เป็นเสียงถูกต้องไพเราะตามโน้ต ก็เป็นปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นรากฐานของการงานทุกชนิด พอเราว่ามีศีล สมาธิ ปัญญา มีในทุกการงาน บางคนเขาก็ต้องหาว่า เราว่าเอาเองหรือหลอกลวงผู้อื่น แล้วมันจะพาลหาไปว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ทำอะไร มันมีอยู่ในตัวเองหมด แล้วก็ไม่ต้องทำอะไร ความจริงแล้ว ครั้นมาถึงเรื่องที่จะต้องพิจารณาให้ลึกซึ้ง แจ่มแจ้งยิ่งขึ้นไป มันอีกระดับหนึ่ง ถึงอย่างไรก็มีศีล สมาธิ ตามธรรมชาติ ซ่อนอยู่ในนั้น

          มันมีอยู่แล้ว เพียงแต่ดูให้เห็นเท่านั้น ดูให้เป็น คือให้เห็นว่ามีอยู่แล้ว เราไม่รู้ว่าหลักนี้มันมีอยู่แล้วในชีวิต ศีล สมาธิ ปัญญามันมีอยู่แล้วในชีวิต เอามาขยับเลื่อนชั้นให้มันสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป เรียกว่า ปฏิบัติธรรมที่สูงขึ้นไป ได้รับผลประโยชน์สูงขึ้นไป จนถึงกับว่าดับทุกข์ชั้นสูงได้

? อาจารย์ครับ ขอย้อนกลับมาเมื่อกี้อีกนิด การที่เรารู้เท่าทันมโนสัมผัสมันยาก แล้วเราจะมีเทคนิควิธีอะไรพิเศษที่จะรู้เท่าทันมโนสัมผัสครับ

          มันเรียนคนละที ต้องฝึกให้รู้ว่าอารมณ์ต่าง ๆ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พอมันมาถึงเข้าจริงให้มีสติเอาความรู้นั้นมารับหน้าอารมณ์นั้น ให้เห็นว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เวลาทำวิปัสสนาเพื่อพิจารณาในแง่ของปัญญา ศึกษา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไปอีกทางหนึ่งก็ฝึกการใช้สติให้มันเร็วเข้า

          ผมว่าวิเศษที่สุดก็ระบบอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ถ้าฝึกหมดนั้นจะมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา อย่างสมบูรณ์ที่สุด การบังคับให้ทำนั้นเป็นศีล จิตรวมพลังทำเป็นสมาธิ ความรู้แจ้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นปัญญา มันมีฝึกครบในอานาปานสติ ๑๖ ขั้น พอฝึกสติแรก ๆ หมวดที่ ๑ ฝึกสติ ฝึกสมาธิ รวมกันไปหมวดที่ ๑ สี่ขั้น ถ้าฝึกแบบนี้ ชุดนี้มันเป็นการฝึกสติ ให้มีมากให้เร็ว เพราะมันฝึกอยู่เสมอ แล้วก็หมวดที่ ๔ บทสุดท้าย อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี มันเป็นปัญญาและผลของปัญญา ส่วนเรื่องเวทนา เรื่องจิต หมวด ๒ หมวด ๓ ก็เป็นเรื่องรวม ๆ กัน ฝึกสมาธิบ้าง ฝึกปัญญาบ้าง แล้วแต่มองในแง่ไหน มองในแง่ความรู้เรียกว่าปัญญา ในแง่รวบรวมกำลังจิตเรียกว่าสมาธิ มองแง่พื้นฐานบังคับให้ทำเรียกศีล เราจึงมีศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ตลอดเวลาที่ทำอานาปานสติ ๑๖ ขั้น

? อาจารย์ครับ แล้วเห็นในข้อเขียนอาจารย์ยุคแรกนั้น อาจารย์เน้นเรื่องการฝึกสติในอิริยาบถต่าง ๆ คือให้รู้ตัวก่อนทุกครั้งที่จะเคลื่อนไหว การฝึกเช่นนี้มีผลอย่างไรต่อการที่ให้เอามาใช้ครับ

          นั่นมันฝึกสติโดยตรง ในการฝึกสตินั้น มันมีสมาธิรวมอยู่ด้วย สติกับสมาธิเป็นหมวดเดียวกัน ตอนหลังนี้ผมเสนอระบบลัดสั้น ผมว่ารัดกุมที่สุด ในคำบรรยายวิปัสสนาระบบลัดสั้นแบบยุคปรมาณู มันเอามาคลุกขยำตำกันตั้งแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งสติ ทั้งสัมปชัญญะ ทั้งอะไรอยู่ในอิริยาบถนั้น ๆ เรียกว่าระบบลัดสั้น แต่ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้

? อาจารย์ครับ ระบบลัดสั้นนั้นมีความจำเป็นอย่างไร ถึงมีการพัฒนาระบบนี้ขึ้นมา

          เพื่อจะเขียนหนังสือ เขียนคู่มือให้คนเขาศึกษาง่าย จำง่ายเป็นหลักง่าย ซึ่งให้มันเป็นขั้นตอนอย่างนี้ จำง่ายว่าเดี๋ยวนี้เรากำลังฝึกอยู่ในขั้นไหน ขั้นวิ่งตาม หรือขั้นเฝ้าดู ขั้นสร้างนิมิต หรือขั้นบังคับนิมิต ก่อนหน้านี้มันยุ่งนัก เฝือแล้ว แล้วมันก็มากนัก เพื่อไม่ให้มาก ทำไปคราวเดียวในรูปทรงเดียว เป็นได้ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา จนกระทั่งเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นนามรูป รู้จักนามรูป รู้จักขันธ์ ๕ รู้จักละอุปาทาน ในขันธ์ ๕ ทั้งหมดนี้เสร็จอยู่ในระบบลัดสั้น คงจะเหมาะที่สุดสำหรับยุคปรมาณู ไม่ต้องทำเป็น ๑๖ ขั้น ทำไปง่าย ๆ อย่างนี้ ไม่ต้องแยกเป็น ๑๖ ขั้นตอน แล้วมันจะเป็น ๑๖ ขั้นตอนอยู่ในตัวโดยอัตโนมัติ

? ขั้นตอนมันก็ซอยย่อยมากเหมือนกัน ซอยละเอียดมากครับ

          ละเอียดง่าย ๆ ทั้งนั้น

? จากขั้นหนึ่ง มาถึงอีกขั้นหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องเดินตามนั้นหรือเปล่าครับ

          ต้องการให้ทำทุกขั้น ตามความหมายที่กล่าวไว้ทุกขั้น ได้ชื่อว่ารู้จักนามรูป รู้จักอะไรเป็นขันธ์ ๕ อย่างไร รู้จักอนิจจังของขันธ์ ๕ ความมุ่งหมายมีเท่านั้น พูดให้สั้นก็รู้จักอนิจจังของขันธ์ ๕ รู้จักทุกขัง อนัตตาเอง แล้วเรื่องจะไปสู่วิราคะ นิโรธะเอง

          มันเป็นความคิดที่รุมอยู่ในจิตใจของผมอยู่เสมอ คือหาวิธีที่ง่ายสำหรับเพื่อนมนุษย์ เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ในการปฏิบัติธรรม มันมีอันนี้เป็นพื้นฐาน จึงอธิบายอะไรออกมาแปลก ๆ ประหลาด ๆ หลายคนเลยเห็นว่าผิด เห็นว่านอกศาสนาก็มี


* คำถามนี้ และคำถามในตอนต่อ ๆ ไป ที่มีเครื่องหมายนี้กำกับ เป็นคำถามของพระบุญเพ็ง นิสสากโร ซึ่งมาช่วยสัมภาษณ์ในบทนี้

 

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
จิตสิกขา

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.